ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article

สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทนำและก้าวแรกของการเป็นสะใภ้



บทนำ

งานเขียนชิ้นนี้เป็นเรื่องจริงที่ผู้เขียนได้ถ่ายทอดเป็นตัวอักษร ด้วยใจที่รักกับชีวิตและเรื่องราวที่ผ่านพบ พร้อมทั้งความรักที่มีต่อการเขียน ทำให้อดไม่ได้ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดเป็นนิยายชีวิต หรือที่รู้จักกันในแบบฝรั่งก็คือ Memoir นั่นเอง และตัวละครทุกคนได้มีการเปลี่ยนชื่อทั้งหมดด้วยเหตุผลของคนเขียน

เนื้อหาในนิยายชีวิตเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากเรื่อง "ชีวิตรันทดแต่งดงาม" ซึ่งเนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะเน้นประสบการณ์ชีวิตของหญิงไทยที่แต่งงาน และไปเป็นสะใภ้อยู่ประเทศอเมริกา ชีวิตหลังจากที่ตกลงจะแต่งงานกัน การเดินเรื่องวีซ่า การแต่งงานในอเมริกา การครองคู่ และบทบาทการเป็นสะใภ้อเมริกันจากสองมลรัฐนี้ ความเกี่ยวข้องสองมลรัฐที่มีผลกับชีวิตคู่ รวมทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสองมลรัฐ Texiana (มลรัฐ Texas + มลรัฐ Louisiana) และเรื่องราวอื่น ๆ ที่ผสมผสานของการเป็นสะใภ้




หญิงสาวหลายคนบอกว่า ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะทำหน้าที่เป็นภรรยาให้ดีที่สุด และครองชีวิตคู่ไปด้วยกันจนแก่จนเฒ่า

แต่ก็มีหญิงสาวหลาย ๆ คนที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำหน้าที่สะใภ้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เหมือนกัน



มีผู้หญิงนับร้อยคนในโลกใบนี้ ล้วนแต่ผ่านด่านว่าที่แม่สามีมาทุกแบบทุกสไตล์ บางคนก็ประสบแต่ความโชคดี บ้างก็เจอแต่ความผิดหวังและโชคร้าย แต่บางคนนั้นทั้งโชคดีและโชคร้ายปะปนกัน ชีวิตมีทั้งรอยยิ้มและน้ำตาคลอเคล้ากันมาตลอด หลากหลายชีวิตของการเป็นสะใภ้ต่างแดน



หากใครอยากรู้ว่า บทบาทการเป็นสะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) ของ "ปณัฐดา" เป็นอย่างไร ก็อย่าลืมติดตามอ่านได้จากนนิยายชีวิตเรื่องนี้







ก้าวแรกของการเป็นสะใภ้เท็กเซียน่า บทที่ 1


สุสานหลุมฝังศพในเมืองดีริดเดอร์ (DeRidder) มลรัฐหลุยส์เซียน่า (Louisiana) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ไม่ไกลจากโบถส์นิกายแบพทิช (Baptist) บรรยากาศโดยรอบ ๆ สงบเงียบเหมือนกับยืนอยู่อีกภพหนึ่งในโลกใบนี้ ไม่มีผู้คนเดินพลุ่งพล่านเหมือนย่านอื่น ๆ หลุมฝังศพแต่ละแห่งถูกตกแต่งไว้ตามฐานะของผู้ตาย ความสวยงามถูกประดับไว้ด้วยดอกไม้หลากชนิด ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้พลาสติกหรือแม้แต่ดอกไม้จริงตามความเชื่อคนที่นับถือคริสต์ศาสนา

สายลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านทำให้ปณัฐดาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางอย่าง มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ใครหลาย ๆ คนจะสัมผัสได้ง่าย ๆ หากแต่ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่เธอเดินทางมากราบไหว้หลุมฝังศพของบิดาคนรักตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาอยู่อเมริกาใหม่ ๆ จวบจนวันนี้เก้าปีเต็ม ๆ ความรู้สึกเหล่านี้ก็ยังเกิดขึ้นตลอด เหมือนกับใครบางคนเฝ้ามองชีวิตของเธอและคนรักอย่างไม่คลาดสายตา


 

หากชีวิตคู่เป็นเรื่องของคนสองคน

หนทางทุกอย่างก็คงจะลงเอยด้วยดี

แต่ชีวิตคู่ในความเป็นจริงนั้น

มักจะมีเรื่องครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ

หลายอย่างจึงเกิดขึ้นทั้งหมด...บนถนนชีวิตผู้หญิงไทยคนหนึ่ง

 



กลิ่นไอดอกไม้ที่ปักไว้ข้างหลุมฝังศพทั้งสองข้างยังคงหอมอบอ่วนเหมือนกับยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งไม้หอมในฤดูใบไม้ผลิ มือสองข้างประนมไหว้อย่างนอบน้อม สายตายังคงมองหลุมฝังศพสี่เหลื่ยมขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งด้วยหินอ่อนสีน้ำตาลเข้มอยู่ตลอด เหมือนกับเธอต้องการจะบอกอะไรสักอย่างให้ใครบางคนได้รู้ความในใจ หัวใจที่รักและนับถือผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนในชีวิตยังคงหนักแน่นเสมอ เป็นความรักและนับถือในฐานะในสะใภ้คนหนึ่ง สะใภ้ที่มาจากแดนไกลที่มีหัวใจรักในตัวลูกชายของท่านเป็นอย่างมาก

"พ่อค่ะ ณัฐขอโทษที่ไม่สามารถทำให้คุณแม่เป็นคนดีที่รักของทุก ๆ คนได้"

หญิงสาวพร่ำเพ้อพูดกับสายลม เพราะคิดว่าดวงวิญญาณของบิดาคนรักคงจะได้ยิน น้ำใส ๆ ไหลรินออกมาอย่างไม่ตั้งใจ มันเป็นความรู้สึกบีบคั้นที่เจ็บปวดในหัวใจยากเกินที่จะบรรยายออกมาได้ ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตถูกรวมเอาไว้ในเวลานั้น เหมือนกับข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบที่สามารถลำดับเรื่องราวได้ทุกอย่าง

เก้าปีเต็ม ๆ ที่ปณัฐดาแต่งงานใช้ชีวิตที่อเมริกากับรอยคีนส์ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการเป็นสะใภ้ต่างแดนเป็นความโชคดีที่ยิ่งใหญ่ แต่จะมีกี่คนที่รู้ว่า บนความโชคดีนั้นก็มักจะมีเรื่องราวที่ไม่คาดคิดมาก่อนเกิดขึ้นกับหญิงไทยอย่างเธอเสมสอ ด้วยชีวิตและหัวใจที่มีต่อคนรักอย่างเปี่ยมล้น ทำให้เธอและเขาสามารถผ่านมรสุมชีวิตเหล่านั้นไปได้ ซึ่งก็แปลกไม่ว่าเวลาจะผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ปณัฐดายังจำเรื่องราวทุกอย่างได้เสมอ ชีวิตของเธอก็เหมือนกับหนังสือเล่มหนึ่งที่ถูกเขียนฉากตอนการดำเนินเรื่องไว้อย่างต่อเนื่อง เวลาที่คิดถึงภาพชีวิตเก่า ๆ มีทั้งน้ำตาและรอยยิ้มปะปนกันอยู่ตลอด


 






เมื่อปี พ.ศ. 2545 นับตั้งแต่ที่ปณัฐดาและรอยคีนส์คบหาดูใจกันหลายเดือน ทั้งเธอและเขาตัดสินใจแต่งงานกันหลังจากที่ชายหนุ่มหมดสัญญาการทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ช่วงเวลาที่ผ่านมาปณัฐดาผ่านเรื่องราวเลวร้ายต่าง ๆ นานา ซึ่งกว่าจะผ่านพ้นมาได้ ก็ทำให้เธอแทบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่ไม่ว่าอุปสรรคใด ๆ จะเข้ามาขวางกั้น ความรักของเธอและเขายังคงมั่นเสมอ ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยสักนิด

หลังจากที่ลาออกจากงานบัญชีที่ภูเก็ต ปณัฐดาก็ย้ายมาพักอยู่กับพี่สาวคนที่สองในมีนบุรี ช่วงระหว่างนั้นเธอและรอยคีนส์ได้ทำเรื่องวีซ่าคู่หมั้นเพื่อจะเดินทางกลับอเมริกาพร้อมกัน สามวันหลังจากที่พักอยู่กับพี่สาว ปณัฐดาตัดสินใจลงไปทำเรื่องเอกสารใบรับรองความโสดจากบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งในการขอใบรับรองความโสดนั้น จะต้องไปขอในที่ว่าการอำเภอที่มีชื่อตนเองอยู่ในทะเบียนบ้าน โดยที่มีกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นคนไปยืนยันสถานะของหญิงสาวด้วย นับว่าโชคดีที่พี่สาวอีกคนหนึ่งคอยขับรถและช่วยเหลือเธอในการดำเนินเรื่องตลอด

“ณัฐรู้ไหม บางครั้งในสังคมไทยเรา ก็ต้องมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ช่วยเดินเรื่องเอกสารให้เราด้วย ไม่งั้นเรื่องอาจจะล่าช้า”

บุหงาซึ่งเป็นพี่สาวคนรองเล่าให้ปณัฐดาฟังขณะที่ขับรถไปยังตัวเมือง มือสองข้างยังคงจับมาลัยรถไว้แน่น สายตาก็มองเส้นทางอยู่ตลอด

“ค่ะ ณัฐเข้าใจ แล้วพ่อกำนันกับลุงผู้ใหญ่บ้านไม่ไปพร้อมเราไหมคะ”

“ทั้งกำนันและลุงผู้ใหญ่บ้านเข้าไปประชุมที่อำเภอกันตั้งแต่เช้าแล้วแหละ พอเราไปถึงก็คงประชุมกันเสร็จพอดี เห็นพ่อกำนันและลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่าจะรออยู่ที่ศาลาด้านหน้าที่ว่าการอำเภอแหนะ”

นับว่าโชคดีที่บุหงาคอยติดต่อประสานงานเรื่องทุกอย่างให้ไว้ล่วงหน้า ทำให้ปณัฐดาสบายใจได้บ้าง

“ขอบคุณพี่บุหงามากค่ะ”

ปณัฐดาเอ่ยขึ้น หยิบเงินก้อนหนึ่งให้พี่สาวได้ใส่ในซองสีขาวเพื่อที่จะตอบแทนน้ำใจผู้ใหญ่ทุก ๆ คนที่เข้ามาช่วยเหลือเกี่ยวกับเอกสารต่าง ๆ แม้ว่าการกระทำตรงนี้จะผิดกฏหมายและดูไม่ถูกต้องมากนัก แต่ธรรมเนียมและความคุ้นเคยในสภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะแถวบ้านของเธอ ก็มักจะกระทำอย่างนี้กันทั้งนั้น และจุดตรงนี้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว

เมื่อได้ใบรับรองความโสดเรียบร้อยแล้ว ปณัฐดาและพี่สาวพาพ่อกำนันและลุงผู้ใหญ่บ้านไปเลี้ยงอาหารกลางวันที่ร้านอาหารติด ๆ กับอำเภอ พอรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เธอและพี่สาวก็ขับรถกลับมาบ้านเพียงลำพัง ซึ่งในตอนเย็นเธอมีแผนการที่จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพด้วย

ในช่วงบ่ายของวันนั้น ปณัฐดานั่งมองภาพชีวิตผู้คนที่เดินผ่านบนถนนหน้าบ้าน หัวใจของเธอคิดถึงใครบางคนจับใจ กี่ปีแล้วที่เธอไม่เคยกลับมาเยี่ยมบ้าน นับตั้งแต่ที่พ่อเสียชีวิตไป เธอก็เคยกลับมาเยี่ยมบ้านแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น พอมีเรื่องราวให้ทุกข์ใจเกี่ยวกับพี่น้องในครอบครัว หญิงสาวก็ไม่เคยกลับมาบ้านอีกเลย บ้านที่เคยอบอุ่นมีความรักเพียบพร้อม แต่หลังจากที่พ่อเสียชีวิต ความสุขต่าง ๆ ที่เคยมีก็หายไปกับงานศพของพ่อ เวลาที่คิดถึงอดีตเก่า ๆ ทำให้เธอร้องไห้เป็นประจำ

“ณัฐอยากไปไหว้อัฐิของพ่อและแม่สักหน่อย” เธอเอ่ยบอกพี่สาวเบา ๆ แต่สายตาหันไปมองภาพของพ่อและแม่ที่ตั้งอยู่บนฝาผนังของตัวบ้าน

“ก็ได้จ้ะ เดี๋ยวพี่พาไป” บุหงาตอบรับพลางเดินไปสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที

ปณัฐดาเดินตามหลังพี่สาวไปยังรถ เปิดประตูเข้าไปนั่งเบาะข้าง ๆ พี่สาวเงียบ ๆ ระยะเวลาเพียงไม่นานรถกระบะของบุหงาวิ่งมาถึงวัดประจำหมู่บ้าน จากนั้นก็พาปณัฐดาเดินไปในวัด ซึ่งมีอัฐิของพ่อและแม่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก ความร่มเย็นของต้นโพธิ์ในวัดทำให้บรรยากาศดูเงียบสงบไปอีกแบบ บุหงาหยิบธูปที่จุดไฟเรียบร้อยแล้วยื่นให้เธอหนึ่งดอก เหมือนต้องการให้น้องสาวบอกกล่าวเรื่องราวชีวิตให้ดวงวิญญาณของพ่อแม่ได้รับรู้ด้วย

หญิงสาวทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ พี่สาว ยกมือประนมไหว้ เอ่ยคำบางคำในใจเหมือนต้องการบอกให้คนที่เธอรักและนับถือได้รับรู้ความรู้สึกข้างใน

“ณัฐคิดถึงพ่อกับแม่เหลือเกิน อยากให้พ่อกับแม่มีชีวิตอยู่ ณัฐรู้ว่าพ่อกับแม่เฝ้ามองณัฐตลอด ณัฐสัญญาคะว่าจะพารอยคีนส์มาไหว้พ่อกับแม่แน่นอน”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ความรู้สึกในห้วงลึกจิตใจของปณัฐดาก็ต้องการพ่อกับแม่ไม่น้อย เพราะบ่อยครั้งที่ต้องอยู่คนเดียวมาตลอด และพบกับเรื่องราวเลวร้ายในชีวิต ใจของเธอก็รู้สึกเหงาและอ้างว้างที่สุด แม้จะมีคนที่ดีอยู่รอบข้างหลายคน แต่เธอไม่เข้าใจอยู่เหมือนกันว่า ทำไมต้องรู้สึกเหงาเดียวดาย เหมือนกับชีวิตมีแต่ส่วนที่ขาดไม่เคยเติมเต็มเลยสักครั้ง

เมื่อพูดจบหญิงสาวก็ก้มลงไหว้หนึ่งครั้งก่อนที่จะเอาธูปไปปักที่กระถางด้านหน้า จะกี่ปีกี่หนที่มีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมบ้าน เธอก็มักจะแวะมาที่นี่ตลอด และทุก ๆ ครั้งที่ได้มาเยี่ยมอัฐิของพ่อและแม่ ใจของเธอก็รู้สึกอบอุ่นทุกที ความเหนื่อยล้าต่าง ๆ ที่เคยพบผ่านก็ผ่อนคลายหายไปจากใจได้บ้าง เหมือนกับเธอได้กลับมาซบอ้อมอกอันอบอุ่นของพ่อกับแม่อีกครั้ง

ในขณะนั้นบุหงาได้แต่มองน้องสาวคนเล็กด้วยความสงสารกับชะตาชีวิตทุกอย่าง และก็ยังดีใจอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่า บนเส้นทางชีวิตที่มีแต่อุปสรรค ปณัฐดาก็ยังพบความโชคดีอยู่บ้าง พร้อมทั้งไม่ลืมขอให้ดวงวิญญาณพ่อแม่จงช่วยตามคุ้มครองน้องสาวที่รักด้วย

จากนั้นสองพี่น้องก็พากันขับรถกลับมาที่บ้าน และก็ช่วยจัดกระเป๋าเดินทาง พร้อมทั้งหาผักและผลไม้ของฝากที่หาได้จากสวนหลังบ้านใส่ในถุงให้เรียบร้อย เพราะตั้งใจให้น้องสาวคนเล็กเอาของฝากเหล่านี้ไปฝากให้พี่น้องคนอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในเมืองกรุงด้วย

ในหมู่บ้านที่ปณัฐดาอาศัยอยู่นั้น มีรถทัวร์เข้ากรุงเทพวิ่งผ่านวันละสองคัน นั่นก็คือเวลาเช้าและช่วงเย็นเท่านั้น พอใกล้ถึงเวลาที่รถทัวร์จะมาถึง บุหงาก็เดินมาส่งปณัฐดาที่หน้าบ้าน

“ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วย ก็โทรมาบอกนะ” พูดพลางโอบกอดน้องสาวคนเล็กไปด้วย

ปณัฐดาประนมมือไหว้พี่สาว “ขอบคุณค่ะ ณัฐขอฝากตังค์ให้น้องธีร์ไว้เป็นค่าขนมไปโรงเรียนด้วยนะคะ”

แม้จะไม่ได้ให้เงินพี่สาวไว้ใช้บ่อยนัก แต่เธอก็ไม่เคยลืมที่จะให้เงินหลานชายตัวเล็ก ๆ ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลไว้เป็นค่าขนมไปโรงเรียนด้วย ซึ่งก็เป็นนิสัยที่เธอกระทำเสียจนเคยชิน

“จ้ะ ขอบใจมากจ้ะ”

บุหงาเข้าใจดีว่าตอนนี้ปณัฐดาไม่มีงานทำ จึงจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด แม้จะรู้ว่าคู่หมั้นของน้องสาวใจดีและคอยช่วยเหลือตลอด แต่บุหงาก็ยังสนับสนุนให้น้องสาวเป็นคนอดออมพร้อมทั้งช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด

“แล้วรอยคีนส์จะลงมาแน่นะ”

“ค่ะ เขาบอกว่าจะมาแน่นอน เห็นบอกว่าคุณแม่และพ่อเลี้ยงของเขาจะบินมาด้วยค่ะ”

“ดีแล้วจ้ะ ถ้าเขาบินมาได้ก็ดี ยังไงก็อย่าลืมพามาให้พี่น้องทุกคนได้เห็นหน้าตาด้วยนะ”

นับตั้งแต่ปณัฐดาคบหาดูใจกับรอยคีนส์และตกลงแต่งงานกัน บุหงาไม่เคยเห็นหน้าว่าที่น้องเขยเลยสักครั้ง จะมีก็แต่ครอบครัวของกันต์ฐิตาพี่สาวคนที่สองเท่านั้นที่เคยเห็นชายหนุ่มมาตลอด

“ค่ะ ต้องพามาอยู่แล้ว เพราะณัฐกับเขาจะแต่งงานกันที่นี่ด้วย และก็คงจะมาจัดงานที่นี่ด้วยค่ะ”

“ได้เลยจ้ะ ยังไงก็โทรบอกพี่นะ จะให้พี่ช่วยจัดการอะไรให้ก็ขอให้บอก”

พี่สาวทุก ๆ คนรักปณัฐดาเสมอ แม้บางครั้งจะไม่เคยได้ยินคำว่ารักจากปากพี่สาว แต่การกระทำก็แสดงให้เห็นชัดเจน

เมื่อรถทัวร์วิ่งมาจอดหน้าบ้าน บุหงาไม่รอช้าช่วยถือกระเป๋าพร้อมเดินมาส่งถึงประตูรถ ปณัฐดานึกตื้นตันใจไม่น้อยที่พี่สาวยังคงดูแลเธอเป็นอย่างดี แม้จะไม่ค่อยสนิทกับพี่สาวคนนี้ แต่ความรักความผูกพันฉันท์พี่น้องก็ไม่เคยลบเลือนไปเลย บุหงายังเป็นพี่ที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย แม้จะไม่ได้ช่วยเหลือเธอตลอด แต่บุหงาก็ยังเป็นพี่สาวที่มีน้ำใจให้เธอทุก ๆ ครั้งที่ต้องการ

พอเดินทางมาถึงกรุงเทพ ปณัฐดาก็รีบส่งใบรับรองความโสดไปให้คู่หมั้นหนุ่มอย่างเร็ว โดยไม่ลืมที่จะแนบเอกสารสำคัญส่วนอื่น ๆ ไปด้วย ชีวิตของเธอยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม และก็ไม่ได้หางานทำแต่อย่างใด เพราะรอยคีนส์ไม่ต้องการให้เธอหางานทำ พร้อมทั้งรับผิดชอบทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเธอด้วย ที่สำคัญหากเธอไปทำงานในตอนนี้ ก็คงจะทำได้แค่เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เพราะเมื่อคู่หมั้นหนุ่มบินกลับมาเมืองไทย เธอก็ต้องลาออกจากงานอยู่ดี


 




ส่วนทางด้านกันต์ฐิตาก็ไม่สนับสนุนให้เธอทำงานในตอนนี้ โดยที่บอกให้เธอคอยดูแลหลานชายและช่วยดูแลงานบ้านงานเรือนให้มากกว่า บางวันพี่กันต์ก็หยิบเงินให้เธอไว้จ่ายตลาด เพื่อทำกับข้าวไว้ให้ครอบครัวได้รับประทาน

“พี่กันต์ไม่ต้องให้เงินณัฐหรอก ณัฐยังพอมีใช้” ปณัฐดาปฏิเสธเบา ๆ เมื่อเห็นพี่สาวยื่นเงินให้ใช้

“เก็บใส่กระเป๋าเอาไว้เถอะ เอาไว้ซื้อกับข้าว”

“ณัฐก็ยังพอมีเงินที่รอยคีนส์ให้อยู่ ณัฐยังจ่ายค่ากับข้าวตรงนี้ได้"

"เอาไว้เถอะ"

"แค่พี่ให้ณัฐมาพักอยู่ด้วย ณัฐก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว”

“จะมาเกรงใจอะไรกัน เราเป็นน้องสาวพี่นะ อีกอย่างเราก็ช่วยพี่เลี้ยงหลานด้วย ค่าห้อง ค่าอาหาร เราก็ช่วยพี่ออก ไม่ได้มาอยู่ฟรี ๆ  ไม่ต้องคิดมากเลย”

ปณัฐดาพยักหน้า บอกกับตัวเองเสมอว่า เมื่อกำหนดวันที่คู่หมั้นหนุ่มจะต้องบินกลับมา แต่ถ้าเขาไม่ทำตามสัญญาที่ให้กันไว้ เธอก็จะหางานทำทันที เพราะการอยู่บ้านและไม่ได้ออกไปทำงานนั้น ทำให้เธอรู้สึกเบื่อหน่ายไม่น้อย และดูเป็นคนที่ไม่มีค่าอะไร

บนเส้นทางของการรอคอยกันและกัน ปณัฐดายังคงติดต่อคู่หมั้นทางอีเมลทุก ๆ วัน จากที่เคยส่งอีเมลหากันบ่อย ๆ เธอก็ส่งหาเขาวันละสองครั้งเท่านั้น ส่วนทางด้านรอยคีนส์ก็ไม่เคยห่างหายการติดต่อเลยสักนิด ยังส่งอีเมลมาให้เหมือนเดิม และก็โทรมาหาทุก ๆ ครั้งที่มีโอกาส

ช่วงระหว่างที่รอคู่หมั้นหนุ่มกลับมานั้น ปณัฐดายังคงพักอาศัยอยู่กับพี่สาวเหมือนเดิม ชีวิตของเธอไม่ได้ทำอะไรมากนัก นอกจากการดูแลบ้านเรือนและช่วยเลี้ยงหลานให้พี่สาวแล้ว ในช่วงที่มีเวลาว่างเธอก็หาหนังสือมาอ่านและหาอะไรเล็กน้อยทำไปพลาง ๆ ซึ่งก็เหลือเวลาอีกไม่นานคนที่รอคอยก็จะบินกลับมา หากวันใดที่เธอรู้สึกเบื่อ ๆ กับชีวิตที่ไม่ได้ทำการทำงานอะไร ปณัฐดาก็เลือกที่จะไปทำงานกับพี่สาวอยู่เสมอ แม้จะไม่ได้ค่าจ้างอะไร แต่เธอก็มีความสุขที่ได้ไปช่วยพี่สาวอีกแรง ซึ่งการไปช่วยพี่สาวทำงานนั้นก็เหมือนกับการฆ่าเวลาของการรอคอยให้ผ่านไปในแต่ละวันให้เร็วที่สุด


เอกสารสำหรับเดินเรื่องวีซ่าคู่หมั้นนั้น หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็คือ วีซ่า K-1 ซึ่งการดำเนินเรื่องวีซ่าคู่หมั้นนั้นจะใช้เวลาอย่างต่ำหกถึงสิบสองเดือน ช่วงระยะเวลาสองเดือนก่อนกำหนดการกลับมาของรอยคีนส์ ปณัฐดาได้รับเอกสารที่ต้องมีการเซ็นชื่อเพิ่มเติมบางส่วน พอเซ็นชื่อเสร็จแล้วก็รีบส่งเอกสารไปให้คู่หมั้นแต่โดยเร็ว เพราะเธอและเขามีเวลาเหลือน้อยมาก สิ่งที่เธอกังวลใจที่สุดก็เรื่องวีซ่า เพราะเกรงว่าจะต้องรอนาน ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่เป็นกังวล แม้แต่คู่หมั้นหนุ่มก็รู้สึกเช่นเดียว

ส่วนทางด้านคุณแม่ของรอยคีนส์นั้นก็มิได้นิ่งดูดาย โทรติดต่อทางฝ่ายอิมมะเกรชั่นตลอด เพราะอยากรู้ว่าเอกสารเกี่ยวกับการเดินเรื่องวีซ่าผ่านไปถึงไหนแล้ว ระยะเวลาแค่เดือนเดียวทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี หนึ่งอาทิตย์ก่อนที่รอยคีนส์จะบินกลับมา ปณัฐดาได้รับอีเมลจากคุณแม่ของคู่หมั้น ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ในอีเมลบอกเธอว่าอย่าได้กังวลเรื่องวีซ่า ทุกอย่างผ่านหมดแล้ว และก็ยืนยันคำเดียวว่า




ปณัฐดา

อย่าได้กังวลเรื่องวีซ่า เพราะแม่จะต้องพาเธอกลับมาอเมริกาพร้อมกับรอยคีนส์ให้ได้

รักและห่วงใยเสมอ

มิสซิสเมเบิ้ล



แม้จะเป็นเพียงข้อความสั้น ๆ ที่คุณแม่ของคู่หมั้นส่งมาให้ แต่ทั้งหมดเหล่านี้ก็ทำให้ปณัฐดาและรอยคีนส์มีความหวังไม่น้อย

ความจริงการขอวีซ่าคู่หมั้นดูจะยุ่งยากนิดหนึ่ง เพราะการเดินเรื่องวีซ่าของปณัฐดาเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ถล่มที่เมืองนิวยอร์คในปี 2001 ทำให้ทางอิมมิเกรชั่นตรวจเช็คข้อมูลแต่ละอย่างเข้มงวดมาก ซึ่งก็ใช้เวลานานหลายวันกว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้น ด้วยสาเหตุนี้ทำให้การเดินเรื่องทุกอย่างล่าช้าไปด้วย ส่วนรอยคีนส์นั้นก็ยังคงโทรมาให้กำลังใจเธอเสมอ

ก่อนที่คู่หมั้นหนุ่มจะบินกลับมาเมืองไทย ปณัฐดาได้โทรหามีนาเพื่อนสนิทที่เคยพักอาศัยด้วยกันตอนทำงานอยู่ที่ภูเก็ตเกี่ยวกับโรงแรมที่พัก ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือจากมีนาเป็นอย่างดี การกลับมาในครั้งนี้ของคู่หมั้นหนุ่มนั้น จะต้องพักอาศัยอยู่ในเมืองไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน เพราะหลังจากหนึ่งเดือนวีซ่าก็จะหมดอายุ ซึ่งก็ต้องเดินทางออกนอกประเทศ ส่วนทางด้านคุณแม่และพ่อเลี้ยงของชายหนุ่มก็มีสิทธิ์อยู่ที่เมืองไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนเหมือนกัน ดังนั้นการเดินเรื่องวีซ่าทุกอย่างจะต้องให้เสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปณัฐดาเลือกที่จะจองโรงแรมที่พักแห่งหนึ่งไว้ให้คู่หมั้น ซึ่งโรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมชั้นดี ราคาไม่แพงจนเกินไปสำหรับคนที่ต้องการพักอาศัยในระยะยาว และก็ตั้งอยู่ในตัวเมืองใกล้กับวัดพระแก้ว รวมทั้งติด ๆ แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งรอยคีนส์ได้กำชับไว้ว่าอยากพักอยู่ใกล้ ๆ กับวัดพระแก้ว และติด ๆ กับแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะทั้งเธอและเขามีแผนการจะพาคุณแม่และพ่อเลี้ยงได้ท่องเที่ยวดูความสวยงามเกี่ยวกับวัดวาอารามในเมืองไทยด้วย นับว่าโชคดีที่มีนาคอยช่วยเหลือตรงนี้ ทำให้เธอได้โรงแรมที่ถูกใจไว้รอคนรักกลับมา



ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง ในวันนี้ปณัฐดาตื่นแต่เช้า ช่วยพี่สาวดูแลงานบ้านงานเรือนจนเสร็จ จากนั้นก็เดินไปส่งหลานชายขึ้นรถไปโรงเรียนเหมือนทุก ๆ วัน หญิงสาวไม่รอช้ารีบกลับมาบ้านช่วยซักผ้าและรีดผ้าให้พี่สาวก่อนที่จะออกไปรับคู่หมั้นในช่วงเย็น แต่ด้วยความตื่นเต้นและไม่มีอะไรจะทำ ดังนั้นปณัฐดาจึงเลือกที่จะเดินทางไปรับคู่หมั้นหนุ่มที่สนามบินตั้งแต่ตอนบ่ายโมง แม้จะรู้ว่าคู่หมั้นหนุ่มมีกำหนดบินมาถึงเมืองไทยในเวลาหกโมงเย็น แต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก เพราะจิตใจของเธอร้องเรียกแต่ว่า อยากจะไปนั่งรอเขาที่สนามบินเสียให้ได้

หนังสือหนึ่งเล่มที่พกติดตัวถูกอ่านฆ่าเวลาในช่วงที่รอคอย อีกหกชั่วโมงชายหนุ่มถึงจะบินมาถึง เธอเลือกที่จะหามุมนั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ จนจบเล่ม และก็เปิดอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก จนแทบจะจำรายละเอียดเนื้อหาแต่ละหน้าได้ ในบางเวลาก็หยุดอ่านและนั่งมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา และบ่อยครั้งก็นึกขำตัวเองว่ามานั่งรออะไรอยู่อย่างนี้ ยังเหลือเวลาอีกเยอะแยะ จะเดินทางมารับคู่หมั้นตอนสี่โมงเย็นก็ยังทัน แต่เพราะหัวใจมันเรียกร้องแต่จะให้เธอมาที่สนามบินให้ได้ เธอจึงจำใจต้องทำตามหัวใจที่ต้องการ และด้วยเหตุนี้ที่ทำให้เธอนั่งอยู่ที่สนามบินนานหลายชั่วโมงโดยที่ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเลยสักนิด

การรอคอยสำหรับใครบางคนอาจจะรู้สึกทรมานและอึดอัดมาก ปณัฐดาไม่โกหกตัวเองว่าบางครั้งก็รู้สึกเช่นเดียวกัน บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า เพราะไม่ได้ทำงานทำการอะไรเหมือนแต่ก่อน แต่พอนึกถึงใบหน้าของคู่หมั้น ก็ทำให้เธอมีกำลังใจที่จะอดทนรอคอยอีกต่อไป เธอบอกกับตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าวินาทีสุดท้ายที่รอคอยนั้น คู่หมั้นหนุ่มจะกลับมาตามสัญญาหรือไม่ เธอก็จะรออยู่อย่างนี้ เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ต้องการแสดงให้เขารู้ว่า เธอได้รักษาสัญญาที่มีไว้ให้กันแล้ว

ภาพผู้คนเดินผ่านไปมาทำให้เธออดที่จะหันไปมองไม่ได้ และก็แอบชื่นชมความน่ารักกับภาพพี่น้องเพื่อนฝูงโอบกอดญาติและคนรู้จักที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ รอยยิ้มของแต่ละคนทำให้เธอแอบจินตนาการถึงภาพคนรักไม่ได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาเดินทางมาถึงไหนแล้ว จะคิดถึงเธอบ้างหรือเปล่า


ทุก ๆ สามสิบนาทีหญิงสาวหันไปดูนาฬิกาข้อมือตลอด ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่สนามบินบางคนยืนมองเธอด้วยความสงสัย พอสักพักก็มีเจ้าหน้าที่หนุ่มคนหนึ่งเดินมาสอบถาม เพราะคงจะเห็นเธอนั่งอยู่ตรงนั้นนานหลายชั่วโมงแล้ว

“น้องมารอรับใครเหรอครับ”

ปณัฐดายิ้มสดใส นัยน์ตาเป็นประกาย “มารอรับคู่หมั้นค่ะ”

“เครื่องลงกี่โมงเหรอน้อง พี่เห็นน้องมานั่งรอตั้งนานแล้ว”

“อ้อ! หกโมงเย็นค่ะ” หญิงสาวยิ้มละไม และก็ตอบรับไปตามความจริง

“ยังอีกตั้งสามสี่ชั่วโมงแหนะ ออกมาห้าโมงเย็นก็คงทันแหละ ว่าแต่น้องพักอยู่กรุงเทพเหรอครับ”

“ค่ะ พักอยู่กรุงเทพ”

“ถามจริง ๆ ไม่เหนื่อยเหรอครับ มารอตั้งหลายชั่วโมง”

“ไม่เลยค่ะ ดีใจที่ได้มานั่งรอตรงนี้”

ความเป็นจริงคำว่าเหนื่อยยากที่จะตอบได้ ถ้าจะถามว่าเธอรู้สึกเหนื่อยไหมกับการรอคอย ปณัฐดาไม่เคยรู้สึกเหนื่อย อาจจะมีบ้างที่รู้สึกทรมานและอึดอัด แต่ ณ เวลานี้เธอรู้สึกว่าดีใจที่มีวันนี้เกิดขึ้น แต่ก่อนนั้นเธอมักจะภาวนาให้เวลาผ่านไปเร็ว ๆ อยากให้เดือนหนึ่งมีแค่สิบวันและยี่สิบวันเท่านั้น แต่พอชีวิตผ่านตรงนั้นมาได้ เธอกลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิดไว้เสียอีก


หญิงสาวไม่ได้สนใจว่าเจ้าหน้าที่ของสนามบินจะคิดอย่างไรกับการรอคอยของเธอ แต่เธอก็พึงพอใจที่จะนั่งรอคู่หมั้นอยู่อย่างนั้น เวลาที่รู้สึกหิวเธอ ก็เดินออกไปซื้อขนมและน้ำผลไม้มานั่งดื่มไปพลาง ๆ จากนั้นก็กลับมานั่งอยู่ที่เดิม สายตายังคงเฝ้าคอยคนที่รักอยู่ตลอด

พอเวลาประมาณหกโมงเย็น ปณัฐดาลุกขึ้นทันที เดินมายืนข้าง ๆ รั้วเหล็กที่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่สนามบินกั้นไว้ให้เหล่าบรรดาญาติมารับผู้โดยสาร หญิงสาวทอดสายตาไปทั่ว ๆ บริเวณประตูผู้โดยสารขาเข้าจุดบินระหว่างประเทศอยู่ตลอด แต่ก็ไม่มีวี่แววคู่หมั้นหนุ่มเลยสักนิด แม้ว่าจะได้ยินเจ้าหน้าที่ประกาศชื่อเที่ยวบินที่รอยคีนส์โดยสารมาก่อนแล้ว แต่ก็ไม่เห็นมีเงาของเขาเดินทางมากับสายการบินที่ประกาศไว้เลย

เวลาผ่านไปสิบห้านาที หญิงสาวก็รู้สึกกระวนกระวายและหดหู่ใจขึ้นมาเป็นระยะ ๆ แต่ก็ยังบอกกับตัวเองเสมอว่า หลายเดือนที่ผ่านมา เธอยังรอเขาได้ หกชั่วโมงเต็ม ๆ ที่นั่งรออยู่ที่สนามบินก็ยังทำได้ ทำไมเธอจะนั่งรอเขาต่ออีกหนึ่งชั่วโมงไม่ได้ ใจหนึ่งก็พยายามคิดว่าสายการบินที่คู่หมั้นหนุ่มเดินทางมานั้นอาจจะมีปัญหา หรือไม่ก็คงจะวุ่นวายกับการติดต่อกับฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง

ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ก็ยังไม่มีวี่แววว่าที่คู่หมั้นจะกลับมา ปณัฐดาถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง คิดว่าเขาคงไม่กลับมาหาเธอเสียแล้ว ใจก็เศร้าไม่น้อย อยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าร้อง เพราะไม่อยากให้คนในบริเวณนั้นเห็นน้ำตาของตน และก็เลือกที่จะเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม เพื่อที่จะนั่งรอเขาต่ออีกครึ่งชั่วโมง หากว่าอีกครึ่งชั่วโมงเขายังไม่กลับมา เธอก็จะกลับไปคอนโดพี่สาวเหมือนเก่า ซึ่งก็วางแผนไว้ว่าพรุ่งนี้เช้าก็คงจะไปหางานทำอย่างที่ตั้งใจเอาไว้

ขณะที่กำลังหันหลังและเดินกลับไปนั่งที่เดิม เสียงของใครคนหนึ่งร้องเรียกชื่อมาแต่ไกล

“ปณัฐดา! รอผมก่อน”

หญิงสาวหยุดอยู่กับที่และก็ค่อย ๆ หันไปมองเจ้าของเสียง พอรู้ว่าเป็นเขาที่เฝ้ารอคอยมานานหลายเดือน น้ำตาเจ้ากรรมที่แอบกลั้นเอาไว้ก็ไหลเอ่อเบ้าทันที เขากลับมาหาเธอจริง ๆ ด้วย ชายหนุ่มคนรักกลับมาตามสัญญาที่ให้ไว้ รอยยิ้มปนน้ำตายังอยู่เต็มใบหน้า หญิงสาวเดินกลับมาหาชายหนุ่มด้วยความดีใจ พอคู่หมั้นหนุ่มเดินมาถึงก็เข้าโอบกอดเธอทันที


 




“ผมขอโทษที่มาช้าไปหน่อย พอดีผมหากระเป๋าอีกใบไม่เจอ ก็เลยต้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยตามหาให้ครับ คุณคงไม่โกรธนะที่ผมมาช้าไปนิด”

หญิงสาวมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สามใบที่ซ้อนเรียงรายกันอยู่บนรถเข็น และอมยิ้มไปด้วย

“ไม่ค่ะ ณัฐรอได้ และตั้งใจจะรอคุณจนถึงหนึ่งทุ่มค่ะ”

“ขอบคุณครับ ว่าแต่คุณมารอผมนานไหมครับ”

“ตั้งแต่บ่ายโมงค่ะ”

“โอ้โห! คุณรอผมหกชั่วโมงเหรอนี่”

“ค่ะ แต่เวลาผ่านไปแป๊บเดียวเองค่ะ ไม่นานเลย”

“เหนื่อยไหมที่รัก ผมขอโทษที่คุณต้องรอนาน” รอยคีนส์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงเธออยู่มาก เพราะไม่คิดว่าเธอจะมารอคอยเขาตั้งแต่ตอนบ่าย

ปณัฐดาส่ายหัวเบา ๆ “ไม่เหนื่อยค่ะ ว่าแต่คุณเหนื่อยไหมคะ”

“นิดหน่อยครับ แต่พอเห็นหน้าคุณก็หายเหนื่อยแล้ว”

“ปากหวานจังเลยนะคะ”

“ถ้าผมจะหวานก็เพื่อคุณคนเดียวเท่านั้น”

รอยคีนส์ยิ้มอย่างสุขใจและก็สบตาหญิงสาวไปด้วย แม้ว่าเธอจะชินกับสิ่งที่ได้ยินบ่อย ๆ แต่บางครั้งก็เขินอายไม่น้อย

“ให้ณัฐช่วยเข็นกระเป๋าให้นะคะ” มือสองข้างขยับมาจับรถเข็น

“ไม่ต้องเลยครับ มันหนักมาก คุณเดินข้าง ๆ ผมก็พอ เดี๋ยวเราไปหาเช่ารถด้วยกัน”

ปณัฐดาพยักหน้าเบา ๆ เพราะเรื่องเช่ารถที่สนามบินเธอไม่รู้เอาเสียเลย จะรู้ก็แต่รถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านไปมาบนท้องถนนเท่านั้น หญิงสาวหันไปมองป้ายประกาศของแต่ละบริษัทที่มีรถให้เช่าบริการส่งผู้โดยสารในสนามบินไปด้วย

“คุณอยากนั่งรถอะไรล่ะ” คู่หมั้นหนุ่มหันมาถามเบา ๆ

“รถอะไรก็ได้ค่ะ ณัฐนั่งได้หมด”

“ครับ รอแป๊บนะครับ”

จากนั้นรอยคีนส์ก็เข้าไปติดต่อเกี่ยวกับรถบริการของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งให้ไปส่งที่โรงแรมซึ่งเธอได้จองเอาไว้ ปณัฐดาจดที่อยู่ของโรงแรมให้เจ้าหน้าที่ และก็มีการตกลงราคากันจนเสร็จ จากนั้นพนักงานของบริษัทรถเช่าคนหนึ่งก็ช่วยเข็นกระเป๋าให้ชายหนุ่ม และก็เดินมาส่งที่รถเบนซ์คันหรูซึ่งจอดเอาไว้ด้านหน้าของอาคาร โดยที่ที่มีพนักงานขับรถออกมาทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเองด้วย



 



ปณัฐดาเอ่ยทักทายกับพนักงานขับรถอย่างเป็นกันเอง และก็ยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ คู่หมั้นหนุ่ม ในขณะนั้นเธอทำท่าจะเข้าไปช่วยพนักงานยกกระเป๋า แต่ก็ถูกปฏิเสธด้วยถ้อยคำสุภาพ

“ไม่ต้องครับคุณ เชิญคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายเข้าไปนั่งข้างในรถได้เลยครับ”

พนักงานขับรถบอก และก็วิ่งไปเปิดประตูรถให้เธอและรอยคีนส์อย่างรู้หน้าที่ ซึ่งรอยคีนส์ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณตามมารยาท และก็หยิบเงินในกระเป๋ายื่นให้พนักงานที่เข็นกระเป๋าเป็นค่าทิปก่อนที่จะมานั่งด้านในรถข้าง ๆ กับเธอ

เมื่อรถวิ่งมาถึงโรงแรมที่จองเอาไว้ พนักงานขับรถก็ช่วยยกกระเป๋าออกจากประถุนรถด้านหลัง โดยที่มีพนักงานยกกระเป๋าของโรงแรมมาช่วยยกกระเป๋าเดินทางด้วย รอยคีนส์ไม่เคยลืมที่จะหยิบเงินให้ทิปพนักงานขับรถก่อนที่จะเข้าไปด้านในโรงแรม ส่วนปณัฐดาก็ได้แต่ยืนอยู่ข้าง ๆ คู่หมั้นหนุ่ม เพราะไม่เคยชินกับชีวิตแบบนี้

“สวัสดีค่ะ สยามริเวอร์โฮเต็ล ยินดีต้อนรับค่ะ”

พนักงานสาวแสนสวยฝ่ายต้อนรับประนมมือไหว้ พร้อมทั้งกล่าวทักทายรอยคีนส์เป็นภาษาอังกฤษพลางส่งยิ้มให้ปณัฐดานิดหนึ่ง ก่อนที่จะเดินนำมาที่เค้าเตอร์ด้านใน ซึ่งก็มีพนักงานสองสามคนทั้งหญิงและชายส่งยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง

“ไม่ทราบว่าจองห้องไว้หรือยังคะ” พนักงานสาวถามอย่างสุภาพ

“ครับ คู่หมั้นผมจองเอาไว้แล้วครับ ชื่อปณัฐดา”

“คุณปณัฐดา ห้องที่จองเอาไว้คือห้องดีลักษ์คิงไซต์ เป็นห้องที่ติดริมแม่น้ำ ถูกต้องไหมคะ”

“ค่ะ” ปณัฐดาตอบรับ

“ส่วนอีกห้องที่จองไว้อาทิตย์หน้า เป็นห้องที่ติด ๆ กัน ทางเราได้เตรียมไว้ให้แล้วค่ะ” พนักงานสาวบอกรายละเอียดไปพลาง ๆ

“ครับ ห้องนั้นเป็นห้องคุณแม่ของผมเองครับ อาทิตย์หน้าท่านจะบินมาถึงครับ”

พนักงานสาวขอบัตรประชาชนของเธอมาดูนิดหนึ่ง จากนั้นก็ขอดูใบขับขี่และบัตรเครดิตการ์ดของรอยคีนส์ ก่อนที่จะให้ชายหนุ่มกรอกเอกสารต่าง ๆ เสร็จแล้วก็คุยเกี่ยวกับความสะดวกหลายอย่างที่ทางโรงแรมมีให้กับลูกค้าทุก ๆ คน

“อาหารเช้าของเรามีให้ลูกค้าฟรีทุกคนค่ะ ทางโรงแรมของเราจะมีการตั้งโต๊ะสำหรับอาหารเช้าตั้งแต่หกโมงเช้าจนถึงสิบโมงค่ะ ส่วนเรื่องอินเตอร์เน็ตนั้น ทางเรามีคอมพิวเตอร์ให้ลูกค้าได้ใช้ด้วยค่ะ สำหรับห้องของคุณมีอินเตอร์เน็ตในห้องด้วย สระว่ายน้ำนั้นอยู่ชั้นห้านะคะ ซึ่งชั้นห้ามีบริการหลายอย่าง ทั้งสปา ฟิสเนตและศูนย์เสริมความงามสำหรับลูกค้าทุกท่าน ส่วนเรื่องซักรีดนั้นทางโรงแรมของเรามีบริการตลอดค่ะ หากมีอะไรที่อยากจะสอบถามเพิ่มเติม ก็ติดต่อได้ที่เบอร์ศูนย์-ศูนย์-หนึ่ง นะคะ ทางโรงแรมของเรายินดีให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุก ๆ ท่านเสมอค่ะ”

พนักงานสาวแจงรายละเอียดต่าง ๆ พลางยื่นกุญแจห้องสองใบซึ่งเป็นคีย์การ์ดให้เธอและเขาคนละใบ

“ขอบคุณครับ/ขอบคุณค่ะ”

“ห้องพักของคุณอยู่ชั้นเจ็ดนะคะ อยู่ทางด้านซ้ายมือของลิฟต์ค่ะ”

“ขอบคุณครับ/ขอบคุณค่ะ”

จากนั้นพนักงานเข็นกระเป๋าก็เดินนำปณัฐดาและคนรักมาที่ลิฟต์ และก็คอยช่วยเหลือยกเป๋าจนเสร็จเรียบร้อย รอยคีนส์หยิบเงินมอบให้พนักงานคนนี้เป็นทิปน้ำใจ จากนั้นก็ปิดประตูห้องและก็เดินมานั่งที่โซฟาข้าง ๆ เธอ

“โรงแรมนี้สวยมาก ๆ เลยครับ ราคาก็ไม่แพงด้วย ขอบคุณนะครับที่ช่วยจองโรงแรมนี้ให้ผมและคุณแม่”

“ไม่เป็นไรค่ะ ณัฐดีใจที่คุณชอบค่ะ หวังอยู่เหมือนกันว่าคุณแม่คุณคงจะชอบ”

“ท่านชอบอยู่แล้วครับ คุณแม่ของผมไม่เรื่องมากหรอกครับ”

"ค่ะ"

“คุณหิวหรือเปล่าครับ ผมรู้สึกหิวจังเลยครับ อยากทานอาหารไทยที่สุด”

“หิวนิดหนึ่งค่ะ คุณไปอาบน้ำเถอะค่ะ เดินทางเหนื่อย ๆ ร่างกายจะได้สดชื่น”

“ครับ แล้วคุณไม่อาบเหรอครับ”

“อาบค่ะ แต่คุณอาบก่อนเถอะค่ะ ณัฐรออาบหลังคุณดีกว่า”

“ไม่อยากอาบพร้อมผมเหรอครับ เดี๋ยวผมช่วยถูขี้ไคลให้นะ” รอยคีนส์อมยิ้มนิด ๆ เมื่อเห็นแก้มของหญิงสาวแดงเรื่อที่ถูกถามอย่างนี้

“ไม่เอาค่ะ คุณอาบเถอะ เรื่องขี้ไคลณัฐถูทุกวัน คงไม่มีให้ถูแล้วแหละ”

ชายหนุ่มหันมายิ้มให้เธออีกตามเคย และก็ทำตาหวานหยาดเยิ้ม “แน่ใจเหรอครับ”

“ค่ะ แน่ใจค่ะ” หญิงสาวตอบรับพลางยิ้มไปด้วย

จากนั้นชายหนุ่มก็เดินเข้าไปที่ห้องน้ำ โดยทิ้งให้หญิงสาวนั่งดูรายการทีวีไปพลาง ๆ เมื่อเขาอาบน้ำเสร็จแล้วก็ถึงทีที่เธอจะต้องเข้าไปอาบน้ำบ้าง โดยที่คู่หมั้นหนุ่มนั่งดูทีวีฆ่าเวลาเช่นเดียวกัน

พอแต่งตัวกันเสร็จแล้วก็พากันออกมาหาอาหารรับประทาน ทั้งเธอและเขาไม่ได้รับประทานอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรม และก็เลือกที่จะไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารติด ๆ กับแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะอยากเดินเที่ยวชมบรรยากาศยามค่ำคืนในเมืองกรุงด้วย

“อาหารอร่อยไหมครับ” รอยคีนส์ถามพลางสบตาคนรักไปด้วย

“อร่อยค่ะ แล้วคุณล่ะ ชอบไหมคะ”

“ชอบสิครับ ผมไม่ได้ทานอาหารไทยหลายเดือนแล้ว คิดถึงอาหารไทยที่สุด อยู่ที่เกาหลีใต้ผมทานแต่กิมจิตลอด พอมาเจออาหารไทยอย่างนี้รู้สึกว่าเปลี่ยนรสชาติไปเยอะทีเดียว ผมว่าอาหารไทยเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก บอกตรง ๆ นี่แหละคือเหตุผลที่ผมเลือกที่จะแต่งงานกับคนไทย เพราะผมรักความเป็นไทย และชอบอาหารไทยที่สุดครับ”

คำพูดของรอยคีนส์ทำให้ปณัฐดาระบายยิ้มออกมาอย่างสุขใจ อดปลื้มใจไม่ได้ที่ชายหนุ่มคนรักจะรักเมืองไทยขนาดนี้

“ณัฐดีใจที่คุณชอบอาหารไทยค่ะ มีชาวต่างชาติน้อยคนนักที่จะทานอาหารเผ็ด ๆ และทานได้ทุกอย่างแบบคุณ”

“ผมทานได้หมดครับ อาหารทุกอย่างที่คุณชอบ ผมก็ชอบทั้งนั้น ยกเว้นตับทุกชนิดและทุเรียนสดนะครับ แต่ถ้าเป็นทุเรียนอบผมทานได้ครับ ชอบมาก ๆ ”

รอยยิ้มสดใสเปล่งประกายบนใบหน้าคนรัก ทำให้ปณัฐดาพลอยสุขใจไปด้วย เพราะสิ่งที่คู่หมั้นหนุ่มพูดนั้นเป็นความจริงทุกอย่าง ไม่มีอาหารไทยชนิดใดที่ชายหนุ่มจะปฏิเสธ ก็คงมีเพียงตับทุกชนิดและทุเรียนสดเท่านั้น แม้จะเคยลองรับประทานครั้งหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ประทับใจในรสชาติมากนัก ส่วนอาหารชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นส้มตำปลาร้า หรืออาหารเปิดพิสดารต่าง ๆ คู่หมั้นหนุ่มรับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อยและไม่เคยบ่นเลยสักคำ

ขณะที่นั่งรับประทานอาหารกันอยู่นั้น ชายหนุ่มหันมาคุยเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าไปด้วย

“เห็นคุณแม่ผมบอกว่าเอกสารทางฝ่ายอิมมิเกรชั่นที่อเมริกาเพิ่งได้รับเดือนที่ผ่านมาครับ เอกสารทุกอย่างผ่านไปด้วยดี”

“แล้วแบบนี้เราต้องไปสถานทูตหรือเปล่าคะ”

“ต้องไปครับ แต่ต้องรอวันจันทร์ ไม่ทราบว่าคุณได้เตรียมเอกสารทุกอย่างพร้อมหรือเปล่า”

“ค่ะ เอกสารทุกอย่างพร้อม แต่ยังอยู่ที่บ้านพี่สาวค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้กลับไปเอาดีไหมคะ”

“ดีเหมือนกันครับ ผมเองก็อยากไปทักทายพี่น้องคุณด้วย”

“คืนนี้ผมจะโทรถามข่าวคราวเรื่องวีซ่าของคุณกับคุณแม่สักหน่อย เพราะตอนนี้ที่อเมริกาเป็นช่วงกลางวันครับ”

“ค่ะ ใช้มือถือณัฐโทรก็ได้นะคะ โทรได้ตลอด แต่เราต้องซื้อบัตรเติมเงินใส่เองค่ะ คิดว่าคุณคงคุยได้หลายนาที”

“ครับ ไว้ขากลับเราแวะที่เซเว่นอีเลฟเว่นนะครับ พอดีผมจะแวะซื้อของใช้ส่วนตัวสักหน่อย”

“ค่ะ”

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทั้งเธอและเขาก็เดินเข้าไปซื้อของที่ร้านเซเว่นฯ จากนั้นก็พากันกลับมาที่โรงแรม โดยที่ปณัฐดาช่วยต่อเบอร์โทรศัพท์ให้ชายหนุ่มด้วย

“สายว่างแล้วค่ะ”

“ขอบคุณครับ”

ปณัฐดายังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ คู่หมั้นรอฟังข่าวคราวต่าง ๆ แม้ว่าใจของเธอจะแอบลุ้นเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าอยู่บ้าง แต่อีกใจหนึ่งก็ทำใจไว้เหมือนกัน เสียงคุยของคู่หมั้นหนุ่มปนเสียงหัวเราะทำให้หญิงสาวพลอยสุขใจไปด้วย

“ผ่านจริง ๆ เหรอครับ คุณแม่ไปทำยังไงถึงผ่านเร็วจัง”

“แม่ก็มีวิธีของแม่สิ คีนส์หายห่วงได้แล้วนะลูก” เสียงของคุณแม่คนรักเล็ดลอดมาตามสาย

“อย่าบอกนะว่า...................” ชายหนุ่มเดาใจคุณแม่ออกตลอด

“ไม่ต้องไปคิดมากเลยลูก เอาเป็นว่าแม่ฝากบอกณัฐด้วยนะว่า วีซ่าของเธอผ่านแล้ว ไว้ไปถึงเมืองไทยแม่จะเล่าให้ฟังว่าแม่ทำอะไรบ้าง เอกสารของณัฐถึงผ่านเร็ว แม่จะเอาเอกสารที่ทางอิมมิเกรชั่นส่งมาให้พกติดตัวไว้ตลอด จะรักษาด้วยชีวิตเลย จะไม่ให้หายเด็ดขาด อีกไม่กี่วันก็คงจะได้เจอกันแล้ว ว่าแต่คีนส์เถอะ จะให้แม่เอาอะไรไปด้วยไหมล่ะ" 

 



 



นับวันตั้งแต่เดินเรื่องวีซ่าคู่หมั้นนั้น ทั้งเธอและเขาใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนเต็ม ๆ อันเนื่องมาจากเอกสารไม่สมบูรณ์หลายจุด ทำให้ต้องส่งเอกสารกลับไปกลับมาระหว่างประเทศไทยและประเทศเกาหลีใต้อยู่ตลอด กว่าเอกสารจะสมบูรณ์ทุกอย่างก็ใช้เวลาหลายวันทีเดียว ซึ่งก็เป็นเดือนสุดท้ายที่คู่หมั้นหนุ่มได้ส่งเรื่องไปถึงฝ่ายอิมมิเกรชั่นที่ประเทศอเมริกา และก็ไม่น่าเชื่อที่ทางอิมมิเกรชั่นจะส่งเอกสารตอบรับเร็วขนาดนี้

“ขอบคุณ คุณแม่มากครับ งั้นผมอยากให้คุณแม่เอาเอกสารต่าง ๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินของเราทั้งหมดมาด้วย เอกสารการถือหุ้นทุกอย่างของผม แล้วก็อย่าลืมโทรบอกมิสเตอร์สมิทที่เท็กซัสด้วยนะครับ ให้เขาส่งเอกสารสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับที่ดินของเราที่นั่นมาให้ผมด้วยนะ ผมคิดว่าเราต้องใช้เอกสารหลายอย่างเป็นหลักฐานการันตีในการขอวีซ่าให้ปณัฐดาในทางนี้ด้วย แม้ว่าทางอิมมิเกรชั่นที่อเมริกาจะให้ผ่านแล้ว แต่ผมคิดว่าทางสถานทูตอเมริกันที่เมืองไทยอาจจะขอดูเอกสารสำคัญเพิ่มเติมอีกครับ”

“จ้ะ เดี๋ยวแม่จะเอาไปให้นะจ้ะ ตอนนี้แม่กับจอห์นจัดกระเป๋ากันเรียบร้อยแล้วแหละ” จอนห์ที่คุณแม่คนรักเอ่ยถึงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นพ่อเลี้ยงของชายหนุ่มนั่นเอง

“ดีครับ จัดไว้แต่เนิ่น ๆ ดีแล้ว ในวันเดินทางจะได้ไม่มีปัญหา”

“แล้วคีนส์อยากให้แม่เอาอะไรไปฝากณัฐไหมล่ะ”

“เอาแค่รูปถ่ายรอบ ๆ บ้านมาให้ณัฐดูด้วยนะครับ ครอบครัวของเขาจะได้รู้ว่าผมพาเธอไปอยู่แบบไหน ผมอยากให้เขาเห็น จะได้เชื่อมั่นว่าผมไม่พาเธอไปลำบาก”

“ไม่ต้องห่วงหรอกลูก แม่เอาอัลบั้มรูปใส่กระเป๋าไว้เรียบร้อยแล้ว แม่กะไว้แล้วว่าคีนส์ต้องคิดอย่างนั้น”

“ขอบคุณครับ ไว้คุณแม่มาถึงเมืองไทย หากเดินเรื่องวีซ่าและจัดงานแต่งงานของผมกับณัฐเสร็จแล้ว ผมจะพาคุณแม่และจอห์นไปเที่ยวให้สนุกเลย”

“จ้ะ ยังไงค่อยเจอกันนะ จำวันเวลาสายการบินที่แม่นั่งได้หรือเปล่าล่ะ”

“ครับ จำได้ครับ วันที่หกสิงหาคม เครื่องลงเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบิน A-2460 ถูกต้องไหมครับ”

“ถูกต้องจ้ะ ตอนนี้แม่ตื่นเต้นจังเลยลูก อยากไปเห็นเมืองไทยและคนไทยมากที่สุด แม่อยากรู้ว่าสิ่งที่คีนส์เล่าให้แม่บ่อย ๆ นั้นมันจะจริงแค่ไหน”

“ครับ ยังไงก็อย่าลืมขอใบรับรองแพทย์มาด้วยนะครับ เพราะคุณแม่ต้องพกเครื่องช่วยหายใจติดตัวมาด้วย ผมเกรงว่าทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของแต่ละประเทศจะมีปัญหา”

“เรื่องนั้นคีนส์ไม่ต้องห่วงหรอกลูก แม่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วจ้ะ”

มิสซิสเมเบิ้ลคุณแม่ของคู่หมั้นหนุ่มนั้นอายุมากแล้ว สุขภาพไม่ค่อยจะดีมากนัก ปณัฐดาได้ยินคนรักเล่าให้ฟังบ่อย ๆ ว่า ทุก ๆ ค่ำคืนคุณแม่คนรักมักจะใช้เครื่องช่วยหายใจในการหายใจตลอด เพราะถ้าไม่มีเครื่องช่วยหายใจจะทำให้หายใจลำบาก และไม่สามารถหลับนอนได้ ซึ่งก็อาจจะส่งผลกระทบให้กับสุขภาพในภายหลังได้

“ผมขอให้คุณแม่เดินทางปลอดภัยนะ ไว้สักสองสามวันผมจะโทรมาใหม่นะครับ”

“จ้ะ แม่รักลูกนะ บอกณัฐด้วยว่าแม่รักเธอมาก”

“ครับ ผมกับณัฐก็รักคุณแม่เช่นกันครับ ฝากความคิดถึงไปให้จอห์นด้วยนะครับ”

ปณัฐดานั่งมองคนรักอย่างสุขใจ ถึงจะได้ยินเสียงคุยกันมาตลอด แต่เธอก็ยังอยากได้ยินคู่หมั้นเล่าให้ฟังอีกครั้ง รอยคีนส์ขยับมานั่งข้าง ๆ หญิงสาว พลางเอามือโอบกอดร่างบอบบางไปด้วย

“ผมมีข่าวดีจะบอกคุณ”

“ข่าวดีอะไรคะ”

“ทางอิมมิเกรชั่นส่งหนังสืออนุมัติให้คุณเดินทางไปอเมริกาได้แล้วครับ” ใบหน้าของชายหนุ่มเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและความดีใจ แววตาสดใสเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยิน

“ผ่านจริง ๆ เหรอคะ ทำไมเร็วจังเลย”

“คุณแม่ผมไม่ยอมบอกว่าทำอะไร ท่านบอกว่าไว้บินมาถึงจะเล่าให้ฟังครับ”

“ณัฐฝากขอบคุณ คุณแม่คุณด้วยนะคะ”

“ครับ ผมขอบคุณท่านแล้วครับ ว่าแต่ณัฐกลัวไหมที่จะไปอยู่ที่โน้นกับผม”

“ไม่ค่ะ ณัฐไม่กลัวหรอก ณัฐรู้ว่าคุณรักณัฐ และณัฐก็รักคุณ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ”

“บอกไว้ก่อนนะว่า ผมไม่ได้ร่ำรวย แต่ผมสัญญาจะเลี้ยงดูคุณให้ดีที่สุด”

“ค่ะ ณัฐไม่กลัวอดอยากหรอกค่ะ ขอแค่มีความรักความเข้าใจกัน จะยากจนลำบากแค่ไหน ณัฐก็ทนได้”

“ตกลงเรื่องแต่งงานของเราจะเอายังไงดีครับ” ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะถามไถ่เรื่องงานแต่งงานด้วย

“ณัฐก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรเลยค่ะ”

“คุณแม่ผมบินมาถึงวันที่ 6 นี้ วันที่ 7 เราเอาเอกสารทุกอย่างไปยื่นที่สถานทูตอเมริกันดีไหมครับ รอเอกสารสำคัญที่คุณแม่เอามาจากอเมริกาด้วย เรื่องจะได้ผ่านเร็ว ๆ”

“ค่ะ”

“วันที่ 12 สิงหาเป็นยังไงครับ ตรงกับวันแม่แห่งชาติของไทยด้วย บังเอิญผมเห็นในป้ายประกาศที่สนามบินนะครับ ว่าแต่คุณอยากจัดงานใหญ่โตหรือเปล่าล่ะ”

“วันที่ 12 สิงหาเป็นวันดีเลยค่ะ เพราะพี่ ๆ ของณัฐได้หยุดวันนั้นหลายคนค่ะ คงได้ไปช่วยงานกันทุกคน สำหรับเรื่องงานแต่งงานนั้น ณัฐว่าเราไม่ต้องจัดใหญ่โตหรอกค่ะ เอาแค่ญาติพี่น้องคนรู้จักดีไหมคะ เพราะเราก็ต้องรีบกลับมากรุงเทพด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าเรื่องวีซ่าจะถูกเรียกสัมภาษณ์วันไหนกันแน่ อีกอย่างพอไปถึงอเมริกาเราก็ต้องจัดงานแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกันที่นั่นอีกใช่ไหมคะ”

“ครับ ถูกต้องครับ ว่าแต่วันที่ 12 ตรงกับวันเสาร์ คุณถือฤกษ์ถือยามหรือเปล่าล่ะ”

“วันที่ 12 สิงหาเป็นวันฤกษ์ดีทีเดียวค่ะ ณัฐคุยกับพี่กันต์ไว้บ้างแล้ว”

“งั้นก็เอาตามนี้ดีกว่าครับ คุณโทรบอกพี่สาวได้เลยนะครับ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วงนะ ผมดูแลเอง”

“ค่ะ เดี๋ยวไว้พรุ่งนี้เช้าณัฐจะโทรไปบอกพี่สาวนะคะ จะได้ให้ทุก ๆ คนเตรียมพร้อมเอาไว้”

“ครับ แล้วเรื่องสินสอดทองหมั้นล่ะครับ คุณจะให้ผมเตรียมอะไรบ้าง ผมรู้นะว่าประเพณีไทยจะต้องมีเรื่องสินสอดด้วย”

ปณัฐดาอมยิ้ม “ตามประเพณีของไทยจะต้องมีสินสอดทองหมั้นด้วย แต่ในกรณีของณัฐ ผู้หญิงที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ ณัฐไม่เอาสินสอดและอะไรทั้งนั้นค่ะ ณัฐขอแค่หัวใจและความรักจากคุณ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ”

“มันจะดีเหรอครับ แบบนี้ญาติพี่น้องของคุณจะตำหนิผมได้นะ”

ปณัฐดาเอื้อมมาจับมือคนรัก มองหน้าเขาด้วยความรักด้วยหัวใจ

“รอยคีนส์ค่ะ อย่าไปคิดมากเรื่องนี้นะคะ ณัฐไม่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาคุณก็ดูแลเอาใจใส่ณัฐดีมาตลอด ไม่รู้จะเอาไปทำไมสินสอดทองหมั้น เงินทองไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเสมอไป ที่สำคัญพ่อกับแม่ของณัฐก็เสียชีวิตหมดแล้ว ณัฐอยากให้คุณเก็บเงินไว้ดีกว่าค่ะ ไว้สร้างอนาคตสองเรา”

“แล้วแบบนี้พี่ ๆ ของคุณไม่ว่าเหรอครับ เรื่องหน้าตาครอบครัวของคุณล่ะ”

“ณัฐคุยกับพี่กันต์แล้วค่ะ พี่กันต์ไม่ว่าอะไร บอกว่าตามใจณัฐ ส่วนพี่ ๆ คนอื่น ๆ ก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกนะคะ ขอแค่คุณดูแลและรักณัฐให้มากที่สุด แค่นี้แหละณัฐต้องการ”

“งั้นก็ตามใจคุณนะ สำหรับผมยังไงก็ได้ที่คุณต้องการ ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

ครอบครัวของปณัฐดาไม่มีลูกสาวคนไหนที่แต่งงานแล้วไม่มีสินสอดทองหมั้น และลูกสาวทุกคนต่างก็มีงานใหญ่โตมีหน้ามีตาทั้งนั้น คงจะมีเพียงเธอเท่านั้นที่แตกต่างจากหลาย ๆ คน และสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง

สินสอดทองหมั้นสำหรับคนแถวบ้านของเธอนั้น เป็นประเพณีที่สืบทอดกันยาวนาน และก็เหมือนกับเครื่องวัดระดับฐานะของผู้ชายที่แต่งงานกับลูกสาวของตน ซึ่งก็มีหญิงสาวหลายคนที่แต่งงานล้วนแต่เรียกสินสอดแพง ๆ ทั้งนั้น หลายครอบครัวต่างก็หวังอยากมีหน้ามีตาโดยการเรียกสินสอดแพง ๆ แข่งกัน ซึ่งก็มีหลายคู่สมรสที่อยู่กินกันไม่รอด ต่อให้สินสอดที่เรียกเก็บแพงแค่ไหน ก็ไม่มีค่าเท่ากับหัวใจที่คงมั่นของคนสองคน และเธอก็คงเป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่ไม่ได้เรียกสินสอดจากเจ้าบ่าวแม้แต่บาทเดียว

ปณัฐดารักรอยคีนส์ที่ใจ ไม่ได้รักที่เงินและความเป็นต่างชาติของเขา แม้ว่าชายหนุ่มจะอายุห่างกับเธอแค่เพียงหกปี แต่ความรับผิดชอบที่มีนั้น รอยคีนส์มีมากกว่าอายุเสียอีก หญิงสาวยอมรับว่ามีความสุขและภูมิใจที่ได้แต่งงานกับคนที่ตัวเองรัก และก็รู้มาตลอดว่าสามารถฝากชีวิตไว้กับผู้ชายคนนี้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ร่ำรวย แต่เธอก็รักทุกอย่างที่เป็นเขา ที่สำคัญคู่หมั้นหนุ่มรักและให้เกียรติเธอเสมอ




 










 




Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones