ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article

ทันทีที่กลับมาถึงบ้าน ฉันเอากระเป๋าวางลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาเบา ๆ สายตาก็หันไปมองรายการทีวีตรงห้องรับแขก การแข่งขันอเมริกันฟุตบอลของแต่ละทีมในค่ำคืนวันเสาร์เป็นไปอย่างคึกคัก และยังคงแข่งขันกันต่อเนื่อง คนรักเอาน้ำมาให้ฉันได้ดื่มให้ชื่นใจจากความเหนื่อยล้า ฉันมองหน้าคนรักกล่าวขอบคุณตามเคย รู้สึกดีใจที่เขาเป็นสามีที่ดีเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยทำหน้าที่บกพร่องเลย รู้สึกภูมิใจที่มีเขาเป็นคนรักคอยเคียงข้าง


พอสักพักก็ขอตัวอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็มานั่งเช็คอีเมล เพราะไม่ได้เช็คอีเมลหลายวันแล้ว ทันทีที่เห็นหัวข้อในอีเมลที่หลานชายน้องโต้ส่งมาให้ "พี่เนาะเสียแล้วครับ" หัวใจของฉันช็อค พูดอะไรไม่ออก อึ้งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เสียนาน จากนั้นก็ค่อย ๆ เปิดอีเมลของน้องโต้อ่าน

สวัสดีครับน้าจูน น้าชิพ

น้าจูน และน้าชิพ สบายดีมั้ยครับ ผมมีเรื่องอยากจะบอกกับน้าจูน เป็นข่าวที่ไม่ดีเลยคือในตอนนี้คือ พี่ เนาะ ได้เสียชีวิตแล้วนะครับ ตอนนี้ครอบครัวเราทุกๆ คนต่างเดินทางกลับบ้านรวมทั้งพ่อและแม่ ส่วนผมไม่ได้กลับครับเพราะ ผมมีเรียนทั้งเดือนครับ

ยัง ไงผม ขอให้น้าจูนรักษาสุขภาพด้วยนะครับ

รักและคิดถึง

โต้


น้ำตาของฉันไหลรินอย่างไม่รู้ตัว โต้เป็นเพียงหลานชายคนเดียวในครอบครัวที่เรียกชื่อฉันว่า "น้าจูน" ฉันนั่งอ่านอีเมลของโต้ทีละบรรทัดอย่างช้า ๆ เพราะอยากรู้เรื่องของน้องเนาะ ช่วงระหว่างนั้นก็เอามือปิดปากตัวเองไว้ตลอด ยอมรับว่าสะอื้นไห้ไปด้วย น้ำตาไหลรินเป็นทางอย่างไม่รู้ตัว ไม่เคยคิดเลยว่าจะสูญเสียหลานชายไปเร็วขนาดนี้ ไม่อยากเชื่อเลยว่าฟ้าดินจะพรากคนที่ฉันรักไปอีกคน ฉันทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งร้องไห้และคิดอะไรหลายอย่าง หลับตาลงอย่างช้า ๆ โดยที่น้ำตาไหลรินอาบแก้ม ช่วงเวลานั้นสมองสับสนไปหมด ภาพเก่า ๆ ในอดีตลอยล่องเข้ามาในความคิดทันที ภาพความผูกพันในชีวิตที่ฉันมีต่อหลานชายคนนี้ คิดถึงครอบครัวที่เมืองไทยและชีวิตเมื่อครั้งเยาว์วัยที่ผ่านมา





"น้าเล็ก ถ้าน้าเล็กกลัวปลิง น้าเล็กไม่ต้องลงมานะ รอผมอยู่ที่คันนานั่นแหละ เดี๋ยวผมลงไปดูเบ็ดเอง"

เสียงสดใสของน้องเนาะในวัยเจ็ดขวบเอ่ยบอกฉัน ซึ่งฉันยังจำได้เสมอ เย็นวันนั้นฉันกับหลานชายช่วยกันหาปลาตามลำพังที่ทุ่งนาไม่ไกลจากหมู่บ้าน เมื่อได้ยินเสียงของน้องเนาะทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะมองตามหลังหลานชายด้วยความรักและเอ็นดู ทุก ๆ วันที่ฉันเห็นเขาโตขึ้น ฉันก็เห็นความเสียสละและความมีน้ำใจของหลานชายตลอด ฉันสัมผัสได้ถึงความรักที่หลานชายมีให้ฉัน รับรู้ว่าเขารักฉันและห่วงฉันเสมอ น้องเนาะมักจะรู้ว่าฉันชอบอะไรและรู้ว่าฉันกลัวอะไร

"จ้า น้าเล็กรออยู่ตรงนี้นะ"

"ครับ"

ในตอนนั้นฉันอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น ทุก ๆ ฤดูทำนา ฉันกับน้องเนาะจะช่วยกันหาปลาเสมอ ฉันกับน้องเนาะอายุห่างกันแค่เพียงสามปีเท่านั้น น้องเนาะเป็นลูกชายของพี่สาวต่างมารดาของฉัน (พี่สวน) เมื่อน้องเนาะอายุแค่เพียงสองปี พ่อของน้องเนาะก็เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทำให้พี่สวนต้องเลี้ยงลูกชายเพียงลำพัง โดยที่พ่อของฉันและพี่น้องคนอื่น ๆ ต่างก็ช่วยกันดูแลอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่เด็ก ๆ น้องเนาะไม่เคยรู้สึกว่าขาดพ่อเหมือนที่ฉันขาดแม่ เพราะพ่อของฉันในฐานะ "คุณตา" ได้ทำหน้าที่ทั้งตาและพ่อในตัว ทำให้น้องเนาะได้รับความรักและความอบอุ่นเทียบเท่ากับครอบครัวของฉันทุกคน

ทางด้านพี่สวน แม้ว่าสามีจะตายจากไปทั้งที่ยังสาวยังสวย แต่พี่สวนก็ไม่เคยคิดแต่งงานกับใคร พี่สวนตั้งใจทำงานหาเลี้ยงลูกตามประสา ช่วงไหนที่ว่างจากฤดูทำนาทำไร่ พี่สวนก็ทำขนมลอดช่องขายในหมู่บ้าน เพื่อหวังเก็บเล็กผสมน้อยไว้เลี้ยงลูกน้อย โดยที่พ่อของฉันและพี่น้องคนอื่น ๆ คอยส่งเสริมและช่วยเหลือมิเคยขาด เมื่อใดที่พี่สวนยุ่ง หน้าที่ของฉันและพี่ ๆ คนอื่น ๆ ก็คือช่วยกันดูแลเลี้ยงหลานคนนี้ไปด้วย

น้องเนาะและฉันเติบโตมาด้วยกัน เราเล่นด้วยกันตลอด น้องเนาะเป็นเด็กที่ตัวโตเท่า ๆ กับฉัน แม้เราจะอายุห่างกันถึงสามปี แต่การที่เราเล่นด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน ใคร ๆ ที่เห็นมักจะคิดว่าอายุไล่เลี่ยกัน

น้องเนาะมักจะเรียกฉันในภาษาขะแมร์ว่า "มีง-มม" หรือบางทีก็เรียกสั้น ๆ ว่า "มม" บางทีก็ออกเสียงคล้าย "หม่อม" และก็ตามด้วยชื่อของฉัน ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันดีในสังคมครอบครัวฉันหมายถึง "น้าสาว" ในภาษาขะแมร์นั่นเอง ส่วนฉันเรียกน้องเนาะว่า "เนาะ" หรือไม่ก็ "อาตู๊ด" แปลว่า "หนูเล็ก" ครอบครัวของฉันรักน้องเนาะมาก มีอะไรก็แบ่งกันกินตลอด พ่อเป็นผู้ชายที่รักลูกและหลานเท่ากัน เวลาที่มีอาหารดี ๆ แม้ว่าพี่สาวต่างมารดาจะแยกครอบครัวไปมีบ้านมีที่ดินทำมาหากินออกไปแล้ว แต่พ่อก็ยังแบ่งปันอาหารไปให้พี่สาวและลูก ๆ เสมอ หากเมื่อใดที่พี่สวนและน้องเนาะได้ปลาและอาหารดี ๆ ก็มักจะแบ่งมาให้พ่อและพี่น้องในละแวกเดียวกันเป็นประจำ และภาพเหล่านี้มันตราตรึงในใจฉันตลอด

"น้าเล็ก ผมว่าเบ็ดคันนี้ต้องได้ปลาตัวโตแน่ ๆ เลย ดูสิเกี่ยวต้นข้าวหักระเนระนาดไปหมดแล้ว"

น้องเนาะหันมาบอกฉัน ใบหน้ายิ้มแย้มดูมีความสุข ส่วนฉันยังคงยืนอยู่ที่คันนา คอยถือถังใบเล็ก ๆ พร้อมไส้เดือนที่เหลืออยู่เกือบครึ่งถัง มืออีกข้างหนึ่งก็ถือปลาที่ร้อยไว้ในเชือกฟางประมาณห้าตัว สายตาก็คอยลุ้นอยู่ว่าปลาที่มากินเบ็ดเป็นปลาอะไรกันแน่

"น้องเนาะระวังนะ ถ้าเจอปลาดุกอย่าไปจับเชียว เดี๋ยวเงี่ยงปลาดุกจะบาดมือเอา"

"โธ่ น้าเล็ก น้าเล็กนะไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมมีวิธีของผม" น้องเนาะบอกฉัน น้ำเสียงสดใสเหมือนคนอารมณ์ดี ท่าทางการจับปลาดูชำนาญในแบบเด็กที่ถูกเลี้ยงจากท้องทุ่ง

"ก็น้าเป็นห่วง ยังไงก็ระวังหน่อยนะ"

"ครับ"

ในวันนั้นพ่อและพี่สาวพร้อมพี่ชายพากันกลับบ้านไปแล้ว ส่วนฉันและหลานชายพากันตั้งใจหาปลาโดยการใส่เบ็ดตามท้องทุ่งนาทุก ๆ เย็น โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝน ท้องทุ่งนามักจะมีหอย ปู ปลาเต็มไปหมด

ตะวันคล้อยตกดินอย่างช้า ๆ ความมืดพัดเข้ามาแทนที่ในชีวิตท้องทุ่ง ฉันและหลานชายอาศัยแสงจันทร์ช่วยกันตรวจเบ็ดแต่ละคันไปพลาง ๆ ชีวิตของพวกฉันไม่มีนาฬิกาบอกเวลา ไม่มีวิทยุกระจายเสียงให้ฟัง เราเรียนรู้เวลาในแต่ละวันโดยการมองแสงตะวันและแสงจันทร์ เราใช้วิธีคาดคะเนเท่านั้น ยิ่งดึกปลาก็กินเหยื่อมากขึ้น มือของฉันยังคงมีปลาร้อยในเชือกอยู่หลายตัว

"น้าว่าเรากลับบ้านได้แล้ว ดึกมากแล้ว เดี๋ยวทุกคนจะเป็นห่วง"

"ผมยังไม่อยากกลับเลยน้าเล็ก ดูสิปลามีแต่ตัวใหญ่ ๆ ทั้งนั้น" น้องเนาะทำท่าอิดออดไม่อยากจะกลับบ้านตามประสาเด็กน้อยที่ดูติดอกติดใจที่เห็นปลากินเบ็ดอยู่เรื่อย ๆ

"ไม่ได้หรอก ถ้าเราอยู่ดึกกว่านี้ มันไม่ดีรู้ไหม น้าว่าเรากลับบ้านกันเถอะ ไว้เช้า ๆ ค่อยมาดูเบ็ดใหม่"

"ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมขอตัวล้างมือล้างขาก่อนนะน้าเล็ก"

"จ้า น้ารออยู่ตรงนี้นะ"

เพียงไม่นานหลานชายก็เดินต้อย ๆ มาหาฉัน "น่าเสียดายจังเลยนะครับ นี่ถ้าหากเรามีไฟฉาย คงจะหาปลาได้เยอะกว่านี้ ตากับแม่คงจะมีปลาไว้ขายได้เงินเยอะเลยแหละ"

"นั่นนะสิ ไว้ให้ตาขายข้าวปลายปีนี้ คิดว่าตาคงจะซื้อไฟฉายซักเครื่อง"

"ผมว่านะ ถ้าเรามีไฟฉายหรือไม่ก็ไฟส่องแบบใหญ่ ๆ เราสามารถหาปลาหานก หากบหาเขียดได้มากทีเดียว เสียดายจริง ๆ เลย"

ฉันแตะไหล่หลานชายเบา ๆ "ปลาคงไม่ไปไหนหรอก ไว้หน้าเกี่ยวข้าว น้ำก็คงจะแห้ง ถึงคราวนั้น พวกเราก็คงพากันวิดน้ำหาปลาได้สบาย ๆ จริงไหม"

"ครับ"

"ไปกันเถอะ กลับบ้านดีกว่า ดึกมากแล้ว"

ฉันเดินตามหลังหลานชายตามคันนาบนความมืดที่มีแต่ทุ่งข้าวเขียวขจีรอบด้าน ได้ยินเสียงเรไรเสียงจิ้งหรีดส่งเสียงเป็นระยะ ๆ คงมีแต่แสงสว่างจากพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่พอจะส่องทางให้ทางเราได้เห็นบ้าง พอกลับมาถึงบ้าน น้องเนาะกับฉันก็เอาปลาไปล้างในถังให้สะอาด จากนั้นก็เอามาให้พ่อดู

"ตาครับ ตาดูปลาช่อนตัวนี้สิครับ ใหญ่มาก ๆ เลย คงจะมีไข่แน่ ๆ " น้องเนาะชี้พลางเอ่ยบอกพ่อของฉัน ใบหน้าดูมีความสุขเป็นอย่างมาก นัยน์ตาเป็นประกายดูไร้เดียงสาและน่ารักมาก

พ่อยิ้มระบายเต็มใบหน้า เห็นได้ชัดว่าพ่อภูมิใจในตัวหลานชาย เอามือโอบไหลน้องเนาะเบา ๆ

"เก่งมากหลานรัก เอางี้ดีกว่า เดี๋ยวตาจะทำต้มปลาอร่อย ๆ ให้หนูได้ทานนะ ถ้ามีไข่ ตาจะเก็บไข่ไว้ให้หนูและน้าเล็กเพียงสองคน"

"ครับตา"

วันนั้นพ่อจัดการแบ่งปลาบางส่วนให้น้องเนาะเอากลับไปให้แม่ไว้ทำกับข้าว ปลาบางส่วนพ่อก็เก็บไว้ทำกับข้าวแบ่งลูกหลานในละแวกเดียวกันได้รับประทาน น้องเนาะเดินกลับไปบ้านด้วยอารมณ์ดี เพราะคงจะดีใจที่หาปลาได้เยอะ และได้รับคำชมจากพ่อและพี่น้องในครอบครัวอยู่ตลอด

น้องเนาะไม่ได้เป็นเด็กขยันเพียงอย่างเดียว แต่หลานชายคนนี้เป็นเด็กขี้เล่นและมักจะหยอกเล่นกับแม่ของเขาเป็นประจำ วันไหนที่ฉันและน้องเนาะนึกสนุกก็พากันไปหยอกเล่นกับพี่สาวและพี่ชายเป็นประจำ บางครั้งที่พ่อของฉันมีเวลาว่างจากการเกี่ยวข้าว พ่อก็เอาฟางข้าวทำรังตั๊กแตนให้ฉันและหลานได้เล่นตามประสา ภาพเสียงหัวเราะของฉันและหลานชายในท้องทุ่งนากว้างเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อและครอบครัวของฉันมีความสุขเป็นอย่างมาก




น้องเนาะเป็นเด็กที่น่ารักเสมอ เขาเป็นเด็กดีสำหรับฉัน ว่านอนสอนง่าย คงมีเพียงเรื่องเดียวที่น้องเนาะไม่ยอมทำเด็ดขาด นั่นก็คือ "การไปเรียนหนังสือ" ฉันและพี่น้องทุกคน รวมทั้งพ่อและแม่ของน้องเนาะต่างก็พากันคะยั้นคะยอให้น้องเนาะไปเรียนหนังสือตลอด แต่จนแล้วจนเล่าน้องเนาะก็หนีกลับบ้านเป็นประจำ บางทีไปเรียนได้ไม่กี่วัน ก็หนีไปเล่นที่ท้องทุ่งนาโดยที่ไม่สนใจการเรียนหนังสือเลย ฉันเองก็ท้อใจและไม่เข้าใจทำไมหลานชายไม่อยากเรียนหนังสือ ไม่เคยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมหลานชายถึงได้ไม่ชอบไปโรงเรียน ได้แต่พยายามชักชวนขอร้องให้หลานไปเรียนด้วยกัน แต่หลานชายก็ดื้อดึงบอกไม่เรียนท่าเดียว

ปีแล้วปีเล่า หลานชายก็ไม่ยอมไปโรงเรียน ไม่ว่าจะอ้างเรื่องเอาตำรวจมาจับ หลานชายก็ไม่สนใจ ไม่เคยกลัวใด ๆ บางวันที่หลานชายใจอ่อนยอมไปเรียนหนังสือได้สักเดือนสองเดือน พอเวลาไม่นานก็หยุดเรียนเสียอย่างนั้น ฉันเองรู้สึกเป็นห่วงอนาคตของหลานเป็นอย่างมาก เกรงว่าโตขึ้นจะลำบากเพราะไม่มีความรู้ กลัวว่าเขาจะเอาตัวไม่รอด พยายามที่จะคุยกับเขา ให้เขากลับไปเรียนหนังสือ แต่เขาก็ไม่ยอมไป ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ใจเขาคิดอะไรอยู่ก็ไม่รู้เลย

ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ หน้าที่ของฉันและน้องเนาะก็คือการเลี้ยงควาย เราสองคนน้าหลานมักจะขี่ควายคนละตัวและต้อนควายตัวอื่น ๆ ไปกินหญ้าตามท้องทุ่งนา บางครั้งก็พากันไล่จับตั๊กแตนด้วยกัน เวลาว่าง ๆ ก็ไปเอาเสียมขุดหาปูหาหอยตามทุ่งนา หากช่วงไหนที่ผักไม้ที่พอจะกินได้มีให้เก็บ เราสองคนน้าหลานก็พากันปีนเก็บอย่างไม่เกรงกลัวใด ๆ โดยที่มีฉันคอยถือผัก ถือถัง คอยเดินเคียงคู่หลานชายเสมอ วันไหนนึกคิดสนุกก็พากันขี่ควายข้ามน้ำห้วย เล่นน้ำกับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ไปด้วย ชีวิตของฉันและหลานชายคนนี้ ยอมรับว่าเลยว่า เหมือนพี่น้องท้องเดียวกันมากกว่าที่จะเป็นหลานชาย เรารักและผูกกันมากเหลือเกิน

"น้าเล็ก น้าเล็กเกาหางควายตัวนี้ให้ผมหน่อยสิ ผมจะลองปีนทางหัวของมัน"

ฉันเดินไปจับหางควายด้านล่างสุดที่ติด ๆ กับก้น และก็เกาเบา ๆ เพื่อให้ควายอยู่นิ่ง ส่วนน้องเนาะก็ปีนป่ายด้านหน้าควายเข้าไปนั่งหลังควายอย่างสุขใจ

"ควายตัวเนี่ย เชื่องมาก ๆ เลย น้าเล็กลองขี่ดูไหม"

"หนูช่วยต้อนมันไปใกล้ ๆ เนินตรงนั้นสิ เดี๋ยวน้าจะได้กระโดดขึ้น"

น้องเนาะทำตามที่ฉันบอก ส่วนฉันก็ไม่รอข้า ไปยืนรอที่เนินที่เป็นโคกขนาดกลางด้านหน้า พอควายเดินเข้ามาใกล้ ๆ ก็จัดการกระโดดปีนป่ายขึ้นไปนั่งหลังควายอย่างเร็ว

"นี่แสดงว่ามันเริ่มโตเป็นสาวแล้ว มันถึงยอมให้เราขี่เล่นได้"

"ครับ เดี๋ยวอีกหน่อยมันก็มีลูก พวกเราก็จะมีควายเยอะนะน้าเล็ก"

"จ้า"

ฉันยิ้มทันทีที่ได้ยินเสียงหลานชาย รู้สึกเอ็นดูในความน่ารักของหลานชาย ครอบครัวของฉันเลี้ยงควายไว้หลายตัว ทุก ๆ ครั้งที่พี่สาวแต่ละคนแต่งงานแยกครอบครัวไป พ่อก็จะแบ่งปันที่นา ที่ไร่ และควายคนละสองตัวให้พี่สาวทุกคนได้ตั้งตัวสร้างฐานะครอบครัวอยู่เสมอ พ่อของฉันเป็นคนที่ไม่ชอบการขายควาย เพราะพ่อรู้สึกผูกพันกับควายมาก พ่อยอมขายควายก็เมื่อยามที่เราลำบากไม่สามารถแก้ปัญหาทางอื่นได้จริง ๆ พ่อจึงจะยอมขายควายให้คนอื่น ซึ่งฉันและพี่น้องทุกคนเข้าใจเป็นอย่างดี

ฉันและน้องเนาะเติบโตไล่เลี่ยกัน หลังจากที่ฉันเรียนจบประถมศึกษาปีที่หก และเข้าไปเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมประจำตำบล น้องเนาะก็ไม่เคยไปเรียนหนังสืออีกเลย และก็ช่วยแม่ทำงานอยู่ที่ไร่นาตลอด เมื่อฉันเริ่มโตขึ้นก็ไม่มีโอกาสได้เล่นกับหลานชายมากนัก เพราะช่องว่างระหว่างวัยและเพศที่แตกต่างทำให้เราไม่ได้สนิทกันเหมือนตอนเด็ก ๆ ที่สามารถเล่นขี่คอหยอกเล่นกันได้ ยิ่งโตขึ้นพ่อก็คอยห้ามไม่ให้ฉันเล่นอะไรที่เกินขอบเขตที่ดูไม่เหมาะสมของลูกผู้หญิง เพราะพ่อเลี้ยงฉันแบบคนหัวโบราณ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่า ความรักและความผูกพันระหว่างน้าหลานจะลดน้อยลง

มาช่วงหลัง ๆ ฉันไม่ค่อยได้เล่นกับหลาน ๆ นัก เพราะน้องเนาะโตขึ้นก็อยู่ในกลุ่มผู้ชายตลอด ส่วนฉันก็อยู่แต่กับกลุ่มผู้หญิงด้วยกัน ฉันจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่ฉันโตเป็นสาวแรกรุ่น เมื่อครั้งที่ขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพฯ เมื่อพี่รองทราบข่าวและไม่พอใจ จึงได้ตบตีบังคับพาฉันให้มาพักอาศัยอยู่ที่รังสิตด้วย ในตอนนั้นฉันประสบปัญหาน้องชายพี่สะใภ้ลวนลาม ทำให้พี่ชายกับพี่สะใภ้มีปัญหากัน พี่รองได้ตัดสินใจพาฉันมาเช่าอพาร์ตเม้นท์เล็ก ๆ อยู่ตามลำพัง โดยที่ได้สัญญากับฉันว่า จะอยู่กับฉันและดูแลฉันให้ดี

แต่ช่วงระหว่างนั้น พี่รองกินแต่เหล้าไม่เคยสนใจฉันเลย ในช่วงนั้นฉันเพิ่งจะเข้าไปทำงานในบริษัทซีเกทสาขาคลองเจ็ดได้ไม่กี่วัน เวลาเข้ากะเข้าก็ต้องไปขึ้นรถรับส่งตั้งแต่ตีห้า หากไม่มีวินมอร์เตอร์ไซต์วิ่ง ก็ต้องเดินในซอยมืด ๆ ซึ่งก็น่ากลัวไม่น้อย ยิ่งเวลาที่ออกกะบ่ายนั้นก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว หากไม่มีคนมารับที่ปากซอย ก็ต้องนั่งวินมอเตอร์ไซต์เข้าซอย ฉันเองยังเด็กอยู่มาก ยังอ่อนต่อโลกภายนอก และไม่ค่อยรู้อะไรในชีวิตเมืองกรุง ชีวิตก็ไม่ต่างกับเด็กสาวจากท้องทุ่งนาคนอื่น ๆ ที่ไร้เดียงสากับสังคมในเมืองใหญ่

ช่วงระหว่างที่พักอยู่คนเดียว น้องเนาะอายุประมาณ 14 ปี และก็ได้ขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ แต่บังเอิญน้องเนาะอายุไม่ถึงเกณฑ์ ทำให้ไม่มีที่ไหนรับเข้าไปทำงาน เพราะกลัวจะถูกกรมแรงงานจับ เป็นเหตุให้น้องเนาะไม่มีงานทำ จึงได้ย้ายมาพักอยู่กับพี่ธนา ซึ่งเป็นลูกชายของพี่สาวคนโตต่างมารดาของฉันนั่นเอง ในตอนนั้นฉันเข้าใจดีว่า ทำไมพี่รองถึงไม่ยอมให้น้องเนาะมาพักอยู่กับฉัน เพราะความที่ฉันโตเป็นสาวและหลานชายโตขึ้น การที่จะพักอยู่ตามลำพังสองคนอาจจะดูไม่เหมาะสมในสายตาผู้คน ซึ่งพี่น้องของฉันต่างก็ถือเรื่องตรงนี้ ทำให้ฉันพักอยู่เพียงคนเดียวในห้องเพียงลำพัง ส่วนพี่รองก็กลับไปคืนดีกับภรรยาเช่นเดิม

ฉันจำได้ว่า ทุก ๆ วันที่ฉันเข้ากะเช้า หากวันไหนที่ฉันกลัวไม่กล้าที่จะเดินในซอยเปลี่ยว ๆ ไปขึ้นรถรับส่งบริษัท ฉันก็มักจะเคาะประตูขอให้น้องเนาะเดินไปส่งอยู่เสมอ ซึ่งน้องเนาะไม่เคยบ่นเลยสักคำ และก็เดินไปส่งฉันเป็นประจำ หากวันใดที่ฉันเลิกงานมาดึก น้องเนาะก็ไปรับที่หน้าปากซอยตามที่รับปากไว้ ซึ่งชีวิตของฉันเป็นอยู่แบบนี้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ จากนั้นพี่รองและพี่ธนาต่างก็เห็นด้วยที่จะส่งน้องเนาะกลับไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ไม่มีใครรับเข้าทำงาน เนื่องมาจากอายุไม่ถึง ต้องรอให้อายุครบสิบห้าปีถึงจะเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ได้

ตั้งแต่นั้นฉันก็ไม่เคยเห็นหลานชายอีกเลย เขาหายไปหลายปี ชีวิตของฉันผลิกผันเจอเรื่องราวหลายอย่าง ทั้งโชคร้ายและโชคดีปะปนกันไป ฉันมีสุขน้อยกว่ามีทุกข์เสียอีก แต่ฉันก็อดทนเข้มแข็งเสมอ ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา เพราะฉันคิดเสมอว่า โลกแห่งความทุกข์คงไม่อยู่กับฉันไปตลอด ฉันเชื่อมั่นว่าสักวันฉันจะได้เจอกับสิ่งดี ๆ บ้าง


 





 




Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



[1]

Opinion No. 1 (136786)

 

จวบจนวันที่พ่อเสียชีวิต เป็นอีกวันหนึ่งที่ฉันได้เห็นหลานชายอีกครั้ง ในงานศพของพ่อมีคนมาช่วยงานเยอะมาก ทำให้พวกเราต่างก็ยุ่งวุ่นวายตามหน้าที่ของตน ฉันไม่เคยมีโอกาสได้คุยกับหลานอย่างจริงจังสักที พอเสร็จงานศพพ่อก็รีบกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯ ทันที หลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนก็ลาออกจากงานไปเรียนหนังสือต่อที่ปักษ์ใต้

 

 

 

 

ตั้งแต่วันนั้นฉันก็ไม่เคยเห็นหลานชายอีกเลย ทราบแต่ว่าเขาสมัครเป็นทหารเกณฑ์รับใช้ชาติ ซึ่งฉันเองภูมิใจเป็นอย่างมากที่ทราบข่าว ดีใจที่หลานชายได้เป็นทหารรับใช้ชาติ หวังอยู่ลึก ๆ ว่า ชีวิตทหารคงจะช่วยให้หลานชายได้เรียนฝึกวิชาชีพจากกองทัพบ้าง เมื่อยามที่เขาหมดประจำการ เขาจะได้ใช้วิชานั้นทำมาหาเลี้ยงตัวเองได้ 

 

 

 

สองปีผ่านไป ฉันเรียนจบด้านบัญชีและขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยที่พยายามเรียนหนังสือไปด้วย จวบจนวันหนึ่งฉันได้รับโทรศัพท์จากใครคนหนึ่ง ฉันกดรับสายทันที

 

 

 

 

"สวัสดีค่ะ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"สวัสดีครับน้าเล็ก น้าเล็กเป็นยังไงบ้าง"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉันจำเสียงของน้องเนาะได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเสียงจะแตกและดูเปลี่ยนไปบ้าง แต่ถ้อยคำที่ได้ยินในวันนั้น ฉันสัมผัสได้เลยว่า เป็นน้องเนาะจริง ๆ ในวันนั้นฉันดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ยินเสียงหลานชาย ซึ่งน้องเนาะได้โทรมาบอกว่า เป็นทหารประจำการอยู่กับกองทัพบกในเขตกรุงเทพฯ ฉันและหลานคุยกันหลายอย่าง ฉันถามเขาเกี่ยวกับชีวิตการเป็นทหาร และเรื่องราวต่าง ๆ ที่ไม่เคยได้รับรู้ในหลายปีที่ผ่านมา พยายามบอกสอนเขาให้หาเวลากลับไปเยี่ยมแม่บ้าง อย่ากินเหล้า ให้เขาเป็นคนดีของสังคม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้เห็นหลานรักอีกเลย จวบจนวันที่ฉันและคนรักแต่งงาน ในวันนั้นน้องเนาะและเพื่อนสนิทที่เป็นทหารด้วยกันได้เดินทางกับรถตู้กลับไปบ้านกับฉัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากที่ฉันแต่งงานมาอยู่อเมริกาก็ไม่เคยได้เห็นหลานชายอีกเลย ได้แต่ข่าวว่าเขาหมดประจำการการเป็นทหารก็กลับไปบวชให้แม่ จากนั้นก็ได้ยินข่าวเรื่องสาว ๆ รุ่นน้องที่หลานชายจีบ ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นเพื่อน ๆ รุ่นน้องที่เคยวิ่งเล่นด้วยกันตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ และฉันก็ได้เจอหลานชายอีกทีก็ตอนปี 2006 เมื่อครั้งที่ฉันและคนรักพากันกลับไปเที่ยวเมืองไทย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉันได้เจอกับหลานชายในงานขึ้นบ้านใหม่ของพี่กันต์ ในวันนั้นฉันซื้อกางเกงยีนเสื้อยืด และน้ำหอมอย่างดีไปให้หลานชาย นอกจากนั้นก็ซื้อเสื้อผ้าไปให้แม่ของหลานชายด้วย ทุกคนดูมีความสุขกับการได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ ๆ สวย ๆ แต่ละคนใส่ไม่ยอมถอดทีเดียว ทำให้คนที่ให้อย่างฉันและคนรักมีความสุขเป็นอย่างมาก ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ได้รับของฝากจากฉันและคนรักไม่ต่างกันเลย ฉันและคนรักมีให้กับทุก ๆ คนเท่าเทียมกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในงานกินเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ตอนกลางคืน ฉันมีโอกาสได้คุยกับหลานชายเพียงไม่กี่คำ บอกแต่ว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"เป็นคนดีนะเนาะ อย่ากินเหล้าให้มากนัก เดี๋ยวสุขภาพจะไม่ดี ตั้งใจทำงานดูแลแม่ให้ดีนะ นับวันแม่ของหนูก็แก่มากแล้ว อย่าทำให้แม่เสียใจนะ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ครับ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลานชายนอบน้อมกับฉันและคนรักเป็นอย่างมาก เขาบอกฉันว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"กางเกงยีนที่น้าเล็กซื้อให้ผม ใส่ได้พอดีเลย เสื้อก็ดูดีด้วย ขอบคุณน้าเล็กและแฟนมาก ๆ เลยครับ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉันมองหน้าหลานชายด้วยความรักความเอ็นดู พี่น้องของฉันไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร พวกเรามีชีวิตเหมือนคนบ้านนาทั่วไป เวลาที่มีใครสักคนซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ให้ได้ใส่ แต่ละคนต่างก็ยินดีและดีใจกันถ้วนหน้า ฉันเองทั้งดีใจและมีความสุขที่เห็นหลานชายและพี่น้องทุกคนชอบสิ่งที่มอบให้ ในใจยังคิดอยู่ตลอดเลยว่า หากฉันมีเงินเยอะ ๆ และร่ำรวย ฉันคงจะให้สิ่งดี ๆ กับพวกเขามากกว่านี้ คงจะให้พวกเขาได้ทานอาหารอร่อย ๆ เหมือนที่ฉันได้ทาน ฉันยังจำคำสอนของพ่อได้เสมอว่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"หากมีกินก็อย่าแอบกินแอบสุขเพียงคนเดียวนะลูก อย่าลืมพี่น้องและหลาน ๆ เด็ดขาด ยังไงเราก็พี่น้องกัน รักกันเข้าไว้นะลูก" ทุกครั้งที่คิดถึงคำพูดของพ่อ ทำให้ฉันสำนึกรักที่จะแบ่งปันพี่น้องทุกคนเสมอ แม้ไม่มากมาย แต่ฉันก็แบ่งให้เรื่อย ๆ ตามกำลังที่พอจะทำได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในวันนั้นคนรักของฉันและฉันรวมทั้งพี่น้องทุกคนในครอบครัวมีความสุขเป็นอย่างมาก น้องเนาะรักและนับถือคนรักของฉันอย่างที่ปฏิบัติต่อฉัน คอยดูแลช่วยเหลือทุกอย่าง อะไรที่ฉันขอให้น้องเนาะช่วยหาช่วยทำให้ หลานชายก็ไม่เคยปฏิเสธ รีบวิ่งหามาให้ทันที เวลางานเลี้ยงในตอนกลางคืน ก็กินดื่มกันอย่างสนุกสนาน พากันเต้นรำกับคนรักของฉันอยู่ตลอด ปากก็บอกว่า "ภูมิใจน้าเขยคนเล็กมาก" ทำให้ฉันมีความสุขไปด้วย สุขที่เห็นคนรักของฉันเข้ากับพี่น้องทุกคนได้ดี เวลาที่มีโอกาสก็อดไม่ได้ที่จะพากันถ่ายรูปที่ระลึกเอาไว้ โดยที่มีน้องเนาะโอบกอดน้าเขยคนเล็กอย่างภาคภูมิใจ ฉันรู้ว่าน้องเนาะรักและนับถือคนรักของฉันเป็นอย่างมาก หลานชายคนนี้รักและนับถือผู้ชายทุกคนที่รักฉันและฉันรัก เขาเป็นหลานที่นอบน้อมและให้ความนับถือฉันไม่เคยเปลี่ยน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากที่ฉันกลับมาที่อเมริกา ก็ทราบข่าวว่าหลานชายมีความรักกับเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกสาวของคนลาว (คนไทยที่พูดภาษาอีสานหรือภาษาลาว) ในหมู่บ้านถัดกัน น้องเนาะรักผู้หญิงคนนี้มาก ทั้งสองคนผิดพลาดที่ได้เสียกันก่อนแต่ง ซึ่งทางผู้หลักผู้ใหญ่ก็รับรู้ โดยที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงเรียกร้องให้น้องเนาะรับผิดชอบแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีโดยไว น้องเนาะเองก็พยายามทำงานเก็บเงินเพื่อเป็นค่าสินสอดไปแต่งงานกับน้องฟ้า เพราะทั้งรักและต้องการรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไว้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในช่วงระหว่างนั้น แม่ของน้องเนาะประสบอุบัติเหตุถูกรถชน ทำให้มือหักและเดินไม่ได้ จากนั้นก็ล้มป่วยเดินไม่ได้ ฉันและพี่น้องทุกคนต่างก็ช่วยเหลือกันคนละไม้ละมือเพื่อดูแลพี่สาวคนนี้ให้ดีที่สุด เมื่อแม่น้องเนาะอาการดีขึ้นก็ได้รับความกดดันกับการเรียกร้องของพ่อแม่ของน้องฟ้าอย่างมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ถ้าไม่รีบมาแต่งก่อนปีใหม่นี้ ก็คงจะไม่ให้น้องฟ้าแต่งงานด้วย"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในช่วงวันนั้นหลานชายมีเงินไม่มากนัก และไม่พอค่าสินสอด โดยที่น้องฟ้าเองก็รักหลานชายอยู่มาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ถ้าพี่เนาะเอาที่นาไปจำนำ และเอาเงินมาเป็นค่าสินสอดให้พ่อกับแม่ฟ้า หลังจากเราแต่งงาน ฟ้าก็จะช่วยพี่ทำงานเก็บเงินไถ่ที่นาคืนให้หมด"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ในตอนแรกน้องเนาะไม่อยากจะทำอย่างนั้น เพราะรู้สึกสงสารแม่เป็นอย่างมาก ทางฝ่ายฉันและพี่น้องต่างก็บอกน้องเนาะอย่าได้รีบร้อน ไหน ๆ ก็ได้เสียกันแล้ว ก็แต่งงานพอเป็นพิธี ไม่ต้องจัดงานใหญ่โตให้เปลืองเงินทอง เก็บเงินไว้สร้างฐานะครอบครัวเสียดีกว่า แต่ทางด้านพ่อแม่น้องฟ้าไม่ยอม บอกว่าลูกสาวทั้งคนจะไม่ให้มีงานที่ใหญ่โตได้อย่างไร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ครอบครัวของฉันเป็นฝ่ายที่ไม่สามารถต่อรองอะไรได้เลย เพราะหลานชายพลาดพลั้งไปได้ลูกสาวเขาเสียก่อน จึงต้องยอม โดยที่แม่น้องเนาะได้ประกาศจำนำที่นาเพื่อเอาเงินไปเป็นค่าสินสอดแต่งน้องฟ้าให้ลูกชาย ซึ่งในตอนนั้นพี่กันต์และสามีพอจะมีเงินอยู่บ้าง และด้วยความที่ไม่อยากให้ที่ดินของพ่อตกเป็นของคนอื่นที่ไม่ใช่คนในเครือญาติ พี่กันต์และสามีจึงรับจำนองที่นาเอาไว้ โดยที่ไม่คิดดอกเบี้ยใด ๆ เอาแค่ที่นาเอาไว้ โดยยังให้หลานชายได้ทำมาหากินเหมือนเดิม หากแต่แบ่งรายได้คนละครึ่งเท่านั้น และเมื่อใดที่น้องเนาะมีเงินก็สามารถไถ่ถอนคืนได้ตามที่ได้คุยกันไว้ ซึ่งฉันเองก็เห็นด้วย และแม่น้องเนาะก็ยินดีเป็นอย่างมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

งานแต่งงานของน้องเนาะและน้องฟ้าได้จัดขึ้นในปีใหม่ปี 2010 โดยที่ตอนนั้นน้องฟ้าตั้งครรภ์อ่อน ๆ อยู่ กอปรกับวันนั้นเป็นวันที่หลวงพี่โอ๊ะหลานชายอีกคนหนึ่งฉลองปฏิโมกข์อีกด้วย ทำให้ฉันกับคนรักต้องจัดสรรเงินที่มีเจียดแบ่งไปช่วยงานสองส่วนด้วยกัน โดยที่พี่น้องของฉันคนอื่น ๆ ต่างก็นำเงินมาช่วยงานคนละไม้คนละมือ ทำให้งานเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนพ่อกับแม่ของน้องฟ้าก็ดีใจเป็นอย่างมาก เพราะในที่สุดก็ได้ทั้งสินสอดทองหมั้นตามที่เรียกร้องเอาไว้ ในวันนั้นฉันโทรทางไกลไปเมืองไทย เพื่ออวยพรให้หลานชายในวันแต่งงาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"เนาะ ฟังน้าให้ดีนะหนู ในวันนี้เนาะได้แต่งงานมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว น้าก็ขอให้เนาะได้ทำหน้าที่สามีที่ดีนะจ๊ะ ขอให้เนาะรักและดูแลลูกสาวเขาให้ดี เมื่อรักเมียก็อย่ารักจนลืมรักแม่เสียล่ะ เนาะรู้ไหม เนาะเป็นผู้ชายที่โชคดีมาก ๆ มีผู้หญิงสองคนที่รักเนาะมาก ๆ และมีน้า ๆ อีกหลายคนที่รักและห่วงเนาะตลอด น้าขอให้เนาะรักและดูแลผู้หญิงสองคนนี้ให้ดี เวลามีอาหารการกินดี ๆ ก็อย่ากินกับเมียสองคน ให้นึกถึงแม่ให้มาก ๆ นะ แม่เป็นผู้หญิงที่สำคัญที่สุดในชีวิตเนาะ ถ้าไม่มีแม่ก็ไม่มีเนาะในวันนี้ จำไว้ให้ดีนะ มีอะไรก็ขอให้บอกน้า น้าขออวยพรให้หนูมีความสุขในชีวิตคู่ ครองรักกันให้นาน ๆ อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า น้ารักและห่วงหนูมากนะ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉันอวยพรให้หลานชาย รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจที่เห็นหลานชายมีความสุข มีครอบครัวเป็นหลักแหล่ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ขอบคุณครับ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"จากนี้ต่อไป ก็พากันทำงานเก็บเงินไถ่ถอนที่นาคืนมาให้แม่ให้ได้นะ เนาะรู้ไหมแม่รักที่นาผืนนี้มาก ๆ เพราะเป็นทรัพย์สมบัติชิ้นสุดท้ายที่ตามอบให้แม่ไว้ให้เนาะได้ทำมาหาเลี้ยงชีพ อย่าทำให้แม่เสียใจนะ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ครับน้าเล็ก ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ผมจะทำให้ดีที่สุดเลย"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ดีมากจ้า" 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วันนั้นฉันมีความสุขที่ได้คุยได้อวยพรให้หลานชาย แม้จะไม่ได้ไปร่วมงาน แต่ก็ดีใจที่ได้เห็นภาพงานแต่งงานของหลานชายที่พี่กันต์ส่งมาให้ เมื่อเสร็จงานน้องเนาะก็พยายามหางานทำเพื่อเก็บเงินไว้ไถ่ถอนที่นาคืนมา โดยที่เงินบางส่วนต้องส่งเสียดูแลแม่ไปด้วย ทางด้านน้องฟ้าก็เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ค่อยสนใจงานบ้านงานเรือน เวลาที่น้องเนาะหาเงินมาได้ก็เก็บไว้เพียงคนเดียว เวลาซื้ออาหารกินก็ไม่ค่อยแบ่งแม่น้องเนาะเลย ถ้าเมื่อใดที่รู้ว่าน้องเนาะให้เงินแม่ น้องฟ้าก็งอนและทำท่าไม่พอใจอยู่เรื่อย ข่าวคราวความเห็นแก่ตัวของภรรยาน้องเนาะทราบถึงหูฉันอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งก็ทำให้ฉันนึกโมโหอยู่ไม่น้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จวบจนวันหนึ่งแม่ของน้องเนาะอาการป่วยทรุดลงหนัก ดูเหมือนจะไม่รอด ทำให้น้องเนาะต้องดูแลแม่อยู่ตลอด บางทีน้องฟ้าก็เกิดความอิจฉาตามประสาหญิงสาวที่สามีมัวแต่ใส่ใจแม่จนลืมตัวเอง ทำให้เธองอนและหนีกลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่เป็นประจำ ส่วนหลานชายก็ตามไปง้อคืนดีด้วย ชีวิตคู่ของหลานชายมีสุขตามประสา มีงอนบ้างตามวิถีชีวิต จวบจนวันหนึ่ง แม่สามีของพี่กันต์ได้เสียชีวิต น้องเนาะก็ใจดี อาสาเข้ามาช่วยงานหลายอย่าง โดยที่ทิ้งให้น้องฟ้าและแม่อยู่ตามลำพัง หลังจากช่วยงานได้เพียงสองวัน น้องฟ้าก็ปวดท้องคลอดลูก ทำให้น้องเนาะต้องรีบพาน้องฟ้าไปโรงพยาบาล ซึ่งในวันถัดมาน้องฟ้าคลอดลูกสาวน่ารักน่าชังมากทีเดียว โดยที่พี่กันต์เป็นคนโทรมาเล่าให้ฉันฟังเรื่อย ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากงานศพของแม่สามีพี่กันต์เสร็จเรียบร้อย พี่กันต์และครอบครัวเดินทางกลับไปกรุงเทพฯ เหมือนเดิม จนอยู่มาวันหนึ่งฉันได้รับโทรศัพท์จากพี่กันต์

 

 

 

 

 

 

 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2016-12-15 09:23:17


Opinion No. 2 (136787)

หลังจากที่คุยกับน้องเนาะเสร็จ ฉันก็เดินกลับมาเซ็นชื่อในใบสัญญาซื้อขาย ฉันเอาเช็คให้คนรักเขียนส่งให้ผู้จัดการฝ่ายขาย ฉันเปลี่ยนชีวิตตัวเองจากบทเศร้า ๆ มานั่งคุยเรื่องการซื้อรถต่อ ฉันมีรอยยิ้มและความดีใจที่คนรักจะได้ขับรถที่ต้องการ ฉันมีความภูมิใจและสุขใจในช่วงเวลาหนึ่ง และฉันก็มีความห่วงใยไปให้หลานที่เมืองไทยในเวลาเดียวกันด้วย ฉันดีใจที่มีโอกาสได้คุยกับหลานชาย และดีใจที่ตัวเองได้มอบกำลังใจให้หลานชาย แม้ฉันจะอยู่ไกลแต่ฉันก็ไม่เคยลืมพวกเขา

 
ในวันนั้นฉันบอกกับคนรักเสมอว่า ถ้ามีรถสองคัน ฉันจะไม่หยุดทำงานแค่ที่เดียวเท่านั้น ฉันมีเวลาเหลืออีกเยอะและหลายชั่วโมงต่อวัน เพราะเรื่องงานเขียนเป็นงานอดิเรกที่ฉันทำยามว่างเท่านั้น หลังจากนี้เป็นต้นไป ฉันจะหางานทำเพิ่มอีก เพื่อจะได้เก็บเงินเก็บทองสร้างฐานะต่อไป และเมื่อใดที่ญาติพี่น้องที่เมืองไทยตกระกำลำบาก ฉันก็สามารถมีเงินช่วยแบ่งปันน้ำใจไปให้พวกเขาด้วย คนรักไม่เคยว่าอะไร หากสิ่งที่ฉันทำคือความสุขที่ฉันปรารถนา คนรักก็ยินดีเสมอและก็ให้การสนับสนุนทุกอย่าง
 
หากชีวิตคู่ของฉันมีแค่เพียงเราสองคน ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีภาระที่ต้องช่วยเหลือ ฉันก็คงไม่ต้องดิ้นรนอะไรมากขนาดนี้ แต่ฉันรู้สึกว่าชีวิตคู่มีเรื่องครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ฉันจึงต้องพยายามที่จะเปิดใจกว้าง ๆ รับทุกอย่างเข้ามาในชีวิต ฉันยอมรับว่าตัวเองมีโอกาสมากกว่าใคร ๆ ในบรรดาพี่น้องทุกคนในครอบครัว ฉันมีโอกาสที่จะทำอะไรหลายอย่างที่คนอื่น ๆ ไม่มีโอกาสเลย ฉันไม่อยากเสียโอกาสตรงนี้ไป และไม่อยากให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ ในตอนนั้นฉันตั้งใจไว้ว่า งานที่แซมคลับจะเป็นงานที่ฉันทำประจำจนเกษียณอายุ ส่วนงานอื่น ๆ ในอนาคตจะเป็นงานพาร์ทไทม์ที่ฉันแบ่งปันเวลาไปทำเท่านั้น และฉันจะต้องทำให้ดีทีสุด ฉันไม่เคยกลัวเลยกับความลำบาก ไม่เคยท้อแท้กับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ เพราะมันคือความสุขของฉัน และเป็นสิ่งที่ฉันต้องการทำให้ดีที่สุด
 
ฉันรักการทำงาน รักการเรียนรู้ รักการอ่านและการเขียน ฉันไม่เคยท้อแท้ต่ออุปสรรคใด ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ฉันอยากทำงานหลาย ๆ ที่เหมือนที่เพื่อนบางคนทำกัน ฉันบอกกับตัวเองเสมอว่า เมื่อใดที่ฉันเกษียณอายุ ฉันจะได้ไม่ต้องทำงานอีก ฉันอยากสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตคู่เคียงคู่กับคนรัก เพื่อเป็นเสาหลักให้หลาน ๆ และพี่น้องที่เมืองไทยด้วย ในวันนี้ฉันอายุยังน้อย ยังมีเวลาที่จะสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตอีกเยอะ และฉันก็จะทำ และทำให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้
 
หลังจากที่ทำสัญญาซื้อขายรถเสร็จแล้ว ฉันและคนรักกล่าวขอบคุณพนักงานขายและผู้จัดการ ทุกคนเดินมาส่งพวกเราที่รถคันใหม่ คนรักของฉันขับรถคันใหม่กลับบ้าน ส่วนฉันขับรถคันเก่านำหน้าไปก่อน ฉันหันไปมองคนรักเป็นระยะ ๆ ภูมิในตัวเขา และภูมิใจที่เราสองคนมีในวันนี้  ชีวิตของฉันดำเนินไปด้วยดี ฉันมีโอกาสได้ทำงานเพิ่มอีกที่หนึ่ง ซึ่งก็เป็นงานที่ด้านแคชเชียร์ที่คอยคิดเงิน ในตอนนั้นฉันใฝ่ฝันมาตลอดว่า อยากไปเป็นครูผู้ช่วยเด็ก ๆ ในโรงเรียนประถมประจำเมืองที่อยู่ โดยที่มิสทรีน่าเพื่อนสนิทที่ทำงานด้วยกัน ทำงานเป็นครูผู้ช่วยในตอนเช้าได้ให้คำแนะนำเอาไว้ ฉันได้ยื่นใบสมัครทิ้งเอาไว้ โดยที่ไม่เคยตั้งความหวังอะไรไว้มากมาย เพราะตัวเองไม่เคยมีประสบการณ์สอนเด็กนักเรียนในโรงเรียนมาก่อน ฉันเองเคยมีแต่ประสบการณ์เกี่ยวกับค่ายอาสาพัฒนาชนบท 08 ที่เมืองไทยอยู่บ้าง โดยในช่วงนั้นฉันและเพื่อน ๆ ในบริษัทได้ไปช่วยสร้างโรงเรียนและสอนหนังสือให้เด็ก ๆ เพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งถือว่าประสบการณ์ตรงนี้น้อยมาก หากแต่ฉันมีหัวใจที่รักเด็กและอยากทำงานกับเด็กมาก
 
ฉันได้รับติดต่อเรียกสัมภาษณ์จากโรงเรียนประถมศึกษาสองแห่ง และก็พลาดการสัมภาษณ์งานครูผู้ช่วย (Teacher Assistant) ทั้งสองครั้ง เนื่องมาจากไม่มีประสบการณ์โดยตรง เพราะบางโรงเรียนต้องการคนที่มีประสบการณ์เท่านั้น เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ตุลาคมปี 2010 ที่ผ่านมา ทางโรงเรียนแห่งหนึ่งได้ติดต่อมาหาฉันเพื่อขอสัมภาษณ์ โดยที่ฉันได้นัดสัมภาษณ์ในวันจันทร์ เพราะวันนั้นต้องทำงานในบริษัทแซมคลับทั้งวัน ในวันนั้นฉันทำใจไว้มากทีเดียว เพราะคิดว่าตัวเองคงจะได้สัมภาษณ์เหมือนที่ผ่าน ๆ มา แต่โอกาสจะได้งานทำตรงนี้คงจะมีไม่มาก
 
หลังจากที่เข้าไปสัมภาษณ์กับผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง ฉันกลับรู้สึกมีความสุขที่ถูกสัมภาษณ์จากผู้อำนวยการคนนี้ เพราะการสัมภาษณ์เป็นไปด้วยดี ฉันไม่เคยรู้สึกเครียดหรือกดดันใด ๆ และก็ตอบคำถามทุกอย่างด้วยความมั่นใจ ชัดเจน โดยที่ฉันทิ้งท้ายด้วยคำพูด
 
"แม้ว่าดิฉันจะไม่เคยมีประสบการณ์สอนเด็ก ๆ ในโรงเรียนประจำโดยตรงมาก่อน แต่ดิฉันเป็นคนที่รักกับการได้อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก ๆ ดิฉันมีความตั้งใจในการทำงานทุกอย่าง หากคุณให้โอกาสดิฉันได้ทำงานด้วย ดิฉันจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดให้เต็มฝีมือเท่าที่กำลังจะทำได้ ตั้งแต่ดิฉันทำงานในบริษัท Sam's Club ดิฉันไม่เคยขาดงาน ไม่เคยลางาน ไม่เคยไปทำงานสาย ถ้าคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม คุณสามารถติดต่อสอบถามจากผู้จัดการของดิฉันได้โดยตรงค่ะ"
 
วันนั้นฉันพูดจบก็กล่าวขอบคุณผู้อำนวยการที่ให้โอกาสให้ฉันได้สัมภาษณ์งาน ไม่ว่าผลการสัมภาษณ์จะออกมาอย่างไร ฉันยอมรับการตัดสินใจทุกอย่างของทางโรงเรียน และยินดีกับทุก ๆ คนที่ได้ทำงานตำแหน่งนี้ ฉันเดินกลับไปที่รถโดยที่มีคนรักนั่งอ่านหนังสือรออยู่ ฉันบอกคนรักว่า มีความสุขที่ได้สัมภาษณ์งานนี้ แม้จะได้งานหรือไม่ได้งาน ก็รู้สึกดีใจจริง ๆ เพราะรู้สึกดี รู้สึกสบายใจกับการได้คุยกับผู้อำนวยการของโรงเรียน
 
ฉันกลับมาบ้าน ทำงานบ้านตลอด และก็หน้าที่ตัวเองตามปกติทั่วไป พอวันพุธที่ 13 ตุลาคม ทางโรงเรียนก็โทรมาหาฉัน โดยเสนองานตำแหน่ง Teacher Assistant เด็ก Kindergarten ให้กับฉัน  ซึ่งในขณะนั้นฉันไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ก็รีบตอบรับงานทันที จากนั้นพอช่วงสาย ๆ ก็เข้าไปเซ็นสัญญาทำงานทันที ฉันทำงานเป็นครูผู้ช่วยสอนหนังสือให้เด็ก ๆ ในช่วงเช้าจนถึงบ่ายสี่โมงเย็น พอเสร็จจากงานสอนเด็ก ๆ ก็ไปทำงานด้านบัญชีให้กับบริษัทแซมคลับเหมือนเดิม ชีวิตยอมรับว่ามีความสุขมาก ๆ ฉันมีความสุขกับงานที่ได้สอนและช่วยเหลือเด็ก ๆ ให้ได้เรียนรู้ ทางด้านครูประจำชั้นก็น่ารักและเป็นครูที่เก่งมาก ๆ ฉันชื่นชมในสิ่งดี ๆ ในตัวเธอมาก สำหรับเด็กนักเรียนของฉันมีทั้งหมด 26 คน ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นเด็กที่น่ารักน่าชังที่สุด
 
ฉันทำงานทุกวัน ติดต่อกันหลายวัน ไม่มีเวลาแม้แต่จะเล่นอินเตอร์เน็ต เวลากลับมาบ้านก็อยู่กับคนรักและก็เข้านอนแต่หัวค่ำ มีเวลาได้เล่นกับเจ้ากัมโบเพียงน้อยนิด ส่วนคนรักก็ช่วยดูแลบ้านไปด้วย ไม่ว่าจะซักผ้า ดูดฝุ่น ช่วยรดน้ำผัก ซื้ออาหารเข้าบ้าน ทำทุกอย่างที่พอจะช่วยเหลือแบ่งปันภาระจากฉันได้ โดยที่เขาไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลยสักคำ ฉันเองดีใจมาก ๆ ที่คนรักมีน้ำใจแก่ฉัน เมื่อใดที่ฉันกลับมาจากทำงานเหนื่อย ๆ เขาก็เตรียมอาหารและอุ่นนมอร่อย ๆ ให้ได้ดื่มให้ชื่นใจ ชีวิตยอมรับว่ามีความสุข แต่พอได้อ่านอีเมลที่ฉันเปิดอ่านในค่ำคืนของวันเสาร์มันทำให้ฉันสะเทือนใจและปวดร้าวไปหมด
 
By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-10-20 15:05:44


Opinion No. 3 (136788)

ฉันรีบกดโทรศัพท์ไปหาพี่กันต์ทันที ฉันถือสายรอพี่สาวอยู่สักพัก พอได้ยินเสียงพี่กันต์ ฉันก็ร้องเรียกชื่อพี่กันต์ทันที
 
"ณัฐ พี่ดีใจที่สุดที่น้องติดต่อมา พี่และพี่น้องทุกคนเฝ้ารอน้องอยู่หลายวัน พยายามติดต่อไปหาก็ติดต่อไม่ได้ ให้น้องโต้อีเมลไปหาก็ไม่มีวี่แววอะไร พี่กับพี่น้องคนอื่น ๆ เฝ้ารอและหวังอยู่ตลอดว่าน้องจะต้องติดต่อมา" พี่กันต์พูดพลางร้องไห้ไปด้วย
 
ฉันเองกลั้นน้ำตาไม่อยู่ "หนูเพิ่งทราบข่าว หนูทำงานตลอด ไม่มีเวลาเช็คอีเมล ส่วนมือถือที่ใช้โทรเข้าออกเมืองไทยก็ไม่ได้เติมเงินเลย เพราะไม่รู้ว่าเงินหมด คิดว่ามีเงินเหลืออยู่"
 
"พี่และพี่น้องดีใจที่สุดที่ณัฐโทรมา"
 
"หนูเสียใจอย่างมากที่หลานจากไปเร็วขนาดนี้"
 
"ณัฐรู้ไหมทำไมหลานถึงตาย?"
 
ฉันไม่เคยรู้เลยว่าหลานเป็นอะไรเสียชีวิต คิดอยู่ตลอดว่าหลานคงจะเสียชีวิตเพราะโรคไตแน่นอน เพราะหลายเดือนก่อนหลานไม่สบายเพราะโรคนี้ โดยที่หมอบอกว่า หลานคงจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน ฉันก็เชื่อสนิทว่าหลานเสียชีวิตเพราะโรคไตแน่ ๆ
 
"ตกลงหลานไม่ได้เสียเพราะโรคไตหรอกหรือพี่กันต์"
 
พี่กันต์สะอื้นไห้อย่างหนัก ฉันได้ยินตลอด เสียงสั่นระริก ทำให้ฉันเองก็อดที่จะร้องไห้ไม่ได้ ยอมรับว่ากลั้นน้ำตาไม่อยู่
 
"หลานผูกคอตาย"
 
พอได้ยินพี่สาวบอกว่าหลานผูกคอตาย ฉันก็สะเทือนใจยิ่งนัก แม้จะยังไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้หลานปลิดชีวิตตัวเอง แต่ก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นกับหลานแน่นอน ฉันรู้สึกจุกที่หัวใจเต็มไปหมด ทำอะไรไม่ถูก รู้สึกเจ็บลึกเหมือนมีคมมีดกรีดกลางหัวใจอย่างช้า ๆ ให้ฉันทรมานทีละนิด แต่ไม่ทำให้ฉันตายทันที
 
"ทำไมหลานทำแบบนั้น เกิดอะไรขึ้น"
 
"น้องเนาะทำใจไม่ได้ เพราะภรรยามีผู้ชายคนใหม่ หลานเสียใจมาก ตรอมใจจนไม่สามารถทนมีชีวิตอยู่ได้ รู้สึกผิดที่เกิดมามีชีวิตในโลกนี้ เป็นคนที่สร้างแต่ปัญหาให้แม่ หลานรู้สึกว่าชีวิตทำแต่เรื่องให้แม่ทุกข์ใจและผิดหวัง เพราะความที่รักผู้หญิงคนนี้มาก ทุ่มเทให้ทุกอย่าง พอผู้หญิงคนนี้ทิ้งไปมีผู้ชายใหม่ ก็ทนสภาพชีวิตตัวเองไม่ไหว"
 
"แค่ผู้หญิงคนเดียว หลานไม่น่าทำแบบนั้นเลย ผู้หญิงคนเดียวไม่รัก ก็ยังมีอีกหลาย ๆ คนที่รักเขา อย่างน้อย ๆ ก็แม่ของเขาและพวกเราทุกคน"
 
"หลานเสียใจที่ทำให้แม่เสียใจมากกว่า เพราะการที่หลานรักภรรยามาก ยอมกู้ยืมเงินเพื่อมาแต่งงาน เอาที่นาที่ไร่ไปจำนองคนอื่น ขายวัวขายควายที่เหลืออยู่เพื่อเก็บเงินเป็นค่าสินสอดแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ หลานคงรู้สึกผิดที่เอาทรัพย์สินที่ตามอบให้แม่เอาไว้เลี้ยงชีพ เป็นทรัพย์สินที่แม่รักมากที่สุดไปจำนองให้กับคนอื่น ๆ เพื่อเอาเงินมาแต่งงานผู้หญิงคนนี้ หลานทุ่มเทเพราะคิดว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนดี คิดว่าแต่งงานกันไปแล้ว จะช่วยกันทำงานเก็บเงินไถ่ที่นาที่ไร่คืน สร้างฐานะให้มั่นคง แต่ทุกอย่างผิดคาด"
 
"หลานคงรู้สึกผิดต่อแม่มาก รู้สึกผิดที่ลุงป้าน้าอาพากันห้ามปรามว่าอย่าเพิ่งแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ แต่หลานไม่เชื่อ กลัวว่าฝ่ายหญิงจะไม่รอ แคร์ความรู้สึกของผู้หญิงมาก จึงยอมทุ่มหมดเนื้อหมดตัวเพราะหัวใจที่รัก แต่พอตัวเองล้มเจ็บ ไม่สามารถทำงาน มีโอกาสมีชีวิตเพียงไม่นาน ผู้หญิงคนนี้ก็ตีจากเสียอย่างนั้น"
 
ฉันได้ฟังเรื่องราวจากพี่กันต์ช่างสะเทือนใจยิ่งนัก น้ำตาไหลรินไม่หยุด ฉันยังจำภาพเรื่องราวน้องฟ้าภรรยาของน้องเนาะได้เสมอ แม้จะไม่เคยเห็นตัวจริง แต่ในวันแต่งงานของหลานชาย ฉันก็ได้โทรศัพท์ไปอวยพรให้รักกันนาน ๆ พร้อมทั้งโอนเงินไปช่วยงานในฐานะน้าสาวคนเล็ก ในวันนั้นฉันมีความสุขที่เห็นหลานเป็นฝังเป็นฝา แม้ในใจลึก ๆ จะห่วงหลานชายอยู่บ้าง แต่ก็พยายามคิดในแง่ดี คิดว่าผู้หญิงคนนี้คงจะรักหลานชายมาก คิดว่าอยู่ด้วยกันคงจะช่วยกันสร้างฐานะกอบกู้ทุกอย่างที่เคยมีกลับคืนมาทั้งหมด
 
แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่คิด พี่กันต์เล่าให้ฉันฟังว่า หลังจากหมอยอมให้น้องเนาะออกจากโรงพยาบาลมารักษาตัวอยู่บ้านได้ น้องฟ้าก็ขอไปทำงานที่กรุงเทพฯ โดยที่เธอแอบติดต่อกับอดีตแฟนเก่าสมัยที่ทำงานโรงงานด้วยกัน ซึ่งผู้ชายคนนี้เป็นคนที่น้องฟ้ารู้จักมาก่อนที่จะมารู้จักกับหลานชาย ในตอนแรกพี่น้องของฉันก็เป็นห่วง เพราะไม่เห็นน้องฟ้าติดต่อขอความช่วยเหลือใด ๆ และไม่ส่งข่าวคราวเลย โดยเฉพาะกันต์ยาหลานสาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งปัจุบันนี้ทำงานอยู่ในบริษัทโซนี่ที่ฉันเคยทำเมื่อครั้งยังสาว ๆ คอยโทรตามเช็ค เพราะหวังจะชวนน้องฟ้าไปสมัครงานทำที่บริษัทโซนี่ด้วยกัน แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่สามารถติดต่อน้องฟ้าได้เลย
 
จนอยู่มาวันหนึ่งคนในหมู่บ้านไปเห็นน้องฟ้าพักอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะมาบอกเพื่อน ๆ ให้รู้ โดยที่ช่วงนั้นใครก็ไม่รู้ไปเล่าเรื่องนี้ให้น้องเนาะได้ฟัง ทำให้หลานชายคิดหนัก และพยายามเข้าข้างตัวเองคิดว่าไม่เป็นความจริง จวบจนวันหนึ่งน้องฟ้าติดต่อมาหาน้องเนาะให้ขึ้นไปหาที่กรุงเทพฯ น้องเนาะก็ไม่มีเงิน เพราะตอนนั้นไม่มีรายได้อะไร อาศัยกินเงินที่ฉันและพี่น้องคนอื่นส่งไปให้ และด้วยความรักที่มีต่อน้องฟ้า ทำให้หลานชายทนไมได้จึงต้องไปยืมเงินน้าแก้วน้าสาวอีกคนหนึ่งเพื่อขึ้นไปหาน้องฟ้าที่กรุงเทพฯ โดยที่พาเพื่อนสนิทไปด้วยหนึ่งคน ซึ่งในวันนั้นพี่สวนก็ได้แต่ห้ามลูกชาย
 
"ไม่ต้องขึ้นไปหรอกลูก อยู่กับแม่ที่นี่แหละ ขึ้นไปก็ทำอะไรไม่ได้"
 
"ไม่ไปไม่ได้หรอกครับแม่ เมียผมโทรให้ขึ้นไป ก็ต้องไป"
 
"จะไปยังไงล่ะ สุขภาพก็ไม่ดี ทำงานการอะไรจะได้ แม่เป็นห่วง เนาะอย่าไปเลยนะลูก อยู่กับแม่นี่แหละดีแล้ว"
 
น้องเนาะจับมือแม่ไว้แน่น "แม่ไม่ต้องห่วงผมนะ ผมจะไปแล้วรีบมาหาแม่"
 
พี่สวนไม่สามารถห้ามปรามลูกชายได้ ได้แต่นั่งมองลูกชายด้วยหัวใจที่ห่วงที่สุด หญิงในสภาพร่างกายที่ไม่ค่อยสมบูรณ์เฝ้าดูลูกชายเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าไปตามหาภรรยาที่กรุงเทพฯ ฉันรู้ว่าพี่สวนเจ็บปวดหัวใจไม่น้อยที่เห็นลูกชายรักผู้หญิงคนนี้มากกว่ารักตัวเอง พี่สวนไม่เคยคาดหวังอะไรมากในชีวิต เธอต้องการเพียงให้ลูกชายมีชีวิตที่มีความสุข อย่าได้ทุกข์กับสิ่งใด ๆ เหมือนที่เธอเป็นอยู่
 
ในวันนั้นน้องเนาะไปถึงกรุงเทพฯ ก็พาเพื่อนสนิทนั่งรถไปหาน้องฟ้าที่อพาร์ทเมนต์ แต่พอเข้าไปเจอภาพน้องฟ้านอนอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง หัวใจก็สลายตรงนั้น โดยที่สายตาของน้องฟ้าและผู้ชายคนนั้นมองน้องเนาะเหมือนตัวประหลาด น้องเนาะน้ำตาตกใจ ไม่พูดจาอะไร เดินออกมาจากอพาร์ทเมนต์ด้วยความผิดหวัง มุ่งไปยังถนนใหญ่อย่างคนไม่อยากมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ตัดสินใจเดินเข้าไปในตู้โทรศัพท์เพื่อโทรหาใครคนใดคนหนึ่ง
 
"น้าบุหงาครับ ฝากดูแลแม่ด้วยนะ"
 
น้องเนาะโทรหาพี่สาวคนที่สามของฉัน ไม่ได้พูดอะไรมาก เหมือนต้องการฝากฝังพี่สวนไว้กับพี่บุหงา พอพูดจบก็วางสายทันที โดยที่ไม่รอให้คนปลายสายถามเลยสักคำ จากนั้นน้องเนาะก็เดินออกมาจากตู้โทรศัพท์อย่างช้า ๆ และด้วยความเสียใจทำให้หลานชายขาดสติ รู้สึกว่าชีวิตนี้สิ้นหวัง ไร้ค่าที่ผู้หญิงที่รักมากที่สุดไม่รักตัวเอง รู้สึกผิดที่เอาที่นาที่ไร่และทรัพย์สินของแม่ไปจำนองเพื่อเอาเงินมาแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้จนหมดเนื้อหมดตัว แต่สุดท้ายผู้หญิงคนนี้ก็ทิ้งไปไม่มีเยื่อใย แถมทำร้ายจิตใจกันโดยที่ให้น้องเนาะได้เห็นภาพบาดตาอีก
 
น้องเนาะเสียใจเป็นอย่างมาก เดินเข้าหารถบนท้องถนน แต่โชคดีที่รถแต่ละคันหลบทัน ทำให้ไม่ถูกรถชน เพื่อนของน้องเนาะรีบวิ่งเข้าไปดึงน้องเนาะออกจากถนนอย่างเร็ว และพาเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด พอกลับมาถึงบ้านที่ต่างจังหวัด น้องเนาะก็ไม่ยอมพูดจากับใคร จะพูดก็แต่กับแม่และพี่น้องของฉันเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ทางด้านพี่สวนและพี่บุหงารวมทั้งน้าแก้วและญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ปลอบใจอยู่ตลอด แม้แต่เด่นน้องชายของเดือนเพ็ญเพื่อนรักของฉันก็เข้ามาปลอบโยนให้กำลังใจอยู่เสมอ
 
หลายวันถัดมาญาติพี่น้องของฉันไม่พอใจกับการกระทำของฝ่ายหญิง จึงได้เรียกพ่อแม่ของน้องฟ้ามาคุยกับพร้อมผู้หลักผู้ใหญ่ประจำหมู่บ้าน โดยที่พ่อแม่น้องฟ้าได้โทรศัพท์ให้น้องฟ้ากลับมาบ้าน ในวันที่คุยกันวันนั้น ทางผู้หลักผู้ใหญ่ถามน้องเนาะว่า
 
"ยังไงน้องฟ้าก็ได้ทำผิดพลาดไป เนาะจะว่าอย่างไร"
 
"ผมไม่ว่าอะไร ผมให้อภัยเขา สิ่งที่ทำผิดพลาดไปแล้วก็ขอให้ลืมไป อยากให้กลับมารักกันและสร้างชีวิตคู่ด้วยกันใหม่"
 
ผู้หลักผู้ใหญ่ต่างก็พยักหน้าและนับถือน้ำใจของหลานชายที่ยังคงรักและให้โอกาสฝ่ายหญิง แต่พอทางผู้ใหญ่ถามน้องฟ้า
 
"ว่ายังไงฟ้า พี่เนาะเขาก็ให้อภัยแล้ว ฟ้ายังอยากที่จะอยู่กับพี่เขาไหม"
 
"ไม่อยู่หรอก ยังไงฟ้าก็ไม่เอา ฟ้าไม่ได้รักพี่เนาะแล้ว ฟ้ามีคนใหม่แล้ว"
 
คำปฏิเสธของน้องฟ้าทำให้น้องเนาะตายทั้งเป็น หันไปมองแม่ด้วยนัยน์ตาที่แดงก่ำ หลานคงจะผิดหวังเสียใจเป็นอย่างมาก คงอยากจะกราบขอโทษแม่ที่ผิดพลาดรักผู้หญิงคนนี้มากเกินไป คงจะรู้สึกละอายใจที่ผ่านมาตัวเองมองข้ามคำเตือนและความรักที่แม่มีให้มาตลอด หลานคงจะรู้สึกแล้วว่า "ไม่มีรักใด ๆ ในโลกที่เป็นรักแท้ได้เท่ากับรักที่แม่มีต่อลูก และไม่มีรักใด ๆ และความหวังดีเท่ากับญาติพี่น้องที่มอบให้"
 
หลังจากที่พูดคุยทุกอย่างจบสิ้น น้องเนาะยังทำใจไม่ได้ ชีวิตในแต่ละวันไม่ยอมพูดจากับใครนัก เอาแต่เก็บตัวเงียบ ๆ ซึมเศร้าอยู่ทุกวัน ทำให้แม่น้องเนาะและพี่บุหงารวมทั้งญาติพี่น้องเพื่อนฝูงต่างก็เป็นห่วงเป็นอย่างมาก
 
ในเช้าวันพฤหัสที่ 14 ตุลาคม 2553 น้องเนาะตื่นแต่เช้า หาอาหารให้แม่ได้ทานจนอิ่ม จากนั้นพี่อ้วนคนในหมู่บ้านมาขอให้น้องเนาะไปช่วยงาน น้องเนาะก็ใจดีไปช่วยงานพี่อ้วนทั้งวัน พอตกเย็นก็กลับมาบ้านหาอาหารให้แม่ได้ทานจนอิ่ม จากนั้นก็นั่งกินเหล้ากับเพื่อนสนิทไปพลาง ๆ เพื่อคลายความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น
 
"อย่าเสียใจเลยเพื่อน แค่ผู้หญิงคนเดียว ไว้พรุ่งนี้กันจะพานายไปจีบสาวที่หมู่บ้านติด ๆ ชายแดน สาว ๆ หมู่บ้านนี้สวย ๆ เยอะมาก" เพื่อนสนิทของหลานรักพูดพลางตบไหล่ให้กำลังใจไปด้วย
 
น้องเนาะมองเพื่อนรักยิ้มเศร้า ๆ "ถ้าโอกาสมีคงได้ไปจีบอยู่หรอก"
 
"ไว้พรุ่งนี้เจอกันนะเพื่อน" เพื่อนสนิทหลานชายพูดจบก็ขี่รถกลับบ้านไป ทิ้งให้หลานชายนั่งมองขวดเหล้าเศร้า ๆ เพียงลำพัง
 
ทางด้านพี่สวนนั้นก็นั่งมองภาพลูกชายอยู่ตลอด ได้แต่ให้กำลังใจอย่าได้เสียใจเลย
 
"ลูกรัก แค่ผู้หญิงคนเดียวไม่รัก ก็อย่าไปเสียใจเลย แม่รักเนาะคนเดียวก็พอ ยังไงก็อย่าคิดสั้นทำร้ายตัวเองเสียล่ะลูก"
 
"แม่ไม่ต้องห่วงผมหรอก"
 
"ยังไงก็อย่าคิดสั้นนะลูก" พี่สวนบอก น้ำเสียงเศร้า ๆ เพราะเธอกลัวว่าลูกชายจะคิดสั้น พี่สวนรู้ว่าหลานชายเพิ่งจะได้ปืนลมจากเพื่อนรักมาหนึ่งกระบอก แต่พี่สวนไม่รู้ว่าลูกชายเอาปืนมาทำไม ช่วงระหว่างนั้นพี่สวนรู้สึกกลัวว่าลูกชายจะฆ่าตัวตาย แต่ไม่รู้น้องเนาะจะฆ่าตัวตายด้วยวิธีใด
 
น้องเนาะลุกขึ้นเก็บขวดเหล้าปัดกวาดบ้าน จากนั้นก็อุ้มแม่ไปนอนในห้องนอน น้องเนาะค่อย ๆ ห่มผ้าให้แม่ พี่สวนจับมือลูกชายไปพลาง ๆ มองหน้าลูกชายไปด้วย
 
"อย่าคิดสั้นนะลูก"
 
"แม่หลับเถอะนะ ไม่ต้องห่วงผมหรอก หลับให้สบายนะแม่"

 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-10-20 15:11:59


Opinion No. 4 (136789)

 

จากนั้นหลานชายก็เดินออกมานั่งที่ชานเรือนด้านหน้า คิดอะไรเพียงลำพัง พอเวลาประมาณตีหนึ่งกว่า ๆ พี่สวนเองก็ยังไม่หลับ ประตูห้องพี่สวนยังเปิดอยู่ตลอด สามารถมองเห็นภาพคนเข้าออกได้ชัดเจน ยิ่งดึกอากาศก็หนาวลงตลอด ด้วยสภาพอากาศที่แปรเปลี่ยนตามกฏธรรมชาติ ช่วงระหว่างที่พี่สวนกำลังจะหลับ พี่สวนเห็นเงาของหลานชายมายืนตรงหน้าประตูห้องและมองพี่สวนอยู่เสียนาน พี่สวนเองก็นอนมองดูว่าลูกชายจะทำอะไร
 
เพียงไม่นาน น้องเนาะก็เดินออกไปข้างนอกสักพัก จากนั้นก็เอาเชือกควายมามัดที่คานบ้านอย่างช้า ๆ และเงียบที่สุด จากนั้นก็เอาผ้าขาวม้าที่แม่ซื้อให้เมื่อไม่นานมานี้มัดต่อจากเชือกควายเพื่อรับน้ำหนักที่ได้เหมาะสม จากนั้นก็ปีนป่ายดึงเอาผ้าขาวม้ารัดที่คอตัวเองก่อนที่จะกระโดดลงมา พอพี่สวนได้ยินเสียงตึ้งก็ร้องไห้ทันที
 
"เนาะ เนาะทำแบบนี้ทำไมลูก อย่าทำแบบนี้เลย อย่าทิ้งแม่ไป ทำไมคิดสั้นอย่างนี้ลูก เนาะอย่าเพิ่งตายนะลูก"
 
พี่สวนร้องไห้ตลอด และก็ตะโกนร้องเรียกคนให้ช่วย เธอร้องจนไม่มีแรง เธอเดินไม่ได้ จึงต้องค่อย ๆ คลานออกมาจับขาลูกชายไว้ แต่ก็ช่วยลูกไม่ได้ เพราะเธอลุกขึ้นยืนไม่ได้ ไม่มีแรงไม่มีกำลังที่จะช่วยได้ เธอตัดสินใจคลานไปที่เรือนด้านหลังบ้านพร้อมกับร้องเรียกให้พี่เขยคนโตให้มาช่วย แต่ก็ไม่มีใครได้ยิน ซึ่งช่วงจังหวะนั้นน้าแก้วซึ่งบ้านตั้งอยู่ติด ๆ กันได้ยินเข้า จึงเปิดไฟเดินออกมา
 
"สวนเอ้ย แกร้องทำไมวะ มีอะไรหรือ" น้าแก้วตะโกนถามด้วยอาการงัวเงีย
 
"แก้ว...แก้วช่วยด้วย เนาะผูกคอตายแล้ว แก้วมาช่วยลูกฉันที"
 
น้าแก้ววิ่งลงจากเรือนอย่างเร็ว พยายามเข้ามาช่วยน้องเนาะเอาไว้ แต่ด้วยความชราและสุขภาพที่ไม่แข็งแรงทำให้ไม่สามารถช่วยได้นัก จึงวิ่งไปตามพ่อพี่ธนา (พี่เขยคนโต) ให้มาช่วย จากนั้นก็วิ่งไปตามพี่บุหงาด้วย ซึ่งพี่บุหงาพอได้ยินน้าแก้วบอกก็อุ้มลูกคนเล็กวิ่งเตลิดมาที่บ้านพี่สวนทันที พอเห็นร่างของหลานชายห้อยโตงเตงอยู่ เธอตั้งสติได้ตัดสินใจวิ่งไปคว้ามีดจากห้องครัวมาตัดเชือกทันที โดยที่พี่สวน น้าแก้วและญาติคนอื่น ๆ ต่างก็รออยู่ด้านล่าง พอร่างของน้องเนาะล้มลง พี่บุหงาก็รีบเข้ามาช่วยปั๊มหัวใจให้หลานชายทันที
 
มือของพี่บุหงาปั๊มหัวใจน้องเนาะไปพลาง ๆ น้ำตาไหลพราก ปากก็พร่ำแต่บอกว่า
 
"เนาะตื่นสิ ตื่นขึ้นมาสิ อย่าเพิ่งไปเลย เนาะอย่าทำอย่างนี้เลยหลานรัก ตื่นขึ้นมาสิ"
 
ญาติพี่น้องทุกคนต่างก็ร้องไห้เสียงดังลั่น ค่ำคืนนั้นเสียงร้องไห้ดั่งระงมไปทั่วบ้านละแวกใกล้เคียงกัน เป็นเสียงร้องไห้ที่โหยหวนเจ็บปวดร้าวไปหมด ทุกคนร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด เวลาผ่านไปสามสิบนาทีก็ไม่มีวี่แววที่น้องเนาะจะฟื้นคืนมา พี่บุหงาหมดแรงที่จะปั๊มหัวใจให้หลาน รู้ว่าคงจะไม่สามารถช่วยชีวิตหลานไว้ได้ จึงพากันนั่งร้องไห้อยู่เสียนาน จากนั้นพี่บุหงากับน้าแก้วก็ช่วยกันอุ้มร่างอันไร้วิญญาณของน้องเนาะมาวางไว้บนที่นอน
 
"ทำไมลูกแม่คิดสั้นอย่างนี้" เสียงร้องไห้สะอื้นปานจะขาดใจของพี่สวนดังก้องอยู่ตลอด
 
"ทำไมเนาะต้องคิดสั้นเพราะผู้หญิงที่ไม่รักตัวเอง ทำไมทิ้งพวกน้าไปแบบนี้ ตื่นขึ้นมาสิ"
 
ทั้งเสียงพี่บุหงาและน้าแก้วร้องไห้ดังสลับกันไปมา ผู้คนในหมู่บ้านที่ทราบข่าวก็ทยอยพากันมาดูมาช่วยกันจัดงานวิ่งเต้นเรื่องต่าง ๆ
 
ทางด้านพี่บุหงาพอตั้งสติได้ก็รีบโทรศัพท์ตามหาพี่น้องทุก ๆ คน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลกนี้ก็ตามก็ต้องแจ้งให้ทุกคนทราบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของหลานรัก พี่กันต์ พี่รองและครอบครัวพากันเดินทางกลับบ้านทันที ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ทยอยพากันกลับมางานศพพร้อมหน้าพร้อมตากัน คงมีเพียงฉันและพี่ชายคนโตเท่านั้นที่ไม่สามารถไปร่วมงานศพของหลานได้ เพราะฉันอยู่ไกลแสนไกลคนละฝากโลก ส่วนพี่โตก็ประจำอยู่ที่ประเทศลาวไม่สามารถเดินทางกลับมาได้
 
"ตอนนี้พระกำลังสวด พี่น้องเราทุกคนกำลังตักบาตร เดี๋ยวอีกสักพักก็จะเคลื่อนศพหลานไปเผาแล้วนะณัฐ ณัฐมีอะไรจะบอกหลานไหม"
 
ฉันพูดอะไรไม่ออก ร้องไห้ไปด้วย ได้แต่บอกพี่สาวว่าจะโอนเงินไปช่วยงานให้เร็วที่สุด ฝากขอโทษหลานที่ฉันไม่สามารถไปร่วมงานศพได้ ฉันเสียใจที่สุดกับการสูญเสียครั้งนี้ หลังจากคุยกับพี่กันต์สักพัก ฉันก็มีโอกาสได้คุยกับพี่สวน
 
พี่สวนคะ พี่อย่าร้องไห้นะ อย่าเสียใจนะ หลานไปดีแล้ว หลานหลับสบายแล้ว หนูเสียใจกับเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น เสียใจที่น้องเนาะทิ้งพวกเราไป หนูเสียใจจริง ๆ" ฉันพูดพลางร้องไห้ไปด้วย ยอมรับว่าเสียใจที่สุด
 
"พี่สวนได้ยินฉันไม่ค่อยชัด ได้แต่ร้องเรียก "เนียงใช่ไหม เนียงใช่ไหม"
 
"ใช่จ๊ะ เนียงเองจ้า พี่สวนต้องเข้มแข็งนะ ต้องสู้ ถึงวันนี้จะไม่มีน้องเนาะ พวกเนียงจะดูแลพี่เองนะ พวกเนียงไม่มีวันทิ้งพี่แน่นอน ดูแลตัวเองนะพี่"
 
"เนียงได้ยินพี่ไหม น้องเนาะตายแล้วนะเนียง หลานผูกคอตาย" พี่สวนพยายามบอกฉันอีกครั้ง เพราะคิดว่าฉันคงจะไม่รู้ว่าหลานเสียชีวิต
 
"จ้า เนียงทราบแล้ว พี่สวนอย่าร้องไห้ เข็มแข็งนะ ต้องดูแลตัวเองให้ดี สัญญาว่าจะไม่อ่อนแอและอดทนเอาไว้"
 
"พี่ก็เข้มแข็งอยู่หรอก แต่ไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้"
 
"เนียงขอโทษที่ไม่ได้ไปช่วยงานศพหลาน แต่เนียงจะส่งเงินไปให้พี่กันต์ช่วยนะ แล้วทุก ๆ เดือนเนียงจะส่งเงินไปให้พี่ได้ใช้ พี่จะได้ไม่ต้องลำบาก อย่าได้กังวลใด ๆ เนียงจะไม่ทิ้งพี่เด็ดขาด"
 
"ขอบใจจ้า ขอบใจจริง ๆ ขอบใจที่เนียงและน้อง ๆ ทุกคนไม่ทิ้งพี่"
 
By Natthinee Khot-asa Jones Date 2015-03-22 07:50:39


Opinion No. 5 (136790)
ฉันร้องไห้ใจแทบขาด ยิ่งได้คุยกับพี่สวนก็ยิ่งเวทนาสงสารพี่สาวยิ่งนัก ชีวิตของพี่สาวต่างมารดาของฉันคนนี้อาภัพเหลือเกิน แต่เธอก็เป็นพี่สาวที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ดีจนฉันไม่เคยรู้สึกว่าพวกเราเป็นพี่น้องต่างมารดา และฉันก็รู้สึกว่าพี่สวนเป็นพี่สาวแท้ ๆ ร่วมมารดากับฉันมาตลอด ฉันได้คุยกับพี่กันต์เพียงสักพัก ได้ให้กำลังใจพี่น้องทุก ๆ คนก่อนที่จะวางสาย เพื่อให้พี่กันต์ได้ตักบาตรและจัดงานศพให้หลานจนเสร็จ
 
"ฝากพี่กันต์ช่วยดูแลงานศพของหลานให้ดีที่สุดนะ ขาดเหลืออะไรก็ขอให้บอก เนียงขอโทษที่ไปช่วยงานไม่ได้ เพราะทุกอย่างกะทันหันเหลือเกิน เนียงเสียใจจริง ๆ ฝากกำลังใจไปให้พี่สวนและพี่น้องเราทุก ๆ คนด้วยนะคะ เนียงได้คุยกับแฟนแล้ว ทุก ๆ เดือนเนียงจะโอนเงินไปช่วยเหลือพี่สวน"
 
แม้ในวันที่สูญเสียหลานชาย แต่ฉันก็ภูมิใจที่พี่น้องของฉันรักและกลมเกลียวกันดีมาก น้องหงิมลูกชายคนโตของพี่บุหงาได้บวชหน้าศพให้น้องเนาะ ซึ่งฉันและพี่น้องทุกคนภูมิใจในตัวหลานคนนี้มาก และก็ได้แต่ภาวนาให้บุญความดีต่าง ๆ ที่พวกเราได้ช่วยกันทำเอาไว้ จงดลบันดาลให้ดวงวิญญาณของหลานรักได้อยู่ในภพที่สุขสบาย อย่าได้ยากลำบากใด ๆ
 
การสูญเสียหลานชายเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อยไปกว่าใคร ๆ ในครอบครัว ฉันและพี่น้องทุกคนผูกพันกับหลานชายคนนี้เป็นอย่างมาก ภาพในอดีตเก่า ๆ และภาพความผูกพันน้าหลานผุดขึ้นในสมองเป็นระยะ ๆ แต่ละฉากตอนฉันจำได้ทั้งหมด ความน่ารัก รอยยิ้มที่จริงใจใสซื่อของเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ทำให้ฉันคิดถึงอยู่ตลอด เสียงหัวเราะของหลานชายยังก้องอยู่ในหู เหมือนกับเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นแค่ฝันร้ายเท่านั้น
 
ณ วันนี้แม้ว่าหลานจะจากโลกนี้ไป ฉันก็ยังภูมิใจที่หลานเกิดมาได้ทำทุกอย่างที่อยากจะทำ ได้เป็นลูกของแม่ ได้เป็นหลานชายที่ดีของน้า ๆ และเป็นหลานที่น่ารักของตา หลานเป็นเพื่อนที่ดีของทุก ๆ คนที่รู้จัก หลานได้ทำหน้าที่เป็นทหารรับใช้ชาติไทยติดต่อกันหลายปี หลานได้แต่งงานและทำหน้าที่สามีที่ดีที่สุดไม่เคยขาดตกบกพร่อง หลานได้เป็นพ่อแม้จะแค่ระยะเวลาเพียงเจ็ดวันเท่านั้นก็ตาม และสุดท้ายหลานเป็นหลานที่รักของพวกฉันและครอบครัวทุกคน และเขาจะเป็นความทรงจำที่พวกฉันจดจำไว้ตลอด
 
หลังจากเสร็จงานศพ พี่น้องของฉันทุกคนได้ตัดสินใจพากันช่วยเหลือพี่สวนทุกอย่าง โดยที่พี่บุหงาเป็นแม่งานรับพี่สวนมาอยู่ด้วย ส่วนบ้านเรือนไทยหลังเก่าที่อายุหกสิบปีที่พ่อยกให้พี่สวนนั้น ทางพี่สวนได้บริจาคทุกอย่างให้กับวัดประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังว่าบุญกุศลที่ได้ทำจะส่งผลให้ดวงวิญญาณของลูกชายและดวงวิญญาณของบรรพบุรุษได้รับและมีความสุขในภพใหม่
 
ทางด้านพี่น้องของฉันทุก ๆ คนต่างก็ช่วยกันลงขันเก็บเงินใช้หนี้ให้กับทุก ๆ คนที่น้องเนาะได้ติดค้างเอาไว้ เพราะพวกเราไม่อยากให้วิญญาณของหลานมีอะไรต้องห่วง พวกทุกคนอยากให้หลานหลับให้สบายใจและหายกังวลใจทุก ๆ เรื่อง
 
ฉันกับพี่น้องตั้งใจไว้ว่า เมื่อครบกำหนดสามปี พวกเราจะพากันขุดกระดูกของหลานมาทำบุญอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้กระดูกของหลานรักได้ฝังไว้ข้าง ๆ อัฐิที่เก็บกระดูกของพ่อ เพราะด้วยความเชื่อเก่า ๆ ทำให้พวกฉันไม่สามารถเอากระดูกหลานเก็บในที่ดี ๆ ได้ ต้องรอให้เวลาผ่านไปสามปี จึงจะสามารถเอากระดูกของหลานรักมาทำบุญใหม่และเก็บในที่เดียวกับพ่อได้
 
ในวันนี้ฉันได้โทรไปหาพี่กันต์ โดยที่พี่กันต์เล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟังทั้งหมด พี่กันต์บอกฉันว่า
 
"น้องฟ้ายังมีหน้ามางานอีกนะ แถมใส่ชุดสีชมพูมาร่วมงานอีกต่างหาก หน้าตาไม่ได้เสียอกเสียใจอะไรเลย ใบหน้าเย็นชาที่สุด พี่เห็นแล้วอดไม่ได้ ถ้าไม่มีพี่น้องมาห้ามไว้ คงได้ตบหน้าผู้หญิงคนนี้กลางงานแน่นอน ดีนะที่หลวงพี่อรรณพห้ามเอาไว้เสียก่อน ไม่งั้นผู้หญิงคนนี้คงถูกพี่ตบให้หายแค้นแน่"
 
"โยมน้า โยมน้าก็เหมือนแม่ของพวกเขา อย่าไปทำกรรมอะไรอีกเลยนะ ขอให้ทุกอย่างจบสิ้น หมดเวรหมดกรรมต่อกัน ปล่อยเขาไปเถอะ อาตมาขอร้องนะ" หลวงพี่อรรณพบอกพี่กันต์
 
ฉันได้ฟังพี่กันต์เล่าให้ฟังก็นึกเคืองน้องฟ้าอยู่มากทีเดียว แต่ก็พยายามให้อภัยเธอ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีเวรมีกรรมต่อกัน ฉันทราบจากพี่สาวว่า อรรณพลูกเลี้ยงต่างมารดาของพี่สาวคนรองที่เคยเป็นเพื่อนเล่นกับฉันและน้องเนาะเมื่อสมัยเด็ก ๆ ได้บวชอยู่ที่จังหวัดสระบุรีซึ่งในวันนั้นอรรณพยังคงมีน้ำใจเดินทางมาช่วยงานศพจนเสร็จสิ้น ฉันทราบจากพี่กันต์ว่าป๊ะและภรรยา รวมทั้งเพื่อน ๆ หลายคนที่เติบโตมาด้วยกันมาช่วยงานเต็มกำลัง ฉันรู้สึกก็ภูมิใจแทนหลานชายไม่น้อย ได้แต่กล่าวชื่นชมและขอบคุณแทนหลานชาย
 
ทางด้านพี่กันต์และสามีก็ช่วยงานจนเสร็จสิ้นทุกอย่าง สำหรับพี่บุหงานั้นกับสามีก็วิ่งเต้นเป็นแม่งานไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลยสักคำ ส่วนพี่นางพี่สาวอีกคนหนึ่งกับสามีก็ช่วยงานเต็มที่ พี่สะใภ้ของฉันทั้งสองคนก็มาช่วยงานไม่เคยขาด ทางด้านญาติพี่น้องทุก ๆ ฝ่ายก็ช่วยงานกันอย่างเต็มที่
 
พี่รองดูจะเจ็บแค้นใจกว่าใคร ๆ เมื่อใดที่พี่รองเห็นน้องฟ้าโผล่มาร่วมงานศพ พี่รองก็อดทนไม่ได้ อยากจะเข้าไปทำร้ายคนที่ทำให้หลานชายเป็นเช่นนี้ นับว่าโชคดีที่มีพี่น้องหลายคนห้ามปรามเอาไว้ ทำให้พี่รองพอมีสติอยู่บ้าง ฉันรู้ว่าพี่รองคงจะเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะพี่รองรักน้องเนาะมาก เคยอุ้มชูอุ้มเล่นสอนมวยให้เมื่อครั้งน้องเนาะยังเด็ก เคยหยอกเล่นเป็นประจำ ทำให้พี่รองเสียใจที่หลายชายจากไปเพราะผู้หญิงคนนี้เป็นสาเหตุ หัวใจของพี่รองก็คงจะสลายเหมือนกับพวกฉันเช่นกัน
 
สำหรับฉันนั้น ในตอนแรก ๆ ก็รู้สึกอยากไปตบหน้าผู้หญิงคนนี้ที่ทำให้หลานชายเสียใจ แต่เพราะความเจ็บปวดที่ได้รับมันสาหัสเกินที่จะบรรยายได้ ทำให้หัวใจของฉันมันไม่รับรู้สิ่งใด ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้เลย ฉันยอมรับว่ารู้สึกว่าชาและจุกไปหมด ฉันรู้สึกเหมือนผู้หญิงคนนี้ได้ตายไปพร้อม ๆ กับหลานชายของฉัน โดยที่เธอตายไปไม่เหลือในความทรงจำและความรู้สึกใด ๆ ให้กับฉันเลย เธอคนที่ฉันเคยรู้สึกว่าเป็นหลานสะใภ้ที่หลานชายเคยรัก แต่เธอคนนี้เป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นฝันร้ายของหลานรักและพี่น้องของฉันทุกคน
 
ณ เวลานี้พี่น้องของฉันทุกคนยังทำใจไม่ได้ ไม่สามารถลืมภาพที่เกิดขึ้นได้เลย เวลาที่คิดถึงหลานรักก็ยังร้องไห้ตลอด แม้ว่าพวกเราจะได้อภัยให้น้องฟ้าทุกอย่าง แต่บางช่วงเวลาก็ยังคิดแค้นใจและตะหงิดใจอยู่บ้าง แต่พวกเราก็พยายามเข้มแข็ง พยายามที่จะคิดว่าหลานของพวกฉันอ่อนแอเกินไป ฉันและพี่น้องทุกคนพยายามที่จะไม่พูดถึงผู้หญิงคนนี้ ไม่ว่าจะเจอที่ใดก็ตาม พวกเราจะไม่เข้าไปคุยและยุ่งเกี่ยวใด ๆ กับน้องฟ้าเด็ดขาด เพราะทุกคนกลัวว่าจะเก็บความอดทนไว้ไม่ได้ ตัวฉันเองยังรู้สึกดีใจที่น้องเนาะไม่ได้จดทะเบียนกับน้องฟ้า เพราะไม่เช่นนั้นพันธะความผูกพันปัญหาต่าง ๆ ก็ไม่มีวันสิ้นสุด  ฉันดีใจที่อย่างน้อย ๆ ผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกับหลานชายของฉัน และก็ได้แต่ภาวนาให้ดวงวิญญาณของหลานรักจะหลับให้สบาย ลืมความทุกข์ให้หมด
 
ฉันและพี่น้องตั้งมั่นไว้ว่า จะดูแลพี่สวนให้ดีที่สุด เพราะพี่สวนเป็นพี่สาวอีกหนึ่งคนที่พวกฉันต้องรับผิดชอบดูแลให้ดีที่สุด พวกเราทุกคนตั้งใจไว้ว่า จะช่วยกันแบ่งปันน้ำใจให้พี่สวนเท่าที่จะทำได้ เพื่อคอยแบ่งเบาภาระให้พี่บุหงาในฐานะที่ได้สละตัวเองดูแลพี่สวนมาตลอด เพราะพวกฉันรู้สึกเสมอว่า....พี่สวนเป็นพี่สาวที่เปรียบดั่งแม่และเป็นที่รักนับถือของฉันและพี่น้องทุกคน
 
หลับให้สบายนะหลานรัก............น้าทุกคนจะดูแลแม่ของหนูให้ดีที่สุด
ลืมความทุกข์ทุกอย่าง.....อย่าได้กังวลเรื่องใด ๆ
เพราะพวกน้าทุกคน...........จะจัดการให้เรียบร้อยและดีที่สุด
 
น้าทุกคนรักหนูนะ........น้องเนาะหลานรัก......เจ้าตัวเล็กของน้า ๆ
 
บันทึกนี้เพื่อระลึกถึงน้องเนาะ (มุย กันทรารมย์)
 
วันที่ 20 ตุลาคม 2553 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา
 
 
 ด้วยรักจากใจน้าสาวและพี่น้องเราทุกคน
By Natthinee Khot-asa Jones Date 2015-03-22 07:22:14



[1]


Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones