ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletNOLA-NOLIE
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)

 

 




วันนี้ฉันไม่ได้ไปทำงานแต่อย่างใด เพราะได้หยุดสามวันติดต่อกัน อาทิตย์ที่ผ่านมางานของฉันยุ่งมาก แต่ฉันก็ยังทำงานรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองเสมอต้นเสมอปลาย ตั้งใจเรียนรู้ทุกอย่างที่ผู้จัดการบอกสอน ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือประสบการณ์ชีวิตที่ได้สัมผัส

หลายวันที่ผ่านมา ฉันรู้สึกคิดถึงพี่น้องที่เมืองไทยจับใจ คิดถึงอดีตเก่า ๆ ที่ผ่านมา คิดถึงทุกอย่างที่ตัวเองเคยเป็น ยิ่งได้อ่านข่าวคราวเกี่ยวกับเมืองไทย ฉันก็ยิ่งเป็นห่วงพี่น้องมากขึ้น ในวันนี้ฉันอดไม่ได้ที่จะเขียนเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวเองให้ทุก ๆ คนได้อ่าน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ฉันเคยเขียนรวมไว้ในนิยายชีวิตเมื่อปีที่ผ่านมา

ชีวิตของฉันไม่ได้เกิดมามีพร้อมทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่า ชีวิตของฉันจะไม่มีความสุขแต่อย่างใด ฉันมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ มีครอบครัวที่อบอุ่นไม่น้อยไปกว่าใคร ๆ มีความพึงพอใจกับเส้นทางที่ตัวเองก้าวแต่ละก้าว แม้มันจะแตกต่างกับชีวิตของคนอื่น ๆ แต่นี่แหละคือชีวิตของฉัน และคือชีวิตของหญิงสาวต่างจังหวัดในสังคมที่ฉันเป็นอยู่

ฉันจำเรื่องราวความเจ็บปวดเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี จำใบหน้าคนที่ทำให้ฉันร้องไห้ในวันนั้นได้เสมอ ทุกวันนี้ฉันยังเคยคิดเลยว่า หากวันหนึ่งที่มีโอกาสได้กลับไปเมืองไทย ฉันจะพาคนรักไปดูใบหน้าของคนที่เคยดูถูกดูแคลนและเอารัดเอาเปรียบชีวิตคนต่างจังหวัดอย่างฉันให้ได้ ฉันเพียงแค่อยากรู้ว่าคนที่เคยทำให้ฉันเสียใจเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา เขายังทำร้ายคนอื่น ๆ เหมือนที่เขาทำกับฉันไหม


เหตุการณ์ในวันนั้นมันตอกย้ำชีวิตของฉันหลาย ๆ อย่าง เมื่อครั้งที่ฉันยังวัยรุ่น พี่รองได้บีบบังคับให้ฉันมาพักอยู่ด้วยที่รังสิต เพราะไม่อยากให้ฉันทำงานและพักอยู่กับเพื่อนสนิท (เพ็ญ) พี่รองกลัวว่าฉันจะมีชีวิตคล้าย ๆ กับเพ็ญที่แต่งงานเร็วเกินกว่าวัย พี่รองไม่อยากให้ฉันคบเพ็ญด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่ฉันเองไม่อาจจะรู้ ในวันนั้นฉันไม่สามารถที่จะขัดคำสั่งของพี่ชายได้ จึงทำตามที่พี่ชายบอกทุกอย่าง ฉันเชื่อว่าพี่รองคงอยากให้น้องสาวอย่างฉันอยู่ในกรอบของการเป็นลูกผู้หญิงที่ดี ที่จะต้องเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของพี่ชายเท่านั้น

พอย้ายมาที่รังสิตได้เพียงไม่กี่วัน พี่รองก็ฝากให้พี่ธนาพาฉันไปทำงานกับครอบครัวคนจีนแถว ๆ จรัญสนิทวงศ์ ซึ่งพี่ธนาเป็นหลานคนโตสุดของพ่อนั่นเอง

“พรุ่งนี้พี่จะให้ธนาพาเราไปทำงานแถว ๆ จรัญสนิทวงศ์ พอดีมีเถ้าแก่คนจีนต้องการคนดูแลงานบ้าน พี่อยากให้ณัฐไปทำงานอย่างนี้ดีกว่าทำงานโรงงาน อีกอย่างงานนี้ธนาฝากให้ คงไม่มีอะไรน่ากลัว”

ในวันนั้นพี่รองอยากให้ฉันทำงานบ้านเหมือนพี่บุหงาพี่สาวคนรองนั่นเอง เพราะการทำงานบ้านนั้นอยู่ติดกับบ้านตลอด ไม่ต้องออกไปสังคมที่ไหน ความปลอดภัยก็คงจะดีกว่าการทำงานโรงงาน

ฉันไม่พูดไม่จาอะไร ไม่ได้ตอบโต้อะไรกับพี่ชาย ช่วงเวลานั้นได้แต่พยักหน้ารับอย่างจำใจ แม้ว่าใจที่แท้จริงฉันจะไม่อยากทำงานบ้านมากนัก แต่ฉันก็ไม่สามารถขัดคำสั่งของพี่ชายได้ และก็ได้แต่นึกจินตนาการภาพเจ้าของบ้านที่พี่ชายให้ฉันไปทำงานด้วย เพราะอยากรู้เสียเหลือเกินว่าครอบครัวคนจีนเหล่านี้จะใจดีกับฉันหรือไม่ หรือว่าจะใช้งานฉันสารพัดอย่างเหมือนที่ฉันเคยทำงานกับพี่น้ำหวาน พี่สาวของเพื่อนสนิทของพี่กันต์ที่ฉันเคยไปทำงานอยู่ด้วยหกเดือนกว่า ๆ ประสบการณ์แย่ ๆ ตรงนั้นฉันยังจดจำได้ไม่รู้ลืม ในวันนี้ชีวิตของฉันจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ ฉันได้แต่กัดฟันทนเพราะไม่ว่างานจะหนักแค่ไหน แต่ฉันถูกพี่ชายส่งให้ไปทำงานนี้ ฉันก็ต้องอดทนและตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พี่รองก็พาฉันไปหาพี่ธนาที่ห้องพักในซอยถัดไป ทันทีที่เจอหน้าพี่ธนาฉันก็ยกมือไหว้ตามมารยาท พี่ธนารับไหว้แต่พองาม จากนั้นก็มานั่งคุยธุระกับพี่รองเกี่ยวกับงานที่จะฝากให้ฉันไปทำงาน

“ไอ้ณัฐทำได้แน่นะพี่รอง ถ้ามันทำไม่ได้จะเสียคนฝากนะพี่นะ” พี่ธนาดูเป็นกังวลไม่น้อยกับการที่จะฝากงานให้ฉันทำ

พี่รองพยักหน้าอย่างมั่นใจ

“ทำได้อยู่แล้ว งานหนักกว่านี้มันก็ทำมาแล้ว งานบ้านที่เมืองกรุงคงไม่หนักเหมือนบ้านนอกเราหรอก”

“ถ้าพี่มั่นใจขนาดนี้ ผมก็จะพามันไปฝากให้ในวันพรุ่งนี้แล้วกัน”

ความรู้สึกของฉันในตอนนั้นไม่มีความดีใจเลยสักนิดที่พี่ธนาจะฝากงานบ้านให้ทำ เพราะไม่รู้ว่าคนที่ฉันต้องไปอยู่ด้วยเป็นอย่างไรบ้าง จะใจดีหรือโหดร้าย ฉันไม่อยากคิดจินตนาการเกี่ยวกับภาพการเป็นคนรับใช้คนมีเงินในเมืองกรุงมากนัก เพราะคิดว่าคงไม่ต่างกับละครในทีวีที่ฉันเคยดู และก็ได้แต่ทำใจยอมรับเส้นทางชีวิตที่พี่ชายขีดไว้ให้ก้าวเดินต่อไป

ค่ำคืนนั้นฉันนอนไม่ค่อยหลับ เพราะเป็นกังวลหลาย ๆ อย่าง บวกกับที่นอนแคบเพราะต้องนอนเบียดกันสามคนกับมารดาของพี่สะใภ้ ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดใจใช่น้อย สายลมเย็น ๆ จากพัดลมเพดานทำให้ร่างกายเหน็บหนาวอยู่ตลอด ผ้าห่มผืนเดียวที่ต้องแบ่งกันห่มสามคนใช่จะอุ่น ความรู้สึกในตอนนั้นฉันคิดถึงบ้านมากที่สุด คิดถึงพ่อจับใจ บ้านนอกของฉันแม้จะไม่ได้อยู่ในเมืองที่ใหญ่โต ไม่ว่าจะฤดูฝน ฤดูร้อน หรือแม้แต่ฤดูหนาว แต่แปลกที่บ้านนอกของฉันกลับอบอุ่นที่สุด และก็ไม่ได้หนาวเหน็บอย่างนี้เลย

ราตรีแห่งความเหงาพัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว เช้าวันใหม่กับการเผชิญกับเส้นทางชีวิตที่แปลกแยก ที่ ๆ ฉันไม่รู้ว่าอยู่แห่งหนใด ที่ ๆ ฉันจะต้องไปอยู่ตามคำสั่งของพี่ชาย แม้ว่าใจจะไม่อยากไปมากนัก แต่ฉันก็ต้องยอมรับที่จะทำ เพราะเมื่อเลือกที่จะอยู่ในเมืองกรุง ฉันก็ต้องทำตามคำสั่งของพี่ชาย

“เงินนี้เก็บไว้ใช้ซื้อของที่จำเป็นนะ” พี่รองหยิบเงินหนึ่งร้อยบาทยื่นให้ก่อนที่จะพาฉันมาส่งที่ห้องพักพี่ธนา

“ขอบคุณค่ะ” ฉันยกมือไหว้กล่าวขอบคุณพี่ชายตามมารยาท แม้ในใจจะรู้สึกเกร็งกับงานที่จะต้องไปเผชิญอยู่บ้าง แต่ก็พยายามทำใจให้เข้มแข็ง จากนั้นก็ยกมือร่ำลาพี่สะใภ้และครอบครัวด้วย

เมื่อรถพี่รองวิ่งมาจอดที่หน้าหอพักพี่ธนา พี่รองก็เดินนำหน้าพาฉันขึ้นมาที่ห้องพักของพี่ธนา โดยที่พี่ธนาแต่งตัวรออยู่แล้ว

“เตรียมใจไว้บ้างหรือเปล่าล่ะเรา” พี่ธนาถามอมยิ้มนิด ๆ เหมือนอยากจะเดาใจฉันให้ได้

ฉันพยักหน้านิดหนึ่ง “ค่ะ” สั้น ๆ แต่ในใจไม่มีใครรู้หรอกว่าแท้จริงฉันรู้สึกอย่างไร

“ดีแล้ว ไปอยู่กับคนจีนถ้าขยันนะ เขารักจะตาย คนจีนถึงจะขี้เหนียวบ้างแต่ใจดีนะ” พี่ธนาพูดไปตามประสบการณ์ที่ตัวเองประสบ

“ยังไงก็ฝากด้วยนะธนา เดี๋ยวพี่ต้องไปทำงานแล้ว” พี่รองฝากฉันไว้กับพี่ธนาด้วยความหวังมากมาย

“ไม่ต้องห่วงพี่รอง ถ้าไอ้ณัฐมันทำงานดี เถ้าแก่ก็คงรักและเอ็นดูมันน่าดู” คำพูดของพี่ธนาทำให้พี่รองหันมามองฉันนิดหนึ่ง

“ตั้งใจทำงานล่ะ ถ้าทำงานไม่ดีหรือเถ้าแก่บ่น พี่จะไปรับและส่งกลับบ้านนอก” คำสอนปนคำขู่ของพี่รอง ทำให้ฉันตระหนักอยู่ในใจฉันตลอด
ฉันยกมือไหว้พี่ชายเป็นการร่ำลา ก่อนที่จะแบกกระเป๋าเสื้อผ้าเดินตามหลังพี่ธนามาขึ้นรถเมล์ที่หน้าปากซอย พอมาถึงป้ายรถเมล์พี่ธนาก็หันมากำชับฉัน

“ทางไปจรัญสนิทวงศ์ไกลหน่อย ต้องต่อรถหลายสาย ยังไงก็ทนหน่อยนะ”

ฉันยิ้มที่มุมปากนิด ๆ พยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ”

เส้นทางจากรังสิตไปจรัญสนิทวงศ์ช่างไกลเสียเหลือเกิน พี่ธนาพาฉันนั่งรถต่อประมาณสามสายกว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทาง บ้านของเถ้าแก่ที่พี่ธนาพาฉันไปทำงานด้วยนั้น มิใช่บ้านคนรวยที่ใหญ่โตเหมือนคฤหาสน์แต่อย่างใด แต่บ้านหลังนี้กลับเป็นทาวเฮ้าส์สูงสามชั้นที่ตั้งเรียงรายเป็นแถวยาวในหมู่บ้านเล็ก ๆ

เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้าน พี่ธนาก็บอกฉันเกี่ยวกับเถ้าแก่ที่จะฝากฉันให้ทำงานด้วย

“เถ้าแก่ผู้หญิงชื่อเจ๊เจี๊ยบ เถ้าแก่ผู้ชายชื่อเฮียเล้ง มีลูกสองคน ลูกสาวคนโตอายุเท่า ๆ เรานี่แหละ ส่วนลูกชายอายุประมาณแปดขวบ ซนใช้ได้ ครอบครัวนี้เขาขายข้าวต้มในช่วงกลางคืนด้วย พี่ว่าเราต้องทำทั้งงานบ้านและทำงานที่ร้านข้าวต้มของเจ๊ด้วย ยังไงก็ทน ๆ หน่อยนะ”
คำบอกเล่าของพี่ธนา ทำให้ฉันนึกถึงงานที่ทำกับพี่น้ำหวานที่ต่างจังหวัดทันที และรู้ได้เลยว่าคงไม่ต่างกันมากนัก

ฉันพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ค่ะ พี่ธนาไม่ต้องห่วงหรอก”

พี่ธนากดกริ่งรอ สักพักก็มีผู้หญิงวัยกลางคนผิวพรรณขาวสะอาดเดินมาเปิดประตูให้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทันทีที่เห็นผู้หญิงคนนี้พี่ธนาก็รีบยกมือไหว้ทันที

“สวัสดีครับเจ๊ วันนี้ผมเอาหลานมาฝากตามที่ได้คุยเอาไว้” จากนั้นก็หันมาบอกฉัน

“สวัสดีเจ๊สิณัฐ”

ฉันไม่รอช้ายกมือไหว้ตามคำบอกของพี่ธนา “สวัสดีค่ะ”

เจ๊เจี๊ยบยิ้ม รับไหว้หน้าตาชื่นบาน “สวัสดีจ้ะ เข้ามาในบ้านก่อนสิ” จากนั้นก็เชื้อเชิญฉันและพี่ธนาให้มานั่งที่ห้องรับแขก และก็เรียกคนที่อยู่ในบ้านให้เอาน้ำมาเสิร์ฟ

“ติ๋มเอาน้ำมาเสิร์ฟหน่อยสิ” คำสั่งของเจ๊เจี๊ยบทำให้หญิงสาวที่นั่งซักผ้าอยู่ด้านหลังรีบวางมือจากงานที่ทำ และก็เอาน้ำมาเสิร์ฟให้ฉันและพี่ธนาทันที

ฉันกับพี่ธนากล่าวขอบคุณพี่ติ๋มตามมารยาท สักพักเจ๊เจี๊ยบก็เล่าเกี่ยวกับการว่าจ้างในครั้งนี้

“ชื่ออะไรเหรอจ้ะ” เจ๊เจี๊ยบถามเสียงนุ่มตามแบบฉบับคนเมืองกรุง

ฉันเงยหน้ามองคนถามด้วยความเจียมเนื้อเจียมตัว “ชื่อปณัฐดาค่ะ”

"ชื่อเล่นว่าอะไรเหรอเรา"

"ชื่อ ณัฐค่ะ"

เจ๊เจี๊ยบหันไปคุยกับพี่ธนานิดหนึ่ง “ท่าทางจะขยันขันแข็งนะ ดูเรียบร้อยเชียว”

“ครับ น้องเขาขยันครับ อยู่บ้านนอกก็ทำงานทุกอย่างแหละครับ” พี่ธนาตอบรับอย่างผู้รอบรู้เกี่ยวกับชีวิตของฉันทั้งหมด

“ดี ๆ เจ๊ชอบคนขยันทำงาน เจ๊จะให้เงินเดือนหนูเดือนล่ะ 1700 บาทต่อเดือนนะ กินอยู่กับเจ๊หมด แต่งานต้องทำสองที่นะ ตอนเช้าก็ทำงานบ้านช่วยพี่ติ๋ม ส่วนตอนเย็นก็ไปขายข้าวต้มที่ร้านหน้าปากซอย ถ้าร้านยุ่งก็อาจจะกลับดึกหน่อย หนูคิดว่าพอทำได้หรือเปล่าล่ะจ้ะ”

ฉันพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ทำได้ค่ะ”

“ดี ๆ เจ๊ไม่อยากเปลี่ยนเด็กบ่อย เป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก ๆ เดือนก่อนโน้นเฮียก็รับมาคนหนึ่ง อยู่ได้ไม่ถึงเดือนก็ขอลาออกไปแล้ว เจ๊หวังว่าหนูคงอยู่กับเจ๊นาน ๆ นะ”

เจ๊เจี๊ยบบ่นถึงอดีตคนงานเก่าให้ฉันได้ฟังด้วย ทำให้ฉันคิดตามไปด้วยว่าทำไมคนงานคนนั้นถึงลาออกไปเร็วเสียเหลือเกิน และก็ได้แต่ภาวนาขออย่าให้งานที่ตัวเองกำลังเผชิญเลวร้ายอย่างที่คิดเอาไว้

“ค่ะ” ฉันตอบรับทันที แม้ว่าส่วนลึกในใจจะหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ก็พยายามคิดในแง่ดีไว้ก่อน

เจ๊เจี๊ยบหยิบกระเป๋าเงินออกมาห้าร้อยบาทยื่นให้พี่ธนา “ธนาเก็บไว้นะ น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเจ๊และเฮีย”

พี่ธนายกมือรับไหว้ “ขอบคุณมากครับเจ๊ ถ้ามีอะไรให้ผมรับใช้ก็โทรบอกผมได้นะครับ”

ฉันเพิ่งมารู้ตอนที่ออกมาส่งพี่ธนาที่หน้าบ้านว่า พี่ธนารู้จักกับเจ๊เจี๊ยบและครอบครัวมาก่อน เพราะเคยเอาเฟอร์นิเจอร์จากบริษัทที่ตนทำงานอยู่มาส่งให้ครอบครัวของเจ๊เจี๊ยบที่นี่ ทำให้ได้รู้จักพูดคุยตามประสาคนงาน และก็ช่วยหาคนงานให้เจ๊เจี๊ยบตามที่ได้บอกเอาไว้

“ตั้งใจทำงานล่ะ อย่าทำให้พี่เสียหน้าที่ฝากงานให้ทำล่ะ” พี่ธนาร่ำลาฉันด้วยคำพูดสั้น ๆ ที่เหมือนจะเป็นการย้ำเตือนให้ฉันได้รู้หน้าที่ของตนเอาไว้

“ค่ะ หนูจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด” ฉันตอบรับพี่ธนา เมื่อพี่ธนากลับไป ฉันก็เดินเข้ามาภายในบ้าน

เจ๊เจี๊ยบได้เล่ารายละเอียดเรื่องงานให้ฉันได้ฟังทั้งหมด ในตอนเช้าฉันจะต้องตื่นขึ้นมาช่วยพี่ติ๋มซักผ้า ล้างเครื่องครัวทั้งหมด ทำความสะอาดบ้าน พอสาย ๆ ก็ไปช่วยหั่นผักและเครื่องครัวที่ร้านข้าวต้ม เมื่อเสร็จแล้วตอนบ่ายก็กลับมารีดผ้า ตกเย็นก็อาบน้ำแต่งตัวไปช่วยขายของที่ร้านขายข้าวต้ม หน้าที่ในร้านข้าวต้มของฉันก็คือเสิร์ฟอาหารและก็ล้างจานไปด้วย นอกจากนั้นก็เป็นลูกมือให้กับเฮียสามีเจ๊เจี๊ยบและก็พ่อครัวอีกคนหนึ่ง สารพัดอย่างที่เจ๊บอกว่าฉันจะต้องทำ มิเพียงแค่นั้นเจ๊เจี๊ยบยังได้บอกให้ฉันได้รู้ว่า

“บางคืนถ้าลูกค้าเยอะก็เลิกประมาณตีสองตีสาม อดนอนได้นะเรา” เจ๊เจี๊ยบถามฉันเพื่อความมั่นใจ

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองทำได้ดีแค่ไหน แต่ก็ตอบรับว่าทำได้ “ค่ะ” สั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ฉันต้องค้นหาความอดทนของตัวเองในเร็ว ๆ นี้

พอคุยเรื่องงานเสร็จแล้ว เจ๊เจี๊ยบก็พาฉันขึ้นไปที่ห้องชั้นสอง และก็บอกให้ฉันรู้ว่า ตัวฉันจะต้องนอนพักกับพี่ติ๋ม คนงานซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ๊เจี๊ยบนั่นเอง จากนั้นก็พาฉันลงไปเรียนรู้งานจากพี่ติ๋มที่ด้านล่าง

เมื่อเจอหน้าพี่ติ๋มฉันก็ยกมือไหว้ตามมารยาท พี่ติ๋มส่งยิ้มให้ฉันนิดหนึ่ง

“เด็กใหม่ล่ะเจ๊ คนนี้จะอยู่นานไหมนี่” พี่ติ๋มพูดเชิงหยอกเชิงเล่นกับเจ๊เจี๊ยบก่อนที่จะหยิบกะละมังอีกอันมาเปิดน้ำใส่

“ยังไงก็ฝากสอนงานให้น้องเขาด้วยนะติ๋ม เดี๋ยวเจ๊จะออกไปดูร้านซะหน่อย เห็นเฮียบอกว่าจะมีคนเอาแก็สมาส่งที่ร้าน”

พูดเสร็จเจ๊เจี๊ยบก็เดินจากไป โดยที่ทิ้งให้ฉันเรียนรู้งานกับพี่ติ๋มด้วยตัวเอง

พี่ติ๋มเป็นคนจีน แต่ไม่ได้มีผิวพรรณขาวสวยเหมือนเจ๊เจี๊ยบ ถ้าไม่บอกว่าพี่ติ๋มเป็นญาติกับเจ๊เจี๊ยบ ฉันก็คงไม่อยากเชื่อตาตัวเองเลย เพราะพี่ติ๋มหน้าตาไม่เหมือนคนจีนเลย พี่ติ๋มอายุประมาณยี่สิบห้าปี แต่หน้าตาเหมือนคนที่อายุเลยสามสิบไปนานแล้ว ด้วยใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางและสิวที่ขึ้นเป็นจุด ๆ ซึ่งไร้การรักษา ทำให้หน้าพี่ติ๋มดูแก่กว่าวัยไปเยอะเลย

พอพูดคุยทักทายกันตามมารยาทเสร็จแล้ว พี่ติ๋มก็มอบงานตากผ้าให้กับฉัน โดยที่ตัวเองขอตัวไปกินข้าวเสียก่อน

“ตากผ้าไปก่อนนะ เดี๋ยวพี่ขอตัวไปกินข้าวแป๊บหนึ่ง หิวจะตายอยู่แล้ว”

เมื่อได้ยินพี่ติ๋มพูดเรื่องอาหาร ท้องของฉันก็ร้องขึ้นมาทันที เพราะตั้งแต่เช้าไม่ได้ทานอะไรรองท้องเลย พอตากผ้าเสร็จแล้ว ฉันก็ล้างพื้นที่หลังบ้านให้สะอาดพร้อมทั้งเก็บคว่ำกะละมังไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย จากนั้นก็เดินมาหาพี่ติ๋มภายในบ้าน ซึ่งพี่ติ๋มกำลังนั่งดูรายการตลกทางทีวีอย่างสนุกสนาน

“เสร็จแล้วเหรอณัฐ” ปากถามแต่ตาสนใจอยู่ที่หน้าจอทีวีมากกว่า ส่วนปากก็เคี้ยวอาหารตุ้ย ๆ อย่างเอร็ดอร่อย

ฉันเดินมานั่งข้าง ๆ พี่ติ๋มบนพื้น โดยที่พี่ติ๋มนั่งบนโซฟาราคาแพง

“เสร็จแล้วค่ะ”

“หิวข้าวไหมล่ะ กินอะไรมาหรือยัง” พี่ติ๋มถามไถ่โดยที่ตายังจ้องอยู่ที่ทีวี

“ค่ะ ไม่ได้ทานอะไรมาเลย” ฉันบอกให้พี่ติ๋มทราบไปตามความจริง

“ข้าวและกับข้าวอยู่บนโต๊ะนะ ไปตักทานเองแล้วกัน อะไรที่เหลือก็ทานได้เลยนะ” พี่ติ๋มยังคงมีน้ำใจกับฉันอยู่บ้าง ทำให้ใจน้อย ๆ ของสาวบ้านนาอย่างฉันชื่นใจขึ้นมาทันที

ฉันเดินไปดูที่ห้องครัว และก็หยิบจานใบเล็ก ๆ มาตักข้าวใส่จาน จากนั้นก็ตักกับข้าวที่เหลืออยู่น้อยนิดคลุกกับข้าวในจานมานั่งรับประทานข้าง ๆ พี่ติ๋ม พอทานข้าวเสร็จแล้วฉันก็อาสาช่วยเก็บเอาจานที่พี่ติ๋มรับประทานอาหารไปล้างให้ด้วย โดยที่ในห้องครัวนั้นมีถ้วยจานเต็มไปหมดรอการล้างทำความสะอาด ฉันไม่ได้กลับไปนั่งกับพี่ติ๋มอีก และก็เลือกที่จะล้างจานที่เหลือทั้งหมดให้เสร็จ

ช่วงที่นั่งทำงานไปพลาง ๆ ใจของฉันก็อดที่จะคิดถึงพ่อไม่ได้ อีกใจหนึ่งก็อดที่จะคิดถึงพริมและเพ็ญไม่ได้ ไม่รู้ว่าตอนนี้เพื่อนทั้งสองคนจะมีชีวิตอย่างไรบ้าง และก็ได้แต่หวังไว้ว่าสักวันหนึ่งฉันคงมีโอกาสได้โทรไปหาถามข่าวคราวของเพื่อนบ้าง


 




Writing in Thai

วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
ผู้ชายคนนั้น...ด้วยหัวใจฉันที่รู้สึก article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
นิยายเรื่อง เธอคือเงารักในฝัน article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



[1]

Opinion No. 1 (134166)


 




บรรยากาศตอนเย็นไม่ร้อนจนเกินไป เพราะมีลมเย็น ๆ พัดผ่านเข้ามาเป็นระยะ ๆ ขณะที่ช่วยพี่ติ๋มรีดผ้าอยู่นั้น เฮียเล้งเจ้าของบ้านก็เดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับชายหนุ่มสูงใหญ่คนหนึ่ง ใบหน้าของเฮียไม่ต่างจากชายจีนทั่วไป ผิวพรรณขาวละเอียด ตาตี๋และท่าทางจะเป็นคนเจ้าระเบียบ ส่วนชายหนุ่มสูงใหญ่นั้นผิวพรรณค่อนข้างคล้ำ รูปหน้าคล้ายกับพี่ติ๋มมากกว่า เมื่อทั้งสองคนเดินเข้ามานั่งที่โซฟา พี่ติ๋มก็เรียกฉันเข้ามารู้จักผู้ชายทั้งสองคน

“ณัฐ นี่เฮียเล้งเจ้าของบ้าน ส่วนนี่พี่ต้อ พี่ชายพี่เอง” พี่ติ๋มส่งยิ้มให้ฉันนิดหนึ่ง

เหมือนกับรู้หน้าที่ของตัวเอง “สวัสดีค่ะ” ฉันประนมมือไหว้ผู้ชายทั้งสองคนด้วยความนอบน้อม

เฮียเล้งรับไหว้นิดหนึ่งและก็มองฉันสักพัก “ใช่หลานธนาหรือเปล่า”

ฉันพยักหน้า “ค่ะ”

หลังจากนั้น เฮียเล้งก็เล่าเกี่ยวกับงานที่ฉันจะต้องทำอีกครั้ง และก็ยังบ่นเกี่ยวกับคนงานเก่า ๆ ให้ฉันได้ฟังด้วย เพื่อให้ฉันได้รู้ว่าครอบครัวของเขาฝากความหวังกับการเป็นลูกจ้างไว้กับฉันไม่น้อย

“อยู่กับเฮียนาน ๆ หน่อยนะ เฮียเบื่อเปลี่ยนคนงานบ่อย ๆ” คำพูดของเฮียเล้งไม่ต่างกับเจ๊เจี๊ยบเลยสักนิด

ฉันยิ้มแต่พองาม “ค่ะ” คำตอบสั้น ๆ ที่ไม่รู้ว่าอนาคตตัวเองจะทำงานนี้ได้ดีแค่ไหน สิ่งที่รู้ตอนนี้ก็คือ จะต้องอดทนทำงานให้ดีที่สุด

จากนั้นเฮียเล้งก็ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ชั้นบน ส่วนพี่ต้อนั้นก็นั่งดูทีวีโดยที่ไม่สนใจใครเลย หลังจากนั้นฉันก็กลับมารีดผ้าต่อ ส่วนพี่ติ๋มนั้นก็นั่งพับผ้าในส่วนที่ไม่ต้องรีดใส่ตะกร้า พอไม่นานเฮียเล้งก็ลงมาจากข้างบน และก็เดินมาสั่งงานพี่ติ๋ม

“อย่าพากันไปทำงานสายล่ะ วันนี้วันศุกร์ ลูกค้าคงเยอะ ยังไงก็รีบ ๆ เข้าไปช่วยกันเสียล่ะ” และก็เดินไปขึ้นรถ โดยที่มีพี่ต้อเดินตามหลังไปติด ๆ
พี่ติ๋มหันมาคุยกับฉัน “รีดผ้าเร็ว ๆ หน่อยณัฐ เดี๋ยวจะต้องไปช่วยขายของที่ร้าน”

เมื่อได้ยินคำสั่งจากพี่ติ๋ม ฉันก็รีบเร่งมือรีดผ้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พอรีดผ้าเสร็จแล้ว ก็ขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ ซึ่งการไปช่วยขายของที่ร้านข้าวต้มของเจ้าของบ้านนั้น มิได้แต่งตัวสวยงามเหมือนห้องอาหารแต่อย่างใด ฉันแต่งตัวตามสบายโดยใส่เสื้อยืดกางเกงยีนเป็นหลัก เพราะถือว่าสะดวกสบายและทำให้การทำงานคล่องตัวไปด้วย
ช่วงจังหวะที่พี่ติ๋มพาฉันเดินออกมาหน้าประตูบ้าน ฉันเห็นลูกสาวและลูกชายของเจ๊เจี๊ยบเดินสวนทาง

“น้องเจน นี่ณัฐ คนงานใหม่ที่จะมาช่วยงานที่บ้านเรา”

น้องเจนสาวน้อยที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน เธอชำเลืองดูฉันด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรนัก เธอมองฉันด้วยหางตาเป็นหลัก และก็ส่งยิ้มที่เหมือนไม่ค่อยเต็มใจให้นิดหนึ่ง น้องเจนไม่พูดทักทายฉันเลยสักคำ เธอใช้สายตามองสำรวจฉันไปด้วย

เหมือนรู้หน้าที่ของตัวเอง ถึงแม้จะรู้ว่าน้องเจนอายุเท่า ๆ กัน แต่ในฐานะที่ฉันเป็นคนงานให้กับครอบครัวนี้ ดังนั้นคนที่จะต้องไหว้ก็คือตัวฉันนั่นเอง

“สวัสดีค่ะ”

น้องเจนเป็นเด็กสาวที่หน้าตาดี ผิวพรรณขาวเนียนเหมือนพ่อและแม่ไม่มีผิด ใบหน้าเหมือนสาวหมวยทั่วไป ผมนุ่มสลวยประบ่า หุ่นได้สัดส่วนที่ได้มาตรฐานเด็กสาวทั่วไป ชุดยุนิฟอร์มนักเรียนที่น้องเจนใส่นั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เรียนโรงเรียนธรรมดา ๆ ถ้าจะให้ฉันคิด น้องเจนก็คงเรียนโรงเรียนที่ดีและมีระดับมากทีเดียว น้องเจนพยักหน้าให้ฉันนิดหนึ่ง จากนั้นก็เดินเชิดเข้าไปในบ้าน ทำให้ฉันเสียความรู้สึกไม่น้อย ได้แต่มองตามหลังด้วยความไม่เข้าใจในการกระทำของน้องเจน

ส่วนทางด้านน้องเบสนั้น ก็เหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป น้องเบสหน้าตาน่ารักด้วยหุ่นที่ท้วมนุ้ยตามประสาเด็กที่ชอบกิน น้องเบสเป็นเด็กที่คุยเก่งและก็เข้ามาทักทายฉันอย่างเป็นกันเอง

“สวัสดีพี่ณัฐ” แม้จะไม่ได้ยกมือไหว้ แต่คำทักทายของน้องเบสก็ทำให้ผู้หญิงอย่างฉันชื่นใจใช่น้อย

เมื่อทักทายกันเสร็จแล้ว น้องเจนและน้องเบสก็พากันเข้าไปในบ้าน ส่วนฉันก็เดินมาขึ้นมอเตอร์ไซต์กับพี่ติ๋มเพื่อที่จะไปทำงานที่ร้านข้าวต้มของเจ้าของบ้าน

พอรถวิ่งมาที่ถนนใหญ่ของซอย ฉันอดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาในซอยแห่งนี้ ภาพร้านค้าต่าง ๆ ไม่ต่างกับซอยที่ฉันทำงานในวงเวียนใหญ่เลย บ้านผู้คนรอบ ๆ ซอยส่วนใหญ่จะเป็นตึกสูงสองสามชั้นมากกว่า ผู้คนที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยที่มีเชื้อสายจีนมากกว่า เพราะเห็นได้จากรูปโครงหน้าและหน้าตาที่ออกตี๋ ๆ ร้านค้าที่วางแผงขายข้าง ๆ ถนนในซอยนี้ก็มีหลากหลายร้าน ทั้งร้านขายอาหาร ดอกไม้ และก็ของใช้จิปาถะทั่วไป ผู้คนมีหลายแบบ ทั้งที่มีรอยยิ้มและหน้าตาบูดบึ้งปะปนกันไป

พอรถวิ่งมาถึงจุดหมาย พี่ติ๋มก็เลี้ยวรถเข้าไปจอดข้าง ๆ ตึก จากนั้นก็หยิบผ้ากันเปื้อนยื่นให้ฉันได้ใส่

“เดี๋ยวไปหาเจ๊กันเถอะ เจ๊คงมีงานให้เราทำรออยู่” พี่ติ๋มชักชวนพลางเดินนำหน้าไปที่ร้านข้าวต้มด้านหน้า

ร้านข้าวต้มของเจ้านายที่ฉันต้องทำงานด้วยนั้น เป็นร้านขนาดเล็กที่ไม่ได้มีร้านอยู่ในตึกแถวเหมือนร้านข้าวต้มชื่อดัง ร้านข้าวต้มแห่งนี้เป็นร้านขนาดกลางที่ตั้งอยู่ตรงซอยแยกอีกซอยหนึ่ง ซึ่งมีทำเลว่างให้วางโต๊ะนั่งรับประทานอาหารประมาณหกโต๊ะได้ โดยแต่ละโต๊ะมีเก้าอี้ประมาณสี่อันร่วมอยู่ด้วย

สำหรับอาหารที่ขายในร้านส่วนใหญ่ก็เหมือนร้านข้าวต้มทั่วไป ผัดผักบุ้งไฟแดงและยำไข่แดงค่อนข้างขึ้นชื่อ ส่วนอาหารชนิดอื่น ๆ ก็มีมากมายทั้งที่เป็นอาหารดองและเค็มที่ใช้รับประทานกับข้าวต้ม หรือจะเป็นต้มจับฉ่ายใส่ไก่ก็มี นอกจากนั้นก็มีอาหารสด ๆ ที่เป็นทั้งอาหารทะเลและไม่ทะเลมีขายหลายอย่าง

ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อของก็มีทั้งเด็ก ๆ จนถึงคนแก่คนเฒ่า ๆ

“อาเฮีย อั๊วขอต้มจับฉ่ายถุงหนึ่ง และผักบุ้งไฟแดงถุงหนึ่งล้วยน๊ะ”

ชายชราที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อของฉัน ยืนสั่งอาหารหน้าร้าน และก็หันมามองฉันด้วย

“เด็กใหม่เหรออาเฮีย” และก็ถามเกี่ยวกับฉันด้วย

เฮียเล้งหันไปยิ้มให้ลูกค้าคนนี้ทันที “ครับอาแปะ เพิ่งมีคนมาฝากให้เมื่อเช้านี่เอง”

ฉันยิ้มให้ลูกค้าคนนี้นิดหนึ่ง “อยู่นาน ๆ นะหนู จะได้ช่วยเฮียกับเจ๊ขายของ”

ฉันไม่ได้ตอบรับลูกค้าคนนี้ แต่เลือกที่จะยิ้มและพยักหน้านิด ๆ โดยที่ลูกค้าคนนี้หันไปพูดกับเฮียเล้งอีกครั้ง

“อาเฮียก็อย่าใช้งานเด็กหนักนะ เดี๋ยวทนไม่ได้ อั๊วเห็นลื้อเปลี่ยนคนงานบ่อยเสียเหลือเกิน”

คำพูดปนเสียงหัวเราะที่เหมือนเป็นการแซวเล่นก็ทำให้ฉันคิดตามไปด้วย แม้คำพูดนี้จะไม่จริงจังมากนัก แต่ก็บอกนัยเกี่ยวกับงานที่ฉันทำอยู่บ้าง

จากนั้นเจ๊เจี๊ยบก็เรียกฉันมาสอนงานให้ โดยงานแรกที่เจ๊เจี๊ยบสอนฉันนั้น ก็คือการบอกราคาสินค้าแต่ละอย่าง และก็หยิบเมนูอาหารมาให้ฉันท่องจำให้ขึ้นใจ ต่อจากนั้นก็สอนฉันตักอาหารที่ทำสำเร็จรูปขายให้ลูกค้าด้วย ไม่เพียงแค่นั้นก็สอนให้ฉันรับออร์เดอร์อาหารจากลูกค้าที่มานั่งรับประทานภายในร้าน เสร็จแล้วก็สอนฉันเรื่องเก็บจานไปล้างด้วย สารพัดอย่างที่ฉันจะต้องทำและเรียนรู้งานในครั้งนี้

บรรยากาศยิ่งดึกก็ยิ่งยุ่งวุ่นวาย ซอยแห่งนี้ไม่ได้เป็นซอยที่เงียบเลย ซึ่งผู้คนเดินผ่านไปมาให้เห็นตลอดทาง ร้านค้าแต่ละแห่งก็ขายดิบขายดีเสียเหลือเกิน วัยรุ่นผู้ชายส่วนใหญ่ชอบพากันมานั่งรับประทานอาหารและดื่มเหล้าไปด้วย ฉันมองเห็นสภาพชายหนุ่มแต่ละคนก็ได้แต่ปลง เพราะไม่รู้ว่าพ่อแม่ของชายหนุ่มเหล่านี้ จะรู้บ้างหรือไม่ว่าลูกชายตนมาอยู่เมืองกรุงทำตัวเช่นใด การพูดคุยของผู้คนที่มานั่งรับประทานอาหารในร้าน เห็นได้ชัดเจนว่าไม่ใช่คนที่เกิดและเติบโตในเมืองกรุง ผู้คนส่วนใหญ่มาจากอีสาน เหนือ ตก ปักษ์ใต้ ปะปนกันไป

“ผักบุ้งไฟแดง ยำทะเล คะน้าหมูกรอบ ผักกาดดอง ไข่เค็มสามฟอง ข้าวต้มสี่ที่ โต๊ะสอง”

เสียงตะโกนโหกเหกของพี่ติ๋มดังมาแต่ไกล ความรีบเร่งของคนที่ทำอาหารกับคนเสิร์ฟแข่งกันตลอด ฉันในฐานะที่เป็นเด็กใหม่ก็ช่วยพี่ติ๋มเสิร์ฟอาหารไปด้วย

ความวุ่นวายภายในร้านทำให้ฉันลืมสนใจเรื่องเวลา เพราะไม่เคยมีเวลาได้หยุดพักเลย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่ยุ่ง ทุก ๆ คนภายในร้านต่างก็ยุ่งไม่ต่างกัน การที่มีลูกค้ามากมายรอคิวซื้อของนั้น เป็นอะไรที่เจ้าของร้านดูพึงพอใจไม่น้อย ฉันเห็นรอยยิ้มของเจ๊เจี๊ยบและเฮียเล้งเป็นระยะ ๆ ซึ่งก็ทำให้ฉันมีความสุขไม่น้อย แม้จะเหนื่อยล้าแค่ไหนฉันก็ยังพออดทนได้

ยิ่งดึกมากขึ้นฉันก็เริ่มรู้สึกง่วงนอน อาจจะเป็นเพราะว่าชีวิตฉันเคยชินกับการนอนประมาณสามสี่ทุ่ม พอมาทำงานที่ต้องอยู่ดึกก็ทำให้ฉันหาวนอนเป็นระยะ ๆ

“ง่วงเหรอณัฐ” พี่ติ๋มถามพลางยิ้มไปด้วย

ฉันพยักหน้าและตอบรับตามความจริง “ค่ะ ง่วงจริง ๆ เลย กี่ทุ่มแล้วคะพี่ติ๋ม”

พี่ติ๋มหันไปดูนาฬิกาข้อมือ “เที่ยงคืนกว่าแล้ว”

“ปกติร้านปิดกี่โมงคะ” ฉันถามพี่ติ๋มเพราะอยากจะรู้มานานแล้ว

“ประมาณตีสองครึ่ง ถ้ายุ่งมาก ๆ ก็ตีสาม” พี่ติ๋มตอบพลางเดินไปหยิบนั่นหยิบนี่ตามประสา

คำตอบของพี่ติ๋มทำให้ฉันพยักหน้าอย่างเข้าใจ และเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับงานที่ทำอยู่มากขึ้น งานที่ร้านปิดตีสองครึ่ง กว่ากลับถึงที่พักและอาบน้ำแต่งตัวเข้านอนก็คงประมาณตีสี่ พอหกโมงเช้าก็ต้องตื่นขึ้นมาทำงานบ้านอีก แล้วฉันจะได้นอนสักกี่ชั่วโมง ด้วยความที่ฉันอยู่ในวัยกำลังเติบโตก็คงเป็นธรรมดาที่ร่างกายมักจะอ่อนเพลียไม่น้อย ความเหนื่อยล้าจากการทำงานทำให้ฉันแอบคิดถึงพ่อตลอด เพราะเกิดมาในชีวิตฉันไม่เคยต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างนี้มาก่อน

การทำงานที่นี่ผ่านไปได้สามอาทิตย์ ฉันยังคงอดทนทำงานเหมือนเดิม แม้จะไม่ค่อยชอบงานนี้มากนัก แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่น ๆ และก็จำใจยอมรับชีวิตตัวเองอย่างแท้จริง งานนี้ไม่มีวันหยุดให้ฉันเลย ฉันต้องทำงานนี้ไม่ต่ำกว่า 20 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันทั้งอาทิตย์

การที่ต้องทำงานหนักตลอดทำให้ร่างกายฉันซูบโทรมไม่น้อย แม้ว่าอาหารการกินจะสมบูรณ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้พัฒนาการร่างกายของฉันดีขึ้นมากนัก ฉันรู้ว่าร่างกายของตัวเองต้องการการพักผ่อนอย่างมาก แต่เมื่อใดที่ฉันยังคงทำงานอยู่ที่แห่งนี้ ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะหยุดพักได้เลย ฉันทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุดให้เลยแม้แต่วันเดียว

ยิ่งทำงานและรู้จักครอบครัวนี้มากขึ้น ฉันก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมลูกจ้างคนอื่น ๆ ถึงทนทำงานไม่ได้ น้องเจนเป็นเด็กที่หน้าตาดีแต่นิสัยไม่ได้ดีเหมือนหน้าตาเลยสักนิด เธอมักจะเรียกใช้ฉันทุกครั้งที่เธอต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เธอหิวน้ำ เธอไม่ยอมลุกไปหยิบน้ำมาดื่มเอง และก็เลือกที่จะเรียกฉันให้ไปรินน้ำใส่แก้วมาเสิร์ฟที่ห้องนอนของเธอ ส่วนน้องเบสนั้นก็เป็นเด็กที่ซนใช่น้อย บางวันก็เล่นของเล่นและรื้อข้าวของเต็มไปหมด โดยที่ไม่เคยเก็บเข้าที่เข้าทาง ส่วนฉันนั้นก็ต้องเก็บกวาดบ้านและตามเก็บสิ่งของที่น้องเบสทิ้งขว้างให้เป็นระเบียบ

สำหรับเจ๊เจี๊ยบและสามีนั้นก็เรียกใช้สั่งงานฉันสารพัดอย่าง ตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ งานทุกอย่างเธอสั่งทั้ง ๆ ที่เธอก็เห็นว่าฉันทำงานชิ้นหนึ่งอยู่ ในวันหนึ่ง ๆ ฉันต้องหมุนตัวเองเป็นเกลียวเพื่อที่จะรับใช้ผู้คนในบ้านให้สุขใจ จนบางวันแทบจะไม่มีเวลาหาข้าวกินเลย

ฉันยอมรับว่าทุก ๆ ค่ำคืนที่กลับมาจากทำงาน ฉันแอบนอนร้องไห้เป็นประจำ ฉันคิดถึงพ่อมากที่สุด และก็แอบน้อยใจพี่ชายใช่น้อย บางคืนก็แอบถามตัวเองว่า

“นี่หรือคืองานที่ดีที่สุดที่พี่ชายอยากให้ฉันทำ พี่ชายคงไม่รู้ว่าฉันลำบากแค่ไหน”

ฉันเก็บความอดทนไว้ในใจและก็กัดฟันต่อสู้ต่อไป ทุก ๆ วันที่ตื่นขึ้นมาฉันบอกกับตัวเองเสมอว่า ฉันจะต้องหาทางออกจากที่นี่ให้ได้ และจะต้องหางานที่ดีกว่านี้ทำ หากฉันยังทำงานอยู่ที่นี่โอกาสที่จะได้เรียนหนังสือในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ไม่มีเลย เพราะงานนี้ไม่มีวันหยุดให้ฉัน ไม่เคยมีเวลาได้พักเลย ดังนั้นสิ่งที่ฉันทำได้ดีที่สุดก็ต้องมองหาลู่ทางให้กับชีวิตตัวเอง

ช่วงระหว่างที่นั่งซักผ้าในตอนเช้า ฉันก็อดคิดถึงวรรณเพื่อนสนิทไม่ได้ วรรณเป็นเพื่อนบ้านติด ๆ กับฉันที่เติบโตมาด้วยกัน ฉันรู้ว่าวรรณทำงานอยู่ในโรงงานพลาสติกกับพี่ชายของเธอ ในตอนนั้นฉันไม่มีเบอร์โทรของวรรณ และก็เลือกที่จะเอาเงินที่พี่รองให้ไว้ในกระเป๋ามาโทรศัพท์หาเพ็ญให้ช่วยหาเบอร์โทรของวรรณให้

“เราไม่อยากทำงานที่นี่เพ็ญ งานหนักมาก ๆ วันหนึ่ง ๆ เราได้นอนแค่สองสามชั่วโมงเอง” เสียงบ่นของฉันทำให้เพ็ญเห็นใจไม่น้อย

“ไม่ต้องห่วงหรอกนะ เดี๋ยวเราจะไปหาวรรณให้ แล้วจะขอให้วรรณช่วยคุยกับพี่ชายเกี่ยวกับฝากงานให้เธอทำด้วย” เพ็ญเป็นเพื่อนที่ดีกับฉันเสมอ อะไรที่ฉันขอให้ช่วย เพ็ญไม่เคยปฏิเสธเลย

“ว่าแต่เธอจะออกเมื่อไหร่เหรอ” เพ็ญถาม

“ถ้าพี่ชายวรรณรับปากจะฝากงานให้เราทำที่โรงงานพลาสติกได้ เราก็จะออกเร็ว ๆ นี้” ฉันบอกให้เพ็ญทราบถึงเป้าหมายชีวิต

“แล้วเธออยู่ที่ไหนตอนนี้ มาพระประแดงถูกไหมล่ะ” เพ็ญอดที่จะห่วงฉันไม่ได้

“เราอยู่จรัญสนิทวงศ์ เราไปไม่ถูกหรอกเพ็ญ แต่ถ้าให้เราไปนั่งรถจากวงเวียนใหญ่ไปพระประแดงเราไปถูก แต่จากนี่ไปเราไปไม่ถูกจริง ๆ”

ฉันยอมรับจากใจว่าตัวเองไม่รู้เรื่องถนนหนทางในเมืองกรุงเลย ฉันจำเส้นทางได้เฉพาะสถานที่ ๆ ฉันเคยไปบ่อย ๆ เท่านั้น

“เอางี้ดีไหม เธอนั่งรถตุ๊ก ๆ มาลงที่วงเวียนใหญ่ จากนั้นเธอก็นั่งรถเมล์สาย 20 มาลงที่ตลาดพระประแดง เดี๋ยวเรากับวรรณจะไปรับเอง” แม้จะยังไม่รู้แน่นอนเกี่ยวกับงาน แต่เพ็ญก็วางแผนชีวิตให้ฉันล่วงหน้าเสียแล้ว

“ก็ดีเหมือนกัน ยังไงก็ขอเบอร์โทรวรรณให้ได้นะ” ฉันกำชับเพ็ญอีกครั้ง

“ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวเราจะช่วยเต็มที่ ยังไงพรุ่งนี้เธอโทรมาหาเราอีกนะ” เพ็ญรับปากก่อนที่จะวางสายไป โดยที่ฉันเดินไปทำงานอีกครั้ง และก็คาดหวังอยู่ลึก ๆ ว่าสวรรค์คงจะช่วยเหลือฉันบ้าง

ค่ำคืนนี้ก็เหมือนกับคืนวันก่อน ๆ ที่ชีวิตของฉันยังคงทำงานเช่นเดิม ฉันยอมรับว่าเหนื่อยล้ากับงานที่ทำเป็นที่สุด และก็เก็บความอดทนไว้ในใจ แม้ว่าบางวันฉันจะถูกเรียกจิกหัวใช้สารพัดไม่ต่างกับทาสที่รับใช้ แต่ฉันก็ยอมรับสภาพและหน้าที่ของตน บางค่ำคืนฉันก็ทำงานไปด้วยแอบร้องไห้ในใจไปด้วย น้ำตาที่ไหลรินครั้งนี้เป็นน้ำตาที่มันตกใน และอยู่ในห้วงลึกของความรู้สึกที่มันไม่ได้เผยให้คนนอกได้เห็นว่า แท้จริงแล้วฉันรู้สึกเช่นใดบ้าง ฉันเก็บซ่อนอารมณ์และความรู้สึกได้เป็นอย่างดี ใบหน้ายังยิ้มแย้มแจ่มใสและก็ขยันทำงานต่อไปเพื่อที่จะรอความหวังจากเพ็ญ
ระยะเวลาช่วงหลัง ๆ ที่ฉันทำงานอยู่ทีนี่ พี่ติ๋มไม่ได้ให้ฉันนั่งมอร์เตอร์ไซต์ซ้อนท้ายเธอเหมือนก่อน เพราะเธอมักจะสั่งให้ฉันเดินไปทำงานเอง และอ้างว่ามีงานต้องทำค้างอยู่ที่บ้าน

“ณัฐเดินไปทำงานก่อนพี่นะ เดี๋ยวพี่จะขับรถตามไป พอดีพี่มีงานที่ต้องทำที่บ้านสักหน่อย” พี่ติ๋มบอกพลางขึ้นไปข้างบน โดยที่ปล่อยให้ฉันเดินไปทำงานที่ร้านข้าวต้มด้วยตัวเอง

ระยะทางจากบ้านพักไปที่ร้านข้าวต้มประมาณหนึ่งกิโลเมตร ความเคยชินที่ติดดินของฉันไม่เคยรู้สึกเหนื่อยล้ามากนักกับการที่จะต้องเดินทางไกล ฉันยังคงทำตามคำสั่งของพี่ติ๋มอยู่เสมอและก็ไม่เคยอู้งานเลยสักครั้ง จะมีบ้างที่ฉันแวะโทรศัพท์หาเพ็ญแต่ก็ไม่เคยเกินสิบนาที และวันนี้ก็เป็นวันที่ฉันเฝ้ารอคอยมานานแสนนาน เพราะรอคำตอบจากเพ็ญ ทันทีที่เห็นตู้โทรศัพท์ระหว่างทาง ฉันก็รีบกดโทรศัพท์ไปหาเพ็ญทันที

“ว่าไงเพ็ญ ได้เบอร์วรรณหรือเปล่า” ฉันถามเพื่อนทันทีที่ทักทายกันเสร็จ

“ได้มาแล้วจ้ะ เราบอกวรรณให้คุยกับพี่ชายไว้แล้วแหละ ยังไงเธอก็โทรไปคุยกับวรรณอีกทีนะ มีปากกาหรือเปล่า จดเบอร์เอาไว้นะ”

“มีจ้ะ บอกมาเลย” ฉันเอากระดาษแผ่นเล็ก ๆ ขึ้นมาและก็ปากกาเตรียมจดเบอร์โทรแห่งความหวังทันที

เมื่อได้เบอร์โทรและพูดคุยกับเพ็ญเสร็จ ฉันก็ถือโอกาสโทรหาวรรณทันที

“วรรณเหรอ นี่ณัฐนะ วรรณเป็นยังไงบ้าง” เป็นครั้งแรกที่ฉันมีโอกาสได้คุยกับวรรณ หลังจากที่วรรณขึ้นมาทำงานที่เมืองกรุงเมื่อปีก่อน

“สบายดี แล้วเธอล่ะ เห็นเพ็ญบอกว่าเธออยากมาทำงานกับเราเหรอ”

น้ำเสียงของวรรณยังคงเหมือนเดิม

“อยากสิ เราอยากทำงานโรงงาน วรรณช่วยคุยกับพี่ชายให้หน่อยสิ ฝากงานให้เราทำหน่อยได้ไหม เราไม่อยากทำงานที่นี่เลย” ฉันตอบรับอย่างเร็วและก็เล่าเรื่องราวให้เพื่อนได้ฟัง

“เธอทำไปได้ยังไงณัฐ นอนวันสองสามชั่วโมง เป็นเราเก็บผ้าลาออกตั้งแต่วันแรกแล้ว”

คำพูดปนเสียงหัวเราะของวรรณทำให้ฉันชื่นใจไม่น้อย เพราะรู้ได้เลยว่าแม้แต่คนอื่น ๆ ก็ไม่สามารถทำงานที่ฉันทำอยู่ปัจุบันนี้ได้ งานที่เอารัดเอาเปรียบลูกจ้างที่สุด

“ก็พี่ชายเราให้พี่ธนาฝากให้ทำนะ เราจำใจต้องทำ เราไม่อยากทำหรอก แต่ไม่มีทางเลือก เธอช่วยเราหน่อยนะวรรณ” ฉันขอร้องวรรณอีกครั้ง เพราะรู้แก่ใจว่าวรรณเป็นเพื่อนที่ดีกับฉันเสมอ

“เดี๋ยวเราจะคุยกับพี่ชายให้นะ คิดว่าไม่น่ามีปัญหา พรุ่งนี้เธอโทรมาหาเราก็แล้วกัน”

“จ้ะ เดี๋ยวค่อยคุยกันพรุ่งนี้นะ เราจะไปทำงานแล้ว”

เมื่อร่ำลากับเพื่อนเสร็จฉันก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม และก็มีชีวิตเดิม ๆ ที่ไม่ต่างกับวันแรกที่ทำงานที่นี่

ค่ำคืนนี้ไม่ค่อยมีลูกค้ามากนัก ทำให้ฉันมีเวลายืนพักบ้าง ช่วงระหว่างที่ยืนพักฉันก็อดไม่ได้ที่แหงนดูดวงดาวบนท้องฟ้า และก็เฝ้าวิงวอนเทวดานางฟ้าที่ใจดีทั้งหลายให้ช่วยดลบันดาลให้ฉันได้ไปทำงานกับวรรณ สารพัดอย่างที่ฉันได้ฝากความหวังไว้กับความเชื่อบนฟากฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว แสงประกายจากดาวดวงน้อยที่ส่องแสงวิบวับให้ได้เห็น ทำให้ฉันมีกำลังใจไม่น้อยที่จะเดินตามฝันที่ตั้งใจเอาไว้

หลังจากเลิกงานฉันก็กลับไปบ้านตามเคยและก็เข้านอนประมาณตีสาม ฉันนอนคิดถึงพ่อมากมาย อยากบอกอยากเล่าเรื่องราวที่ตัวเองพบเจอให้พ่อได้รู้ ฉันไม่รู้ว่าพี่รองจะโกรธมากแค่ไหนหากฉันลาออกจากงานแห่งนี้และไปทำงานกับวรรณา ฉันไม่อยากคิดถึงความรู้สึกของพี่ชายเลย สิ่งที่ฉันควรจะคิดในตอนนี้ก็คือชีวิตของตัวเอง หากฉันต้องทนทำงานที่นี่อีกต่อไป ฉันขอเลือกที่จะไปทำนาและอยู่กับพ่อที่บ้านนอกดีกว่า อย่างน้อย ๆ งานที่บ้านนอกของฉัน แม้จะตรากตรำงานหนักแค่ไหน แต่ฉันก็อยู่ใกล้กับไออุ่นของครอบครัว ซึ่งเต็มไปด้วยความรักรอบด้าน มีเวลานอนพักมากกว่านี้ ไม่ใช่ความตรากตรำที่เต็มไปด้วยความเหงาและเดียวดายในส่วนลึกของจิตใจ

ในเช้าวันใหม่ ฉันต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพราะมีงานที่ต้องซักผ้ากองไว้รอเยอะมาก แม้จะง่วงนอนอยู่มาก แต่เมื่อได้ยินเสียงปลุกของพี่ติ๋ม ฉันก็ต้องรีบลุกขึ้นจากที่นอนทันที

“วันนี้ผ้าเยอะต้องตื่นแต่เช้า เดี๋ยวลูกค้ามาเอาไม่ทัน”

ในวันนั้นฉันได้เรียนรู้ว่า เสื้อผ้าที่ฉันลุกขึ้นมาซักทุก ๆ วันนี้ ก็คือเสื้อผ้าที่เจ้าของบ้านรับซักรีดให้คนในหมู่บ้านนี่เอง ฉันคิดว่าเจ้าของบ้านคงต้องการสร้างรายได้อีกทางให้กับตนเอง จึงรับซักผ้าและรีดผ้าให้คนในหมู่บ้าน โดยที่มีฉันเป็นแรงงานคอยทำหน้าที่ตรงนี้

ฉันไม่พูดไม่จา รับรู้ถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้าง และก็ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ยิ่งรู้ว่าตัวเองถูกใช้งานเกินที่ควรก็อดที่จะน้อยใจตัวเองไม่ได้ พี่ติ๋มไม่ได้ช่วยฉันซักผ้าแต่อย่างใด และก็เดินไปนอนดูทีวีที่ห้องรับแขก ฉันหันไปมองพี่ติ๋มนิดหนึ่งก่อนที่ก้มหน้าก้มตาซักผ้าต่อไป

น้ำใส ๆ ไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความอ่อนแอแต่อย่างใด แต่มันเป็นน้ำตาแห่งความน้อยอกน้อยใจกับชะตาชีวิตตัวเอง เป็นน้ำตาของสาวบ้านนาที่ต้องแบกรับความทุกข์เอาไว้ ในชีวิตฉันไม่เคยคิดหรอกว่า ตัวเองจะต้องได้เจอผู้คนอย่างนี้ คนทำนาบนหลังควาย คำ ๆ นี้ไม่ได้เป็นเพียงสุภาษิตในภาษาไทยเท่านั้น แต่คำนี้เกิดขึ้นในชีวิตจริงของคนในสังคมทุกๆ ที่ โดยเฉพาะสังคมในเมืองกรุง แม้แต่ตัวฉันเองก็คงไม่ต่างกับสุภาษิตคำนี้ ซึ่งก็ยอมรับว่าเสียใจไม่น้อย
เมื่อทำงานบ้านเสร็จแล้ว หน้าที่ของฉันก็คือต้องเข้าไปที่ร้านเพื่อไปช่วยเก็บข้าวของ หั่นผักเตรียมไว้ขายในร้านช่วงกลางคืน ระหว่างทางที่เดินไปที่ร้านนั้น ฉันก็แวะโทรศัพท์หาวรรณตามที่ได้นัดหมายเอาไว้

“เป็นยังไงบ้างวรรณ เรื่องงานได้หรือเปล่า” ฉันถามวรรณคำแรกหลังจากที่ทักทายกันเสร็จ

“ได้แล้ว พี่ชายเราบอกให้เธอมาทำงานได้เลย ตอนนี้เถ้าแก่เจ้าของโรงงานกำลังต้องการคนทำงานกะดึกอยู่พอดี เธอจะทำได้หรือเปล่าล่ะ ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ค่าแรงวันละ 100 บาท เดือนหนึ่งก็ตกประมาณ 3000 บาท ส่วนวันอาทิตย์ได้ค่าจ้างสองแรง มีที่พักให้ ส่วนกับข้าวซื้อกินเอง”

ข้อเสนองานใหม่ที่วรรณฝากให้ดูดีไม่น้อย มีหรือที่ฉันจะกล้าปฏิเสธ เพราะฉันอยากทำงานที่มีกฏระเบียบ มีสวัสดิการให้ มีประกันสังคม มีวันหยุดให้ฉันสามารถไปเรียนหนังสือได้

“ได้จ้ะ เราทำได้อยู่แล้ว” ฉันตอบรับอย่างมั่นใจ รู้ตื้นตันใจไม่น้อย

“งั้นเธอมาวันนี้เลยนะ เราจะไปรับเธอตอนห้าโมงเย็นที่ตลาดพระประแดง เดี๋ยวเราจะโทรนัดเพ็ญให้ไปพร้อม ๆ กับเรา มาถูกหรือเปล่าล่ะ”

วรรณไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังเลยสักนิด ฉันรู้สึกตื้นตันใจไม่น้อยที่รู้ว่าตัวเองจะได้ทำงานโรงงานเสียที

“จ้ะ ถ้างั้นเย็นนี้เจอกันนะ เดี๋ยวเราจะไปลาออกจากงานเลย วันนี้เราก็ทำงานครบเดือนพอดี คงจะได้เงินเดือนไว้ซื้อกับข้าวกินบ้าง”

ในวันนี้ฉันทำงานครบเดือนพอดี ฉันหวังอยู่ลึก ๆ ว่าตัวเองคงจะได้ค่าจ้างประมาณ 1700 บาทตามที่ได้ตกลงกันเอาไว้ก่อนทำงาน

“เราจะรอนะ” วรรณพูดจบก็วางสายไป

ฉันเดินอมยิ้มมาตลอดทาง เพราะรู้สึกดีใจไม่น้อยที่ตนเองจะได้ไปทำงานที่โรงงานกับวรรณ แม้ในใจจะนึกหวาดกลัวพี่ชายจะโกรธบ้าง แต่ฉันก็จำใจต้องทำอย่างนี้ เพราะไม่อาจทนทำงานที่นี่ได้อีกแล้ว และก็หวังอยู่ลึก ๆ ว่าเจ๊เจี๊ยบและเฮียเล้งคงไม่โกรธ หากรู้ว่าฉันต้องการลาออกจากงาน

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-05-25 14:43:25


Opinion No. 2 (134167)




เมื่อเดินมาถึงหน้าร้าน ฉันก็จัดแจงช่วยเฮียเล้งและเจ๊เจี๊ยบทำงานจนเสร็จ จากนั้นก็มาช่วยเตรียมข้าวของไว้ขายในช่วงเย็นด้วย พอได้เวลาที่ตนจะต้องกลับไปทำงานบ้านต่อ ฉันก็เดินมาคุยกับเจ๊เจี๊ยบ

“เจ๊คะ หนูมีเรื่องจะคุยกับเจ๊ค่ะ” ฉันยังคงนอบน้อมกับเจ๊เจี๊ยบเสมอ และระลึกไว้ในใจตลอดว่านายจ้างคือใคร

เจ๊เจี๊ยบหยิบผักขึ้นมาจากตู้แช่ด้านหน้า พลางสำรวจตรวจตราไปด้วย
“มีอะไรเหรอ” และก็หันมามองฉันนิดหนึ่ง

ฉันรวบรวมความกล้าเท่าที่มีเอาไว้ ค่อย ๆ คิดหาคำพูดที่จะบอกเจ๊เจี๊ยบ เพราะการลาออกจางานที่นี่ เหมือนกับว่าตัวเองกำลังแหกกฏของพี่ชาย และก็อาจทำให้คนฝากเสียหน้าด้วย

“หนูขอลาออกจากงานคะเจ๊ พอดีหนูจะไปทำงานโรงงานกับเพื่อนนะคะ”

จากใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของเจ๊เจี๊ยบ ก็กลับกลายเป็นใบหน้าเย็นชาและบึ้งตึง

“อะไร! ทำงานไม่กี่วันจะลาออกแล้วเหรอ” เธอตอบด้วยอารมณ์หงุดหงิด

“หนูทำครบเดือนพอดีค่ะ จึงขอลาออกและเบิกเงินค่าจ้างทั้งหมดด้วยค่ะ” ฉันตอบรับไปตามความจริง

“เรื่องค่าจ้างนะเหรอ ต้องรอคุยกับเฮียเองแล้วกัน เฮียอยู่ที่บ้านนะ เดี๋ยวยังไงเจ๊จะโทรไปบอกเฮียให้ ว่าแต่เราจะออกวันไหนเหรอ” แม้เจ๊เจี๊ยบจะไม่พอใจที่ฉันลาออกจากงาน แต่เธอก็ยังคุยดีกับฉันอยู่บ้าง

“วันนี้เลยค่ะ เพราะเพื่อนจะมารับด้วยค่ะ”

เจ๊เจี๊ยบหันมามองหน้าฉันอย่างไม่พอใจ

“งั้นก็กลับไปเก็บเสื้อผ้าของเธอซะ ยังไงก็คุยกับเฮียเรื่องเงินเดือนเองนะ เจ๊จะไปตลาดสักหน่อย” พูดเสร็จเจ๊เจี๊ยบก็ไม่สนใจฉันอีกเลย
ฉันยกมือไหว้เจ๊เจี๊ยบเป็นการร่ำลา เพราะคิดว่าอาจจะไม่ได้เจอเธออีกแล้ว

“หนูขอขอบคุณเจ๊มากนะคะ สำหรับทุก ๆ สิ่งทุก ๆ อย่างที่เจ๊ดีกับหนูเสมอมา”

แม้ว่าเจ๊เจี๊ยบจะไม่สนใจรับไหว้จากฉัน แม้เธอจะไม่มองหน้าฉันเลย แต่ฉันก็ไม่คิดมาก เพราะถือว่าที่ผ่านมาตัวเองได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว จากนั้นก็เดินกลับไปยังบ้านพักเพื่อที่จะไปเก็บเสื้อผ้าและลาออกจากงาน

ระหว่างทางเดินกลับไปบ้านพักนั้น หัวใจของฉันมีความหวังมากมายว่าเฮียเล้งคงจะจ่ายเงินเดือนให้ฉันครบทั้งหมด และก็คงจะไม่โกรธเคืองที่ฉันลาออกจากงานเร็วอย่างนี้ ฉันยอมรับว่าผิด ที่ไม่สามารถทนทำงานกับครอบครัวนี้ได้ และยอมรับว่าผิดที่ไม่อาจทำตามคำสั่งของพี่ชายได้ ฉันรู้ว่าถ้าต้องทำงานอยู่ที่นี่ต่อไป ชีวิตฉันก็อยู่แค่นี้ไม่มีอะไรดีขึ้น ฉันระลึกไว้เสมอว่า ฉันยอมจากพ่อและบ้านนามาเมืองกรุงเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพราะการใฝ่ฝันที่จะเรียนหนังสือให้สูงขึ้น ฉันคงไม่ยอมจากบ้านมาอยู่อย่างนี้

ฉันเห็นภาพเฮียเล้งออกมายืนรออยู่ที่ประตูหน้าบ้าน พอเดินมาถึงหน้าบ้าน ฉันก็ยังไม่ได้พูดอะไร แต่เฮียเล้งก็พูดขึ้นก่อน

“เห็นเจ๊โทรมาบอกว่าลื้อจะลาออกจากงานเหรอไอ้ณัฐ” คำถามของเฮียเล้งไม่ค่อยซบอารมณ์มากนัก

ฉันพยักหน้าและตอบรับไปตามความจริง

“ค่ะ พอดีหนูจะไปทำงานโรงงานกับเพื่อนสนิทนะคะเฮีย”

แววตาของเฮียเล้งดูไม่พอใจมากนัก “งั้นลื้อก็ออกไปเลย ไม่ต้องมาให้อั๊วเห็นหน้าอีก”

คำพูดของเฮียเล้งทำให้ฉันตกใจไม่น้อย เพราะไม่คิดว่าคนที่ฉันทนทำงานอยู่ด้วยหนึ่งเดือนเต็ม ๆ จะพูดคำนี้ออกมา และก็เลือกที่จะตอบรับอย่างสุภาพ

“เฮียค่ะ หนูขอเข้าไปเอาเสื้อผ้าและขอเบิกเงินเดือนของหนูด้วยค่ะ”

เฮียเล้งจ้องหน้าฉัน “ไม่ต้องเข้าไปเอาหรอก เดี๋ยวอั๊วจะให้ไอ้ติ๋มเก็บให้”

พูดเสร็จเฮียเล้งก็ตะโกนให้พี่ติ๋มเข้าไปเก็บเสื้อผ้าของฉันใส่กระเป๋า พอสักพักพี่ติ๋มก็เดินมาพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าของฉัน และก็ยื่นให้เฮียเล้งทันที

เฮียเล้งโยนกระเป๋าลงพื้นตรงหน้าอย่างเร็ว “เอาไปเลยกระเป๋าเสื้อผ้าของลื้อ”

ฉันรู้สึกอึ้งทันที เพราะไม่คิดว่าเฮียเล้งจะแสดงปฏิกิริยากับฉันอย่างนี้ การกระทำของเฮียเล้งไม่ต่างกับละครน้ำเน่าที่ฉันเคยดูในทีวี ฉากชีวิตของฉันก็คงไม่ต่างกับคนรับใช้ที่ถูกขับไล่ไสส่งเมื่อนายจ้างไม่พอใจ ฉันก้มลงหยิบกระเป๋าเสื้อผ้ามาสะพายเอาไว้ จากนั้นก็ไม่ลืมที่จะถามเรื่องเงินเดือน

“แล้วเงินเดือนของหนูล่ะคะเฮีย” ฉันยังคงสุภาพกับเฮียเล้งเสมอ แม้จะรู้สึกหวาดกลัวและไม่พอใจกับการกระทำของเฮียเล้งอยู่บ้าง แต่ฉันก็พยายามฮึดใจกล้าถามอีกครั้ง

“เงินเดือนอะไรของลื้อ” เฮียเล้งตอบอย่างไม่พอใจ

“ก็เงินค่าจ้างที่หนูทำงานกับเฮียหนึ่งเดือนเต็ม ๆ นะคะ หนูต้องได้รับเงินเดือน 1700 บาทนี่คะ” ฉันตอบรับไปตามความจริงที่ตัวเองรับรู้จากการตกลงก่อนเข้ามาทำงานที่นี่

แววตาที่ดุดันและโกรธเคืองเห็นได้ชัด “อั๊วไม่จ่าย ลื้อมีปัญหาอะไรไหม”

ฉันแทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ตัวเองได้ยิน ไม่คิดว่าเฮียเล้งจะพูดคำนี้ออกมา แต่ในตอนนั้นฉันยังพอมีสติอยู่บ้าง เพราะเคยได้ยินเพ็ญพูดเรื่องกรมแรงงานให้ฟังเมื่อครั้งที่ขึ้นมาอยู่กรุงเทพใหม่ ๆ ทำให้ฉันเลือกที่จะตอบเฮียเล้งไปตามที่คิด

“ถ้าเฮียไม่จ่ายเงินเดือนให้ หนูก็คงจะต้องแจ้งกรมแรงงาน” แม้ฉันจะเป็นเด็กบ้านนอกตัวเล็ก ๆ แต่บางครั้งกฏหมายแรงงานฉันก็ต้องจดจำไว้สอนตัวเองอยู่บ้าง

คำตอบของฉันทำให้เฮียเล้งเงียบสักพัก จากนั้นก็หยิบเงินแบงค์ห้าร้อยสองใบโยนใส่พื้นเหมือนเคย ซึ่งก็เหมือนกับที่โยนกระเป๋าเสื้อผ้าให้กับฉัน แม้ในใจจะรู้สึกแย่มาก ๆ กับการกระทำของเฮียเล้ง แต่ฉันก็กัดปากอดทนเข้าไว้

“เอาไปเลยค่าจ้างของลื้อ แล้วก็เฉดหัวไปไกล ๆ จากบ้านอั๊ว” จากนั้นก็ทำท่าจะเดินเข้าไปในบ้าน

ฉันก้มลงหยิบเงินมานับ กำเงินไว้แน่น แม้ว่าใจจะรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกดูถูกเหยียดหยามน้ำใจ ในวันนั้นฉันอยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ แต่ฉันก็ไม่ร้องไห้เด็ดขาด ไม่ยอมให้คนเหล่านี้ได้เห็นน้ำตาของฉันเด็ดขาด ฉันเก็บซ่อนน้ำตาเอาไว้อย่างมิดชิด ไม่มีวันที่ฉันจะแสดงความอ่อนแอให้คนที่ทำร้ายฉันได้เห็นเด็ดขาด ฉันจำใจต้องรับเงินค่าจ้างของตัวเองทั้งหมด เมื่อรู้ว่าเงินที่ได้รับแค่ 1000 บาท ฉันอดไม่ได้ที่จะถามเฮียเล้งอีกครั้ง

“1700 บาทไม่ใช่เหรอคะเฮีย ทำไมเฮียจ่ายหนูแค่ 1000 บาทล่ะ”

เฮียเล้งหันมามองฉันอีกครั้ง “อั๊วหักที่เจ๊เจี๊ยบให้ญาติลื้อไปก่อนหน้านั้นแล้ว จะมาเอาอะไรกับอั๊วอีกวะ ถ้าลื้ออยากได้อีก 700 บาท ลื้อก็ไปเอากับญาติลื้อสิ”

พูดจบก็เดินเข้าไปในบ้านทันที ปิดประตูดังปั้งโดยที่ไม่สนใจฉันเลยสักนิด

ความรู้สึกของฉันในตอนนั้นเริ่มเข้าใจได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันยืนมองประตูบ้านของเฮียเล้งสักพัก คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ไม่คิดว่าชีวิตจจะเจอเรื่องเลวร้ายอย่างนี้ การที่พี่ธนาฝากงานให้ฉันทำโดยที่เจ๊เจี๊ยบให้เงินพี่ธนาไปนั้น ทางเฮียเล้งได้ทำการหักเงินเดือนของฉันด้วย ซึ่งก็เหมือนกับเป็นค่านายหน้าหาเด็กมาให้ทำงานกับตนนั่นเอง พอเด็กทำงานไม่ได้ก็ถือโอกาสหักเงินค่าจ้างเด็กไปด้วย ฉันรู้ว่าพี่ธนาไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันบ้าง และก็ฉันก็บอกกับตัวเองเสมอว่าจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้พี่ธนาฟัง

ฉันหยิบกระเป๋าเสื้อผ้ามาสะพาย และก็รีบเดินตรงดิ่งไปที่หน้าปากซอย รองเท้าแตะที่ใส่ย่ำเมืองกรุงมาไม่นานมานี้ กำลังพาชีวิตของฉันไปพบกับชีวิตการเป็นสาวโรงงาน ฉันไม่รู้ว่าการทำงานโรงงานเป็นยังไง เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยทำงานโรงงานเลย สิ่งที่ฉันเคยทำก็คืองานที่สโมสรในวงเวียนใหญ่และงานบ้านเท่านั้น ฉันยอมรับจากใจว่าสนใจที่จะเรียนรู้งานใหม่เป็นอย่างมาก เพราะจากที่ได้ยินวรรณเล่าให้ฟังนั้น ฉันก็คิดว่างานใหม่นี้น่าจะดีกว่างานเก่า ๆ ที่ฉันเคยทำมา

เมื่อเดินมาถึงหน้าปากซอย ฉันก็เรียกรถตุ๊ก ๆ ที่วิ่งผ่านบนถนนด้านหน้า พอรถตุ๊ก ๆ จอดรับ ฉันก็บอกให้คนขับไปส่งที่วงเวียนใหญ่ทันที ฉันไม่รู้หรอกว่าระยะทางจากจรัญสนิทวงศ์ไปวงเวียนใหญ่ไกลแค่ไหน และไม่รู้ว่าคนขับจะพาไปผิดที่ผิดทางหรือไม่ แต่ก็ระลึกไว้เสมอว่าสวรรค์คงไม่กลั่นแกล้งฉันตลอด และก็คงจะให้ฉันประสบพบเจอสิ่งดี ๆ ในชีวิตบ้าง

ช่วงระหว่างที่นั่งอยู่บนรถตุ๊ก ๆ นั้น ฉันก็สังเกตดูถนนหนทางที่รถวิ่งผ่านตลอด เวลาที่รถติดก็มองดูรถที่จอดบนท้องถนนเรียงรายกัน และรถแต่ละคันก็ค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปตามเป้าหมายของตน ผู้คนบนรถเมล์แต่ละสายที่วิ่งผ่านก็มีสีหน้าที่ไม่ต่างกันมากนัก หลาย ๆ คนดูมีสีหน้าที่คร่ำเครียดและเหนื่อยล้ากับสภาพชีวิตในเมืองกรุงไม่น้อย ซึ่งเห็นได้ชัดจากแววตาที่มองผ่านหน้าต่างบนรถเมล์ คนขับรถแท็กซี่แต่ละคนก็ดูคร่ำเครียดไม่น้อยไปกว่ากัน บางคนเอามือกายหน้าผากพิงกับเบาะที่นั่ง เหมือนกับกำลังคิดหลายอย่างเกี่ยวกับสภาพที่เห็นและเป็นอยู่

ทุกภาพที่เห็นนั้น มันสะท้อนหลาย ๆ อย่างให้ฉันได้เข้าใจชีวิตในเมืองกรุงมากขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็เป็นคำถามที่ฉันถามตัวเองอยู่เสมอว่า ผู้คนเหล่านี้กำลังครุ่นคิดกับอะไรบ้าง ผู้คนเหล่านี้มีความสุขมากน้อยเพียงใด ความแออัดและสภาพรถติดทำให้พวกเขามีสีหน้าที่คร่ำเครียดได้ขนาดนี้เชียวหรือ ฉันไม่ค่อยได้เห็นรอยยิ้มจากคนที่นั่งบนรถทุก ๆ คันที่วิ่งผ่านเลย แต่ละคนดูไม่สนใจชีวิตของคนอื่นสักนิด ทุก ๆ คนดูจะสนใจชีวิตของตัวเองเสียมากกว่า

“ให้จอดป้ายไหนล่ะหนู” คนขับรถตุ๊ก ๆ ถามฉันภาษาอีสาน (ภาษาลาว) เพราะคงเดาออกว่าฉันก็คงจะเป็นเด็กที่มาจากภาคอีสานเหมือนกัน

“จอดป้ายเมอรี่คิงส์คะ น้า”

(เมอรี่คิงส์วงเวียนใหญ่สมัยแต่ก่อน) ฉันตอบเป็นภาษาอีสาน เพราะรู้สึกเหมือนได้คุยกับคนบ้านเดียวกัน

ป้ายเมอรี่คิงส์อยู่ไม่ไกลมากนัก ไม่น่าเชื่อว่าระยะทางจากจรัญสนิทวงศ์อยู่ไม่ไกลกับวงเวียนใหญ่อย่างที่คิด พอคนขับรถตุ๊ก ๆ ขับมาถึงหน้าเมอรี่คิงส์ ฉันก็ควักเงินออกมาจากกระเป๋ากางเอง

“กี่บาทคะ” เพราะความที่ไม่รู้ราคาค่ารถตุ๊ก ๆ ฉันจึงไม่เคยคิดเรื่องต่อรองราคาเลย

“สี่สิบบาทหนู”

คนขับตอบอย่างเป็นกันเอง และก็ส่งยิ้มให้ฉันด้วย

ฉันหยิบเงินแบงค์ยี่สิบบาทสองใบยื่นให้คนขับรถตุ๊ก ๆ และก็ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณตามมารยาทด้วย

“ขอบคุณน้ามากค่ะ” เสร็จแล้วก็เดินลงจากรถอย่างรีบเร่ง

จากนั้นก็เดินตรงไปที่ป้ายรถเมล์ตามที่เพ็ญเคยบอกเอาไว้ และก็มายืนรอรถเมล์สายยี่สิบไปพลาง ๆ ช่วงระหว่างที่ยืนรอรถเมล์อยู่นั้น ฉันก็เดินไปซื้อน้ำเปล่าขวดหนึ่งมาดื่มแก้กระหาย แม้จะรู้สึกหิวข้าวบ้าง แต่ก็อดใจรอได้เสมอ เพราะเกรงว่าวรรณและเพ็ญจะรอที่ตลาดพระประแดงนานเกินไป

เมื่อเห็นรถเมล์สายยี่สิบซึ่งเป็นรถกระป๋องสีเขียววิ่งมาจอดที่หน้าป้าย ฉันก็ไม่รอช้ารีบสะพายกระเป๋าวิ่งขึ้นไปบนรถทันที พอกระเป๋ารถเมล์เรียกเก็บค่ารถ ฉันก็หยิบเงินมาจ่าย จากนั้นก็เดินไปนั่งเก้าอี้ที่ว่างอยู่ด้านหลัง โดยที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งเสียสละเก้าอี้ให้ได้นั่ง

“ขอบคุณมากค่ะ” ทุก ๆ ครั้งที่มีคนมีน้ำใจมอบสิ่งดี ๆ ให้ ฉันก็ไม่ลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณพวกเขาเหล่านั้น

ชายหนุ่มพยักหน้าและส่งยิ้มมาให้ฉันนิดหนึ่ง ซึ่งรอยยิ้มจากชายหนุ่มคนนี้ช่างเป็นรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นหลากหลายที่ฉันไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในเมืองกรุง แววตาที่ดูเป็นกันเองทำให้ฉันประทับใจมาก ฉันเคยคิดว่าคนในเมืองกรุงไม่ได้ใจดีเหมือนคนที่บ้านนอกของฉัน แต่น้ำใจที่ผู้ชายคนนี้มอบให้ฉันนั้น ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่า ในสังคมใหญ่ ๆ ในเมืองกรุงนี้ มักจะมีคนดีและคนไม่ดี คนใจกว้างและคนใจแคบปะปนกันอยู่เสมอ

ภาพบ้านเรือนข้างถนนหนทางที่รถวิ่งผ่านไปไม่แตกต่างกันเลยสักนิด ตึกหลายคูหาสูงเรียงรายอยู่ติด ๆ กัน บ้านเรือนผู้คนที่มีท้องทุ่งนากว้างขวางไม่มีให้เห็นในเมืองกรุง ร้านขายของก็มีอยู่ทุกซอกทุกมุม สายไฟฟ้าก็วางเรียงระโยงระยางอยู่บนเสาไฟฟ้า มีทั้งสายไฟและสารพัดสายที่ปะปนกันไป ซึ่งแตกต่างจากบ้านนอกของฉันเป็นอย่างมาก ที่บ้านนอกของฉันนั้น แม้จะมีสายไฟฟ้าก็จริง แต่ทุกอย่างถูกวางเป็นระเบียบที่ดูไม่รกหูรกตาอย่างนี้เลย

ต้นไม้ในเมืองกรุงมีน้อยมาก และก็สู้บ้านนอกของฉันไม่ได้เลย บรรยากาศก็เต็มไปด้วยควันรถและควันจากโรงงานต่างๆ ต้นไม้ที่ฉันเห็นเยอะมากที่สุดในเมืองกรุงก็คือสวนสาธารณะเท่านั้น พิเศษสุดก็คงจะเป็นสวนจตุจักร

ฉันไม่รู้ว่าคนในเมืองกรุงเคยได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างที่ท้องทุ่งนาบ้างไหม หรือว่าพวกเขาสูดอากาศที่เต็มไปด้วยควันโขม่งเสียจนเคยชิน ยิ่งได้เห็นสภาพต่าง ๆ ก็ทำให้ฉันอดที่จะคิดถึงบ้านนาของฉันไม่ได้ แม้จะไม่ได้มีตึกสูงและความสะดวกสบายอย่างนี้ แต่พวกเราก็มีความสุขไปอีกแบบ แถมมีอากาศบริสุทธิ์ให้สูดดมหายใจได้เต็มปอดด้วย โดยที่ไม่ต้องกลัวเชื้อโรคใด ๆ

พอรถวิ่งมาจอดที่ป้ายหน้าธนาคารกสิกรไทยในเมืองพระประแดง ฉันก็รีบลงจากรถทันที เมื่อลงจากรถเสร็จแล้วก็มองซ้ายแลขวาหาเพื่อนไปด้วย และก็ต้องยิ้มออกมาทันทีเมื่อเห็นเพ็ญและวรรณส่งยิ้มมาให้แต่ไกล ฉันไม่รอช้ารีบวิ่งไปกอดเพื่อนสนิทด้วยความดีใจ

“รถติดเหรอณัฐ เรากับวรรณรอตั้งนานแหนะ” เพ็ญถาม

ฉันพยักหน้านิดหนึ่ง “จ้ะ ตรงแยกดาวคะนองรถติดมาก ๆ เลย”

อันที่จริงฉันไม่รู้หรอกว่าดาวคะนองคืออะไร ใช่ชื่อเมืองหรือหมู่บ้านกันแน่ รู้แต่ว่าเป็นเขตบ้านผู้คนที่รถเมล์วิ่งผ่าน ฉันได้แต่อาศัยอ่านจากป้ายและเล่าเรื่องราวให้เพื่อนได้ฟัง

“เธอหิวหรือเปล่าล่ะ” วรรณถามอย่างเป็นห่วง

ฉันพยักหน้า “หิวสิ แล้วพวกเธอทานอะไรมาหรือยังล่ะ”

วรรณส่ายหน้าพร้อมส่งยิ้มรับ “ยังเลย เอางี้ดีไหม เราไปนั่งทานอาหารที่ซอยในโรงงานเราดีไหมล่ะ ไม่ไกลจากนี้เลย”

เพ็ญเออออหอหมกตามวรรณ “ดี ๆ เราเห็นด้วยวะ ร้านนั้นเขาทำอาหารอร่อยทีเดียว”

วรรณช่วยฉันถือกระเป๋า เพราะคงจะเห็นฉันเหนื่อยล้าจากการนั่งรถมาตลอด โดยที่เพ็ญอาสาจ่ายค่ารถสองแถวให้พวกเราทั้งสามคนด้วย แม้ฉันจะหยิบเงินยื่นให้ แต่เพ็ญก็ไม่ยอมรับ

“เธอเก็บไว้เถอะ เราเลี้ยงเอง” เพ็ญตอบพลางเอาเงินทอนใส่กระเป๋าพลางส่งยิ้มมาให้ฉันนิดหนึ่ง

“ขอบคุณมากนะเพ็ญ” ฉันซาบซึ้งน้ำใจเพื่อนไม่น้อย และรู้สึกโชคดีในวันที่เลวร้าย ฉันก็ยังมีเพื่อนที่แสนดีคอยเคียงอยู่บ้าง

เพ็ญหันมายิ้มให้ฉันนิดหนึ่ง “ไม่เป็นไร”

ช่วงระหว่างที่นั่งอยู่บนรถสองแถว ฉันและเพื่อน ๆ ก็พูดคุยเรื่องราวแลกเปลี่ยนกันและกัน

“เถ้าแก่ของเธอทำกับเธออย่างนั้นจริง ๆ เหรอณัฐ ใจร้ายมากเลยนะเนี่ย” เพ็ญถามขึ้นทันทีเมื่อฟังฉันเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเองให้ได้ฟัง

“จริงสิ เราจะโกหกเธอทำไมล่ะ เราเองก็ตกใจมาก ๆ เลยนะ เพราะไม่คิดว่าเขาจะทำกับเราได้”

“โคตรใจร้ายเลยวะ ดูถูกเหยียดหยามกันมาก ๆ เลยนะเนี่ย โยนเงินให้อย่างนี้ ถ้าเป็นเราคงรับไม่ได้หรอก”

เพ็ญพูดคุยไปตามที่รู้สึก โดยที่มีวรรณพยักหน้าเห็นด้วย

“ที่จริงเราก็รับไม่ได้หรอกนะเพ็ญ ยอมรับว่าน้ำตาตกในด้วยแหละ เราไม่คิดว่า คนที่เราทนทำงานช่วยมาทั้งเดือนจะใจร้ายขนาดนี้” ฉันเล่าให้เพื่อนฟังว่าแท้จริงว่าตนเองรู้สึกอย่างไร

“คนกรุงเทพก็แบบนี้แหละณัฐเอ้ย ยิ่งทำงานบ้านก็ต้องเจอแบบนี้แหละ เอารัดเอาเปรียบทุกอย่าง ใช้งานยังกะทาส เราเห็นมาหลายรายแล้วแหละ พวกคนมีเงินบางคนดูถูกดูแคลนคนบ้านนอกอย่างพวกเรามาก ๆ เลย ทำเหมือนกับพวกเราไม่ใช่คน เหมือนพวกเราไม่มีหัวใจ เราว่าทำงานโรงงานยังดูดีกว่าตั้งเยอะเลยนะ ไม่เคยมีใครมาดูถูก อย่างเถ้าแก่เราใจดีมาก ๆ เลย”

วรรณเสริมขึ้นนิดหนึ่งพร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวเจ้าของโรงงานที่เธอทำงานอยู่ให้ฉันได้ฟังด้วย

“ก็นี่แหละ เราถึงอยากไปทำงานโรงงานกับพวกเธอ เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ได้หยุดทุกวันอาทิตย์ ถ้าอยากไปเรียนต่อทางไกล เราก็ไปเรียนได้ด้วย ขืนเราทำงานบ้านอยู่ที่นั่น ทั้งปีทั้งชาติก็คงไม่ได้เรียนหรอก ชีวิตก็คงอยู่แค่นั้นแหละ” ฉันตอบไปตามความรู้สึกที่แท้จริง

วรรณและเพ็ญเห็นด้วยกับความคิดของฉันหลายอย่าง เพราะเพื่อนทั้งสองคนก็วางแผนคิดจะเรียนต่อเหมือนกัน ซึ่งก็หมายถึงว่าเป้าหมายชีวิตของฉันและเพื่อน ๆ ไม่ต่างกันมากนัก เราทั้งสามคนต้องจากพ่อแม่พี่น้องที่อยู่บ้านนา เพื่อมาทำงานเก็บเงินและใฝ่ฝันที่จะเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่จะมีสาวบ้านนาสักกี่คนที่สามารถทำตามฝันตัวเองได้ ขึ้นอยู่กับความพยายามและโชคชะตาชีวิตเป็นหลัก

วรรณ เป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัวเฉกเช่นเดียวกับฉัน ซึ่งบ้านของวรรณอยู่ติด ๆ กับครอบครัวของฉัน ทั้งฉันและวรรณเติบโตมาจากหมู่บ้านเดียวกัน เราสองคนมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ จวบจนวันที่วรรณเรียนจบก่อนและขึ้นมาทำงานที่เมืองกรุง ทำให้เราสองคนต้องแยกจากนั้น แต่การพบกันในครั้งนี้เหมือนกับการเรียกความทรงจำเก่า ๆ กลับคืนมา วรรณยังเป็นเพื่อนคนเดิมที่ฉันรู้จักมาตั้งแต่เด็ก น้ำใจและความเป็นกันเองยังคงอยู่ติดตัววรณเสมอ

ส่วนเพ็ญนั้นเป็นเพื่อนที่ฉันสนิทไม่น้อยไปกว่าวรรณ แม้ว่าฉันกับเพ็ญจะห่างไกลกันแค่เดือนเดียว แต่ความรักและความห่วงใยที่มีให้กันไม่เคยเปลี่ยน เพ็ญยังคงมีน้ำใจให้ฉันทุก ๆ ครั้งที่ฉันต้องการ และก็ไม่เคยปฏิเสธความช่วยเหลือที่มีให้ฉันเลยสักนิด เมื่อใดที่ฉันทุกข์ใจหรือไม่สบายใจ เพ็ญมักจะช่วยปลอบโยนและช่วยหาทางแก้เสมอ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ฉันมักจะสนิทกับเพ็ญและวรรณเป็นที่สุด


แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ฉันไม่เคยลืมภาพเรื่องราวเหล่านี้ไปได้เลย ถึงแม้ว่าวันนี้เพ็ญเพื่อนรักที่เคยผจญภัยชีวิตในเมืองกรุงกับฉันได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ฉันก็ยังจดจำเรื่องเหล่านี้ได้ตลอด เพราะเรื่องราวเหล่านี้เป็นความทรงจำที่ตอกย้ำฉันอยู่ทุกคืนวัน หากวันนั้นไม่มีเพ็ญและวรรณช่วยเหลือฉันเอาไว้ ฉันก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ไม่รู้จะมีวันนี้เหมือนคนอื่น ๆ เขาไหม

ผู้คนในเมืองกรุงมักจะบอกฉันว่า ทุกคนเกิดมามีเท่าเทียมกันหมด แต่ความจริงที่ฉันได้เห็นได้สัมผัสนั้น ความเท่าเทียมและความเสมอภาคไม่ได้มีเท่ากันเลยสักนิด ฉันไม่เชื่อสิ่งที่คนอื่น ๆ บอกเลยสักครั้ง เพราะภาพที่ฉันเห็นในสังคมเมืองกรุงที่เมืองไทยมันช่างต่างกันลิบลิ่ว

ประสบการณ์ที่ฉันได้สัมผัสนั้น มันทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ที่แน่ ๆ ทำให้ฉันได้เห็นช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนอย่างชัดเจน การกระทำของคนบางคน ช่างบีบคั้นหัวใจคนจนอย่างพวกฉันเหลือเกิน น้ำตาที่มันไหลรินแต่ละครั้ง เต็มเปี่ยมไปด้วยความอดทนอดกลั้นยากที่จะระบายออกมาได้ หากฉันเลือกได้ ฉันก็อยากจะเลือกสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิต อยากเจอแต่คนดี ๆ ในสังคมรู้จัก

แม้ว่าฉันจะเสียใจมากมายกับประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา แต่ฉันก็ให้อภัยกับทุก ๆ คนที่เคยทำร้ายฉัน และฉันก็จะไม่โกรธคนเหล่านี้ เพราะฉันคิดว่า ถ้าหากไม่มีวันนั้น ฉันก็คงไม่มีวันนี้แน่นอน สิ่งสุดท้ายที่ฉันอยากจะทำมากที่สุด ฉันเพียงแค่อยากเห็นใบหน้าคนที่เคยทำร้ายจิตใจฉันเท่านั้น ฉันอยากรู้ว่าพวกเขาเหล่านี้ยังแบ่งแยกและปฏิบัติกับคนจนเหมือนเดิมหรือเปล่า พวกเขามีจิตใจที่สูงขึ้นบ้างไหม หรือว่าทุกชีวิตบนถนนสายนั้นยังคงเหมือนเดิม

ณ วันนี้ ฉันพยายามบอกกับตัวเองเสมอว่า ฉันก็แค่สาวบ้านนาที่เคยฝันร้ายคนหนึ่ง แต่ฝันร้ายเหล่านี้มันคอยหลอกหลอนชีวิตของฉันอยู่ตลอด และฉันก็ไม่สามารถลืมฝันร้ายไปได้เลย



ความฝันร้ายที่เกิดขึ้น...และปิดฉากลงในช่วงเวลาหนึ่ง


By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-05-25 14:46:07


Opinion No. 3 (134168)


 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-05-25 14:47:50


Opinion No. 4 (134290)

เขียนได้ดีมากเลยนะพี่

หนูอ่านเกือบหมด

By เอ้ (a_0352-at-hotmail-dot-com)Date 2010-06-11 21:22:13


Opinion No. 5 (134362)

ขอบคุณน้องเอ้มากนะคะที่แวะมาอ่านงานเขียนของพี่ หากน้องเอ้มีคำแนะนำดี ๆ ก็อย่าลืมบอกกันบ้างนะคะ ไว้ว่าง ๆ พี่จะเขียนให้อ่านกันอีกนะคะ

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-06-24 11:20:08


Opinion No. 6 (134514)

รออยู่นะ

By เอ้ Date 2010-07-28 15:01:10



[1]


Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail


Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones