ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article

                 The Leech (ปลิง....ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1

 


 

           อาหารหลากหลายเมนูจัดเรียงบนโต๊ะอย่างเรียบง่าย เพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญที่แวะมารับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน ซึ่งแขกคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นนักกวีชื่อดังจากมลรัฐเท็กซัสและภรรยาที่มาปราศัยงานในมหาวิทยาลัยที่คนรักสอนอยู่ และก็เป็นเพื่อนสนิทของคนรักด้วย ฉันและคนรักรู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติที่มีโอกาสได้ทำอาหารต้อนรับแขกคนสำคัญสองท่านนี้ ซึ่งท่านทั้งสองเป็นคนที่ดีกับฉันและคนรักมาก ๆ ฉันเองเคยพบท่านทั้งสองครั้งหนึ่งเมื่องานสัมนาด้านงานวรรกรรมในเมืองเอด้าเมื่อเดือนมีนาคมปี 2013

 

            "อาหารแต่ละเมนูน่าทานทั้งนั้นเลย ขอบใจมาก ๆ นะณัฐฑินี ที่ทำอาหารอร่อย ๆ เลี้ยงต้อนรับผมและภรรยา ผมและภรรยารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้ทานอาหารฝีมือคุณ" มิสเตอร์แลรี่เอ่ยขึ้นพร้อม ๆ กับแววตายิ้มแย้มแจ่มใสซ่อนเร้นไว้ด้วยความจริงใจที่มอบให้ ซึ่งในขณะนั้นฉันและมิสลิซ่าภรรยาของมิสแลรี่กำลังเตรียมเครื่องดื่มบนโต๊ะอาหารไปด้วย

            "ณัฐฑินีสอนฉันทำปอเปี๊ยะทอดด้วย ฉันม้วนไม่ค่อยจะเป็นเลย"

            "ขอบคุณค่ะมิสเตอร์แลรี่ ฉันกับคนรักเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ท่านกับภรรยาให้เกียรติมาทานอาหารกลางวันด้วยกัน อาหารมื้อนี้ฉันตั้งใจทำสุดความสามารถ ฉันเลือกทำเมนูที่ไม่เผ็ดและคิดว่าท่านและภรรยาคงจะชอบ"

            "ผมและลิซ่าชอบทุกอย่างเลย อาหารเยอะแยะไปหมดเลย ขอบใจมาก ๆ นะ คุณกับคนรักของคุณดีกับผมและภรรยามาก ๆ"

            "ด้วยความยินดีค่ะ ฉันและคนรักขอบคุณคุณและภรรยาเช่นกันค่ะ"

            "อาหารชุดแรกเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีปอเปี๊ยะทอด ขนมปังหน้ากุ้งใส่ข้าวโพด และก็ติ่มซำรวมมิตร ยังไงก็เชิญทุกท่านที่โต๊ะเลยค่ะ"

            "ขอบคุณใจมาก ๆ นะณัฐฑินี แต่ละเมนูน่าทานที่สุด" มิสลิซ่าเอ่ยขึ้นก่อนที่จะเดินมานั่งที่โต๊ะอาหาร ซึ่งมีคนรักและมิสเตอร์แลรี่นั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งเดียวกัน ฉันตรวจดูเมนูอาหารหลักจนเสร็จก่อนที่จะมานั่งร่วมวงรับประทานอาหารด้วยกัน

            อาหารวันนี้ฉันไม่ได้ทำเยอะมาก เพราะรับประทานแค่เพียงสี่คนเท่านั้น ฉันทำอาหารที่ไม่มีรสเผ็ดจัดจ้านเป็นหลัก ซึ่งจะเน้นเมนูที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ชื่นชอบและโปรดปรานเป็นที่สุด

            ปอเปี๊ยะทอด ขนมปังหน้ากุ้งผสมข้าวโพด ติ๋มซำคืออาหารว่างก่อนอาหารหลัก พอทานอาหารว่างเสร็จก็ตามด้วยปลาซาลม่อนอบผสมเครื่องเทศไทย อิตาเลี่ยนและเคจั่น นอกจากนั้นก็มีหน่อไม้ฝรั่ง แครอท มะเขือเทศเชอรี่และสับปะรด ส่วนอาหารหวานก็เน้นผลไม้เป็นหลัก องุ่นสองสี สตรอเบอรี่ และก็กีวี่สีทองที่ช่วยให้เจริญอาหารได้มากทีเดียว

            ระหว่างรับประทานอาหาร ฉันและคนรักก็คุยเรื่องหลากหลายกับมิสเตอร์แลรี่และภรรยาไปด้วย เรามีเรื่องที่คุยกันสนุกสนานแลกเปลี่ยนบนโต๊ะอาหาร เรื่องส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องชีวิต ประสบการณ์ชีวิต งานเขียนและงานวรรณกรรม และก็มีมุขเรื่องตลก ๆ แทรกเข้ามาเป็นระยะ ๆ ทำให้ยินเสียงหัวเราะอบอ่วนร่วมกับอาหารที่เอร็ดอร่อยไปด้วย

            เมื่อรับประทานอาหารหลักเสร็จ ทุกคนก็รับประทานผลไม้เป็นอาหารว่างไปพลาง ๆ แต่ก็ยังมีเรื่องราวที่พูดคุยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฉันตักกีวี่ใส่จาน มิสเตอร์แลรี่หันมาถามฉันด้วยความสนใจ

            "ณัฐฑินี คุณมีชื่อเล่นไหม ชื่อเล่นที่เรียกกันในครอบครัว"

            ฉันยิ้มและพยักหน้าเบา ๆ "มีค่ะ มีหลายชื่อเลยค่ะ เอาชื่อที่พ่อตั้งให้ดีไหมคะ"

            "ดี ๆ ชื่ออะไรเหรอ" มิสเตอร์แลรี่ถาม ใบหน้าดูสนใจใคร่อยากรู้เป็นอย่างมาก

            "ชื่อกุ้งค่ะ เป็นทั้งชื่อจริงและชื่อเล่นด้วยค่ะ แต่บางครั้งพ่อมักจะเรียกว่าตัวเล็ก ตัวน้อย และบ่อยครั้งก็กลายเป็นกุ้งน้อยค่ะ"

            มิสเตอร์แลรี่ยิ้มร่า "ผมชอบชื่อนี้จังเลย กุ้งน้อย น่ารักดี ผมมีฉายาชื่อเล่นว่าบัฟฟาโล่ คุณเคยรู้มาก่อนหรือเปล่า"

            "ไม่เคยรู้เลยว่าคุณมีฉายานี้ แต่ก็เพราะดีนะคะ ความหมายความแข็งแกร่ง"

            ฉันอมยิ้มที่มุมปากนิด ๆ ในชีวิตยอมรับว่าไม่เคยได้ยินฉายาแบบนี้มาก่อน ซึ่งฉายาบัฟฟาโล่ (ควาย)ซึ่งถ้าเป็นควายในความคิดของคนไทย มักจะใช้เปรียบเทียบเรียกกับคนที่โง่เขลาเสียมากกว่า แต่แปลกที่คนอเมริกันเปรียบเทียบคำว่า ควาย (ควายอเมริกัน หรือ ไบสัน Bison) สำหรับความแข็งแกร่งและความทรหดอดทนเป็นหลัก ความหมายมีแต่ในทางบวกสำหรับคำว่าควายที่อเมริกา ไม่มีความหมายที่ใช้เหยียดผิวและดูถูกดูแคลนเลยสักนิด

            ฉันเป็นเด็กบ้านนอกที่เติบโตอยู่กับการเลี้ยงควายมาตลอด ผูกพันกับชีวิตที่อยู่กับควายในท้องทุ่ง ฉันรู้สึกชื่นชม ยินดีและดีใจที่มีคนเห็นคุณค่าของคำว่าควาย (บัฟฟาโล่) และนำมาใช้เป็นฉายาตัวเอง โดยเฉพาะคนที่เก่ง ๆ มีความรู้ความสามารถ มีชื่อเสียงในวงการวรรณกรรม ยิ่งทำให้ฉันได้เห็นความแตกต่างในมุมมองความคิดของคนไทยและคนอเมริกันมากขึ้น

            "บัฟฟ่าโล่ ความหมายมีในตัวที่บ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง พลังที่แรงกล้า แต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนที่มีภายในใจ" ฉันเอ่ยขึ้นก่อนที่จะหันไปมองมิสลิซ่า มิสเตอร์แลรี่และคนรักอีกครั้ง "ฉันชอบฉายาของคุณมากค่ะมิสเตอร์แลรี่ ครอบครัวของฉันเคยมีควายเยอะมากตอนเด็ก ๆ ฉันรักและผูกพันกับพวกมันที่สุด พ่อมักจะให้ฉันไปช่วยพ่อเลี้ยงควายบ่อย ๆ ชีวิตฉันมีควายเป็นเพื่อนเล่น บางคนฟังดูตลก ๆ แต่ฉันยอมรับว่า มีความสุขกับการได้ขี่ควายและพามันไปหาหญ้าดี ๆ กิน"

            "นี่แหละความหมายที่แท้จริงของคำว่าบัฟฟ่าโล่ของผม เพราะผมเป็นบัฟฟาโล่ที่มีความอดทนอดกลั้น คุณเรียกผมว่าบัฟฟ่าโลได้เลยนะ ผมอนุญาตให้คุณและคนรักของคุณเรียกผมได้ตลอด"

            "ขอบคุณค่ะ"

            "ผมตั้งฉายาให้คนรักของคุณว่า จาม มาจากคำว่าจามบาลายา อาหารที่ขึ้นชื่อของมลรัฐหลุยส์เซียน่า คุณชอบไหม"

            ฉันยิ้มหันไปมองคนรัก รู้สึกแปลกใจที่เขามีฉายาที่ตั้งให้จากเพื่อนสนิทแต่ฉันกลับไม่เคยรู้เลย

            "คุณใช้ฉายาจามจริง ๆ เหรอคะ" ฉันถามคนรัก

            "ครับ จาม ฉายาของผมที่มิสเตอร์แลรี่ตั้งให้ครับ เขาเพิ่งตั้งฉายานี้ให้ผมวันนี้นี่เองครับ"

            "เพราะดีค่ะ มีความหมายและมีที่มาที่ไปด้วย ฉันชอบค่ะ"

            ฉันหันไปยิ้มให้มิสลิซ่าและมิสเตอร์แลรี่ "ฉันชอบฉายาจามด้วยค่ะ ขอบคุณนะคะที่ตั้งฉายานี้ให้คนรักของฉัน"

            "ครับ ต่อไปเราก็ใช้เรียกฉายากันและกันได้เลย ไม่ถือนะครับ" มิสเตอร์แลรี่หันมาถามฉันและคนรัก

            "ได้เลยค่ะ ไม่ถือเลยค่ะ"

            ระหว่างนั้นมิสลิซ่ายิ้ม ปรายตามองทุก ๆ คนบนโต๊ะอาหาร  "ฉันชอบฉายาของทุก ๆ คน น่ารักดี ของฉันชื่อเล่น สติ๊กเกอร์"

            มิสเตอร์แลรี่ยิ้ม "ฉายาสติ๊กเกอร์ ชื่อนี้เพราะไหมกุ้งน้อย" และหันมาทางฉัน ทำให้ฉันอมยิ้มนิดหนึ่ง

            "เพราะมากค่ะ ฉันชอบค่ะ"

            มิสเตอร์แลรี่ยิ้มและหันไปทางคนรัก "วันนี้ผมมีความสุขจังเลยที่ได้มาร่วมรับประทานอาหารที่บ้านของคุณทั้งสอง อาหารแต่ละอย่างอร่อย ๆ ทั้งนั้นเลย และก็มีเรื่องราวดี ๆ เล่าสู่แบ่งปันกันและกัน"

            "ผมดีใจที่คุณและภรรยาให้เกียรติมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกับผมและครอบครัว" คนรักเอ่ยขึ้นและยิ้มบาง ๆ ที่มุมปากก่อนจะตักอาหารรับประทานไปด้วย

            มิสเตอร์แลรี่วางผ้าซับปากลงข้าง ๆ ตัวเองและหันมามองฉัน "ผมอายุหกสิบแปดปี ชีวิตผ่านประสบการณ์มาระดับหนึ่ง ผมชอบที่จะคุยและฟังเรื่องราวขของคนอื่นบ้าง เพราะผมถือว่ามันทำให้ผมได้ข้อคิดอะไร ๆ ใหม่ ๆ ไปด้วย ชีวิตของผมมีทั้งดีที่สุดและก็ไม่ดีปะปนกัน แต่ผมก็อดทนและแกร่งเหมือนบัฟฟ่าโลอย่างที่ฉายาผมเป็น" มิสเตอร์แลรี่หันมาทางฉัน

            "กุ้งน้อย ผมอยากรู้ว่าในชีวิตของคุณเคยมีความทรงจำอะไรที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตไหม ที่คุณจำได้ไม่เคยลืม เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ"

            ฉันวางช้อนลงบนจานช้า ๆ มองคนที่ถามด้วยแววตาที่พยายามอ่านความรู้สึกของมิสเตอร์แลรี่ไปด้วย มิสเตอร์แลรี่อายุ 68 ปี ซึ่งน้อยกว่าพ่อของฉันเกือบยี่สิบปี แต่เป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในชีวิตหลากหลาย มิสเตอร์แลรี่เป็นคนที่ใจดีและมีความจริงใจให้ฉันและคนรักเสมอ ทำให้ฉันรู้สึกเคารพรักและนับถือเป็นอย่างมาก เมื่อใดที่คนที่ฉันรักและเคารพนับถือถามเกี่ยวกับตัวฉัน มีหรือที่ฉันจะไม่อยากเล่าเรื่องราวสำคัญในความทรงจำที่เลวร้าย

            "ในชีวิตของฉัน มีความทรงจำที่เลวร้ายหลากหลาย แต่บางเรื่องมันแค่ผ่านมาครั้งเดียวและมันก็ผ่านไปไม่เคยกลับมาอีกเลย และก็มีเพียงเรื่องเดียวที่มันเลวร้ายและทำให้ฉันฝันร้ายมาตลอดทั้งชีวิต"

            มิสเตอร์แลรี่และภรรยามองหน้าฉันด้วยความเห็นใจปนอยากรู้เรื่องเหล่านี้ ฉันหันไปสบตาคนรัก เพราะรู้ว่าเขาเองก็รู้เรื่องเหล่านี้จากฉันมาตลอด และทุก ๆ ค่ำคืนที่ฉันฝันร้าย คนรักก็เป็นเพียงคนเดียวที่กอดและปลอบโยนฉันมาตลอด

            "เรื่องนี้คงจะเลวร้ายกับคุณจริง ๆ นะ คุณถึงได้ฝันร้ายมาตลอด ผมสงสารคุณจังเลย" มิสเตอร์แลรี่เอ่ยขึ้น แววตาที่สงสารปนเห็นใจมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยที่มิสลิซ่าเองก็มีความรู้สึกไม่ได้ต่างกัน

            "ค่ะ เรื่องมันเลวร้ายและเสทือนใจฉันมากเลย ฉันเจ็บเหมือนตายแล้วไปครั้งหนึ่ง แต่ฉันก็ก้าวผ่านมาจนได้ แต่ฉันยินดีเล่าให้คุณทั้งสองฟัง เรื่องนี้ไม่มีเพื่อนของคนรักหรือคนอเมริกันคนไหนที่รู้ คงมีเพียงคุณและมิสลิซ่าพร้อมคนรักของฉันเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ ฉันจะเล่าให้คุณฟัง บางทีการที่ฉันเล่ามันออกมา มันอาจจะทำให้ฝันร้ายหายไปไม่กลับมาอีกก็ได้ " 

 

 

 

ฉันนึกถึงเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา ตอนนั้นฉันอายุเพียงหกขวบเท่านั้น พ่อเป็นเสาหลักของครอบครัวที่คอยเลี้ยงดูฉันและพี่น้องทั้งหมดหกคน ฉันเป็นลูกสาวคนเล็ก มีพี่ชายสองคนและพี่สาวสามคน พี่สาวคนโตจะอยู่บ้านคอยช่วยพ่อทำงานทุกอย่าง พี่สาวรองจากฉันจะช่วยพ่อดูแลควายเป็นหลัก ส่วนพี่สาวคนที่สามที่อายุห่างจากฉันเพียงหกปี เธอจะช่วยงานบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่เป็นหลักที่แน่นอนพอที่จะเป็นที่ไว้วางใจจากพ่อได้

            และด้วยความยากลำบาก พ่อมักจะทำงานหนักมาตลอด หยาดเหงื่อแทบเป็นสายเลือด นัยน์ตาของพ่อเต็มไปด้วยความรักและห่วงใยที่มีให้ลูกทั้งหกคน ในทุก ๆ วันพ่อไม่ค่อยมีเวลาคอยดูแลอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกสาวคนเล็กมากนัก เพราะพ่อจะต้องรีบทำงานเพื่อที่จะได้เอาของไปขายให้พ่อค้าคนจีนที่เมืองขุขันธ์ ซึ่งตอนนั้นที่บ้านของฉัน พ่อรับซื้อข้าวเปลือกและของอื่น ๆ ในหมู่บ้านไปขายต่อที่เมืองใหญ่ ดังนั้นทุก ๆ ฤดูกาลจะมีสิ่งของที่พ่อรับซื้อและแปรรูปนำไปขายที่ตลาดได้ตลอด พ่อเป็นผู้ชายที่ดีที่สุด มีความขยันเป็นหลัก ความอดทน และความรักที่มีให้ลูกทั้งหมดของหัวใจ สิ่งเหล่านี้ฉันและพี่น้องรับรู้มาตลอด แม้พ่อจะไม่เคยเอ่ยคำว่ารักให้ได้ยินเลยสักครั้ง แต่การกระทำของพ่อที่แสดงให้เห็นนั้น ช่างเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่หาสิ่งใดเปรียบปานไม่ได้เลย

             ในช่วงเย็นบางวัน พ่อมักจะบอกให้ฉันไปอาบน้ำกับพี่สาว เพราะพี่สาวจะคอยอาบน้ำถูสบู่ให้ฉันด้วย และนับวันที่ฉันเริ่มโตขึ้น พี่สาวก็จะช่วยสอนให้ฉันทำอะไรด้วยตัวเองได้บ้าง

            "กันต์ พาน้องไปอาบน้ำด้วยนะลูก เดี๋ยวพ่อจะเอาข่าไปลงที่สวนหน้าบ้านให้หมด"

            "ค่ะพ่อ" พี่กันต์รับปากพ่ออย่างเร็ว เดินเข้าไปเอาผ้าถุงและผ้าเช็ดตัวภายในบ้าน

            ในขณะนั้นฉันเล่นสนุกสนานอยู่กับเพื่อนหน้าบ้าน พ่อเดินมาหาก่อนที่จะหยุดยืนตรงหน้า มือข้างหนึ่งถือเสียม และอีกข้างหนึ่งมีถุงที่เต็มไปด้วยข่าที่จะเอาไปปลูกไว้กินในครัวเรือน

            ตอนนั้นฉันอายุเพียงหกขวบ กำลังเรียนอยู่ชั้นเด็กเล็ก ยังคงมีอะไรมากมายที่ต้องเรียนรู้อีกเยอะ ทุกครั้งที่พ่อบอกอะไร ฉันก็ไม่เคยดื้อและเชื่อฟังพ่อเสมอ

            "ตัวเล็ก ไปอาบน้ำได้แล้วลูก เล่นซะตัวมอมแมมเชียว ไปอาบน้ำกับพี่กันต์นะ ให้พี่เขาถูสบู่ให้ด้วย เนื้อตัวจะได้สะอาด"

            "ค่ะพ่อ" ฉันรีบวิ่งไปเอาขันสบู่ทันทีอย่างรู้หน้าที่ และก็ยืนรอพี่กันต์ไปด้วย พอพี่กันต์เดินออกมาพร้อมผ้าถุงและผ้าเช็ดตัว ฉันก็วิ่งไปหาพี่สาวด้วยแววตาสดใส ดีใจทุกครั้งที่พ่อให้ไปอาบน้ำกับพี่สาวที่ริมห้วย เพราะฉันอยากจะหัดว่ายน้ำให้เป็นเสียด้วย

            "กันต์พาน้องไปอาบน้ำ และดูแลน้องด้วยนะลูก น้องตัวเล็ก เดี๋ยวจมน้ำ"

            "ค่ะพ่อ"

            พี่กันต์รับคำพ่อ และก็เดินนำฉันมาที่ลำห้วยไม่ไกลจากบ้านมากนัก ฉันชอบมาอาบน้ำที่ริมห้วยกับพี่สาว เพราะได้หัดว่ายน้ำไปด้วย แม้จะยังว่ายน้ำไม่เป็น แต่ฉันก็ไม่เคยกลัวที่หัดเรียนรู้ไปด้วย พี่กันต์เป็นพี่สาวคนรองถัดจากพี่สาวคนโต เธออายุมากกว่าฉันหกปี ฉันไม่ค่อยสนิทกับเธอมากนัก ด้วยอายุที่ห่างกัน พี่กันต์จะสนิทกับพี่นาง (พี่สาวคนโต) มากกว่า เพราะเธอทั้งสองอายุห่างกันแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น

            แม้ฉันจะไม่สนิทกับพี่สาวมาก เพราะฉันยังเด็กและสนุกสนานกับการเล่นกับเพื่อน ๆ แต่ฉันก็รักและผูกพันกับพี่สาวตลอด พี่สาวบอกให้ทำอะไร ฉันก็ทำตามทุกอย่าง ไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง ที่สำคัญพ่อมักจะบอกฉันว่า เป็นน้องจะต้องเชื่อฟังพี่ ๆ และฉันก็เป็นอย่างที่พ่อสอนมาตลอด

            เวลาที่อาบน้ำ พี่กันต์จะอาบน้ำและถูสบู่ไปด้วย บางช่วงเธอก็ลงไปว่ายน้ำเล่นสนุกสนาน ฉันเองก็อยากลงไปเล่นน้ำด้วย ยิ่งเป็นช่วงฤดูฝน น้ำเยอะน่าลงว่ายเสียด้วย ฉันก็อดไม่ได้จะที่จะขออนุญาตพี่สาว

            "พี่กันต์ ให้หนูลงเล่นน้ำได้ไหม หนูอยากว่ายน้ำเป็น"

            "อยากว่ายน้ำเป็น ก็ลงมาสิ ใครเขาห้ามล่ะ"

            พี่กันต์บอกฉัน ส่วนเธอก็ว่ายน้ำเล่นตามประสากับเพื่อน ๆ ของเธอ ฉันเองยังว่ายน้ำไม่เป็น รู้ว่าตัวเองควรจะเล่นน้ำในระดับไหน ในวันนั้นฉันเล่นน้ำที่ตื้นระดับเอว มือข้างหนึ่งเกาะไม้เล็ก ๆ ผลักตัวเองไปมา เพื่อที่จะหัดว่ายน้ำ ส่วนขาก็ตีน้ำไปด้วย เพราะคิดว่าการตีน้ำแรง ๆ จะช่วยให้ฉันว่ายน้ำเป็น และด้วยความเป็นเด็ก ฉันยังคงสนุกสนานกับการพยายามหัดว่ายน้ำด้วยตัวเองเพียงลำพัง และระหว่างนั้นมีเด็ก ๆ ในละแวกเดียวกันมาอาบน้ำด้วย ทำให้การอาบน้ำครั้งนี้สนุกสนาน เพราะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันเล่นน้ำด้วย

 

            ในขณะนั้นฉันรู้สึกมีอะไรบางอย่างเกาะที่ขา มันใหญ่มากและฉันก็จับดู รู้เลยว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุด ฉันเริ่มกลัวเสียจนตัวสั่น วิ่งขึ้นมาบนฝั่ง น้ำตาไหลเป็นทางอย่างไม่รู้ตัว มือข้างหนึ่งจับสิ่งมีชีวิตที่เกาะตัวเองไว้แน่น อยากจะดึงออกมาให้ได้ แต่แปลกที่ฉันดึงมันออกมาไม่ได้ ฉันกรี๊ดร้องสุดเสียง พยายามเรียกพี่สาวให้มาช่วยตนเอง เพราะคิดว่าพี่สาวต้องช่วยได้แน่นอน

            ทุกคนที่กำลังว่ายน้ำได้ยินเสียงกรี๊ดร้องของฉัน ต่างพากันแตกตื่นวิ่งขึ้นฝั่งทั้งหมด เพราะรู้ว่าสิ่งมีชีวิตตัวนี้ที่กำลังเกาะฉันอยู่นั้น มันน่ากลัวที่สุด  ถ้าเข้าท้องเมื่อไหร่มีโอกาสที่จะตายได้

            เสียงร้องเรียกของฉันดังก้องอยู่ตลอด ฉันเรียกหาพี่สาวให้ช่วยอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย

            "พี่กันต์ พี่ช่วยหนูด้วย ปลิงกัดหนู มันจะเข้าท้องหนู พี่ช่วยหนูด้วย หนูดึงไม่ไหวแล้ว พี่กันต์ช่วยหนู"

            เสียงร้องเรียกของฉันยังคงดังลั่น ด้วยความเป็นเด็กที่ตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ ไม่ค่อยจะมีแรง ในวันนั้นด้วยความกลัว ฉันร้องไห้น้ำตากระจายยิ่งกว่าน้ำในเขื่อนที่กำลังทะลัก ด้วยจิตวิญญาณที่กลัวที่สุดในชีวิตพยายามที่จะดึงสิ่งที่เลวร้ายออกจากตัวเองให้ได้ แต่ฉันพยายามแล้วก็ทำไม่ได้ เพราะมันใหญ่มากและมันก็เกาะแน่นเสียด้วย

            ภาพพี่กันต์วิ่งขึ้นฝั่ง ทำให้หัวใจดวงน้อย ๆ คิดว่าพี่สาวคงจะวิ่งมาเอาปลิงออกให้ แต่ผิดคาด หัวใจฉันแตกสลาย เมื่อวันนั้นพี่กันต์วิ่งผ่านหน้าฉันและหนีเอาตัวรอดเพียงคนเดียวพร้อม ๆ กับคนอื่น ๆ ฉันมองตามพี่สาวที่วิ่งหนีทิ้งให้ฉันเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกใบนี้ 

            วันนั้นพี่กันต์เป็นพี่สาวที่ทิ้งให้ฉันอยู่กับความเลวร้ายเพียงลำพัง เธอวิ่งหนีเอาตัวรอด ไม่เคยแม้จะพยายามช่วยฉัน ไม่แม้แต่จะมองหรือยืนเคียงข้างน้อง

            ในเมื่อพี่สาวแท้ ๆ ไม่ยอมช่วย และไม่มีใครช่วยฉันได้ ฉันเองไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ฉันปล่อยให้ความเลวร้ายเข้าไปในร่างกายพร้อม ๆ กับหัวใจที่สลาย ฉันรู้ว่าในโลกใบนี้ไม่มีใครรักฉันได้เท่าพ่อ ไม่มีเลยจริง ๆ

            ในช่วงวินาทีนั้น ฉันรู้ว่าพ่อจะต้องช่วยฉันทุกอย่าง บางสิ่งบางอย่างบอกให้ฉันรีบไปหาพ่อ ฉันร้องไห้และวิ่งไปหาพ่อทันที ทุกคนที่นั่งอยู่ในบ้านละแวกนั้นตกใจที่เห็นฉันร้องไห้วิ่งตรงดิ่งไปหาพ่อ

            ฉันวิ่งมายืนด้านหลังพ่อ และก็ร้องให้เสียงดัง ขณะที่พ่อกำลังเอาข่าลงในดิน พ่อเห็นน้ำตาของฉันก็วางเสียมลงทันที พ่อวิ่งมากอดฉันไว้แน่น

            "เป็นอะไรลูก หนูเป็นอะไร" พ่อถาม นัยย์ตาเต็มไปด้วยความรักและความห่วงใยที่ยิ่งใหญ่

            "ปลิงเข้าท้องหนูพ่อ หนูกลัวพ่อ หนูกลัวตาย"

            ฉันบอกพ่อ ตัวสั่นเพราะความกลัว แถมร้องไห้สะอื้น น้ำตาไหลเป็นทางแทบเป็นสายเลือด พ่อเข้ามากอดฉันไว้แน่น พ่ออุ้มฉันเอาไว้ และก็ปลอบเบา ๆ     

            "ไม่ต้องกลัวนะลูก ไม่ต้องกลัว พ่อจะช่วยหนูเอง หนูอยู่กับพ่อ หนูไม่ต้องกลัวอะไร ไม่มีอะไรน่ากลัว"

            วันนั้นพ่ออุ้มฉันเดินเข้าไปในบ้านอย่างเร็ว พี่นางซึ่งกำลังวุ่นกับงานที่ทำอยู่ก็วิ่งมาหา

            "ตัวเล็กเป็นอะไรพ่อ" พี่นางถามพ่อ เพราะเห็นฉันร้องไห้ไม่หยุด

            "นางไปก่อไฟให้พ่อเร็ว ปลิงเข้าน้อง พ่อจะต้องรีบพาน้องทำพิธี"

            พี่นางเป็นพี่สาวคนสำคัญ เป็นมือขวาที่คอยช่วยพ่อทุกอย่าง เธอรับรู้ถึงความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในครอบครัว เธอไม่ได้ถามอะไรอีกเลย และก็รีบวิ่งไปเอาไม้ลำปอมาก่อไฟอย่างเร็ว และนั่งพัดไฟให้ติดเร็ว ๆ ส่วนพ่อนั้นก็พาฉันนั่งลงตรงแคร่ไม้ ซึ่งในระหว่างนั้นฉันมีเลือดไหลออกมาเป็นระยะ ฉันรู้ว่าถ้าเลือดเหล่านี้ไหลออกมาไม่หยุด ฉันต้องตายแน่ ๆ และฉันก็ไม่อยากตาย เพราะฉันอยากอยู่กับพ่อ อยากโตและอยากมีชีวิตอยู่นาน ๆ

            พ่อจับไหล่ฉันเบา ๆ "รอพ่อตรงนี้นะลูก ไม่ต้องร้องไห้ ไม่ต้องกลัว"

            ฉันพยักหน้า เชื่อฟังพ่อแต่โดยดี "ค่ะพ่อ"

            พ่อเดินไปหยิบหม้อทองเหลืองมาวางไว้ตรงหน้า พี่นางออกไปตัดตะไคร้มาให้พ่อและก็เดินมานั่งข้าง ๆ ฉัน

            "ไม่ต้องกลัวนะตัวเล็ก พ่อทำพิธีให้ เดี๋ยวปลิงก็ตายไปเอง" พี่นางบอก ฉันฟังพี่สาว ไม่รู้ว่าพิธีที่พ่อทำเป็นอย่างไร รู้แต่ว่าเป็นการรักษาทางไสยศาสตร์ตามความเชื่อ

            "ว่าแต่เรา ไปเล่นน้ำอีท่าไหนถึงให้ปลิงเข้าได้ล่ะ แล้วกันต์ไปไหนล่ะ ตอนปลิงจะเข้าท้อง กันต์เห็นไหม" พี่นางถามและนั่งปลอบโยนฉันไปด้วย เธอจับมือฉันไว้แน่น ๆ และโอบกอดไว้ตลอด

            ฉันยังคงสะอื้นไห้ และหวาดกลัวไม่หาย ได้แต่พยักหน้า แต่ไม่พูดอะไร

            "แล้วกันต์ช่วยเอาออกให้ไหม กันต์ได้ช่วยหรือเปล่า"

            ฉันไม่ได้ตอบพี่นาง และก็นั่งร้องไห้กระซิก ๆ อยู่ในอ้อมอกเธอ ไม่สนใจคำถามของพี่สาวอีกเลย น้ำตาอาบแก้มหันไปมองพ่อซึ่งกำลังยุ่งอยู่ด้านหน้าเตา พ่อได้ยินที่พี่นางถามฉันตลอด และก็หันมามองนิดหนึ่ง เหมือนรับรู้อะไรบางอย่าง นัยน์ตาของพ่อดูเศร้าและเจ็บปวดยิ่งหนัก ฉันรับรู้ได้เลยว่า สิ่งที่คนเป็นพ่อเจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ความเลวร้ายที่เข้ามาในชีวิตของลูกสาวคนเล็ก หากแต่เป็นสิ่งที่ลูกสาวอีกคนไม่ช่วยปกป้องดูแลลูกสาวอีกคนต่างหาก ฉันรู้ว่าพ่อคงจะเจ็บมากแต่ก็คงทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่พยายามที่จะทำใจและเข้าใจพร้อมทั้งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้ดีที่สุด เพื่อที่จะรักษาชีวิตลูกสาวคนเล็กเอาไว้

            จากนั้นก็หยิบแหวนหัวพลอยแดงทองคำดิบ (อันจีนเชา-กะบาลร-พลอย-สีกะหอม) วงสำคัญออกจากกระเป๋าใบเล็ก ๆ เก่าแก่หนึ่งใบ ซึ่งแหวนวงนี้เป็นแหวนที่เก่ามาก และเป็นมรดกตกทอดยาวนานสู่รุ่นพ่อ และเป็นแหวนที่พ่อใช้ทำพิธีคุณไสย์สำคัญ ๆ ด้วย

            พ่อเอาน้ำสะอาดใส่ในหม้อทองเหลือง และตั้งไฟให้ร้อน เมื่อน้ำเดือดจัดพ่อเอาตะไคร้มัดหนึ่งลงในหม้อ จากนั้นก็พนมมือไหว้ร่ายมนต์สวดคาถาสำคัญไปด้วย เพียงไม่นานก็พ่อก็เอาแหวนหัวพลอยแดงทองคำดิบลงในหม้อที่เดือดระอุ

            ฉันไม่รู้ว่ามนต์คาถาที่พ่อสวดคือมนต์อะไร ไม่ใช่ภาษาไทยแต่อย่างใด หากแต่เป็นภาษาขะแมร์ผสมผสานกับภาษาอื่นที่ฉันไม่เคยเข้าใจ ไม่ว่าพ่อจะสวดคาถาอะไรก็ตาม ฉันรับรู้แต่เพียงว่า พ่อกำลังต่อสู้กับบางอย่างที่เลวร้ายเพื่อที่จะรักษาชีวิตของฉันเอาไว้  

 

            เลือดยังคงไหลออกมาจากหว่างขาของฉันอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีทีท่าจะหยุด ฉันเริ่มรู้สึกเพลียและเหนื่อย คาถาที่พ่อสวดยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อพ่อร่ายมนต์คาถาเสร็จ พ่อกับพี่นางขยับเตาและหม้อดินมาไว้ที่ใต้แคร่ไม้ใผ่อย่างเร็ว และก็ให้ฉันแก้ผ้า นั่งถ่างขาให้ไอความร้อนจากหม้อน้ำที่เดือดระเหยเข้าสู่ร่างกายของฉันผ่านช่องล่างของร่างกายอย่างรวดเร็ว ระหว่างนั้นพี่นางเอาผ้าพับอย่างหนามาให้ฉันเหยียบทั้งสองข้างขา เพื่อไม่ให้ขาร้อนจากไอน้ำและเปลวไฟ

            "หนูกลัวพ่อ" ฉันเอ่ยขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่เกระเปื้อนแก้ม พ่อลูบผมฉันเบา ๆ และปลอบใจ

            "ไม่ต้องกลัวนะลูก นั่งนิ่ง ๆ เดี๋ยวก็หายเอง"

            พ่อบอกฉันก่อนที่จะหันไปหาพี่นาง "นาง ไปหาจับตั๊กแตนมาให้น้องกินเร็วลูก"

            "ค่ะพ่อ"

            พี่นางรับคำ รีบเร่งเดินไปที่สวนฝั่งตรงข้ามของบ้านทันที ซึ่งเป็นที่ดินว่างเปล่า เต็มไปด้วยหญ้าที่ขึ้นสูงในช่วงฤดูฝน ฉันรู้ว่าพี่นางจะต้องจับตั๊กแตนได้แน่นอน เพราะฉันกับหลาน ๆ เคยไปวิ่งจับตั๊กแตนบ่อย ๆ เพียงไม่กี่นาทีพี่นางเดินกลับมาพร้อมตั๊กแตนสด ๆ ในถุงพลาสติก

            พ่อหยิบตั๊กแตนมาจากพี่นางและก็ให้ฉันกินดิบ ๆ ในตอนแรกฉันไม่กล้า เพราะไม่เคยกินตั๊กแตนดิบมาก่อน

            "ถ้าหนูอยากหาย หนูต้องกินตั๊กแตนนี้ให้หมด" เสียงพ่อบอก กึ่งบังคับทำให้ฉันมองหน้าพ่อทำตาพริบ ๆ

            "แต่ตั๊กแตนมันดิบ"

            "ถึงจะดิบแต่หนูก็ต้องกิน" พ่อย้ำเสียงเข้ม ทำให้ฉันทำตามทันที เพราะฉันอยากหายและอยากมีชีวิตอยู่กับพ่อและพี่น้อง ฉันจึงยอมกลั้นหายใจกินตั๊กแตนดิบที่พี่นางหามาให้ทั้งหมด

            หลังจากที่กินตั๊กแตนเข้าไปทั้งหมดพร้อม ๆ กับไอระเหยจากน้ำต้มจากมนต์ขลังของพ่อเข้าสู่ร่างกาย ฉันเริ่มเหงื่อออกมาเป็นระยะ ๆ และรู้สึกกระหายน้ำไปด้วย พ่อเอาน้ำที่ผสมอะไรบางอย่างให้ฉันกินเข้าไป ฉันดื่มน้ำผสมยาของพ่อหมดแก้ว และก็เฝ้ารอที่จะให้ปลิงออกจากร่างหายไว ๆ

            เวลาผ่านไป ฉันเริ่มรู้สึกเพลียและเมื่อยกับการที่ต้องนั่งยอง ๆ นาน ๆ แต่เพราะความที่อยากให้ปลิงออกจากร่างกาย ฉันจำต้องอดทน เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง พ่อให้ฉันลุกออกจากแคร่ และก็ให้พี่นางหาเสื้อผ้าให้ใส่ใหม่ ฉันทำตามที่พ่อบอก หันไปมอง แต่แปลกเลือดหยุดไหลตอนไหนฉันไม่รู้เลย และไม่รู้ว่าปลิงยังอยู่ในท้องหรือออกไปแล้ว

            จากนั้นพ่อก็เอาสายสิญน์มาผูกข้อมือทั้งสองข้างให้ และบอกฉันว่า

            "ถ้าไม่จำเป็น อย่าไปลงเล่นน้ำอีกนะลูก"

            ฉันมองหน้าพ่อ "แล้วปลิงยังอยู่ในท้องหนูไหมคะพ่อ"

            พ่อลูบผมของฉันเบา ๆ มือของพ่อช่างอบอุ่นยิ่งนัก "ปลิงมันออกไปแล้วลูก หนูไม่ต้องกลัวนะลูก หนูหายแล้ว"

            พ่อบอกฉัน และเป็นอะไรที่ฉันจำได้ตลอด ตั้งแต่ที่พ่อทำพิธีคุณไสย์เพื่อเอาปลิงออกจากร่างของฉัน และฉันก็ยังไม่เคยเห็นปลิงที่เข้าท้องฉันออกจากร่างกายของฉันไปเลย ตั้งแต่เหตุการณ์ในวันนั้น ทุกครั้งที่ฉันไปปัสสาวะ ฉันเฝ้าสังเกตดูว่า จะมีปลิงคลานออกมาพร้อม ๆ กับปัสสาวะบ้างไหม แต่จนแล้วจนเล่า ฉันก็ไม่เคยเห็นมันออกจากร่างกายของฉัน และฉันก็ไม่มีความผิดปกติอะไร ร่างกายของฉันยังคงเหมือนเดิมและเติบโตเหมือนเด็กหญิงทั่วไป

 

 

            คงมีเพียงสิ่งเดียวที่ไม่เคยออกไปจากชีวิตของฉันเลย นั่นก็คือเหตุการณ์ฝันร้ายที่เกิดขึ้น มันมักจะเกิดขึ้นในความฝันของฉันตลอด และไม่เคยหายไปเลยสักครั้ง และทุกครั้งที่ฉันฝันร้าย พ่อมักจะบอกฉันว่า

            "หนูไม่ต้องกลัวนะลูก แค่ความฝันเท่านั้น ปลิงในท้องของหนู มันตายไปแล้ว พ่อฆ่ามันตายไปแล้ว"

            ฉันเชื่อพ่อทุกอย่าง และเชื่อว่าพ่อฆ่าปลิงตัวนั้นจริง ๆ ด้วยคุณไสย์และเวทมนต์คาถาของพ่อ

            นับตั้งแต่เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับฉัน พ่อไม่เคยถามพี่กันต์เลยว่า ทำไมพี่กันต์ไม่ปกป้องช่วยเหลือฉัน ทำไมพี่กันต์เป็นพี่สาวที่หนีเอาตัวรอด พ่อได้พยายามสอนฉันให้เข้มแข็งและดูแลตัวเองให้ เพราะพ่อแก่เฒ่าทุกวัน เมื่อใดที่ไม่มีพ่อคอยดูแล ฉันอาจจะมีชีวิตที่ลำบากได้

            เมื่อฉันอายุย่างสิบแปดปี พ่อก็เสียชีวิตอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน แม้พ่อจะจากไป แต่ความฝันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นไม่เคยหายไปจากชีวิตฉันเลย ฉันยังคงฝันร้ายมาตลอด และฝันเห็นปลิงตัวนั้นเป็นประจำ ในความฝันฉันกลัวมันมาก ๆ และเป็นความเลวร้ายที่อยู่ในความฝันคอยหลอนหลอกชีวิตฉันทั้งชีวิต และมันก็ฝังแน่นอยู่อย่างนั้น จนฉันหวาดผวาบ่อยครั้ง และคิดว่าปลิงคงจะยังมีชีวิตอยู่ในร่างกายแน่ ๆ ฉันบอกตัวเองเสมอ เมื่อใดที่ฉันมีเงินมีความพร้อม ฉันจะไปพบคุณหมอให้ตรวจช่องท้องและเอ็กซเรย์ทั้งตัวของฉัน เพื่อที่จะค้นหาปลิงตัวนั้นให้ได้

            เมื่อปี 2002 ฉันแต่งงานกับคนรักและทำเรื่องย้ายมาอยู่ที่อเมริกา ฉันเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้คนรักได้ฟัง และเขาก็ห่วงความรู้สึกของฉันเป็นอย่างมาก คนรักพาฉันไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์และตรวจภายในด้วย สรุปแล้วไม่มีปลิงอยู่ในท้อง ฉันถามคุณหมอว่า

            "มีปลิงอยู่ในท้องของหนูไหมคะคุณหมอ"

            "ไม่มีครับ ผมไม่เห็นมีปลิงเลย ถ้าปลิงยังอยู่ คงจะดูดเลือดคุณ และคุณก็คงจะตายไปนานแล้ว"

            วันนั้นฉันเล่าเรื่องราวให้คุณหมอฟัง และมันก็เหมือนเรื่องตลกเสียมากกว่า เพราะไม่มีใครเชื่อสิ่งที่ฉันบอก ไม่มีใครเชื่อเกี่ยวกับความเชื่อเก่าแก่และคุณไสย์มนต์ขลังที่พ่อใช้รักษาฉันตอนปลิงเข้ามีอยู่จริง ฉันพยายามย้ำเตือนกับคุณหมอว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ๆ คุณหมอได้แต่ยิ้มที่มุมปากนิด ๆ พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ฉันอ่านแววตาคุณหมอออก ฉันรู้ว่า คุณหมอไม่เชื่อฉันแน่ ๆ

            ช่วงที่มีเวลาว่างจากการรอวีซ่า ฉันขอให้คนรักพาไปตรวจที่โรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง คนรักพาฉันไปตรวจร่างกายทั้งหมดพร้อมทั้งเอ็กเซอร์หาความผิดปกติ แต่ก็ไม่เจอปลิงเลยสักตัว ฉันเล่าให้คุณหมอที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ ฟัง และมันก็เหมือนเรื่องตลกอีกเช่นเคย คุณหมอที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ ยิ้มที่มุมปากนิด ๆ พยักหน้าอย่างเข้าใจ แต่ฉันรู้ว่า คุณหมอท่านนี้และคุณหมอที่โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ไม่เชื่อเรื่องที่ฉันเล่า ยิ่งเป็นเรื่องที่พ่อใช้แหวนทองคำดิบและมนต์คุณไสย์รักษา ยิ่งเป็นเรื่องเล่าที่แปลกประหลาดที่ไม่มีใครเชื่อเลย

            ฉันไม่เคยเสียใจที่คุณหมอไม่เคยเชื่อฉัน แต่ฉันสบายใจที่คนรักเชื่อและเขาพยายามพาฉันไปค้นหาและตรวจร่างกายเพื่อพิสูจน์หาปลิงตัวนั้น ให้ฉันได้มั่นใจว่าไม่มีปลิงในร่างกาย คงมีเพียงความฝันที่เลวร้ายที่หลอกหลอนเท่านั้นที่ยังคงอยู่กับฉัน และคนรักคอยให้กำลังใจไม่ให้ฉันกลัวแต่อย่างใด เพราะทุกครั้งที่ฉันฝันร้าย เขาจะคอยกอดและปลอบโยนฉันตลอด

            เมื่อวีซ่าผ่านและแต่งงานย้ายมาอยู่อเมริกา คนรักก็พาฉันไปตรวจภายในที่โรงพยาบาลที่อเมริกาอีกครั้ง ฉันขอให้คุณหมอตรวจให้ละเอียดและก็เล่าให้คุณหมอฟังกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนเด็ก คุณหมอที่อเมริกาตรวจอย่างดี และก็บอกฉันเช่นเดียวกับคุณหมอที่เมืองไทย

            "ทุกอย่างปกติ ไม่มีปลิงในท้องของคุณ หายห่วงได้เลยครับ ผมขอยืนยันผลตรวจทั้งหมด"

            แม้ฉันจะสบายใจที่ไม่มีปลิงอยู่ในร่างกาย แต่ก็ไม่เคยมีอะไรที่สามารถลบภาพความฝันที่เกิดขึ้นในชีวิตได้เลย และฉันก็ฝันเรื่อย ๆ มาตลอด

            ตั้งแต่มีเหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นกับฉันในตอนเด็ก ฉันไม่เคยเกลียดหรือโกรธพี่กันต์เลย อาจจะมีคำถามที่ว่า ทำไมพี่สาวไม่ช่วยปกป้องตนเอง แต่ฉันก็ไม่เคยถามพี่กันต์เลยสักครั้ง จวบจนฉันย้ายมาอยู่อเมริกากับคนรัก พี่กันต์เป็นเพียงพี่สาวคนเดียวที่ฉันติดต่อเรื่อยมา และยอมรับว่าสนิทกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ และฉันก็ไว้ใจพี่กันต์มากกว่าใคร ๆ ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ถึงขนาดเขียนกรรมสิทธิ์ให้เธอดูแลทรัพย์สินที่นาที่ไร่ที่เมืองไทยทั้งหมด โดยให้ระยะเวลาการดูแลเป็นระยะเวลาสิบปี และเก็บเกี่ยวรายได้คืนให้ฉันแค่ปีละสองพันบาทเข้าบัญชีเท่านั้น ที่เหลือให้พี่กันต์และครอบครัวไว้กินไว้ใช้เอง

            มีอยู่วันหนึ่งฉันฝันร้ายและโทรไปเล่าให้พี่กันต์ฟัง เพราะอยากรู้ว่าพี่กันต์รู้สึกอย่างไรกับความฝันของฉัน

            "สิ่งที่พี่รู้สึกเสียใจที่สุดในชีวิต ก็คือพี่ไม่เคยเป็นพี่สาวที่ดีเลย เหตุการณ์ในวันนั้น ถ้าพี่ไม่วิ่งหนีเอาตัวรอด หนูก็คงไม่ถูกปลิงเข้า คงไม่ฝันร้ายแบบนี้ตลอด พี่ขอโทษนะ พี่สัญญาว่าพี่จะเป็นพี่สาวที่ดี และจะดีกับหนูมาก ๆ"

            ฉันรู้สึกดีใจที่ได้ยินพี่สาวพูดแบบนั้น และมันก็เป็นสิ่งที่ฉันอยากรู้มาตลอดว่าพี่สาวรู้สึกผิดบ้างไหมที่เป็นพี่สาวแท้ ๆ ที่ไม่เคยปกป้องน้องสาวของตัวเองเลย และความจริงที่ฉันได้ยินจากพี่กันต์ก็ทำให้สุขใจไม่น้อย อย่างน้อยพี่กันต์ก็ขอโทษและสัญญาว่าจะเป็นพี่สาวที่ดีกับฉัน และถ้อยคำของพี่กันต์ในวันนั้นทำให้ฉันเชื่อและไว้ใจพี่กันต์ที่สุด ไม่ว่าพี่กันต์จะพูดอะไร ฉันจะเชื่อพี่กันต์ทั้งหมด และมันก็คงไม่มีแค่ความไว้เนื้อเชื่อใจเท่านั้น มันมีความรักและความผูกพันร่วมอยู่ด้วย

            ฉันแหงนหน้ามองมิสลิซ่า มิสเตอร์แลรี่และคนรัก นัยน์ตามีน้ำใส ๆ เออเบ้า ที่เหมือนจะไหลออกมา แต่ความแกร่งมันทำให้ฉันกลั้นน้ำตาเอาไว้ มิสลิซ่ามองฉันด้วยความสงสารปนเห็นใจ แววตาของเธอดูอบอุ่นเหมือนคอยให้กำลังใจไปด้วย ส่วนมิสเตอร์แลรี่มีแววตาที่เศร้าเหมือนแบ่งปันความเจ็บปวดจากฝันร้ายของฉันไปด้วย มิสเตอร์แลรี่หันไปถามคนรัก

            "ผมขออนุญาตกอดให้กำลังใจกุ้งน้อยได้ไหมจามบาลายา ผมสงสารเธอที่ต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายเหล่านี้"

            "ได้เลยครับ" คนรักพยักหน้า หันมามองฉันและเอื้อมจับมือฉันให้กำลังใจไปด้วย

            เมื่อมิสเตอร์แลรี่เดินมาหยุดตรงหน้า ฉันลุกขึ้นกอดรับไออุ่นและกำลังใจจากมิสเตอร์แลรี่ไปด้วย

            "กุ้งน้อยกับจามบาลายาคือครอบครัวของผม เมื่อใดที่กุ้งน้อยกับจามบาลายามีเรื่องไม่สบายใจ ขอให้รับรู้ได้เลยว่า ผมพร้อมที่จะช่วยเหลือและแบ่งปันความไม่สบายใจไปจากพวกคุณ ขอให้บอกและโทรหา ผมยินดีเต็มที่"

            "ขอบคุณมากค่ะ" ฉันเอ่ยขึ้น อดไม่ได้ที่จะพนมมือไหว้อย่างนอบน้อมที่มีผู้ใหญ่ใจดีให้ความรักและความเอ็นดู ในชีวิตนอกจากคนรักแล้ว ก็มีเพียงคุณแม่ของคนรักเท่านั้นที่เป็นครอบครัวของฉันในอเมริกัน มิสเตอร์แลรี่และภรรยาคือหนึ่งในครอบครัวใหม่ที่ฉันได้รู้จักที่อเมริกา

            "ผมอยากให้คุณรับรู้ไว้ว่า เมื่อใดที่คุณและจามบาลายามีโอกาสไปที่มลรัฐเท็กซัส พวกคุณมาพักอยู่กับผมได้เลย ผมมีบ้านพร้อมห้องน้ำห้องครัวอีกหลังหนึ่ง พวกคุณมาพักได้ตลอดนะ ครอบครัวผมยินดีต้อนรับคุณทั้งสองมาก ๆ จะมาอยู่ตลอดก็ได้นะ"

            "ขอบคุณค่ะ"

            มิสเตอร์แลรี่เดินกลับไปนั่งเก้าอี้ติด ๆ กับภรรยา ฉันนั่งลงข้าง ๆ คนรักเช่นเดิม มิสลิซ่าหันมาทางฉัน

            "กุ้งน้อยรู้ไหม เทคนิคทางการแพทย์ที่อเมริกา มีการนำปลิงมาใช้รักษาคนด้วยนะ"

            ฉันตั้งใจฟังอย่างดี "หนูเคยได้ยินมาบ้างค่ะ แต่ไม่รู้เขาใช้รักษาแบบไหน"

            มิสลิซ่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถหลายอย่าง เธอเกษียณอายุงานจากการเป็นศาสตราจารย์สอนในมหาวิทยาลัยด้านพยาบาลที่มลรัฐเท็กซัส เธอเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับการแพทย์อเมริกันที่ใช้ปลิงดูดเลือดคนที่มีเลือดเสียออกไป โดยที่การรักษากรณีนี้ยังมีอยู่ไม่มาก แต่ก็มีโรงพยาบาลบางแห่งที่เลือกใช้ปลิงคือส่วนหนึ่งของการรักษาคนไข้ด้วย

            ฉันฟังเรื่องราวที่มิสลิซ่าเล่าอย่างสนใจ แต่ก็คิดตามไปด้วย ไม่อยากจินตนาการภาพปลิงเลย เพราะเกรงจะฝันร้ายและนอนไม่หลับอีก

            "สรุปปลิงมันออกจากท้องคุณหรือเปล่า" มิสลิซ่าถามขึ้น

            ฉันส่ายหัวเบา ๆ "ไม่รู้เลย ตอบไม่ได้ เพราะไม่เคยเห็นปลิงออก เพราะพ่อเป็นคนจัดการทุกอย่าง รู้แต่ว่าเลือดหยุดไหล และก็ไม่มีปลิงออกมาเลย เคยถามพ่อหลายครั้ง พ่อบอกว่ามันตายไปแล้ว ไม่ต้องห่วง"

            "ไม่น่าเชื่อนะ ถ้าเป็นสมัยนี้ ปลิงเข้าท้อง การรักษาต้องพึ่งหมอเท่านั้น เพราะปลิงถ้าเข้าท้องแล้ว มันจะเข้าไปชอนไชกินเลือด แต่ฉันเคยได้ยินว่า ยาสูบก็สามารถใช้ฆ่าปลิงได้นะ"

            "ใช่ค่ะ พ่อเคยได้ยาสูบผสมน้ำฆ่าปลิงเวลาที่มันกินเลือดควายด้วยค่ะ"

            "เวลาควายมีแผล พ่อคุณรักษาแบบไหน" มิสลิซ่าถาม เพราะคงอยากรู้ว่าคนบ้านนอกที่หมู่บ้านของฉันมีวิธีการรักษาสัตว์เลี้ยงแบบไหน

            "เวลาที่ควายมีแผล พ่อจะใช้ใบแมงลักผสมปูนกินหมากยัดเข้าไปรักษา เพื่อฆ่าอาการอักเสบและหนอนที่ชอนไชด้วยค่ะ"

            "พ่อคุณนี่ฉลาดมากเลย รู้จักนำสมุนไพรมาประยุกต์ใช้รักษา โดยที่ไม่ต้องพึ่งยาแผนปัจุบันเลย"

            "ขอบคุณค่ะ พ่อเป็นผู้ชายที่เก่ง เป็นพ่อที่ดีที่สุด เป็นหมอคุณไสย์ หมอรักษาชีวิตคนด้วยค่ะ"

            "คุณโชคดีมากเลยรู้ไหมกุ้งน้อย" มิสเตอร์แลรี่เอ่ยขึ้น และหันไปยิ้มให้ทางคนรักด้วย

            "แล้วพี่สาวคุณคนที่วิ่งหนี ไม่ยอมช่วยดึงปลิงออกจากคุณ เขายังอยู่ไหม เขาดีกับคุณหรือเปล่า"

            "พี่สาวคนที่วิ่งหนี ไม่ยอมช่วยปกป้องฉันในวันที่ปลิงเข้าท้อง เขายังอยู่ค่ะ เขากับฉันไม่ติดต่อคุยกันตั้งแต่ปีที่แล้ว พอดีมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น"

            คนรักยังถือช้อนกับส้อมไว้แน่น ปรายตามองทุก ๆ คนบนโต๊ะอาหาร

            "พี่สาวของคุณคนนี้ จะว่าไปแล้ว ก็เปรียบเทียบกับปลิงได้เลยนะ เขาวิ่งหนีคุณในวันนั้น เพื่อเอาตัวรอดเพียงคนเดียว และปีที่ผ่านมาเขาก็ทำแบบเดิมกับคุณอีก เขาเอาความรักและความไว้วางใจจากคุณ สูบฉีดเลือดไปจากคุณแทบหมดตัว เมื่อถึงเวลาแก่ควร เขาก็วิ่งหนีเอาตัวรอด ทำร้ายคุณได้ลงคอ ทิ้งบาดแผลใจไว้ให้คุณอีกเช่นเดิม" คนรักเอ่ยขึ้นก่อนที่จะสบตาฉัน

            ฉันพยักหน้าและเห็นด้วยกับสิ่งที่คนรักพูด "คุณพูดถูกที่รัก คนเราถ้าจะคบกันได้ มันต้องมีความดีเสมอตัว แต่ถ้ามีความชั่วที่แตกต่างกัน ยังไงก็คบกันไม่ได้ ต่อให้เป็นสายเลือดเดียวกันก็ตาม"

            "ดูเรื่องราวน่าสนใจมาก ๆ เลยนะ ถ้าไม่รังเกียจเล่าให้ผมฟังได้ไหม" มิสเตอร์แลรี่พูด

            "ได้ค่ะ แต่เรื่องมันยาวมากเลยนะคะ คุณกับภรรยาอยากฟังจริง ๆ เหรอคะ"

            "ฉันอยากฟัง แลรี่ก็คงอยากฟังเหมือนกัน ยาวแค่ไหนก็จะรอฟัง เพราะมีเวลาเกือบห้าชั่วโมงกว่าจะต้องเดินทางไปปราศัยหนังสือที่มหาวิทยาลัย เล่ามาเถอะ ฉันอยากฟัง"

            "คุณอยากฟังตอนไหนดีล่ะ เพราะถ้าให้เล่าทั้งหมดคงจะต้องเล่าทั้งวัน" ฉันหันไปบอกมิสเตอร์แลรี่และมิสลิซ่า

            "เอาทุกบททุกตอนเลย เล่าทุกอย่างที่คุณจำได้ ผมอยากฟัง อยากรู้ว่าชีวิตของคุณเป็นมาอย่างไรถึงได้มาแต่งงานกับจามบาลายา"

            ฉันนึกถึงภาพเก่า ๆ ในชีวิตตัวเองเมื่อหลายสิบปีก่อน เพื่อที่จะเรียบเรียงเรื่องราวเหล่านี้ให้คนที่ฉันรักและนับถือได้ฟัง ชีวิตของฉันไม่ได้งดงามแต่อย่างไร หลังจากพ่อเสียชีวิต ฉันก็ใช้ชีวิตเพียงลำพัง มีความรัก แต่ก็ไม่เคยสมหวังในรักเลยสักครั้ง ฉันใช้ชีวิตไปวัน ๆ ไม่ได้มีเป้าหมายอะไรเลย เพียงแค่ให้เวลาผ่านไปในทุก ๆ วัน เพื่อจะเรียนรู้ก้าวไปในวันใหม่ข้างหน้าให้ดีที่สุด บนเส้นทางแม้จะมีอุปสรรคมากเพียงใด แต่ฉันก็พร้อมที่จะเผชิญกับทุก ๆ อย่างที่ผ่านพบ เคยท้อ เคยเจ็บปวด เคยร้องไห้ เคยอ่อนแอ เคยอ้างว้าง แต่ฉันก็ไม่ยอมแพ้กับชะตาชีวิต ฉันไม่เคยลืมเรื่องราวสิบปีที่ผ่านมาเลยสักครั้ง ฉันยังจดจำทุกอย่างได้ทั้งหมด ทุกวินาที และทุก ๆ คนที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ฉันจะเล่าเรื่องราวให้คนที่ฉันรักและนับถือได้ฟัง และจะเล่าให้ทุก ๆ คนได้ฟังแน่นอน 

 

 

 

 

โปรดติดตามอ่านตอนจบของเรื่องนี้.....ในเร็ว ๆ นี้




Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones