ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
หากชีวิตคู่เป็นเรื่องของคนสองคน

หนทางทุกอย่างก็คงจะลงเอยด้วยดี

แต่ชีวิตคู่ในความเป็นจริงนั้น

มักจะมีเรื่องครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

หลายอย่างจึงเกิดขึ้นทั้งหมด...บนถนนชีวิตผู้หญิงไทยคนหนึ่ง






 






สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11



หลังจากที่รับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ปณัฐดาไม่นิ่งดูดาย เธอช่วยมิสซิสเมเปิ้ลเตรียมอาหารไว้เลี้ยงฉลองตอนค่ำด้วย ซึ่งในช่วงเย็นเพื่อน ๆ และครอบครัวพี่ชายคนโตต่างบิดากับรอยคีนส์จะเดินทางมาร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน อาหารที่ทำไว้เลี้ยงฉลองนั้นก็มีอาหารเคจั่นเสียส่วนใหญ่ หญิงสาวยังไม่คุ้นเคยกับรสชาติอาหารที่นี่มากนัก ดังนั้นการกินอาหารที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ทำให้เธอไม่ได้สนใจใคร่อยากรับประทานเอาเสียเลย หัวใจของเธอก็คิดถึงแต่อาหารไทย

“ปณัฐดา ช่วยหั่นผักให้แม่หน่อยสิ” มิสซิสเมเปิ้ลสั่ง ชำเลืองมองหญิงสาวนิดหนึ่ง

ปณัฐดาเดินไปหยิบผักมานั่งหั่นอยู่ข้าง ๆ “วันนี้คุณแม่ทำอาหารกี่อย่างคะ”

“แม่ว่าจะทำสี่ห้าอย่างนะ คิดว่าพอหรือเปล่าล่ะ”

“น่าจะพอค่ะ”

“จริงเหรอ” มิสซิสเมเปิ้ลถามเสียงสูง ไม่ได้มองหน้าคนที่สนทนาด้วย

“คิดว่าน่าจะพอค่ะ เพราะคนแค่ไม่กี่คนเองไม่ใช่เหรอคะคุณแม่”

“ใช่จ้ะ แต่วินเฟรดและภรรยากินเก่งมาก ๆ เลยนะ”

หญิงสาวยิ้มนิดหนึ่งที่ได้ยินคำนี้ “เหรอคะ”

“นี่ปณัฐดา เธอคงไม่รู้อะไรหรอกนะ ลูกชายแม่คนนี้นะกินเก่งมาก ๆ เพราะเมียนะไม่ชอบทำกับข้าว เวลามาบ้านแม่ได้กินอาหารอร่อย ๆ ก็กินไม่ยั้งเลยแหละ”

“กินเยอะ ๆ ไม่ดีเหรอคะคุณแม่”

“ดีอะไร เปลืองจะตาย”

“คุณแม่อย่าไปคิดมากเลยนะคะ วินเฟรดลูกชายคุณแม่นะ ณัฐว่าอย่าไปถือสาเขาเลย”

ตั้งแต่เกิดมาในชีวิต ปณัฐดาไม่เคยได้ยินพ่อแม่คนไหนบ่นเรื่องลูกทานอาหารเก่ง ๆ มาก่อน เธอรู้สึกแปลกใจอยู่มากที่ได้ยินมารดาคนรักบ่นเรื่องนี้ เพราะตั้งแต่เล็กจนโตพ่อไม่เคยดุด่าเมื่อเห็นเธอและพี่ ๆ ทานอาหารเก่ง พ่อมีแต่จะดีใจที่ลูกทานอาหารได้เยอะ เพื่อที่ลูกทุกคนจะได้เติบโตแข็งแรงเร็ววัน แต่ภาพที่เห็นในวันนี้ของชีวิตช่างแตกต่างจากสังคมครอบครัวของเธอมาก หญิงสาวไม่รู้จะสรรหาคำใด ๆ มาพูดนอกจากคำปลอบโยนที่มีให้มารดาคนรักเท่านั้น

 





ตอนบ่ายของวันนั้น รอยคีนส์นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้อง ส่วนจอห์นนั้นก็ยังทำงานอยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินร่อนตั้งแต่เช้า พออาหารถูกตระเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว มิซซิสเมเปิ้ลก็ไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ ซึ่งครู่ต่อมาไม่นาน จอห์นก็เดินเข้ามาภายในบ้านและก็อาบน้ำแต่งตัวเช่นเดียวกัน เมื่อล้างข้าวของเครื่องใช้ในครัวหมดแล้ว ปณัฐดาก็กลับไปหาคนรักที่ห้อง เธออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ตามคำขอของมารดาคู่หมั้น

“อาหารเสร็จแล้วเหรอที่รัก” รอยคีนส์ถาม วางหนังสือลงบนโต๊ะ เดินมายืนข้าง ๆ ร่างบอบบาง

“เสร็จแล้วค่ะ รอแต่แขกมาที่บ้าน”

“อาหารน่าทานไหมครับ”

“ไม่รู้เลยค่ะ แต่ดูจากสีสันก็น่าทานนะคะ”

“แล้วคุณพอทานได้ไหมล่ะ”

“ยังไม่ได้ลองเลยค่ะ แต่เห็นมีข้าวด้วย น่าจะทานได้”

“ถ้าทานไม่ได้ก็อย่าฝืนนะ เดี๋ยวผมจะลองโทรคุยกับเพื่อน ๆ ที่อยู่เมืองนิวออร์ลีนส์ดู เผื่อเขารู้จักร้านอาหารคนไทย ผมจะได้พาคุณไปทานข้าวที่นั่น และก็ซื้อพวกเครื่องปรุงอาหารไทยมาไว้ที่บ้าน คุณจะได้ทำอาหารไทยไว้ทานเอง”

ปณัฐดาเดินไปกอดคนรัก สบตาเขา เพราะรู้สึกขอบคุณเหลือเกินกับสิ่งดี ๆ ที่ชายหนุ่มมีให้ รอยคีนส์ไม่ได้มีแต่ความรักที่มีให้เธอเท่านั้น แต่ชายหนุ่มใส่ใจทุกอย่างเกี่ยวกับชีวิตของเธอ

"ขอบคุณมากนะคะ”


 



มลรัฐหลุยส์เซียน่าจัดเป็นรัฐที่ปลูกข้าวมากในระดับต้น ๆ ของอเมริกา ผู้คนส่วนใหญ่จะกินข้าวมากกว่ากินขนมปังเป็นอาหาร หลายครอบครัวปรุงแต่งอาหารมักจะมีข้าวเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าวผสมถั่วแดง ข้าวกับซุป และอีกหลาย ๆ อย่าง ปณัฐดาเคยมีโอกาสได้กินข้าวที่ปรุงจากถั่วแดงมาแล้ว รสชาติก็อร่อยมากทีเดียว แต่เพราะเธอไม่คุ้นเคยอาหารแบบนี้ทำให้กินได้นิดเดียว

 



พอประมาณสี่โมงเย็นแขกเริ่มทยอยขับรถมาจอดที่หน้าบ้าน เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วปณัฐดากลับมาช่วยมิสซิสเมเปิ้ลจัดเตรียมอาหารที่ห้องรับประทานอาหาร เสร็จแล้วก็ยืนเคียงข้างคอยช่วยหาน้ำหาท่ามาต้อนรับแขกในครั้งนี้ด้วย ซึ่งแขกคนแรกที่มาร่วมงานนั้นเป็นหญิงวัยกลางคน ซึ่งอายุอานามก็ไม่มากนัก แต่ผิวพรรณยังดูดีกว่าวัยเยอะ

“ปณัฐดา นี่เจมมี่เพื่อนแม่เอง”

ทันทีที่มารดาคนรักแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนสนิท ปณัฐดาก็ยิ้มทักทายด้วยความเป็นมิตร ยื่นมือไปเช็คแฮนด์ตามธรรมเนียมอเมริกัน

“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

“สวัสดีจ้า ยินดีที่ได้รู้จักเธอเช่นกันนะ”

เจมมี่อายุน้อยกว่ามิสซิสเมเปิ้ลสิบกว่าปี สามีของเธอเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อน ปัจุบันอาศัยอยู่กับครอบครัวลูกสาว เจมมี่เป็นผู้หญิงผิวขาวผมบลอนที่อัธยาศัยดีมาก ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและดูใจดีไม่น้อย การพูดจาก็ค่อนข้างสุภาพ และวางตัวน่ารักน่านับถือยิ่งนัก ปณัฐดายืนสนทนากับเจมมี่หลายเรื่อง ซึ่งมิสซิสเมเปิ้ลก็นั่งคุยร่วมวงด้วย

“นี่เจมมี่ คนที่เมืองไทยนะ สุภาพมาก ๆ เลยนะเธอ แต่ละคนเอาอกเอาใจฉันเหลือเกิน ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนคนพิเศษเลย”

“คนที่เมืองไทยดีแบบนั้นจริง ๆ เหรอเมเปิ้ล”

เจมมี่ตาโตเหมือนไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน เธอเคยเห็นคนเอเชียที่ร้านอาหารจีนมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยไปเที่ยวประเทศ ๆ อื่นเลย

“ใจดีสิเธอ นี่อาหารก็ถูกด้วยนะ ฉันนี่นะทานอาหารหลายอย่างเลยแหละ โดยเฉพาะอาหารทะเลนะเธอนะ ถูกมาก ๆ เลย รสชาติก็อร่อยจริง ๆ เลย”

มิสซิสเมเปิ้ลเล่าพลางยิ้มพริ้มพราย

“อิจฉาจัง ว่าแต่เขามีแฮมเบอร์เกอร์ขายไหมล่ะ” เจมมี่ถามอย่างสงสัย


มิสซิสเมเปิ้ลหัวเราะคิกคัก “มีสิ เธออยากกินอะไรล่ะ อาหารฝรั่งมีหลายอย่างเลยนะ”

“ฉันก็นึกว่าเมืองไทยจะเชยเหมือนประเทศแถบแอฟริกาเสียอีก”

“ไม่หรอกเธอ เมืองไทยนะเจริญมาก ๆ เลย ฉันนี่ไม่อยากเชื่อตัวเองเลยนะ”

มิสซิสเมเปิ้ลสนทนากับเจมมี่ได้สักพัก ก็มีรถคันหนึ่งก็วิ่งมาจอดหน้าบ้าน จากนั้นเธอก็ขอตัวจากเพื่อนสนิทเดินออกมาต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมในครั้งนี้ ซึ่งก็ไม่ลืมเรียกปณัฐดาให้เดินมากับตนเองด้วย หญิงชราส่งยิ้มแต่ไกลให้ชายหญิงคู่หนึ่งที่เดินมาตรงหน้า ซึ่งผู้ชายคนนี้รูปร่างสูงใหญ่เท่า ๆ กับรอยคีนส์ ใบหน้าดูมีอายุมากแล้ว ผิวพรรณคล้ำกว่ารอยคีนส์มาก โครงหน้าไม่ได้มีส่วนคล้ายคลึงกับรอยคีนส์สักนิด

 



ส่วนผู้หญิงที่เดินเคียงคู่กันมานั้น ก็อายุอานามไล่เลี่ยกัน ผมสีบลอนอมแดงที่จัดทรงให้เข้ากับรูปหน้า รูปร่างท้วมใหญ่ไม่น้อยไปกว่าผู้ชายที่เดินทางมาด้วยกัน ริมฝีปากอวบอิ่มแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีแดงสด ซึ่งก็ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งนัก ตาสีฟ้าใสแจ๋ว ผิวพรรณขาวชมพู ใบหน้าดูเป็นมิตรอยู่มาก

“ปณัฐดา นี่ลูกชายคนโตของแม่ ชื่อ วินเฟรด”

วินเฟรดหันมายิ้ม ยื่นมือมาทักทายแบบธรรมเนียมอเมริกัน ใบหน้าของเขายิ่งดูใกล้ก็ดูใจดีไม่น้อย “สวัสดีค่ะ ดิฉันปณัฐดา ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

“ครับ ผมวินเฟรด ยินดีที่ได้รู้จักเช่นเดียวกันครับ”

มิสซิสเมเปิ้ลหันไปทางหญิงสาวผมบลอนอมแดงที่ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ “ปณัฐดา นี่จูดี้ ภรรยาของวินเฟรด”

จูดี้ยื่นมือมาเช็คแฮนด์ทันที พร้อมรอยยิ้มที่ดูเป็นกันเอง “สวัสดีค่ะ ดิฉันปณัฐดา ยินดีที่ได้รู้จัก”

“สวัสดี ฉันจูดี้ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นเดียวกัน”

ปณัฐดาทักทายและคุยกับจูดี้อยู่สักพัก ถามไถ่ตามมารยาททั่วไป จากนั้นก็พากันเดินมานั่งที่โต๊ะร่วมกับเจมมี่ ซึ่งเจมมี่นั่งส่งยิ้มมาให้กับคนสองคนอย่างคุ้นเคย เจมมี่และครอบครัววินเฟรดรู้จักกันมานานแล้ว ซึ่งก็พร้อม ๆ กับมิสซิสเมเปิ้ลก็ว่าได้ ทำให้คนทั้งหมดสนทนากันอย่างเป็นกันเอง พอไม่นานรอยคีนส์ก็เดินออกมานั่งพูดคุยด้วยเช่นกัน ส่วนจอห์นนั้นก็เข้ามาสมทบทีหลัง

“เธออายุเท่าไหร่เหรอปณัฐดา” จูดี้ถาม แววตาพินิจพิเคราะห์หญิงสาวพอสมควร

ปณัฐดายิ้มนิด ๆ นัยน์ตาสดใสเปล่งประกาย “อายุยี่สิบสามปีค่ะ”

“ยี่สิบสามปี" จูดี้ถามเสียงสูงอย่างไม่อยากเชื่อ "โกหกกันหรือเปล่า ฉันนึกว่าเธออายุสิบเจ็ดสิบแปดปีนะเนี่ย”

จูดี้ดูตะลึงไม่น้อยเมื่อรู้อายุที่แท้จริงของหญิงสาว เธอไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน จึงหันไปทางรอยคีนส์ เหมือนต้องการคำยืนยันอีกครั้ง

“ปณัฐดาอายุยี่สิบสามปีจริง ๆ ครับ ถ้าเธอยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผมคงจะแต่งงานและพาเธอมาอยู่ที่นี่ยากพอสมควร ดีไม่ดีเธออาจจะไม่ได้มาอเมริกากับผมก็ได้”

“หน้าเด็กมาก ๆ เลย เออ คีนส์ คนที่ประเทศไทยนี่ตัวเล็ก ๆ แบบนี้หรือเปล่า”

“ก็ประมาณนี้แหละครับ แต่บางคนก็ตัวสูงใหญ่เหมือนกัน แต่ตัวโต ๆ เท่าพวกเรานะหายากมาก”


 




มิสซิสเมเปิ้ลหันไปทางจูดี้ เมื่อเห็นลูกสะใภ้อีกคนหนึ่งมีคำถามมากมาย เธอก็อดไม่ได้ที่จะคุยให้ฟังเกี่ยวกับเมืองไทย เพราะคงจะหวังแบ่งปันประสบการณ์ที่เคยเจอในเมืองไทยมาฝากคนที่นี่

“นี่เจมมี่ เธอรู้ไหมกว่าฉันจะพาปณัฐดามาได้ ฉันนะต้องเสียเงินเยอะพอสมควร”

ทุกคนมองหน้ามิสซิสเมเปิ้ล แววตาแต่ละคนดูสนใจกับคำพูดของหญิงชรายิ่งนัก คงจะอยากรู้ว่าทำไมการที่ผู้ชายอเมริกันคนหนึ่งไปแต่งงานกับหญิงไทยต้องเสียเงินมากมายขนาดนี้

“แล้วเธอเสียอะไรบ้างล่ะเมเปิ้ล”

“อุ๊ย! สารพัดนะเธอนะ ฉันนะต้องไปใช้หนี้ธนาคารให้กับปณัฐดาด้วยนะเธอ ถ้าฉันไม่ใช้หนี้กองทุนเพื่อการศึกษาให้กับปณัฐดา ป่านนี้ปณัฐดาก็คงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้หรอกเธอ คีนส์เองก็คงไม่ยอมกลับอเมริกากับฉันแน่เลย ฉันจึงต้องใช้หนี้ให้ปณัฐดา”

“ขนาดนั้นเชียวหรือ คงจะเยอะน่าดูเลยนะเมเปิ้ล” เจมมี่ถามซ้ำ

“ก็ไม่เยอะหรอก แต่ก็ไม่น้อยหรอกนะเธอนะ ไม่รู้ว่ากี่ปี่ปณัฐดาถึงจะหาเงินก้อนนั้นได้ ฉันเองก็สงสารลูกชาย ถ้าไม่ชำระหนี้ให้ปณัฐดา เกิดวีซ่าปณัฐดาไม่ผ่าน รอยคีนส์ก็ไม่ยอมกลับบ้านแน่เลย เธอก็รู้ใช่ไหมเจมมี่ ฉันนะรักลูกชายฉันมากแค่ไหน อะไรที่ทำให้ลูกมีความสุข ฉันทำได้หมด”

"เธอนี่ก็ดีจริง ๆ เลยนะเมเปิ้ล ดีกับปณัฐดามาก ๆ เลย"

"ฉันก็ดีของฉันแต่ไหนแต่ไรแล้ว เธอก็รู้นี่"

 



มิสซิสเมเปิ้ลพูดจีบปากจีบคอยกยอตัวเองอยู่ตลอด ทำให้แขกทุกคนต่างก็เอ่ยปากชมเธออยู่เนืองนิตย์ ปณัฐดานั่งยิ้มแหย ๆ ความรู้สึกของเธอในตอนนั้น รู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่คิดว่ามารดาคนรักจะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดโอ้อวด หญิงสาวรู้สึกเหมือนจะดีใจที่มีคนใจดีคอยช่วยเหลือตรงนี้ แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกเศร้ากับคำพูดของมิสซิสเมเปิ้ลอยู่มาก เพราะการกระทำของมารดาคนรักดูเหมือนไม่ให้เกียรติเธอบ้างเลย

ในขณะนั้นรอยคีนส์หันมามองหน้าปณัฐดานิดหนึ่ง เอื้อมมือมาจับมือหญิงสาวและก็บีบเบา ๆ เหมือนต้องการให้กำลังใจ เพราะเข้าใจความรู้สึกของเธอทุกอย่าง รู้ว่าเธอคงจะเจ็บปวดที่มารดาหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเหมือนตอกย้ำหนี้บุญคุณที่ตนเองมีแก่เธอทุกอย่าง ตลอดเวลาที่อยู่เมืองไทยชายหนุ่มเองก็คงคิดไม่ถึงว่ามารดาจะพูดเรื่องนี้ให้ผู้คนได้ยินได้ฟัง รอยคีนส์รู้จักนิสัยของมารดาดีว่าเป็นคนเช่นใด อะไรที่พูดและทำให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น มิสซิสเมเปิ้ลก็มักจะพูดได้ทุกเรื่อง โดยที่ไม่นึกถึงจิตใจของคนที่พูดถึงเลยสักนิด

การแต่งงานของปณัฐดาและรอยคีนส์นั้น ได้มีการตกลงกันหลาย ๆ อย่าง ชายหนุ่มเป็นคนขออาสาชำระหนี้กองทุนเพื่อการศึกษาให้หญิงสาวทั้งหมด เพื่อเป็นของขวัญน้ำใจให้กับเธอ ที่สำคัญปณัฐดาไม่ได้เรียกร้องค่าสินสอดจากรอยคีนส์เลยแม้แต่บาทเดียว เพราะคิดว่าพ่อกับแม่เสียชีวิตไปแล้ว เธอจึงไม่ได้สนใจเรื่องตรงนี้ ในชีวิตการแต่งงานของหญิงสาวนั้น เธอต้องการเพียงความรักและการเอาใจใส่จากคนรักเท่านั้น ซึ่งรอยคีนส์เองก็ทำหน้าที่ตัวเองดีมาตลอด

รอยคีนส์เป็นลูกชายที่น่ารักและไม่เคยมีความลับกับมารดา เพราะความรักและความไว้ใจที่มีให้มารดามาตลอด ทำให้ชายหนุ่มเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง พอมิสซิสเมเปิ้ลทราบเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินกองทุนเพื่อการศึกษาของปณัฐดาตอนอยู่เมืองไทย ซึ่งตอนนั้นรอยคีนส์ได้ชำระเงินไปก่อนหน้านั้นแล้ว มิสซิสเมเปิ้ลก็หยิบเงินส่งให้รอยคีนส์ทันที

“คีนส์ ขอแม่เป็นคนชำระหนี้ให้กับปณัฐดานะ ถือว่าแม่ให้เงินนี้รับขวัญลูกสะใภ้นะลูกนะ”

“มันจะดีเหรอครับคุณแม่”

“ดีสิลูก แม่อยากให้อะไรปณัฐดาบ้าง”

“ผมขอขอบคุณ คุณแม่มากนะครับ แต่ผมว่าคุณแม่ไม่ต้องหรอกครับ ผมบอกปณัฐดาไว้แล้วว่าจะจัดการให้เธอ ขอผมทำดีกว่านะครับ”

“แม่รักคีนส์นะ และก็รักปณัฐดาด้วย แม่อยากทำสิ่งดี ๆ ให้ปณัฐดาบ้าง แม่ไม่มีอะไรให้เธอเลย”

“ผมเกรงใจคุณแม่ครับ คุณแม่อย่าลำบากเลยนะครับ”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกลูก หากคีนส์รักแม่ ก็ขอให้แม่ได้ทำอะไรเพื่อปณัฐดาบ้าง นะลูกนะ”

ในวันนั้นรอยคีนส์ไม่อาจจะปฏิเสธมารดาได้เลย ชายหนุ่มคิดว่ามารดาคงจะรักปณัฐดา จึงมีน้ำใจอยากช่วยหญิงสาวโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ นอกจากความรักของแม่ที่มีต่อลูกสะใภ้คนเล็กคนนี้

“ก็ได้ครับ ขอบคุณ คุณแม่มากนะครับ”

ทั้งหมดเหล่านี้คือเรื่องราวที่ทำให้รอยคีนส์จำเป็นต้องรับเงินจากมารดา เพราะไม่อยากหักหาญน้ำใจที่มารดามีให้คนรัก โดยที่เรื่องตาลปัตรกลายเป็นว่ามิสซิสเมเปิ้ลเป็นคนชำระหนี้กองทุนเพื่อการศึกษาให้กับปณัฐดาทั้งหมด ซึ่งรอยคีนส์ไม่เคยคิดเลยว่า มารดาจะเอาเรื่องนี้มาพูดลำเลิกบุญคุณ หรือพูดยกยอตัวเองต่อสังคมเพื่อนฝูงเช่นนี้ แต่พอได้ยินเรื่องราวในวันนี้ ชายหนุ่มได้แต่กัดกรามเอาไว้ และเก็บความรู้สึกไว้ในใจลึก ๆ

 




หลังจากที่สนทนากันได้สักพัก มิสซิสเมเปิ้ลก็เชิญทุก ๆ คนไปรับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งปณัฐดาได้เข้าไปช่วยจัดจานและช้อนทุกอย่างให้เรียบร้อย โดยที่มีรอยคีนส์เข้ามาช่วยเรื่องเครื่องดื่มอีกด้วย

โต๊ะดินเนอร์ขนาดกลางถูกจัดไว้ที่ด้านหลังห้องเอนเตอร์เทนเม้นท์ ซึ่งก็อยู่ติด ๆ กับระเบียงด้านนอก สามารถชมทิวทัศน์ด้านนอกได้อย่างดี ทุกคนพากันตักอาหารที่ตัวเองชอบใส่จาน และก็มานั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว

ปณัฐดาและคนรักช่วยกันตักอาหารเสร็จแล้ว ก็มานั่งร่วมวงกับทุก ๆ คน มิสซิสเมเปิ้ลเป็นคนนำสวดขอบคุณพระเจ้า เธอขอพรสารพัดตามแบบที่เคยทำ เมื่อขอพรเสร็จแล้ว ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน

“เอเมน”

ปณัฐดาเรียนรู้ที่จะพูดคำว่า เอเมน พร้อม ๆ กับทุกคน เธอไม่เข้าใจทำไมต้องพูดคำนี้ด้วย แต่ก็ไม่อยากเป็นตัวประหลาด จึงพูดตามคนอื่นให้กลมกลืนกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้

เมื่อรับประทานอาหารหลักกันเสร็จแล้ว ทุกคนต่างก็รับอาหารหวานตามหลัง จากนั้นก็นั่งคุยกันที่ห้องรับแขกสักพัก พอไม่นานก็ทยอยลากลับบ้านไป ปณัฐดาช่วยมิสซิสเมเปิ้ลเก็บจานช้อนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ก่อนที่จะขอตัวเดินกลับมาหาคนรักที่ห้องนอน

ในขณะนั้นรอยคีนส์นั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ ติดกับหน้าต่างบานใหญ่ ซึ่งสามารถมองดูวิวทิวทัศน์ด้านนอกได้สบาย ๆ ปณัฐดาเดินมานั่งที่โซฟาติดกับคนรัก หญิงสาวไม่ได้สนใจเขามากนัก สายตามองผ่านกระจกบานใหญ่ดูต้นไม้ด้านนอก และก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

“คุณเป็นยังไงบ้างที่รัก อาหารพอทานได้บ้างไหม”

“ได้ค่ะ แต่ณัฐคงจะทานได้แค่วันสองวันเท่านั้นค่ะ ถ้าให้ทานทุกวันคงไม่ไหวแน่เลย”

“ผมเข้าใจครับ วันนี้ผมโทรคุยกับเพื่อนผมแล้วนะ อาทิตย์หน้าเพื่อนผมว่างกัน เดี๋ยวผมจะพาคุณไปซื้ออาหารเอเชี่ยนที่นั่น”

“ขอบคุณค่ะ แล้วบ้านเพื่อนคุณอยู่ไกลไหมคะ”

“ก็ขับรถประมาณสี่ชั่วโมงครับ เราไปค้างที่บ้านเพื่อนผมสักคืนสองคืน คุณว่าดีไหมล่ะ”

“ยังไงก็ได้ค่ะ ณัฐไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

รอยคีนส์หยิบหนังสือมานั่งอ่านต่อ ทิ้งให้หญิงสาวได้แต่นั่งคิดอะไรอยู่คนเดียว เธอคิดถึงคำพูดของมารดาคนรักตลอด นั่งทบทวนคำพูดที่คนรักเคยมีให้กับตน ใจก็รู้สึกเจ็บปวดที่มารดาคนรักพูดเรื่องนี้ให้ได้ยินอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เหมือนกับชีวิตตัวเองไม่มีค่าอะไร จำนวนเงินที่มิสซิสเมเปิ้ลชำระหนี้กองทุนให้เธอนั้น มันเหมือนกับสิ่งที่มารดาคนรักได้ทำลงไปนั้น เพื่อหวังจะเอามาพูดยกยกตัวเองให้ทุก ๆ คนได้ชื่นชมตลอด แต่คนที่รับน้ำใจอย่างเธอนี่สิรู้สึกว่าเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าชีวิตที่มาอยู่อเมริกาได้เพราะเงินจำนวนนี้นะเหรอ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอคิดมาตลอดว่า ชีวิตที่ยอมมาอยู่อเมริกาก็เพราะมาเพื่อความรัก หากจะย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะไม่รับน้ำใจตรงนี้เด็ดขาด ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด

ชายหนุ่มหันไปมองหญิงสาวซึ่งนั่งหน้าเศร้าอยู่ใกล้ ๆ วางหนังสือลงบนโต๊ะด้านหน้า เดินมากอดด้านหลังเบา ๆ หอมแก้มเธอนิดหนึ่ง

“ที่รัก คิดอะไรอยู่ครับ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า คุณดูเศร้า ๆ ไปนะ”

ปณัฐดานั่งเงียบ ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ไม่รู้จะบอกเขาว่าเช่นใดว่าเธอเสียใจกับคำพูดของมารดาคนรัก ได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”

รอยคีนส์เป็นผู้ชายที่เธอสนิทที่สุด เขารู้เสมอว่าเธอสุขหรือทุกข์ใจ แววตาของเธอมันทำให้เขาอ่านใจเธอได้ตลอด แม้จะพยายามปิดซ่อนแต่ก็ไม่มิดเลยสักครั้ง

“ผมรู้นะว่าคุณไม่สบายใจ มีอะไรก็บอกผมมาตรง ๆ เถอะครับ ผมอยู่เคียงข้างคุณนะ และจะทำทุกอย่างให้คุณมีความสุขและสบายใจ”

ปณัฐดาหันไปมองหน้าคนรัก แววตาอ่อนโยนของเขาทำให้เธออบอุ่นใจขึ้นมาทุกที หญิงสาวสะกดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ ก่อนที่จะระบายความในใจให้คนรักฟัง

“คุณจำได้ไหมเรื่องหนี้กองทุนเพื่อการศึกษาของณัฐ”

“จำได้สิครับ”

“คุณรู้ไหมคะ ถ้าณัฐรู้ว่าคุณแม่คุณรับชำระหนี้ให้กับณัฐแทนคุณ แล้วมาพูดเรื่องนี้ให้ผู้คนได้ฟัง ณัฐขอทำงานเก็บเงินชำระหนี้เองทั้งหมดค่ะ ณัฐจะไม่รับเงินจากแม่คุณเด็ดขาด ณัฐไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร และไม่ชอบให้ใครมาพูดลำเลิกบุญคุณแบบนี้”

“ปณัฐดา” ชายหนุ่มเรียกชื่อเธอเบา ๆ สบตาหญิงสาว

เธอไม่มองหน้าคนรัก เบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่อยากให้เขาเห็นน้ำใส ๆ ที่เอ่อเบ้า ไม่อยากให้เขาเห็นความอ่อนแอที่ซ่อนเร้นเอาไว้กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

“ณัฐไม่อยากมีชีวิตอยู่แบบนี้ ณัฐไม่อยากอยู่ที่นี่ ณัฐรู้สึกเจ็บที่ใจค่ะ”

“ผมขอโทษแทนคุณแม่ผมนะครับ ขอโทษจริง ๆ”

เธอสะอื้นไห้ มองหน้าคนรัก “ณัฐถามจริง ๆ เถอะคะ คุณคิดว่าการให้คืออะไรคะ”

“การให้คือความบริสุทธิ์ใจยังไงครับ ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจและไม่หวังสิ่งตอบแทน”

“แล้วทำไมคุณแม่ของคุณต้องทำแบบนี้คะ ท่านเคยรู้บ้างไหมว่าณัฐก็มีหัวใจนะคะ การให้เพื่อการยกยอตัวเอง ให้คนอื่นชื่นชม มาพูดลำเลิกบุญคุณแบบนี้ คุณแม่คงไม่รู้หรอกว่า คนที่ได้รับน้ำใจจากท่านเจ็บปวดแค่ไหน”

รอยคีนส์จับไหล่หญิงสาวตั้งตรง สบตาเธออยู่ตลอด

“ปณัฐดาฟังผมนะ คุณแม่ผมไม่ได้ให้อะไรคุณเลย เงินที่คุณแม่รับจ่ายชำระหนี้ให้คุณนั้นเป็นเงินของผมทั้งนั้น คุณลืมไปแล้วเหรอ คุณแม่ติดหนี้ธนาคารสามหมื่นเหรียญเพื่อที่จะเอาเงินนั้นไปเที่ยวเมืองไทย แล้วผมก็เป็นคนชำระหนี้ให้คุณแม่ทั้งหมด ซึ่งก็หมายถึงว่าเงินที่คุณแม่เอาไปเมืองไทยนั้น เป็นเงินของผมทั้งหมด”

ปณัฐดาพยักหน้า แต่ก็ยังสะอื้นให้อยู่ตลอด “จำได้ค่ะ”


 




หญิงสาวมองหน้าคนรัก ครุ่นคิดสักพัก ใช่สิเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาคนรักมีปัญหากับมารดาเรื่องเงิน ซึ่งมิสซิสเมเปิ้ลบอกให้รอยคีนส์ไปชำระหนี้ธนาคารให้ โดยอ้างว่าติดหนี้ตรงนั้นเพราะต้องการไปรับเธอที่เมืองไทย ส่วนรอยคีนส์เองก็เหมือนน้ำท่วมปาก เมื่อถูกหยิบยกเอาชื่อเธอมาอ้าง เขาก็ต้องรับหน้าแก้ปัญหาทุกอย่างหมด เพื่อให้คนรักสบายใจ เพื่อให้มารดาหายห่วงเรื่องหนี้สิน

“ผมจะเข้าไปคุยกับคุณแม่”

ปณัฐดาดึงแขนคนรักเอาไว้ “ค่อยคุยวันหลังก็ได้ค่ะ”

“ไม่ได้หรอกครับ นิสัยคุณแม่มีหลายอย่างที่คุณไม่เคยรู้ ถ้าผมไม่สั่งห้ามไว้ตอนนี้ พรุ่งนี้เรื่องราวของคุณก็ดังทั่วเมืองดีริดเดอร์แน่เลย คุณพอจะเดาออกนะว่าคุณแม่ผมเป็นคนที่ช่างเจรจายกยอตัวเองเป็นหลัก คุณแม่ไม่สนใจหรอกว่าใครจะคิดอย่างไร ขอแค่ได้พูดมีคนชมตัวเองในทางที่ดี แค่นี้แหละที่คุณแม่ของผมปรารถนามาตลอด”

“ท่านเป็นแบบนี้จริง ๆ เหรอคะ"

"ครับ ท่านเป็นนานแล้ว แต่ผมคิดว่าท่านเลิกนิสัยนี้ไปบ้างแล้ว"

"คุณไปพูดกับท่านจะดีเหรอคะ เดี๋ยวท่านจะโกรธเอา"

“ดีสิครับ ผมเป็นคนตรง ๆ อะไรที่ไม่พอใจ เราคุยกันตรงไปตรงมา อีกอย่างผมก็ไม่พอใจเหมือนกัน ผมคิดแล้วว่าคุณต้องรู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึก”

“แต่ณัฐไม่อยากให้คุณทะเลาะกับคุณแม่นะคะ”

“บางทีเราก็ต้องมีปากเสียงกันบ้าง เพื่อให้คน ๆ หนึ่งหยุดการกระทำที่ทำร้ายจิตใจอีกคนหนึ่ง ผมเองก็ไม่ชอบให้คุณแม่ทำนิสัยอย่างนี้ ประเภทแกล้งทำดีเพื่อเชิดชูหน้าตาตัวเอง เป็นอะไรที่ไม่ดีเลย ผมไม่ชอบให้คุณแม่เป็นคนแบบนี้”

สีหน้าของรอยคีนส์ดูจริงจังเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มคงจะเรียนรู้นิสัยของมารดามาหลายอย่าง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขารู้วิธีที่ต้องแก้ปัญหากับเรื่องที่เกิดขึ้น

“ณัฐเป็นห่วงคุณแม่คุณค่ะ”

ชายหนุ่มหันมาสบตาหญิงสาวอีกครั้ง “คุณไม่ต้องห่วงท่านหรอกครับ คุณแม่เป็นคนเก่งอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ไม่กระทบกระเทือนหรอกครับ ถ้าเราไม่หยุดคุณแม่ตอนนี้ ท่านก็จะทำนิสัยอย่างนี้ตลอด นิสัยอวดร่ำอวดรวยผมไม่ชอบมาก ๆ ประเภทไปกู้เงินเขามาแล้วทำรวย แล้วให้ผมตามแก้ปัญหาให้ทีหลัง ตามใช้หนี้ทุกอย่างให้ ผมเจอมาเยอะแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกครับ ผมเจอมาหลายครั้ง รู้สึกแย่ไม่น้อยไปกว่าคุณ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้น สมัยที่คุณพ่อของผมมีชีวิตอยู่ ท่านก็รู้สึกไม่ต่างกับผมเลย นี่ถ้าผมไม่รักคุณแม่นะ ผมก็คงไม่ช่วยหรอก ผมช่วยท่านครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น ต่อไปผมคงช่วยไม่ได้แล้ว หนี้สินต่าง ๆ ที่ท่านก่อขึ้นนั้น ท่านจะต้องรับผิดชอบเอง”

เรื่องราวที่ได้ยินจากคนรัก ทำให้หญิงสาวรู้สึกเห็นใจเป็นอย่างมาก อยากจะช่วยคนรักแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่าง แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ชีวิตตอนนี้เหมือนคนไร้ความสามารถ งานการก็ไม่ได้ทำ ภาษาก็ยังไม่เก่งพอ ได้แต่มอบกำลังใจให้คนรัก แอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่าสักวันหนึ่งเมื่อตัวเองแกร่งกว่านี้ ก็จะหางานทำช่วยพยุงฐานะครอบครัวได้บ้าง

รอยคีนส์ลุกขึ้นทันที มือแข็งแกร่งลูบผมหญิงสาวเบา ๆ แววตาอ่อนโยนทำให้เธอเชื่อมั่นอยู่ตลอดว่าเขาสามารถแก้ปัญหาให้กับเธอได้

“เดี๋ยวผมกลับมา คุณรอผมอยู่ที่นี่นะ”

ปณัฐดามองหน้าคนรัก รู้สึกห่วงใยเขาจับใจ และก็ห่วงใยความรู้สึกของมารดาคนรักด้วย แต่ก็ต้องยอมให้คนรักได้แก้ปัญหาตามที่ต้องการ

“อย่าดุคุณแม่นะคะ สงสารท่าน”

“ครับ ไม่ต้องห่วงหรอก ผมมีวิธีพูดของผมอยู่แล้ว”

ชายหนุ่มเดินออกไปจากห้องนอน ปิดประตูเบา ๆ และก็แวะไปหามารดาที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งมิสซิสเมเปิ้ลนั่งดูทีวีอยู่เงียบ ๆ

“ปณัฐดาไม่มาด้วยเหรอลูก” หญิงชราเอ่ยขึ้น

“เปล่าครับ พอดีผมมีธุระจะคุยกับคุณแม่นะครับ”

“ธุระอะไรเหรอลูก มีอะไรก็คุยมาเถอะ”

รอยคีนส์นั่งลงที่โซฟาติดๆ กับมารดา จับมือมารดามากุมเอาไว้ และก็โอบกอดเบา ๆ

“คุณแม่ครับ หากผมจะขออะไรคุณแม่สักอย่างได้ไหม”

มิสซิสเมเปิ้ลยิ้มพริ้มพราย สายตามองลูกชายด้วยความรัก

“ได้สิลูก คีนส์มีอะไรเหรอ”

“ผมขอคุณแม่หยุดพูดเรื่องที่คุณแม่ใช้หนี้ให้ปณัฐดาได้ไหมครับ”

“อ้าว! ทำไมล่ะลูก ก็แม่ใช้หนี้ให้ปณัฐดาจริง ๆ นี่หนา”

“แต่เงินที่คุณแม่เอาไปเที่ยวเมืองไทย มันเงินผมทั้งหมดนะครับ และเงินที่คุณแม่ใช้หนี้ให้ปณัฐดาก็เงินของผมด้วย คุณแม่ก็น่าจะรู้”


 




รอยคีนส์หันมามองมารดานิดหนึ่ง ความรู้สึกของเขาในตอนนี้ไม่พอใจอยู่มาก คิดว่ามารดาน่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ แต่พอมารดาโต้แย้ง ทำเหมือนกับการคุยเรื่องหนี้สินของปณัฐดา เป็นเรื่องเล่าที่สนุกสนานในวงสังคมของตัวเอง

มิสซิสเมเปิ้ลนั่งอยู่เงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา เพราะคงจะรู้สึกอึดอัดที่ลูกชายพูดคำนี้ออกมา

“คุณแม่รู้ไหมครับ ปณัฐดาไม่เคยเรียกร้องสินสอดกับผมเลยสักนิด เธอรักผมและก็ทำทุกอย่างเพื่อผม เงินที่ผมให้เธอนั้นมันน้อยมาก ถ้าเทียบกับค่าสินสอดที่เธอควรจะได้รับในฐานะผู้หญิงไทยคนหนึ่ง ถ้าเธอแต่งงานให้ถูกต้องตามธรรมเนียมไทย มีสินสอดเหมือนผู้หญิงไทยทั่วไป ผมอาจจะต้องใช้เงินเยอะกว่านี้ และเงินที่ผมต้องการใช้หนี้ให้เธอนั้น มันเทียบกันไม่ได้เลยสักนิด แต่ที่ผมให้เธอ เพราะมันเป็นน้ำใจที่ผมมอบให้กับเธอ ผมไม่ต้องการได้ยินใครพูดลำเลิกบุญคุณกับคนรักของผมแบบนี้ และมันก็เหมือนกับเงินที่ผมช่วยคุณแม่มาตลอดนั่นแหละ คุณแม่เคยเห็นผมไปพูดกับคนอื่น ๆ ไหมล่ะ เคยเห็นผมยกยอตัวเองไหมต่อหน้าสังคมไหม ผมไม่เคยพูดเลยสักครั้ง และก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มาตลอด”

ชายหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟา เดินมาหยุดอยู่ที่รูปใบใหญ่ ซึ่งมีรูปพ่อและปู่กับย่าติดอยู่ตรงผนังห้อง

“ผมช่วยคุณแม่มาตลอด และก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ผมขอให้คุณแม่เลิกนิสัยแบบนี้เสีย ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม การให้คือสิ่งที่ดีงาม เราให้ใครสักคนไม่ควรหวังผลตอบแทน และไม่ควรเอามาพูดยกยอตัวเอง เพราะคุณแม่รู้ไหม คุณแม่ทำให้คนที่ได้รับน้ำใจจากคุณแม่เสียใจไปด้วย แทนที่จะเขาจะซาบซึ้งใจ แต่พวกเขากลับทุกข์ใจ แถมยังอึดอัดใจอีกต่างหาก”

“แต่แม่ก็ไม่ได้พูดให้ใครฟังนี่หนา คนที่ได้ยินก็เพื่อน ๆ แม่ทั้งนั้น คนพวกนี้ไม่ไปพูดให้ใครฟังหรอก”

“ผมไม่สนใจหรอกว่าเขาคนนั้นเป็นใคร สิ่งที่ผมแคร์ที่สุดคือ คุณแม่พูดออกมาทำไมครับ ผมไม่ว่าอะไรเลยถ้าเงินนั้นเป็นเงินของคุณแม่จริง ๆ ผมยินดีคืนเงินจำนวนนั้นให้คุณแม่ทั้งหมด แต่นี่เงินนั้นมันเป็นเงินของผมทั้งนั้น”

มิสซิสเมเปิ้ลมีสีหน้าไม่พอใจ “ก็ได้ ต่อไปแม่จะไม่พูด” และก็พูดตัดบทสั้น ๆ น้ำเสียงดูเคืองอยู่มาก

“แค่นี้แหละที่ผมขอคุณแม่ มันคงไม่มากเกินไปนะครับ”

 



รอยคีนส์ยืนสงบสติสักพัก จากนั้นก็เดินมานั่งข้าง ๆ มารดาอีกครั้ง

“ผมรักคุณแม่นะ และผมก็รักปณัฐดาด้วย ผมพาเธอมาอยู่ที่นี่ ก็อยากให้เธอมีชีวิตที่มีความสุข ไม่อยากเห็นน้ำตาของเธอ ผมขอนะครับ ไม่ว่าคุณแม่จะเคยทำอะไรกับลูกสะใภ้และลูกคนไหนไว้บ้าง แต่อย่าทำกับผมและปณัฐดาเลย เพราะถ้าคุณแม่ทำร้ายผมและคนรัก คุณแม่อาจจะเสียผมไปตลอดชีวิต ปณัฐดาอาจจะกลับเมืองไทย และผมก็จะตามเธอไปอยู่ที่เมืองไทยด้วย”

“คีนส์รักปณัฐดามากกว่าแม่ใช่ไหมเนี่ย”

“ไม่จริงหรอกครับ ผมก็รักคุณแม่เช่นกัน แต่เป็นความรักที่แตกต่างกัน ถ้าผมไม่รักและห่วงคุณแม่ ป่านนี้ผมไม่กลับอเมริกาหรอกครับ”

“แต่เดี๋ยวนี้คีนส์หายใจเข้าออกก็เป็นปณัฐดาตลอด” หญิงชราตัดพ้อต่อว่า

“แล้วคุณแม่ล่ะครับ ตอนที่คุณพ่อเสียชีวิตใหม่ ๆ คุณแม่พาผู้ชายเข้ามาในบ้านไม่ซ้ำหน้า คุณแม่เคยแคร์ความรู้สึกของผมบ้างไหม คุณแม่ดูมีความสุขกับผู้ชายพวกนั้น แต่ผมไม่มีความสุขเลย คุณแม่ไม่เคยสนใจผมเลยสักนิด”

“ก็แม่เหงานะ แม่ไม่มีใคร”

“แล้วผมล่ะครับ ผมอยู่คนเดียวมาตลอด มีแม่แต่บางทีก็เหมือนไม่มี ดังนั้นมันไม่แปลกหรอกนะครับที่ปณัฐดาเข้ามาแทนที่ใคร ๆ ในหัวใจผมได้ทั้งหมด เธอคือส่วนเติมเต็มที่ผมไม่เคยมีมาก่อน ก็เหมือนกับที่คุณแม่มีจอห์นเข้ามาแทนที่คุณพ่อนั่นแหละครับ”

 



หญิงชรานั่งเงียบ นัยน์ตาเศร้า ๆ หันไปมองรูปอดีตสามีคนที่สอง สิบกว่าปีแล้วที่เขาเสียชีวิตไป และมันนานเทียบเท่ากับที่เธอแต่งงานกับจอห์น วันเวลาดูเหมือนจะเร็วเกินไป แต่เพราะเธอเป็นคนที่ขี้เหงา พอสามีคนแรกเสียชีวิต ก็แต่งงานกับสามีคนที่สองทันที พอสามีคนทีสองเสียชีวิตก็แต่งงานกับสามีคนที่สามอีกครั้ง จนลืมไปว่าตัวเองมีลูก ๆ ที่ต้องการความรักจากตน แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ค่อยสนใจลูก ๆ เลย นับตั้งแต่แต่งงานกับจอห์น เธอก็ทุ่มกายและใจพร้อมเงินทองที่สามีคนที่สองทิ้งไว้ให้ บำเรอความสุขให้กับสามีคนใหม่มากทีเดียว จนทำให้มีปัญหาเรื่องเงินบ่อยครั้ง ซึ่งก็ได้ลูกชายอย่างรอยคีนส์เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ต้องตามแก้ปัญหาให้ตลอด

ในชีวิตของมิสซิสเมเปิ้ลมีลูกทั้งหมดแปดคน วินเฟรดและจูดี้เป็นลูกติดสามีคนแรกในจำนวนลูกเจ็ดคนที่ยังไปมาหาสู่บ้าง ส่วนลูกคนอื่น ๆ ต่างก็ไม่มีใครติดต่อมาหาเธอเลย เมื่อเติบใหญ่ลูกทุกคนต่างก็แต่งงานย้ายออกไปมีครอบครัว ส่วนรอยคีนส์เป็นลูกชายคนเดียวกับสามีคนที่สองของเธอ และก็เป็นน้องคนเล็กของพี่ ๆ ที่ไม่เคยมีใครยอมรับชายหนุ่มมากนัก ลูกติดสามีคนแรกของมิสซิสเมเปิ้ลจะแวะมาเยี่ยมมาหาก็ต่อเมื่อเดือดร้อนเรื่องเงินเท่านั้น ไม่ว่าเทศกาลใด ๆ ก็ไม่เคยมีใครสนใจเธอเลย คงมีแต่รอยคีนส์เท่านั้นที่คอยดูแลให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง

 



นอกจากนั้นก็มีวินเฟรดที่คอยเข้ามาหาบ้างเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่บ่อยนัก ไม่ใช่ว่าลูก ๆ คนอื่น ๆ เลวร้ายแต่อย่างใด แต่เพราะการกระทำบางอย่างในอดีตที่หญิงชราเคยฝากไว้กับลูกคนอื่น ๆ ทำให้ทุกคนรับการกระทำของเธอไม่ได้ จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีแม่อยู่ในหัวใจ หญิงชราถอนหายใจเมื่อได้คิดถึงเรื่องราวทุกอย่าง มันจะเจ็บปวดแค่ไหนหากลูกคนสุดท้องคนเดียวคนนี้ ต้องทิ้งเธอไปเหมือนลูกคนอื่น ๆ อีก เธอไม่อยากสูญเสียลูกคนนี้เหมือนลูกอื่น ๆ อีกแล้ว

“แม่ขอโทษคีนส์ แต่นี้ต่อไปแม่จะไม่พูดอีก”

“ขอบคุณครับคุณแม่ ปณัฐดาเป็นคนดี ถ้าเขาไม่รักผมจริง ๆ เขาไม่ทิ้งครอบครัว พี่น้อง เพื่อนฝูง หน้าที่การงานที่มั่นคง และประเทศอันเป็นที่รักมาอยู่กับผมที่นี่หรอกครับ และเขาก็รักคุณแม่ด้วยนะ”

“แม่ก็รักปณัฐดาจ้ะ”

“ถ้าคุณแม่รักปณัฐดา ก็อย่าทำร้ายจิตใจเธอสิครับ”


 





รอยคีนส์นั่งคุยกับมารดาหลายเรื่อง ปรับความเข้าอกเข้าใจกัน จากนั้นก็ขอตัวกลับมาที่ห้องนอน ซึ่งปณัฐดานั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ พอชายหนุ่มเดินมานั่งข้าง ๆ และก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ได้ฟัง ปณัฐดาซาบซึ้งใจคนรักเป็นอย่างมาก เธอไม่เคยต้องการอะไรจากเขาเลย ไม่ว่าเงินทองหรือสิ่งของใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดก็คือความสบายใจมากกว่า วันนี้รอยคีนส์สามารถปรับความเข้าใจคุยกับมารดาได้ แต่วันหนึ่งข้างหน้าปณัฐดาต้องเจออะไรอีกบ้าง เธอก็ไม่อาจรู้ได้เลย สิ่งที่รู้ในตอนนี้ก็คือ ยังรักและเคารพมารดาของคนรักเหมือนเดิม และขอบคุณที่มิสซิสเมเปิ้ลไม่พูดทำร้ายจิตใจเธออีก




 





 




Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones