ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article



บันทึกชีวิต....รักสุดท้ายที่ปลายปืน (บทแรกเริ่ม)



เมื่อกลางปี 2006 ฉันมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย ความรู้สึกที่ได้พบพี่น้องเพื่อนฝูงอันเป็นที่รัก ยากที่จะบรรยายออกมาได้เลยว่า ฉันนั้นมีความสุขใจมากแค่ไหน ฉันเป็นคนที่ชอบคิดถึงไออุ่นเก่า ๆ ที่จากมาอยู่เสมอ ไม่ว่าเวลาจะยาวนานแค่ไหน ฉันก็ไม่สามารถลืมเรื่องราวตรงนั้นได้เลย


การได้พบญาติพี่น้องและถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ทำให้ฉันได้เข้าใจถึงความก้าวหน้าและความถดถอยของชีวิตแต่ละคนมากขึ้น พี่น้องบางคนได้ดิบได้ดีสมกับความขยันขันแข็งที่มีอยู่ตลอด แต่บางคนก็กลับมีชีวิตย่ำแย่จากหน้ามือเป็นหลังมือไปเลยทีเดียว

ฉันยอมรับว่าสงสารพี่น้องมากมาย แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้มากนัก เพราะพวกเขาเองไม่ยอมช่วยเหลือตัวเอง แล้วใครเล่าจะช่วยได้เท่ากับตัวเขาเอง ทุกครั้งที่ได้เห็นความรันทดของชีวิตผู้คนที่ฉันเคยรู้จัก ทำให้ฉันเศร้าใจไม่น้อย ได้แต่ภาวนาให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้

นอกจากการได้พบญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงแล้ว ฉันก็หาโอกาสแวะไปเยี่ยมครูบาอาจารย์ที่เคยสอนตอนสมัยมัธยมด้วย ในการไปเยี่ยมอาจารย์ครั้งนี้ ฉันได้ชวนเพื่อนสนิทที่เรียนรุ่นเดียวกันไปด้วย เพราะคิดว่าเพื่อนก็คงอยากไปเยี่ยมอาจารย์เช่นเดียวกัน

เมื่อขับมอเตอร์ไซต์มาถึงหน้าโรงเรียน ฉันรีบลงจากรถและปรายตามองภาพเบื้องหน้า โรงเรียนมัธยมที่เคยมุ้งหญ้าคาหลังเล็ก ๆ ซึ่งพวกฉันเคยเรียนเมื่อหลายสิบกว่าปีก่อนไม่มีให้เห็นอีกแล้ว คงมีแต่อาคารซีเมนต์สูงสามสี่ชั้นเข้ามาแทนที่อาคารไม้ทั้งหมด ความเจริญหลายอย่างทำให้บางสิ่งในความทรงจำเก่า ๆ ไม่มีเหลือให้เห็นอีกแล้ว ฉันเองก็ดีใจที่เห็นบางจุดบางมุมมีการพัฒนาในทางที่ดีขึ้น และก็ภูมิใจที่ได้กลับมาสัมผัสบรรยากาศเก่า ๆ ที่มีการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า

อาจารย์พรประภา คืออาจารย์อันเป็นที่รักของฉัน และยังคงสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนนี้เหมือนเดิม ชีวิตความเป็นอยู่ของอาจารย์ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนัก คงมีเพียงตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งแรกที่เห็นอาจารย์ ฉันประนมมือไหว้อาจารย์ รู้สึกดีใจตื้นตันใจเป็นอย่างมาก เพราะหลายปีแล้วที่ไม่ได้เห็นอาจารย์เลย ตั้งแต่ฉันเรียนจบมัธยมต้นก็ว่าได้

“สวัสดีค่ะ อาจารย์สบายดีไหมคะ” ฉันยิ้มให้อาจารย์พลางทักทายด้วยถ้อยคำสุภาพ

รอยยิ้มของอาจารย์ไม่เคยเปลี่ยนเลยสักนิด แม้จะเป็นยิ้มที่มุมปากเล็ก ๆ แต่ฉันก็รู้สึกเสมอว่า รอยยิ้มนี้คือรอยยิ้มแห่งความรักอันแสนอบอุ่น สายตาที่พินิจพิจารณาใบหน้าของฉัน ทำให้รู้ได้เลยว่า อาจารย์ที่เคยสอนภาษาอังกฤษประจำโรงเรียนนี้จำฉันไม่ค่อยได้

"หนูณัฐฑินียังไงคะอาจารย์ หนูคู่ซี้จันทร์เพ็ญยังไงคะ"

อาจารย์พรประภายิ้มกว้าง เห็นฟันสวยเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ใบหน้าดูสดชื่น นัยน์ตาเป็นประกายดูเหมือนดีใจที่ได้พบศิษย์เก่า

“ว่ายังไงล่ะณัฐฑินี ไปยังไงมายังไงล่ะนี่ อาจารย์แทบจำไม่ได้เลยนี่”

ฉันยิ้มทันที จะว่าไปแล้วอาจารย์พรประภาก็คงจะจำฉันไม่ได้จริง ๆ เพราะเมื่อครั้งที่อาจารย์เห็นฉันครั้งสุดท้ายก็ตอนที่ฉันอายุ 15 ปีเท่านั้น แล้วนี่มันผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว อาจารย์คงไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวฉัน จึงทำให้อาจารย์จำไม่ได้ แต่ไม่ว่าความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติจะมีมากเท่าใด แต่หัวใจและความนับถือที่ฉันมีให้อาจารย์ยังคงเหมือนเดิม

หลังจากที่ทักทายพูดคุยกับอาจารย์เสร็จแล้ว ฉันกับเพื่อนสนิทที่เรียนรุ่นเดียวกัน ก็มานั่งคุยกับอาจารย์ที่อาคารชั่วคราว ฉันถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของอาจารย์ตลอด และก็ไม่ลืมที่จะถามถึงอาจารย์ทุกๆ ท่านอันเป็นที่เคารพนับถือของฉันด้วย

“อาจารย์อมรรัตน์เป็นยังไงบ้างคะ?” อาจารย์อมรรัตน์ ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของฉันตั้งแต่มัธยมต้นปีแรกและปีสุดท้าย ฉันไม่สามารถลืมท่านได้เลย ใบหน้าของอาจารย์อมรรัตน์ยังคงจดจำได้เสมอ

คำตอบของอาจารย์พรประภาทำให้ฉันอึ้ง สมองสับสนไปหมดว่าเกิดอะไรขึ้น อยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก เป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดและจุกแน่นในใจตลอด ฉันไม่คิดว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับคนที่ฉันรักและนับถือ

“นานหรือยังคะ?” คำถามเดียวที่ฉันเอ่ยถามอาจารย์พรประภา

“สามปีที่ผ่านมา คงไม่มีใครบอกเธอล่ะสิ” อาจารย์พรประภาเล่าเรื่องราวด้วยสีหน้าเศร้า ๆ แน่นอนฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนในชีวิต

อาจารย์อมรรัตน์ ฉันจดจำชื่ออาจารย์คนนี้ได้ตลอด วันแรกที่เปิดเทอมภาคเรียนแรกของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง โรงเรียนของฉันเป็นโรงเรียนบุกเบิกที่ทางรัฐบาลเพิ่งจะขยายขอบเขตให้เด็กยากจนตามเขตชายแดนไทยกัมพูชาได้รับการศึกษาทั่วถึง โดยที่มีการเปิดโรงเรียนมัธยมตอนต้นแห่งแรกในตำบลที่ฉันอยู่

โรงเรียนของฉันมีนักเรียนทั้งหมดประมาณหนึ่งร้อยคนได้ ฉันยังจำเลขประจำตัวของตัวเองได้เสมอ เก้าสิบแปดคือเลขรหัสที่ฉันจำฝังใจมาตลอด เพราะมันตอกย้ำให้ฉันรู้ว่า ชีวิตของฉันมีวันนี้ได้เพราะได้รับความเมตตาจากทางรัฐที่แบ่งปันการศึกษามาให้เด็กด้อยโอกาสอย่างพวกฉัน

ที่โรงเรียนของฉันมีอาจารย์เพียงหกคนเท่านั้น เป็นชายสามคนและหญิงสามคน อาจารย์ส่วนใหญ่ก็เป็นอาจารย์หนุ่มสาวทั้งหมด ซึ่งถ้าจะให้ฉันเดาก็คงจะเป็นอาจารย์ที่เพิ่งจะเรียนจบมาหมาด ๆ และก็สอบบรรจุได้ จึงถูกส่งตัวมาทำงานที่โรงเรียนทุรกันดารอย่างนี้ ฉันเห็นรอยยิ้มของอาจารย์แต่ละคนก็อดที่จะภูมิใจไม่ได้ แม้ในส่วนหนึ่งของหัวใจจะแอบคิดว่า อาจารย์จะดุจะโหดไหมหนอ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ฉันกลับชอบรอยยิ้มของอาจารย์มากกว่าที่จะไปคิดเรื่องอคติอย่างนั้น

เมื่อเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ และก็ฟังอาจารย์ปราศัยตามปกติ จากนั้นนักเรียนแต่ละคนก็เข้าเรียนตามห้องที่ตัวเองถูกจัดเอาไว้ ฉันและเพื่อนสนิทที่มาจากโรงเรียนเดียวกัน ส่วนใหญ่ได้เรียนห้องเดียวกัน ดังนั้นฉันจึงรู้สึกสนุกกับการเรียนไปอีกแบบ

อาจารย์อมรรัตน์เป็นคนผิวขาวผ่องเหมือนคนเมืองกรุง หากจะให้เดาก็คงจะมีเชื้อสายจีนผสมอยู่ ผมสั้นดัดหยิกลอนเล็ก ๆ รูปร่างได้รูปขนาดมาตรฐานหญิงไทย รอยยิ้มน่ารัก ๆ ที่ทำให้นักเรียนหลาย ๆ คนประทับใจไม่น้อย ฟันเรียงสูงมีเคี้ยวด้านซ้ายซึ่งก็ดูเก๋ไปอีกแบบ

“อาจารย์ชื่อ อมรรัตน์ ประเสริฐกระโทก มาจากเมืองย่าโมจ๊ะ และก็เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของพวกเธอ หากใครมีปัญหาอะไรก็เข้ามาคุยกับอาจารย์ได้ตลอด” เสียงทักทายอย่างเป็นกันเองของอาจารย์คนใหม่ทำให้ฉันและเพื่อน ๆ ในห้องยิ้มรับไปตาม ๆ กัน

วันแรกที่อาจารย์อมรรัตน์เข้ามาคุยกับฉันและเพื่อนในห้อง พวกฉันแต่ละคนต่างก็ทำตัวน่ารักเรียบร้อยไปหมด ไม่มีเพื่อน ๆ คนไหนในห้องเรียนกล้ายกมือซักถามอาจารย์เลย คงมีแต่เพียงรอยยิ้มของพวกฉันที่มีให้กัน พิเศษสุดก็ตอนที่ฉันและเพื่อน ๆ ทุกคนต้องลุกขึ้นแนะนำตัวเองเป็นราย ๆ

“ณัฐฑินี โคตรอาสาค่ะ”

ฉันลุกขึ้นทักทายเพื่อนๆ และแนะนำตัวเองเหมือนที่เพื่อน ๆ ในห้องทำกัน รอยยิ้มของครูและเพื่อน ๆ ทำให้ฉันสุขใจไปอีกแบบ แม้ว่าในส่วนหนึ่งจะรู้สึกเขินอายกับสายตาเพื่อน ๆ ใหม่อยู่บ้าง แต่ฉันก็พยายามทำตัวเป็นกันเอง หลังจากที่ฉันแนะนำตัวเองเสร็จแล้ว เพื่อนสนิทของฉันซึ่งมีเลขประจำตัวติด ๆ กันก็ลุกขึ้นแนะนำตัวเองบ้าง

"จันทร์เพ็ญ คำภาค่ะ" เมื่อแนะนำตัวเสร็จแล้ว จันทร์เพ็ญเพื่อนสนิทของฉันก็รีบนั่งลงข้าง ๆ ฉันทันที และก็โปรยยิ้มให้กับทุก ๆ คนในห้องเรียน

ช่วงระยะเวลาที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ ฉันเห็นภาพหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตของอาจารย์สาวเสมอ

“เฮ้ย! แฟนอาจารย์อมรรัตน์เหรอวะ หล่อจังเลย” พิณภาเพื่อนสนิทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเอ่ยปากขึ้น โดยที่ฉันและเพื่อน ๆ ต่างก็หันไปมองภาพเบื้องหน้า

ฉันและเพื่อน ๆ ในกลุ่มต่างก็พยักหน้าไปตาม ๆ กัน “สงสัยวะ โคตรหล่อเลย ใส่ชุดตำรวจด้วยโคตรเท่ห์เลยนะ” ฉันและเพื่อน ๆ ในกลุ่มต่างก็เห็นด้วยกับพิณภา

ภาพนายร้อยหนุ่มที่ขับรถมารับอาจารย์อมรรัตน์ที่โรงเรียนในตอนเย็นวันหนึ่ง ทำให้ฉันและเหล่าบรรดานักเรียนทุก ๆ คนต่างก็หันไปมองเป็นทางเดียวกัน ฉันเองก็มีความสุขที่เห็นความรักของอาจารย์ที่ปรึกษาอบอ่วนไปด้วยความหอมหวาน ยอมรับว่าเคยวาดฝันว่าหากวันหนึ่งข้างหน้าที่ฉันโตเป็นสาว ฉันก็อยากจะมีความรักที่สวยงามอย่างนี้บ้าง

เรื่องราวความรักของอาจารย์อมรรัตน์และนายร้อยหนุ่มยังคงอยู่ในสายตาของพวกฉันตลอด และก็เป็นที่รู้ ๆ กันในเหล่าบรรดาอาจารย์คนอื่น ๆ การที่มีอาจารย์อมรรัตน์เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ทำให้ฉันและเพื่อน ๆ มีโอกาสเข้าไปช่วยงานอาจารย์เป็นประจำ และก็ได้เห็นภาพความหวานอยู่เรื่อย ๆ โดยที่ฉันและเพื่อน ๆ ต่างก็ชื่นชมอยู่ตลอด

เมื่อเรียนอยู่มัธยมปีที่สอง ฉันก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของอาจารย์สาว และก็ทราบข่าวจากเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ

“ปิดซัมเมอร์ที่ผ่านมา อาจารย์อมรรัตน์แต่งงานแล้วนะ”พรนิภาเพื่อนในกลุ่มเดียวกันเล่าด้วยสีหน้าตื่นเต้น

ฉันและเพื่อน ๆในกลุ่มยิ้มให้กันและกัน “แต่งก็ดีแล้ว อาจารย์จะได้มีครอบครัวที่มีความสุข”

“ถึงว่าพักนี้อาจารย์อารมณ์ดีชะมัดเลย นี่เธอรู้หรือเปล่า เรานะท่องบทอาราธนาศีลที่อาจารย์ให้เราสอบเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาไม่ได้เลย แต่แปลกนะอาจารย์ไม่โกรธเราเลยนะ ปกติอาจารย์โกรธจะตาย ดีไม่ดีโดนไม้เรียวด้วยแหละ แต่นี่อาจารย์บอกเราให้ไปฝึกมาใหม่ แล้วค่อยมาท่องให้อาจารย์ฟังใหม่ เธอว่าไหมพักนี้อาจารย์ใจดีมาก ๆ เลยนะ” พิณภาเพื่อนสนิทเล่าจบก็หันมาถามฉันและเพื่อน ๆ ในกลุ่ม

“อาจารย์ใจดีก็ดีสินะ พวกเราจะได้ไม่ต้องโดนไม้เรียว” ปณิดาเพื่อนในกลุ่มอีกคนตอบรับทันที โดยที่มีฉันอมยิ้มไปด้วย

“ว่าไงณัฐ เธอเจอเด็ดอะไรบ้างล่ะ วันก่อนเราเห็นอาจารย์เรียกเธอและพรไปช่วยงานที่บ้านนี่ มีอะไรเด็ด ๆ มาเล่าให้ฟังบ้างหรือเปล่า” พิณภาเพื่อนสนิทหันมาถามฉัน

“เปล่าไม่มีอะไรนี่ อาจารย์แค่อยากให้เราและพรช่วยหาบน้ำให้เท่านั้นแหละ” ฉันตอบรับเพื่อนตามความจริง

แน่นอนโรงเรียนที่ฉันเรียนอยู่ยังไม่มีน้ำประปา ดังนั้นน้ำดื่มน้ำใช้ พวกเราทุกคนก็ต้องช่วยกันหาบใส่โอ่งไว้ดื่มด้วยกัน ฉันไม่รู้ว่าอะไรทำให้ฉันและเพื่อนถูกอาจารย์อมรรัตน์เรียกไปให้หาบน้ำให้ ในวันนั้นอาจารย์ให้ค่าขนมฉันและเพื่อนคนละสิบบาท ซึ่งฉันกับเพื่อนไม่รับเงินจากอาจารย์ เมื่ออาจารย์เห็นว่าพวกฉันไม่รับเงินจากท่าน ในเช้าวันถัดมาอาจารย์ก็ซื้อสมุดมาให้พวกฉันเป็นรางวัลคนละสองเล่มเป็นการตอบแทนด้วย

“แล้วอาจารย์ให้เงินหรือเปล่าล่ะ” ปณิดาเพื่อนสนิทยังคงสงสัยเหมือนเคย

“ให้นะ แต่เรากับพรไม่รับเงิน อาจารย์เลยซื้อสมุดมาให้นะ” พูดเสร็จฉันก็เปิดกระเป๋าเอาสมุดที่อาจารย์อมรรัตน์ซื้อมาฝากโชว์เพื่อน ๆ ทันที

“ดีจังเลยวะ ทำไมอาจารย์ไม่เรียกเราไปใช้บ้างหนอ” ปณิดาเพ้อรำพันพลางยิ้มไปด้วย

ฉันและพรนิภามักจะมีโอกาสได้เข้าไปช่วยเหลืองานอาจารย์อมรรัตน์บ่อยๆ และก็แน่นอนความสนิทสนมของฉันที่มีให้กับอาจารย์มีมากกว่าเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ฉันได้ฟังเรื่องราวสนุก ๆ จากอาจารย์ตลอด และบ่อยครั้งอาจารย์มักจะบอกสอนฉันเป็นประจำ

หลังจากที่เรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่สอง อาจารย์อมรรัตน์ก็ตั้งครรภ์ได้ห้าเดือน ซึ่งครรภ์ของอาจารย์สาวก็โตขึ้นทุกวัน ส่วนสามีอาจารย์ซึ่งเป็นตำรวจก็ประจำการอยู่ที่บ้านเกิดเมืองนอนของตน และก็ไปมาหาสู่เหมือนเคย โดยที่ทั้งสองคนไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด และก็ได้อยู่ด้วยกันเฉพาะในวันหยุดยาว ๆ เท่านั้น เนื่องมาจากระยะเวลาทำให้คนสองคนต้องห่างกัน พอช่วงที่อาจารย์อมรรัตน์ท้องโตมากขึ้น สามีของอาจารย์อมรรัตน์ก็ขับรถไปกลับตลอด ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความรักของคนสองคน

อาจารย์อมรรัตน์เป็นอาจารย์ที่สอนวิชาพระพุทธศาสนา ทุก ๆ คาบเรียนวิชานี้อาจารย์มักจะสอนพวกฉันเกี่ยวกับสิ่งดีงามต่าง ๆ เกี่ยวกับศาสนาพุทธเสมอ ไม่ว่าจะเป็นบทสวดต่าง ๆ อาจารย์ก็มักจะพร่ำสอนให้พวกฉันสวดและจดจำไว้จนขึ้นใจ นอกจากนั้นก็เรื่องการปฏิบัติตัว การเดิน การนั่งแต่ละอย่าง อาจารย์ก็ค่อนข้างเจ้าระเบียบมาก ๆ จนบางครั้งการกระทำของอาจารย์เห็นเป็นเรื่องเคร่งครัดเกินไปของนักเรียนบางคน แต่สำหรับฉันแล้วก็ยอมรับว่าต้องปฏิบัติตามที่อาจารย์สอน

“ณัฐฑินี นั่งพับเพียบ อกตั้งให้สง่างามหน่อยสิ ไม่ต้องนั่งตัวงอ มันไม่สวยรู้ไหม” เสียงดุของอาจารย์อมรรัตน์ดังขึ้นท่ามกลางเพื่อน ๆ ในห้อง ทำให้ฉันรู้สึกหนาววูบ ๆ อยู่ตลอด รีบปฏิบัติตามคำบอกของอาจายร์ทันที

“กาเมสุมิจฺฉานารา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ (ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือ เว้นจากการประพฤติผิดในกาม) พวกเธอจำไว้ให้ดีนะ ศีลห้าทุกอย่างที่อาจารย์สอนมา ปฏิบัติให้ได้เสียล่ะ พอเติบโตไปอยู่ในสังคมจะได้มีชีวิตที่มีความสุข” คำสั่งสอนของอาจารย์อมรรัตน์ที่ย้ำนักย้ำหนาให้พวกฉันได้เข้าใจ และจดจำเอาไว้มันตอกย้ำความรู้สึกฉันตลอด

“ค่ะ/ ครับ” เสียงตอบรับของฉันและเพื่อน ๆ ในห้องพร้อมเพรียงกันและดูหนักแน่นไม่น้อย

“ดีมากจ๊ะ” คำชมของอาจารย์ทำให้พวกฉันชื่นใจขึ้นมาบ้าง

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ฉันลืมตัวและก็ยืนใส่รองเท้าอยู่ที่ขั้นบันไดของอาคาร ซึ่งกฏระเบียบของทางโรงเรียนห้ามนักเรียนทุกคนใส่รองเท้าขึ้นไปบนอาคารเด็ดขาด

“ณัฐฑินี อาจารย์บอกกี่ครั้งแล้วว่า ห้ามใส่รองเท้าบนอาคาร แม้แต่ขั้นบันไดก็ไม่ควร” เสียงดุของอาจารย์อมรรัตน์ทำให้ฉันกลัวไม่น้อย

“หนูขอโทษคะอาจารย์ พอดี หนูลืมค่ะ” ฉันยกมือไหว้อาจารย์ด้วยความสำนึกผิด

“งั้นก็ลุกนั่งสักห้าสิบรอบกันลืมดีไหม เธอด้วยจันทร์เพ็ญ” คำสั่งของอาจารย์อมรรัตน์ไม่มีนักเรียนคนไหนกล้าขัดคำสั่ง

วันนั้นฉันถูกอาจารย์อมรรัตน์ลงโทษด้วยการลุกนั่งไปห้าสิบรอบ แม้จะเมื่อยขาแทบตาย แต่ฉันก็มีความอดทนพอสมควรและก็เข็ดขยาดกับสิ่งที่ตัวเองทำผิดอยู่ตลอด โดยที่พยายามทำตัวเป็นเด็กนักเรียนที่ดี และก็ตั้งใจเรียนไปด้วย

ปีสุดท้ายที่ฉันขึ้นมัธยมศึกษาปีที่สาม อาจารย์อมรรัตน์กลับไปคลอดลูกคนแรกเพียงไม่กี่เดือน เพียงไม่นานก็กลับมาสอนตามปกติ และก็ตั้งครรภ์ลูกคนที่สองติด ๆ

“นึกแล้วมึงต้องอ่าน...เธอไปได้สติ๊กเกอร์ที่ไหนมาติดกระเป๋า....ณัฐฑินี!”

คำทักท้วงของอาจารย์อมรรัตน์ดังก้อง ทำให้ก้าวที่กำลังจะเดินไปข้างหน้าของฉันหยุดนิ่งทันที และก็หันไปมองอาจารย์อมรรัตน์อย่างช้า ๆ รู้สึกเสียวสันหลังอยู่มากทีเดียว

ฉันยิ้มนิดหนึ่ง แต่ใจเต้นไม่อยู่กับเนื้อกับตัว คิดว่าอาจารย์ต้องลงโทษอีกแน่เลย

“หนูซื้อมาจากตลาดนัดคะอาจารย์” ฉันตอบรับอย่างหวาดกลัว

“แสบจังเลยนะเด็กสมัยนี้” เสียงบ่นของอาจารย์ทำให้ฉันยิ้มเอื่อย ๆ และก็รีบเดินเข้าห้องเรียนทันที

นับตั้งแต่ที่ถูกอาจารย์อมรรัตน์ทักเรื่องสติ๊กเกอร์ติดกระเป๋าในวันนั้น ฉันก็แกะสติ๊กเกอร์ทิ้งทันที โดยที่เอาสติ๊กเกอร์อันใหม่มาติดใส่กระเป๋าด้วย

“เท่ห์แต่กินไม่ได้ มันแซ่บไหมล่ะ” คำทักปนยิ้มของอาจารย์อมรรัตน์ทำให้ฉันยิ้มรับอย่างไม่สู้ดีมากนัก

“ตามแฟชั่นนะคะอาจารย์” ฉันตอบรับ แต่ก็ไม่ค่อยกล้าสบตาอาจารย์มากนัก เพราะยังนึกกลัวไม้เรียวอาจารย์อยู่มาก

“อาจารย์ล่ะกลุ้มใจแทนพวกเธอจังเลย ไม่ต้องไปตามมันมากนักไอ้แฟชงแฟชั่น ถ้าว่างนักก็พากันอ่านหนังสือธรรมะนะดีที่สุด รู้ไหมธรรมะนะสอนเราหลายอย่าง” อาจารย์อมรรัตน์พูดตัดบทอย่างเบื่อหน่ายกับการกระทำของพวกฉัน ด้วยนิสัยของอาจารย์ที่สอนวิชาพุทธศาสนามักจะไม่เห็นดีเห็นงามกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว

"ค่ะ อาจารย์"

ฉันพยักหน้ารับกับสิ่งที่อาจารย์บอก แต่ก็ยอมรับว่าตอนนั้นตัวเองอยู่ในช่วงวัยรุ่น และเป็นวัยที่กำลังเรียนรู้ ฉันจะทำแบบที่อาจารย์บอกสอนได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ แต่ก็ยอมรับว่าจดจำทุกอย่างที่อาจารย์สอน











Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



[1]

Opinion No. 1 (133302)

รัก....สุดท้ายที่ปลายปืน (ตอนจบ)



การเรียนวิชาพุทธศาสนากับอาจารย์อมรรัตน์ มีทั้งสนุกและก็เคร่งเครียดอยู่เสมอ ในช่วงนั้นฉันยอมรับว่าครั้งเบื่อหน่ายที่จะท่องบทสวดมนต์ต่าง ๆ ในแต่ละวัน อาจารย์อมรรัตน์มักจะก็เน้นให้ฉันและเพื่อน ๆ ท่องบทสวดมนต์และบทสวดต่าง ๆ ให้ได้ วันไหนที่พวกฉันทำไม่ได้ก็มักจะถูกหักคะแนน ที่หนักไปกว่านั้นก็ถูกอาจารย์ตีไปด้วย ฉันไม่ชอบเรียนอะไรที่กดดันและทำให้ชีวิตไม่มีความสุข

ในบรรดาวิชาที่ฉันเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ ฉันชอบวิชาภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ที่สุด อาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษเป็นคนที่อารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แถมไม่เป็นคนเจ้าระเบียบด้วย เวลาที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษทีไร อาจารย์มักจะให้พวกฉันได้ร้องเพลงฝรั่งไปด้วย ซึ่งก็ให้ความบันเทิงในการเรียนรู้ไปอีกแบบ ส่วนอาจารย์สอนคณิตศาสตร์นั้น เป็นอาจารย์หนุ่มที่อารมณ์ดี สอนสนุก ไม่เครียด และทำให้รู้สึกสนุกกับการค้นหาคำตอบในแต่ละครั้งด้วย

เมื่อฉันได้ค้นพบสิ่งที่ชอบที่ถนัด ฉันก็กลายเป็นเด็กที่ไม่ค่อยชอบสิ่งที่ทำแล้วอึดอัด บางวันที่เข้าเรียนวิชาพุทธศาสนา ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในห้องแคบ ๆ ที่อยู่ในกรอบตลอด ฉันอยากมีอิสระทางความคิดให้กับตัวเอง แต่เพราะฉันยังเด็กและอยู่ในห้องเรียนที่มีอาจารย์คอยควบคุมดูแล ทำให้ฉันไม่สามารถทำอะไรดั่งใจได้เลย นอกจากจะอดทนตั้งใจเรียนอย่างคนที่ไม่มีความสุข เพื่อที่จะเรียนให้ได้เกรดดี ๆ ที่จะจบการศึกษาในปีสุดท้าย

ความจริงเรื่องธรรมะต่าง ๆ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งดี ให้คนที่ได้ศึกษาเรียนรู้มีจิตใจที่สงบสุข ไม่ฟุ้งซ่าน และมีสติคิดสร้างสรรสิ่งที่ดีงามก่อเกิดในสังคม แต่ในตอนนั้นฉันยังเด็กมาก ยังอยู่ในวัยเติบโตที่กำลังเรียนรู้อะไรแปลกใหม่ ฉันคิดว่าเรื่องศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจและความเชื่อส่วนบุคคล ฉันอยากให้วิชาพุทธศาสนาเป็นวิชาเลือกมากกว่าที่จะเป็นวิชาบังคับ เพราะถ้าฉันเลือกได้ ฉันก็อยากจะเรียนวิชาอื่น ๆ เช่น วิชาสังคมเรื่องโลกของเรา หรือไม่ก็พวกวิทยาศาสตร์มากกว่าที่จะมานั่งท่องบทสวดมนต์

แต่เพราะกฏระเบียบของโรงเรียนกำหนดไว้ว่า วิชาพุทธศาสนาเป็นวิชาบังคับที่ทุกคนต้องเรียน ฉันจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และก็ต้องเรียนเพื่อให้ได้เกรดที่จะต้องทำเรื่องจบการศึกษา ยิ่งช่วงหลัง ๆ นอกจากฉันจะไม่ชอบวิชาพุทธศาสนาแล้ว ฉันก็เริ่มไม่ชอบความเข้มงวดของอาจารย์อมรรัตน์ด้วย ซึ่งเพื่อน ๆ ในกลุ่มหลายคนต่างก็ไม่ชอบเช่นเดียวกับฉัน โดยเฉพาะจันทร์เพ็ญเพื่อนสนิทของฉัน จัดว่าเกลียดวิชาพุทธศาสนาสุด ๆ ก็ว่าได้ ฉันเองก็อยากจะหนีเรียนแต่เพราะกลัวว่าพ่อจะเสียใจ เกรงว่าพี่ชายจะโกรธและทำโทษ ก็เลยไม่กล้าคิดที่จะหนีเรียนเลย แต่ก็ยอมรับว่าเวลาเข้าเรียนวิชาพุทธศาสนาทุกคาบ ฉันและจันทร์เพ็ญค่อนข้างเป็นเด็กผู้หญิงที่หัวแข็งและเกเรไม่น้อย

ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ชอบวิชานี้ และไม่ค่อยชอบอาจารย์ที่สอน แต่ฉันก็จบออกมาด้วยเกรดเป็นที่น่าพอใจอยู่มาก วันสุดท้ายของการศึกษา ทางโรงเรียนของฉันได้มีการมอบใบประกาศนียบัตรและจัดงานเลี้ยงขึ้น ซึ่งฉันไม่ได้ไปร่วมงานแต่อย่างใด เพราะได้ขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพกับเพื่อนสนิท ฉันตั้งใจไว้ว่าจะเก็บเงินเหล่านี้มาเรียนต่อมัธยมปลายที่อำเภอที่อาศัยอยู่ แต่พอฉันทำงานได้สักพักและได้เวลากลับมาบ้าน ฉันขอพ่อเรียนต่อมัธยมปลาย แต่พ่อไม่มีเงินส่งให้ฉันเรียน ฉันรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่เคยโกรธพ่อเลยที่ไม่สามารถส่งให้ฉันเรียนได้ เพราะฉันเข้าใจดีว่าพ่ออายุมากแล้ว และก็ไม่มีแรงพอที่จะทำงานส่งฉันให้เรียนได้ ส่วนทางด้านพี่ชายและพี่สาวนั้น ฉันเองก็ไม่เคยหวังพึ่งแต่อย่างใด เพราะแต่ละคนต่างก็มีครอบครัวแล้ว

ตั้งแต่เรียนจบและไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลายที่อำเภอ ฉันก็ไม่ได้ติดต่อไปหาอาจารย์ท่านใดเลย ส่วนเพื่อน ๆ สนิทบางคนก็ขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพ บางคนก็ไปเรียนต่อในตัวอำเภอ ฉันได้ติดต่อจันทร์เพ็ญเพียงเท่านั้น หลังจากที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพได้สองเดือน ฉันก็กลับมาบ้าน จากนั้นก็ได้ย้ายไปทำงานที่ต่างอำเภออีกครั้ง เนื่องมาจากพ่อไม่ให้ฉันขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพอีก ซึ่งฉันก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของพ่อแต่อย่างใด แต่พอทำงานได้แค่หกเดือนและอยากเดินตามฝันที่วางไว้ ฉันฝืนคำสั่งของพ่อและก็ได้ติดต่อจันทร์เพ็ญเพื่อให้มารับที่หมอชิต เพราะฉันต้องการไปทำงานกับเพื่อน

ฉันไม่เคยปฏิเสธเลยว่า ตัวเองผ่านร้อนผ่านหนาวกับชีวิตในเมืองกรุงมามากพอสมควร ยอมรับว่าบางครั้งก็ท้อแท้ บางทีก็มีกำลังใจที่จะก้าวเดินต่อไป และบางครั้งก็อยากจะหยุดอยู่นิ่ง ๆ กับที่ ฉันไม่เคยมีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนบ่อยนัก เพราะตั้งใจทำงานเก็บเงินและส่งเสียตัวเองเรียนไปด้วย พอได้กลับมาเยี่ยมบ้านก็ในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล จึงทำให้ไม่ได้พบเจอเพื่อน ๆ ที่เรียนรุ่นเดียวกันเลย ส่วนอาจารย์แต่ละท่านต่างก็ย้ายไปสอนที่โรงเรียนอื่น ๆ หลายคน เพื่อนบางคนก็แต่งงานมีครอบครัว ที่เหลือ ๆ ก็ยังเรียนหนังสือและเตรียมพร้อมที่จะแต่งงานมีครอบครัว

เรื่องราวชีวิตฉันมีเพื่อนเพียงไม่กี่คนที่รับรู้ บางครั้งฉันก็ก้าวพลาดอย่างไม่ตั้งใจ บางทีฉันก็โชคดีอย่างไม่คาดคิด บ่อยครั้งที่ฉันมีเรื่องราวเกิดขึ้นในชีวิต แต่ฉันก็อดทนต่อสู้ชีวิตมาตลอด ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อพ่อและครอบครัวที่ฉันรักทุกคน เมื่อใดที่ฉันเจ็บและมีชีวิตที่ล้มเลว ฉันไม่เคยเอาความปวดร้าวไปฝากครอบครัว ฉันเก็บความรู้สึกและบอกกับตัวเองเสมอว่า ฉันจะสู้เพื่อที่จะมีชีวิตใหม่ที่ดี

ฉันเคยท้อแท้และเคยคิดว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม เคยอยากจะนอนหลับและไม่ต้องตื่นขึ้นมา แต่พอนึกถึงคำสอนของพ่อและอาจารย์อมรรัตน์เกี่ยวกับการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และผลกรรมของคนที่คิดสั้น ฉันก็ไม่กล้าที่จะทำร้ายตัวเอง ยิ่งนึกถึงใบหน้าของพ่อและอาจารย์ที่คอยสั่งสอน ก็ยิ่งทำให้ฉันมีกำลังใจมากขึ้น แต่ก่อนฉันเคยไม่ชอบวิชาพุทธศาสนาที่อาจารย์อมรรัตน์สอนเลย แต่พอวันใดที่ฉันทุกข์ใจ วันใดที่ฉันรู้สึกว่าไม่มีเพื่อนอยู่ในโลกนี้ ฉันก็มักจะหยิบหนังสือสวดมนต์ต่าง ๆ ที่อาจารย์อมรรัตน์เคยสอนมาอ่านเป็นประจำ ยิ่งได้อ่านคำแปล มันคอยย้ำเตือนให้ฉันมีสติมากกว่าที่เป็นอยู่

ฉันไม่เคยโกหกใคร ๆ ว่าตัวเองเคยมีความรักกับผู้ชายไทยมาก่อน ฉันไม่เคยอายที่จะบอกทุก ๆ คนว่า ฉันเคยผิดพลาดและไม่สมหวังในความรักที่เมืองไทย เคยมีชีวิตที่ขมขื่นยากที่จะระบายออกมาได้ เคยเสียน้ำตาจนแล้วจนเล่า เคยรู้สึกแย่เมื่อรู้ว่าคนรักมีหญิงอื่น เคยรู้สึกไร้ค่าเมื่อคนรักไม่ซื่อสัตย์และไม่รักษาสัจจะ เคยคิดว่านอกจากผู้ชายไทยคนนี้ ฉันคงจะรักใครไม่ได้อีก ฉันแทบจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาเป็นผู้เป็นคนได้ เพราะฉันเคยยอมเป็นทาสหัวใจของผู้ชายคนนั้นมาก่อน แต่จนแล้วจนเล่ากาลเวลาก็ช่วยให้ฉันโตขึ้น รู้สึกจักคิด รู้จักแยกแยะสิ่งที่สำคัญและไม่สำคัญ ยามที่อ่อนแอท้อแท้สิ้นหวัง ฉันก็หวังพึ่งธรรมมะเพื่อที่จะให้ฉันมีจิตใจที่สงบ เลิกคิดถึงเรื่องที่ทำให้ทุกข์ใจ


ฉันจำภาพใบหน้าอาจารย์อมรรัตน์ได้ทุกอย่าง จำรอยยิ้มและน้ำเสียงได้เสมอ ฉันจำทุกคำสอนของอาจารย์ได้หมด แม้แต่ความเจ็บปวดเมื่อถูกอาจารย์ตีด้วยไม้เรียวเล็ก ๆ ฉันก็ยังจำได้ และรู้สึกขอบคุณที่อาจารย์สอนสิ่งดี ๆ ให้ฉันได้คิด ได้มีสติที่ไม่ทำร้ายตัวเองและคนที่ฉันรัก ฉันนั่งทบทวนเรื่องราวและค่อย ๆ เงยหน้าสบตาอาจารย์พรประภากับเพื่อนสนิท

"หนูไม่เคยรู้เลยคะอาจารย์ ไม่เคยมีใครบอกหนูเลย"

"อาจารย์ก็นึกว่าเธอรู้เสียอีก เขารู้กันทั้งโรงเรียน ทั้งตำบลก็ว่าได้ เธอไปอยู่ไหนมาณัฐฑินี"

"หนูอยู่กรุงเทพตลอด ไปเรียนที่นครศรีธรรมราชสองปี จากนั้นก็ย้ายมาอยู่กรุงเทพอีกเกือบสามปี ก่อนที่จะแต่งงานไปอยู่ต่างประเทศกับแฟนประมาณสามปี ไม่รู้ข่าวคราวของใครเลยค่ะ"

"อาจารย์ก็นึกว่าเพื่อน ๆ สนิทของเธอเล่าให้ฟังหมดแล้ว"

"ตกลงเกิดอะไรขึ้นกับอาจารย์อมรรัตน์คะ" ฉันถามอาจารย์พรประภาด้วยความอยากรู้

อาจารย์พรประภาค่อย ๆ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ คงจะต้องการเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อที่จะเล่าให้ฉันฟังโดยละเอียด

"เธอจำแฟนของอาจารย์อมรรัตน์ได้ไหม" อาจารย์พรประภาถาม

"ที่เป็นตำรวจใช่ไหมคะ"

"ใช่จ๊ะ"

"หนูจำได้ค่ะ" ฉันพยักหน้าอย่างเร็ว มีหรือที่ฉันจะจำภาพนายร้อยตำรวจหนุ่มคนนั้นไม่ได้ คนที่ฉันและเพื่อน ๆ หลายคนเห็นแล้วต่างก็ชื่นชมในความโชคดีของอาจารย์

"อาจารย์อมรรัตน์นะมีลูกสองคน แต่งงานอยู่กินกับแฟนก่อนอาจารย์เสียอีก แฟนอาจารย์อมรรัตน์เรียนจบนายร้อยตำรวจและก็ประจำอยู่ที่นครราชสีมา ทั้งสองคนนี้ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอด จะไปมาหาสู่กันก็เฉพาะในช่วงวันหยุดเท่านั้น ซึ่งอาจารย์อมรรัตน์กำลังทำเรื่องขอย้ายไปอยู่ในโรงเรียนใกล้ ๆ ที่ทำงานกับแฟน"

"แล้วตกลงได้ย้ายหรือเปล่าคะ" ฉันอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น

"ก็ได้จ๊ะ แต่ต้องรอนานหน่อย เพราะหลาย ๆ อย่างไม่ลงตัว" อาจารย์พรประภาตอบเสียงนุ่ม

"แล้วยังไงต่อคะ"

"พออาจารย์อมรรัตน์ย้ายไปประจำโรงเรียนมัธยมที่อำเภอเดียวที่แฟนทำงานอยู่ ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิม แฟนอาจารย์อมรรัตน์ก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยดี ๆ รักกันอยู่ตลอด ก็กลายเป็นมีปากเสียงกันบ่อย กลับบ้านดึกบ้าน อ้างว่าไปดูงานที่อื่น ๆ เข้าเวรแทนเพื่อนบ้าง บางทีก็บอกว่านายส่งตัวให้ไปดูงานที่ต่างจังหวัด สารพัดอย่างที่เป็นคำอ้างของผู้ชายเจ้าชู้ ที่ผู้หญิงอย่างพวกเรา ๆ อาจจะตามไม่ทันและไม่เคยรู้"

ฉันฟังอาจารย์พรประภาเล่าเรื่องราวทุกอย่าง ก็อดที่จะย้อนมองภาพชีวิตตัวเองไม่ได้

"หนูเข้าใจเป็นอย่างดีค่ะ สมัยที่หนูคบกับแฟนเก่า หนูร้องไห้ประจำเลยค่ะ น้ำตาจะว่าเป็นเพื่อนแท้ของผู้หญิงเราก็ว่าได้" ฉันยอมรับว่าไม่เคยอายเลยที่จะเล่าเรื่องราวตัวเองให้อาจารย์ได้ฟัง

"แฟนเธอก็เจ้าชู้เหรอณัฐฑินี" อาจารย์พรประภาถามอย่างไม่อยากเชื่อ

"แฟนเก่าคะอาจารย์ สุด ๆ เลยแหละ แต่ก็ช่างเถอะค่ะ เรื่องมันผ่านมาหลายปีแล้ว หนูกับเขาต่างคนต่างไป ทุกวันนี้หนูยังคิดว่าตัวเองฝันร้ายเลยค่ะ พอคิดแบบนี้ชีวิตก็มีความสุขไปอีกแบบ"

"เธอนะโชคดีนะณัฐฑินี ยังไม่ถึงขั้นแต่งงานจดทะเบียนสมรส มีลูกด้วยกัน อยู่กันไม่ได้ก็เลิกกันไป ไม่ต้องมีอะไรผูกมัด แต่อาจารย์อมรรัตน์คงจะเลิกกันยาก เพราะมีหลายอย่างทั้งผูกพันและผูกมัดกันเอาไว้ ปัญหาบางอย่างก็ใช่จะแก้ได้ง่าย ๆ เพราะต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอม"

"ชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยนะคะอาจารย์" ฉันเห็นด้วยกับอาจารย์พรประภา

"ใช่จ๊ะ ชีวิตคู่เป็นยิ่งกว่าใด ๆ ในโลกนี้ หาคู่ที่สุข สมหวัง ไม่มีปัญหาน้อยนักที่จะหาได้ ขึ้นอยู่ที่ว่าปัญหาจะมีมากน้อยเพียงใด อย่างกรณีอาจารย์อมรรัตน์นี่ก็เป็นบทเรียนสอนใจที่ดีทีเดียว"


"ตกลงอาจารย์อมรรัตน์รู้ไหมคะว่าแฟนมีผู้หญิงอื่น" ฉันถามขึ้น

"ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก แต่ช่วงหลัง ๆ ก็เริ่มสงสัยและก็ตามสืบ พอจับได้ก็ทะเลาะกันใหญ่ แฟนอาจารย์อมรรัตน์ก็ขอโทษ บอกว่าจะเลิกกับผู้หญิงคนนั้น แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่ยอมเลิก เพราะผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ยอมเลิกเหมือนกัน"


"จิตสำนึกของคนเรามันต่างกัน ผู้หญิงดี ๆ จะไม่เป็นมือที่สามของใครเด็ดขาด ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่ามาก่อนว่าผู้ชายมีภรรยาแล้ว แต่ถ้ามารู้ทีหลัง ก็ยินดีเลิกราและจากไป ส่วนผู้หญิงที่ไม่ยอมเลิก ก็คงจะมีเหตุผลที่ผู้หญิงอย่างพวกเราไม่รู้และไม่เข้าใจในความคิดของเธอ" ฉันบอกอาจารย์ตามความรู้สึก

"ใช่เลย เธอพูดถูกณัฐฑินี ผู้หญิงเรา จิตใจมีหลายแบบ ยากที่จะเข้าใจและหยั่งรู้ได้ ส่วนผู้ชายบางคนก็มีแต่ความต้องการที่ไม่รู้จักจบและไม่รู้จักคำว่าพอ"

"แล้วยังไงต่อคะอาจารย์" ฉันเองก็ยังสนใจเรื่องอาจารย์อมรรัตน์อยู่ไม่น้อย และยังอยากรู้เรื่องราวทั้งหมด

"เรื่องราวทุกอย่างไม่จบสิ้นง่าย ๆ เมื่อผู้หญิงฝ่ายนั้นไม่ยอมเลิก และสามีอาจารย์อมรรัตน์ก็ไม่ยอมเลิกเช่นเดียวกัน คือยังแอบไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ นัดเจอกันตามโรงแรมบ้าง ที่หนักไปกว่านั้นคือโกหกอาจารย์อมรรัตน์และลูกว่าต้องไปธุระต่างจังหวัดกับเพื่อน แต่เอาเข้าจริง ๆ ไปนอนอยู่บ้านผู้หญิงคนนั้น พออาจารย์อมรรัตน์จับได้ ก็ทะเลาะกันอยู่ตลอด ลูก ๆ ก็ร้องไห้ไปด้วย สงสารแต่เด็ก ๆ ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เคยเห็นภาพพ่อแม่รักกัน ครอบครัวมีความสุข พอมาเห็นภาพที่เปลี่ยนไป เด็กก็ต้องมารับรู้และรับทุกข์ไปด้วย ไหนจะถูกเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนพูดล้อ ซึ่งบนความทุกข์ของผู้หญิงเรามักจะทนได้เพื่อลูก แต่ถ้าเมื่อใดที่ความเจ็บปวดนี้ทำร้ายลูกไปด้วย ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องออกมาต่อสู้ปกป้องความเจ็บปวดเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นกับลูก"

"อาจารย์อมรรัตน์รู้จักผู้หญิงคนที่เป็นชู้กับสามีตัวเองหรือเองหรือเปล่าคะ"

"ไม่รู้จักหรอก รู้แต่ว่าเป็นพวกนักศึกษาอะไรนี่แหละ อาจารย์ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เห็นคนเขาพูดว่ายังไม่มีครอบครัว ยังไม่ได้แต่งงานกับใคร" อาจารย์พรประภาตอบ

"แล้วยังไงต่อคะอาจารย์"

"พอทะเลาะกัน แฟนอาจารย์อมรรัตน์ก็ขอโทษเหมือนเดิม สัญญาว่าจะเลิกและไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้อีก ซึ่งอาจารย์อมรรัตน์ก็ให้โอกาส เพราะเห็นแก่ครอบครัว อีกอย่างก็อยากให้ลูก ๆ เติบโตมีชีวิตที่มีความสุข มีครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อและแม่รักกัน"

"แล้วแฟนอาจารย์อมรรัตน์รักษาสัจจะหรือเปล่าคะ"

"ผู้ชายคนนี้เป็นตำรวจก็จริงนะ อาจจะให้ปฏิญาณตนรักษาสัจจะทุกอย่าง ยอมตายเพื่อชาติได้ทั้งหมด แต่แปลกคำสัญญาและสัจจะที่มีให้ภรรยาและลูก ผู้ชายคนนี้กลับทำไม่ได้ มันน่าแปลกไหมล่ะ"

ฉันได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยกับอาจารย์พรประภา สัจจะของลูกผู้ชายมีทั้งน่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือ แต่ก่อนฉันเชื่อคนง่ายและเชื่อว่าทุกคนจะรักษาสัจจะตลอด แต่พอฉันโตขึ้นและได้เรียนรู้ ฉันจึงเริ่มเข้าใจแล้วว่า กาลเวลาทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างเปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมทำให้สังคมปรับเปลี่ยนไปตามรูปแบบ

"มีอยู่วันหนึ่งแฟนอาจารย์อมรรัตน์บอกว่าจะไปทำธุระที่ต่างจังหวัด อาจารย์อมรรัตน์ก็รับรู้แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถือว่าเป็นหน้าที่การงานและความก้าวหน้าของสามี ซึ่งก็ต้องสนับสนุนเป็นธรรมดา แต่ก็อดที่ไม่ได้ที่จะถามว่าไปทำธุระที่จังหวัดไหน ซึ่งแฟนอาจารย์อมรรัตน์ก็โกหกตามเคย ตอนแรกอาจารย์อมรรัตน์ก็เชื่อสนิท พอแฟนเดินทางออกจากบ้านไปได้หนึ่งวัน อาจารย์อมรรัตน์ก็ไปซื้อของที่ห้างในตัวเมืองที่อาศัยอยู่ และก็บังเอิญไปเจอภรรยาของนายตำรวจซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของสามีของตน อาจารย์อมรรัตน์เลยถามเรื่องการไปดูงานต่างจังหวัดของสามีผู้หญิงคนนั้น ผู้หญิงคนนั้นทำหน้างงกับคำถาม และก็ตอบว่า งานต่างจังหวัดไม่มีหรอก สามีของเธอไม่ได้ไปต่างจังหวัด ผู้หญิงคนนั้นย้อนถามอาจารย์อมรรัตน์ว่าถูกสามีโกหกหรือเปล่า วันนั้นอาจารย์อมรรัตน์ไม่พูดอะไรอีกเลย รีบขับรถกลับมาบ้านด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง พอเอาของเก็บในบ้านเสร็จแล้ว ก็ไปรับลูกทั้งสองคนที่โรงเรียน และก็เอาลูกทั้งสองคนไปฝากตากับยายเอาไว้ จากนั้นเธอก็ขับรถไปที่ทำงานของแฟน สืบสาวได้ความว่าแฟนไปนอนอยู่โรงแรมกับผู้หญิงคนเดิม ก็เลยขับรถตามไปที่โรงแรมนั้น"

"เล่าต่อคะอาจารย์" ฉันและเพื่อนสนิทพูดแทบจะพร้อมกัน

"อาจารย์อมรรัตน์เข้าไปที่แผนกฝ่ายต้อนรับ และก็ถามชื่อห้องพักของสามีว่าพักอยู่ห้องไหน ตอนแรกพนักงานต้อนรับก็ไม่กล้าบอก เพราะกลัวจะมีเรื่อง เพราะรู้ว่าสามีของอาจารย์อมรรัตน์มาพักกับผู้หญิงอีกคน อาจารย์อมรรัตน์ขู่ว่าถ้าไม่ยอมบอก จะขึ้นไปเคาะประตูทุกห้อง ให้พนักงานต้อนรับเลือกเอาว่าจะเอาแบบไหน จะให้เดือดร้อนลูกค้าคนอื่นไปด้วยหรือไม่ สุดท้ายพนักงานต้อนรับก็จำใจบอกเบอร์ห้อง"

"อาจารย์อมรรัตน์ไม่รอช้ารีบก้าวเท้าชับ ๆ ไปที่ลิฟต์ และขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของห้อง เธอเข้าไปเคาะประตูบอกว่าเป็นรูมเซอร์วิส แต่พอสามีเปิดประตูออกมา อาจารย์อมรรัตน์ก็ผลักประตูเข้าไปทันที พอเห็นภาพเปล่าเปลือยของผู้หญิงอีกคนนอนอยู่บนเตียง น้ำตาเจ้ากรรมของลูกผู้หญิงที่เป็นเมียหลวงก็ไหลรินออกมาพรั่งพรู ความอดทนที่เคยมีไว้ตลอดก็แตกสลาย จากที่เคยควบคุมสติตัวเองได้ ก็กลับทำไม่ได้แล้ว เธอเข้าไปทุบตีสามีด่าทอต่าง ๆ นานากับสิ่งที่เขาโกหกเธอและลูก และก็ด่าไล่ผู้หญิงอีกคนให้ออกไปจากห้อง ความโกรธเคืองของผู้หญิง บางทีก็ยากที่จะระงับอารมณ์ไว้ได้ อาจารย์อมรรัตน์รักสามีมาก เพราะเป็นรักแรกและรักคงจะเป็นรักเดียวของเธอด้วย พอรู้ว่าเขาแบ่งปันหัวใจให้หญิงอื่น ก็เกิดอาการโกรธเคืองอย่างบ้าคลั่ง สามีของเธอก็ใช่จะขอโทษและยอมรับผิด แต่ก็ต่อว่าเธอไปด้วย ทำให้เธอรู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า รู้สึกไร้ค่าทำให้สามีทิ้งไปมีผู้หญิงคนอื่น เธอตัดสินใจหยิบเอาปืนของสามีซึ่งวางไว้ข้าง ๆ เตียงทันที"

ฉันนั่งฟังเรื่องราวทุกอย่างด้วยความเจ็บปวด เคยคิดว่าตัวเองเจอเรื่องที่เลวร้ายที่สุด แต่คนที่ฉันรักและนับถือกลับเจอเรื่องเลวร้ายมากกว่าฉันเสียอีก

"เล่าต่อคะอาจารย์"

อาจารย์พรประภาสบตาฉันและเพื่อนสนิท น้ำเสียงสั่นเครือที่จะเล่าต่อ เพราะคงจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

"อาจารย์อมรรัตน์เอาปืนจ่อสามีเอาไว้และบอกว่า 'หมอนทำอะไรผิด พี่ถึงได้มีผู้หญิงคนอื่น เรารักกันไม่ใช่เหรอ เราแต่งงานกัน เรามีลูกด้วยกัน มีครอบครัวที่อบอุ่น ทำไมพี่ต้องทำลายครอบครัวเราด้วย พี่ไม่รักหมอนและลูกแล้วเหรอ' ในขณะนั้นสามีอาจารย์อมรรัตน์ไม่ตอบ และก็เดินหนีออกไปอีกมุมหนึ่ง ยิ่งสามีอาจารย์อมรรัตน์ไม่ตอบ แสดงท่าทีไม่สนใจอะไร ก็ยิ่งทำให้อาจารย์อมรรัตน์โกรธเป็นทวี เพราะเธอต้องการรู้ความจริงในวันนั้นว่าอะไรคือสาเหตุให้สามีมีเมียน้อย เป็นตายร้ายดียังไงเธอไม่สนใจ ขอเพียงได้รู้ความจริงทุกอย่าง"

"อาจารย์อมรรัตน์ร้องไห้น้ำตาอาบแก้ม หัวใจของเธอคงจะสลายไปนานแล้ว เธอคงจะเจ็บปวดมาก ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ได้หนีไปไหน แต่เข้าไปหลบอยู่ในห้องน้ำและล็อคกลอนเอาไว้ 'บอกหมอนมาสิ ว่าผู้หญิงคนนั้นมีดีอะไร พี่ถึงทำกับหมอนได้ บอกมาสิ' อาจารย์อมรรัตน์ตะโกนถามสามีด้วยความโกรธเคือง"

"สามีอาจารย์อมรรัตน์ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา เยือกเย็นเหมือนผู้ชายที่ไร้ซึ่งหัวใจ 'อยากรู้ใช่ไหมว่าทำไมผมถึงมีผู้หญิงคนอื่น เพราะคุณนะเอาแต่ทำงาน ไม่มีเวลาให้ผมเลย ผมจึงต้องมีผู้หญิงคนอื่นที่เขาให้ความสุขผมได้ ผู้หญิงที่ยังสาวและสวยกว่าคุณยังไงล่ะ ผมเบื่อที่จะกลับไปบ้านและอยู่กับชีวิตเดิม ๆ กับคุณ ผมเบื่อคุณเข้าใจไหมหมอน' พูดยังไม่ทันจบเสียงปืนดัง ปัง!ปัง! ขึ้นสองนัด ร่างของสามีอาจารย์อมรรัตน์ล้มลงทันที เลือดไหลออกมานองพื้น อาจารย์อมรรัตน์ทรุดตัวลงกับพื้นอย่างคนสิ้นหวัง ไร้ซึ่งพลังที่จะต่อสู้ต่อไป เธอร้องไห้ด้วยความเสียใจ กอดศพสามีเอาไว้แน่น ปากก็พร่ำบอกขอโทษกับสิ่งที่ทำลงไป"

"อาจารย์อมรรัตน์ร้องไห้พลางบ่นพึมพำต่าง ๆ นานา เหมือนคนเสียสติ 'เมื่อไม่มีพี่ แล้วหมอนจะอยู่เพื่ออะไรอีกล่ะ หมอนจะไปอยู่กับพี่ เราจะเป็นผัวเมียกันทุก ๆ ชาติ หมอนจะอยู่กับพี่' จากนั้นเสียงปืนดังขึ้นอีกนัด ปัง! และก็ไม่มีเสียงอาจารย์อมรรัตน์อีกเลย"

อาจารย์พรประภาน้ำซึมเต็มเบ้า สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนที่จะหันมามองฉันกับเพื่อนสนิท ซึ่งน้ำตาซึมไปตาม ๆ กัน

"ใครจะคิดว่าอาจารย์ที่สอนศาสนาและเป็นคนที่เคร่งเรื่องธรรมะธรรมโมจะกล้าทำอะไรแบบนี้ได้ ความรักทำให้คนเราเสียสติและทำทุกอย่างได้ตลอด ต่อให้เราเป็นคนดีแค่ไหน ถ้าเราไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ ชีวิตก็จบลงแบบสั้น ๆ นี่แหละ"

"หนูเสียใจจริง ๆ ที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ขอให้ดวงวิญญาณของอาจารย์อมรรัตน์และสามีไปสู่สุคติด้วยเถิด" ฉันประนมมืออธิฐานทันที และก็อดไม่ได้ที่จะหันไปถามอาจารย์พรประภาอีกครั้ง

"แล้วผู้หญิงที่เป็นชู้กับสามีอาจารย์อมรรัตน์ล่ะคะอาจารย์"

"ผู้หญิงคนนี้ก็ให้การสารภาพทุกอย่าง ซึ่งตำรวจก็ไม่ได้ตั้งข้อหาอะไร แต่ก็เหมือนเป็นเวรเป็นกรรมล่ะมั้ง ผู้หญิงคนนี้หนีไปบวชชีอยู่ในวัดจนทุกวันนี้ เธอคงจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป ส่วนลูก ๆ ของอาจารย์อมรรัตน์ก็อยู่กับตาและยาย ป่านนี้ก็คงจะโตขึ้นมาแล้วแหละ"

"ความรักไม่ได้ให้ความสุขเท่านั้น แต่บางทีความรักก็เหมือนยาพิษ หากเราไม่รู้จักรักอย่างมีสติ รักให้เป็น เราอาจจะตกเป็นทาสของความรักที่สามารถทำเรื่องเลวร้ายได้" ฉันเอ่ยทิ้งท้าย หันไปมองอาจารย์และเพื่อนสนิท

"ถูกต้องจ้า"

หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับอาจารย์อมรรัตน์และสามีในวันนั้น ทำให้ฉันนั่งคิดอะไรหลายอย่าง ฉันรู้สึกเสียใจและก็สงสารอาจารย์ไม่น้อย ฉันไม่เคยคิดเลยว่า จะสูญเสียอาจารย์ที่เคารพรักและนับถือไปด้วยเรื่องแบบนี้ แต่ก่อนฉันเคยคิดว่าเรื่องผู้ชายมีชู้เป็นเรื่องธรรมดามาก แต่พอได้เจอกับตัวเอง ฉันกลับรับไม่ได้เสียอย่างนั้น ยิ่งมารู้ว่าอาจารย์อมรรัตน์ต้องเสียชีวิตพร้อม ๆ กับสามีด้วยเพราะมือที่สามที่เข้ามาทำลายครอบครัว ฉันรู้สึกแย่ รู้สึกสะเทือนใจมาก ๆ หากเป็นไปได้ ฉันก็ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับใคร ๆ ในโลกนี้ เพราะรู้ว่าทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นความเจ็บปวดที่ไม่มีวันสิ้นสุด


"ขอให้ดวงวิญญาณของอาจารย์อมรรัตน์และสามีจงไปสู่สุคติ"


By Natthinee Khot-asa Jones Date 2014-11-23 21:51:34


Opinion No. 2 (133356)

เศร้าจังเลยนะค่ะ..นี้แหละชีวิตของคนเรามันอยู่ที่การกระทำด้วยนะค่ะ...

By พี่ลานนา (wachi-at-virginbroadband-dot-com-dot-au)Date 2010-01-25 10:38:16


Opinion No. 3 (138908)

ชีวิตคนเรา ไม่มีอะไรเพอเฟ็คไปหมด เวลาที่กลับเมืองไทย เห็นภาพโรงเรียนนี้ หนูก็แอบเศร้าใจตลอด คิดถึงอาจารย์ที่เคยสอน คิดถึงภาพความสุขเก่า ๆ ไม่อยากให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึั้นกับใคร ได้แต่ภาวนาให้โลกใบนี้มีแต่ความสุข แต่ความจริงของชีวิตในโลกใบนี้ ช่างต่างจากสิ่งที่เราฝันเอาไว้ กาลเวลาเปลี่ยนแปลง สังคมเปลี่ยนไป ใจคนก็ใช่จะเหมือนเดิม สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือ ดูแลรักษาตัวเองและใจเราให้คงมั่นกับสิ่งที่เรารัก กับคนรักและครอบครัวที่รักเรา

By Natthinee Khot-asa Jones (roslita_natty-at-hotmail-dot-com)Date 2011-08-22 11:13:49



[1]


Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones