ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article

 

 

 



 




วันนี้ฉันทำงานเสร็จเร็วเป็นพิเศษ แม้ว่าในช่วงกลางเดือนบริษัทจะยุ่งมาก เพราะมีลูกค้ามาซื้อสินค้าหลายคน แต่เรื่องการดูแลด้านการเงินเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยากอะไรสำหรับฉัน ช่วงที่มีเวลาว่างจากการทำงาน ฉันเองก็ไม่เคยนิ่งดูดาย รีบออกมาช่วยผู้จัดการขายสตอเบอรี่เคลือบช็อคโกแล็ตด้านหน้าบริษัท ซึ่งบริษัทของฉันได้ทำสตอเบอรี่เคลือบช็อคโกแล็ตขายเพื่อหาทุนช่วยเหลือกองทุนผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ ซึ่งโรคนี้หากใครเป็นจะเจ็บปวดทรมานยิ่งนัก ฉันเองก็ไม่อยากเห็นผู้คนต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคเหล่านี้ อยากให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงมีชีวิตที่มีความสุข ทั้งนี้ทั้งนั้นฉันก็ได้แต่คิดและภาวนาอยากให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับทุกคน แต่ความจริงนี่สิกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ฉันภาวนาเสมอไป ฉันรับรู้ผ่านผู้จัดการมาว่า ผู้คนที่เป็นโรคเหล่านี้ต่างก็ล้วนแต่ต้องการเงินสนับสนุนช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ทุก ๆ ครั้งที่มีลูกค้าจ่ายค่าสินค้าเสร็จแล้วเดินผ่านหน้าเค้าเตอร์ไปยังประตูทางออก ผู้จัดการและฉันต่างก็ร้องเรียกลูกค้าด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง

"Chocolate covered strawberries for sale. We raised money for MS." (Multiple Sclerosis)

เหล่าบรรดาลูกค้าที่เดินผ่าน ก็มักจะเข้ามาช่วยอุดหนุนสตรอเบอรี่เคลือบช็อคโกแล็ตอยู่เสมอ ลูกค้าบางคนแม้จะไม่ได้อุดหนุน แต่ก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยเหล่านี้ด้วย ซึ่งฉันเองก็อดที่จะชื่นชมน้ำใจของคนใจบุญเหล่านี้ไม่ได้ เพราะเวลาที่ฉันเห็นคนทำสิ่งดี ๆ ช่วยเหลือสังคม สิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันนึกถึงภาพชีวิตในเมืองไทยอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะบ้านเกิดที่ฉันจากมา ผู้คนมีน้ำใจช่วยเหลือกันอยู่มากทีเดียว

ทุก ๆ หนึ่งชั่วโมงของการทำงาน ผู้จัดการของฉันและเพื่อน ๆ คนใดที่มีเวลาว่างจากงานที่ทำอยู่ พวกเราต่างก็ออกมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เวลาที่มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนสตรอเบอรี่เคลือบช็อคโกแล็ต พวกฉันก็ช่วยกันดูแลลูกค้าอย่างดี พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณด้วยถ้อยคำที่สุภาพอยู่เสมอ

"Thank you, Sir/Ma'am. Have a great weekend."

เดือนนี้ทางบริษัทของฉันมีโครงการหาเงินช่วยเหลือกองทุนผู้ป่วยโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบทั้งเดือน โดยพวกเราตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะพยายามหาเงินทุนให้ได้ประมาณสามพันเหรียญ ฉันยอมรับว่ามีความสุขกับการได้ทำงานในบริษัทนี้ และสุขใจทุกครั้งที่ทางบริษัทมีกิจกรรมดี ๆ ให้ฉันและเพื่อน ๆ ได้ร่วมด้วยช่วยสังคม ไม่ว่าจะการช่วยเหลือทางตรงหรือทางอ้อม แต่ฉันก็ยอมรับว่าชอบทุก ๆ อย่างที่ได้ทำกับบริษัท

บรรยากาศในเมืองที่ฉันอาศัยอยู่หนาวเย็นอยู่ตลอด ยิ่งยามที่พระอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวหายลับไปในปลายฟากฟ้า อากาศก็ยิ่งหนาวยะเยือก ฉันและเพื่อน ๆ รวมทั้งผู้จัดการไม่เคยยอมแพ้กับความหนาว เพราะความสุขกับการได้ทำในสิ่งดี ๆ เพื่อสังคมเหมือนกำลังใจสำคัญที่ทำให้พวกฉันยืนตาก-ลมสู้ทนกับความหนาวข้างนอกได้เป็นอย่างดี

ช่วงระหว่างที่รับเงินจากชราคนหนึ่งซึ่งช่วยอุดหนุนสตรอเบอรี่เคลือบช็อคโกแล็ตสองชุด สายตาของฉันก็อดที่จะมองใบหน้าชายชราคนนั้นไม่ได้ นัยน์ตาของชายชราทำให้ฉันคิดถึงพ่อจับใจ ฉันไม่รู้เป็นไรคิดถึงพ่อได้ตลอด คิดถึงได้ทุก ๆ ครั้งยามที่ฉันเห็นคนแก่คนเฒ่าเดินผ่านตรงหน้า บางครั้งฉันมักจะคิดเสมอว่า ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ ปีนี้พ่อก็คงจะอายุประมาณ 86 ปี 

 

ใช่สิวันนี้เป็นวันเกิดของพ่อ พ่อเกิดวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2467 ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ ในจังหวัดสุรินทร์ติดเขตชายแดนไทยและกัมพูชา พ่อเป็นบุตรชายคนโตของปู่และย่า โดยที่มีน้องชายเพียงคนเดียวเท่านั้น ครอบครัวของพ่อมีความสุขตามแบบวิถีชีวิตคนบ้านนอกที่ห่างไกลความเจริญ แต่ก็เป็นความสุขที่พ่อและครอบครัวพึงพอใจ

ในหมู่บ้านของพ่อ ถ้าจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ต้องใช้เกวียนเท่านั้น ซึ่งสมัยนั้นรถเครื่องก็ไม่เคยได้เห็นเลยสักครั้ง แม้ว่าพ่อจะเกิดในครอบครัวที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ไม่ได้มีเทคโนโลยีเหมือนคนที่เกิดในสมัยใหม่ แต่สำหรับแล้ว พ่อเป็นผู้ชายที่น่าอิจฉาที่สุด เพราะพ่อมีชีวิตได้อยู่กับธรรมชาติ และมีชีวิตอยู่ถึงสี่แผ่นดิน

สี่แผ่นดินที่พ่อมีชีวิตอยู่ ก็คือตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 6 จนถึงรัชกาลที่ 9 พ่อเสียชีวิตเมื่ออายุ 74 ปี ซึ่งเป็นปีที่ฉันกำลังโตเป็นสาว เริ่มเรียนรู้ชีวิตในโลกภายนอกในเมืองใหญ่ ฉันยอมรับว่า แม้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน ฉันก็ยังจำเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับพ่อได้เป็นอย่างดี

สมัยที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ พ่อเล่าให้ฉันฟังว่า เมื่อครั้งที่ท่านเกิดได้หนึ่งปีกว่า ๆ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสวรรคต ตอนนั้นพ่อยังเด็กมาก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมืองของเรา พ่อรับรู้จากปู่ว่า พอพ่ออายุได้ปีกว่า ๆ พระองค์ท่านก็ทรงสวรรคต พ่อภูมิใจที่เกิดมามีวาสนาได้ใช้ชีวิตอยู่ใต้แผ่นดินของพระองค์ท่าน นับว่าเป็นบุญวาสนาของพ่ออยู่มากทีเดียว

หลังจากรัชกาลที่ 6 ทรงสวรรคตได้ไม่นาน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ 7 คอยดูแลปวงชนชาวไทยให้มีความสุข ครอบครัวของพ่อไม่เคยรู้เหตุการณ์เกี่ยวกับเมืองไทยมากนัก โดยเฉพาะข่าวสารเกี่ยวกับคนเมืองกรุง เพราะหมู่บ้านที่พ่ออาศัยอยู่นั้น มิได้อยู่ใกล้เมืองใหญ่ในตัวจังหวัดสุรินทร์ ครอบครัวของพ่อจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับคนในเมืองใหญ่ ๆ ก็ต่อเมื่อไปจ่ายตลาดในเมืองสุรินทร์เท่านั้น ซึ่งเหล่าแม่ค้าที่ปู่กับย่าไปค้าขายจะบอกเล่าให้ฟังอีกที

ในสมัยที่พ่อยังเด็ก เมืองไทยและกัมพูชายังคงไปมาหาสู่กันเหมือนปกติ พี่น้องคนไทยและคนกัมพูชาในเขตชายแดนมิเคยมีอะไรบาดหมางใจกัน คนกัมพูชามีพี่น้องอยู่ฝั่งไทย ซึ่งก็เหมือนกับคนไทยมีพี่น้องอยู่ในเขตฝั่งกัมพูชา ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในเขตชายแดนไทยกัมพูชาต่างก็ผูกพันกันฉันท์พี่น้องเสมอ คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันตลอด

พ่อไม่เคยปฏิเสธเลยว่า ยุคเก่าก่อนตระกูลของปู่กับย่าเคยตั้งรกรากมีชีวิตอยู่ในกัมพูชามานานแสนนานก่อนที่จะย้ายมาอยู่เมืองสุรินทร์ในยุคหลัง ๆ และด้วยเหตุนี้ทำให้ปู่กับย่าผูกพันและคุ้นเคยกับผู้คนในกัมพูชาอยู่มาก ในสมัยที่ปู่กับย่ายังมีชีวิตอยู่ ท่านทั้งสองเดินทางไปค้าขายที่กัมพูชาเป็นประจำ และก็ซื้อสินค้ามาจากประเทศกัมพูชาหลายอย่าง เพราะในยุคสมัยนั้น ประเทศกัมพูชาจัดว่าเจริญมากทีเดียว ผลพวงก็คงจะมาจากกัมพูชาเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ทำให้มีชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่มาก และตามความเชื่อของคนยุคเก่า ๆ มักจะพูดเสมอว่า "ที่ไหนมีฝรั่งอาศัยอยู่ ที่นั่นก็จะพัฒนาความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น" ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรที่จะมีคนไทยในเขตชายแดนเดินทางไปมาหาสู่ค้าขายกับคนกัมพูชาอยู่ตลอด

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชีวิตของพ่อมีขึ้นมีลงเป็นธรรมดาเหมือนกับชีวิตของใครหลาย ๆ คน แม้ว่าช่วงเวลานั้น ๆ เมืองไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองต่าง ๆ เกิดขึ้น และมีการเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ อย่าง แต่พ่อก็ยังเป็นพ่อของฉันคงเดิม ไม่ว่าจะผ่านความทุกข์จากการพลัดพราก ผ่านความเจ็บปวดจากการสูญเสียและสูญสิ้นทุกอย่างที่เคยมี ผ่านความร้อนความหนาวในทุก ๆ แผ่นดินที่ผ่านมา แต่พ่อก็ยังคงมั่นเป็นผู้ชายที่ต่อสู้อดทน และดำเนินชีวิตตามแบบฉบับวิถีชีวิตคนบ้านนาปกติ พ่อไม่เคยยุ่งเกี่ยวใด ๆ เกี่ยวกับการเมืองและตำแหน่งหน้าที่ในสังคมราชการประจำท้องถิ่น แม้จะมีโอกาสหลายครั้ง แต่พ่อก็ปฏิเสธตลอด พ่อชอบชีวิตธรรมดา เรียบง่าย ชีวิตที่มีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวทุก ๆ วัน

แม้ว่าพ่อจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่พ่อก็ไม่ได้อดอยากถึงกับไม่มีจะกิน พ่อเป็นคนที่ขยันทำมาหากิน และรักการทำมาค้าขายเป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่พ่อจะมีอาชีพทำไร่ทำนาเป็นหลัก และก็เปิดร้านขายของชำพร้อมทั้งเป็นพ่อค้าคนกลางรับซื้อข้าวเปลือกประจำหมู่บ้านและตำบลในละแวกที่อยู่ด้วย ทุก ๆ ปลายปีหลังฤดูเก็บเกี่ยว พ่อจะรับซื้อข้าวเปลือกจากผู้คนในหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียง เพื่อเอาไปขายส่งให้กับพ่อค้าคนจีนในตัวอำเภอขุขันธ์

ร้านค้าของพ่อชื่อร้าน "ไทยอาสา" ซึ่งเป็นชื่อที่ฉันจำได้ดี เวลาที่พ่อไปสั่งซื้อสินค้าเข้ามาในร้าน พ่อค้าคนจีนจะสั่งลูกน้องให้เขียนชื่อร้านของพ่อแทนชื่อพ่อกำกับในกล่องสินค้า ซึ่งตอนเด็ก ๆ ฉันเห็นแล้วก็อดที่จะหัดอ่านไม่ได้ พอพ่อบอกชื่อร้านค้าให้ฉันได้รู้จัก ฉันจำชื่อร้านของพ่อได้ขึ้นใจ และคิดว่าพ่อคงจะรักและผูกพันกับชื่อร้านค้ามากทีเดียว

ชีวิตคู่ของพ่อไม่ได้ต่างกับชีวิตรักของคนอื่น ๆ นัก พ่อมีความรักและมีความสุขกับครอบครัวที่พ่อเลือก แต่ไม่รู้ว่าโชคชะตาหรือฟ้าลิขิต ทำให้พ่อมีชีวิตรักที่แสนจะอาภัพยิ่งนัก เวลาที่คิดถึงเรื่องราวชีวิตของพ่อทีไร ฉันเองน้ำตาเอ่อเบ้า รู้สึกสงสารพ่อจับใจ

พ่อแต่งงานกับภรรยาคนแรกและย้ายมาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ พ่อมีลูกเก้าคน ลูกของพ่อเสียชีวิตหกคน คงเหลือเพียงลูกสาวสามคนเท่านั้น ส่วนภรรยาของพ่อก็เสียชีวิตขณะที่คลอดลูกชาย ซึ่งในสมัยก่อนนั้น การคลอดลูกกับหมอตำแย หากว่าตัวเด็กไม่ยอมคลอดและนอนขวาง โอกาสจะรอดมีน้อยมาก และด้วยเหตุนี้ทำให้ภรรยาคนแรกพ่อเสียชีวิตเนื่องมาจากเด็กไม่ยอมออก หรือที่ชาวบ้านเรียกกันก็คือ "ตายท้องกลม" นั่นเอง

พ่อเสียใจมากกับการจากไปของภรรยาคนแรก แม้ว่าพ่อจะเสียใจมากเพียงใด แต่พ่อก็ยังทำหน้าที่พ่อที่ดีให้กับลูก ๆ ตลอด พ่อทำงานหนักเพื่อให้ลูกสาวทั้งสามคนได้กินดีอยู่ดี มีบ้านหลังใหญ่ให้ลูก ๆ ได้อยู่ มีเงินให้ลูก ๆ ได้เรียนหนังสือจนจบเหมือนคนอื่นเขา ซึ่งตอนนั้นพ่อไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่ จวบจนลูก ๆ โตเป็นสาวและแต่งงานมีครอบครัวแยกออกไป ทำให้พ่อต้องอยู่คนเดียวเพียงลำพัง

และระยะเวลาของความเดียวดาย ทำให้พ่อได้สัมผัสกับรักอีกครั้ง และรักครั้งนี้เป็นรักที่เกิดขึ้นกับแม่ของฉัน ความรักของพ่อกับแม่ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะตากับยายไม่อยากให้แม่แต่งงานกับพ่อ เนื่องมาจากพ่ออายุมากกว่าแม่เกือบยี่สิบปี แถมยังเป็นพ่อม่ายอีกต่างหาก ด้วยหัวใจและความรักของพ่อกับแม่ที่มีให้กัน ทำให้ตากับยายไม่สามารถห้ามปรามความรักที่แม่มีต่อพ่อได้เลย จนในที่สุดตากับยายก็ยอมให้พ่อและแม่แต่งงานกัน

แม้ว่าแม่จะไม่ใช่รักแรกของพ่อ แต่แม่ก็คือผู้หญิงคนสุดท้ายที่พ่อรัก สำหรับพ่อนั้นเป็นรักแรกและรักสุดท้ายของแม่ ความรักของพ่อกับแม่เป็นความรักที่สวยงาม มีความสุข อบอุ่น พ่อเป็นผู้ชายที่ดูแลให้ความสุข ความพร้อมให้แม่ได้ทุกอย่าง ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ความรัก ความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเสียสละดูแลกันและกันอย่างมีความสุข คือความสมบูรณ์แบบของความรักที่พ่อและแม่มีให้กัน

พ่อกับแม่มีลูกเพียงหกคนเท่านั้น ซึ่งฉันเป็นลูกสาวคนเล็กในครอบครัวที่เกิดมาท่ามกลางความรักและความพร้อมของครอบครัว ในวันที่ฉันเกิด พ่อบอกว่าทุก ๆ คนในครอบครัวต่างก็ยินดียิ่งนัก มีการผูกข้อไม้ข้อมือตามประสาประเพณีคนขะแมร์ ฉันเองตอนนั้นยังเด็กมาก ไม่รู้ว่าในชีวิตมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ฉันรับรู้จากพ่อแต่เพียงว่า ชีวิตในครอบครัวของฉันมีแต่ความสุขและความอบอุ่นมากที่สุด แต่พอฉันอายุได้แค่เพียงสองเดือน ฝันร้ายครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นกับครอบครัวของฉันอีกครั้ง เป็นฝันร้ายที่ทำให้ผู้ชายอย่างพ่อเหมือนตายทั้งเป็น และก็เป็นฝันร้ายที่ทำให้ผู้ชายอย่างพ่อเสียน้ำตาด้วยความเจ็บปวด

เหตุการณ์ครั้งนั้นแม่จากพวกเราไปอย่างกะทันหัน ทิ้งให้พ่อและพวกฉันอยู่เพียงลำพัง ฉันรู้ว่าพ่อเสียใจกับการสูญเสียแม่มาก แต่พ่อก็เป็นผู้ชายที่เข้มแข็งและมีความรับผิดชอบที่สูงพอสมควร พ่อไม่เคยปล่อยให้ความอ่อนแอทำให้ลูก ๆ อดอยากแต่อย่างใด พ่อเอามือเช็ดน้ำตาพร้อมทั้งลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เพื่อคอยเลี้ยงดูฉันและพี่ ๆ ให้เติบโตอย่างมีความสุข โดยที่พ่อไม่เคยแต่งงานใหม่เลยสักครั้ง ไม่เคยทำให้ฉันและพี่ ๆ เสียใจแม้แต่นิดเดียว

พ่อทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกันที่สมบูรณ์แบบที่สุด ฉันไม่รู้ว่าพ่อเอากำลังที่ไหนมาทำงานเพียงคนเดียวเพื่อเก็บเงินซื้อนมผงให้ฉันได้ดื่ม พ่อเอาเวลาที่ไหนที่คอยหุงข้าว ทำกับข้าว ตักน้ำ ดูแลทุกอย่างภายในบ้านให้พวกฉันได้กินดื่มจนอิ่ม พ่อเอาเวลาที่ไหนร้องเพลงจำเรียงกล่อมฉันและพี่ ๆ ทุก ๆ คืน พ่อทำเพื่อฉันและพี่ ๆ พร้อมทั้งทำงานของตัวเองไปด้วย พ่อทำได้อย่างไรกับการเป็นผู้ชายคนเดียวที่ต้องเลี้ยงลูกอายุสองเดือน สี่ขวบ ห้าขวบ เจ็ดขวบ สิบขวบขวบและสิบสองขวบในเวลาเดียวกัน

บางครั้งฉันเองก็อดคิดไม่ได้ว่าในช่วงเวลานั้นพ่อมีชีวิตอย่างไร อดนึกจินตนาการภาพชีวิตของพ่อต่าง ๆ นานา ช่วงชีวิตในตอนนั้นพ่อคงเหนื่อยน่าดู ทุก ๆ คืนพ่อคงไม่เคยได้นอนเต็มอิ่มเพราะต้องตื่นมาชงนมให้ฉันได้ดื่ม ต้องคอยห่มผ้าห่มให้ฉันและพี่ ๆ วันใดที่ฉันอ่อนแอ ไม่สบาย พ่อก็คอยหายามาป้อนตลอด พ่อคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้โดยไม่เคยบ่นสักคำ คืนไหนที่ฉันงอแงร้องไห้ไม่หยุด ไม่ยอมหลับนอน พ่อก็อุ้มชูพาเดินรอบ ๆ บ้านพร้อมทั้งคอยปลอบโยนอยู่ตลอด นับตั้งแต่ฉันจำความได้ ฉันไม่เคยได้ยินพ่อบ่นว่าเหนื่อยเลยสักครั้ง พ่อเป็นผู้ชายที่พูดน้อย และมักจะเป็นคนฟังเสียมากกว่า

ยามดึกเวลาที่ฉันและพี่ ๆ นอนหลับกันหมด พ่อมักจะมานั่งเคี้ยวหมากที่เรือนหน้าบ้านตลอด แสงตะเกียงสลัว ๆ ในค่ำคืนที่มืดมิด หัวใจของพ่อคงเหงาน่าดู ผ้าขาวม้าผืนบาง ๆ ที่พ่อพาดบ่าเอาไว้คงไม่อุ่นเท่ากับการที่มีแม่คอยอยู่เคียงข้าง ยิ่งเห็นแสงดาวบนท้องฟ้าที่คอยส่องแสงลิบลับเหมือนกับแม่กำลังเฝ้ามองพ่ออยู่บนท้องฟ้า พ่อคงจะคิดถึงแม่จับใจ ในบางค่ำคืนที่ฉันนอนละเมอร้องไห้ไม่หยุด พ่อก็ลุกพรวดพราดเข้ามาดูแลฉันตลอด คืนไหนที่ฉันตัวร้อน พ่อก็ห่วงเรื่องผีสางจะเข้ามาทำร้ายฉัน

มนต์คาถาภาษาขะแมร์ที่พ่อร่ำเรียนมาจากกัมพูชาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม พ่อคอยปัดเป่าปกป้องดูแลฉันและพี่ ๆ อยู่เสมอ ยาสมุนไพรแต่ละชนิดบนเทือกเขาพนมดงรักษ์และป่าด้านหลังหมู่บ้านที่พ่อหามาได้ พ่อก็จะเก็บรักษาไว้อย่างดี เพื่อไว้ต้มให้ฉันและพี่ ๆ ได้กินดื่มยามที่ไม่สบาย

ฉันเป็นเด็กที่อ่อนแอกว่าใคร ๆ ในบรรดาที่พี่น้องทั้งหมด เนื่องมาจากฉันไม่ได้กินนมแม่ตั้งแต่เล็ก ๆ แม้ว่าพ่อจะซื้อนมผงชงให้ดื่มตลอด แต่ภูมิคุ้มกันของฉันมีไม่มากนัก ฉันไม่สบายบ่อยมาก บ่อยจนใคร ๆ ในหมู่บ้านบอกพ่อว่า "ฉันเป็นลูกผี ไม่ใช่ลูกคน หากไม่ทำพิธีปัดเป่าให้ดี ฉันอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน "

แน่นอนพ่อเป็นหมอยาสมุนไพร เป็นหมอปัดเป่าคาถาในคุณไสย์ พ่อมีความเชื่อในแบบที่พ่อเชื่อ และพ่อก็มีประสบการณ์แบบที่พ่อสัมผัส ซึ่งอาจจะแตกต่างจากพ่อคนอื่น ๆ แต่พ่อก็เชื่อและทำทุกอย่างเพื่อให้ฉันและพี่ ๆ มีชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่เจ็บไม่ป่วยอีกต่อไป ไม่มีผีสางเข้ามาทำร้ายให้นอนผวาและเจ็บไข้ใด ๆ

เพียงระยะเวลาไม่นาน พ่อก็ได้ทำพิธีผูกข้อไม้ข้อมือปัดเป่าทุกข์โศกให้ฉัน เพื่อให้ฉันมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข ไม่เจ็บไม่ไข้เหมือนแต่ก่อน มีแต่ความสุขกายสบายใจ นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ฉันก็แข็งแรงมากขึ้น วิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ได้อย่างสนุกสนาน มีรอยยิ้มให้พ่อได้ชื่นใจทุก ๆ วัน แต่ก็แปลกแม้ว่าในตอนกลางฉันจะแข็งแรงดีมากแค่ไหน แต่ในทุก ๆ ค่ำคืนฉันมักจะตัวร้อนแปลกประหลาดอยู่ตลอด

พ่อให้ฉันกินยาสมุนไพรทุกอย่าง แต่ไม่มียาอะไรที่ทำให้ฉันดีขึ้นได้เลย ฉันมีชีวิตแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ๆ จวบจนเถ้าแก่คนจีนที่พ่อรู้จักในตัวเมืองได้แนะนำให้พ่อ เอายา "ตราหัวสิงห์" กับยา "บวดหาย" ผสมกันให้ฉันได้กินก่อนนอนทุกวัน ทำให้ฉันอาการดีขึ้น และยาตราหัวสิงห์กับยาบวดหายเป็นยาแผนปัจุบันชนิดเดียวที่พ่อยอมผสมให้ฉันได้กินเพื่อหวังให้ฉันดีขึ้น หลังจากที่ฉันกินยาเหล่านี้และหายจากอาการไข้ พ่อก็รับยาเหล่านี้มาขายให้ผู้คนในหมู่บ้าน ซึ่งร้านค้าของพ่อขายดิบขายดี มีลูกค้าคอยมาจับจ่ายซื้อของเป็นประจำ


พอฉันอายุได้ห้าขวบ จู่ ๆ ฉันก็ไม่สบายหนัก ไอเรื้อรังมาหลายวัน ซึ่งพ่อพยายามหายาสมุนไพรและยาแผนปัจุบันที่หมอคนจีนแนะนำให้กินแต่ก็ไม่หาย เมื่ออาการของฉันแย่ลงเรื่อย ๆ ตัวผอมเหลือแต่กระดูก พ่อก็ทุกข์ใจเป็นอย่างมาก พ่อคงกลัวเหลือเกินว่าฉันจะตายเหมือนกับแม่ เพราะการจากไปของแม่ทำให้พ่อเหมือนคนตายทั้งเป็น และถ้าพ่อต้องสูญเสียลูกคนใดคนหนึ่งอีกคน พ่อจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไรเล่า

วันนั้นพ่อตัดสินใจพาฉันนั่งรถไปหาคุณหมอในเมืองขุขันธ์ทันที ซึ่งคุณหมอตรวจพบว่า ฉันเป็นโรคปอดบวม พ่อตกใจมากมองหน้าฉันด้วยใบหน้าเศร้า ๆ คุณหมออธิบายเป็นภาษาไทยให้พ่อได้เข้าใจเกี่ยวกับโรคที่ฉันเป็น ซึ่งพ่อนั่งฟังเงียบ ๆ จับใจความสำคัญไปด้วย ส่วนฉันนั่งบนตักพ่อให้คุณหมอตรวจไปพลาง ๆ ตาก็มองคุณหมอเหมือนคนแปลกหน้า ฟังภาษาไทยไม่ออกไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะครอบครัวของฉันไม่ได้พูดภาษาไทย ครอบครัวของฉันพูดภาษาขะแมร์ตั้งแต่เกิด และพวกเราจะได้พูดภาษาไทยก็ต่อเมื่อไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนเท่านั้น ส่วนพ่อพอจะเข้าใจภาษาไทยและภาษาลาวอยู่บ้าง เพราะพ่อเรียนรู้ด้วยตัวเองและเรียนรู้จากพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนที่รู้จัก

เมื่อหมออธิบายทุกอย่างเสร็จ พ่อก็ลูบผมฉันเบา ๆ พ่อก้มหอมผมฉันพร้อมกับบอกว่า

"ให้คุณหมอฉีดยาให้นะลูก หนูจะได้หายไว ๆ "

เมื่อเห็นเข็มฉีดยาของคุณหมอ ฉันก็ร้องไห้กระซิก ๆ กอดพ่อไว้แน่น เพราะกลัวเข็มฉีดยาเหลือเกิน กลัวว่าจะเจ็บเหมือนถูกหนามปัก ส่วนพ่อก็กอดฉันเอาไว้ตลอด คอยปลอบโยนต่าง ๆ นานา เพื่อไม่ให้ฉันร้องไห้

"ไม่ร้องนะลูกนะ คนดีคนเก่งของพ่อ"

ฉันยอมรับว่า อ้อมกอดของพ่อในวันนั้นอบอุ่นเหลือเกิน พ่อทำให้ฉันคลายความกลัวไปได้มากทีเดียว ในชีวิตของฉันไม่เคยไปหาคุณหมอมาก่อน และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันมีโอกาสได้พบกับคุณหมอ พอคุณหมอฉีดยาให้ฉันเสร็จ คุณหมอก็ให้ยาชุดใหญ่พร้อมทั้งกำชับพ่อว่า ถ้าฉันกินยาทั้งหมดแล้วอาการไม่หายดี พ่อจะต้องพาฉันไปรักษาในตัวเมืองศรีสะเกษ ซึ่งพ่อพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนที่จะยกมือไหว้ขอบคุณคุณหมอและหยิบเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปด้วย

พ่อพาฉันเดินออกมาด้านนอก หันมามองหน้าฉัน "เจ็บไหมลูก"

ฉันพยักหน้า ยังคงเกาะมือพ่อไว้แน่น "เดินไหวไหม ให้พ่ออุ้มดีไหม"

ฉันส่ายหน้า บอกให้พ่อรู้ว่าฉันเดินเองได้

"ดีลูก เป็นลูกสาวพ่อต้องอดทน"

เพียงไม่นานพ่อจูงมือฉันเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อแวะซื้อไข่ต้มของโปรดให้ฉันได้กินเล่นตามประสาเด็ก จากนั้นก็แวะซื้อข้าวเหนียวไก่ย่างให้ฉันได้ทานมื้อกลางวันด้วย พ่อพาฉันไปนั่งรับประทานอาหารในร้านอาหารประจำ เมื่อเข้าไปนั่งในร้าน พ่อก็สั่งอาหารมารับประทานกับฉันอย่างเอร็ดอร่อย และพ่อไม่ลืมที่จะบอกพ่อค้าให้ทำอาหารโปรดที่อร่อยที่สุดใส่ถุงเอากลับไปฝากพี่ ๆ ของฉันด้วย พอทานข้าวเสร็จพ่อก็ให้ฉันกินยาตามที่คุณหมอสั่ง ซึ่งฉันเชื่อฟังพ่อเป็นอย่างดี

เมื่อจ่ายค่าอาหารเสร็จแล้ว พ่อจูงมือฉันพร้อมทั้งถือถุงอาหารไปเดินตลาดสด พ่อเลือกซื้อเนื้อหมู เนื้อวัวที่สด ๆ เพื่อไปทำอาหารให้ฉันและพี่ ๆ ได้รับประทานด้วยกัน จากนั้นพ่อก็แวะซื้อขนมหวานของโปรดที่ฉันและพี่ ๆ ชอบ ทุกครั้งที่เดินผ่านแม่ค้าขายส้ม แตงโม พ่อจะหยุดซื้อทันที เพราะพ่อรู้ว่าฉันและพี่ ๆ รวมทั้งญาติพี่น้องในละแวกเดียวกันชอบทานส้มและแตงโม

เงินจากการขายข้าวเปลือกแต่ละครั้งถูกจับจ่ายทุกอย่างเพื่อครอบครัวโดยเฉพาะ ฉันไม่เคยเห็นพ่อเอาเงินไปซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ เพื่อตัวเองเลยสักครั้ง พ่อใส่เสื้อผ้าแค่เพียงไม่กี่ชุดเท่านั้น พ่อประหยัดเพื่อให้พวกฉันมีกินอย่างมีความสุข ฉันเห็นภาพชีวิตของพ่อแล้ว ยอมรับว่าภูมิใจในตัวพ่อที่สุด ขอบคุณที่พ่อดูแลฉันและพี่ ๆ ดีมาตลอด ไม่เคยทำให้ฉันร้องไห้เจ็บปวดใด ๆ



หนึ่งปีถัดไป ฉันมีโอกาสได้เข้าไปเรียนหนังสือประจำโรงเรียนในหมู่บ้าน ฉันรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่จะได้เรียนภาษาไทย ได้พูดกับคุณครูที่พูดภาษาไทย เวลาที่หัดอ่าน ก. ไก่ ถึง ฮ. นกฮูก ฉันรู้สึกว่าภาษาไทยต่างจากภาษาขะแมร์ที่ครอบครัวของฉันพูดเป็นอย่างมาก ในตอนแรกฉันรู้สึกเขินเป็นอย่างมากที่จะพูดภาษาไทยกับคุณครู กลัวว่าจะพูดไม่ถูก ฉันพยายามร้องเพลงชาติไทยให้ได้ และทุก ๆ วันก่อนไปโรงเรียนฉันกับพี่ ๆ จะยกมือไหว้พ่อก่อนออกจากบ้าน และทุกครั้งที่กลับมาถึงบ้านก็จะยกมือไหว้พ่อเสมอ

มีอยู่ช่วงหนึ่ง ฉันต้องการไปปัสสาวะ แต่ฉันพูดภาษาไทยไม่เป็น ได้แต่ยืนมองหน้าคุณครูทำตากระพริบ ๆ ซึ่งคุณครูถามแล้วถามอีกว่าฉันเป็นอะไร แต่ฉันตอบคุณครูไม่เป็น เพราะไม่รู้ว่าภาษาไทยพูดว่าอย่างไร และยิ่งคุณครูถามมาก ๆ ฉันก็ร้องไห้เสียอย่างนั้น และด้วยความที่ฉันยังเด็ก ทำให้ฉันฉี่รดกระโปรงนักเรียนไปด้วย โชคดีที่วันนั้นคุณครูไม่ได้โกรธอะไร และก็ได้ไปตามพี่สาวสองคนของฉันซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป. 3 และชั้น ป. 4 มาช่วยพาฉันไปล้างกระโปรงในห้องน้ำ

วันนั้นพี่สาวสองคนเอาถังน้ำตักน้ำจากบ่อ ล้างกระโปรงและกางเกงให้ฉัน พร้อมกับสอนฉันให้พูดภาษาไทยว่า

"คุณครูค่ะ หนูขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำค่ะ"

ฉันพยายามหัดพูดภาษาไทยให้ได้ โดยที่พี่สาวสองคนคอยบอกทีละคำ ฉันจดจำคำเหล่านี้ได้ขึ้นใจ เพราะฉันรู้ว่า ถ้าฉันไม่หัดพูด ฉันก็จะบอกคุณครูไม่ได้ว่าฉันต้องการอะไร หลังจากที่ฉันฉี่รดกระโปรงในวันนั้น คุณครูก็สอนพวกฉันในการขออนุญาตเข้าห้องน้ำ ขออนุญาตไปดื่มน้ำ ซึ่งคุณครูของฉันพูดภาษาไทยอย่างเดียว แม้ว่าคุณครูพอที่จะฟังภาษาลาวออกบ้าง แต่กับภาษาขะแมร์คุณครูฟังไม่ออกเลย

ในโรงเรียนของฉันมีนักเรียนพูดภาษาขะแมร์ 70% พูดภาษาลาว 25% และอีก 5% พูดภาษาส่วย คุณครูในโรงเรียนของฉันมีทั้งคนอีสาน คนภาคกลาง คนภาคใต้ และภาคอื่น ๆ เพราะโรงเรียนของฉัน จัดว่าเป็นโรงเรียนเขตชายแดนบวกความแร้นแค้นทุรกันดาร ที่ไม่ค่อยมีครูคนใดอยากเลือกมาสอนมากนัก เพราะห่างไกลความเจริญจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ลำบาก คุณครูที่มาสอนส่วนใหญ่ก็เป็นครูที่บรรจุใหม่ ๆ เสียมากกว่า ส่วนมากก็เป็นครูที่มีใจรักการเป็นครูด้วยหัวใจที่อยากจะเป็นแม่พิมพ์ที่ดีของชาติ

ทุก ๆ ตอนเย็นหลังเลิกเรียน ฉันมักจะเล่าให้พ่อฟังเสมอว่า ในแต่ละวันคุณครูสอนอะไรบ้าง ฉันจำได้ว่าฉันร้องเพลงชาติให้พ่อฟังเป็นประจำ ฉันมักจะบอกพ่อว่า

"คุณครูบอกหนูว่า เป็นคนไทย ถ้าร้องเพลงชาติไทยไม่ได้ ก็ไม่ใช่คนไทย"

พ่อพยักหน้าและยิ้มนิด ๆ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ เวลาที่ฉันร้องเพลงที่คุณครูสอนให้พ่อได้ฟัง พ่อก็นั่งทำงานและฟังไปด้วย พอฉันร้องเพลงเสร็จ พ่อก็ชมให้ฉันได้ชื่นใจอยู่ตลอด ฉันเป็นเด็กที่พูดเก่ง พอได้หัดเรียนภาษาไทยและพูดไทยได้บ้าง ฉันก็ชอบมาพูดให้พ่อฟังประจำ

เวลาวันหยุดที่ฉันและเพื่อนเล่นขายของ หรือแม้แต่เล่นเฮื้อนน้อยตามประสาชีวิตลูกอีสาน ฉันกับเพื่อน ๆ ก็จะพากันพูดภาษาไทย ยิ่งถ้าเล่นเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายเหมือนในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ฉันกับเพื่อน ๆ ก็จะหัดพูดภาษาไทยตลอด เพราะพวกฉันคิดว่า คนที่พูดภาษาไทยได้ชัดเจน สำเนียงไม่ผิดเพี้ยน เป็นคนที่ดูดีมีระดับมาก ๆ และด้วยเหตุนี้ทำให้ฉันและเพื่อน ๆ หัดพูดภาษาไทยให้ชัดเจน ให้เหมือนกับคนไทยที่เกิดและพูดภาษาไทยตั้งแต่เด็ก ๆ แต่จนแล้วจนเล่า ชีวิตของฉันและเพื่อน ๆ ก็ไม่อาจจะทิ้งสำเนียงบรรพบุรุษไปได้ แม้ว่าพวกเราจะพูดภาษาไทยได้ชัดเจน แต่สำเนียงในบางคำก็ยังออกภาษาขะแมร์อยู่บ้าง ฟังดูแปลก ๆ แต่ก็เป็นแบบชีวิตที่พวกฉันเป็นอยู่



ชีวิตครอบครัวของฉันมีความสุขที่มีพ่อเป็นเสาหลักคอยให้ความรักและความอบอุ่นทุกอย่าง จวบจนวันหนึ่งเรื่องร้าย ๆ ก็เกิดขึ้นกับครอบครัวของฉันอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ ตำรวจหลายสิบนายขับรถมาจอดหน้าบ้าน และก็พากันกรูเข้ามาภายในบ้าน ซึ่งตอนนั้นฉันนั่งอยู่หน้าร้านช่วยพ่อขายของไปด้วย ตำรวจนายหนึ่งเดินมาบอกพ่อว่า ต้องการจับพ่อในข้อหามีเงินปลอมไว้ในครอบครอง จากนั้นก็บอกให้พ่อหันหลังเพื่อใส่กุญแจมือ โดยที่พ่อยังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ ส่วนตำรวจคนอื่น ๆ ต่างก็พากันรื้อค้นบ้านเต็มไปหมด

เหตุการณ์ในตอนนั้นฉันยังเด็กมาก ไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นเช่นใด พอเห็นตำรวจหลายสิบนายรื้อค้นบ้านยกใหญ่ ฉันยอมรับว่ากลัวมาก ได้แต่ร้องไห้ วิ่งไปจับมือพ่อเอาไว้ ปากก็พร่ำบอกแต่ว่า

"พ่อไปไหน พ่อให้หนูไปด้วยนะ"

ในช่วงเวลานั้นพ่อข่มใจไว้มากทีเดียว พอตั้งสติได้บ้าง พ่อก็ร้องบอกให้พี่สาวคนโตวิ่งไปบอกให้พี่สาวต่างมารดาทั้งสามคนให้มาช่วยดูแลพวกฉัน พ่อบอกพวกฉันว่า

"ไม่ต้องเป็นห่วงพ่อ ดูแลน้อง ๆ ให้ดี พ่อไม่ได้ทำอะไรผิด อีกหน่อยตำรวจก็คงปล่อยพ่อให้กลับมาบ้าน"

ฉันร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม มองตามหลังพ่ออยู่อย่างนั้น ภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นในวันนั้น ตำรวจหลายนายกับกำนันและผู้ใหญ่บ้านพาพ่อขึ้นรถกระบะขับออกไปอย่างเร็ว ฉันกับพี่สาวอีกคนได้แต่ร้องไห้อยู่หน้าบ้าน เพราะกลัวว่าตำรวจจะไม่พาพ่อกลับมาบ้าน พวกเราทุกคนต่างก็กลัวสารพัดอย่าง นั่งเฝ้ารอคอยการกลับมาของพ่อ เราทุกคนไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ พ่อเป็นคนดีมาตลอด ทำไมจู่ ๆ ตำรวจมาจับพ่อไปอย่างนี้

พี่สาวต่างมารดาสามคนคอยดูแลฉันและพี่ ๆ คนอื่น ๆ เป็นอย่างดี ฉันและพี่น้องพากันนั่งเฝ้ารอการกลับมาของพ่อ พวกเราเป็นห่วงพ่อเป็นอย่างมาก ได้แต่สวดมนต์ภาวนาให้คุณพระคุ้มครองพ่อให้ดีที่สุด อย่าให้พ่อได้รับอันตรายใด ๆ พอตกดึกพี่สาวต่างมารดาเกรงว่า เงินเก่า ๆ ที่พ่อเก็บสะสมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จะเป็นเงินปลอม พี่สาวทั้งสามคนพากันเอาเงินไปทิ้งลงน้ำโคลน เหลือเอาไว้เพียงไม่กี่อันเท่านั้น และก็พากันเอาเงินเก่า ๆ ไปซ่อนไว้อย่างดี

คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ เพราะไม่ชินกับชีวิตที่ไม่มีพ่ออยู่เคียงข้าง ไม่มีบทเพลงจำเรียงที่พ่อคอยกล่อมให้ฉันนอนหลับทุก ๆ คืน ชีวิตที่ไม่เคยชินทำให้ฉันร้องไห้เหมือนเด็กน้อย ฉันยอมรับว่ารู้สึกกลัวไปหมด ซึ่งพี่สาวคนโตต้องค่อย ๆ ปลอบโยนอยู่ตลอด จวบจนในตอนเช้าวันใหม่ ฉันและพี่น้องไม่เป็นอันทำมาหากินอะไร พวกเราทุกคนนั่งเฝ้าอยู่หน้าร้านเพื่อรอการกลับมาของพ่อ

ในตอนสาย ๆ รถกระบะคันเดิมพาพ่อกลับมาถึงบ้าน ฉันและพี่น้องทุก ๆ คนวิ่งไปกอดพ่อด้วยความดีใจ พ่อบอกว่า ทางกำนันและผู้ใหญ่บ้านได้วิ่งเต้นหาผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งสูง ๆ ช่วยค้ำประกันพ่อออกมา แต่พ่อจะต้องไปรายงานตัวและขึ้นศาลที่จังหวัดตามที่กำหนด จนกว่าเรื่องราวทุกอย่างจะสิ้นสุด

ฉันและพี่น้องดีใจที่สุดที่พ่อกลับมาอย่างปลอดภัย ฉันกอดพ่อไว้แน่น ฉันจำได้ตลอดว่า ฉันไม่เคยมีโอกาสไปที่ศาลกับพ่อเลยสักครั้ง ได้แต่นั่งรอการกลับมาของพ่อกับพี่ ๆ ทุกครั้ง คงมีเพียงกำนันและผู้ใหญ่บ้านที่ไปเป็นเพื่อนพ่อ ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้น พ่อได้จ้างทนายความให้คอยช่วยเหลือทุกอย่าง ฉันเองไม่รู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพ่อเป็นเช่นใด รู้แต่ว่า วันหนึ่งพ่อบอกฉันและพี่ ๆ ว่า ตำรวจสามารถจับตัวคนที่ผลิตเงินปลอมได้แล้ว พ่อเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ใช่คนร้ายที่อย่างที่ตำรวจกล่าวหา พ่อไม่ได้เป็นคนไม่ดีอย่างที่หลาย ๆ คนคิด พ่อเป็นแค่ชาวนาชาวไร่ที่เปิดร้านขายของชำ รับซื้อข้าวเปลือกเพื่อหาเงินเลี้ยงดูลูก ๆ พ่อคงไม่ทำอะไรที่ผิดกฏหมายประเทศชาติแน่นอน และที่สำคัญที่สุด คนร้ายกลุ่มนั้นสารภาพทุกอย่าง ทำให้พ่อหลุดพ้นจากคดีและไม่ต้องกลายเป็นแพะรับบาปอีกต่อไป

ฉันและพี่ ๆ ดีใจเป็นอย่างมากกับข่าวดีที่พ่อแจ้งให้ทราบ เพราะต่อไปนี้พ่อก็ไม่ต้องไปขึ้นศาล ไม่ต้องกลัวว่าจะมีตำรวจคนใดมาจับพ่ออีก พ่อเป็นคนดี และฉันก็เชื่อว่า คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้เป็นอันขาด ซึ่งเรื่องราวฝันร้ายที่เกิดขึ้นในครอบครัวของฉันวันนั้น ทำให้ฉันกลัวการสูญเสียพ่อเป็นอย่างมาก ฉันไม่รู้เลยว่า หากวันหนึ่งไม่มีพ่อเป็นเสาหลักของครอบครัว ฉันและพี่ ๆ จะอยู่ได้อย่างไร พวกฉันจะมีอนาคตที่ดีเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้ไหม ฉันไม่สามารถบอกได้เลย ชีวิตของฉันและพี่น้องทุกคนผูกพันกับพ่อมาก เพราะพ่อคือทุกอย่างในชีวิตของพวกฉัน



หลังจากเหตุการณ์เหล่านั้นผ่านไปเพียงไม่นาน พี่สาวต่างมารดาก็เล่าให้พ่อฟังเรื่องที่เอาเงินเก่า ๆ ไปทิ้งน้ำโคลน พ่อฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ แม้ว่าพ่อจะรู้เต็มอกว่าเงินเก่า ๆ เหล่านั้นไม่ใช่เงินปลอม แต่พ่อก็เข้าใจดีว่าลูก ๆ รักและเป็นห่วงพ่อมากเพียงใด จึงพยายามทำลายเงินทุกอย่าง เพราะกลัวว่าจะเป็นเงินปลอม

เรื่องราวเหล่านี้ผ่านไปหลายปี พร้อม ๆ กับที่ฉันโตขึ้นทุกวัน ส่วนพ่อก็แก่ชราลงเรื่อย ๆ พี่ชายและพี่สาวบางคนเริ่มแยกย้ายไปมีชีวิตในเมืองกรุง บ้างก็แต่งงานมีครอบครัว ทิ้งให้ฉันและพ่อมีชีวิตเพียงลำพัง ฉันช่วยดูแลพ่อทุกอย่างตามที่พ่อต้องการ ความชราภาพและสุขภาพไม่ดีทำให้กิจการขายของชำและรับซื้อข้าวเปลือกต้องปิดตัวลง พี่ชายและพี่สาวบางคนเลือกที่จะไปทำงานในเมืองกรุงมากกว่าที่จะทำนาทำไร่อยู่ที่บ้านนอก พ่อเจ็บปวดเสียใจที่ไม่มีลูกคนใดเดินตามรอยสิ่งที่พ่อสร้างเอาไว้ แต่พ่อก็ไม่เคยขัดใจลูก ๆ เลยสักนิด พ่อเข้าใจลูก ๆ ทุกคน หากลูกคนใดอยากจะเข้าไปทำงานในเมืองกรุง พ่อก็ปล่อยให้ลูก ๆ เข้าไปหาประสบการณ์ด้วยตัวเอง พ่อมักจะบอกกับพี่ ๆ เสมอว่า

"เมื่อใดที่ลูก ๆ ไม่มีที่ไป ไม่มีที่พึ่ง พ่อก็ยังมีที่นาที่ไร่ไว้ให้ลูกทุกคนได้ทำมาหากินเลี้ยง พ่อจะเก็บรักษาไว้ให้ลูก ๆ ทุกคน"

ในชีวิตพ่อไม่เคยห้ามลูก ๆ ทุกคนกับการเดินทางไปทำงานที่เมืองกรุง คงมีเพียงฉันเท่านั้นที่พ่อไม่ยอมให้ไปไหนไกล ๆ เพราะพ่อห่วงฉันเป็นอย่างมาก กลัวว่าชีวิตในเมืองกรุงจะทำลายชีวิตของฉัน พ่อพยายามสารพัดที่จะปกป้องฉันเอาไว้ เพื่อไม่ให้ฉันไปพบโลกในเมืองใหญ่ พ่อเกรงว่าฉันจะเจ็บเหมือนชีวิตสาวบ้านนาบางคนที่ถูกคนในเมืองใหญ่หลอกให้ช้ำใจ และด้วยชะตากรรมพรหมลิขิตที่กำหนดเอาไว้ ในที่สุดฉันก็ได้จากพ่อไปทำงานในเมืองกรุงอย่างที่ตั้งใจ เพื่อสร้างฝันน้อย ๆ ให้เป็นจริง

ฉันรู้ว่า พ่อรักฉันมาก พ่อจึงยอมให้ฉันจากบ้านนาที่รักไปทำงานในเมืองกรุง เพื่อให้ฉันได้เดินตามฝันที่ตัวเองใฝ่ฝันเอาไว้ ในตอนนั้นความฝันของฉันมีไม่มาก มิได้ใหญ่โตอะไร เป็นเพียงฝันที่ยิ่งใหญ่ของผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง นั่นก็คือ ทำงานเก็บเงินส่งมาช่วยพี่ ๆ ปลูกบ้านหลังใหม่ให้พ่อได้อยู่ ส่งเงินให้พ่อได้ใช้จ่ายทุก ๆ เดือน เรียนหนังสือให้จบมัธยมปลายอย่างที่ตั้งใจ ฉันได้ให้สัญญากับพ่อว่า เมื่อใดที่ฉันได้ทำตามความฝันของตัวเองแล้ว ฉันจะกลับมาอยู่กับพ่อที่บ้านนาของฉัน ขอเพียงให้พ่อรอฉันกลับมา ฉันจะทำให้พ่อภูมิใจที่สุด

แต่ช่วงเวลานั้น ฉันไม่เคยรู้หรอกว่า ชีวิตในเมืองกรุงมันมีหลายอย่างเกิดขึ้น มันทำให้ฉันสมหวังในสิ่งที่ฝันเอาไว้ และก็ทำให้พ่อภูมิใจได้ในบางอย่าง แต่ในขณะนั้นก็มีบางสิ่งบางอย่างทำให้ฉันแทบตายทั้งเป็นได้เหมือนกัน และฉันก็รู้ว่า พ่อรู้สึกไม่ต่างกับฉันเลย พ่อคงจะเสียใจในชะตาชีวิตของฉันไม่น้อย พ่อคงอยากเห็นฉันมีชีวิตที่มีความสุขมากกว่าทุกข์ ไม่ว่าฉันจะสุขจะทุกข์เพียงใด แต่ฉันก็พยายามที่จะไม่แสดงให้พ่อรู้ว่าแท้จริงฉันเป็นเช่นใด

ฉันยอมรับว่า ชีวิตในเมืองกรุง มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันอยู่ทุกวัน แต่ฉันก็ไม่เคยท้อแท้ และไม่เคยยอมแพ้กับชะตากรรม เพราะทุกความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดจากความโง่เขลา ความอ่อนต่อโลก ความเชื่อคนง่าย ความอ่อนแอ ความที่ยังเด็ก ความไม่ตั้งใจหรืออะไรก็ตามแต่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือบทเรียนชีวิตที่ทำให้ฉันเข้มแข็งมากขึ้น ทุกอย่างสอนให้ฉันใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง และสอนให้ฉันเป็นคนที่อดทนกว่าเก่า ที่สำคัญความสำเร็จคือแรงใจสำคัญให้ฉันตั้งใจทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด

ฉันไม่เคยคิดเลยว่า หนึ่งเดือนก่อนที่ฉันจะเรียนจบอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ และหนึ่งเดือนก่อนที่ฉันจะแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง พ่อก็ด่วนจากโลกนี้ไปเสียก่อน พ่อเสียชีวิตในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2541 ในวันนั้นฉันร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด ฉันรู้ว่าพ่ออยากเห็นฉันเป็นเจ้าสาวเหมือนลูกสาวคนอื่นเขา แต่พ่อคงไม่อยากให้ฉันเป็นเจ้าสาวเคียงคู่กับผู้ชายที่ทำให้ฉันเสียใจ พ่อถึงได้จากฉันไปเร็วขนาดนี้

ฉันยอมรับว่า เคยบอกพ่อไว้ว่า หากเมื่อใดที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นตามที่พ่อและพี่น้องทุกคนปรารถนา เพื่อให้ทุกคนสบายใจ เพื่อรักษาชื่อเสียงวงศ์ตระกูล แต่ถ้าเมื่อใดที่ไม่มีพ่อ ฉันจะไม่แต่งงานกับผู้ชายคนนั้นเด็ดขาด ซึ่งพ่อคงรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับฉัน เพียงแต่พ่อไม่กล้าถามตรง ๆ และฉันเองก็ไม่เคยเล่าให้พ่อฟังเลยสักครั้ง เพราะเกรงว่าพ่อจะเสียใจ ได้แต่เก็บความรู้สึกไว้เพียงลำพัง และฉันก็เชื่อว่าพ่อรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับความรักของฉัน

นับตั้งแต่สูญเสียพ่อ ฉันก็เหมือนผู้หญิงที่ไร้ซึ่งความฝัน มีชีวิตแต่ไม่มีหัวใจ ฉันยกเลิกงานแต่งงานกับผู้ชายคนนั้นทันที ไม่สนใจคำห้ามปรามของพี่น้องคนใด ไม่เคยรู้สึกใด ๆ กับคำติเตียนนินทาของคนอื่น ๆ ฉันยอมรับว่าในชีวิตนี้ ฉันทำทุกอย่างได้เพื่อพ่อ แต่ถ้าไม่มีพ่อฉันก็อยากมีชีวิตเป็นของตัวเองบ้าง

ช่วงเวลานั้น ฉันอยากอยู่เงียบ ๆ อยากมีอิสระเหมือนนกที่บินไปในทุก ๆ แห่งที่ปรารถนา ฉันอยากมีโอกาสได้ตัดสินใจทุกอย่างให้กับชีวิตตัวเอง ไม่ใช่ชีวิตที่มีพี่น้องบางคนอยากให้ฉันเป็น เพื่อรักษาหน้าตาวงศ์ตระกูล ไม่ใช่ชีวิตที่มีพี่ชายคอยควบคุมฉันให้อยู่ในกรอบตลอด ไม่ใช่ชีวิตที่พี่น้องบางคนบังคับให้ฉันเป็น เพราะฉันไม่ใช่เด็ก ๆ และฉันก็โตขึ้นทุกวัน ฉันอยากมีโอกาสได้เลือกและได้เป็น ได้ตัดสินใจอย่างที่ฉันอยากเป็น อยากทำในสิ่งที่ฉันรัก เมื่อฉันพร้อมและเมื่อเจอคนที่ใช่ คนที่ฉันรักและเขารักฉัน คนที่เขาพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างฉันได้ทุกสถานการณ์ เมื่อนั่นแหละฉันจะแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับผู้ชายคนที่ใช่ทันที แต่ไม่ใช่ผู้ชายคนนั้นแน่นอน

แม้ว่าตอนนั้นฉันจะยังเด็กมาก แต่ฉันก็คิดว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องทำให้ชีวิตที่สวยงามของคนเราจมไปกับความเลวร้ายที่ผ่านมา คนเราทุกคนสามารถมีชีวิตที่ดีได้ มีสติและสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอไป

ช่วงเวลานั้นฉันยอมรับว่า อยากอยู่ตามลำพัง อยากเรียนหนังสือให้เต็มที่ เรียนให้จบสูง ๆ อยากทำงานในตำแหน่งดี ๆ ที่มีเงินเดือนพอเลี้ยงตัวเองได้ อยากสร้างความมั่งคงให้ชีวิตตัวเองมากกว่าโหยหาความรักจากผู้ชายแปลกหน้า

เมื่อไม่มีพ่อ ครอบครัวของฉันก็เปลี่ยนไป จากที่เคยอบอุ่นก็แตกร้าวกันในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ฉันไม่ชอบการทะเลาะเบาะแว้งในเรื่องไร้สาระกับพี่น้อง เพราะฉันต้องการให้ครอบครัวรักกันเหมือนแต่ก่อน ฉันไม่อยากให้มีการแย่งชิงมรดกใด ๆ เกิดขึ้น ฉันหนีปัญหาทุกอย่าง หนีชีวิตในเมืองกรุงไปเรียนหนังสืออยู่กับอดีตคนรักที่ปักษ์ใต้สองปีเต็ม ๆ และสองปีที่ฉันได้สัมผัส มันทำให้ฉันเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ทำให้ฉันเข้มแข็งและรักตัวเองกว่าเดิม สิ่งที่สำคัญที่สุดทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า

"ถ้าเราต้องแต่งงานกับใครคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดจะสร้างอนาคตให้กับชีวิตคู่ คนที่ไม่ได้รักเราเพียงคนเดียว คนที่มีจิตใจรวนเร คนที่ไม่มีความเป็นผู้นำในชีวิต คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ คนที่ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่ คนที่ไม่รักษาคำมั่นและสัจจะที่มีให้กัน เราสู้อยู่เป็นโสดใช้ชีวิตอิสระไม่ดีกว่าหรอกหรือ"

เมื่อเรียนจบฉันทิ้งทุกอย่างทั้งหมดให้กับอดีตคนรัก ฉันหอบหัวใจโทรม ๆ เหมือนนกที่ปีกหักเดินทางกลับเข้ามาเมืองกรุงอีกครั้ง โดยที่มีพี่สาวคนหนึ่งและเพื่อนสนิทไปรับที่สถานีขนส่งสายใต้ ฉันนั่งมองชีวิตผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนน ใจก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงคำพูดของพ่อ ถ้าวันนั้นพ่อยังมีชีวิตอยู่ ฉันคงไม่นั่งอยู่อย่างนั้น ฉันจะรีบกลับบ้านนาทันที ฉันจะกลับไปทำไร่ทำนากับพ่อ ช่วยพ่อเปิดร้านขายของชำและอยู่ดูแลพ่อ แต่ในวันนั้นฉันไม่มีพ่อแล้ว บ้านนาก็เหมือนไม่มีใคร ฉันนั่งถามตัวเองอยู่ตลอดว่า ฉันมีชีวิตในเมืองกรุงเพื่ออะไร ? เพื่ออะไรกันแน่? ฉันกลับมาเมืองกรุงทำไม?

ฉันพยายามปลอบใจตัวเองว่า ฉันมีชีวิตในเมืองกรุงอีกครั้งเพื่อทำงานเก็บเงินสร้างฐานะและเรียนต่อให้สูงที่สุด แต่จนแล้วจนเล่าฉันก็คิดว่ามันไม่ใช่ แท้จริงฉันมีชีวิตในเมืองกรุงเพื่ออะไร ฉันก็หาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้เลย

จากวันเป็นเดือน จากเดือนกลายเป็นปี จากหนึ่งปีกลายเป็นสามปีที่ฉันใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ฉันมีความเหงาเป็นเพื่อน มีน้ำตาเป็นมิตรแท้ที่คอยปลอบโยนให้เข้มแข็ง มีเสียงเพลงที่คอยให้กำลังใจอยู่ทุก ๆ วัน จวบจนวันหนึ่งฉันได้มาพบเธอคนดี คนที่ใช่และคนที่ฉันรัก คนดีที่รักฉันได้หมดใจ คนที่ยอมรับความเป็นฉันได้ทุกอย่าง คนที่ทำให้ฉันยิ้มได้ในโลกแห่งความเศร้า

ฉันถึงได้รู้ว่า.....โชคชะตากำหนดให้ฉันได้เข้ามาเมืองกรุงอีกครั้ง....เพื่อมารอพบเธอคนนี้ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อเป็นบททดสอบให้ฉันรู้ว่า อุปสรรคมีให้พบผ่าน ให้อดทนและจับมือก้าวไปพร้อม ๆ กัน เพื่อสร้างชีวิตคู่ให้มั่นคงและมีความสุขทุกข์ร่วมกันจวบจนลมหายใจสุดท้ายบนโลกใบนี้

ฉันเอามือเช็ดน้ำตาที่เอ่อเบ้ามองตามหลังชายชราคนนั้นจนลิบตา ความคิดถึงพ่อไม่เคยจางหายไปเลยในชีวิต ฉันคิดถึงพ่อทุก ๆ ครั้งที่เห็นคนแก่เฒ่าเดินผ่าน ความรักและความผูกพัน ความนับถือต่าง ๆ ที่ฉันมีให้พ่อไม่เคยจือจางเลยสักนิด ความเป็นลูกสาวพ่อฝังอยู่ในสายเลือด ไม่มีสิ่งใดพรากความเป็นลูกสาวพ่อไปจากฉันได้เลย

ฉันยอมรับว่า 18 ฝน 18 หนาวที่ผ่านมา ฉันเคยผ่านเรื่องราวหลากหลายที่ใคร ๆ อาจจะคิดไม่ถึง แต่ไม่ว่าชีวิตในอดีตจะเป็นเช่นใด ฉันก็ยังรู้สึกดีที่ว่า บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ฉันได้พยายามที่จะเป็นคนดีอย่างที่พ่อบอกสอน ไม่เคยไปทำร้ายใคร และความดีที่ฉันได้ทำเอาไว้ ทำให้ฉันได้พบรักแท้ที่เคียงคู่กัน คอยดูแลกันและกัน ได้มีโอกาสทำงานดี ๆ มีผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อนฝูงรักและเอ็นดูอยู่บ้าง


 

ไม่ว่าชีวิตของฉันจะผ่านร้อนผ่านหนาวมาเพียงใด ทุกอย่างยังเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่พ่อได้สัมผัส




ยามใดที่ฉันได้คิดถึงพ่อ คิดถึงเวลาที่ผ่านมาในอดีต ฉันยังรู้สึกว่าตัวเองโชคดีอยู่มาก ฉันไม่รู้ว่า ดวงวิญญาณของพ่อยังเฝ้าดูลูก ๆ อยู่ไหม ฉันอยากรู้เหลือเกินว่า สี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัสมา พ่อมีความสุขบ้างไหม พ่อเหนื่อยไหมกับการที่พยายามเลี้ยงลูกทุกคนให้เป็นคนดี เหนื่อยมากไหมกับการมีลูกสาวอย่างฉัน ช่วงระหว่างที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ฉันเคยทำอะไรให้พ่อทุกข์ใจไหม หากอะไรก็ตามแต่ที่ฉันเคยทำให้พ่อเสียใจ ทำให้พ่อเป็นห่วง ฉันอยากขอโทษพ่อทุกอย่าง พิเศษสุดฉันอยากขอโทษที่ฉันไม่เชื่อฟังพ่อและดื้อรันเข้ามาทำงานในเมืองกรุง

วันนี้ฉันพยายามที่สุดที่จะชดเชยทุกอย่างให้กับความสุขของพ่อ ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปในแต่ละวันเฉย ๆ เพราะทุกวินาทีสำหรับฉันแล้วล้วนแต่มีค่าเสมอ

ฉันบอกกับตัวเองมาตลอดว่า "หนึ่งชีวิตและหัวใจที่ฉันมีอยู่ในวันนี้ ณ วินาทีนี้ ฉันจะเป็นคนดี จะทำแต่สิ่งดี ๆ เพื่อคนที่ฉันรัก เพื่อครอบครัว เพื่อพี่น้อง เพื่อสังคม เพื่อเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ที่น่ารักของฉัน และเพื่อแผ่นดินไทย แผ่นดินอเมริกา และทุก ๆ แผ่นดินที่ให้ชีวิตและให้โอกาสที่ดีแก่ฉัน"


 

บันทึกความทรงจำโดย Natthinee Khot-asa Jones
วันที่ 21 มกราคม 2554
ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า
ประเทศสหรัฐอเมริกา






 




Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones