ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)






เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในค่ำคืนอันเงียบสงัด ฉันลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์กดรับสาย แม้จะยังครึ่งหลังครึ่งตื่น แต่ก็กล่าวทักทายคนที่โทรมาหาตามมารยาท คนปลายสายคุยกับฉันอย่างคุ้นเคยพร้อมเล่าเรื่องราวบางอย่างให้ฉันได้ฟัง ฉันค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ตั้งใจฟังเป็นอย่างดี

"ตอนนี้ม้วนเป็นยังไงบ้าง"

"ก็ยังคงหลับสนิทอยู่บนเตียง ไม่รู้สึกตัวเลย มีแต่ผ้าห่มคลุมร่างพอให้อุ่น ญาติพี่น้องของม้วนไม่มีใครแวะมาเยี่ยม นอกจากแม่ของเธอเท่านั้น"

"น่าสงสารจังเลยนะคะ"

"สงสารก็สงสารแหละ แต่พี่ว่าเป็นเวรกรรมมากกว่า"

ฉันฟังเรื่องราวเกี่ยวกับเพื่อนรักอีกคนหนึ่งด้วยความเศร้าใจ ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตของเพื่อนจะเป็นอย่างนี้ เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้วที่เพื่อนรักของฉันกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ฉันไม่รู้ว่าเธอสุขทุกข์อย่างไรบ้าง แม้ว่าพี่สาวจะบอกฉันว่า ม้วนยังมีลมหายใจอยู่ แต่ฉันรับรู้ได้ว่า ลมหายใจที่เพื่อนรักมีอยู่นั้น เป็นลมหายใจที่เยื้อให้เธอรับรู้ถึงความเจ็บปวดทรมานของผลกรรมที่เคยทำไว้ ซึ่งกรรมทุกอย่างเป็นวัฏจักรที่วงเวียนอยู่ในชีวิตคนเราเสมอ แต่คนเราจะรู้สึกได้หรือไม่ว่า สิ่งตรงนี้สัมผัสได้ในทุกครั้งที่เราทำสิ่งไม่ดีและสิ่งดี ๆ เอาไว้

เมื่อครั้งที่ฉันยังเล็ก ๆ ฉันมีเพื่อนสนิทเพียงสองคนเท่านั้น ม้วนและวรรณเป็นเพื่อนสนิทที่เติบโตในเวลาไล่เลี่ยกับฉัน เราสามคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาก บ้านอยู่ไม่ไกลจากกันนัก เราเล่นด้วยกันทุก ๆ วันหลังเลิกเรียนและในช่วงวันหยุด พ่อแม่ของเราสามคนเป็นเพื่อนบ้านที่สนิทกันมาก และคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

ถ้าจะเปรียบเทียบชีวิตของฉันและเพื่อนสองคนนี้กับดอกไม้ ฉันก็ขอยกดอกลำดวนมาเปรียบเทียบกับชีวิตของพวกฉัน ซึ่งดอกลำดวนมีกลีบซ้อนเป็นชั้นสีเหลืองสวยงาม และก็เป็นดอกไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษบ้านเกิดของฉันเสียด้วย ดอกลำดวนเป็นดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมแก่คนที่ได้เชยชมเป็นอย่างมาก สมัยเด็ก ๆ ฉันกับม้วนและวรรณมักจะปีนป่ายเก็บดอกลำดวนมาร้อยสร้อยคอใส่เล่นกันเป็นประจำ เพราะต้นลำดวนสูงใหญ่ปีนป่ายได้ไม่ยาก และก็มีใบที่ปกคลุมเป็นเงาให้นั่งเล่นได้สบาย ๆ

ม้วนเปรียบดั่งลำดวนกลีบแรกที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนผู้พบผ่าน ส่วนวรรณเปรียบดั่งลำดวนกลีบที่สองที่หอมหวานไม่น้อยกว่าใคร สำหรับตัวฉัน ถ้าจะเปรียบตัวเองได้ ฉันก็ขอเปรียบตังเองดั่งลำดวนกลีบที่สุดท้ายที่ส่งกลิ่นหอมช้ากว่ากลีบอื่น ๆ แต่ก็หอมหวานไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าใครในดงลำดวน

ม้วนและวรรณอายุมากกว่าฉันหนึ่งปี เมื่อวรรณเรียนจบประถมศึกษาปีที่หก เธอก็เข้าไปเรียนต่อมัธยมในตำบลไม่ไกลนัก พอเรียนได้แค่หนึ่งปี พ่อของเธอก็เสียชีวิต หลังจากนั้นวรรณก็ไม่ยอมกลับไปเรียนหนังสือต่ออีกเลย บอกแต่ว่าจะไปทำงานที่เมืองกรุง และเธอก็ชักชวนให้ฉันไปทำงานกับเธอด้วย แต่ตอนนั้นฉันเพิ่งจะเข้าไปเรียนต่อมัธยมต้น จึงบอกกับเธอว่า

"รอให้เราเรียนจบก่อน แล้วเราจะขึ้นไปทำงานด้วย"

และวันนั้นวรรณก็ขึ้นไปทำงานกับพี่ชายโดยที่ไม่ได้ติดต่อมาหาฉันอีกเลย

ส่วนม้วนนั้น หลังจากที่เรียนจบประถมศึกษาปีที่หก เธอก็ไม่ได้เรียนต่ออีกเลย เธออยู่บ้านช่วยแม่ทำงานทุกอย่าง เธอเป็นหญิงสาวที่โตเร็วมาก และก็สวยวันสวยคืนดั่งดอกลำดวนที่กำลังเบ่งบาน ฉันเห็นหนุ่ม ๆ มาจีบม้วนหลายคน ซึ่งต่างกับฉันที่ยังดูเด็กอยู่ตลอด และไม่เคยคิดเรื่องความรักเลย นอกจากเรื่องเรียนและเรื่องไปเลี้ยงควายให้พ่อในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์เท่านั้น

จวบจนฉันเรียนอยู่มัธยมปีที่สาม ฉันก็เริ่มมีความรักครั้งแรกกับหนุ่มต่างโรงเรียนที่เข้ามาจีบตอนแข่งขันกีฬาโรงเรียน แม้ว่าความรักระหว่างฉันและวายุจะเป็นรักแบบเด็ก ๆ แต่ก็เป็นความรักที่ฉันรักหมดใจ และคิดอยู่ตลอดว่า ฉันจะรักผู้ชายคนนี้คนเดียวเท่านั้น และจะรอคำสัญญาที่เขามีให้ฉัน พอฉันเรียนจบมัธยมต้น วายุก็เข้าไปเรียนในตัวเมืองใหญ่ ส่วนฉันพ่อไม่มีเงินส่งให้เรียน จึงต้องอยู่บ้านช่วยพ่อเลี้ยงควาย แม้ในใจจะอยากขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งพ่อ ได้แต่รอโอกาสเท่านั้น ฉันคิดมาตลอดว่า สักวันหนึ่งฉันจะต้องขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพฯ ให้ได้ เพราะการไปทำงานที่กรุงเทพฯ เก็บเงินส่งตัวเองเรียนและส่งเงินมาให้พ่อได้ใช้ คือความฝันที่สำคัญที่สุดในชีวิตฉัน

ปลายฤดูร้อนของปีหนึ่ง ในช่วงบ่ายแก่ ๆ ขณะที่ฉันนั่งฟังเพลงผ่านวิทยุเครื่องเล็ก ๆ บนกระท่อมปลายนา สายตาก็มองดูควายฝูงใหญ่เล็มหญ้าไปด้วย จู่ ๆ ม้วนร้องไห้ตาบวมวิ่งมาหาฉันที่กระท่อม ฉันเห็นม้วนร้องไห้ก็รู้สึกตกใจเป็นอย่าง รีบหรี่เสียงวิทยุลงทันทีและก็หันมาสนใจเพื่อนรัก

"ร้องไห้ทำไมม้วน มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า" ฉันนั่งถามนั่งปลอบเพื่อนรักไปพลาง ๆ

"ก็แม่เรานะ จะให้เราแต่งงานกับพี่เวียงให้ได้"

"อะไรนะ ทำไมต้องแต่งงานกับตาบ้าคนนั้น"

ฉันไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน แค่ได้ยินชื่อผู้ชายที่ชื่อเวียง ฉันก็รู้สึกสะอิดสะเอือนผู้ชายคนนี้ที่สุด นอกจากพี่เวียงจะเป็นผู้ชายที่กินเที่ยวไม่ยอมทำงานทำการเป็นหลักแหล่งแล้ว พี่เวียงก็ยังเป็นผู้ชายที่กะหล่อนเที่ยวจีบผู้หญิงในหมู่บ้านไปทั่ว โดยเฉพาะผู้หญิงแรกสาวและซื่อ ๆ ไร้เดียงสา มักจะถูกพี่เวียงหลอกให้รักและทำให้ช้ำใจแล้วไม่รู้กี่คน ฉันไม่รู้ว่าอะไรทำให้แม่ของม้วนต้องการให้เธอแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ เพราะผู้ชายคนนี้ไม่มีคุณสมบัติการเป็นผู้นำเลย นอกจากนั้นก็เป็นผู้ชายที่ไม่สุภาพเอาเสียเลย เวลาพูดจาอะไรก็ไม่ค่อยมีมารยาท ไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ ถือว่าตัวเองเป็นใหญ่ที่สุด แม้ว่าตอนนั้นฉันจะอายุเพียงสิบห้าปี แต่ฉันก็พอจะดูออกบ้างว่า ผู้ชายที่ดีกับผู้ชายที่นิสัยไม่ดีต่างกันเช่นใด

"เรื่องมันเป็นอย่างไรเหรอม้วน ทำไมเธอต้องแต่งงานกับพี่เวียงด้วยล่ะ" ฉันไม่รอช้าซักเพื่อนให้รู้ความจริง

"ก็เมื่อเย็นวานนี้ เราไปหาบน้ำกับน้าคนข้างบ้าน พี่เวียงก็ตามจีบเรา พอเราไม่คุยด้วย พี่เวียงก็ดึงเราไปกอดเสียดื้อ ๆ เราเลยหนีเตลิดกลับไปบ้าน เล่าให้แม่ฟัง พอตอนเช้าแม่เราก็เรียกพ่อกับแม่พี่เวียงมาคุยกัน โดยที่มีพ่อกำนันมานั่งคุยด้วย ตอนแรกแม่เราก็เรียกค่าเสียหายค่าทำขวัญ เพื่อให้พี่เวียงชดใช้สิ่งที่ได้ทำกับเรา แต่พี่เวียงยืนกรานว่าจะไม่จ่ายให้ ถ้าจะจ่ายก็จ่ายให้แค่หมื่นเดียว และเราก็ต้องแต่งงานกับพี่เวียง"

"แค่หมื่นเดียวนะหรือ" ฉันไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

"ก็ใช่นะสิ แม่เราก็อยากได้เงินเสียด้วย เงินหมื่นเดียวทำเอาแม่เรายิ้มหน้าบาน บอกว่าไหน ๆ เราก็ถูกพี่เวียงกอดแล้ว ก็แต่งงานอยู่กินกันไปซะเลย จะได้ไม่ต้องอายขี้หน้าเขา"

"ก็แค่กอด เธอไม่ได้เสียตัวให้พี่เวียงไม่ใช่เหรอ ถ้าพี่เวียงไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้ ก็จับเข้าคุกเลยสิ จะรออยู่ทำไมล่ะ ทำไมเธอต้องยอมแต่งงานกับพี่เวียงด้วย อนาคตเธอทั้งคนนะม้วน เราไม่เห็นด้วยมาก ๆ"

"แล้วเธอจะให้เราทำอย่างไรล่ะณัฐ"

"ก็บอกแม่สิว่า เธอจะไม่แต่งงานกับพี่เวียง"

"เรากลัวแม่เราไม่ยอม"

"ทำไมเธอต้องกลัวแม่ขนาดนั้น เรื่องการแต่งงานเป็นการตัดสินใจของเธอนะม้วน แม่เธอไม่มีสิทธิ์บังคับเธอนะ"

"แต่เราไม่กล้าขัดใจแม่ ถ้าเราไม่แต่งงานกับพี่เวียง เราก็ต้องหนีไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง เราไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน พี่เวียงก็คงตามตื้อเราตลอด"

"ไปไหมล่ะ เธอกล้าไปกับเราไปไหมม้วน เราจะพาเธอหนีไปทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วยกัน และเธอก็ไม่ต้องแต่งงานกับพี่เวียง ตัวเราเองก็ไม่อยากมีชีวิตเป็นเด็กเลี้ยงควายไปตลอดชีวิต เราอยากไปทำงานที่กรุงเทพฯ เราอยากเรียนต่อ อยากมีเงินส่งมาให้พ่อ ถ้าเธอไป ด้วย เราจะให้พ่อเราช่วยหาเงินเป็นค่ารถให้พวกเราเอง"

"เธอจะช่วยเราจริง ๆ เหรอณัฐ" ม้วนจับมือฉันไว้แน่น

"ช่วยสิ ถ้าเธอกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เราจะช่วยเธอทุกอย่าง และเราจะบอกพ่อให้ช่วยเธอด้วย"

ฉันเห็นม้วนคลายยิ้มออกมาบ้าง เธอดูมีกำลังใจมากขึ้น

"เราจะกลับไปบอกแม่ก่อนนะณัฐว่าเราจะไม่แต่งงานกับพี่เวียงเด็ดขาด"

"ดีแล้วแหละ เราไม่ชอบเลยผู้ชายประเภทนี้"

"เธอเกลียดพี่เวียงมากไหมณัฐ"

"ไม่รู้ว่ามากไหม แต่เราบอกตรง ๆ เราไม่ชอบผู้ชายขี้เหล้าเมายา รังแกผู้หญิง เราไม่อยากให้พี่เวียงเข้ามาใกล้เธอ เพราะเราไม่อยากให้เธอยุ่งเกี่ยวใด ๆ กับผู้ชายคนนี้ เธอเป็นผู้หญิงที่ดีนะม้วน และเธอก็สวยมาก ๆ เราว่าเธอน่าจะได้แต่งงานกับผู้ชายดี ๆ ที่ดูแลเธอได้ ผู้ชายที่ดีกว่านี้"

"ใครล่ะณัฐที่เป็นผู้ชายดี ๆ ที่อยากแต่งงานกับผู้หญิงจน ๆ อย่างเรา"

"เราไม่รู้หรอก แต่ถ้าเธอให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้กับชีวิต ไม่ต้องฟังสิ่งที่แม่บอกเธอเสมอไป เรียนรู้และหัดคิดด้วยตัวเอง ตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง เธออาจจะมองอะไรกว้างไกลกว่านี้ เราคิดว่า ถ้าเธอไปทำงานที่กรุงเทพฯ กับเรา ไปเรียนหนังสือในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ด้วยกัน เธออาจจะได้เจอผู้ชายดี ๆ ก็ได้ จำได้ไหมที่คุณครูเคยบอกพวกเราว่า การศึกษาทำให้เราฉลาดขึ้น เราเชื่อว่า ถ้าพวกเรามีการศึกษาเหมือนคนเมืองกรุง พวกเราก็จะฉลาดขึ้น ที่สำคัญพอพวกเราฉลาดขึ้น พวกเราก็ฉลาดที่จะเลือกผู้ชายที่จะมาเป็นคู่ครองของพวกเราได้"

"แต่เราไม่ชอบเรื่องเรียนเลยนะณัฐ เธอก็รู้ว่าเราสอบตก"

"ไม่ชอบ แต่เพื่ออนาคตที่ดี บางทีเราก็ต้องทำนะม้วน ต้องอดทนให้มาก ๆ หรือว่าเธออยากจะมีชีวิตอยู่กับท้องทุ่งนาแบบนี้ตลอดไป เธอไม่อยากมีเงินเยอะ ๆ ซื้อที่นาให้พ่อแม่เธอหรอกหรือ ไม่อยากมีบ้านใหญ่ ๆ ให้พ่อแม่ได้อยู่เหรอ"

"อยากสิ แต่เราไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า ชีวิตเราไม่เหมือนเธอนะณัฐ เธอนะโชคดีพ่อมีที่นาเยอะ ไม่ลำบากเหมือนเรา เวลาเดือนร้อนอะไร พ่อเธอมีควายตั้งหลายตัว ขายสักตัวสองตัวก็แก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่เรานี่สิ พ่อแม่เราไม่มีอะไรเลย"

"อย่าไปคิดมาก ถึงแม้พ่อของเราจะมีควายเยอะ แต่พ่อเราไม่ยอมขายควายหรอกนะม้วน ถ้าไม่จนตรอกจริง ๆ พ่อไม่ขายควายเด็ดขาด พ่อเรารักควายมาก ๆ เลย ทุกอย่างที่เราฝันและอยากมี เราต้องทำเองหมด พ่อไม่มีอะไรให้เราเลย นอกจากความรักของพ่อที่มีให้เรา ถ้าเรามีความฝัน เราก็ต้องทำตามฝันตัวเอง จะให้คนอื่นทำเพื่อเราไม่ได้หรอก ยิ่งตอนนี้พ่อเราก็แก่มากแล้ว พ่อคงจะให้อะไรเราไม่ได้หรอก"

ฉันบอกเพื่อนไปตามความจริง เพราะรู้ว่าการอบรมสั่งสอนของพ่อที่มีให้ฉันและพี่ ๆ ต่างจากครอบครัวของเพื่อนรักเป็นอย่างมาก พ่อมักจะสอนให้ฉันเป็นคนอดทนและเป็นคนดี เวลาอยากได้อะไรก็ต้องทำงานแลกกับเงินเพื่อซื้อสิ่งที่อยากได้ สมัยเด็ก ๆ เวลาที่มีวันหยุด ฉันมักจะไปรับจ้างลอกปอกับเพื่อน ๆ อยู่เสมอ วันไหนที่ไม่ต้องไปเลี้ยงควายก็ไปรับจ้างขุดมันสำปะหลัง อันที่จริงชีวิตการทำงานในวัยเด็ก แม้จะเหน็ดเหนื่อยลำบากมาก แต่ก็เป็นชีวิตที่มีความสุขไปอีกแบบ

"เราอยากจะทำได้อย่างที่ใจฝันเอาไว้จังเลย แต่ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวเราขอตัวไปบอกแม่ก่อนนะว่า เราจะไม่แต่งงานกับพี่เวียง"

"จ๊ะ ได้ผลยังไงมาบอกเรานะ ถ้าเธอจะไปทำงานที่กรุงเทพฯ กับเราจริง ๆ เราจะให้พ่อช่วยจ่ายค่ารถให้เธอด้วย"

"ขอบใจเพื่อน"

"เราจะรอฟังคำตอบวันพรุ่งนี้นะ ที่กระท่อมปลายนาแห่งนี้ เวลาเดิมนะเพื่อน"

"ได้เลย"

ม้วนพูดจบก็ขอตัวเดินข้ามสะพานน้ำห้วยกลับไปบ้าน ทิ้งให้ฉันนั่งอยู่ที่กระท่อมปลายนาเพียงคนเดียว ฉันนั่งดูควายเล็มหญ้าไปพลาง ๆ ใจก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ฉันบอกกับตัวเองเสมอว่า ถ้าฉันมีโอกาสเลือกผู้ชายสักคนมาเป็นคู่ครอง ฉันจะเลือกผู้ชายที่ดีที่สุด และจะไม่ทำให้พ่อผิดหวังเด็ดขาด

เย็นวันนั้นฉันต้อนควายกลับไปบ้าน เอาควายเข้าคอกให้เรียบร้อย จากนั้นก็หุงข้าวเตรียมอาหารไว้ให้พ่อ เสร็จจากนั้นก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สะอาด พอไม่นานก็ได้เวลานั่งทานข้าวกับพ่อ ช่วงระหว่างที่ทานข้าวก็อดไม่ได้ที่จะถามพ่อว่า

"พ่อค่ะ ถ้าวันหนึ่งมีผู้ชายมาขอหนู และหนูไม่ได้รักผู้ชายคนนั้น พ่อจะยกหนูให้ผู้ชายคนนั้นไหม"

พ่อมองหน้าฉันและยิ้มที่มุมปากนิดหนึ่ง มือข้างหนึ่งหยิบผักสดจิ้มน้ำพริกไปด้วย

"ถ้าหนูไม่ได้รักผู้ชายคนนั้น เรื่องอะไรพ่อจะยกหนูให้เขา แต่ถ้าหนูรักผู้ชายคนนั้น พ่อก็ตามใจ เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องของหนู พ่อให้หนูเป็นคนตัดสินใจด้วยตัวเอง"

"แล้วถ้ามีผู้ชายมาลวนลามหนูล่ะ พ่อจะบังคับให้หนูแต่งงานด้วยไหม"

พ่อส่ายหัวทันที "ไม่หรอกลูก ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ให้เกียรติลูกสาวพ่อ เรื่องอะไรที่พ่อจะปล่อยผู้ชายคนนี้เอาไว้ พ่อก็คงเอาเรื่องถึงกำนันและตำรวจ พ่อไม่ชอบผู้ชายที่รวบรัดผู้หญิง พ่อว่าผู้ชายประเภทนี้เป็นสามีที่ดีไม่ได้หรอก จำไว้นะลูก ถ้าหนูจะแต่งงานกับใคร ขอให้หนูแต่งงานกับผู้ชายที่หนูรักและรักหนู ที่สำคัญผู้ชายคนนั้นต้องให้เกียรติหนูและครอบครัวของเราด้วย"

"คะพ่อ"

หลังจากทานอาหารมื้อค่ำเสร็จแล้ว พ่อก็ลงไปนั่งเคี้ยวหมากที่ชานเรือน ส่วนฉันก็นอนอ่านหนังสือไปพลาง ๆ พอตกดึกก็เข้านอนตามปรกติ ในเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันตื่นขึ้นมาทำอาหารเช้าและเตรียมอาหารทุกอย่างไว้ให้พ่อ เมื่อรับประทานอาหารเช้ากับพ่อเสร็จแล้ว ฉันก็ก็ต้อนควายไปผูกไว้ที่ทุ่งนา เพื่อให้ควายได้กินหญ้าตามประสา ส่วนฉันก็เอาหนังสือการ์ตูนมานั่งอ่านที่กระท่อมปลายนาเหมือนเคย พร้อมกับรอคำตอบจากม้วนไปด้วย

 



ในวันนั้นทั้งวัน ฉันรอม้วนอยู่ตลอด แต่แปลกไม่เห็นม้วนแวะมาที่กระท่อมปลายนาตามที่ได้สัญญาเอาไว้ ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนรัก ได้แต่ภาวนาว่าเพื่อนรักคงจะมีทางออกให้กับชีวิตที่ดีที่สุด ในตอนเย็นฉันต้อนควายกลับมาบ้านตามปกติ พอเอาควายเข้าคอกเสร็จแล้ว ก็หุงข้าว ล้างจานให้เรียบร้อย จากนั้นก็เดินไปหาพ่อที่สวนครัวหลังบ้าน

"พ่อ วันนี้พ่ออยากทานอะไรคะ เดี๋ยวหนูจะได้เตรียมทำกับข้าวให้พ่อ"

พ่อเงยหน้าขึ้น "ไม่ต้องทำหรอกลูก พอดีพ่อเพิ่งไปช่วยงานแต่งตอนกลางวัน ได้กับข้าวมาหลายอย่าง คงจะพอสำหรับมื้อเย็นแหละนะ"

"งานแต่งของใครเหรอคะพ่อ"

พ่อมองหน้าฉันด้วยสายตาแปลก ๆ "อ้าว ก็งานแต่งของหนูม้วนเพื่อนลูกยังไงล่ะ หนูม้วนไม่ได้บอกหนูหรอกหรือ"

ฉันตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่คิดเลยว่าสุดท้ายเพื่อนรักก็ยอมทำตามที่แม่ต้องการ โดยที่ยอมฝืนความรู้สึกของตัวเอง ในช่วงเวลานั้น หัวใจของฉันรู้สึกเศร้าเป็นอย่างมากเมื่อรู้ว่าเพื่อนรักแต่งงาน ฉันรู้อยู่ตลอดว่าม้วนไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ เธอเป็นเด็กที่เชื่อฟังพ่อแม่มาตลอด มีหรือที่เธอจะกล้าขัดใจมารดาไม่แต่งงานกับพี่เวียง ฉันเองควรจะดีใจที่เพื่อนรักแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา แต่แปลกฉันกลับห่วงใยเพื่อนรักมากกว่าที่จะยินดีกับเธอ ฉันยอมรับว่า เป็นห่วงอนาคตของเพื่อนที่ต้องแต่งงานทั้งที่อายุยังน้อย ไม่รู้ว่าชีวิตของม้วนและพี่เวียงจะประคับประคองกันไปได้ดีแค่ไหน

"เปล่าคะพ่อ"

"พ่อก็นึกว่าหนูม้วนบอกลูกแล้วเนี่ย"

"ม้วนคงจะยุ่งอยู่นะคะพ่อ"

"แล้วหนูจะแวะไปงานเลี้ยงคืนนี้ไหม"

"คงไม่คะพ่อ"

ฉันไม่ได้ไปงานเลี้ยงของม้วน เพราะไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวใด ๆ ที่สำคัญฉันไม่อยากเห็นหน้าผู้ชายที่ไม่ให้เกียรติและรวบรัดเพื่อนรักของฉัน เพราะฉันเกรงว่าตัวเองจะไม่สามารถเก็บความอกดทนไว้ได้ ฉันได้แต่ภาวนาอยู่ในใจลึก ๆ ให้ม้วนมีชีวิตคู่ที่มีความสุข ฉันไม่เคยโกรธที่เพื่อนผิดสัญญาและไม่ได้มาชวนให้ฉันไปร่วมงานแต่งด้วย แต่ฉันไม่อยากเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นมากกว่า ที่สำคัญฉันยังเด็กมาก อายุแค่เพียงสิบห้าปี การจะไปงานของใครที่ไม่มีพ่อไปด้วย ก็คงจะดูไม่งาม โดยเฉพาะงานตอนกลางคืนที่เป็นงานเลี้ยงสำหรับหนุ่มสาวเท่านั้น ฉันรู้สึกว่า ตัวเองยังเด็กเกินกว่าที่จะไปร่วมงานกลางคืนแบบนั้น

นับตั้งแต่ม้วนแต่งงาน เธอก็ไม่เคยมาหาฉันที่กระท่อมปลายนาและก็ไม่เคยแวะไปที่บ้านฉันเลย ส่วนฉันก็ไม่ได้ไปหาม้วนเช่นเดียวกัน หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปฉันขออนุญาตพ่อขึ้นไปทำงานที่เมืองกรุง ซึ่งในตอนแรกพ่อไม่อยากให้ไปมากนัก คอยกีดกันตลอด พอฉันหยิบยกเหตุผลให้พ่อได้เข้าใจ พ่อก็อนุญาตให้ฉันไปทำงานกับเพื่อนสนิทอีกคน

ชีวิตของฉันไม่ได้สวยหรูเลยสักนิด ทุกเส้นทางมีแต่ขวากหนาม พ่อรักและห่วงใยฉันเป็นอย่างมาก ฉันไปทำงานกับเพื่อนสนิทคนนี้ได้แค่เพียงสองเดือนก็ต้องกลับมาบ้าน เพราะพี่ชายคนรองต้องการให้ฉันมาอยู่ดูแลพ่อ ฉันเองไม่สามารถขัดใจพี่ชายได้ ถึงแม้จะไม่อยากกลับมาบ้าน แต่ก็ไม่อาจจะทิ้งพ่อไปได้ ฉันจำใจต้องกลับมาอยู่กับพ่อที่บ้านนาอีกครั้ง ซึ่งก็ยอมรับว่า ชีวิตไม่เคยทิ้งความฝันของตัวเองเลย ฉันยังเป็นสาวบ้านนาและก็ยังฝันอยากจะเรียนต่อเรื่อย ๆ และเรียนทุกครั้งที่มีโอกาส

จวบจนวันหนึ่งไปทำงานกับคนรู้จักของพี่สาว และไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงได้หนีขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ กับเพื่อนสนิท (เพ็ญ) โดยที่พ่อไม่เคยรู้เรื่องตรงนี้เลย ฉันยอมรับว่าทำผิดที่หนีพ่อมาทำงานที่กรุงเทพฯ ฉันเพียงแค่อยากเดินตามฝันของตัวเอง เพราะฉันไม่อยากเป็นเด็กสาวที่เป็นภาระให้พี่ ๆ และพ่อตลอด ฉันอยากเป็นผู้หญิงที่มีการศึกษาสามารถดูแลตัวเองได้ เป็นผู้หญิงที่ฉลาดและรู้ทันคนอื่น ๆ ไม่ใช่สาวบ้านนาซื่อ ๆ และเป็นคนโง่ในสายตาคนอื่น ฉันอยากมีประสบการณ์ชีวิตและมีความรู้ที่พอจะปกป้องตัวเองจากภัยในสังคมได้

ชีวิตฉันพลิกผันหลายอย่าง พี่ชายเป็นผู้ขีดชะตาชีวิตให้ฉันตลอด บางครั้งก็ทุกข์ปนสุข บางครั้งก็เจ็บปวดเสียใจเกินที่จะทนได้ จวบจนวันหนึ่ง ฉันมีโอกาสได้มาทำงานกับวรรณเพื่อนสนิทอีกครั้ง ซึ่งวรรณเปรียบดั่งดอกลำดวนกลีบที่สองสำหรับฉัน เธอเป็นลูกครึ่งลาวไทย-เขมรแบบผสมผสาน วรรณมีผิวพรรณที่ขาวสวยแบบฉบับสาวลาว และหน้าตาน่ารักสะอาดสะอ้านเหมือนลูกคนในเมือง ฉันยอมรับว่า ชื่นชมความสวยงามและความน่ารักของวรรณอยู่เสมอ และคิดว่าเธอคงจะได้แต่งงานกับผู้ชายดี ๆ ที่รักเธอ สมกับความสวยที่เธอมีอยู่ในตัว

อันที่จริงวรรณเคยมีความรักกับผู้ชายคนหนึ่งสมัยที่ทำงานโรงงานด้วยกัน พี่ตี๋เป็นหลานชายของเจ้าของโรงงานซึ่งทำงานที่เดียวกับฉันและวรรณ ฉันเห็นภาพความรักระหว่างพี่ตี๋และวรรณมาตลอด เห็นและเข้าใจเกี่ยวกับหัวใจของคนสองคนเสมอ เพราะพี่ตี๋เป็นถึงหลานชายของเจ้าของโรงงาน จึงเป็นธรรมดาที่รักต่างฐานะของวรรณย่อมมีอุปสรรคมาเกี่ยวข้อง สุดท้ายรักของวรรณและพี่ตี๋ก็ไม่สมหวังอย่างที่ใจปรารถนา วรรณเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างมากกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แม้ว่าความผิดที่แท้จริงจะไม่ใช่เพราะความรักระหว่างเธอและพี่ตี๋ แต่เพราะพี่ชายของเธอและเจ้าของโรงงานไม่เห็นด้วยกับความรักที่เธอกับพี่ตี๋มีต่อกัน จึงทำให้รักของเธอและพี่ตี๋ต้องจบลงอย่างน่าใจหาย วรรณและฉันลาออกจากงาน หอบเอาหัวใจอันบอบช้ำกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัดในวันสงกรานต์ของปีนั้น

ฉันดูเหมือนจะโชคดีกว่าวรรณนิดหนึ่ง ตรงที่มีรักที่สวยงามกับวายุผู้เป็นรักแรกของฉัน และเป็นผู้ชายที่ฉันคบหาดูใจตั้งแต่เรียนมัธยมปีสุดท้าย นอกจากนั้นฉันก็ยังมีหนุ่มในโรงงานคนหนึ่งที่เฝ้ารักและคอยห่วงใยฉันด้วย แต่แปลกในตอนนั้นฉันรักวายุเพียงคนเดียว ฉันยอมรับว่าไม่ได้รักหนุ่มเลย พอกลับมาบ้าน ฉันถึงได้ทราบว่า สุดท้ายฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงที่อกหักรักคุดไม่ได้ต่างกับวรรณเลย เพราะวายุหมดรักที่มีให้ฉัน และเปลี่ยนไปมีคนอื่นที่เรียนที่เดียวกัน ฉันรู้สึกเจ็บและเสียใจที่รู้ว่า วายุลืมคำสัญญาที่เคยมีให้กับฉัน

ฉันเป็นผู้หญิงอกหักที่ไม่ต่างกับวรรณ แม้ฉันจะรู้สึกเข็ดขยาดกับรักแรก แต่ฉันก็ไม่ได้เกลียดหรือกลัวความรักเลย ฉันคิดว่า การที่มีใครสักคนมารักฉัน ถือว่าเป็นความโชคดีของฉันเป็นอย่างมาก เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ยังดีกว่าที่ไม่มีคนรักเลย ฉันมักจะคิดว่า ความรักทำให้โลกสวยงามและทำให้ฉันมีพลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป

ช่วงระหว่างที่ฉันเศร้า ๆ ฉันก็อยากจะมีชีวิตอยู่เงียบ ๆ พี่สาวพาฉันไปเดินดูทุ่งนาเขียวชะอุ่ม เล่าเรื่องทางบ้านให้ได้ฟังเพื่อคลายเหงา ระหว่างทางกลับมาบ้าน ฉันมีโอกาสได้เจอม้วนอีกครั้ง ซึ่งตอนนั้นม้วนมีลูกชายหนึ่งคน ฉันเห็นภาพชีวิตของม้วนก็รู้สึกยินดีที่เห็นพี่เวียงดูแลเอาใจใส่เธอดีมาตลอด ฉันหยิบเงินหนึ่งร้อยบาทมอบให้ลูกชายม้วน

"น้าไม่มีอะไรให้หนูนะคนเก่ง น้าขอรับขวัญด้วยเงินแล้วกัน หนูจะได้เอาไว้ซื้อขนมกินนะครับ" ฉันบอกลูกชายของม้วน เอามือลูบผมเด็กชายเบา ๆ ซึ่งเด็กชายตัวน้อย ๆ ประนมมือไหว้กล่าวขอบคุณ

"เมื่อไหร่เธอจะแต่งงานล่ะณัฐ"

"แต่งอะไร เราอายุยังน้อย ยังไม่เจอผู้ชายดี ๆ ที่พอจะแต่งงานได้เลย"

ม้วนยิ้มก่อนที่จะหันไปมองลูกชายตัวเล็ก ๆ "ผู้ชายดี ๆ แถวบ้านเราหาไม่ยากหรอก อยู่ที่ว่าเธอจะชอบผู้ชายแถวบ้านเราหรือเปล่าล่ะ"

ฉันส่ายหัวทันที "ไม่เอา เราไม่ชอบคนบ้านเดียวกัน เรารักใครไม่ได้หรอก"

"ทำไมล่ะ คนบ้านเดียวกันดีออก รู้นิสัยใจคอกัน"

"ไม่รู้สิ เราไม่ชอบ ยิ่งถ้าผู้ชายที่เราเคยเรียนหนังสือด้วยกัน วิ่งเล่นหยอกล้อกันตอนเด็ก ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เราชอบผู้ชายที่อยู่ไกล ๆ ที่ไม่เหมือนคนบ้านเรา ที่ไม่มีใครรู้จัก"

"เธอนี่ชอบแปลกคน แฮ่ะ" ม้วนยิ้มมองหน้าฉันไปด้วย

"ก็เราชอบของเราแบบนี้เนี่ย"

"ถึงว่าไม่เห็นเธอมองผู้ชายในหมู่บ้านเราเลย"

"มองได้ยังไง เพื่อน ๆ กันทั้งนั้น ดีไม่ดีก็ญาติกันอีก ไม่ไหวหรอก เราไม่ชอบ"

"เราจะรอดูความรักของเธอนะณัฐ จะรอดูว่าเธอจะลงเอยกับใคร"

"ได้เลยจ้า"

ตั้งแต่เจอม้วนในวันนั้น ฉันก็กลับมาทำงานกับเพื่อนสนิทอีกคนอีกครั้ง ซึ่งครั้งนั้นพ่อเต็มใจให้ฉันมาทำงานที่กรุงเทพฯ แต่ทว่าพี่ชายคนรองและพี่น้องบางคนไม่เห็นด้วย แต่ละคนต่างก็กีดกันต่าง ๆ นานา ไม่อยากให้ฉันมาทำงานที่กรุงเทพฯ ชีวิตฉันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด เพราะว่าการที่จะเป็นน้องสาวที่ดีและเป็นลูกที่ดีของพ่อ ฉันจะต้องเชื่อฟังพี่ชายทุกอย่าง ฉันต้องอยู่ในกฏระเบียบที่พี่ชายกำหนดเอาไว้ เมื่อใดที่ฉันฝ่าฝืน ฉันก็มักจะถูกพี่ชายลงโทษเสมอ

หลายครั้งที่ถูกตบตีจากพี่ชาย ฉันไม่เข้าใจพี่ชายเอาเสียเลย ไม่เข้าใจทำไมพี่น้องถึงอยากให้ฉันอยู่ในกรอบตลอด ทั้งที่ฉันไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย และการที่ฉันจะคบกับเพื่อนชื่อเพ็ญซึ่งเป็นเพื่อนสาวคนสนิทที่เรียนหนังสือด้วยกัน พี่ชายก็คอยห้ามตลอด ฉันไม่เข้าใจทำไมพี่ชายต้องกีดกันขนาดนั้น หลายครั้งหลายคราที่ฉันนั่งถามตัวเอง ฉันก็ยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ ฉันได้แค่คำตอบที่ว่า "พี่ชายฉันเกลียดเพื่อนฉันที่ชื่อเพ็ญยิ่งนัก หากต้องฆ่าฉันให้ตายเพื่อแยกให้ฉันเลิกคบกับเพื่อนคนนี้ พี่ชายก็ไม่เคยกลัวที่จะทำ เพราะพี่ชายต้องการควบคุมชีวิตฉันไม่ให้คบเพื่อนคนนี้ ทั้งที่เพื่อนของฉันคนนี้ก็เป็นคนดีไม่น้อยกว่าเพื่อนคนอื่น ๆ เลย"

ชีวิตฉันพลิกผันหลายอย่าง เจอเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิตมากมาย แต่ฉันก็เข้มแข็งอยู่ตลอด เพราะฉันคิดเสมอว่า วันหนึ่งจะต้องมีวันดี ๆ ของฉันบ้าง

ฉันมีโอกาสได้รับรู้ข่าวคราวของวรรณอีกครั้ง วรรณกลับไปทำงานที่โรงงานเก่าเช่นเดิม แต่ไม่ได้คบหากับพี่ตี๋อีกเลย และก็ตั้งใจทำงานเก็บเงินส่งไปให้แม่ตามประสา ตั้งแต่วรรณเลิกคบกับพี่ตี๋ วรรณก็ไม่เคยรักและคบใครอีก เธอปิดกั้นหัวใจไว้คนเดียวอยู่ตลอด ไม่เคยเปิดใจให้ใครเลยสักคน

สำหรับฉัน เส้นทางที่พี่ชายกำหนดไว้ให้ ทำให้ฉันเจอฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก และสุดท้ายฉันก็ต้องมาอยู่กินกับผู้ชายคนหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ แต่ฉันต้องทำตามคำบอกของพี่ชายเพื่อรักษาหน้าตาวงศ์ตระกูลกับสิ่งที่ผิดพลาด เพื่อกู้ศักดิ์ศรีที่เสียไปทั้งหมด เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ฉันย้อนมองภาพชีวิตของม้วนเพื่อนรัก ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมม้วนถึงได้ยอมแต่งงานกับพี่เวียง ซึ่งก็คงเหมือนกับฉันที่ต้องทนอยู่กับพี่วีระชนเพื่อเก็บเงินเก็บทองไปแต่งงานกัน และฉันก็ตกอยู่ในสภาวะไม่ต่างกับม้วนเลย

ในช่วงใหม่ ๆ ฉันไม่ได้รักพี่วีระชน แต่พออยู่ด้วยกันนานวัน ความผูกพันก่อเกิดขึ้น ทำให้ฉันรักเขาอย่างไม่รู้ตัว พอวันที่ฉันรักเขาเต็มหัวใจ ฉันก็ต้องเจ็บและเสียใจเมื่อรู้ว่าเขามีหญิงอื่น เขาไม่ได้มีฉันเพียงคนเดียว พี่วีระชนปันใจจากฉันไปให้ผู้หญิงคนนั้นโดยที่ฉันไม่เคยรู้ ฉันยอมรับว่าเสียใจมาก แต่เพราะรับปากพ่อและพี่น้องทุกคนว่า จะเก็บเงินแต่งงานกับพี่วีระชนเพื่อรักษาหน้าตาวงศ์ตระกูล ฉันก็ต้องทำตามสัญญาเอาไว้ให้ได้

จวบจนวันหนึ่งที่ฉันมีโอกาสได้คุยกับพ่อ ซึ่งในวันนั้นพ่อไม่สบายมาก ฉันบอกพ่อเสมอว่า ตราบใดที่พ่อยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะแต่งงานและภรรยาที่ดีของพี่วีระชน แต่ถ้าในโลกนี้ไม่มีพ่อ ฉันจะไม่แต่งงานกับพี่วีระชนเด็ดขาด จนกว่าฉันจะแน่ใจได้ว่า พี่วีระชนเป็นผู้ชายที่ดีและสามารถพ่อที่ดีของลูกฉันในอนาคตได้

เวลาเหลือแค่เพียงเดือนก่อนกำหนดวันแต่งงานระหว่างฉันและพี่วีระชน พ่อก็มาเสียชีวิตเสียก่อน ฉันยอมรับว่าเสียใจเป็นอย่างมาก ชีวิตไม่มีพ่อก็เหมือนไม่มีใคร หลังจากที่จัดงานศพของพ่อเรียบร้อย ฉันก็บอกพี่น้องทุกว่า ขอยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมด พี่น้องทุกคนผิดหวังและโกรธฉันเป็นอย่างมาก ทุกคนต่างก็ตำหนิฉันและด่าฉันหลายอย่าง ฉันไม่แคร์กับคำพูดของใคร เพราะพี่น้องไม่มีใครรู้ว่าฉันชีวิตอย่างไร พี่น้องทุกคนมองแค่ภาพที่เห็นภายนอก ไม่มีใครเคยรู้เลยว่าชีวิตฉันเป็นเช่นใด ไม่เคยมีใครมาถามว่าฉันสุขทุกข์บ้างไหมที่อยู่กับพี่วีระชน

ฉันไม่เคยสนใจพี่น้องเลยสักคน ในเมื่อชีวิตไม่มีพ่อที่ฉันต้องรับผิดชอบ ต้องคอยแคร์เรื่องหน้าตาและชื่อเสียงวงศ์ตระกูล ฉันก็ขอมีชีวิตเป็นของตัวเอง ชีวิตที่ฉันอยากจะเป็นและตัดสินใจด้วยตัวเอง

หลังจากที่พ่อเสียชีวิตได้แค่สองเดือน ฉันกับพี่วีระชนก็ลาออกจากงานและกลับไปเรียนหนังสือด้วยกัน ช่วงระหว่างที่อยู่ด้วยกันก็มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกัน แต่ก็ยอมรับว่าทุกข์มากกว่าสุขเสียอีก และก็ต้องขอบคุณช่วงเวลานั้นที่ทำให้ฉันกล้าตัดสินใจอะไรอย่างเด็ดขาด ขอบคุณช่วงเวลาที่ทำให้ฉันได้รู้ว่า ผู้ชายที่ฉันจะแต่งงานด้วยและใช้ชีวิตด้วยกันจนตาย เขาต้องดีจริง ๆ ไม่ใช่แค่มีดีที่หน้าตาและหัวใจ แต่ผู้ชายคนนั้นจะต้องดีกับฉันเสมอต้นเสมอปลาย รักและยอมรับความเป็นฉัน พร้อมที่จะดูแลฉันได้ทุกสถานการณ์

ฉันเดินออกมาจากชีวิตพี่วีระชนโดยการเข้าทำงานและเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ช่วงระหว่างนั้นฉันมีโอกาสได้เจอวรรณอีกครั้ง วรรณไม่ได้เป็นผู้หญิงที่ผอมเพรียวอย่างที่ฉันเคยเห็น วรรณกลายเป็นผู้หญิงอ้วนท้วมเหมือนคนละคน ฉันตกใจเป็นอย่างมากไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับวรรณ เพราะเพื่อนรักปล่อยตัวให้อ้วนเหมือนคนที่อกหัก

"ก็คนมันชอบกินชอบนอนก็เลยอ้วน ไม่ได้อกหักอะไรหรอก จะอกหักกับใครล่ะ แฟนก็ไม่มี" วรรณบอก ยิ้มติดตลก

"แน่ใจนะ"

"แน่ใจสิ ว่าแต่เธอเหอะ เลิกกับพี่วีจริง ๆ เหรอ"

"แยกกันอยู่ก่อน อยากทิ้งระยะห่างเอาไว้ เราจะให้โอกาสพี่วีทำหน้าที่ลูกที่ดีให้กับพ่อแม่เสียก่อน พร้อม ๆ กับดูการกระทำไปด้วย เราอยากให้เวลาพี่วีได้เป็นผู้ชายที่ดี รู้จักคิดอะไรมากกว่านี้ ถ้าเขาทำไม่ได้ เราก็เลิกเด็ดขาด"

"เธอจะทำได้เหรอณัฐ"

"ทำได้สิ กาลเวลาและระยะทางจะแยกเราออกจากกันเอง"

"เราจะรอดูชีวิตรักของเธอนะ" วรรณบอก

"จ้า ได้เลย"

ตั้งแต่คุยกับวรรณวันนั้น เพียงไม่กี่เดือนวรรณก็ลาออกจากงานและก็ลงไปทำงานเป็นผู้ช่วยกุ๊กที่ร้านอาหารขึ้นชื่อแถวระยอง และเธอก็ไม่ได้ติดต่อมาหาฉันบ่อยนัก ฉันเองก็ไม่เคยมีโอกาสลงไปหาวรรณอีกเลย รู้แต่ว่าเธอทำงานที่เดียวกับพี่ชายคนรองของเธอ และก็มีความสุขกับงานที่ทำอยู่

ส่วนฉันชีวิตไม่ได้สวยงาม หลังจากได้สัมผัสความจริงบางอย่างเกี่ยวกับพี่วีระชน ฉันก็เลิกกับพี่วีระชนอย่างเด็ดขาด และก็ไม่เคยติดต่อไปมาหาสู่กันอีกเลย ช่วงระหว่างนั้นชีวิตก็อยู่คนเดียวเงียบ ๆ แม้จะมีชายหนุ่มมาแจกขนมจีบอยู่บ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้รักใครเลย จวบจนฉันมีโอกาสได้เจอกับเพื่อนชายคนหนึ่ง ฉันเผลอรักเพื่อนชายคนนี้อย่างไม่รู้ตัว แต่ก็ยอมรับว่ารักมาก หากแต่รักครั้งนี้เป็นแค่รักข้างเดียวเท่านั้น

ฉันเป็นผู้หญิงที่ไม่ค่อยโชคดีเรื่องความรัก เพราะที่ฉันรักกลับไม่รักฉัน แต่ที่ฉันไม่ได้รักกลับมารักฉัน ทุกอย่างจึงเหมือนเส้นขนานที่ไม่สามารถบรรจบกันได้ และสุดท้ายฉันก็หอบหัวใจอันแสนเศร้าหนีไปรักษาแผลใจที่ภูเก็ต แต่ก่อนที่จะเดินทางไปภูเก็ต ฉันมีโอกาสได้รู้จักกับผู้ชายต่างชาติคนหนึ่ง คนที่ฉันไม่เคยคิดว่าจะเป็นคู่แท้ของฉัน

ชาวต่างคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เขาเป็นคนรักของฉันนั่นเอง ฉันกับเขาคบหาดูใจกันประมาณหนึ่งปี ความผูกพันและความใกล้ชิดทำให้ฉันและเขารักกันโดยไม่รู้ตัว เราสองคนรักกันมาก แต่อุปสรรครักข้ามแดนใช่ว่าจะไม่มี เวลาคิดถึงก็แสนจะทรมาน เวลาที่อีกฝ่ายมีทุกข์ก็อยากจะอยู่ใกล้ ๆ คอยปลอบโยน ฉันและคนรักประคับประคองความรักด้วยกันมาตลอด และสุดท้ายเราก็แต่งงานและย้ายมาอยู่ที่อเมริกาด้วยกันอย่างมีความสุข



สามปีผ่านไป ฉันมีโอกาสกลับไปเมืองไทยอีกครั้ง และมีโอกาสได้เจอวรรณเพื่อนรัก ซึ่งเธอขึ้นมาหาฉันที่กรุงเทพฯ วรรณได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นกุ๊กประจำร้านอาหารแห่งนั้น เธอทำงานหนักเป็นอย่างมาก ตอนเช้าทำงานที่ร้านซักรีดให้กับชาวต่างชาติ พอตอนเย็นก็ไปเป็นกุ๊กในร้านอาหาร ชีวิตของวรรณดูมีความสุขเป็นอย่างมาก แต่หัวใจของเธอดูเหงา ๆ เพราะเธอไม่มีใคร

"เมื่อไหร่จะมีแฟน" ฉันถามวรรณ

"คนอ้วน ๆ อย่างเรา ใครเขาจะรัก"

"ก็ต้องมีแหละสักคน ว่าแต่ว่ามีแฟนหรือเปล่า"

"ไม่มี"

"ไม่เชื่อหรอก"

"ไม่เชื่อก็ตามใจ"

"ไปเที่ยวกับเรานะ เดี๋ยวไปด้วยกันหลาย ๆ คน"

"ไม่ไป เราไม่อยากไป" วรรณปฏิเสธ ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเพื่อนรัก

"ทำไมล่ะ"

"เราอ้วน ไม่อยากไปไหนเลย อายสายตาคนอื่นที่ชอบมอง"

ฉันมองวรรณด้วยความรัก ไม่เคยรู้เลยว่าแท้จริงเพื่อนรักคิดว่าการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้น ทำให้เธอรู้สึกเป็นปมด้อย

"อายอะไร ไม่ต้องอาย อ้วน ๆ น่ารักออก กอดอุ่นดี แฟนเราก็อ้วน แต่เราชอบนะ"

"จริงเหรอ"

"จริงสิ คนอ้วนน่ารักออก เธอไม่ต้องอายนะ"

"ไม่เอา เราไม่ไป "

วรรณยืนกรานเสียงแข็งอยู่อย่างนั้น เธอไม่ยอมไปเที่ยวกับฉันและเพื่อน ๆ คนอื่น ในวันนั้นเธอแค่ต้องการนั่งรถจากระยองมาเจอฉันและคนรัก เอาทุเรียนอบมาฝากฉันและคนรักอย่างที่ตั้งใจ มาร่วมรัประทานอาหารที่คอนโดด้วยกันเท่านั้น จากนั้นเธอก็ขอตัวกลับ โดยที่ฉันไม่สามารถยื้อเธอให้อยู่ต่อไปได้เลย ฉันจึงไม่อยากขัดใจเพื่อนรัก จึงพาคนรักเดินมาส่งเธอที่หน้าคอนโด

"ดูแลแฟนให้ดีนะ เขาดูใจดีและรักเธอมาก ๆ เลยณัฐ" วรรณบอกฉัน

"ไม่ต้องห่วงหรอก เราจะดูแลด้วยชีวิตเลยแหละ"

"ดีแล้ว"

"ถ้าแต่งงานเมื่อไหร่ อย่าลืมบอกกันบ้างนะวรณ ถ้ามีโอกาสจะบินมาช่วยงานให้ได้"

"จ้า ถ้ามีหนุ่ม ๆ หลงเข้ามา เราจะบอกแน่นอน"

พอส่งวรรณขึ้นรถเสร็จแล้ว ฉันและคนรักก็พากันกลับไปที่คอนโดเหมือนเดิม ระยะเวลาเกือบสามเดือนที่อยู่ในเมืองไทย ยอมรับว่ามีความสุขเป็นอย่างมาก มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ฉันมีโอกาสได้กลับไปบ้านที่ต่างจังหวัด ช่วงระหว่างที่นั่งเล่นกับคนรักที่หน้าบ้านพี่สาวคนที่สาม ม้วนก็ปั่นจักรยานผ่านมาพอดี ฉันร้องเรียกม้วนให้เข้ามาในบ้าน ซึ่งม้วนก็รีบปั่นจักรยานเลี้ยวเข้ามาทันที เธอจอดจักรยานติด ๆ กับกำแพงบ้านพี่สาว และก็รีบเดินเข้ามาในบ้าน

"เป็นยังไงบ้างม้วน สบายดีไหม"

"ชีวิตก็เรื่อย ๆ แหละ"

"มีลูกกี่คนแล้วล่ะ"

"สามคนแล้ว"

ฉันทำตาโตไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน "สามคนแล้วเหรอ เรายังตามไม่ทันเลย"

ม้วนยิ้มเอียงอายนิด ๆ "ก็สามคนนะซิ แต่บอกตรง ๆ นะ มีลูกมากยากจนจริง ๆ ว่าแต่เธอเหอะ เห็นคนเขาลือกันว่า เธอมีแฟนฝรั่งไปอยู่เมืองนอกเมืองนามาเหรอ"

"จ๊ะ เรากับแฟนอยู่อเมริกา นั่นไงแฟนเรา" ฉันแนะนำให้คนรักและม้วนได้รู้จัก ซึ่งม้วนยกมือไหว้และก็ยิ้ม ๆ ส่วนคนรักของฉันก็รับไหว้อย่างที่ฉันเคยบอกสอนเอาไว้เกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีไทย ๆ

"แฟนเธอมีเพื่อนที่ยังโสดบ้างไหม ติดต่อให้น้องสาวเราบ้างสิ ไม่อยากให้มันมีแฟนคนไทย"

"ไม่มีหรอก เพื่อน ๆ แฟนแต่งงานหมดแล้ว"

"เสียดายจัง เรานี่ก็เบื่อชีวิตเหมือนกัน ตั้งแต่แต่งงานกับพี่เวียงไม่มีอะไรดีเลย ชีวิตอยู่แต่เดิม ๆ บ้านก็ไม่มีของตัวเอง นี่ก็อยู่กับแม่มาเป็นสิบกว่าปีแล้ว"

ฉันมองหน้าเพื่อนรัก รู้สึกสงสารและเห็นใจ "ถ้าเธอสามารถเดินย้อนไปในอดีตได้ เธอจะแต่งงานกับพี่เวียงไหม"

"ไม่รู้สิ ตอนนั้นเราต้องแต่งเพราะแม่เราบังคับ แต่ถ้าวันนั้นเราโตเหมือนวันนี้ เราคงไม่แต่งานกับพี่เวียงหรอก เราจะเข้ากรุงเทพฯ กับเธอแน่นอน"

"แต่มันก็สายไปแล้ว ตอนนี้เธอกับพี่เวียงมีลูกมีครอบครัวด้วยกัน ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีก็ต้องขยันช่วยกันทำมาหากิน สักวันหนึ่งเธอกับพี่เวียงก็จะต้องมีบ้านของตัวเอง เราเป็นกำลังใจให้นะ"

"ขอบใจ เราก็ฝันอยากให้เป็นแบบนั้นแหละ แต่พี่เวียงกินเหล้ามาก ๆ เลย เบื่อจริง ๆ ผู้ชายไทย กินเหล้าไม่รู้จักทำมาหากิน ว่าแต่ผู้ชายฝรั่งกินเหล้าไหม"

"ฝรั่งก็กินเหมือนกัน แต่ก็กินตามงานสังคม กินอย่างมีสติและรู้หน้าที่ของตัวเอง ไม่ได้กินเหล้าเช้าค่ำเหมือนคนบ้านนาของเราหรอก"

"ถึงว่าฝรั่งเขาได้รวย เพราะเขาฉลาด เขารู้จักคิด เธอโชคดีนะที่ไม่แต่งงานกับคนไทย"

ฉันยิ้มนิดหนึ่ง "ขอบใจจ้า อย่างที่เราเคยบอกเธอยังไงม้วน เราจะเลือกผู้ชายที่ดีที่สุดที่เราจะแต่งงานด้วย"

"แต่เธอก็ได้อย่างที่ใจต้องการ เราดีใจด้วยนะ"

"จ้า ว่าแต่เธอทานข้าวมาหรือยัง อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนสิ"

"คงไม่ได้หรอก เราจะรีบไปส่งลูกไปโรงเรียน ไว้วันหลังนะ"

"จ้า"

การกลับไปเมืองไทยในครั้งนั้น ฉันไม่คิดเลยว่าจะได้เจอม้วนและวรรณ ไม่เคยคิดเลยว่า เพื่อนรักที่เติบโตด้วยกันเมื่อครั้งยังเล็ก ๆ จะมีชีวิตที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะมีชีวิตอย่างไร แต่ฉันก็ยังเป็นเพื่อนกับทุก ๆ คน

ฉันกลับมาอยู่ที่อเมริกากับคนรักเช่นเคย ทำงานและเรียนหนังสือตามแต่โอกาส มีความสุขกับชีวิตเป็นอย่างดี ชีวิตรักเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยน ฉันมีโอกาสได้คุยกับวรรณในช่วงวันเกิด เพราะฉันจะโทรไปหาวรรณและบางครั้งวรรณก็โทรมาหาฉัน เราสองคนยังเป็นเพื่อนกันเสมอ ฉันบอกกับวรรณว่า ถ้ามีโอกาสกลับไปไทย จะแวะไปหาแน่นอน

ส่วนม้วน

"พี่ก็เพิ่งทราบข่าวเมื่อวานนี่เอง" พี่กันต์บอก

"เรื่องมันเป็นยังไงล่ะ"

"ก็ม้วนนะ มันเบื่อกับชีวิตอยู่กับพี่เวียง ไม่มีอะไรดีขึ้น มันก็เลยฝันอยากมีชีวิตที่ดี พร้อม ๆ กับคำพูดที่แม่มันเฝ้ากรอกหูมันทุกวัน ให้มันไปหาผู้ชายคนใหม่ที่ดี ๆ บังเอิญลุงราชภรรยาเสียชีวิต มีทรัพย์สินทีดินพอสมควรทิ้งไว้ให้ ม้วนก็เลยไปเป็นชู้กับลุงราชคนแถวบ้านเรานะ จำได้หรือเปล่า"

"จำได้ค่ะ"

"ม้วนมีชู้กับลุงราช โดยที่แม่มันก็สนับสนุนนะ ลุงราชเขาก็รักมันนะ ยอมมันทุกอย่าง แต่ขอให้มันหย่ากับสามี แต่สามีของมันไม่ยอมหย่าให้ ลุงราชก็เลยเบื่อ จึงหาผู้หญิงคนใหม่"


ฉันไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน "ทำไมม้วนทำทุกอย่างตามที่แม่บอก ไม่คิดบ้างเลยเหรอว่าสิ่งที่ทำผิดศีลธรรม"

"พี่ก็ไม่รู้นะ แล้วพี่เวียงก็เป็นวัณโรคเสียด้วย ไม่สบายออด ๆ แอด ๆ ตลอด ทำงานอะไรก็ไม่ได้ ม้วนก็คงจะเบื่อ อยากมีชีวิตที่ดี บวกกับแรงกดดันจากแม่ด้วย ม้วนก็พยายามตะเกียกตะกายไปใหญ่ พอลุงราชมีผู้หญิงคนใหม่ ม้วนเสียใจ ทิ้งลูกทิ้งผัวไปกรุงเทพฯ พอแม่มันบอกว่า ให้หาสามีจากกรุงเทพฯ ซะ มันก็หาสามีจริง ๆ แถมเอาสามีกลับมาบ้าน"

"แล้วยังไงคะ"

"ม้วนก็เอาสามีใหม่ลงมาที่บ้าน มาขอให้พี่เวียงหย่าให้ เพราะมันจะไปแต่งงานกับสามีคนนี้ แต่พี่เวียงไม่พูดอะไร เพราะพี่เวียงรู้มาตลอดว่าม้วนทำอะไรบ้าง ม้วนเล่นชู้กับลุงราช พี่เวียงก็รู้ตลอด พยายามอดทนและไม่ทำอะไร ปล่อยไปตามเวรตามกรรม แต่การที่ม้วนพาผู้ชายคนใหม่มาเย้ยนี่สิ พี่เวียงไม่พอใจเป็นอย่างมาก"

"แล้วม้วนทำได้ยังไง"

"ก็นั่นนะสิ พี่ก็ไม่เข้าใจ ทำไปได้อย่างไร เลิกรากันไปก็ว่าไปอย่าง นี่อะไรพาผู้ชายมาเย้ยด้วย"

"ไม่น่าเชื่อเลยนะคะ คนเราจะดีเลวอย่างไร ก็ขอมีแฟนทีละคน เลิกรากันให้เด็ดขาดเสียก่อน ค่อยคบคนใหม่"

"วันนั้นม้วนนั่งอยู่หน้าบ้านกับผู้ชายคนใหม่พร้อมหน้าพร้อมตากับแม่ ส่วนลูก ๆ ก็วิ่งเล่นหน้าบ้าน พี่เวียงเดินมาหาม้วนและถามว่า 'น้องอยากมีผัวใหม่เหรอ' ม้วนตอบว่า 'ค่ะ' พี่เวียงไม่พูดอะไรมาก เดินเข้าไปในครัว หยิบมีดอีโต้ออกมาได้ ก็สับลงไปอย่างแรงที่แขนของม้วนจนขาดสะบั้นทันที จากนั้นก็เปลี่ยนไปสับที่หัวม้วนสองสามครั้ง จนม้วนหมดสติล้มนอนจมกองเลือด ส่วนแม่ของม้วนก็เอาแต่กรี้ดร้อง ไม่ได้ช่วยอะไรลูกเลย ไม่ได้เข้าไปปกป้องลูกเลย สำหรับพี่เวียงพอฟันแขนม้วนขาด แผลบนหัวเหวะวะ คิดว่าม้วนต้องตายแน่ ๆ เลย นึกกลัวความผิดที่ทำไว้ พี่เวียงก็หนีไปและก็ไปซื้อยาฆ่าตัวตายมากิน ทางญาติม้วนก็พาม้วนไปโรงพยาบาลที่อุบลฯ เพราะที่ศรีสะเกษเขาไม่รับ ตอนนี้ก็เลยนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่อย่างนั้น ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ส่วนแฟนม้วนนะไม่ตาย เพราะมีคนไปพบเสียก่อน เลยเอาเข้าโรงพยาบาลล้างท้องได้ทัน ตอนนี้ก็ติดคุกอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นเวรเป็นกรรมอะไร ทางด้านแฟนใหม่ที่มาจากกรุงเทพฯ ก็เก็บผ้ากลับกรุงเทพฯ ไปแล้ว" พี่กันต์เล่าพลางถอนหายใจไปด้วย

"น่ากลัวจังเลยนะคะ ชีวิตคนเราน่ากลัวกว่าที่คิด"

"จ้า น่ากลัวจริง ๆ"

ฉันได้ฟังที่พี่สาวเล่าให้ฟัง รู้สึกใจหายไม่น้อย จุกแน่นในหัวใจ พูดอะไรไม่ออกเลย ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตเพื่อนรักที่เติบโตมาด้วยกันจะเป็นเช่น ไม่คิดเลยว่าสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา เพื่อนรักจะยังคงให้แม่คอยบอกคอยจูงจมูกทุกอย่าง ทำไมเพื่อนรักไม่มีสติรู้จักคิดชอบชั่วดี อะไรควรทำอะไรไม่ควร ทำไมพี่เวียงถึงได้โหดร้ายอย่างนี้ สารพัดอย่างที่ฉันคิด คิดจนปวดหัว
"พี่ว่าเป็นเวรเป็นกรรมด้วยแหละ"

"เวรกรรมอะไรเหรอคะ" ฉันถามพี่สาว เพราะไม่เข้าใจ

"ก็ม้วนทำไม่ดีเอาไว้ เวรกรรมเลยตามทัน ส่วนแม่ม้วนก็ใช่ย่อย เล่นชู้กับผู้ชายในหมู่บ้านเรา คนในหมู่บ้านเขารู้กันแซด สงสารแต่พ่อของม้วนนะ ตัวม้วนเองก็เห็นตัวอย่างของแม่ที่ไม่ดีมาก่อน ก็ไม่น่าจะเดินรอยตามแม่เลย น่าจะมีความคิดกว่านี้ ลูกก็มี ผู้ชายถ้าไม่รักไม่อยากอยู่ด้วย ก็ขอเลิกขอคุยกันดี ๆ ไอ้การที่ไปมีชู้ สวมเขาให้สามี หรือไปเอาผู้ชายอื่นมาเย้ยกัน ทำให้คุณค่าความเป็นผู้หญิงไม่มีเหลืออยู่เลย ไม่เข้าใจทำไมคนเราคิดสั้น ๆ แค่นี้ นี่แหละมั้งที่พระท่านบอกว่า ทำดีได้ดี ทำไม่ดีย่อมเจอแต่สิ่งที่ไม่ดี" พี่กันต์บ่นไปพลาง ๆ

 



ฉันรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมากกับเรื่องราวที่ได้ยิน ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับเพื่อนรัก ฉันก้มหน้ามองภาพชีวิตตัวเอง ใช่สิฉันเองก็เคยผ่านเรื่องร้าย ๆ ตรงนั้นมาบ้าง เกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าเป็นบุญกรรมอะไรทำให้ฉันมีวันนี้ได้ ฉันอยากจะขอบคุณฟ้าดินและสิ่งดี ๆ คอยปกป้องให้ฉันรอดพ้นความเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

ณ วันนี้ลำดวนกลีบแรกค่อย ๆ ร่วงโรยและเน่าเปื่อยไปตามกาลเวลาที่ชะตาชีวิตกำหนดเอาไว้ คงเหลือแค่เพียงลำดวนสองกลีบที่ยังคงเบ่งบานและดำรงชีวิตเคียงคู่กับธรรมชาติ ฉันได้แต่ภาวนาให้ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับเพื่อนรักจงเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้แก่ทุก ๆ คน ฉันอธิฐานให้ปฏิหารย์และสิ่งดี ๆ เกิดขึ้น อยากให้เพื่อนรักหายจากการเป็นเจ้าหญิงนิทราและมีชีวิตที่มีความสุขได้อยู่กับลูก ๆ จนแก่เฒ่า ฉันกับวรรณไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากส่งกำลังใจไปให้เพื่อนรักอยู่เรื่อย ๆ และก็ได้แต่ภาวนาให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับม้วน จงเป็นบทเรียนสุดท้ายให้คนในหมู่บ้านและสังคมบ้านนาของฉันได้ดูเป็นตัวอย่าง เวลาจะทำอะไรก็ขอให้ทุกคนใช้สติคิดให้มาก ๆ ก่อนที่จะทำลงไป เพื่อไม่ให้สิ่งผิดพลาดเกิดขึ้นในชีวิต 

 


ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาอ่านงานเขียน ต้องขอโทษที่ไม่ได้ไปทักทายเพื่อน ๆ ในบล็อกค่ะ เนื่องมาจากงานรัดตัวตลอด วันนี้ขออนุญาตเอาเรื่องราวที่เขียนไว้หลายวันก่อนมาแบ่งปันกันอ่านค่ะ ขอให้ทุกท่านมีความสุขมาก ๆ ค่ะ

ขอบคุณบทเพลงเพราะ ๆ และภาพสวย ๆ จากอินเตอร์เน็ต ขอยกเครดดิตให้เจ้าของบทเพลงและเจ้าของภาพแต่เพียงผู้เดียว ขอบคุณค่ะ




 




 

 

 

 

 




Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones