dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "ร้องไห้กับฉัน"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนที่เธอไม่รัก"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
bulletMusic Hidden in the Memory "ช่างไม่รู้เลย"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


Music Hidden in the Memory "ร้องไห้กับฉัน"

 

 

 

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ฉันกับคนรักแวะไปธุระที่ธนาคารในช่วงบ่าย ฉันขอคนรักนั่งรออยู่ที่โซฟาในล็อบบี้ของธนาคาร ช่วงระหว่างที่รอคนรัก ฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ฉันอ่านข่าวตั้งแต่หน้าแรกและก็อ่านไปเรื่อย ๆ อันไหนน่าสนใจก็อ่านจนจบ อันไหนไม่น่าสนใจก็อ่านแบบผ่านตาเท่านั้น ในเมืองที่ฉันอยู่ทุก ๆ วันหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นจะมีข่าวที่ลงเกี่ยวกับคนเสียชีวิตแต่ละคน มีการจัดงานศพที่ไหน ประวัติย่อย ๆ ของคนที่เสียชีวิต ฉันเองอดไม่ได้ที่จะอ่าน เพราะบางทีคนที่อยู่ในภาพอาจจะเป็นญาติของเพื่อน ๆ ที่ฉันรู้จักก็ได้

ฉันอ่านทีละบรรทัดและมาหยุดที่รูปภาพผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งหน้าตาเธอเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ฉันไม่ได้คิดอะไรไกล คิดแต่ว่าอาจจะเห็นใน Sams ก็เป็นได้ ฉันอ่านประวัติผู้หญิงคนนี้ทุกอย่าง และก็รู้สึกสงสารจับใจเมื่อรู้ว่าเธอเสียชีวิตทั้งที่อายุเพียงสี่สิบปีเท่านั้น แถมยังมีลูกเล็ก ๆ ให้ดูแลอีกสามคน ฉันพลันคิดถึงไปถึงลูก ๆ ของเธอว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร สามีของเธอคงเหนื่อยน่าดูกับการเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง สารพัดอย่างที่ฉันเผลอคิดเรื่องผู้หญิงในข่าว เพียงไม่นานคนรักก็เดินกลับมาหาฉันที่โซฟา เราสองคนพากันไปโอนเงินให้พี่สาวที่เมืองไทยผ่านเวสเทิร์นยูเนี่ยน จากนั้นก็แวะไปธุระที่ธนาคารที่สำนักงานใหญ่ เสร็จแล้วก็พากันไปซื้ออาหารที่วอลมาร์

เมื่อซื้ออาหารเสร็จ ฉันช่วยคนรักขนของขึ้นรถจนเสร็จ จากนั้นก็เข้าไปทำงานตามปกติ บริษัทของฉันแบ่งประตูออกเป็นสองโซน ซึ่งประตูด้านซ้ายสุดติดกับวอลมาร์ทเป็นประตูทางเข้า ซึ่งมีพนักงานต้อนรับยืนอยู่คนหนึ่งคอยตรวจบัตรสมาชิกลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าและให้ความช่วยเหลือลูกค้าในส่วนเบื้อต้น ถัดมาไม่ไกลนักมีแผนกฝ่ายบริการคอยให้ความช่วยเหลือลูกค้าในกรณีต่าง ๆ ฉันเดินผ่านเข้าไปในแผนกนี้และก็แวะทักทายเพื่อนสนิทมาคีช่า ก่อนที่จะเดินเข้าไปที่ห้องพักพนักงาน เพื่อที่จะเอากระเป๋าสะพายและของใช้บางส่วนเก็บในล้อกเกอร์

ช่วงระหว่างนั้น ฉันเห็นเชลซีพนักงานแคชเชียร์ใส่ชุดดำ ใบหน้าเธอดูหมองเศร้าเหมือนคนที่เพิ่งกลับมาจากงานศพ ฉันอดไม่ได้ที่จะทักทายเธอ

"เชลซีเป็นยังไงบ้าง หน้าตาไม่ค่อยสดชื่นเลย มีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า อาการป่วยของเธอหายดีหรือยัง"

ฉันถามเพื่อนรุ่นน้อง เพราะทราบมาว่า หลายวันก่อนเชลซีไม่สบายเนื่องมาจากทำงานหนัก เนื่องมาจากเธอทำงานสองที่และต้องดูแลลูกสาววัยสองขวบด้วย

"ฉันรู้สึกไม่ดีเลย มีเรื่องไม่ค่อยสบายใจ นี่ก็เพิ่งกลับมาจากงานศพ"

"ญาติเสียเหรอ"

"เปล่า ไม่ใช่ญาติหรอก แต่เป็นอาจารย์ที่สอนตอนเรียนมัธยม ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น"

เชลซีเดินมาหาฉัน พร้อมทั้งยื่นการ์ดเชิญงานศพให้ฉันได้ดู ทันทีที่เห็นภาพผู้หญิงคนนั้นฉันจำได้ติดตา เพราะผู้หญิงที่เสียชีวิตนี้ เป็นภาพผู้หญิงคนเดียวที่ฉันเพิ่งอ่านเจอในข่าวตอนที่รอคนรักที่ธนาคาร

"ฉันจำผู้หญิงคนนี้ได้ มีข่าวลงหนังสือพิมพ์ด้วย เสียใจด้วยจริง ๆ เชลซี ฉันเองก็เพิ่งอ่านเจอข่าวนี้ ตกลงผู้หญิงคนนี้เป็นอะไรตายเหรอ อายุยังน้อยอยู่เลย"

"เธอมีชู้ เลยถูกสามียิงทิ้ง"

ฉันได้ยินที่เชลซีบอกก็รู้สึกอึ้งไม่น้อย "เรื่องจริงเหรอเชลซี"

"ก็ใช่นะสิ ฉันจะโกหกเธอทำไมล่ะณัฐ" เชลซีตอบ น้ำเสียงดูจริงจัง แม้ใบหน้าจะยังเศร้าอยู่ แต่ลึก ๆ เหมือนเธอไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตอาจารย์เสียมากกว่า

"ไม่น่าเชื่อเลย"

"ฉันเองก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่ได้ยินคนอื่นเล่าให้ฟังว่า อาจารย์มีชู้ตั้งนานแล้ว พอสามีจับได้ก็กำลังทำเรื่องหย่าร้างกันอย่างถูกต้อง แต่ก็ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรกัน ทำให้สามีโกรธแค้นถึงขนาดหยิบปืนมายิงได้ลงคอ"

"แล้วคนที่ยิงล่ะ"

"ตอนนี้อยู่ในคุก ก็คงดำเนินคดีตามกฏหมายแหละ"

ฉันรู้เศร้ากับเรื่องราวที่ได้ยินจากเชลซี นึกสงสารลูก ๆ ของผู้หญิงคนนี้ พวกเขาคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพ่อและแม่ คงจะมีคำถามมากมายที่ถามคนเป็นพ่อ อะไรทำให้พ่อยิงแม่ได้ลงคอ และแม่ทำอะไรให้พ่อโกรธถึงขนาดฆ่ากันได้ลง สารพัดอย่างที่ฉันคิด และก็อดไม่ได้ที่จะมาย้อนคิดถึงชีวิตตัวเอง

"Some people love others to death."

เชลซีเอ่ยบอกฉันก่อนจะขอตัวเดินเข้าไปในห้องพักพนักงานอีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องแยกย่อยสำหรับพนักงานที่สูบบุหรี่

ฉันได้ยินที่เชลซีบอกก็รู้สึกเจ็บแปล๊บที่ใจ อดที่จะเห็นด้วยไม่ได้

"คนบางคนมอบหัวใจให้ใครสักคนทั้งหมด ไม่เคยเผื่อใจเลยสักนิด ยอมตายดีกว่าที่จะให้อีกคนไปมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่า"

ฉันปิดกุญแจล็อกเกอร์และก็รูดบัตรเข้ามาที่ออฟฟิศ ช่วงนั้นมีโอกาสได้คุยกับผู้จัดการฝ่ายบัญชีเกี่ยวกับเรื่องงานที่ต้องทำ จากนั้นผู้จัดการก็ขอตัวกลับบ้าน ส่วนฉันก็นั่งทำงานเพียงคนเดียวเท่านั้น ช่วงระหว่างที่ทำงานก็เปิดเพลง "ร้องไห้กับฉัน" ของ "เสือ ธนพล" ฟังไปพลาง ๆ

เสียงเพลงที่บรรเลงไปเรื่อย ๆ ทำใหัใจของฉันอดคิดถึงใบหน้าอาจารย์ของเชลซีไม่ได้ ซึ่งในขณะนั้นก็พลอยคิดถึงอาจารย์อมรรัตน์ซึ่งเป็นอาจารย์ที่สอนฉันเมื่อครั้งที่เรียนมัธยมต้น ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมคนบางคนจึงเทิดทูนความรักเหนือชีวิตและเหนือสิ่งใด

ใช่สิ เมื่อหลายปีก่อน อาจารย์อมรรัตน์เคยประสบปัญหาสามีมีชู้ ฉันทราบจากอาจารย์อีกท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า อาจารย์อมรรัตน์อดทนอดกลั้นกับพฤติกรรมของสามีมายาวนาน เพียงเพราะรักและอยากให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข แต่บางทีความอดทนของคนเราก็มีขีดจำกัด ท้ายที่สุดอาจารย์อมรรัตน์ตัดสินใจยิงสามีเสียชีวิตที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองโคราช พอสามีเสียชีวิตเธอก็ยิงตัวเองตายตามโดยที่ทิ้งลูกน้อยไว้ข้างหลัง เรื่องราวเหล่านี้เป็นอะไรที่เศร้ามาก ๆ สำหรับฉัน แต่ฉันก็ทำใจยอมรับให้ได้ว่านี่แหละคือชีวิตรักของคนบางคน



ฉันเองก็เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาบ้าง แม้มันจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉันก็จำได้ไม่เคยลืม ฉันดีใจที่ตัวเองรอดชีวิตมาได้ในเหตุการณ์ครั้งนั้น ในบางครั้งฉันก็นึกขอบคุณฟ้าดิน ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ฉันยังมีชีวิตอยู่เพื่อแต่งงานและใช้ชีวิตกับคนที่ฉันรัก และเขาก็รักฉันมากด้วย ผู้ชายที่พร้อมจะเป็นสามีที่ดีและดูแลฉันด้วยชีวิตและหัวใจ

ในวันนั้น ฉันและคนรักมีโอกาสได้รู้จักกัน เราสองคนติดต่อคุยกันทางอีเมลมาตลอด เพราะระยะทางที่อยู่คนละประเทศทำให้เราไม่ได้เห็นหน้ากันบ่อย ๆ คนรักของฉันเป็นผู้ชายที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคยทำให้ฉันเสียใจเลยสักครั้ง ความรักของฉันและคนรักมีให้กันนั้น เริ่มต้นจากความเป็นเพื่อนที่ก่อเกิดเป็นความรักทีละนิด เราสองคนต้องฝ่ามรสุมความห่างไกลข้ามพรมแดน เพื่อที่จะรักและรอวันเวลาที่ได้พบกันอีกครั้ง

วันนั้นฉันไม่เคยคิดหรอกว่า ฉันจะมีโอกาสได้พบพี่วีระชนอดีตที่เคยรักอีกครั้ง ทั้งที่ฉันและเขาเลิกรากันไปนานแล้ว ฉันยังจดจำวันนั้นได้ดี วันที่ฉันและพี่วีระชนมีปัญหากันอย่างหนัก และถึงขึ้นเลิกรากันในที่สุด เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ฉันรับไม่ได้และยอมตัดใจจากพี่วีระชนได้อย่างเด็ดขาดก็คือ ความสัมพันธ์ที่พี่วีระชนมีกับนักบวชชาวอีตาลีคนหนึ่ง เพียงเพื่อค่าตอบแทนในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา โดยที่พี่วีระชนไม่เคยคิดถึงความถูกต้องและหัวใจของผู้หญิงที่รักตัวเองเลยสักนิด

ฉันเคยโง่และเหมือนคนตาบอดอยู่ตลอด แต่ฉันโชคดีที่มีเพื่อน ๆ ที่น่ารักคอยเตือนคอยสอนฉันหลาย ๆ อย่าง หากไม่มีเพื่อนเหล่านั้น ฉันก็ยังเชื่อสนิทว่าพี่วีระชนไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรลึกซึ้งกับนักบวชคนนั้น และฉันก็คงเฝ้ารักและรอเขาอยู่เช่นเดิม ฉันเองต้องขอบคุณคืนสุดท้ายที่มีโอกาสได้เคลียร์ปัญหาระหว่างกัน คืนนั้นพี่วีระชนยอมสารภาพทุกอย่างต่อหน้าฉัน เขาเอื้อมมือมาจับมือฉันเอาไว้ แต่ความเจ็บปวดและเสียใจทำให้ฉันชักมือออกอย่างเร็ว เพราะไม่อยากให้เขาแตะต้องตัวเองอีก ฉันมีความรู้สึกว่า เขาไม่ใช่ผู้ชายคนเดียวที่เคยเป็นของฉันแล้ว เขาเป็นผู้ชายคนอื่นไปแล้ว

“พี่วีมีเหตุผลอะไรก็บอกมาเถอะ ณัฐรอฟังพี่อยู่”

พี่วีระชนลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินมานั่งคุกเข่าตรงหน้าฉัน มือของเขาเอื้อมมาจับมือฉันและกุมเอาไว้แน่น เขามองใบหน้าหม่นเศร้าของฉัน

“พี่อาจจะเลวมากมายนะณัฐ แต่มีสิ่งหนึ่งที่พี่ไม่เคยเปลี่ยน ก็คือความรักที่พี่มีให้ณัฐ”

ฉันร้องไห้ทันทีที่ได้ยินเขาพูดแบบนั้น ใจก็อยากจะผลักเขาไปไกล ๆ แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะฉันรักเขามากเหลือเกิน รักเกินกว่าที่จะทำร้ายเขาได้

“ณัฐต้องการฟังเหตุผลระหว่างพี่และป๋าคนนั้น ณัฐไม่ต้องการคำว่ารัก เพราะว่าหัวใจของณัฐมันตายไปแล้ว มันไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว”

“ทุกอย่างที่พี่ทำลงไป เพื่อณัฐและเพื่อพ่อกับแม่ของพี่นะ พี่ไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองเลย”

ฉันสะอื้นไห้ทันที “พี่ไม่ต้องมาอ้างว่าทำเพื่อณัฐเลย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่ก็ไม่เคยช่วยเหลืออะไรณัฐ และณัฐเองก็ไม่เคยขออะไรจากพี่เลย ณัฐดูแลเลี้ยงตัวเองมาตลอด”

“พี่อยากมีเงินเยอะ ๆ พี่อยากสร้างบ้านให้พ่อแม่ให้เสร็จ แล้วพี่จะได้กลับมาอยู่กับณัฐอย่างมีความสุข ถ้าพี่ได้ไปอิตาลี ป๋าบอกว่าจะขายบ้านที่นั่น และจะให้เงินพี่ก้อนหนึ่ง หากพี่ได้เงินก้อนนั้นจากป๋าแล้ว พี่ก็จะเลิกกับป๋าทันที และจะกลับมาอยู่กับณัฐแน่นอน ณัฐเข้าใจที่พี่พูดไหม”

ฉันพยักหน้าเบา ๆ สบตาพี่วีระชนช้า ๆ น้ำตาอาบแก้ม ไม่เคยคิดเลยว่าคนรักจะกลายเป็นผู้ชายที่ทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน

 

 

  “ณัฐเข้าใจค่ะ พี่ทำทุกอย่างเพื่อพ่อแม่และเพื่อตัวเอง”

“ไม่จริง ทุกอย่างที่พี่ทำก็เพื่อณัฐ”

สิ่งที่ได้ยินทำให้ฉันเคืองใจเป็นที่สุด “พี่วีเลิกโกหกตัวเองได้ไหมคะ ณัฐไม่เสียใจเลยถ้าพี่พูดความจริง แต่ถ้าพี่ยังปากแข็งและโกหกณัฐแบบนี้ พี่จะไม่มีวันได้ความรักจากณัฐอีกเลย”

“พี่ไม่ได้โกหก แต่พี่คิดแบบนี้จริง ๆ”

“พี่มีอะไรกับป๋าคนนั้นนานหรือยังคะ แล้วมีผู้ชายอีกกี่คนที่พี่มีอะไรด้วยที่ณัฐไม่เคยรู้ บอกณัฐมาสิคะ”

ในวันนั้นฉันยอมรับว่าเสียความรู้สึกมาก ๆ และก็เสียใจสะอื้นไห้แทบขาดใจ คนรักนอกใจมีหญิงอื่นก็ชอกช้ำใจมากอยู่แล้ว แต่นี่พี่วีระชนนอกใจฉันมีชายอื่นร่วมอยู่ด้วย ชีวิตฉันหาความบัดซบไม่ได้อีกแล้ว

“พี่ไม่เคยมีอะไรกับผู้ชายคนไหน กับป๋านี่คนแรกเลยนะ ณัฐเชื่อพี่สิ”

“ณัฐไม่เชื่อพี่วีอีกแล้ว ไม่มีอะไรที่ณัฐเชื่อพี่ได้อีกแล้ว ผู้ชายอย่างพี่ทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน”

พี่วีระชนดึงร่างฉันไปกอดไว้แน่น “ถึงพี่จะหน้าเงิน แต่พี่ก็มีหัวใจ ณัฐเคยรู้บ้างไหม”

ในตอนนั้นฉันยอมรับว่าเสียใจแทบจะบ้าคลั่งให้ได้ ชีวิตไม่ค่อยมีสติมากนัก เอาแต่ร้องไห้ไม่ฟังเหตุผลใด ๆ ทั้งนั้น

“ไม่ฟัง ไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น พี่วีออกไปจากห้องณัฐเดี๋ยวนี้เลยนะ ออกไปไกล ๆ จากชีวิตณัฐได้ยินไหม”

ฉันผลักพี่วีระชนออก และเดินไปเปิดประตูห้อง เพื่อที่จะเชิญให้เขาออกไปจากห้อง ฉันไม่อยากอยู่ใกล้ชิดเขาไปมากกว่านี้ กลัวว่าความเจ็บปวดอาจจะทำให้ฉันตายไปต่อหน้าต่อตาเขา พี่วีระชนเดินมาที่ประตูห้อง แต่เขาไม่ได้ออกไปจากห้อง แต่กลับปิดประตูล็อกกลอน

“พี่ไม่ไป ณัฐเป็นเมียพี่ คืนนี้พี่จะนอนกับเมียพี่”

พี่วีระชนไม่พูดเปล่า เขาก้มช้อนร่างของฉันดื้อ ๆ และก็โยนร่างของฉันลงบนเตียงนอน แม้ว่าฉันจะต่อต้านแต่ก็ไม่อาจจะห้ามกำลังของเขาได้เลย จากนั้นเขาก็กระโจนมานอนทับร่างของฉัน เขาไม่ได้สนใจว่าฉันจะร้องห้ามและต่อว่าเขาอย่างไร เขาก้มจูบฉันอย่างแรง เหมือนกับหื่นกระหายเรือนร่างของฉันมานานแสนนาน การกระทำของเขาเหมือนกับคืนแรกที่เขาบังคับขืนใจฉันไม่มีผิด

“ณัฐเกลียดพี่วี พี่ปล่อยณัฐนะ อย่าทำอะไรณัฐ!”

พี่วีระชนจับมือสองข้างของฉันกดไว้บนที่นอน เขาจ้องมองฉันอย่างไม่พอใจ เขาคงไม่ชอบที่ฉันไม่ยินยอมกับสิ่งที่เขาต้องการ เขาคงไม่สบอารณ์ที่ได้ยินเสียงต่อว่าจากฉันอยู่ตลอด

“เดี๋ยวนี้เกลียดผัวตัวเองแล้วเหรอ หรือว่าช่วงเวลาที่ไม่มีพี่ ณัฐมีผู้ชายคนอื่นใช่ไหม บอกพี่มาสิณัฐ! พี่เองก็อยากรู้เหมือนกัน ทำไมณัฐถึงไม่ยอมให้พี่ขึ้นมาหา ทำไมณัฐถึงไม่ยอมพี่”

ฉันร้องไห้ตัวอ่อน เจ็บจี๊ด ๆ ที่ใจอยู่ตลอด รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งกับคำพูดที่พี่วีระชนต่อว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันมีพี่วีระชนอยู่ในหัวใจตลอด ไม่เคยคิดแม้แต่จะนอกใจหรือพลีกายให้ชายอื่น ฉันรักและภักดีต่อพี่วีระชนเพียงคนเดียวเท่านั้น และตั้งใจจะรอให้เขาเรียนจบและมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง อยากให้เขาพร้อมทั้งตัวและหัวใจเพื่อที่จะอยู่ด้วยกัน ฉันไม่อยากอยู่ด้วยกันอย่างเจ็บปวดเหมือนกับชีวิตที่ผ่านมา

“ทำไมพี่วีคิดต่ำ ๆ แบบนี้ พี่คิดว่าคนอื่น ๆ จะเป็นเหมือนพี่หมดเหรอ”

“ถ้าณัฐไม่ได้เป็นเหมือนที่พี่คิด ทำไมณัฐถึงไม่อยากนอนกับพี่ล่ะ หรือว่าณัฐไม่รักพี่แล้ว”

ฉันมองหน้าพี่วีระชน อ่านแววตาและความต้องการเขาออกได้ทันที ใบหน้าของฉันในตอนนั้นเต็มไปด้วยน้ำตา แม้ว่าจะพยายามกลั้นสะอื้นเอาไว้แต่ก็ทำไม่ได้มากนัก จากนั้นก็ค่อย ๆ คลายมือออกจากพี่วีระชน รวบรวมสติและความกล้าทั้งหมด ฉันยอมรับเต็มอกเลยว่า ฉันรักพี่วีระชนมาก และยินดีที่จะพลีกายให้ผู้ชายอย่างเขา จากนั้นก็ค่อย ๆ ปลดกระดุมเสื้อทีละเม็ด ตายังจ้องมองพี่วีระชนอยู่ตลอด

“แบบนี้ใช่ไหมคะ....ที่พี่วีต้องการจากณัฐมาตลอด”

พี่วีระชนมองการกระทำของฉันตาไม่กระพริบ กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ เขามองเรือนร่างของฉันทุกซอกส่วน

“ณัฐ”

ฉันถอดเสื้อผ้าอาภรณ์ออกจากร่างจนหมดสิ้น คงมีเพียงร่างเปล่าเปลือยที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขา มือข้างหนึ่งเช็ดน้ำตาเบา ๆ บอกกับตัวเองว่าคืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ฉันจะเป็นของพี่วีระชน พรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันก็จะเป็นอิสระทั้งเรือนร่างและหัวใจ จะไม่มีผู้ชายคนนี้ในชีวิต

“ทั้งเรือนร่างและหัวใจของณัฐ ไม่เคยเป็นของชายใด ณัฐเก็บไว้ให้พี่วีตลอด และคืนนี้มันก็เป็นของพี่วีคนเดียว หลังจากคืนนี้เป็นต้นไป พี่จะไม่ได้เชยชมมันอีกแล้ว เอาสิคะพี่วี อยากทำอะไรก็ทำสิ พี่ชอบไม่ใช่เหรอ”

คืนนั้นฉันกลายเป็นผู้หญิงที่เสียสติ ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ไม่เคยเป็นคนกล้าและใจเด็ดอย่างนี้ ทั้งชีวิตของฉันไม่เคยถอดเสื้อผ้าให้ผู้ชายง่าย ๆ อย่างนี้ แต่คืนนั้นฉันกลับทำเป็นครั้งแรก เพราะรู้ว่าครั้งแรกที่ทำนั้น มันเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะทำเพื่อผู้ชายที่ฉันรัก

โดยส่วนตัว นิสัยของฉันไม่ค่อยจะเหมือนคนอื่นมากนัก เวลาที่ฉันรักใคร ฉันให้เขาเต็มร้อย ไม่มีการเผื่อใจไว้เลย ไม่ว่าผลลัพธ์ของความรักออกมาเจ็บปวดแค่ไหน ฉันก็ถือเสียว่าฉันได้ทำดีที่สุดแล้ว
พี่วีระชนขยับตัวมาใกล้ ๆ เขาโอบกอดร่างฉันทันที พร้อมทั้งก้มหน้าหอมและไซ้ไปตามซอกคอของฉัน มิเพียงเท่านั้นเขายังกดร่างของฉันให้นอนลงบนเตียงเสียด้วย

“พี่จะไม่ยอมให้ณัฐเป็นของใคร ณัฐจะต้องเป็นของพี่คนเดียวเท่านั้น”

คืนนั้นฉันปล่อยเรืองร่างให้เป็นไปตามอารมณ์ที่พี่วีระชนต้องการ น้ำตาไหลรินเป็นระยะ ๆ แม้ว่าจะพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่ก็อดไม่ได้สักที เพราะร้อยเหตุผลพันปัญหาหัวใจที่ฉันไม่สามารถอธิบายได้ มันจึงถ่ายทอดออกมาเป็นน้ำตาแทนทั้งหมด

เมื่อได้สติอีกครั้ง ฉันก็เอามือยันอกพี่วีระชนเอาไว้ สบตาเขา

“คืนนี้ณัฐยอมพี่ทุกอย่าง แต่ขอพี่วีอย่าทำให้ณัฐท้องได้ไหมคะ ณัฐกลัว”

ตอนนั้นฉันเป็นอะไรก็ไม่รู้ นึกกลัวขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องท้อง เพราะตั้งแต่แยกกันอยู่ฉันก็ไม่เคยกินยาคุมกำเนิดอีกเลย และก็รู้ว่าคืนนี้พี่วีระชนเองก็ไม่ได้ป้องกันตัวเองด้วย

“ไม่ต้องกลัวหรอกครับ พี่อยากทำให้ณัฐท้องมาก ๆ อยากให้ณัฐเป็นแม่ของลูกพี่ อยากให้ณัฐอยู่กับพี่ตลอดไป ณัฐเป็นผู้หญิงของพี่คนเดียวเท่านั้น”

ฉันร้องไห้อีกครั้ง “ณัฐขอนะพี่วี ณัฐยอมพี่ทุกอย่าง แต่พี่อย่าทำร้ายณัฐอีกเลย ขอให้ความเจ็บปวดตกอยู่ที่ณัฐเพียงคนเดียว อย่าทำให้หนึ่งชีวิตที่บริสุทธิ์ต้องเกิดมารับรู้ความเจ็บปวดจากสองเราเลยนะคะ”

คืนนั้นคำขอของฉันกลายเป็นสายลมที่พัดผ่านไปเฉย ๆ พี่วีระชนไม่เคยสนใจสิ่งที่ฉันพูดเลย เขาเชยชมเรือนร่างของฉันไม่พอ แต่ยังมีความหวังและตั้งใจอยากฝากเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาไว้ในตัวฉันด้วย เขาคงจะคิดว่า ถ้าทำให้ฉันท้องได้ ฉันก็จะไม่หนีเขาไปไหน และก็คงจะใช้ชีวิตกับเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น แม้ว่าเขาจะมีชายและหญิงอื่น ฉันก็ต้องทนอยู่กับเขาตลอด

“ท้องก็ลูกเราสองคน ถ้าณัฐกลัวว่าพี่จะทิ้ง พรุ่งนี้เราไปจดทะเบียนสมรสกันก็ได้ พี่เองก็อยากจดทะเบียนกับณัฐเหมือนกัน อยากให้ณัฐเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฏหมาย พี่เองจะได้มีสิทธิ์ในตัวณัฐเต็มที่”

ฉันรับไม่ได้กับความคิดของพี่วีระชน เขาต้องการที่จะครอบครองชีวิตของฉันมากกว่าที่จะรักฉันอย่างบริสุทธิ์ใจ เขาหวงและกลัวว่าฉันจะจากเขาไป เขากลัวสารพัดอย่างที่จะไม่มีฉันอยู่เคียงข้าง การจดทะเบียนสมรสคือข้อผูกมัดที่ดีที่สุดที่เขาต้องการ แต่แปลกฉันไม่เคยสนใจใบทะเบียนสมรสเลย ฉันต้องการผู้ชายที่รักและซื่อสัตย์กับฉัน ผู้ชายที่เข้าใจและพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างฉัน ไม่ใช่ผู้ชายที่ฉันได้ครองแค่ใบทะเบียนสมรส แต่ต้องทนนอนร้องไห้เจ็บช้ำกับการกระทำของเขาตลอด

คืนนั้นฉันไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะพี่วีระชนพยายามที่จะถ่ายทอดเลือดเนื้อของเขาให้ก่อเกิดในเรือนร่างของฉัน เขาทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ฉันท้องให้ได้ ฉันนอนปล่อยกายให้เขาเชยชม เหมือนกับวิญญาณที่ไร้ซึ่งชีวิต ฉันยอมให้เขาทำทุกอย่างตามที่ต้องการ หัวใจของฉันมันพังสลายไม่มีชิ้นดี มันมีแค่เพียงร่างที่ไม่มีชีวิตไม่มีหัวใจเท่านั้น

เช้าวันรุ่งขึ้นพี่วีระชนลุกขึ้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเร็ว ส่วนฉันไม่อาจจะลุกขึ้นได้เลย เพราะไม่มีเรี่ยวแรง ยังคงนอนซมจมน้ำตาอยู่ใต้ผ้านวมอุ่น ๆ อยู่อย่างนั้น พอพี่วีระชนอาบน้ำเสร็จแล้ว เขาก็เดินมานั่งข้าง ๆ เตียง และก้มลงหอมแก้มฉัน

“พี่จะกลับแล้วนะ แล้วพี่จะขึ้นมาหาบ่อย ๆ”

ฉันลืมตามองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ได้ดีใจเลยที่ได้ยินเขาพูดว่าจะขึ้นมาหาบ่อย ๆ ฉันรับไม่ได้ที่จะต้องยอมรับการกระทำของพี่วีระชนทุกอย่าง หากฉันต้องใช้ชีวิตกับเขา ฉันก็แค่อยากให้เขามีเพียงฉันเท่านั้น ฉันไม่เคยสนใจว่าเขาจะเคยผ่านผู้หญิง/ผู้ชายสักกี่คน แต่นับตั้งแต่วันที่เขามีฉันอยู่เคียงข้าง ฉันก็อยากให้เขามีฉันเพียงคนเดียว เหมือนที่ฉันมีเขาเพียงเท่านั้น

ตอนนั้นฉันไม่ได้พูดอะไรกับเขา เลือกที่จะฟังเขาพูดมากกว่า พี่วีระชนเอามือลูบผมฉันเบา ๆ

“ถ้าท้อง โทรบอกพี่เสียล่ะ พี่จะมารับณัฐกลับบ้านด้วยกัน”

เมื่อฉันไม่คุยด้วย เขาก็ไม่ได้คุยอะไรอีกเลย ก้มหอมแก้มฉันสองครั้ง

“พี่ไปก่อนนะ แล้วพี่จะโทรมาหา”

“ถ้าจะให้ดี ไม่ต้องโทรมา และก็อย่าได้เจอกันอีกเลย” ฉันตอบพี่วีระชนเบา ๆ

พี่วีระชนมองหน้าฉัน เขาหอมแก้มฉันอีกครั้ง “พี่จะมา ณัฐห้ามพี่ไม่ได้หรอก”

ฉันไม่สนใจคำพูดของเขา และก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีกเลย จากนั้นเขาก็เดินออกไปจากห้อง โดยที่ล็อกห้องไว้ให้ฉันด้วย พอเสียงย่ำเท้าของพี่วีระชนหายลับไป ฉันก็ลุกขึ้นไปใส่กลอนห้องให้เรียบร้อย และก็นั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่เพียงคนเดียว ฉันเอามือจับหน้าท้องเบา ๆ นึกถึงใบหน้าของพ่อแม่และพี่น้องทุก ๆ คน

“พ่อจ๋า แม่จ๋า ได้โปรดช่วยณัฐด้วย ณัฐไม่อยากท้อง ณัฐไม่อยากมีชีวิตแบบนี้อีกต่อไป อย่าให้ความเลวร้ายเกิดขึ้นกับณัฐอีกเลย”

วันนั้นฉันนั่งร้องไห้ทั้งวัน ไม่ได้ออกไปไหนเลย ส่วนเรื่องงานฉันก็ลาป่วยเพราะรู้สึกว่าปวดหัวเกินที่จะแบกสังขารไปทำงานได้ ทางด้านพี่แม็กและพี่ธงชัยซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานก็โทรมาถามข่าวคราวด้วยความเป็นห่วง

ฉันนั่งคิดและตัดสินใจชีวิตให้ตัวเองใหม่ โดยตั้งใจไว้ว่าจะย้ายออกไปอยู่หอพักอื่น และก็เปลี่ยนเบอร์มือถือ พร้อมที่จะตอบตกลงรับงานตำแหน่งใหม่ที่สมัครไว้ เพื่อที่จะย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยที่พี่วีระชนไม่สามารถติดต่อหาฉันได้ อยากให้กาลเวลาแยกฉันไปจากเขา อยากให้เวลาทำให้ฉันเลิกรักและลืมเขาไปจากชีวิตเสียที พร้อมที่จะนับศูนย์และเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีกว่านี้

ฉันโชคดีที่สุดที่ไม่ท้อง และถ้าฉันโชคร้ายท้องกับพี่วีระชน ฉันก็เลือกที่จะเป็น Single Mom มากกว่าที่จะใช้ชีวิตกับพี่วีระชน ฉันใช้ชีวิตเรียบง่าย และทำงานตำแหน่งนี้ไปพร้อม ๆ กับใช้เวลาลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิต ฉันมีชีวิตใหม่และมีโอกาสได้รู้จักเพื่อนที่ดี ๆ หลายคน ฉันดำเนินชีวิตไปอย่างเรียบง่าย พร้อมทั้งระมัดระวังหัวใจตัวเองมาตลอด ฉันมีหนุ่ม ๆ เข้ามาจีบบ้าง แต่ฉันก็ไม่เคยรักใคร เพราะใจของฉันไม่พร้อมที่จะรักใคร

 

จวบจนมีโอกาสได้รู้จักเพื่อนชายคนหนึ่ง (พี่ไม้) ฉันยอมรับว่ารักเพื่อนชายคนนี้ แต่ก็รู้ว่าไม่มีวันเป็นไปได้ ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างและอดีตที่ผ่านมาของฉัน ฉันเริ่มตัดใจและทำใจมาตลอด ไม่เคยโกรธเคืองที่พี่ไม้ไม่รักฉัน พยายามเก็บความรู้สึกเกินเลยที่มีให้พี่ไม้ไว้ในใจ เพราะผู้หญิงอย่างฉันไม่มีค่าคู่ควรที่จะรักพี่ไม้ได้เลย บ่อยครั้งที่ร้องไห้นึกเวทนาชีวิตรักของตัวเอง แต่ฉันก็พยายามเข้มแข็ง และบอกกับตัวเองเสมอว่า ฉันจะรักตัวเองให้มาก ๆ และจะรักเฉพาะคนที่รักและรับความเป็นฉันได้เท่านั้น ฉันยิ้มรับและยินดีเสมอ เมื่อได้รู้ว่าคนที่ฉันรักมีความสุข น้ำตาคือเพื่อนแท้ที่ดีที่สุดสำหรับฉันในเวลานั้น

ช่วงระหว่างที่ตัดใจจากพี่ไม้ ฉันใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายตามลำพัง คงมีเพียงเพื่อนสนิทที่คอยเคียงข้างให้กำลังใจ มีบ้านมีพี่น้อง แต่ก็เหมือนไม่มี ตั้งแต่พ่อเสียชีวิต ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ครอบครัวไม่ได้อบอุ่นเหมือนเมื่อก่อน ชีวิตของฉันเดียวดาย อ้างว้างเหลือเกิน ก้าวผิดก้าวพลาด แต่ก็พยายามลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง ระยะเวลาเพียงไม่นาน ฉันมีโอกาสได้พบกับหนุ่มอเมริกันคนหนึ่ง และผู้ชายคนนี้ก็คือคนรักของฉันนั่นเอง ในวันนั้นโชคชะตาพาเราสองคนให้ได้เจอกัน ฉันได้ให้เบอร์อีเมลแก่คนรักไว้ เพราะคนรักได้ขอ ซึ่งฉันไม่ได้คิดอะไรเลย เพราะฉันไม่คิดว่าคนรักจะจริงจังกับผู้หญิงธรรมดา ๆ อย่างฉัน ผู้หญิงที่เคยผ่านชีวิตผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า และก็ไม่เคยคิดว่าในโลกนี้ จะมีผู้ชายสักคนที่สามารถรักฉันได้จริง ๆ และหลังจากนั้นฉันก็ไม่เคยเช็คอีเมลของตัวเองเลย ฉันลืมไปเลยว่า ฉันเคยให้อีเมลนี้แก่คนรักเอาไว้

ต่อมาในช่วงกลางเดือนมีนาคมปี 2002 ฉันได้ตัดสินใจลาออกจากงานในเมืองกรุง และลงไปทำงานด้านบัญชีให้กับบริษัทสอนดำน้ำแห่งหนึ่งที่ภูเก็ตตามคำชวนของเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ฉันไม่เคยคิดหรอกว่า คนรักของฉันจะติดต่อมาหาฉันตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน เวลาผ่านไปเดือนกว่า ๆ ที่ฉันไม่เคยตอบอีเมลคนรักเลย ฉันเองรู้สึกละอายใจที่ไม่เคยตอบอีเมลของคนรัก จึงถือโอกาสตอบอีเมลตามมารยาทบวกกับแรงยุของเพื่อนสนิท ทำให้ฉันตอบอีเมลไปหาคนรักเพียงสั้น ๆ และจุดเริ่มต้นของมารยาทที่ดีในอีเมลฉบับแรกที่ฉันตอบคนรัก ทำให้สองเราติดต่อกันมาเรื่อย ๆ และก็เริ่มสนิทสนมเป็นเพื่อนกัน จวบจนกลายเป็นความรักในที่สุด

อีเมลทุกฉบับของคนรักถูกปริ้นมาเก็บไว้อ่านทุก ๆ ค่ำคืนก่อนนอน เราสองคนรักกันตอนไหนไม่รู้ ฉันรู้แต่ว่า ฉันรักคนรักของฉันมาก เรามีโอกาสได้พบกันก็ตอนที่เขาบินกลับมาเที่ยวเมืองไทยเท่านั้น ความรักครั้งใหม่ของฉันสวยงามและบริสุทธิ์ เป็นความรักที่ฉันมีความสุขที่สุด และสุขที่มีความรักครั้งใหม่โดยที่ช่วงเวลานั้นฉันเองก็พยายามลืมเรื่องเก่า ๆ ในอดีตไปทั้งหมด ฉันทำงานหนักทุกวัน มีเพื่อน ๆ ที่น่ารักคอยให้กำลังใจ รู้สึกว่าท้องทะลที่สวยงามให้สิ่งดี ๆ กับหัวใจที่เคยอ่อนล้าของฉัน ให้ฉันได้มีชีวิตที่สดใสอีกครั้ง

ตั้งแต่มาทำงานที่ภูเก็ต ฉันไม่เคยคิดหรอกว่าจะมีโอกาสได้เจอพี่วีระชนอีกครั้ง และครั้งแรกที่เจอพี่วีระชน ฉันเองก็ตกใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่คิดว่าโลกใบน้อยจะกลมขนาดนี้ พี่วีระชนพยายามมาคุยดีกับฉันและขอคืนดี แต่ฉันไม่ยอมและบอกให้เขาอย่ามายุ่ง พี่วีระชนพยายามหลายอย่างที่จะทำให้ฉันกลับไปรักเขาอีก แต่ก็ไม่เกิดผล บางครั้งก็เที่ยวไปบอกหลาย ๆ คนที่ฉันรู้จักในละแวกออฟฟิตที่ทำงานอยู่ หรือแม้แต่พ่อค้าแม่ค้า พี่วีระชนก็เอ่ยบอกทุกคนว่าฉันและเขาเคยมีอะไรกัน

ฉันยอมรับว่าเสียใจและเสียความรู้สึกมาก ๆ ฉันต่อว่าพี่วีระชนหลายอย่าง แต่ก็ไม่เคยให้เขารู้สึกตัวเลยสักนิด พี่วีระชนคิดมาตลอดว่า ถ้าเขาทำให้ฉันสามารถกลับไปรักเขาเหมือนเดิมได้ เขาจะเป็นคนที่ได้ครอบครองทุกอย่างในตัวฉัน แต่แปลกฉันไม่สามารถรักพี่วีระชนได้เลย ไม่อยากจะเห็นหน้าเสียด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าในวันนั้นฉันจะไม่มีคนรัก แต่ฉันก็บอกกับตัวเองว่า ไม่มีวันที่ฉันจะกลับไปหาอดีตที่เดินซ้ำรอยเดิม ฉันจะต้องก้าวไปข้างหน้าให้ดีที่สุด

เมื่อฉันไม่ยอมคืนดีพี่วีระชนก็ตามก่อกวนหลายครั้ง ฉันเล่าเรื่องทุกอย่างให้คนรักได้ฟังทั้งหมด อันที่จริงฉันก็เล่าตั้งแต่สองเราคบเป็นเพื่อนกัน จวบจนเป็นคนรักฉันก็เล่าทุกอย่างอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเรื่องล้มลุกคลุกคลาน ชีวิตที่ผิดพลาดกี่ครั้งกี่ครา คนรักเป็นผู้ชายที่รับรู้อดีตในความเป็นไปของฉันทั้งหมด  

 

คนรักของฉันห่วงฉันเป็นอย่างมาก เขากลัวว่าอดีตคนรักจะเข้ามาทำร้าย หรือทำอะไรสักอย่างเพื่อที่จะครอบครองฉัน และเพราะความชะล่าใจทำให้ฉันคิดว่าพี่วีระชนคงไม่ทำแบบนั้น

จวบจนวันหนึ่งที่ฉันต้องขับมอเตอร์ไซต์ไปทำงานเพียงลำพัง และหลังเลิกงานฉันก็ต้องขับรถกลับเพียงคนเดียวด้วย เพราะเพื่อนสนิทต้องไปเข้างานกะดึก ทำให้ฉันต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งถนนจากกะรนไปยังป่าตองใช่จะใกล้ ๆ และเส้นทางนั้นก็มีแต่เนินเขาสูงชัน ถนนดูสวยงามแต่ก็น่ากลัวไม่น้อยกับอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น

เย็นวันนั้นฝนตกหนัก พอฝนซาลงฉันก็ขับรถกลับมาบ้านพักที่กะรน ขณะที่ขับรถไปพลาง ๆ ฉันก็ตกใจเป็นอย่างมาก ที่จู่ ๆ รถของวีระชนก็ขับตามหลังมา แม้จะเป็นภาพที่เห็นผ่านกระจกก็ทำให้ฉันมั่นใจได้เลยว่าต้องเป็นเขา ฉันตัดสินใจเร่งเครื่องขับหนีให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เพราะฝนเพิ่งจะตกเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้ถนนลื่นไม่น้อย ดังนั้นถึงจะเร่งความเร็วแค่ไหน ฉันก็พึงระมัดระวังอุบัติเหตุไปด้วย

ในช่วงเวลานั้น ใจของฉันรู้สึกกลัวไปหมด กลัวทั้งอุบัติเหตุ กลัวทั้งคนที่ขับรถตามมาข้างหลัง เพราะเกรงว่าจะถูกฉุดกระชากไปทำมิดีมิร้าย เมื่อพี่วีระชนขับรถมาติด ๆ กับฉัน เขามองหน้าฉันนิดหนึ่ง

“ณัฐจอดรถก่อนสิ พี่มีเรื่องจะคุยด้วย” เสียงเข้มและน้ำเสียงที่จริงจังดูน่ากลัวไม่น้อย

ฉันยอมรับว่าไม่สนใจพี่วีระชน และก็ไม่ยอมพูดกับเขา พร้อมทั้งไม่ยอมทำตามคำสั่งเขาแต่อย่างใด ฉันยังคงตั้งหน้าตั้งตาขับรถไปตามเส้นทางเหมือนเดิม

“พี่บอกให้จอดรถเดี๋ยวนี้ ไม่ได้ยินเหรอ ปณัฐดา!”

ท่าทางของพี่วีระชน ดูโกรธเคืองไม่น้อยที่เห็นฉันไม่สนใจเขา เห็นได้จากชื่อที่เขาใช้เรียกฉัน เขาเรียกเชื่อจริงของฉัน แม้ว่าฉันจะกลัวแค่ไหน แต่ฉันก็ทำใจดีสู้เข้าไว้ และยังคงขับรถไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ลืมระมัดระวังด้วย

“ปณัฐดา! พี่บอกให้จอดรถเดี๋ยวนี้”

และพี่วีระชนก็ขับรถมาประชิดกับรถของฉัน โดยที่มืออีกข้างหนึ่งพยายามคว้ากุญแจจากรถคันของฉัน ด้วยความกลัวที่มีอยู่ในตัวตอนนั้น ฉันจึงตัดสินใจเลี้ยวรถออกไปที่แนวริมฟุตบาท และไม่ได้จอดรถแต่อย่างใด ฉันค่อย ๆ ขับออกมาเรื่อย ๆ พอออกมาได้ก็รีบเพิ่มความเร็วเพื่อที่จะขับหนีออกไป พี่วีระชนใช่จะหยุดก่อกวนและก็ยังขับตามหลังฉันมาติด ๆ และก็ทำเหมือนเคย จนทำให้รถของฉันทรงตัวแทบจะไม่อยู่

“พี่บอกให้จอดรถเดี๋ยวนี้ หูตึงหรือยังไง”

ไม่พูดเปล่าแต่พี่วีระชนถือวิสาสะจับมือฉันเอาไว้ เพราะคงคิดว่าเป็นหนทางเดียวที่จะหยุดฉันได้ ฉันรีบสะบัดมือตัวเองจากพี่วีระชน

“พี่วีอย่าทำแบบนี้นะ อย่ามายุ่งกับณัฐ ได้ยินไหม ณัฐไม่หยุดและพี่ไม่มีสิทธิ์มาสั่ง”

เมื่อต้องต่อสู้กับพี่วีระชน ฉันก็รู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนในอีกไม่ช้า ระหว่างการกระทำจากพี่วีระชน และอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

“พี่มีเรื่องจะคุยด้วย จอดรถเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่จอดพี่ก็จะทำอย่างนี้ และอาจทำมากกว่านี้”

คำพูดของพี่วีระชนในวันนั้น ทำให้ฉันกลัวเป็นอย่างมาก กลัวจะถูกทำร้ายและย่ำยี่เหมือนเคย สารพัดอย่างที่รวมอยู่ในความรู้สึกตอนนั้น ใจของฉันก็อดที่คิดถึงคนรักที่อยู่แดนไกลไม่ได้ ไม่รู้ว่าคนรักของฉันจะรู้บ้างไหมว่า ฉันกำลังเผชิญกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต ฉันอาจจะไม่มีชีวิตเพื่อรอพบเขาก็ได้ เพราะชีวิตของฉันอาจจะจบลงบนถนนเส้นทางนี้ก็เป็นได้

ช่วงชีวิตในตอนนั้น ฉันยอมรับว่าไม่ยอมเป็นผู้แพ้อีกแล้ว หากพี่วีระชนจะทำร้ายฉันอีก ฉันก็จะขอต่อสู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่ และไม่เคยรู้สึกเสียดายเลยหากว่าต้องตายในอีกไม่ช้า อย่างน้อย ๆ ฉันก็ภูมิใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันได้พบคนที่รักฉันจริง ๆ และฉันได้รักเขาคนนั้นอย่างบริสุทธิ์ใจ ต่อให้ชีวิตจบลงในวันนี้ ฉันก็ไม่เคยรู้สึกเสียใจเลย

เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันก็ตัดสินใจบิดคันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็ว คิดว่าหากขับพ้นเขาลูกนี้ไปก็คงเจอบ้านผู้คนบ้าง และก็ตั้งใจจะเข้าไปขอความช่วยเหลือให้ได้ แต่พอพี่วีระชนเห็นว่าฉันเพิ่มความเร็วเพื่อที่จะขับหนี เขาก็ไม่ยอมลดละ และยังคงขับตามประชิดฉันเหมือนเดิม

“จอดรถเดี๋ยวนี้ ปณัฐดา!”

และก็พยายามขับมาเบียดรถของฉันอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งก็ทำให้รถของฉันเสียหลักตกไปอยู่ขอบถนนตลอด ฉันไม่ยอมจอดรถ และก็เร่งความเร็วเพิ่มมากขึ้น เพราะอีกไม่กี่เมตรก็ถึงบ้านคนแล้ว

เมื่อพี่วีระชนเห็นว่าฉันไม่ยอมทำตามคำสั่งของตัวเอง เขาก็ตัดสินใจขับแซงไปด้านหน้าและก็ถือโอกาสปาดหน้ารถฉันอย่างจัง เพราะคิดว่าฉันคงจะเหยียบเบรคและจอดรถตามความต้องการของตน

เอี๊ยด! โครม!

จากนั้นฉันก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย คงมีแต่ความเหงาและความเงียบที่เข้ามาแทนที่ ฉันรับรู้แต่เพียงว่าร่างของฉันมันล่อยอยู่ในความมืดที่ไม่มีแม้แต่ผู้คนและสิ่งมีชีวิตให้พบเห็น ช่วงชีวิตในตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แห่งหนใดกันแน่ ความหวาดกลัวทำให้เดินวนอยู่กับที่อย่างนั้นหลาย ๆ รอบ เพราะไม่ว่าจะก้าวไปทางใดหนทางก็มีแต่ความมืดปิดกั้นเอาไว้หมด

เมื่อหาทางออกไม่ได้ ฉันก็ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น รู้สึกกลัวจับใจ ร้องเรียกให้คนช่วยก็ไม่มีใครได้ยิน จากนั้นก็กอดอกนั่งร้องไห้เหมือนเด็กน้อย ใจของฉันในตอนนั้น ยอมรับว่าคิดถึงคนรักเป็นที่สุด คิดถึงพ่อ คิดถึงพี่น้องทุก ๆ คน อยากกลับไปหาพวกเขาแต่ไม่รู้จะไปทางไหน เพราะหาทางออกไม่เจอ จะมองไปที่ใดก็มีแต่ความมืดปกคลุมไปหมด ครู่ต่อมาฉันเห็นควันขาว ๆ ทำให้ฉันเดินตามออกมาที่ควันขาว ๆ ด้านนอก

ฉันมองเห็นร่างของตัวเองยังคงนอนแน่นิ่งไร้สติ ลมหายใจของฉันแผ่วเบาจนน่ากลัว นับว่าโชคดีที่ร่างของฉันไม่ได้กระแทกกับหลักกิโลที่อยู่ห่างกันไม่กี่เมตร เลือดที่ไหลซึมออกมาจากข้อศอกทั้งสองข้างเปื้อนเสื้อผ้าที่สวมอยู่ อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงที่รถล้มฉันได้เอาแขนลงก่อนที่ร่างจะล้มลงบนท้องถนน ซึ่งก็คงจะมีเหล็กจากส่วนใดส่วนหนึ่งของรถคงจะปะทะกับร่างฉันอย่างจัง ทำให้กระโปรงยาวที่สวมใส่อยู่ฉีกขาดหลายจุด ซึ่งก็มีเลือดไหลซึมออกมาให้เห็นตลอด แผลสดๆ บนหัวเข่ายังมีเลือดซึมอยู่ทั้งสองข้าง รองเท้าที่สวมใส่ก็กระเด็นไปคนละข้าง ข้าวของในกระเป๋ากระเด็นไปอยู่กลางถนน กระจกรถแตกไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนกำบังรถก็แตกเป็นเสี้ยว ๆ อยู่รอบ ๆ บริเวณนั้น  

 

 

ฉันร้องไห้ที่เห็นภาพทุกอย่าง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นสีหน้าพี่วีระชนตกใจไม่น้อย เขาคงจะการกระทำของตัวเองทำให้เกิดเรื่องอย่างนี้ ฉันเห็นเขารีบจอดรถอย่างเร็ว และวิ่งไปกอดร่างของฉันเอาไว้ เขาคงอยากจะรู้ว่าฉันตายหรือยัง จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ ถอดหมวกกันน๊อคออกให้ฉัน เมื่อเขาเห็นว่าร่างของฉันยังหมดสติและมีลมหายใจอยู่ เขาก็ร้องเรียกชื่ออยู่อย่างนั้น

“ณัฐ ณัฐตื่นสิ ณัฐได้ยินพี่ไหม”

ฉันเห็นภาพพี่วีระชนเขย่าร่างที่หมดสติของฉันด้วยความเป็นห่วง ใจของเขาก็คงจะหวังให้จะให้ฉันตื่นขึ้นมา ในส่วนลึก ๆ ก็คงจะกลัวว่าฉันจะเสียชีวิต ซึ่งถ้าหากฉันเสียชีวิต พี่วีระชนก็อาจจะต้องติดคุกในข้อหาฆ่าคนตายก็ได้

ช่วงระหว่างที่หมดสติ มันมีแต่ความมืดและภาพที่เห็นเพียงสั้น ๆ เท่านั้น ฉันมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่นอนอยู่บนตักพี่วีระชน ทันทีที่ตื่นขึ้นมาพอที่จะจำเรื่องราวได้บ้าง ฉันไม่รอช้ากำมือแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชกไปเต็ม ๆ หน้าพี่วีระชนโดยไม่ยั้งเลยสักนิด ในช่วงเวลานั้นพี่วีระชนยอมให้ฉันชกตรงหน้าแต่โดยดี และก็ยอมให้ฉันตีเขาสารพัดเท่าที่ฉันจะทำได้ ถ้าจะให้ฉันคิดพี่วีระชนก็คงรู้สึกผิดเป็นอย่างมากที่เกิดเรื่องอย่างนี้ เมื่อเห็นสภาพของฉันเขาก็คงกลัว และอยากกอดฉันเอาไว้ คงอยากจะขอโทษกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

ฉันยอมรับว่าไม่เคยรู้สึกอบอุ่นเลยกับอ้อมกอดของพี่วีระชนเลย ไม่เพียงเท่านั้นยังรู้สึกรังเกียจเขาอีกต่างหาก และก็ยังคงปัดป้องต่อสู้อยู่อย่างนั้น

“ณัฐเกลียดพี่ พี่วีได้ยินไหมว่าณัฐเกลียดพี่ ปล่อยณัฐเดี๋ยวนี้ อย่ามาแตะต้องตัวณัฐ”

เป็นเสียงแรกที่ฉันพูดขึ้น และจู่ ๆ ความเจ็บปวดก็กรูเข้ามาทันที จากที่รู้สึกชาไปหมดทั้งตัว เริ่มรู้สึกปวดแสบไปทั่วเรือนร่าง พอเห็นแผลสด ๆ ที่มีเลือดไหลซิบ ๆ ก็รู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

วันนั้นฉันร้องไห้พรั่งพรูมากกว่าเก่า ตัวสั่นเพราะหวาดกลัวกับภาพที่เห็น ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตไม่เคยเป็นแบบนี้เลย เมื่อมีสติและจำเรื่องราวก่อนเกิดอุบัติเหตุได้ทั้งหมด ความรู้สึกโกรธแค้นก็เข้ามาฉับพลัน เพราะรู้ว่าคนที่พยายามเข้ามากอดร่างของตัวเองอยู่ตอนนี้ คือคนที่ทำร้ายตนเองแน่นอน

“ณัฐฟังพี่ก่อนสิ พี่ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนี้ เอางี้ไหมพี่จะพาณัฐไปหาหมอนะ ดูสิเลือดไหลเต็มไปหมดแล้ว”

พี่วีระชนค่อย ๆ ขยับเข้ามาปลอบใจฉัน ถึงรู้ตัวว่าทำผิดแต่ใจลึก ๆ เขาก็ยังห่วงใยฉันอยู่มาก วันนั้นฉันนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น ส่ายหัวและนั่งแน่นิ่งมองภาพบาดแผลอยู่อย่างนั้น ความเจ็บปวดจากบาดแผลบนเรือนร่างไม่ได้หนักเท่ากับความปวดร้าวในหัวใจ

“ไม่.... ณัฐไม่ไปกับพี่ อย่ามายุ่งกับณัฐเลยนะ อย่ามาแตะต้องตัวณัฐอีก”

“ทำไมเหรอณัฐ ทำไมพี่จะจับต้องคนที่พี่รักไม่ได้”

สิ่งที่ได้ยินจากปากพี่วีระชน ทำให้ฉันหันไปมองเขาด้วยน้ำตาอาบแก้ม

“พี่ไม่เคยรักณัฐหรอก พี่แค่อยากได้ทุกอย่างที่เป็นณัฐ อยากครอบครองชีวิตของณัฐ ผู้ชายอย่างพี่ไม่มีหัวใจหรอก”

“ไม่จริงหรอก พี่รักณัฐมาตลอด ถ้าไม่รัก พี่ไม่ตามตื้ออย่างนี้หรอก”

“อย่าโกหกตัวเองเลยพี่วี ต่อให้ณัฐตาย ก็ไม่มีวันเชื่อพี่หรอก พี่ไม่มีสิทธิ์ในตัวณัฐอีกแล้ว พี่เป็นคนทำลายมันเอง พี่ไม่มีสิทธิ์อีกแล้ว พี่เข้าใจไหม และมันก็เป็นไปไม่ได้แล้ว”

“ทำไมล่ะณัฐ”

“เพราะณัฐกำลังจะแต่งงานกับคนที่ณัฐรักในอีกไม่ช้านี้ พี่วีได้ยินไหมคะ ต่อให้พี่ฆ่าณัฐให้ตายตรงนี้ ต่อให้พี่ผลักณัฐให้ตกหน้าผาตรงนี้ พี่ก็ไม่มีวันได้ความรักจากณัฐหรอก เพราะณัฐไม่ได้รักพี่แล้ว ณัฐรักคู่หมั้นของณัฐ พี่วีได้ยินไหมคะ!”

ช่วงเวลานั้นพี่วีระชนอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน สายตาของเขาก็อดไม่ได้ที่หันไปมองนิ้วนางข้างซ้ายมือของฉัน ซึ่งก็มีแหวนวงเล็ก ๆ ที่คนรักได้มอบให้ฉันเป็นสัญญาใจที่มีต่อกัน และฉันใส่แหวนวงนี้ติดตัวตลอด พี่วีระชนกัดกรามไว้แน่นและมีสีหน้าเศร้าหมองลงทันที เขาคงจะเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ฉันพูดนั้นเป็นความจริง พี่วีระชนคงจะเพิ่งรู้ตัวว่าเวลานั้นเขาได้สูญเสียความรักจากฉันไปจริง ๆ

“ณัฐจะแต่งงานจริง ๆ เหรอ บอกพี่มาสิว่ามันไม่ใช่ความจริง”

นับตั้งแต่เคยอยู่กินด้วย ฉันยอมรับว่าไม่ค่อยจะได้เห็นน้ำตาพี่วีระชนมากนัก คงมีเพียงฉันเท่านั้นที่เสียน้ำตาให้เขานับครั้งไม่ได้เลย และครั้งนี้ก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นน้ำตาของผู้ชายที่เคยรักมากคนหนึ่ง และผู้ชายที่ทำให้ฉันเจ็บมากที่สุดในชีวิต 

ฉันพยักหน้าและยังคงสะอื้นไห้ไปด้วย “ค่ะ ณัฐกำลังจะแต่งงาน และเขาก็เป็นผู้ชายที่ณัฐรักมากที่สุดในชีวิต ณัฐรักเขา หัวใจของณัฐเป็นของเขา พี่วีได้ยินไหมคะพี่ ว่าณัฐรักเขา”

“แล้วพี่ล่ะ”

ฉันหันไปมองพี่วีระชนอีกครั้ง

“เรื่องระหว่างเรามันจบไปตั้งนานแล้ว จบตั้งแต่วันที่พี่วีไปอยู่กับบาทหลวงคนนั้น หัวใจของณัฐมันตายไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว เพราะอะไรนะเหรอ ก็เพราะพี่เป็นคนทำลายมันเอง ถ้าพี่วีไม่อยากติดคุก ก็อย่ามายุ่งกับณัฐอีกเลย หากพี่ไม่เชื่อ ณัฐจะเอาพี่เข้าคุก และก็คงไม่ใช่พี่คนเดียว ณัฐจะเอาพ่อพี่เข้าคุกด้วย ณัฐจะบอกทุกอย่างกับตำรวจ ถ้าไม่อยากติดคุกทั้งครอบครัว ก็ออกไปซะ ไปจากชีวิตณัฐก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

วันนั้นฉันตัดสินใจพูดคำนี้ออกมา เพราะคิดว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้พี่วีระชนเลิกยุ่งกับชีวิตตัวเอง ซึ่งพี่วีระชนเองก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร และยังคงนั่งแน่นิ่งไม่ต่างกับฉันซึ่งนั่งร้องไห้อยู่ติด ๆ กัน ฉันรู้ดีว่าพี่วีระชนรักพ่อกับแม่เป็นอย่างมาก ดังนั้นสิ่งที่ฉันพูดออกมานั้น เหมือนเป็นข้อต่อรองที่ให้พี่วีระชนต้องเลือก เพราะพี่วีระชนคงไม่อยากให้พ่อที่เคยเป็นอดีตมือปืนที่หนีคดีหลายปีต้องมาติดคุกในบั้นปลายชีวิตด้วย

ในวันนั้นฉันนั่งร้องไห้อยู่ข้าง ๆ ถนนด้วยสภาพที่แย่มาก ๆ ทำให้ผู้คนที่ขับรถผ่านไปมาต้องหยุดดู ไม่ต่างกับไทยมุงโดยทั่วไปที่อยากรู้อยากเห็นไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“พี่ไปก็ได้ แต่ให้พี่พาณัฐไปหาหมอก่อนนะ”

“ไม่ค่ะ ณัฐไม่ไปกับพี่ อย่าเข้ามาใกล้ชีวิตณัฐอีกเลย”

ไทยมุงที่เข้ามาดู ต่างก็รู้ได้เลยว่าฉันไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากพี่วีระชน มิหน่ำซ้ำดูท่าทางที่ฉันแสดงออกว่าไม่ต้องการเขาถึงขนาดไม่ยอมให้แตะเนื้อต้องตัว

“นี่น้อง ไปทำอะไรน้องผู้หญิงถึงรถล้มอย่างนี้”

ชายวัยกลางคนซึ่งเป็นคนขับแท็กซี่ในภูเก็ตถามพี่วีระชนอย่างสงสัย เพราะดูจากสภาพและคำพูดของฉันแล้ว ชายคนนี้คงจะเข้าใจว่าไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา

“เขาขับรถล้มเอง ผมแค่เข้ามาช่วย บอกให้หยุดคุยกันก่อน เขาไม่ยอมหยุดและขับรถหนีผมตลอด พอผมขับตามรถก็ล้ม”

เมื่อฉันได้ยินพี่วีระชนตอบอย่างนั้น ก็นึกเคืองเสียเหลือเกิน จนป่านนี้แล้วเขายังไม่สำนึกผิดบ้างเลย

“ถ้าพี่ไม่ขับตามและไม่ปาดหน้า ณัฐก็ไม่ล้มหรอก เลิกโกหกได้แล้วพี่วี เมื่อไหร่พี่จะเลิกนิสัยชั่ว ๆ สักที เกิดมาณัฐไม่เคยเห็นใครเลวเหมือนพี่เลย”

พูดจบฉันก็ร้องไห้อีกครั้ง ไม่สนใจเลยว่าพี่วีระชนจะรู้สึกอย่างไร ฉันได้พูดได้ระบายความจริงออกมา เหมือนกับฉันได้ปลดปล่อยความทุกข์ที่เก็บไว้ทั้งหมด ฉันไม่เคยมีโอกาสได้บอกพี่วีระชนสักครั้งว่าทำไมฉันถึงเลิกกับเขาได้อย่างเด็ดขาด ตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่วีระชนคงคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำไปเป็นเรื่องที่น้อยนิดไม่ทำให้ฉันเลิกรักเขาได้ แต่พี่วีระชนไม่รู้หรอกว่า หนึ่งชีวิตและหนึ่งหัวใจที่ฉันเคยมอบให้เขา ทุกอย่างมีขีดจำกัด ความอดทนมีลิมิตของมันเอง ฉันรักเฉพาะคนที่รักฉันเท่านั้น และฉันไม่มีวันรักคนที่ทำลายฉันเด็ดขาด

ฉันไม่มีวันลืมฝันร้ายครั้งนั้น เพราะมันเป็นภาพหลอนที่อยู่ในชีวิตตลอด และมันก็ไม่เคยจางหายไปเลย เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ฉันตัดสินใจลาออกจากงานทันที โดยที่คนรักคอยดูแลทุกอย่าง ฉันกลับไปรอคนรักที่กรุงเทพฯ ก่อนที่คนรักจะบินกลับมาแต่งงานและย้ายกลับมาอยู่อเมริกาด้วยกัน คนรักของฉันเข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้น และเขาเป็นผู้ชายเพียงคนเดียวที่ดูแลบาดแผลทั้งร่างกายและจิตใจให้ดีขึ้นจวบจนทุกวันนี้

ฉันยอมรับว่า ให้อภัยและอโหสิกรรมให้พี่วีระชนทุกอย่างที่เขาเคยทำไม่ดีกับฉันเอาไว้ และก็ขออโหสิกรรมจากเขาเช่นเดียวกัน เกิดชาติหน้าฉันท์ใด หากว่าภพหน้ามีจริง หรือแม้จะมีบุญได้เกิดเป็นมนุษย์ในโลกใบนี้สักกี่ภพชาติ ฉันก็ขอให้พี่วีระชนและฉันหมดเวรหมดกรรมต่อกัน และไม่ต้องเกิดมาพบเจอกันอีกเลย ขอให้เวรหมดกรรมทุกอย่างที่เคยมีต่อกัน จบลงแค่ภพชาตินี้เท่านั้น ขอให้เขามีความสุข มีชีวิตที่ดีอย่างที่ฉันและคนรักมีในตอนนี้

 

ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา ทำให้ฉันเรียนรู้มาตลอดเลยว่า ความรักบางทีก็อยู่เหนือความถูกต้องของคนเรา หากในวันนั้นฉันไม่ลาออกจากงาน และยังคงทำงานอยู่ที่ภูเก็ต ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ พี่วีระชนคงไม่ยอมเลิกราฉันเป็นแน่ และฉันก็คงไม่มีโอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้แบ่งปันกันอ่าน ณ ที่นี่ ฉันยอมรับว่าไม่เคยต้องการความสงสารและความเห็นใจจากใคร ฉันเพียงแค่อยากให้ทุกคนได้รู้ว่า

"ถ้าจะรักใครสักคน ขอให้รักอย่างมีสติ เวลาทำอะไรก็ขอให้คิดก่อนทำเสมอ มีความจริงใจและซื่อสัตย์ในความรักที่มีต่อกัน อย่าให้ความรักครอบครองอารมณ์ที่รู้สึกเหนือสิ่งผิดถูก เพราะถ้าเราปล่อยให้หัวใจของเราเป็นทาสของอารมณ์รัก เมื่อนั่นเราจะกลายเป็นคนที่ทำลายคนที่เรารักได้เสมอ และถ้าหากไม่รักกันแล้ว ก็ขอให้เลิกรากันด้วยดี อย่าทำลายและทำร้ายกัน เพราะไม่ว่าคุณจะทำอะไรลงไป ดีเลวสักแค่ไหน ก็ไม่สามารถเรียกคำว่า "รัก" กลับคืนมาได้เลย
 

 

 

 


Photo by Emily Hamm







Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones