ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


ความฝันของสาวรากหญ้า article

 

 

 





ทุก ๆ ค่ำคืนหลังเลิกงาน ฉันมักจะนั่งอ่านข่าวคราวเกี่ยวกับเมืองไทยอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่เมืองไทย แต่การได้ทราบข่าวคราวเกี่ยวกับประเทศไทยนั้น มันทำให้ฉันมีความสุขอยู่มาก เพราะความรู้สึกตรงนี้มันมาจากส่วนลึกของหัวใจ ที่เข้มข้นด้วยความผูกพันจากสายเลือดความเป็นไทยที่มีอยู่ในตัว

ฉันรู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่รับรู้ว่า เมืองไทยกำลังประสบปัญหาต่าง ๆ ฉันยังจำเหตุการณ์เรื่องราวหลายอย่างที่ผ่านมาได้หมด ภาพข่าวสึนามิที่ทำประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งข่าวนั้นก็ทำให้ฉันนั่งร้องไห้หน้าคอมพิวเตอร์อยู่นานหลายชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นข่าวรัฐประหารหรือแม้แต่ข่าวการยึดสนามบินก็ทำให้ฉันเสียน้ำตาไม่น้อยไปกว่ากัน เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ฉันได้อ่านข่าวเกี่ยวกับการประท้วงก็อดที่จะเสียใจไม่ได้ ทุกวันนี้ฉันยอมรับเลยว่า ได้แต่ภาวนาให้สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในเมืองไทยเสียที ไม่อยากเห็นความเลวร้ายเกิดขึ้นในเมืองอีก

หลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเมืองไทย ทั้งในอดีตและจวบจนทุกวันนี้ ก็ล้วนแต่ทำให้หัวใจของฉันเป็นกังวลและว้าวุ่นอยู่ไม่น้อย หากฉันไม่มีครอบครัวพี่น้องอยู่เมืองไทย ฉันก็คงหายห่วงอยู่บ้าง แต่นี่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงอันเป็นที่รักของฉัน ก็ล้วนแต่มีชีวิตอยู่ที่เมืองไทยทั้งนั้น แล้วแบบนี้ฉันจะหยุดห่วงหาพวกเขาได้อย่างไรเล่า

ทุก ๆ ครั้งที่มีโอกาส ฉันก็มักจะโทรทางไกลข้ามประเทศถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของพวกเขาอยู่เสมอ พี่น้องทุกคนสบายดีมีทุกข์สุขเหมือนเดิม เพื่อนบางคนห่างหายกันไปเป็นสิบปี แต่ยังคงเก็บรักษามิตรภาพความเป็นเพื่อนได้ดี ฉันผูกพันกับพวกเขามาก และไม่สามารถลืมพวกเขาได้เลย และก็ไม่เคยคิดจะลืมเลยสักนิด

หลาน ๆ ของฉันโตขึ้นมากแล้ว คนที่ฉันเคยโอบอุ้มและเลี้ยงดูเมื่อตอนเด็ก ๆ ก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมด หลานชายบางคนตัวโตสูงกว่าฉันมาก ๆ เลย ฉันยังจำได้ ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนที่ฉันมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมเมืองไทย ฉันได้พาหลานชายไปซื้อของที่ตลาด แม่ค้าที่ตลาดเข้าใจผิดคิดว่าฉันกับหลานชายเป็นแฟนกัน ฉันยิ้มนิดหนึ่งแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าหลานชายคือเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ ที่ฉันรักและเคยเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ และเขาก็ยังเป็นเด็กน้อยของฉันเสมอ จะว่ารักเหมือนลูกแท้ ๆ ก็ว่าได้

ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านเป็นวันเกิดของฉัน คนรักถามไถ่ว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษ ฉันตอบเขาว่าไม่เคยต้องการอะไรเลย นอกจากได้อยู่ชิดใกล้กับเขา ได้โทรไปพูดคุยกับพี่น้องครอบครัวที่เมืองไทย แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับผู้หญิงอย่างฉัน ใจจริงฉันก็อยากไปทำบุญเหมือนสมัยที่อยู่ในเมืองไทยเหมือนกัน แต่ว่าเมืองที่ฉันพักอาศัยอยู่นี้ไม่มีวัดเลยสักแห่ง ทำให้ฉันไม่สามารถไปทำบุญได้ ดังนั้นสิ่งที่ฉันทำได้ดีที่สุดก็คือ โอนเงินไปให้พี่สาวช่วยทำบุญแทนฉัน บางทีการได้ทำในสิ่งดี ๆ ที่ตัวเองศรัทธาก็ทำให้สบายใจอยู่ไม่น้อย

ปีที่ผ่านมาฉันผ่านเรื่องราวมาเยอะ เรื่องส่วนใหญ่ทำให้เสียใจเสียน้ำตาอยู่เรื่อย ไม่ว่าจะเรื่องเพื่อนรัก เรื่องของคนที่ไม่เคยเห็นหน้าทำให้เสียใจ เรื่องของคุณแม่คนรักที่ทำให้ฉันเสียความรู้สึกมากที่สุด แต่จนแล้วจนเล่าฉันก็ผ่านชีวิตตรงนั้นไปด้วยดี ด้วยหัวใจที่อดทนและเข้มแข็งให้มากที่สุด ฉันพยายามคิดเสมอว่า เรื่องราวที่ทำให้เสียใจเป็นแค่ฝันร้ายที่ฉันเพิ่งเจอ ฉันพยายามลืมและอภัยให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดี ฉันยอมรับว่าโชคดีที่มีคนรักคอยปลอบโยนและดูแลเอาใจใส่ฉันมาตลอด และเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ฉันมีกำลังใจมากขึ้นทีเดียว

หลายวันที่ผ่านมา งานของฉันยุ่งเสียเหลือเกิน พี่สาวของเพื่อนสนิทที่ทำงานด้วยกันเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ซึ่งก็ได้รับการดูแลรักษามานานหลายปี จวบจนวันอังคารที่ผ่านมา เพื่อนต้องบินไปต่างรัฐเพื่อถอดเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตออก เพราะเป็นความปรารถนาของพี่สาว เพื่อนจะต้องบินไปดูใจพี่สาวครั้งสุดท้ายและก็จัดงานศพให้พี่สาวด้วย

โรคร้ายเหล่านี้ต่างก็พรากคนที่ฉันรักไปจากชีวิตแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทหรือแม้แต่คนรักของเพื่อนสนิท ฉันเองก็เสียใจไม่น้อย วันก่อนพี่สาวโทรมาบอกว่า พี่ชายของเพื่อนสนิทอีกคน ซึ่งทำงานเป็นนายก อบต. ในตำบลที่ฉันอยู่เป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ฉันเองก็เศร้าอีกตามเคย เพราะพี่ชายของเพื่อนรักเป็นคนที่มีน้ำใจกับฉันและคนรักเป็นอย่างมาก ฉันได้แต่ภาวนาให้พี่ชายเพื่อนหายเจ็บปวดหายทุกข์เสียที อยากให้คนดี ๆ มีชีวิตอยู่นาน ๆ เพื่อพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า

อีกไม่กี่วันก็ถึงวันสงกรานต์แล้ว ฉันคิดถึงพ่อและพี่น้องที่สุด คิดถึงได้ตลอดเวลาและไม่เคยเบื่อที่จะคิดถึงแต่คนเดิม เพราะหัวใจของฉันมันมีความสุขกับการได้คิดถึงคนไกลที่ใจผูกพัน

วันนี้ฉันกลับมาจากทำงานหนึ่งทุ่ม รู้สึกเหนื่อยล้าที่สุด คนรักได้เตรียมอาหารไว้ฉันได้รับประทาน พอรับประทานอาหารเสร็จก็ล้มตัวนอนข้าง ๆ คนรัก พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็เที่ยงคืนกว่าแล้ว ฉันลุกขึ้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็นอนอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ

หลายวันแล้วที่ต้องทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง อาทิตย์นี้ฉันทำงานวันละสิบถึงสิบสองชั่วโมงตลอด เวลาที่ฉันเหนื่อยล้า ฉันมักจะนึกถึงใบหน้าของพ่อ คิดถึงพี่น้องและหลาน ๆ ที่อยู่บ้านนาเสมอ คิดถึงถ้อยคำและกำลังใจที่ทุกคนมีให้

แต่ละชั่วโมงการทำงาน ฉันนั่งอยู่คนเดียวในออฟฟิศ มีบทเพลงเปิดให้ฟังตลอด มีทั้งเพลงฝรั่งมันส์ที่ทำให้ฉันอยากจะลุกขึ้นมาเต้น และก็มีเพลงเศร้า ๆ ที่ทำให้ฉันน้ำตาเอ่อเบ้าได้เหมือนกัน แต่แปลกเวลาที่ฉันกลับมาบ้าน ทุก ๆ ค่ำคืนที่เงียบเหงากับเรื่องราวที่ฉันถ่ายทอด มักจะมีบทเพลงที่ฉันชอบเสมอ เพราะบทเพลงที่ฉันรักมักจะมาพร้อมกับความทรงจำดี ๆ ที่ลึกสุดใจยากที่จะระบายให้ใครได้รับรู้ได้

ในชีวิตของฉันไม่ได้มีความฝันอะไรมากมาย ทุกวันนี้ฉันฝันแค่อยากมีชีวิตอยู่เพื่อดูแลคนรักให้ดีที่สุด อยากจะเป็นน้องคนเล็กที่พี่ ๆ รัก และอยากเป็นน้าและอาเล็กที่เป็นที่พึ่งของหลาน ๆ ได้ ฉันพยายามทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำได้ ทุกครั้งที่ยินเสียงตอบรับจากพี่น้องบอกว่า "ภูมิใจและดีใจที่หนูเป็นน้องพี่" ฉันก็มีความสุขมากมาย เพราะฉันเองก็ภูมิใจที่เป็นน้องของพี่ ๆ เช่นกัน

บนความสุขที่ฉันได้สัมผัสมาตลอด มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ฉันคิดและไม่เคยลืมเลย นั่นก็คือ วันใดที่ฉันมีความสุข ในวันที่ฉันมีความพร้อม ฉันอยากให้วันนั้นมีพ่ออยู่เคียงข้างเป็นมิ่งขวัญให้กับครอบครัว มีพี่น้องล้อมรอบเหมือนสมัยที่ฉันยังเด็ก ๆ แต่น่าเสียดายที่ทุกอย่างมันเป็นเพียงคำเพ้อรำพันของฉันเท่านั้น ความเป็นจริงของชีวิตไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอน เพราะพี่น้องทุกคนต่างก็โตขึ้นและมีครอบครัวกันหมดแล้ว ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันอยู่คนละจุดละมุม ไม่ได้อยู่ร่วมกันเหมือนที่ฉันยังเด็ก ๆ

ดังนั้นฉันจึงมีความสุขกับการได้เขียนเรื่องราวความทรงจำเกี่ยวกับพ่อและครอบครัว ยิ่งการได้เขียนเกี่ยวกับพ่อ ทำให้ฉันมีความสุขมาก ๆ เพราะการได้ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ออกมาเหมือนกับฉันได้ระบายได้พูดคุยกับพ่อสองคน แม้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะผ่านไปสิบกว่าปีแล้ว แต่แปลกฉันยังจำภาพเหล่านั้นได้ติดตา และก็ไม่เคยลืมมันไปได้เลย



ครอบครัวของฉันมีอาชีพทำนาทำไร่ แม่เสียชีวิตเมื่อครั้งที่ฉันมีอายุเพียงสองเดือนเท่านั้น พ่อและพี่ ๆ ทุกคนเลี้ยงดูฉันจนเติบใหญ่ พ่อเปิดร้านค้าขายของชำในบางครั้ง แต่ก็ขายไม่ได้มากนัก อาชีพหลัก ๆ ของครอบครัวก็คือทำนาและทำไร่ ฉันไม่มีโอกาสได้เรียนต่อในมัธยมปลายเหมือนเพื่อน ๆ บางคน เพราะพ่อไม่มีเงินส่งให้เรียน พ่อเคยบอกฉันว่า

“ถ้าหากหนูอยากเรียนหนังสือ เห็นทีพ่อก็ต้องขายที่นาที่ไร่เท่านั้นถึงจะมีเงินส่งให้หนูเรียนได้”

ฉันรู้ว่าพ่อรักที่ดินที่มีอยู่ทั้งหมดมาก เพราะพ่อต้องต่อสู้ชีวิตมากมายกว่าที่จะมีที่ดินเหล่านี้ คำพูดที่ได้ยินจากพ่อในวันนั้นทำให้ฉันคิดหนัก ฉันไม่เคยต้องการให้พ่อขายที่ดินเพื่อส่งให้ตัวเองเรียน ดังนั้นโอกาสที่ฉันจะได้เรียนหนังสือมีทางเดียวก็คือ ไปทำงานที่กรุงเทพและหาโอกาสเรียนทางไกล

“พ่ออย่าขายที่ดินที่เรามีอยู่ทั้งหมดเลยนะคะ หนูไม่เรียนก็ได้”

วันนั้นฉันบอกพ่อด้วยใบหน้าเศร้า ๆ อยากจะร้องไห้ออกมา แต่ก็กลั้นเอาไว้ เพราะไม่อยากให้พ่อเห็นความอ่อนแอของตัวเอง พยายามทำวางตัวเหมือนการไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลายเป็นเรื่องธรรมดา แต่ส่วนลึกในใจแอบน้อยใจกับโชคชะตา ทำไมความฝันที่จะเรียนต่อมัธยมปลายมันถึงได้ยากเย็นนักสำหรับลูกคนจน จากนั้นฉันก็เดินกลับไปนั่งใต้ต้นมะยมหลังบ้าน ยอมรับว่าแอบร้องไห้ให้กับชะตาชีวิตที่พบเจอ และก็พยายามบอกกับตัวเองเสมอว่า มันต้องมีสักวันที่ฉันสามารถสร้างฝันของตัวเองได้


จากบ้านนาเข้ามาสู่เมืองกรุง
จากท้องทุ่งมุ่งสู่เมืองมายา
จากบ้านนอกด้วยคราบน้ำตา
จากบ้านมาเพื่อศึกษาหางานทำ


อยู่บ้านนาชีวิตต้องตรากตรำ
งานหนักประจำทำได้ไม่เคยบ่น
เกิดเป็นคนชีวิตต้องอดทน
เหนื่อยเพราะจนข้นแค้นแดนอีสาน




ในตอนแรกพ่อไม่อยากให้ฉันไปทำงานที่กรุงเทพเลย เพราะเกรงว่าฉันจะถูกคนเมืองกรุงหลอกลวงเหมือนที่คนแถวบ้านนอกมักจะเล่าสู่กันฟัง แต่แปลกฉันไม่เคยเชื่อคำพูดของพ่อและคนอื่น ๆ เลย และยังคงยืนกรานที่จะไปทำงานกับเพื่อน ๆ ในเมืองกรุง


ก้าวเข้ามาสู่ชีวิตสาวโรงงาน
แสนเบิกบานงานไม่หนักเหมือนที่เป็น
ต้องทำโอหามรุ่งค่ำมิลำเข็ญ
ความยากเย็นเป็นเช่นใดใจเต็มร้อย

ยามเหนื่อยล้าเห็นใบหน้าคนรอคอย
ไม่ท้อถอยน้อยใจในชีวิต
จะต่อสู้ฝ่าฟันฟ้าลิขิต
ไม่มีลิมิตอุทิศได้ใจยินยอม

ฝันจะสร้างบ้านใหม่ให้เพียบพร้อม
จะอดออมหอมริบคิดได้ดี
ยังทำงานใจทรนงคงศักดิ์ศรี
แม้จะมีเรื่องร้าย ๆ มิคลายกลัว



เด็กผู้หญิงอย่างฉันไม่เคยฝันอะไรมากหรอก นอกจากการไปทำงานเป็นสาวโรงงานเท่านั้น ฉันฝันแค่ได้เรียนหนังสือในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์และมีงานทำเก็บเงินไปปลูกบ้านให้กับพ่อ แค่นี้แหละกับความฝันที่ฉันต้องจากพ่อและพี่น้องเพื่อเดินทางขึ้นมาทำงานในเมืองกรุง ความยากจนที่พบเจอทำให้ฉันกลายเป็นความหวังของพี่น้องไปโดยปริยาย นั่นก็คือ ฉันจะต้องแบกภาระหลายอย่างเอาไว้ ไม่ว่าจะหนักและเหนื่อยแค่ไหน แต่ฉันไม่เคยย่อท้อและก็ยังคงมั่นที่จะต่อสู้ให้ถึงที่สุด


ก่อนจากมาได้ร่ำลาผู้เป็นพ่อ
หนูอยากขอพ่อสักครั้งจะได้ไหม
ขอทำงานและร่ำเรียนเหมือนตั้งใจ
จบเมื่อไรจะกลับมาบ้านนาเรา


มองแววตาผู้เป็นพ่อแสนโศกเศร้า
พ่อคงเหงาน่าดูหากหนูต้องไป
พ่ออย่าห่วงและได้โปรดอย่าร้องไห้
แม้อยู่ไกลใจของหนูรู้ว่ามีคนคอย


หากได้หยุดจะรุดมาหาพ่อให้บ่อย
เพราะลูกน้อยคิดถึงพ่อมากจากดวงใจ
หนูจะตั้งมั่นทำให้พ่อชื่นฤทัย
บ้านหลังใหม่อยู่ไม่ไกลในความฝัน


หนูจะเก็บเงินช่วยพี่เพื่อสร้างมัน
จะช่วยกันผลักดันให้เสร็จไว
อยากให้พ่อได้มีโอกาสอยู่บ้านใหม่
ขอแค่ใจของพ่อโปรดรอลูก


ความรักความอบอุ่นพ่อผันผูก
พ่อฝังปลูกให้ลูกเป็นคนดี
จะยังคงยึดมั่นในศักดิ์ศรี
เพราะความดีอยู่ที่ใจใช่หน้าตา



ทุกครั้งที่นึกถึงอดีต ฉันมักจะนั่งร้องไห้ตลอด ก่อนที่จะลงมือพิมพ์เรื่องราวเหล่านี้ ฉันเสียน้ำตาไปหลายหยด แต่ไม่เป็นไรหรอก ฉันเกิดมาเพื่อที่จะถ่ายทอดเรื่องราวให้ทุกคนได้อ่าน อย่างน้อย ๆ เรื่องราวทั้งหมดเหล่านี้มันถูกกลั่นกรองมาจากความรู้สึกส่วนลึกสุดใจที่ฉันมีอยู่ทั้งหมด ชีวิตคนเราไม่มีใครดีที่สุด แม้แต่ตัวฉันเองก็เคยพลาดพลั้งเหมือนกัน แต่ฉันก็พยายามที่จะทำสิ่งดี ๆ เพื่อทุกคนที่ฉันรัก เพื่อคนรอบข้างและเพื่อสังคมที่ฉันอาศัยอยู่


เข้ามาทำโรงงานยักษ์ใหญ่ในซีเกท
ทุกขอบเขตมากด้วยเพื่อนผู้หญิง
แต่ละคนมีน้ำใจให้พักพิง
ไม่แอบอิงแต่จริงใจในมิตรภาพ

ในวิถีชีวิตสาวโรงงาน
ต่างจากบ้านจากพี่น้องจากคนรัก
ด้วยสำนึกที่ดีมีให้ตระหนัก
เพื่อคนรักได้อยู่ดีมีสุขกัน


เป็นกรรมกรห้องแอร์แค่เท่านั้น
ไม่มีวันยิ่งใหญ่ไปกว่านี้
หากไม่ร่ำเรียนคงไม่มีวันจะได้ดี
อยู่แค่นี้สาวโรงงานเล่าขานไป


หกเดือนผ่านไปตัดสินใจเข้าเรียน
ตั้งใจพากเพียรที่จะเรียนทางไกล
ยังคงทำงานและร่ำเรียนต่อไป
จะหนักเหนื่อยเพียงใดใจสู้ทน



เมื่อสิบกว่าปีก่อน ฉันยังทำงานเป็นสาวโรงงานอยู่ ตอนนั้นพ่ออายุประมาณเจ็ดสิบกว่าปีได้ พ่ออายุมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับที่ฉันก็เริ่มโตเป็นสาวขึ้นทุกวัน ฉันเป็นลูกหลงที่เกิดตอนที่พ่ออายุ 54 ปี ไม่มีใครคิดหรอกว่าฉันเป็นลูกสาวพ่อ ทุกคนมักจะคิดว่าฉันเป็นหลานสาวของพ่อมากกว่า แต่ความจริงนั้นฉันเป็นลูกสาวพ่อวันยังค่ำ และก็เป็นลูกสาวคนเล็กของพ่อเสียด้วย


อาจารย์บอกว่าต้องใช้เวลาเรียนสองปี
ส่วนค่าเทอมนี้ทางบริษัทจัดสรรให้
เพื่อน ๆ หลายคนลงเรียนพร้อมเพรียงใจ
เพราะสิ่งที่ได้รับจากบริษัทเหนือนับคณา


ในบางวันหนูนั้นได้นอนสี่ชั่วโมง
เพราะต้องไปโรงเรียนก่อนเข้างาน
มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาอาจารย์
คงอีกไม่นานหนูคงจบประสบสงค์




ในสมัยนั้นรัฐบาลให้สิทธิคนชรารักษาพยาบาลฟรี ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องตรงนี้มากนัก เพราะไม่มีความรู้อะไร พ่อมีบัตรผู้สูงอายุติดตัวไว้ทุกครั้งที่ไปหาหมอ ทุกครั้งที่ฉันเห็นพ่อไม่สบายก็อดเศร้าใจไม่ได้ รู้สึกสงสารพ่อจับใจ การรักษาที่ใช้บัตรผู้สูงอายุก็ไม่ได้ดีเท่าที่ควร ทำให้พ่อเจ็บไข้ไม่หายสักที

หลังจากที่ฉันและพี่ ๆ ปลูกบ้านให้พ่อจนเสร็จตามที่ได้สัญญาเอาไว้แล้ว พี่น้องทุกคนยินดีและดีใจเป็นอย่างมาก ในวันขึ้นบ้านใหม่ฉันไม่สามารถลางานกลับบ้านได้ เพราะซุปเปอร์ไวเซอร์บอกว่างานเร่ง ฉันได้แต่ฝากเงินและจดหมายไปให้พ่อ รู้สึกเสียใจที่ไม่มีโอกาสไปร่วมงานวันสำคัญที่สุดในครอบครัวได้

ในวันนั้นฉันยังเรียนไม่จบตามที่ฝันเอาไว้ ซึ่งก็เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้นฉันจึงต้องขอพ่อทำงานต่ออีก ตั้งใจจะเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ จะได้กลับไปอยู่บ้านนากับพ่อ จะไปทำนาทำไร่กับพ่อเหมือนเมื่อครั้งที่ยังเด็ก ๆ



หนึ่งปีผ่านไปบ้านหลังใหม่ใกล้เสร็จ
ความสำเร็จใกล้เข้ามาให้ได้เห็น
เหนื่อยมากมายมิเคยคิดว่ายากเย็น
ความจำเป็นนั้นเช่นใดใจรู้ดี


เงินทุกเดือนส่งให้พ่อขอแบ่งให้พี่
ตามหน้าที่ซึ่งเคยทำแต่เรื่อยมา
ขอแค่ได้เห็นชีวิตพ่อนั้นสุขอุรา
แม้หนักหนาเพียงใดใจลูกยอม


หลายเดือนผ่านไปน้ำตาไหลริน
เมื่อได้ยินพี่ชายเล่าให้ฟัง
บ้านที่ช่วยกันสร้างและมุ่งหวัง
สวยดุดดั่งกว่าใครในท้องถิ่น


พี่บอกว่าเห็นรอยยิ้มพ่อช่างมีสุข
พ่อคงหมดทุกข์หายห่วงในเรื่องนี้
และต่อไปคงได้อยู่พร้อมกันเสียที
คงไม่มีการลาจากพรากบ้านนา


ขึ้นบ้านใหม่จัดยิ่งใหญ่ในหมู่บ้าน
สุขสำราญประสานใจในพี่น้อง
พี่คนหนึ่งถามหานาปะโอนบอง
ไหนละน้องสุดท้องไม่เห็นมา


หนูขอโทษพ่อจ๋าลางานไม่ได้
งานตัวใหม่เข้ามาซุปฯว่าห้ามหยุด
จะต้องทำตามเป้าหมายให้สิ้นสุด
แล้วค่อยหยุดหลังจากงานเสร็จผ่านไป




ความรู้สึกในส่วนลึกนั้น ฉันไม่เคยอยากใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุงเลย เพราะหัวใจของฉันมันผูกพันอยู่แต่กับการเป็นคนรากหญ้าเท่านั้น ฉันไม่เคยใฝ่ฝันอยากเป็นคนสูงส่งหรือเก่งเลยสักนิด ฉันขอแค่เป็นคนที่มีความสุขกับสิ่งที่ฉันมี แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับผู้หญิงอย่างฉัน


ได้สัญญาสงกรานต์หน้าจะกลับบ้าน
ตามแผนการที่วางไว้ในใจมั่น
อยากกลับไปอยู่กับพ่อหลายๆ วัน
ความสุขนั้นแม้แค่ฝันก็เกินพอ


วันเวลาผ่านไปไวเกินคิด
ยังตั้งจิตพาชีวิตกลับไปหาพ่อ
ใจลูกเชื่อว่าพ่อนั้นยังคงรอ
ใจลูกหนอขอกอดพ่อให้ชื่นใจ


นั่งรถทัวร์ถึงบ้านในยามบ่าย
แดดตอนสายเจิดจ้าแสนกล้าแกร่ง
ความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าแทบหมดแรง
ก็ยังแฝงไปด้วยพลังกำลังใจ


เห็นใบหน้าชายชราวิ่งมารับ
เคียงคู่กับหลานชายพี่สาวใหญ่
รอยยิ้มพ่อส่งให้มาจรรโลงใจ
สุขฤทัยเมื่อได้กลับมาบ้านนาเรา


เนียงกำปูของพ่อกลับมาแล้ว
เสียงเจิดแจ้วได้ยินเหมือนวันเก่า
พ่อมีสุขทุกข์มลายคงคลายเหงา
ความโศกเศร้าหายไปใจชื่นมืน


อ้อมอกพ่ออุ่นใจหาเปรียบได้
ความเรียบง่ายของพ่อมิเคยฝืน
เห็นหลานชายยิ้มร่าแสนระรื่น
เพราะค่ำคืนในวันนี้มีปาร์ตี้กัน


พี่สาวใหญ่มีน้ำใจช่วยยกของ
ยังช่วยน้องประคองใจให้สุขสันต์
คอยพูดคุยให้น้องได้ฝ่าฟัน
อุปสรรคนั้นผันกลายหายเป็นดี


พ่อจูงมือเข้าไปในบ้านใหม่
ช่างยิ่งใหญ่ใจมิเคยคิดสวยอย่างนี้
มองผลงานที่ได้สร้างชื่นชีวี
ความเปรมปรีดิ์ภูมิใจที่ได้ทำ


พ่อบอกพี่ใหญ่พาขึ้นไปดูบนบ้าน
นวลนงคราญดีใจมีห้องประจำ
พี่พาดูทั่วบ้านและแนะนำ
พี่ยังพร่ำพูดสูดลมชมฝืมือ




ในวันนั้นฉันเลิกงานมาตอนบ่ายสองโมง รู้สึกเหนื่อยล้าพอสมควร เพราะฉันไปทำงานตั้งแต่สี่ทุ่มและเพิ่งจะเลิกงานมานี่เอง ฉันต้องอดหลับอดนอนทั้งคืนเพียงเพื่อแลกกับเงินไว้เลี้ยงครอบครัว เพื่อให้คนที่อยู่ข้างหลังมีความสุขและไม่อดอยาก


พี่บอกว่าให้พักผ่อนตามสบาย
ให้ผ่อนคลายก่อนปรึกษาและหารือ
อย่าได้คิดเรื่องทุกข์ใจให้เจิดฉือ
เพราะมันคือเรื่องกินถิ่นบ้านนา


รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เสร็จสรรพ
เพื่อพร้อมรับญาติพี่น้องที่มาหา
แสนสบายตัวสดชื่นหมื่นอุรา
ก็เพราะว่าได้อยู่คู่ครอบครัว


เดินมานั่งใต้ถุนบ้านสำราญใจ
นั่งชิดใกล้กับพ่อขอข้างตัว
ความอบอุ่นใจไร้ซึ่งสิ่งหวาดกลัว
จากคนชั่วที่หมายปองจ้องทำร้าย


ใจปลอดภัยเมื่อได้อยู่กับพ่อ
เนียงละออนั่งเคียงจิตนิมิตรหมาย
มีพี่น้องแวะมาหาเป็นประปราย
โฉมประกายมิหน่ายนั่งฟังพูดกัน


ขึ้นไปเอาของฝากลงมาแจก
ได้จำแนกแยกไว้และจัดสรร
ให้ทุกคนเพราะใจอยากจะแบ่งปัน
เพียงเท่านั้นไม่มีใดใจต้องการ


เหล่าพี่น้องสรรเสริญและเยินยอ
ว่าลูกพ่อใจบุญในสุนทาน
เป็นลูกดีมิเคยมีเรื่องล้างผลาญ
นวลนงคราญกตัญญูเพราะรู้คุณ


สาวบ้านนาธรรมดามีสำนึก
ยังรำลึกนึกถึงเรื่องพระคุณ
มีโอกาสชอบช่วยเหลือเกื้อหนุน
ช่วยเป็นทุนอุ่นใจในบ้านเรา


พ่อถามว่าเมื่อไรจะกลับมา
โอ้ลูกยามาอยู่บ้านให้หายเหงา
บ้านของเรามีแต่สุขไร้โศกเศร้า
พี่น้องเราอยู่พร้อมหน้าเกินค่าใจ


บอกพ่อว่ามีนาหน้าหนูเรียนจบ
คงประสบพบหมายที่ตั้งไว้
แค่ปีเดียวความหวังยังไม่ไกล
บอกพ่อไปหนูจะกลับหลังรับวุฒิ


เจ็ดวันอยู่บ้านสุขใจไร้ความเหงา
ช่วยบรรเทาได้บ้างไม่สิ้นสุด
ความเปล่าเปลี่ยวเดียวดายของนงนุช
มักจะผุดขึ้นกลางร้างบ้านมา


ในวันนี้พ่อแก่ชราลงไปมาก
ความลำบากที่เคยผ่านเหลือคณา
แม้ทุกข์ใดพ่อก็ได้สู้ฟันฝ่า
ถึงแม้ว่าตัวคนเดียวเรี่ยวแรงพอ




ในตอนนั้นพ่อสุขภาพแย่กว่าเก่ามาก ซึ่งต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น บัตรผู้สูงอายุที่รัฐบาลบอกว่าดีนักดีหนา ก็ไม่สามารถช่วยให้พ่ออาการไข้ดีขึ้นเลยสักนิด เพราะพ่ออาการทรุดลงทุกวัน และการดูแลรักษาก็ไม่ได้ดีมากเท่าไร


ถึงเวลาต้องกลับมาเมืองกรุง
จากบ้านทุ่งมุ่งสู่เมืองหลวงต่อ
มองใบหน้าผู้เป็นพ่ออย่างจดจ่อ
พ่อโปรดรออีกหนึ่งปีลูกนี้สัญญา


ญาติพี่น้องผู้เป็นพ่อเดินมาส่ง
นวลอนงค์น้ำตาพรากบนใบหน้า
หากเลือกได้ไม่ขอพรากจากบ้านมา
ตัวลูกยาขอได้อยู่ดูแลพ่อ


พี่สาวใหญ่บอกเอาไว้ต้องเข้มแข็ง
ให้กล้าแกร่งแรงใจอย่าได้ท้อ
จงต่อสู้สร้างฝันของเนียงละออ
พี่และพ่อจะเฝ้ารอน้องกลับมา


เศษน้ำหมากพ่อปัดเป่าในอาคม
ดั่งสายลมที่คอยป้องและรักษา
มีมนต์ขลังเร้นลับเหลือคณา
ในคาถาที่พ่อว่าภาษาขะแมร์


พนมมือไหว้ซบอกพ่อหนูขอลา
อีกไม่ช้าหนูจะกลับมาดูแล
ดั่งคำมั่นที่ตั้งไว้อย่างแน่วแน่
ขอเพียงแค่พ่อไม่ท้อรอลูกยา


กลับมาทำโรงงานเหมือนวันก่อน
โฉมบังอรยังทำโอทีอยู่เรื่อยมา
เพียงเก็บเงินและเล่าเรียนเพียรศึกษา
โดยคาดว่าจบมาแล้วมีแนวทางที่มั่นคง


ยังใช้ชีวิตในเมืองกรุงเหมือนใครเขา
แม้จะเหงาบ้างในบางครั้งยังดำรง
ตั้งใจทำงานพร้อมด้วยใจที่ซื่อตรง
โอ้โฉมยงทนได้มิเหนื่อยหน่าย


หกเดือนผ่านไปใจยังสู้
เมื่อเช้าตรู่โทรทางไกลพ่อไม่สบาย
รีบลางานกลับบ้านในตอนบ่าย
คงจะหายกังวลประดลได้เห็น


กลับมาบ้านครั้งนี้ไม่เหมือนวันนั้น
พี่น้องกันดูเศร้าหมองและยากเย็น
ภาพของพ่อนอนป่วยไข้แสนลำเข็ญ
ความซ่อนเร้นในแววตาที่ได้เจอ


โอ้พ่อจ๋าหนูกลับมาหาพ่อแล้ว
เสียงเจิดแจ้วพูดคุยและพร่ำเพ้อ
อยากให้พ่อได้เห็นหน้าและเจอะเจอ
ไม่ละเมอเพ้อรำพันมันเป็นจริง


นั่งข้างเคียงเตียงพ่อขอได้มอง
ช่วยประคองป้อนข้าวไม่อยู่นิ่ง
ช่วยเช็ดตัวให้พ่อมิเคยประวิง
ขอแอบอิงสุขใจที่ได้ทำ


พ่อเป็นยังไงบ้างในวันนี้
ชื่นชีวีบ้างไหมได้พูดซ้ำ
เสียงแผ่วเบาตอบรับไม่เป็นคำ
พ่อยังพร่ำพูดไปใส่ใจดู


จับใจความได้ว่าพ่อพูดอย่างไร
พ่อห่วงใยใส่ใจในตัวหนู
ความกล้ำกลืนในใจหามีใครรู้
หนูอยากอยู่ดูแลพ่อต่อไปนี้


พี่สาวใหญ่เรียกให้ลงมาหา
พร้อมบอกว่าอาการพ่อไม่สู้ดี
คงเจ็บป่วยและเป็นไข้อยู่อย่างนี้
คงไม่มีหมอใดแก้ไขได้


พี่บอกว่าไข้ของพ่อไม่ธรรมดา
หมอบอกว่าโรคชรามิวางวาย
แถวบ้านนอกบอกว่าเป็นโรคร้าย
อันตรายถึงตายได้ในไม่ช้า


น้ำตาไหลเมื่อได้ยินที่พี่เล่า
ความโศกเศร้าเกินบรรยายเหลือคณา
อดไม่ได้จึงถามไถ่พี่สาวว่า
ตัวพ่อหนาเป็นอะไรใจยังงง


พี่บอกว่าตัวพ่อจ๋าถูกคุณไสย์
จากคนใจดำอำมหิตไม่ซื่อตรง
พ่อบอกลูกทุกคนอยากให้ปลง
พ่อยังคงดำรงไม่นานตามโชคชะตา


นั่งร้องไห้คนเดียวใจแทบขาด
ดั่งฟ้าฟาดกลางใจในดวงนภา
ความเคียดแค้นอยู่ในใจเจ็บนักหนา
อยากรู้ว่ามันเป็นใครใจโหดร้าย


เดินกลับไปนั่งเคียงข้างผู้เป็นพ่อ
นวลละออร้องไห้ใจแทบสลาย
ไม่พูดคุยยังคงมองพ่ออยู่เดียวดาย
พ่ออย่าตายจากไปไกลตัวหนู


พ่อเอื้อมมือจับใบหน้าอย่าร้องไห้
พ่อไม่เป็นไรอย่าได้ห่วงและพร่ำพรู
ขอให้ลูกจงสร้างฝันเพื่อเชิดชู
จะได้ปูหนทางไกลให้ชีวิต


นั่งก้มหน้าน้ำตายังไหลริน
ยังมิสิ้นหลายอย่างที่ต้องคิด
อยากจะทำหลายอย่างที่ถูกผิด
แต่ตั้งจิตให้อภัยใจคนชั่ว




บ่อยครั้งที่ครอบครัวของฉันต้องควักเงินเป็นค่ายาและค่ารักษาให้พ่อ เพราะบัตรผู้สูงอายุไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด ไหนจะค่ากินอยู่ต่าง ๆ สารพัดอย่าง ทำให้เงินเดือนของฉันหมดไปกับจุดตรงนี้เยอะมาก ทุก ๆ วันที่ทำงาน ฉันไม่เคยได้คิดเรื่องเงินฝากในบัญชีเลย ไม่ได้คิดถึงเรื่องอนาคตของตัวเองเลยสักนิด สิ่งที่คิดก็คือจะทำยังไงถึงจะมีเงินส่งไปให้ครอบครัวที่บ้านนาให้พอเพียงกับค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด


สามวันผ่านมาพ่ออาการบรรเทา
ความโศกเศร้าหายไปมิหมองมัว
ความหวาดระแวงที่เคยมีอยู่ในตัว
สิ่งที่กลัวหายไปในพริบตา


พ่อเดินได้เหมือนไม่เป็นไรในวันนี้
พ่อดูดีกว่าเก่าที่ผ่านมา
หรือเป็นเหมือนที่เขาบอกเล่าว่า
ตัวพ่อจ๋าสามวันดีสี่วันไข้


พี่สาวใหญ่บอกว่าอย่าได้ห่วง
พ่อนี้ดวงแข็งแกร่งมิต้องห่วงใย
แต่อยากให้ปะโอนบองจงทำใจ
ไม่ว่าไรจะเกิดอย่าละเมิดฝัน


วันต่อมาเก็บเสื้อผ้าเข้าเมืองกรุง
ยังคงมุ่งเป้าหมายที่มาดมั่น
จะตั้งใจทำให้ได้ในสักวัน
เพียงเท่านั้นไม่มากมายใจคงรู้


พี่บอกว่าในวันนี้ต่อไป
หากพ่อไข้ไม่สบายดั่งที่เป็นอยู่
จะไม่แจ้งให้พี่น้องและตัวหนู
ได้รับรู้ความเป็นไปในความจริง


พี่บอกว่าไม่อยากให้น้องเสียงาน
แม้เหตุการณ์เลวร้ายอย่าได้ทิ้ง
จงทำงานและตั้งใจอย่าประวิง
ความเป็นจริงในชีวิตจิตมิวาย


พี่บอกว่าให้ตั้งใจกลับไปทำงาน
รีบกลับบ้านเมื่อเรียนจบสบเป้าหมาย
อย่ากังวลเรื่องพ่อให้ผ่อนคลาย
คงไม่ร้ายเกินไปในวันนี้


ก่อนจากมาได้ร่ำลาผู้เป็นพ่อ
จะไม่ท้อขอให้พ่อจงเปรมปรีดิ์
อีกไม่นานและไม่เกินในหนึ่งปี
ตัวลูกนี้จะกลับมาตามสัญญา


พ่อยังเป่าคาถาให้เหมือนเดิม
ยังคงเจิมมนต์ขลังให้รักษา
อยากให้ลูกหมดทุกข์สุขอุรา
แม้หนักหนาเพียงใดใจพ่อทน


กลับมาทำงานเหมือนดั่งที่เคยเป็น
ก็ดั่งเช่นชีวิตคนต้องดิ้นรน
ถึงจะเหนื่อยยากลำบากมิเคยบ่น
เกิดเป็นคนเลือกไม่ได้ใจต้องสู้


ยังทำงานส่งเงินให้ทางบ้าน
ได้ไว้วานพี่สาวใหญ่ให้คงอยู่
ช่วยดูแลพ่อแจ้งข่าวให้รับรู้
เพราะตัวหนูจะตั้งใจในความฝัน


สามเดือนผ่านไปโทรทางไกลมาอีก
มิอาจปลีกปฏิเสธได้ให้กลับกัน
พ่อบอกว่ามีเรื่องพูดที่สำคัญ
เรื่องแบ่งปันทรัพย์สินที่ดินทอง


มาถึงบ้านพร้อมเพรียงกันทุกคน
ใจกระวนร้อนรนในพี่น้อง
แต่ละคนคาดหวังและหมายปอง
จะได้ครองที่ใดใจตั้งหมาย


พ่อพูดไปในสิ่งที่ต้องการ
ขอยกบ้านสองหลังให้น้องไว้
ขอน้องพี่จงพร้อมเพรียงด้วยใจ
จงสละให้ขออย่าได้ใจขัดข้อง


น้ำตาไหลรินเมื่อได้ยินที่พ่อบอก
มันช้ำชอกในดวงใจของพี่น้อง
ไม่มีอะไรที่หนูอยากได้ครอบครอง
อยากขอร้องพ่ออย่าพูดจะได้ไหม


นั่งคร่ำครวญร้องไห้เพียงคนเดียว
ใจห่อเหี่ยวคิดไปในทางไกล
หากวันหนึ่งพ่อต้องพรากจากหนูไป
โอ้ดวงใจหนูคงตรมทรมอุรา


พ่อบอกว่าหากไม่มีพ่อในวันนี้
ขอพวกพี่โปรดช่วยดูแลตัวน้องยา
จงช่วยปกป้องดูแลและรักษา
ให้เจ้ากานดามีชีวิตประสิทธิ์ผล


พี่สาวใหญ่นั่งชิดใกล้และได้ปลอบ
ไม่มีคำตอบอันใดในตัวคน
ความจริงในข้างหน้าจะส่งผล
จงอดทนอย่ากังวลและเสียใจ


พ่อบอกว่าลูกยายังเด็กมาก
อาจลำบากขอพี่น้องช่วยป้องภัย
อย่าได้มีเรื่องช้ำทรวงปวดฤทัย
ทำให้ใจดวงกมลทนไม่ได้


ในวันนี้แววตาพ่อช่างแสนเศร้า
พ่อปวดร้าวเมื่อรู้อีกไม่ไกล
มันต้องมีสักวันที่พ่อต้องไป
ความห่วงใยใจพ่อนั้นมันมากมาย


เข้าไปนั่งใกล้ชิดติดกับพ่อ
หนูอยากขอพ่อสักครั้งจะได้ไหม
พ่ออย่าพูดแบบนี้อีกต่อไป
หนูไม่ต้องการอะไรไปกว่านี้


ขอเพียงพ่อนั้นหนอยังคงอยู่
ยังเคียงคู่ครอบครัวชั่วชีวี
ลูกทุกคนต้องการพ่อทุกนาที
ขอแค่มีเพียงพ่อเกินพอแล้ว




ในช่วงนั้นชีวิตครอบครัวลำบากมาก พี่ชายคนโตบวชเป็นพระและสอนหนังสือให้กับสามเณรที่ตัวเมืองจังหวัดสุรินทร์ พี่ชายคนรองสุขภาพย่ำแย่และไม่สามารถทำงานได้ จึงต้องรักษาตัวตามมีตามเกิดอยู่ที่บ้าน เนื่องมาจากไม่มีเงินไปหาหมอที่โรงพยาบาล พี่สาวอีกหนึ่งคนแต่งงานและทำงานโรงงานเช่นเดียวกับฉัน ส่วนพี่สาวคนถัดไปก็แต่งงานมีลูกหนึ่งคน แต่ก็ไม่ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่กับสามีแต่อย่างใด เพราะต้องดูแลพ่อที่เจ็บออด ๆ แทนฉัน

ทางด้านพี่สาวคนโตนั้น ก็แต่งงานและย้ายครอบครัวไปอยู่ที่สุรินทร์ ฉันเป็นลูกสาวคนเล็กที่เหมือนจะสบาย แต่ฉันไม่ได้สบายเหมือนลูกสาวคนเล็กคนอื่น ๆ เลย ฉันเป็นลูกสาวคนเล็กที่รับรู้เรื่องราวความทุกข์ยากของครอบครัวมากที่สุด

ทุกคนในครอบครัวฝากความหวังไว้ที่ฉันเพียงคนเดียว หากฉันไม่ทำงานแล้วพวกเขาจะอยู่อย่างไรเล่า ไม่มีคนรวยที่ใจดีมาช่วยพวกเราเลยสักคน ไม่มีเทวดาฟ้าดินดลบันดาลประทานความสุขให้พวกเราได้ นอกจากสองมือสองเท้าที่มีอยู่เพื่อแลกกับเงินเป็นค่าตอบแทน

บ่อยครั้งที่ฉันนั่งกอดเข่าร้องไห้กับโชคชะตาที่ตัวเองประสบพบเจอ แต่ทุกหยดน้ำตาที่มันรินไหลก็มักจะสอนให้ฉันเข้มแข็งตลอด ฉันบอกกับตัวเองว่าจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด เพราะเมื่อไหร่ที่ฉันยอมแพ้ คนข้างหลังก็คงจะรู้สึกแย่ไปด้วย

หลังจากที่อาบน้ำเสร็จแล้ว ฉันก็รีบเข้านอนทันที เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงฉันก็ต้องกลับไปเข้างานกะดึกอีก บางอาทิตย์ก็พ่วงกะยี่สิบสี่ชั่วโมง ไหนจะต้องแบกสังขารไปเรียนหนังสืออีก ใครที่ไม่เคยจน ก็คงไม่รู้หรอกว่าความอดทนของผู้หญิงคนหนึ่งมันหนักหนาแค่ไหน ช่วงชีวิตตอนนั้นยอมรับว่าไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก ความเหงาและน้ำตาคือเพื่อนแท้ที่แวะเวียนมาเยี่ยมฉันเป็นประจำ และฉันก็สนิทกับน้ำตาและความเหงามากกว่าใคร ๆ เสียอีก

ช่วงระหว่างที่ฉันนอนหลับสบาย ๆ ด้วยร่างกายที่อ่อนหล้าจากการทำงาน จู่ ๆ โทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น ฉันค่อย ๆ เอื้อมมือไปรับโทรศัพทด้วยอาการงัวเงีย เพราะยังคงเพลียอยู่มาก

“สวัสดีค่ะ” ฉันกล่าวทักทายคนต้นสาย

“ณัฐเหรอ นี่พี่กันต์นะ หนูเป็นยังไงบ้าง” เสียงแหบพร่าของพี่สาวคนที่สองฟังดูนุ่มนวลแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้า

“หนูสบายดีค่ะ เพิ่งออกกะมา ยังนอนได้ไม่กี่ชั่วโมงเลย ว่าแต่พี่กันต์และพ่อเป็นยังไงบ้างคะ”

พี่กันต์เงียบสักพัก ก่อนที่จะค่อย ๆ บอกเล่าเรื่องราวให้ฉันได้ฟัง

“ณัฐฟังพี่นะน้อง พ่อไม่สบายมาก ตอนนี้ถูกส่งตัวมารักษาอยู่ที่โรงพยาบาลในจังหวัดสุรินทร์ พี่เองก็ไม่อยากบอกหนูเลย เกรงว่าจะลางานบ่อย ๆ เดี๋ยวผู้จัดการจะว่าเอา แต่คราวนี้พี่คิดว่าคงจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่หนูจะได้เห็นพ่อ พี่อยากให้หนูกลับมาเยี่ยมพ่อ ตอนนี้พ่อรอหนูและพี่ ๆ คนอื่น ๆ อยู่นะ”

“พ่อเป็นอะไรมากไหมพี่กันต์”

ฉันถามพี่สาวด้วยหัวใจที่ปวดร้าว รู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจ ความรู้สึกตอนนั้นกลั้นน้ำตาแทบจะไม่อยู่ ตลอดเวลาหลายเดือนที่ผ่านที่พ่อไม่สบายมาก เข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น ฉันเองก็ต้องลาพักร้อนไปเยี่ยมพ่อเป็นประจำ ทำให้การลางานครั้งต่อ ๆ ไปก็ยากเย็นเสียเหลือเกิน จะลาออกจากงานมาดูแลพ่อก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าฉันลาออกจากงานแล้ว พี่น้องและพ่อจะกินอยู่อย่างไรเล่า ลำพังค่าจ้างที่พี่สาวและพี่เขยรับจ้างไปวัน ๆ ก็ไม่พอกินอยู่แล้ว ส่วนข้าวเปลือกจากการทำนาทั้งปีก็ไม่พอกิน เพราะไหนจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ที่หยิบยืมเขามาดูแลรักษาพ่อด้วย ดังนั้นฉันจึงจำใจต้องกัดฟันทำงานอยู่ที่เมืองกรุงเหมือนเดิม

“พ่ออาการหนัก หมอบอกว่าสมองของพ่อมีปัญหา ไม่รับรู้อะไร จึงส่งตัวมาที่นี่ พี่อยากให้ณัฐมาเยี่ยมพ่อนะ คืนนี้พี่เป็นคนเฝ้าพ่ออยู่ที่โรงพยาบาลเพียงคนเดียว เดี๋ยวช่วงเย็น ๆ หลวงพี่โตกับพี่รองก็กลับไปที่วัดแล้ว”

“ค่ะ เดี๋ยวหนูจะกลับไป พี่กันต์บอกพ่อนะว่าหนูจะไปหา”

“จ้ะ ยังไงก็รีบมานะ ขอลางานผู้จัดการสักวันสองวัน เขาคงไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง”

“ค่ะ ถ้าได้กลับ หนูก็คงกลับคืนนี้เลย คงจะไปถึงที่นั่นประมาณตีสองตีสาม ว่าแต่พ่อนอนอยู่โรงพยาบาลไหน ห้องพักหมายเลขใด”

พี่กันต์บอกรายละเอียดเกี่ยวกับโรงพยาบาลที่พ่อรักษาตัวอยู่ ฉันจดไว้ในกระดาษแผ่นเล็ก ๆ จนเสร็จ จากนั้นก็วางสาย นั่งคิดอยู่นานหลายนาทีว่าจะทำยังไงดีกับชีวิตตนเอง ในตอนนั้นฉันมีเงินในกระเป๋าสตางค์เพียงแค่ 100 บาทเท่านั้น ซึ่งก็พยายามประหยัดกินให้ถึงหนึ่งอาทิตย์ แล้วเงินจำนวนเท่านี้จะพอค่ารถกลับไปหาพ่อได้อย่างไร

ฉันตัดสินใจกดโทรศัพท์ไปหาพี่สาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งทำงานโรงงานอยู่ไม่ไกลกันมากนัก

“พี่มีเงินอยู่แค่ 1200 บาท ถ้าให้พี่ลงไปเยี่ยมพ่อ พี่คงจะลงไปไม่ได้หรอก เพราะตอนนี้งานบริษัทพี่เร่ง อีกอย่างพี่ไม่มีวันลาด้วย เอางี้ดีกว่า ณัฐมาเอาเงินกับพี่นะ แล้วลงไปเยี่ยมพ่อ ฝากบอกพ่อด้วยว่าพี่คิดถึงพ่อเสมอ ไว้งานพี่ไม่ยุ่งและมีเวลาลากว่านี้ เก็บเงินได้มากกว่านี้ แล้วพี่จะกลับไปเยี่ยมพ่อนะ”

ฉันเข้าใจดีว่าอาชีพสาวโรงงานเป็นอย่างไร บทงานเร่งและลางานไม่ได้ก็คือไม่ได้จริง ๆ หากใครฝ่าฝืนกฏระเบียบก็มักจะเจอใบเตือน และถ้าใครได้ใบเตือนสามใบก็มักจะถูกไล่ออกเสมอ ฉันและพี่สาวไม่ได้เรียนจบสูงอะไร การที่จะหางานดี ๆ ทำสักงานย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็ล้วนแต่ใช้ความสามารถทั้งนั้น

หลังจากที่คุยกับพี่สาวเสร็จแล้ว ฉันก็ไปหาพี่สาวที่อพาร์ทเมนต์ พี่สาวให้เงินฉันมา 1000 บาท เพื่อที่จะไปเยี่ยมพ่อที่จังหวัดสุรินทร์ ฉันกำเงินไว้แน่นและค่อย ๆ ใส่มันไว้ในกระเป๋ากางเกงยีนด้านหน้า เพราะเกรงว่าเงินก้อนนี้จะหายไปเสียก่อน จากนั้นก็โทรไปลางานกับผู้จัดการสามวัน นับว่าโชคดีที่ฉันมีผู้จัดการที่น่ารักและเข้าใจ ทำให้ฉันลางานได้ไม่ยาก โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉินอย่างนี้

ฉันนั่งรถเมล์มาขึ้นรถทัวร์ที่หน้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต วันนั้นรถทัวร์ทุกคันที่ไปสุรินทร์เต็มหมด ตอนแรกฉันไม่รู้หรอกว่าทำไมรถต้องเต็มขนาดนี้ พอได้ยินคนในรถพูดถึงงานช้างสุรินทร์ ฉันถึงได้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร

ระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถทัวร์นั้น ฉันไม่ได้ซื้ออาหารกินแต่อย่างใด เพราะอยากประหยัดเงินเอาไว้ ฉันซื้อน้ำเปล่าขวดหนึ่งนั่งกินบนรถมาจนถึงเมืองสุรินทร์ แม้ว่าท้องร้องกรนเพราะความหิวที่ไม่ได้กินอะไรรองท้องเลย แต่ฉันก็อดทนเพราะอยากเก็บเงินเอาไว้

ค่ำคืนที่นั่งอยู่บนรถทัวร์ ฉันแหงนหน้ามองดูดาวระยิบระยับที่อยู่บนท้องฟ้า น้ำใส ๆ ไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว ทำไมเวลาที่มองแสงดาวในความมืด มันทำให้หัวใจของฉันหดหู่อย่างบอกไม่ถูก ได้แต่ซับน้ำตาและบอกตัวเองให้เข้มแข็งกว่านี้

ฉันเดินทางมาถึงเมืองสุรินทร์ประมาณตีสอง พอลงจากรถได้ก็มองซ้ายมองขวาตามประสาคนแปลกหน้าที่ไม่เคยมาท้องถิ่นแห่งนี้ ฉันจำคำพูดของพี่สาวได้เสมอจึงรีบเดินไปหาวินรถสามล้อปั่นข้าง ๆ สถานีขนส่ง

“ไปโรงพยาบาลเท่าไรคะลุง” ฉันถามคนปั่นสามล้อด้วยภาษาท้องถิ่น

“สามสิบบาทหนู”

“ยี่สิบบาทได้ไหมคะลุง หนูไม่ค่อยมีเงินเลย พ่อไม่สบายอยู่โรงพยาบาล”

“ยี่สิบก็ยี่สิบ เดี๋ยวลุงไปส่งเอง”

ฉันรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันทีที่คนปั่นสามล้อเรียกค่ารถไม่แพง ทำให้ฉันประหยัดเงินไปได้เยอะทีเดียว ระหว่างทางที่นั่งอยู่บนรถสามล้อ ฉันเห็นภาพผู้คนที่มาเที่ยวงานช้างต่างก็สนุกสนานเฮฮา หนุ่มสาวหลายคนขับรถเที่ยวกันอย่างมีความสุข คนหนุ่มบางคนก็นั่งกินเหล้าปาร์ตี้ร้องรำทำเพลง ฉันมองภาพเหล่านี้และก็ย้อนกลับมามองตัวเองไปด้วย รู้สึกสงสารชีวิตตัวเองจับใจ เงินที่คนเหล่านี้ซื้อเหล้ากินนี้ ฉันสามารถซื้อยาและอาหารให้พ่อกินได้เป็นเดือนทีเดียว แค่คิดก็นึกเสียดายเงินแทนคนเหล่านี้เสียเหลือเกิน

พอคนปั่นสามล้อมาส่งฉันที่หน้าตึก ซึ่งพ่อนอนพักรักษาตัวอยู่ ฉันก็รีบจ่ายเงินค่าสามล้อพร้อมทั้งกล่าวขอบคุณตามมารยาท จากนั้นก็ยืนมองตึกด้านหน้าด้วยสีหน้าที่สลดหดหู่ ฉันไม่เคยมาที่ตัวเมืองสุรินทร์มาก่อน และครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันต้องเดินทางมาที่นี่ และก็เดินทางมาคนเดียวเสียด้วย ฉันค่อย ๆ แหงนหน้าไปยังตึกชั้นสองที่พี่สาวบอกไว้ ซึ่งก็มีแสงไฟนีออนสว่างอยู่นิดๆ จึงรีบก้าวขึ้นบันไดอย่างเร็ว

เมื่อไปถึงชั้นสอง ก็มีนางพยาบาลสองคนนั่งอยู่ที่เค้าเตอร์ด้านหน้าห้องคนป่วยรวม ฉันยกมือไหว้ทักทายกล่าวสวัสดีตามมารยาท

“สวัสดีจ้ะหนู มีอะไรให้ช่วยไหมจ้ะ”

พยาบาลวัยกลางคนรับไหว้แต่พองาม พร้อมถามฉันด้วยใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าพอสมควร ฉันคิดว่าพวกเธอคงจะเหนื่อยจากการอดหลับอดนอนที่ต้องเข้างานเวรดึกเสียมากกว่า

“ค่ะ พอดีหนูมาเยี่ยมพ่อนะคะ”

“พ่อชื่ออะไรจ้ะ”

ฉันบอกชื่อพ่อให้นางพยาบาลทราบ เธออ่านดูรายชื่อตรงสมุดบันทึกชื่อคนป่วยด้านหน้าช้า ๆ พอสักพักก็หันมามองหน้าฉัน

“คนไข้อยู่เตียงสุดท้ายที่มุมตึกจ้ะ” เธอบอกพลางชี้มือไปด้วย

“ขอบคุณมากค่ะ” ฉันกล่าวของคุณนางพยาบาลก่อนที่จะเดินไปยังเตียงของพ่อ

ฉันค่อย ๆ เดินไปยังเตียงที่พ่อนอนอยู่ ระหว่างทางก็ปรายตามองดูคนไข้เตียงอื่น ๆ ไปด้วย ซึ่งก็มีคนไข้ประมาณเกือบสามสิบคนได้ ถ้าจะให้ฉันเดาคนไข้รวมเหล่านี้ก็คงเป็นคนยากคนจนเหมือนกัน ญาติพี่น้องคนไข้บางคนก็ปูเสื่อนอนข้าง ๆ เตียงคนไข้ เพื่อที่จะดูแลคนไข้ไปด้วย สภาพผู้คนที่ฉันเห็นนั้นน่าสงสารยิ่งนัก เห็นแล้วก็สลดหดหู่เศร้าใจไปด้วย

ฉันหยุดยืนอยู่ตรงเตียงด้านหน้า เห็นพี่สาวนอนขดตัวอยู่บนเสื่อกกด้านล่างติด ๆ กับเตียงของพ่อ เธอหายใจฮืดฮาดและแรงทีเดียว เพราะคงจะอ่อนเพลียกับการอดหลับอดนอนที่ต้องดูแลพ่อมาตลอด ฉันเห็นหน้าตาพี่สาวแล้วอยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ

พลันสายตาหันไปมองร่างของพ่อ ซึ่งนอนอยู่บนเตียงมีผ้าคลุมสีขาวหมองคลุมร่างถึงช่วงอก หัวใจของฉันแทบสลายเมื่อเห็นใบหน้าของพ่อ ฉันเอามือปิดปากตัวเองเพื่อกลั้นร้องไห้ น้ำตาไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว ร่างของพ่อนอนหายใจแผ่วเบา มีเครื่องช่วยหายใจครอบจมูกเอาไว้ แขนข้างซ้ายมีสายน้ำเกลือระโยงระยางและเข็มเจาะให้น้ำเกลือด้วย มีท่อต่อน้ำปัสสาวะเข้าไปช่วงล่างของพ่ออีกต่างหาก ร่างกายของพ่อผอมมาก ๆ ผิวพรรณแห้งกร้าน ผมหงอกขาวโพลน แขนขาเล็กนิดเดียว แก้มตูบดวงตาโบ๋กลวงลึกและดูทรุดโทรมมาก ทำให้ฉันแทบจะจำหน้าพ่อไม่ได้

ฉันพนมมือขึ้นก้มลงกราบที่อ้อมอกของพ่อ ร้องไห้เบา ๆ ค่อย ๆ คลายมือไปกุมมือของพ่อมาแนบเอาไว้ที่แก้มของตัวเอง

“พ่อจ๋า หนูกลับมาหาพ่อแล้ว พ่อหายไว ๆ นะคะ”

ไม่มีเสียงพ่อตอบรับ คงมีเพียงนัยน์ตาที่พยายามลืมขึ้นมาดูหน้าฉัน แต่ก็ลืมตาไม่ได้ เพราะพ่อคงจะไม่สบายมากถึงขนาดไม่มีแรงที่จะลืมตา หรือแม้แต่มือที่เคยยกมาลูบหัวฉันเบา ๆ พ่อก็ไม่มีแรงที่จะทำ ภาพที่เห็นนี้มันสะเทือนใจฉันยิ่งนัก

เสียงสะอื้นไห้เบา ๆ ทำให้พี่สาวตื่นขึ้นมา เธอพยายามมองหน้าพินิจดูฉันให้ถ้วนถีเพื่อความแน่ใจ

“ณัฐหรือเปล่า”

ฉันหันมามองพี่สาว ยกมือไหว้ทันที “สวัสดีคะพี่กันต์”

พี่กันต์ลุกขึ้นทันที เข้ามาโอบกอดฉันด้วยความรัก “พี่ดีใจจังเลยที่หนูมาดูใจพ่อ”

“หนูก็ดีใจที่ได้มาหาพ่อ” มือข้างหนึ่งปาดเช็ดน้ำตาของตัวเองไปด้วย
พี่กันต์เดินมาดูพ่อซึ่งนอนนิ่งอยู่เงียบ ๆ เธอกุมมือพ่อเบา ๆ

“พ่อจ๋า น้องเล็กมาหาพ่อแล้วนะ พ่อต้องหายไว ๆ นะคะ” พี่กันต์กระซิบบอกพ่อไปด้วย

ไม่มีเสียงพ่อตอบรับ แต่ก็คิดว่าพ่อคงจะรับรู้และได้ยินทุกอย่าง น้ำใส ๆ ไหลรินออกมาจากเบ้าตาที่หลับสนิท ฉันเห็นน้ำตาของพ่อแล้วก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ร้องไห้พรั่งพรู ปล่อยให้หัวใจอ่อนแออีกครั้ง อดไม่ไดที่จะเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้พ่อ กอดพ่อเบา ๆ

“หนูรู้ว่าพ่อเจ็บมาก ขอให้พ่ออดทนนะคะ และอย่าร้องไห้ หนูมาหาพ่อแล้ว”

พี่กันต์ตาแดงก่ำ เธอคงจะร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลอีกแล้ว น้ำเสียงของเธอแหบพร่า ใบหน้าซึมเศร้าและทรุดโทรมไปด้วย สภาพจิตใจของเธอคงจะย่ำแย่ไม่น้อยไปกว่าฉัน

“พ่อพูดไม่ได้ คงจะเจ็บคอมาก” พี่กันต์บอก ขณะที่มือของเธอยังกุมมือพ่อไว้แน่น

“หนูสงสารพ่อจังเลย” ฉันบ่นเบา ๆ หันไปมองหน้าพี่สาว “หมอให้พ่อกินอะไรบ้างหรือเปล่าคะ”

“เปล่า หมอก็ให้แค่น้ำเกลือและค่อย ๆ ป้อนน้ำทางปากเท่านั้น” พี่กันต์บอก

ฉันถอนหายใจ มองหน้าพ่อด้วยความสงสาร หากเลือกได้ฉันก็ขอเจ็บแทนพ่อทุกอย่าง ไม่อยากเห็นสภาพพ่อเป็นแบบนี้เลย

“แล้วหมอบอกว่าพ่อเป็นอะไรคะ”

“หมอบอกว่าพ่อมีปัญหาด้านสมอง ต้องผ่าตัดสมอง และต้องใช้เงินประมาณสามหมื่นบาท”

“สามหมื่นบาท?” ฉันถามพี่สาวซ้ำ เพราะเงินสามหมื่นบาทสำหรับคนจนอย่างพวกฉันใช่จะหาได้ง่าย ๆ

“จ้า สามหมื่นบาท”

“แล้วพวกเราจะไปหาที่ไหนล่ะคะ?” ฉันถามพี่สาวด้วยความสงสัย

“พี่ก็ไม่รู้ พ่อสั่งห้ามไม่ให้ขายที่นาที่ไร่เด็ดขาด ห้ามกู้ยืมเงินใครด้วย พ่อบอกให้พี่พาท่านกลับบ้านตลอด แต่พวกพี่อยากให้พ่อได้รับการรักษา เพราะอยากให้พ่อหายไว ๆ ตอนนี้ก็คิดไม่ออกเลยว่าจะไปหาเงินนี้ที่ไหนมารักษาพ่อดี” พี่กันต์บอกเล่าไปด้วยหัวใจที่อ่อนล้า

"แล้วบัตรผู้สูงอายุละคะ" ฉันถามพี่สาว

พี่กันต์ส่ายหัว "ถึงจะมีบัตรผู้สูงอายุ แต่หมอบอกว่าค่าใช้จ่ายนี้ไม่ครอบคลุม เราต้องจ่ายเอง"

สิ่งที่ได้ยินทำให้ฉันเศร้าใจยิ่งนัก ชีวิตคนจนถ้าไม่มีเงินก็อย่าได้หวังว่าจะได้รับการรักษาที่ดี ๆ

“หนูก็ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหน หนูไม่มีเงินเลย อาทิตย์หน้าเงินเดือนออกมาประมาณสี่พันบาท”

ฉันเล่าให้พี่สาวฟังอย่างมีความหวัง แต่ก็เป็นความหวังที่เลื่อนลอย เพราะทางโรงพยาบาลต้องการเงินสามหมื่นบาทในวันนี้นี้ ไม่ใช่อีกหลายวันข้างหน้า

“แล้วพี่โตกับพี่รองล่ะคะ?” ฉันถามถึงพี่ชายทั้งสองคน

“พี่โตกับพี่รองอยู่ที่วัด พี่โตไม่มีเงินหรอก เป็นพระจะไปหาเงินที่ไหน ส่วนพี่รองสุขภาพก็ไม่ค่อยดี ทำงานไม่ได้เลย ทำได้แค่งานเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนนี้ไปนอนอยู่ที่วัดกับพี่โต เพราะพยาบาลเขาให้ญาติเฝ้าไข้ได้แค่คนเดียว พรุ่งนี้เช้าก็คงจะกลับมา”

พี่กันต์เดินไปนั่งบนเสื่ออีกครั้ง เธอนั่งขัดตมาธิ เอามือทั้งสองข้างเท้าค้างเหมือนคนคิดหนักและกลัดกลุ้มใจ

“หนูอยากจะหาเงินช่วยพี่จังเลย แต่ไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหน” ฉันบ่นเบา ๆ

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้แล้วแหละ ว่าหมอจะเอายังไง”

ฉันค่อย ๆ เอาผ้าห่มคลุมร่างของพ่อ “หายไว ๆ นะคะพ่อ” ฉันกระซิบบอกพ่อก่อนที่จะนั่งลงบนเสื่อข้าง ๆ พี่สาว

พี่กันต์กับฉันนั่งคุยกันทั้งคืน เราสองคนไม่ได้หลับนอน เพราะมีเรื่องหนักใจหลายอย่างที่ต้องทำและแก้ปัญหา ฉันรู้ว่าทุกคนในครอบครัวต่างก็ลำบาก พยายามหยิบยื่นช่วยกันคนละไม้คนละมือ แต่เพราะความยากลำบากทำให้เราทำอะไรไม่ได้มากนัก สิ่งเดียวที่เราพอจะหาเงินมารักษาพ่อได้ นอกจากเงินเดือนจากการทำงานของฉันและพี่สาวอีกคนแล้ว ก็คือการเอาที่ดินไปขายหรือจำนำให้กับคนที่มีเงินเท่านั้น

พอตอนเช้าพี่กันต์ก็พาฉันลงไปเข้าห้องน้ำที่ชั้นล่าง พี่กันต์ล้างหน้าเสร็จก็เอาผ้าขนหนูผืนเล็ก ๆ ชุบน้ำเปล่าและบิดพอหมาด ๆ พกติดตัวขึ้นมาด้วย ฉันเดินตามหลังพี่สาวมายืนอยู่ข้าง ๆ เตียง ช่วยพี่สาวเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้พ่อเบา ๆ จากนั้นก็ช่วยป้อนน้ำให้พ่อได้ดื่มด้วย สภาพใบหน้าของพ่อดูสดชื่นกว่าเก่า แต่ก็ยังพูดและลืมตาไม่ได้เลย

ประมาณเก้าโมงเช้า หลวงพี่โตกับพี่รองก็มาเยี่ยมพ่ออีกครั้ง พี่โตเป็นพระที่มีสีหน้าหมองเศร้ามาก ๆ แม้จะห่มจีวรที่หลาย ๆ คนคิดว่าใจบริสุทธิ์ แต่ฉันเชื่อว่าหลวงพี่โตในวันนั้นไม่ได้มีจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียเลย หลวงพี่โตคงจะเป็นกังวลกับอาหารป่วยของพ่อมาก ถึงได้มีใบหน้าที่หมองเศร้า แม้หลวงพี่จะไม่สบายใจแต่ก็ยังสำรวมและวางตัวน่านับถืออยู่มากพอสมควร

ส่วนทางด้านพี่รองนั้น ก็หิ้วปิ่นโตมาด้วย รอยยิ้มที่ฉันได้รับจากพี่ชายคนนี้แม้จะแห้งฝืด ๆ แต่ก็รู้ว่าเป็นรอยยิ้มอย่างจริงใจของคนที่มีทุกข์ ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ที่เห็นพ่อไม่สบายและทุกข์กับร่างกายของตัวเองที่มีปัญหาก็ตาม ฉันก้มกราบไหว้หลวงพี่โตเสร็จก็ยกมือไหว้พี่รองตามลำดับ หลวงพี่โตพยักหน้าให้ฉันนิดหนึ่ง จากนั้นก็หันไปถามพี่สาว

“หมอมาตรวจโยมพ่อหรือยัง”

“ยังคะหลวงพี่ แต่คิดว่าสักพักก็คงมา”

หลวงพี่โตพยักหน้า เดินไปจับมือพ่อเบา ๆ และก็ถามไถ่พ่อไปด้วย

“วันนี้โยมพ่อเป็นยังไงบ้าง ดีขึ้นบ้างไหม” หลวงพี่โตถามพ่อ

ไม่มีเสียงพ่อตอบรับ มีเพียงใบหน้าที่หลับสนิท หายใจแผ่วเบา ถึงแม้จะมีเครื่องช่วยหายใจ แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้พ่ออาการดีขึ้นเลย พ่อนอนอยู่ที่โรงพยาบาลนี้มาสองวันแล้ว แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าหมอจะทำการรักษาพ่อให้ดีกว่านี้

“พากันไปกินข้าวซะ แล้วรีบ ๆ ขึ้นมาล่ะ” พี่รองยื่นปิ่นโตให้พี่กันต์

“ค่ะ”

พี่กันต์เอื้อมรับปิ่นโตมาอย่างช้า ๆ จากนั้นก็พาฉันลงมานั่งที่ต้นไม้ข้าง ๆ ตึก พี่กันต์เปิดปิ่นโตแบ่งกับข้าวให้ฉันได้รับประทาน แต่ฉันก็ไม่ได้แตะกับข้าวเลย ได้แต่มองอาหารที่อยู่ตรงหน้าลอย ๆ ด้วยหัวใจที่อิ่มกับความทุกข์ ทำให้ไม่รู้สึกหิวอะไรเลย

“กินหน่อยเถอะ จะได้มีแรง พี่ไม่อยากให้เราไม่สบายเหมือนพ่อ” พี่กันต์กึ่งบอกกึ่งสั่ง

“ค่ะ” ฉันตอบรับเบา ๆ

อาหารในปิ่นโตนี้ เป็นอาหารที่เหลือจากพระที่วัดฉันกัน หลวงตาประจำวัดได้ให้พี่รองเอาอาหารที่เหลือใส่ปิ่นโตมาฝากให้ฉันและพี่สาวได้รับประทานด้วย ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากที่หลวงตามีน้ำใจนึกถึงคนที่ยากจนอย่างพวกฉัน หากไม่มีอาหารจากหลวงตา ไม่รู้ว่าฉันและพี่ ๆ จะกินอะไรกัน เงินที่เหลือประมาณ 800 บาทก็พยายามประหยัดให้มากที่สุด เพราะเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่ฝากความหวังของครอบครัวไว้ทั้งหมด

หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จแล้ว ฉันและพี่สาวก็พากันขึ้นมาที่ห้องคนป่วยเหมือนเดิม เห็นหลวงพี่โตยืนคุยกับหมอด้วยใบหน้าที่คร่ำเครียด

“คุณหมอช่วยรักษาโยมพ่อหน่อยได้ไหม โยมพ่ออาการไม่ดีขึ้นเลย”

“หมอคงช่วยอะไรไม่ได้หรอกหลวงพี่ ถ้าอยากให้หมอรักษาก็ต้องหาเงินมาประมาณสามหมื่นบาทนะ” หมอหนุ่มตอบรับด้วยถ้อยคำที่จริงจังหนักแน่นพอสมควร

“อาตมาไม่มีเงินขนาดนั้นหรอก หากจะขอให้หมอช่วย...จะได้ไหม”

“หมอเสียใจจริง ๆ หลวงพี่ หมอคงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก ค่าใช้จ่ายสูง คนไข้ใช้บัตรผู้สูงอายุ หมอก็คงทำได้แค่รักษาตามกฏเกณฑ์ที่ทางโรงพยาบาลกำหนดเอาไว้เท่านั้น”

หลวงพี่รู้สึกผิดหวังอยู่มาก กัดกรามแน่น นัยน์ตาแดงเหมือนจะร้องไห้ให้ได้

“พระพุทธเจ้าบอกว่า การช่วยชีวิตคนเป็นสิ่งที่ประเสริฐ หมอเองก็รู้อยู่แก่ใจ อาตมาไม่มีเงิน มีแต่คำขอร้องที่จะขอหมอให้ช่วยชีวิตโยมพ่อ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับหมอว่าจะช่วยคนทุกข์ไหม บุญความดีต่าง ๆ ก็ไม่ได้ให้ใคร คนที่ช่วยชีวิตคนล้วนแต่ได้บุญทั้งนั้น” หลวงพี่เอาเรื่องบุญความดีมาพูดคุยไปด้วย

หมอมองหน้าหลวงพี่เหมือนไม่ใส่ใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“มันไม่ได้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าและความดีหรอกหลวงพี่ แต่มันเกี่ยวกับเงินเท่านั้น ทางโรงพยาบาลมีงบจำกัด ตรงไหนช่วยได้ก็ทำ ตรงไหนที่ช่วยไม่ได้คนไข้ก็ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตรงนั้นเอง ถ้าหลวงพี่อยากรักษาพ่อต่ออีก ก็ต้องหาเงินมา เดี๋ยวทางหมอก็จะช่วยเต็มที่ แต่ถ้าหากไม่มีเงินก็คงจะรักษาแบบนี้ หมอว่าทางที่ดีพาคนไข้ไปรักษาที่บ้านยังดีกว่า จะได้ไม่เสียเวล่ำเวลาด้วย”

หลวงพี่ไม่พูดอะไร ฟังหมอพูดแต่สายตาจับจ้องที่ใบหน้าของพ่อ หมอเดินมายืนดูพ่อนิดหนึ่ง ไม่พูดอะไรกับพ่อ แต่หันมาบอกหลวงพี่

“หมอหวังว่าหลวงพี่คงเข้าใจหมอนะ หมอทำดีที่สุดแล้ว” จากนั้นก็เดินไปตรวจคนไข้คนอื่น ๆ

ฉันได้ยินทุกถ้อยคำที่หมอพูด รู้สึกเสียใจเหลือเกินที่หมอและทางโรงพยาบาลไม่สามารถช่วยอะไรพ่อได้เลย ใจก็อดที่จะร้องไห้ไม่ได้ ฉันวิ่งไปดึงมือหมอเอาไว้ ประนมมือไหว้ขอร้องหมอทันทีน้ำตาไหลรินอาบแก้ม พี่กันต์และพี่รองพยายามห้ามปรามเอาไว้ แต่ก็ทำไม่ได้

“คุณหมอค่ะ ช่วยรักษาพ่อหนูหน่อยได้ไหม หนูสัญญาจะทำงานหนักและเก็บเงินมาจ่ายค่ารักษาของพ่อทั้งหมด ขอคุณหมอช่วยชีวิตพ่อหนูด้วยนะคะ”

หมอมองหน้าฉันยิ้มรับนิดหนึ่ง เพราะคงจะคุ้นเคยกับภาพแบบนี้อยู่มาก ใบหน้าของหมอดูเหมือนจะสงสารแต่ก็ไม่ใช่ เหมือนเป็นใบหน้าที่ชินชากับเหตุการณ์แบบนี้มาตลอด หมออาจจะสงสารฉันแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะครอบครัวของฉันไม่มีเงินสามหมื่นบาทจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พ่อ

“หมอเสียใจจริง ๆ ครับ หมอคงช่วยอะไรไม่ได้ หากอยากให้หมอรักษาก็ต้องไปหาเงินมานะครับ แล้วหมอจะช่วย”

“คุณหมอค่ะ หนูขอร้องเถอะนะคะ ตอนนี้หนูยังไม่มีเงิน แต่หนูจะหาเงินมาให้หมอให้ได้ คุณหมอจะให้หนูทำอะไรหนูก็ยอมทั้งนั้น ขอคุณหมอรักษาพ่อของหนูด้วยนะคะ ได้โปรดเถอะ”

“หมอขอโทษนะครับ หมอช่วยอะไรไม่ได้จริง ๆ หมอก็รักษาตามที่หมอทำได้เท่านั้นครับ หมอทำได้เท่านี้จริง ๆ”

พูดจบหมอก็เดินไปตรวจคนไข้คนอื่น ๆ นางพยาบาลสองคนที่เดินมากับหมอ ต่างก็พากันมองหน้าฉันด้วยความสงสารปนสมเพชเวทนา ฉันสะอื้นไห้ด้วยความเจ็บปวดก่อนที่จะเดินกลับมายืนข้าง ๆ เตียงของพ่อ รู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่หมอไม่สามารถรักษาพ่อได้

หลวงพี่กุมมือพ่อเอาไว้ “โยมพ่อ โยมพ่อจะให้หมอรักษาหรือจะกลับบ้านเราดี”

พ่อรับรู้เรื่องราวทุกอย่าง พยายามอ้าปากพูดอุบอิบ จับใจความสำคัญได้ว่าพ่ออยากกลับบ้าน หลวงพี่ถามพ่อซ้ำแล้วซ้ำเล่า พ่อก็ยังยืนกรานว่าจะกลับบ้านอย่างเดียว หลังจากนั้นหลวงพี่ก็หันมาบอกพี่รอง

“โยมพ่อบอกว่าจะกลับบ้าน รองลงไปหารถกะบะที่หน้าโรงพยาบาลเถอะ อาตมาว่าพวกเราพาโยมพ่อกลับบ้านกันดีกว่า”

พี่รองพยักหน้ารับทราบ หันมามองหน้าฉัน “ณัฐมีเงินหรือเปล่า”

ฉันล้วงกระเป๋าสตางค์ หยิบเงินที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณแปดร้อยบาทยื่นให้พี่ชาย พี่รองรับเงินใส่กระเป๋าก่อนเดินลงไปชั้นล่างปล่อยให้ฉันและพี่ทั้งสองคนยืนเฝ้าพ่ออยู่

ฉันหยุดร้องไห้และช่วยนวดมือให้พ่อเบา ๆ เพราะหวังว่าพ่อคงจะอาการดีขึ้น พี่กันต์เก็บข้าวของใส่กระเป๋าใบเก่า ๆ และม้วนเสื่อเก็บไปด้วย เราสามพี่น้องมองหน้ากันไปมา ใบหน้าซึมเศร้าไปตาม ๆ กัน ความรู้สึกของทุกคนในตอนนี้ไม่ได้ต่างกันเลย ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ คงจะจุกแน่นที่ใจและเจ็บปวดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น

เสียงร้องไห้ของญาติคนไข้คนหนึ่งทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง

“คุณหมอค่ะ ช่วยแม่ของดิฉันด้วยเถอะคะ ถ้าคุณหมอไม่ช่วย แม่ดิฉันต้องตายแน่ ๆ เลย นะคะคุณหมอ ได้โปรดเถอนะคะ”

เสียงอ้อนวอนของหญิงวัยกลางคนที่มีต่อคุณหมอ ทำให้ฉันหดหู่ใจไปด้วย ผู้หญิงคนนี้ยืนกุมมือหญิงชราซึ่งนอนหลับอยู่บนเตียง ภาพเหล่านี้มันสะเทือนใจฉันยิ่งนัก กลั้นความรู้สึกและอารมณ์เจ็บปวดไว้ในใจ พยายามไม่ปล่อยให้ความอ่อนแอรินไหลเป็นสายน้ำออกมา

พอไม่นานพี่รองก็กลับมา สีหน้าแห่งความผิดหวังเห็นได้ชัดเจน

“หลวงพี่ รถแต่ละคันเหมาไปบ้านเราเขาพากันเรียกหนึ่งพันบาททั้งนั้น ผมขอลดราคาก็ไม่มีใครยอมลดให้เลย ไม่รู้จะทำยังไงดี เห็นทีหลวงพี่ต้องลงไปกับผมแล้ว”

“พากันดูแลพ่อให้ดีนะ เดี๋ยวสักพักหลวงพี่จะกลับมา”

หลวงพี่หันมากำชับฉันและพี่สาวก่อนจะเดินตามพี่รองลงไปข้างล่าง ฉันบอกให้พี่กันต์เฝ้าพ่ออยู่คนเดียว โดยถือโอกาสเดินตามหลังพี่ชายทั้งสองคนลงไปข้างล่างด้วย เมื่อเดินมาถึงจุดเหมารถที่ด้านหน้าโรงพยาบาล ซึ่งมีรถกะบะหลายคันจอดเรียงรายอยู่ด้านหน้า พี่รองพาหลวงพี่เดินไปหาชายวัยกลางคนเจ้าของรถกะบะทันที

“โยม พ่อของอาตมาไม่สบายมาก อาตมาไม่มีเงินที่จะรักษาโยมพ่อ หมอให้อาตมาพาโยมพ่อกลับไปรักษาที่บ้าน อาตมามีเงินแค่แปดร้อยบาท อีกสองร้อยบาทนั้น อาตมาขอบิณฑบาตรจากโยมได้ไหม”

เจ้าของรถกะบะยกมือไหว้หลวงพี่ทันที สีหน้าเปลี่ยนเมื่อเห็นหลวงพี่พูดแบบนั้น

“ไปก็ไปหลวงพี่ ถือเสียว่ากระผมทำบุญกับหลวงพี่ก็แล้วกัน หลวงพี่เล่นมาขอบิณฑบาตรแบบนี้ กระผมคงไม่กล้าปฏิเสธหรอก”

“ขอบใจโยมมาก ๆ เลย โยมเป็นคนดีมีน้ำใจ อาตมาขอให้โยมประสบแต่ความผาสุขและทำมาหากิน เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นนะโยมนะ”

“สาธุหลวงพี่ ให้พรกระผมแต่เช้าเลยนะ เฮ้อ...ขาดทุนอีกแล้ววันนี้ แต่ก็เอาเหอะ ถือเสียว่าทำบุญก็แล้วกัน”

ฉันยืนอมยิ้มทั้งน้ำตาที่เห็นเจ้าของรถกะบะพูดแบบนั้น รู้สึกดีใจว่าโลกนี้ยังมีคนดีมีน้ำใจกับครอบครัวของฉันบ้าง ดีใจที่คนเหล่านี้ยังเข้าใจคนยากคนจนด้วยกัน หากฉันมีเงินและร่ำรวยกว่านี้ ฉันคงจะช่วยเหลือคนยากคนจนให้มากที่สุด น้อยคนนักที่เข้าใจคนจน คงมีเพียงคนจนด้วยกันเท่านั้นที่จะเข้าใจกันได้

เจ้าของรถกะบะยกมือไหว้หลวงพี่ก่อนที่จะเดินไปที่รถของตน หลวงพี่โตและพี่รองพากันเดินกลับมาที่ตึกอีกครั้ง ซึ่งฉันก็รีบวิ่งขึ้นไปที่ตึกก่อนหน้านั้นแล้ว หลวงพี่เข้าไปแจ้งให้นางพยาบาลทราบเกี่ยวกับการขอเอาพ่อกลับมารักษาตัวที่บ้าน ซึ่งก็ต้องเซ็นเอกสารที่เค้าเตอร์ด้วย โดยที่มีนางพยาบาลเข้าไปแจ้งให้หมอทราบ จากนั้นหมอและนางพยาบาลคนเดิม ก็เดินมาถอดสายน้ำเกลือและถอดเครื่องช่วยหายใจออกจากร่างของพ่อ

ฉันและพี่รองรวมทั้งพี่กันต์ยกมือไหว้ขอบคุณหมอตามมารยาทปนความเจ็บปวด (เสียใจ) อยู่ลึก ๆ ในเวลาแบบนี้ไม่มีทางเลือกอะไรให้คนจน ๆ เลย มารยาทที่ดีมันบังคับให้พวกเราต้องยกมือไหว้หมอ แม้ว่าใจลึก ๆ มันจะสับสนปนเปกันไปหมดว่า เราพี่น้องทุกคนควรขอบคุณหรือว่าเสียใจที่ถูกหมอปฏิเสธการรักษาให้พ่อดี หมอพยักหน้าให้นิดหนึ่งและก็ไม่ได้พูดอะไรสักคำ

พี่รองค่อย ๆ อุ้มร่างของพ่อเดินลงมาที่รถ ฉันช่วยพี่สาวถือข้าวของลงมาที่ชั้นล่าง รีบขึ้นไปปูเสื่อด้านหลังกะบะรถเพื่อให้พ่อได้นอน จากนั้นก็เอาหมอนใบเก่า ๆ ที่นำมาจากบ้านให้พ่อรองนอนไปด้วย นับว่าโชคดีที่รถกะบะคันนี้มีหลังคาบังแดดทำให้พ่อไม่ต้องร้อนแดดระหว่างทาง
ฉันค่อย ๆ ห่มผ้าให้พ่อเบา ๆ ส่วนพี่กันต์ก็ขึ้นมานั่งข้าง ๆ และก็ป้อนน้ำให้พ่อได้ดื่มไปด้วย เพราะหวังอยู่ลึก ๆ ว่าพ่อจะอาการดีขึ้น

“กลับบ้านเรานะคะพ่อ”

ฉันและพี่กันต์พูดขึ้นพร้อม ๆ กัน เราสองคนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ รู้สึกสงสารพ่อจับใจ อยากจะขายที่นาที่ไร่เพื่อรักษาพ่อให้หมด แต่ถ้าทำแบบนั้นพ่อคงเสียใจน่าดู และก็คงตายตาไม่หลับแน่เลย เพราะพ่อไม่ต้องการมีชีวิตอยู่บนความทุกข์ยากของลูก ๆ เลย

ฉันนั่งนวดขาให้พ่อเบา ๆ หวังอยู่ตลอดว่าพ่อคงจะมีแรงและอาจจะหายได้ แอบภาวนาให้ปฏิหาริย์มีจริง พอไม่นานหลวงพี่ก็ตามลงมาและขึ้นมานั่งที่กะบะด้านหลัง หลวงพี่ขึ้นมานั่งที่กะบะด้านฝั่งตรงข้ามกับฉัน สายตาก็มองพ่อด้วยความสงสาร

“อาตมาพาโยมพ่อกลับบ้านแล้วนะ ขอโยมพ่อจงหายไว ๆ ล่ะ จะได้อยู่กับลูกหลานนาน ๆ”

หลวงพี่กุมมือพ่อเอาไว้ พูดบอกพ่อไปด้วย ส่วนพ่อยังคงคงหลับสนิท หายใจแผ่วเบาและช้ามาก ทำให้ฉันและพี่ ๆ ใจหายไปด้วย ส่วนพี่รองนั้นก็ไปนั่งที่เบาะด้านหน้ากับคนขับรถ เพื่อที่จะบอกถนนหนทางไปยังหมู่บ้านของฉันด้วย

เราสามคนพี่น้องนั่งกุมมือพ่อมาตลอดทาง ถนนจากตัวเมืองสุรินทร์ไปยังหมู่บ้านของฉันยังไม่เจริญมากนัก บางจุดก็เป็นหลุมเป็นบ่อทำให้ร่างกายของพ่อกระทบกระเทือนจากแรงกระแทกพอสมควร ฉันรู้ว่าพ่อเจ็บปวดและทรมานอยู่มาก จึงได้แต่จับมือไว้และพูดคุยให้กำลังใจพ่อไปด้วย

ฉันรู้สึกสงสารครอบครัวของฉันมาก หากฉันมีเงินและร่ำรวยกว่านี้ ป่านนี้พ่อก็คงได้รับการรักษาเป็นอย่างดี คงไม่ต้องพาพ่อกลับมาบ้านอย่างนี้ คนยากคนจนคนอื่น ๆ ก็คงพบเจอสภาพชีวิตไม่ต่างกับพวกฉัน พวกเขาเหล่านี้น่าสงสารไม่น้อยไปกว่ากัน บางครั้งก็นึกเคืองโชคชะตาที่ไม่มีความยุติธรรมให้กับมนุษย์เรา สารพัดอย่างที่ฉันคิดน้อยอกน้อยใจชีวิตตัวเอง

พอรถวิ่งมาได้เกือบจะถึงอำเภอที่ฉันอยู่ เป็นช่วงจังหวะที่ฉันคิดอะไรเพลิน ๆ และก็จำต้องหันไปมองร่างของพ่ออย่างเร็ว

“โยมพ่อ...โยมพ่อตื่นขึ้นมาสิ โยมพ่อได้ยินอาตมาไหม”

เสียงที่หลวงพี่ร้องเรียกให้พ่อตื่นขึ้นมา ทำให้หัวใจของฉันแทบจะหยุดเต้น หันไปมองร่างของพ่อสลับกับใบหน้าหลวงพี่ซึ่งนัยน์ตาแดงก่ำ มีน้ำใส ๆ เอ่อเบ้าอยู่ด้วย

หัวใจของฉันตอนนั้นมันเหมือนตายทั้งเป็น ค่อย ๆ กุมมือพ่อเอาไว้ เขย่าตัวพ่อไปด้วยส่วนพี่กันต์เองก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เธอร้องไห้ทันที ก้มหน้าซบกับร่างพ่อไปด้วย

“พ่ออย่าเพิ่งตายนะ พ่อตื่นขึ้นมาสิค่ะ” เสียงพี่กันต์แหบพร่าแต่โหยหวนเศร้ายิ่งนัก

ในวันนั้นฉันร้องไห้ใจแทบขาด กอดร่างของพ่อไว้แน่น หัวใจสลายไปพร้อม ๆ กับลมหายใจสุดท้ายของพ่อ ปากก็พร่ำร้องอยู่เพียงไม่กี่คำ

“พ่อ พ่ออย่าทิ้งหนูไปนะ อย่าทิ้งหนูไป...ตื่นขึ้นมาสิคะพ่อ ตื่นขึ้นมาสิคะ อย่าทิ้งหนูไปได้ยินไหม หนูขอร้อง ตื่นขึ้นมาสิคะพ่อ”

ฉันเขย่าร่างของพ่อพร้อม ๆ กับหัวใจที่สลายไปหมดแล้ว สายลมโบกพัดเอาความเดียวดาย ความเหงา ความอ้างว้างและความฝันที่แตกสลายพัดเข้ามาในชีวิตคนจนอย่างฉัน พร้อม ๆ กับความสูญเสียที่กำลังจะเกิดขึ้น.....ไม่ช้า....และไม่นาน


ได้ร่ำลาพ่อจ๋ามาทำงาน
นวลนงคราญตั้งใจให้แน่แน่ว
หากไม่มีอะไรให้คลาดแคล้ว
ยอดดวงแก้วคงได้ทำดั่งฝันไว้


มีเพื่อนพ้องที่ทำงานคอยปรึกษา
ยามมีปัญหาและให้กำลังใจ
อย่าได้ท้อเพื่อนหนอจงสู้ไว้
ไม่มีใครจะทำได้หากใจอ่อนแอ


เพื่อนบอกว่าทุกปัญหาที่พบเจอ
ขอเพื่อนเกลอจงอดทนหนทางแก้
จงต่อสู้ฝ่าฟันอย่ายอมแพ้
แม้อ่อนแออย่าได้ท้อต่อโชคชะตา


ต้องทำงานพ่วงโอทีแทบทุกครั้ง
จนกระทั่งช่วงเปลี่ยนกะหมดเวลา
แล้วถึงได้หยุดพักในบางครา
เหนื่อยนักหนาทนได้ในชีวิต


ช่วงวันหยุดแห่งชาติมิพลาดโอ
เงินใหญ่โตขอแค่ฝันและได้คิด
จะตั้งใจเก็บเล็กน้อยผสมนิด
เพื่อชีวิตที่ดีกลับไปในบ้านนา


ค่ำคืนนี้ต้องเข้างานในกะดึก
ยังสำนึกระลึกได้พี่โทรมา
ก่อนเข้างานอยากให้แวะเวียนไปหา
ถึงน้องยาอยากเห็นหน้ามาหลายวัน


ต้องพักผ่อนเข้านอนในตอนบ่าย
อยากผ่อนคลายแต่มีพ่อมาเข้าฝัน
ภาพที่เห็นซึ่งตัวพ่ออยู่ในนั้น
พ่อรำพันร่ำไห้ใจแทบขาด


ถามพ่อว่าร้องไห้ไปทำไม
พ่อเป็นอะไรน้ำตาไหลน่าประหลาด
ภาพของพ่อช่างเจ็บลึกเหมือนมีดบาด
ฉุดกระชากหัวใจให้ต้องตื่น


นั่งครุ่นคิดกับความฝันที่ผ่านมา
ดูเหมือนว่าเป็นความฝันหาใช่อื่น
แต่ทำไมพ่อร้องไห้สุดกล้ำกลืน
หากดึกดื่นฝันอย่างนี้มิใช่จริง


ตัดสินใจแวะไปหาพี่สาว
เล่าเรื่องราวในความฝันให้ได้ติง
ใจร้อนรนกระวนกระวายมิอยู่นิ่ง
กลัวเป็นจริงแน่แท้หรือแค่ฝัน


พี่สาวตกใจได้ยินที่เล่ามา
ก็เพราะว่าพี่นั้นฝันเหมือนกัน
นั่งคบคิดไปด้วยในพัลวัน
ว่าสิ่งนั้นเป็นเช่นไรใจใคร่ครวญ


เสียงโทรศัพท์ดังในห้องพี่สาว
ความว่างเปล่าส่งข่าวแสนรัญจวน
พี่สาวตอบรับอย่างนุ่มนวล
และคร่ำครวญไปด้วยงุนงวยใจ




หยดน้ำใส ๆ ไหลรินลงบนแป้นคีย์บอร์ดโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้เหตุการณ์วันนั้นจะมีปฏิหารย์เกิดขึ้นในครอบครัว แต่ก็เป็นเพียงปาฏิหารย์ครั้งสุดท้ายเท่านั้น พอฉันและพี่ ๆ พาร่างของพ่อกลับมาถึงบ้าน พ่อก็หายใจอีกครั้ง ซึ่งก็ทำให้ทุกคนในครอบครัวดีใจเป็นอย่างมาก แต่เพราะโชคชะตากำหนดให้ปาฏิหารย์เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เวลาผ่านไปไม่นาน พ่อก็จากพวกเราไปอย่างสงบในวันมาฆบูชาของปีนั้น

ทุกครั้งที่นึกถึงภาพความทรงจำที่เจ็บปวด ฉันก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ทุกที รู้สึกเสียใจกับเรื่องราวในอดีตเป็นอย่างมาก อยากจะกลับไปแก้ไขให้ดีกว่านี้ แต่ก็คงไม่สามารถย้อนกลับไปในอดีตได้ ณ วันนี้ชีวิตจึงทำได้แค่เก็บความทรงจำเก่า ๆ มาขีดเขียนเอาไว้ให้ดีที่สุด พร้อมกับภาวนาให้รัฐบาลใส่ใจและให้ความช่วยเหลือคนยากจนมากกว่านี้ ฉันไม่อยากเห็นคนจนถูกปฏิเสธการรักษาอย่างที่พ่อเป็น อยากให้คนจนมีค่าเทียบเท่ากับคนทุกระดับ ไม่อยากให้เงินมีอำนาจจนลืมความเมตตาและกรุณาที่มวลมนุษย์ควรมีให้กัน


 

พี่สาววางโทรศัพท์ตอบรับ...ค่ะ....ในไม่ช้า
ปล่อยเวลาน่าฉงนและสงสัย
ไม่มีคำพูดจากปากแต่อย่างใด
โอ้พี่ใยเกิดอะไรขึ้นรีบบอกมา


ไม่มีพ่อต่อนี้ไปแล้วนะน้องรัก
เราประจักกลับบ้านในไม่ช้า
พ่อสิ้นแล้วอย่ามัวเสียเวลา
รีบเก็บผ้ากลับบ้านนาให้เร็วไว


ยังไม่เชื่อกับคำบอกของพี่สาว
กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงหรือไร
แต่ต้องรีบกลับบ้านให้ทันใจ
คงจะได้เดินทางในคืนนี้


พี่สาวบอกนี่ไม่ใช่เรื่องโกหก
ไม่ใช่เรื่องตลกเหมือนที่เคยมี
คือความจริงที่ต้องรับเสียโดยดี
เพราะต่อนี้ไม่มีพ่ออยู่ในโลก


นั่งร้องไห้ครู่ใหญ่ในต่อมา
เจ็บอุราแสนเหงาและเศร้าโศก
ดั่งฟ้าถล่มลมพัดให้ฟ้าโยก
เพราะว่าโชคไม่มีพลีชีวีพ่อ


ไม่มีคำพูดใดจากใจออกมา
คงมีเพียงน้ำตาที่รินไหลดั่งน้ำบ่อ
พ่อจากไปไม่ได้ทำเหมือนที่ขอ
บอกให้รอไม่นานนักจะกลับมา


โทรเข้าบริษัทแจ้งความในจำนง
และยังคงพูดคุยเพื่อบอกลา
ตัวหนูนี้ต้องกลับไปที่บ้านนา
ก็เพราะว่าพ่อจากไปไกลเกินคาด


นั่งรถทัวร์กลับบ้านอย่างเร็วไว
เพราะว่าใจเจ็บช้ำดั่งฟ้าฟาด
ไม่เคยคิดสิ่งที่เกิดนั้นประหลาด
เหมือนคมบาดลึกในใจไม่เคยมี


นั่งร้องไห้ตลอดทางบนรถทัวร์
ใจหมองมัวแสนเศร้าเหงาชีวี
ความเจ็บช้ำลึกในดวงฤดี
ว่าแต่นี้ต่อไปไม่มีพ่อ


รถโดยสารจอดหน้าบ้านในตอนเช้า
มีพี่สาวใหญ่นั้นหนามายืนรอ
มองบรรยากาศในบ้านอย่างจดจ่อ
โลงศพพ่อตั้งเด่นในเต็นท์งาน


โผ่เข้ากอดพี่สาวใหญ่ร้องไห้สะอื้น
มิอาจฝืนเก็บไว้ในใจนาน
พ่อจากไปในความจริงตลอดกาล
ใจนงคราญไม่มีพ่อต่อนี้ไป


พี่พาน้องเดินไปกราบโลงศพพ่อ
เพื่อได้ขอขมาดั่งที่ว่าไว้
ไร้เรี่ยวแรงที่จะพูดมันออกไป
นั่งร้องไห้ข้างโลงศพประจบช้ำ


พี่สาวใหญ่นั่งปลอบใจไปด้วย
หวังจะช่วยให้หายโศกและหยุดพร่ำ
ทุกชีวิตย่อมเป็นไปตามเวรกรรม
ใครกระทำฉันใดต้องได้เจอ


ยังร้องไห้ไม่หยุดทุบโลงศพ
หนูอยากพบพ่อสักครั้งจะได้ไหม
ไหนสัญญาที่พ่อเคยให้ไว้
แล้วทำไมพ่อจึงพรากจากสัญญา


แค่สองเดือนหนูก็เรียนจบแล้ว
ยังแน่แน่วว่าจะกลับมาบ้านนา
ทำไมพ่อต้องด่วนจากไปในอุรา
ตัวลูกยาจะอยู่กับใครไม่รู้เลย


ภาพเด็กสาวคร่ำครวญเหมือนคนบ้า
ความโศกาเปลี่ยนชีวิตมิอย่างเคย
เธอร้องไห้เจ็บช้ำอย่างเปิดเผย
ใครเล่าเอยจะดูแลแม่กานดา


ต่อนี้ไปคงไม่มีพ่อเหมือนวันก่อน
โฉมบังอรดูเงียบเหงาในเอกา
จะกลับไปอยู่กับใครในบ้านนา
ตั้งใจว่ากลับเมืองกรุงมุ่งสร้างฝัน


แม้เวลาผ่านไปมาหลายปี
ใจลูกนี้ไม่เคยลืมในวันนั้น
ยังคร่ำครวญคิดถึงพ่อทุกคืนวัน
เพราะพ่อนั้นคือดวงใจในชีวี




วันที่ยี่สิบเอ็ดมกราคมเป็นวันเกิดของพ่อ และวันที่สิบเอ็ดกุมภาพันธ์เป็นวันครบรอบที่พ่อเสียชีวิตสิบสองปี หากฉันขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ ฉันก็ขอให้พ่อมีชีวิตอีกครั้ง อยากเห็นรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของพ่อเป็นที่สุด เพราะรอยยิ้มของพ่อคือแรงใจอันสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ฉันมีวันนี้ และฉันก็อยากจะบอกพ่อว่า

"หนูรักพ่อมากที่สุด ภูมิใจที่เกิดเป็นลูกสาวพ่อ ไม่ว่าเกิดชาติหน้าหรือชาติใด ๆ หนูก็ขอเกิดเป็นลูกสาวพ่อค่ะ"










โปรดติดตามบทสุดท้าย



 

จบบริบูรณ์

 

บทกลอนเหล่านี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2550


เรื่องราวและเนื้อหาทั้งหมดเรียบเรียงใหม่ในวันที่ 15 มีนาคม 2553


 

 




Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones