ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article

 






แสงตะวันยามเย็นยังคงทอแสงนวลผ่อง ถนนลาดยางที่เพิ่งจะสร้างขึ้นเมื่อไม่กีปีที่ผ่านมาดูดำสนิทด้วยยางมะตอย ท้องทุ่งนาเหลืองอร่ามด้วยรวงข้าวสุกงอมพร้อมที่จะเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูนี้ ผู้คนในหมู่บ้านยังคงดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่ได้แตกต่างไปกว่าเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา

ระยะทางจากบ้านมายังโรงเรียนมัธยมประจำตำบลประมาณห้ากิโลเมตร เพื่อน ๆ หลายคนปั่นจักรยานมาโรงเรียนทุกวัน และก็มีเพื่อนบางคนเลือกที่จะนั่งรถโดยสารมาเรียนหนังสือแทนที่จะปั่นจักรยานกัน สำหรับค่ารถโดยสารไปกลับนั้นก็หนึ่งบาทตลอดสายต่อนักเรียนหนึ่งคน

โรงเรียนมัธยมแห่งนี้เพิ่งเปิดสอนเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา มีนักเรียนประมาณหนึ่งร้อยกว่าคนเท่านั้น และก็มีอาจารย์อยู่เพียงหกคนที่คอยสอนหนังสือให้ความรู้แก่นักเรียนที่นี่ ภายในบริเวณโรงเรียนมีอาคารเรียนหลังใหม่แค่เพียงอาคารเดียว ซึ่งเป็นที่พักของอาจารย์ทั้งหมดหนึ่งห้อง และอีกสองห้องเป็นห้องเรียนของนักเรียนแต่ละชั้น

โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนชั้น ม. 1 กับ ม. 2 เท่านั้น นักเรียนชั้น ม. 2 เป็นรุ่นพี่ที่บุกเบิกโรงเรียนแห่งนี้ สำหรับนักเรียนชั้น ม. 1 นั้น จะต้องไปอาศัยอาคารโรงฝึกงานของโรงเรียนประถมที่อยู่ติดกันเป็นอาคารเรียนหนังสือชั่วคราว โดยที่ทางโรงเรียนมัธยมแห่งนี้กำลังมีการก่อสร้างอาคารหลังใหม่เพิ่มขึ้นอีกหลังหนึ่ง

นักเรียนที่มาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานคนในตำบลแห่งนี้ รวมทั้งตำบลข้างเคียงด้วย เด็ก ๆ นักเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นลูกชาวนาชาวไร่เสียมากกว่า ซึ่งน้อยคนมากที่จะมีโอกาสเข้าไปเรียนในตัวเมืองใหญ่ ๆ ได้

รถจักรยานตราจระเข้คันเก่าสุดคือพาหนะส่วนตัวที่ฉันใช้ปั่นไปโรงเรียนทุกวัน และวันนี้ก็คงเหมือนวันก่อน ๆ ที่ฉันต้องปั่นจักรยานคู่ชีพกลับจากโรงเรียนเหมือนเดิม แม้ว่าจักรยานคันนี้จะเก่ากว่าใคร ๆ ในโรงเรียนแห่งนี้ แต่จักรยานคันนี้ก็มีน้ำใจแบ่งปันเพื่อน ๆ ให้ได้ซ้อนท้ายเป็นประจำ

ในแต่ละวันฉันต้องรีบกลับมาบ้าน เพื่อช่วยพ่อดูแลงานบ้านและเอาควายเข้าคอกด้วย ปีนี้พ่อไม่ได้ทำนาเพราะสุขภาพของพ่อไม่ดีมากนัก พ่อเลือกที่จะแบ่งที่นาให้คนอื่นเช่าทำ โดยที่มีพี่รองและพี่บุหงาคอยส่งเงินมาจุนเจือครอบครัวตลอด พี่ทั้งสองคนนี้ทำงานอยู่ที่กรุงเทพนานหลายปีแล้ว และก็ยังทำหน้าที่ลูกที่ดีคอยส่งเงินมาให้ฉันและพ่อได้ใช้จ่ายเป็นประจำ ส่วนพี่ ๆ คนอื่น ๆ ก็แต่งงานมีครอบครัวแยกย้ายกันไปหมดแล้ว

เมื่อปั่นจักรยานมาถึงหน้าบ้านกำนัน ลูกชายกำนันซึ่งทำงานไปรษณีย์ก็เรียกฉันให้เข้าไปรับจดหมายพร้อมธนาณัติ ในวันนั้นฉันไม่รอช้ารีบเข้าไปรับจดหมายและธนาณัติแต่โดยเร็ว เมื่อได้จดหมายแล้วก็รีบปั่นจักรยานคู่ใจกลับมาบ้านทันที

ภาพของพ่อในวัยเจ็ดสิบปีต้น ๆ เดินจูงควายให้กินหญ้าหน้าบ้าน สวมเสื้อยืดสีขาวซึ่งเป็นเสื้อยูนิฟอร์มของบริษัทที่พี่รองทำงานอยู่ พ่อสวมกางเกงขาสั้นขนาดหัวเข่าเหมือนคนบ้านนอกทั่วไป ผิวพรรณเหี่ยวแห้งไปตามวัย ผมหงอกขาวโพลนและร่างสูงโปร่งผอมแห้ง สองมือกำเชือกควายไว้แน่น แววตาแห่งความอบอุ่นและใจดียังคงมีให้กับทุก ๆ คนที่รู้จัก รอยยิ้มอ่อนโยนไม่เคยหืดหายไปจากพ่อเลยสักครั้ง ทุกสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ฉันเห็นได้ชัดจากใบหน้าของพ่อ ทันทีที่เอาจักรยานใส่ขาตั้งเสร็จแล้ว ก็รีบเดินมาหาพ่อ

“พ่อ สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้พ่อทุกครั้งก่อนไปเรียนและหลังเลิกเรียนเสมอ

รอยยิ้มอันอ่อนโยนและอบอุ่นของพ่อทำให้ฉันสุขใจทุกที

“เป็นยังไงบ้างลูก วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง?”

แม้ว่าพ่อจะไม่ได้เรียนหนังสือมาก่อนในชีวิต แต่พ่อก็ยังสนใจชีวิตการเรียนของฉันเสมอ สมัยที่พ่อยังเป็นหนุ่มนั้น พ่อไม่เคยไปเรียนหนังสือเลย มีแต่ศึกษาเอาจากลูกหลานเท่านั้น ซึ่งก็น่าแปลกใจที่พ่อไม่เคยไปนั่งเรียนหนังสือเหมือนคนอื่น ๆ แต่พ่อสามารถอ่านออกเขียนได้เหมือนคนเรียนจบชั้นประถมไม่มีผิด

“เรื่องเรียนก็เหมือนเดิมค่ะ วันนี้พี่รองส่งจดหมายและธนาณัติมาให้พ่อด้วยนะ” ฉันบอกพ่อพลางหยิบเอาซองจดหมายจากกระเป๋านักเรียนมายื่นให้

พ่อเอื้อมมือรับจดหมาย จากนั้นก็ค่อย ๆ เปิดอ่านข้อความภายในจดหมายอย่างช้า ๆ โดยที่มีฉันยืนดูพ่ออยู่ข้าง ๆ

“ให้หนูอ่านให้ฟังไหมคะพ่อ?”

“จ๊ะ อ่านให้พ่อฟังหน่อยสิลูก พ่อมองไม่ค่อยเห็นเลย ตาไม่ดีด้วย” พ่อยื่นจดหมายฉบับนั้นมาให้ฉันทันที

25 พฤศจิกายน 2535

กราบเท้าพ่อที่เคารพอย่างสูง

พ่อกับน้องเล็กสบายดีไหมครับ ผมกับน้องหงาสบายดี ตอนนี้ก็ยังทำงานอยู่ที่เดิม ผมกับน้องกำลังช่วยกันเก็บเงินไปสร้างบ้านหลังใหม่ให้เร็วที่สุด ช่วงนี้งานของผมก็มีการทำงานล่วงเวลาเยอะ ส่วนน้องหงาก็ต้องดูแลเจ้านายและลูก ๆ ของเจ้านายตลอด เจ้านายของน้องหงาก็ยังใจดีเอ็นดูน้องบ้าง โดยมีการขึ้นเงินเดือนให้น้องครั้งล่าสุดประมาณ 500 บาท แถมยังให้น้องหงาได้หยุดทุก ๆ วันอาทิตย์ด้วย

ส่วนงานของผมนั้นก็ต้องทำล่วงเวลาเกือบทุกวัน ผู้จัดการของผมมีน้ำใจให้โอกาสผมได้ทำงานในตำแหน่งที่ดีขึ้นกว่าเก่า แม้งานจะหนักและเหนื่อย แต่ผมก็สู้งานเต็มที่ครับ อีกไม่กี่วันก็ใกล้ถึงวันพ่อแล้ว ผมกับน้องหงาส่งเงินมาให้พ่อ 1000 บาท และก็อยากให้พ่อกับน้องเล็กขึ้นมากรุงเทพในวันที่ 3 ธันวาคมตอนเย็น ผมกับน้องหงาตั้งใจจะพาพ่อและน้องเล็กไปเที่ยววัดพระแก้ว และไปชมงานพิธีเฉลิมฉลองพระราชสมภพของในหลวงที่สนามหลวงด้วย

และผมก็อยากให้พ่อกับน้องเล็กขึ้นมาให้ได้ เพราะอยากให้พ่อมาได้เห็นกรุงเทพสักครั้งหนึ่งในชีวิต ถ้าพ่อจะขึ้นมาก็ขอให้โทรมาหาผมได้ที่เบอร์นี้ 02-xxxxxxx ผมจะได้บอกรายละเอียดต่าง ๆ ให้ทราบอีกครั้ง ผมกับน้องหงาจะรอคำตอบจากพ่อเสมอ เงินหนึ่งพันบาทที่ส่งมาให้นั้น ขอให้พ่อเก็บไว้เป็นค่ารถขึ้นมากรุงเทพ

ส่วนค่าเช่านาปีนี้ ผมอยากให้พ่อขายข้าวและไปตรวจสุขภาพบ้าง เพราะพ่ออายุมากแล้วและสุขภาพไม่ค่อยจะดีนัก ไม่ต้องประหยัดจนลืมดูแลสุขภาพของตัวเอง ผมอยากเห็นพ่อมีความสุขและมีสุขภาพที่ดี มีอายุยืนยาวได้เห็นความสำเร็จของลูก ๆ ทุกคน ผมและน้องหงาคิดถึงพ่อและพี่น้องทุกคนเสมอ

ท้ายนี้ผมขอให้คุณพระศรีรัตนไตรจงช่วยปกปักษ์รักษาคุ้มครองพ่อและทุกคนในครอบครัวมีความสุขมาก ๆ

รักและเคารพอย่างสูง

เทอดพงษ์ (ลูกรอง)


ทันทีที่อ่านจดหมายจบแล้ว ฉันค่อย ๆ พับจดหมายเก็บเข้าซองเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ จากนั้นก็แหงนหน้ามองพ่ออย่างช้า ๆ รอยยิ้มแห่งความปิติดีใจของพ่อเห็นได้ชัดเจน เกือบปีแล้วที่พ่อไม่เคยเห็นหน้าพี่รองและพี่หงา พ่อก็คงจะมีความสุขไม่น้อยที่จะได้ขึ้นไปเยี่ยมพี่ทั้งสองคน และก็คงเป็นบุญของพ่อด้วยที่จะได้ไปดูกรุงเทพ เมืองสวรรค์ที่ใคร ๆ ในหมู่บ้านมักจะคุยนักคุยหนาว่าสวยงามอร่ามตาที่สุด พิเศษไปกว่านั้นพ่อก็จะได้ขึ้นไปเที่ยววัดพระแก้วและดูพิธีพระราชสมภพของในหลวงด้วย

พ่อส่งยิ้มอ่อนโยนให้ฉันนิดหนึ่ง “เงินหนึ่งพันบาทมันจะพอเหรอลูก พ่อเกรงว่าจะไม่พอนะ ไหนจะค่ากินตามทางอีก เห็นทีต้องขายข้าวเพิ่มแล้วล่ะ” ความกังวลใจของพ่อผู้ไม่เคยจากบ้านนาไปเมืองกรุงคิดไกลไปสารพัดอย่าง

“คงพอแหละคะพ่อ เพราะค่ารถนั้นก็แค่หนึ่งร้อยห้าสิบบาทต่อคน ไปกลับก็สามร้อย สองคนก็หกร้อย คงเหลืออยู่บ้าง ไปถึงนั้นพี่รองก็คงดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้เราเองค่ะ แล้วพ่ออยากไปหรือเปล่าละคะ?”

“อยากก็อยากแหละลูก พ่อก็อยากไปเห็นชีวิตความเป็นอยู่ของลูก ๆ ที่เมืองกรุงด้วย ไม่รู้จากบ้านนาไปอยู่กันอย่างไรบ้าง” สีหน้าของพ่อดูกังวลและห่วงใยลูก ๆ ไม่น้อย

“ถ้าพ่อจะไปจริง ๆ เดี๋ยวค่ำ ๆ หนูจะไปโทรศัพท์หาพี่รองนะ แล้วพี่รองจะได้บอกเราถูกว่าไปหาพี่รองได้ที่ไหน”

“จ๊ะ เย็นนี้ทำกับข้าวเสร็จแล้ว หนูก็ไปโทรหาพี่ชายเรานะลูกนะ ถามพี่เขาให้รู้เรื่องว่าพักอยู่ตรงไหน เวลาเราขึ้นไปจะได้ไปหาถูก ไม่ต้องไปหลงทางอยู่ที่ใดที่หนึ่ง”

“คะพ่อ” ฉันพยักหน้ารับทราบ จากนั้นก็รีบเอารถจักรยานไปเก็บ พร้อมทั้งเปลี่ยนชุดนักเรียนให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็หุงหาอาหารเหมือนเคย และก็ไม่ลืมที่จะหาบน้ำใส่โอ่งไว้ให้พ่อได้อาบและไว้ดื่มด้วย


บ้านของฉันเป็นบ้านชั้นเดียว ซึ่งก็เป็นหลังแรกของหมู่บ้านที่มุ้งสังกะสี หากจะนับอายุอานามของบ้านก็ประมาณสามสิบปีได้ และสังกะสีก็ขึ้เริ่มนสนิมจนเป็นสีแดงตามกาลเวลาของอายุการใช้งาน ฉันพักอยู่ที่บ้านหลังนี้เพียงสองคนกับพ่อเท่านั้น

พี่รองกับพี่บุหงาขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพเพื่อที่จะเก็บเงินมาสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อได้อยู่ แม้ว่าพ่อจะไม่ต้องการให้ลูก ๆ จากบ้านไปเป็นลูกจ้างใคร ๆ แต่พ่อก็ไม่สามารถห้ามความต้องการของลูก ๆ ได้เลย เพราะการเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ คือหนทางเดียวที่พี่ทั้งสองคนจะทำงานและเก็บเงินได้มากกว่าทำนาทำไร่เสียอีก

เพียงไม่นานฉันก็ขับรถไปโทรศัพท์หาพี่ชายเพื่อที่จะถามเกี่ยวกับรายละเอียดต่าง ๆ ในการขึ้นไปเยี่ยมพี่ทั้งสองคน และก็ได้ลาการเรียนเพื่อขึ้นไปกรุงเทพในครั้งนี้ด้วย ซึ่งก็นับว่าโชคดีที่ทางอาจารย์ได้อนุญาตให้ฉันไปกรุงเทพฯ กับพ่อโดยที่ไม่มีปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องเรียนเลย

การขึ้นไปกรุงเทพฯ ครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกของพ่อและเป็นครั้งที่สองของฉัน ซึ่งฉันยอมรับว่าตัวเองก็ไม่รู้อะไรมากนัก ฉันเคยไปทำงานรับจ้างที่กรุงเทพครั้งหนึ่งที่สโมสรเพื่อสุขภาพของคนมีฐานะในวงเวียนใหญ่เมื่อตอนปิดเทอมซัมเมอร์ แต่ก็ยอมรับว่าไม่สามารถจำอะไรได้เลย นอกเสียจากที่ทำงานเท่านั้น

วันนั้นพี่รองได้บอกรายละเอียดต่าง ๆ โดยที่ฉันได้จดใส่กระดาษสองแผ่น ซึ่งกระดาษแผ่นแรกฉันพับใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงตัวเอง ส่วนกระดาษแผ่นที่สองก็ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงของพ่อด้วย ในตอนนั้นฉันรู้แต่เพียงว่าพี่รองเช่าบ้านอยู่ที่รังสิต ซึ่งฉันไม่รู้เลยว่ารังสิตหน้าตาเป็นยังไงบ้าง

ในวันเดินทาง ฉันกับพ่อก็รู้สึกตื่นเต้นที่สุดที่จะได้ไปกรุงเทพฯ ใบหน้าของพ่อดูสุขใจยิ่งนักที่จะได้ไปเยี่ยมลูก ๆ การเดินทางในครั้งนี้เต็มไปด้วยความหวังมากมายที่พ่ออยากเห็นลูก ๆ มีชีวิตที่มีความสุข ซึ่งเราสองพ่อลูกไม่รู้เลยว่าจะเผชิญกับสิ่งใดบ้างในเมืองกรุง สิ่งที่พ่อกำชับฉันก็คือให้เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย และก็เอาทะเบียนบ้านไปด้วย หากหลงทางหรือไปไม่ถูกเราก็สามารถเอาทะเบียนบ้านโชว์ให้ตำรวจดูได้ เนื่องมาจากตอนนั้นฉันยังไม่มีบัตรประชาชน พ่อจึงคิดว่าการพกทะเบียนบ้านคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนไม่รู้อีโน่อีเหน่ ส่วนพ่อนั้นก็มีบัตรประชาชนและก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก

ฉันกับพ่อออกเดินทางในตอนเย็น ญาติพี่น้องหลายคนพากันมาส่งฉันและพ่อขึ้นรถโดยสารด้วย ญาติแต่ละคนกำชับพ่อให้ถ่ายรูปมาฝากบ้าง และบางคนก็บอกพ่อให้ซื้อของมาฝากด้วย ซึ่งผู้คนในหมู่บ้านส่วนมากไม่เคยมีโอกาสได้เห็นกรุงเทพฯ เลย คงมีแต่เสียงเล่าขานเกี่ยวกับกรุงเทพฯ จากคนที่เคยมาเท่านั้นที่คอยเล่าให้ฟังตลอด พ่อรับปากกับญาติพี่น้องทุกคนว่าจะเก็บเรื่องราวมาเล่าให้ทุก ๆ คนฟังแน่นอน แต่ก็ไม่ได้รับปากเรื่องถ่ายรูปแต่อย่างใด เพราะเราไม่มีกล้องถ่ายรูปกัน

พอรถโดยสารวิ่งมาจอดหน้า บขส. ประจำอำเภอ ฉันกับพ่อก็เดินไปซื้อตั๋วสองที่นั่ง

“หนูขอซื้อตั๋วไปรังสิตสองที่นั่งค่ะ” ฉันมองหน้าคนขายตั๋วอย่างนอบน้อม

“สามร้อยบาทจ๊ะหนู” คนขายตั๋วพูดภาษาไทยชัดเจน ซึ่งก็ทำให้ฉันรู้สึกเกร็งไม่น้อย

พ่อซึ่งยืนอยู่ข้างหลังหยิบเงินสามร้อยบาทยื่นให้ฉันทันที “ นี่ค่ะ” ฉันส่งเงินสามร้อยบาทให้ผู้หญิงที่ขายตั๋วทันที

จากนั้นคนขายตั๋วก็ปั๋มตั๋วให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็ส่งตั๋วสองใบมาให้ฉันกับพ่อ พอได้ตั๋วแล้วคนขายตั๋วก็ไม่ลืมที่จะบอก

“รถมาประมาณสองทุ่ม นั่งรอกันไปก่อนนะคะ”

"ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

ในวันนั้นฉันกับพ่อพยักหน้ารับทราบแต่โดยดี และก็ไม่ลืมยกมือไหว้กล่าวขอบคุณคนขายตั๋วด้วย ระยะเวลาอีกสองชั่วโมงไม่ได้นานเลย ถ้าเปรียบเทียบกับระยะเวลาเกือบสองปีที่พ่อไม่ได้เห็นหน้าลูกสองคนที่อยู่เมืองกรุง ฉันกับพ่อนั่งอยู่บนม้านั่งใน บขส. พลางเฝ้ามองดูผู้คนที่มาซื้อตั๋วเพื่อที่จะเดินทางเข้าไปเมืองกรุงไม่ให้คลาดสายตา

ครู่ต่อมาพ่อก็หยิบเงินมาสามสิบบาทยื่นให้ฉันไปซื้อข้าวเหนียวและไก่ย่างมาไว้รับประทาน ฉันเองไม่ลืมซื้อน้ำดื่มมาเผื่อด้วย เพราะบนรถไม่มีน้ำแจกให้แน่นอน พอเดินกลับมาจากซื้อไก่ยางกับข้าวเหนียว ก็ถือโอกาสมานั่งติด ๆ กับพ่อ

“พ่อหิวข้าวไหมคะ?” ฉันถามพ่อด้วยความเป็นห่วง

“พ่อไม่ค่อยหิวหรอกลูก หนูทานไปเถอะ ท้องจะได้ไม่ร้องเวลานั่งรถ” พ่อตอบรับพลางบอกให้ฉันทานอาหารไปก่อน

ฉันพยักหน้าอย่างเข้าใจ ส่งยิ้มให้พ่อนิดหนึ่งพลางนั่งแกะถุงข้าวเหนียวและไก่ย่างทานไปเรื่อย ๆ โดยที่มีพ่อนั่งมองด้วยความเอ็นดู ฉันรู้ว่าวันนี้พ่อมีความสุขมาก ๆ ที่จะได้ไปเมืองกรุง โดยเฉพาะการไปเยี่ยมลูกหลานในครั้งนี้ พิเศษสุดก็คงจะดีใจที่พ่อจะได้ไปเที่ยววัดพระแก้ว และไปดูพิธีราชสมภพของในหลวงด้วย แววตาของพ่อในวันนี้ดูอิ่มเอิบใจที่สุด ซึ่งทุกครั้งที่ฉันเห็นพ่อมีความสุข ใจของฉันก็พลอยสุขไปกับพ่อด้วย






 



 

 

 




เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัยเรื่องนี้ ฉันเขียนขึ้นมาเพื่อระลึกถึงพ่อซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อสิบปีที่แล้ว เป็นความทรงจำดี ๆ ที่ยีนส์และครอบครัวได้สัมผัสเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

คือรอยยิ้มของพ่อที่ทำให้ฉันจดจำไม่รู้ลืม คือเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินทางของชายชราและเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินทางไปเที่ยวเมืองกรุงกับพี่ชายและพี่สาว โดยที่พี่ทั้งสองได้พาไปเที่ยวชมสวนจัตุจักร วัดพระแก้ว สนามหลวง และพิธีราชสมภพของในหลวงด้วย เรื่องราวทั้งหมดคือความทรงจำที่มิอาจลืมเลือนไปจากชีวิตเลย

 




Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



[1]

Opinion No. 1 (11707)




ความมืดบดบังแสงตะวันเข้ามาอย่างช้า ๆ คงมีท้องฟ้าและดวงดาวที่กระจัดกระจาย แสงไฟสลัว ๆ จากร้านค้าในยามค่ำคืนค่อยส่องทางผู้คนที่สัญจรไปมา คงมีแต่ผู้คนที่มานั่งรอรถทัวร์ยังคงนั่งพูดคุยกันตามประสา พอเวลาประมาณสองทุ่ม รถทัวร์ติดแอร์ ปอ. 2 ก็วิ่งมาจอดหน้าสถานี บขส. พนักงานบนรถทัวร์ประกาศแจ้งให้ผู้โดยสารทุกคนทราบ ก่อนที่จะหยิบกระเป๋าแต่ละใบลงใต้ท้องรถ

“กระเป๋าของเราถือติดตัวนะลูก ไม่ต้องให้เด็กรถไว้ใต้ท้องรถหรอกนะ เดี๋ยวของจะหาย” พ่อบอกกำชับฉันให้ถือกระเป๋าติดตัวตลอด โดยที่พ่อเป็นคนแบกกระสอบข้าวหอมมะลิใหม่ที่เพิ่งสีเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเอามาฝากพี่ ๆ ด้วย

ฉันพยักหน้าตอบรับพ่อแต่โดยดี “ค่ะ พ่อไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวหนูจะถือให้ดีเลย”

จากนั้นฉันกับพ่อก็ขึ้นมานั่งบนรถตรงเก้าอี้ตามที่ตั๋วได้ระบุเอาไว้ กระเป๋าที่พ่อหวงนักหวงหนาล้วนแต่เป็นของฝากที่พ่ออยากเอามาฝากพี่ชายและพี่สาวรวมทั้งญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งก็มีพวกปลาปิ้ง กบปิ้ง ปลาส้ม ปล้าร้าและกุ้งจ่อมที่พ่อซื้อจากคนในหมู่บ้าน และให้ฉันแพ็คใส่ถุงอย่างดีเพื่อที่จะเอามาฝากพี่ ๆ ด้วย ไม่พอแค่นั้นก็ยังมีมะขามหวานที่พ่อให้ฉันเก็บจากสวนหลังบ้านใส่ถุงยัดใส่ในกระเป๋ามาฝากพี่ ๆ ด้วย ที่ขาดไม่ได้เลยก็คงจะเป็นผักข่าอ่อน ๆ และก็ผักสะเดาที่พ่อได้มาจากบ้านพี่สาวคนหนึ่งที่จังสุรินทร์เพื่อเอามาฝากพี่ ๆ ในครั้งนี้

ความสุขของพ่อก็คงไม่มีอะไรมาก นอกจากการได้เห็นหน้าตาลูก ๆ ทุกคนแล้ว พ่อก็ยังได้นำอาหารดี ๆ ที่ลูก ๆ เคยได้รับประทานเมื่อครั้งที่อยู่แถวบ้านนอกมาฝากด้วย พ่อมักจะสรรหามาฝากลูก ๆ ทุกคนเสมอ พ่อเป็นผู้ชายที่ห่วงใยเรื่องอาหารการกินของลูกเป็นอย่างมาก จะยากลำบากแค่ไหนพ่อก็อยากจะให้ลูก ๆ ทุกคนได้กินอิ่มตลอด

อากาศในยามค่ำคืนเริ่มหนาว เพราะลมเย็น ๆ จากแอร์ที่พัดผ่าน แม้ทางรถทัวร์จะมีผ้าห่มให้ แต่ร่างกายของพ่อก็ยังคงไม่คุ้นเคย พ่อดึงผ้าขาวม้ามาโพกหัวเพื่อไม่ให้แอร์โดนหัว เพราะเกรงว่าจะไม่สบายระหว่างทาง และก็ไม่ลืมให้ฉันเอาหมวกใส่คลุมหัวด้วย เพราะพ่อรู้ว่าสุขภาพของฉันไม่ค่อยจะดี

“ใส่หมวกนะดีแล้วลูก ความเย็นจะได้ไม่โดนหัว เดี๋ยวไม่สบายจะลำบาก” พ่อบอกฉันก่อนที่จะดึงผ้าห่มช่วยห่มให้ด้วย

ในวันนั้นฉันเชื่อฟังพ่อแต่โดยดี และก็ทำตามที่พ่อบอก “คงอีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึง หนูขอนอนก่อนนะคะพ่อ”

พ่อพยักหน้า โดยที่ฉันนอนอิงบ่าของพ่อไปด้วย เสียงละครทีวีคอยให้ความสุขแก่ผู้โดยสารบนรถตลอดทาง โดยที่พ่อไม่ได้สนใจเลยสักนิด บ่อยครั้งที่ฉันแอบสังเกตดูพ่อ ก็มักจะเห็นพ่อทอดสายตามองออกไปตามเส้นทางแห่งความมืดมิดตลอด พ่อคงจะรู้ว่าความมืดมิดเหล่านี้จะนำพ่อไปสู่ความสดใสที่จะได้เห็นลูก ๆ ในวันพรุ่งนี้

รถทัวร์คันนี้วิ่งไปตามเส้นทาง โดยที่มีการจอดพักรับประทานอาหารที่อำเภอโชคชัย ในตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าอำเภอโชคชัยอยู่ไกลแค่ไหน รู้แต่ว่านาฬิกาในร้านอาหารที่รถจอดนั้นบอกเวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ๆ และก็คิดว่าคงจะไกลไม่น้อย ผู้คนส่วนใหญ่เข้าไปนั่งรับประทานอาหารกัน ส่วนฉันกับพ่อเลือกที่จะไปทำธุระให้เสร็จ จากนั้นก็เดินมายืนยืดเส้นยืดสายก่อนที่จะขึ้นไปนั่งบนรถสองคนพ่อลูก

ฉันหยิบถุงข้าวเหนียวและไก่ย่างให้พ่อ “พ่อทานข้าวสักหน่อยเถอะ หนูไม่เห็นพ่อทานข้าวตั้งแต่เย็นแล้ว”
พ่อหยิบถุงข้าวเหนียวมาปั้นหนึ่ง “หนูก็ทานด้วยนะลูก ไปถึงตอนเช้าจะได้ไม่หิว เพราะที่กรุงเทพฯคนคงเยอะ คงจะหาอาหารทานยาก”

ความเป็นคนชนบทที่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับเมืองกรุงก็มักจะเตรียมพร้อมหลายอย่างให้กับตัวเองเสมอ พ่อมักจะคิดว่าที่เมืองกรุงคงวุ่นวายจนหาร้านอาหารลำบาก ซึ่งตัวฉันเองก็ไม่รู้อะไรมากนัก ถึงจะเคยไปกรุงเทพมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วก็ยังไม่รู้เรื่องมากนัก ฉันเชื่อฟังพ่อแต่โดยดี

ฉันกับพ่อนั่งทานข้าวเหนียวไก่ย่างกันจนเสร็จ จากนั้นก็ดื่มน้ำตามนิดหนึ่ง เพราะไม่กล้าดื่มน้ำเยอะ เกรงว่าจะปวดปัสสาวะข้างทาง ในช่วงที่ฉันกับพ่อนั่งอยู่ในรถนั้น ก็มีคนนั่งทานข้าวที่ห่อมาจากบ้านเช่นเดียวกัน ผู้คนเหล่านี้ก็คงมีชีวิตไม่ต่างกับฉันและพ่อนัก แม้จะจนแต่พวกเราก็ประหยัดเพื่อความอยู่รอดเสมอ

พอไม่นานผู้โดยสารทุกคนก็ขึ้นมานั่งในรถจนครบกันหมด จากนั้นรถก็ออกเดินทางยังเป้าหมาย ในคืนนั้นฉันกับพ่อไม่ได้นอนหลับกันเลย และก็คงมองบรรยากาศยามค่ำคืนตลอดทาง พ่อเองก็ดูสุขใจกับการได้เห็นภาพข้างนอก บ้านเรือนผู้คนบนเส้นทางแตกต่างจากหมู่บ้านของฉัน เพราะบ้านเรือนผู้คนเหล่านี้มีไฟแสงสีเปิดตลอดถนนหนทาง

พอประมาณตีสี่กว่า ๆ รถก็วิ่งมาจอดหน้ารังสิต ฉันกับพ่อรีบพากันเอากระเป๋าลงจากรถ โดยที่พ่อไม่ลืมแบกถุงข้าวสารด้วยตัวเอง เมื่อลงจากรถได้ฉันกับพ่อก็ยืนมองดูถนนหนทางที่มีหลากหลายสาย จากนั้นฉันก็หยิบกระดาษที่จดรายละเอียดเอาไว้มาอ่าน และก็หันไปทางพ่อซึ่งกำลังมองภาพรังสิตด้วยความตื่นเต้นดีใจ

“พ่อค่ะ พี่รองบอกว่าให้เราข้ามสะพานลอยนี้ไปฝั่งตลาดรังสิต หนูว่าตลาดรังสิตต้องเป็นฝั่งโน้นแน่เลย” ฉันชี้มือไปที่ตลาดด้านหน้า

พ่อไม่ค่อยรู้เรื่องมากนัก แต่ก็เชื่อมั่นในตัวฉันเสมอ “ข้ามก็ข้ามลูก เมืองกรุงเขาเจริญจริง ๆเลยนะ ดูสิมีสะพานสูง ๆ ให้คนข้ามด้วย”

พ่อดูตื่นเต้นกับภาพที่เห็นเบื้องหน้าไม่น้อย โดยเฉพาะรถราที่วิ่งผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก แม้แต่สะพานลอยข้ามถนนก็ยังทำให้พ่อตลึงในความสูงจนได้ ฉันไม่รอช้าพาพ่อเดินข้ามสะพานลอยมาที่ฝั่งตลาดรังสิต จากนั้นก็อ่านรายละเอียดต่อ

“พ่อค่ะ พี่รองบอกว่าให้เราเดินไปถามวินมอเตอร์ไซต์ตรงปากทางเข้าตลาด วินมอเตอร์ไซต์จะมีคนใส่เสื้อกั๊กสีเขียวนะพ่อ เขาจะนั่งกันเป็นกลุ่ม ๆ ราคาค่าวินมอเตอร์ไซต์ประมาณ 10 บาทต่อคน” ฉันบอกพ่อพลางมองซ้ายมองขวาหาวินมอเตอร์ไซต์ที่พี่ชายได้บอกเอาไว้

“ใช่นั่นหรือเปล่าลูก?” พ่อชี้มือไปที่กลุ่มผู้ชายซึ่งใส่เสื้อกั๊กสีเขียวนั่งอยู่บนมอเตอร์ไซต์

“หนูว่าใช่ค่ะ เราเข้าไปถามเขาดีกว่าคพ่อ” ฉันสะพายกระเป๋าพลางจูงมือพ่อเดินมาที่จุดวินมอเตอร์ไซต์พอดี

จากนั้นก็มีน้าผู้ชายคนหนึ่งเดินมาถามพ่อ “สิไปไสคับพ่อใหญ่?”

ทันทีที่พ่อเห็นน้าผู้ชายคนนี้พูดภาษาอีสาน พ่อก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ทันที “โอ้ย พ่อมาเยี่ยมลูกซ่าย อันสิมาถามทางแหน่ได้อยู่บ่”

แม้ครอบครัวของฉันจะพูดภาษาขะแมร์เป็นหลัก แต่ภาษาลาว (อีสาน) กับภาษาไทย พวกเราทุกคนพูดได้เสมอ และเข้าใจเป็นอย่างดี

น้าผู้ชายคนนี้ยิ้มให้พ่ออย่างเป็นกันเอง “บ่มีปัญหาคับพ่อใหญ่ ลูกซายพักอยู่ม่องใด๋ล่ะคับ”

คำถามของน้าชายคนนี้ทำให้พ่อหันมาทางฉันทันที และก็เลือกที่จะพูดภาษาเขมร ทำให้น้าชายคนนี้งงนิดหนึ่ง และก็หันมาทางฉัน

“พี่ซายพักอยู่ม่องใด๋ละนาง”

ฉันอ่านกระดาษที่จดที่อยู่พี่ชายเอาไว้ “อยู่หมู่บ้านรัตนโกสินทร์ ซอย 12 ค่ะ”

น้าผู้ชายคนนี้ยิ้มนิดหนึ่ง “คั่นสิเดินก็ไกลเติบล่ะ เอาจั้งสี่บ่ ไปรถน้าเดี๋ยวสิคิดค่ารถบ่แพงเท่าใด๋ ถือว่าสอยกันคนอีสานบ้านเฮา” คำพูดน้าคนนี้ดูจริงใจไม่น้อย

พ่อรีบถามน้าผู้ชายเกี่ยวกับค่ารถวิน “อันลูกซายให้ราคาจังได๋ล่ะ”
น้าผู้ชายคนนี้ยิ้มทันที “ปกติมันส้าวบาทพ่อใหญ่ แต่ผมให้พ่อใหญ่สิบห้าบาทเด้อ ถือว่าสอยคนแก่คนเฒ่า”

คำพูดของน้าผู้ชายคนนี้ทำให้พ่อยิ้มด้วยความอิ่มเอิบใจ “สิบห้าบาทก็ได้ แต่ไปส่งให้ฮ้อดทีเด้อล่ะ”

น้าผู้ชายคนนี้พยักหน้า “บ่มีปัญหาคับ ผมสิส่งฮ้อดที่เลย”

จากนั้นฉันกับพ่อก็ขึ้นมานั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ทันที โดยที่พ่อนั่งติดกับน้าผู้ชายและฉันนั่งด้านหลังพ่อ ฉันกับพ่อรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย เพราะไม่รู้ว่าหมู่บ้านที่พูดถึงนี้อยู่ไกลแค่ไหน ก็ได้แต่ภาวนาในใจว่าน้าคนนี้จะพาไปส่งถึงที่ห้องพักของพี่รองตามที่บอกเอาไว้

พอรถวิ่งมาถึงหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ ฉันกับพ่อก็มองดูบ้านจัดสรรแต่ละหลังไปตามท้องถนน และก็สังเกตดูผู้คนที่เดินผ่านไปมาในช่วงเช้าด้วย พอรถวิ่งมาจอดที่ซอย 12 น้าคนขับวินมอเตอร์ไซต์ก็ขอดูกระดาษที่ฉันได้จดเอาไว้ เพื่อที่จะได้ดูบ้านเลขที่ห้องพักให้ถูกต้อง

“ตึกนี่แหละคับ แม่นคั่ก ๆ” พูดพลางล็อกรถให้เรียบร้อย จากนั้นก็พาฉันกับพ่อเดินขึ้นมาหาห้องพักของพี่รองด้วยตัวเอง

ตึกแถวสามชั้นแบ่งเช่าเป็นห้องเล็ก ๆ หลายห้อง ชั้นล่างสุดเป็นร้านขายของชำและร้านอาหารตามสั่ง มีระเบียงยื่นออกไปให้คนพักอาศัยซักผ้าตากผ้า ส่วนห้องน้ำก็อยู่ด้านหลังสุดคอยให้ความสะดวกแก่ผู้พักอาศัยด้วย ฉันและพ่อเดินตามหลังน้าชายไปติด ๆ พลางสังเกตดูสภาพห้องพักไปด้วย พอเดินมาถึงห้องพักชั้นสามก็พากันนับเลขที่ห้องตามไปด้วย

และก็มายืนอยู่ตรงห้องพักเบอร์แปด น้าชายคนนี้ก็ถือโอกาสเคาะประตู พอสักพักก็มีคนเปิดประตู ซึ่งคนๆ นั้นก็ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นหลานชายคนโตนั่นเอง ซึ่งขึ้นมาทำงานและพักอยู่กับพี่รองเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ทันทีที่เห็นพ่อกับฉัน พี่โอ๊ะก็ยกมือไหว้ทักทายพ่อทันที

“สวัสดีครับตา มาได้ยังไงนี่ เข้ามาข้างในก่อน”

"สวัสดี" พ่อเอามือลูบผมพี่โอ๊ะเบา ๆ ส่วนฉันนั้นก็ยกมือไหว้พี่โอ๊ะตามมารยาท และก็ไม่ลืมยกมือไหว้กล่าวขอบคุณน้าผู้ชายคนนี้ด้วย ส่วนพ่อนั้นก็หยิบเงินยี่สิบบาทให้น้าคนนี้ โดยที่บอกว่าไม่ต้องทอน เพราะถือว่าเป็นสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพ่อ แม้เงินจำนวนนี้จะน้อยนิดสำหรับคนในเมืองกรุง แต่สำหรับคนชนบทอย่างพ่อแล้ว ถือว่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำใจที่น้าผู้ชายคนนี้ได้ช่วยเหลือ ส่วนพี่โอ๊ะนั้นก็ไม่ลืมยกมือไหว้กล่าวขอบคุณน้าผู้ชายคนนี้ด้วย

"บัดซั่นผมกลับก่อนเด้อครับ"

"ขอบใจหลาย ๆ เด้อ" พ่อกล่าวขอบใจตามมารยาทก่อนที่น้าผู้ชายคนนี้จะเดินจากไป

สภาพห้องเช่าแคบ ๆ บนชั้นสูงสุด ขนาดกว้างสี่เมตรยาวสี่เมตร มีหน้าต่างคอยระบายลมให้เข้ามาที่ห้อง ส่วนฝาห้องก็ถูกกั้นแบ่งด้วยไม้อัด มีจานช้อนไม่กี่ชิ้นวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ขันน้ำเก่า ๆ ซึ่งมีสบู่แชมพูภายในขันก็ถูกวางไว้ติด ๆ กัน มีตู้เสื้อผ้าพลาสติกคอยเก็บเสื้อผ้าไว้ด้านใน ฟูกนอนเก่า ๆ สองอัน และหมอนสีลายดอกไม้สองอัน ซึ่งก็บ่งบอกถึงจำนวนคนพักอาศัย นอกจากนั้นก็ยังมีพัดลมตั้งพื้นเล็ก ๆ ที่คอยให้ความเย็นด้วย

รอยยิ้มของพี่โอ๊ะดูมีความสุขไม่น้อยที่เห็นพ่อกับฉัน และก็รีบเอาน้ำในกระติกน้ำเย็นมายื่นให้ฉันกับพ่อได้ดื่มด้วย

“ตากับน้องเล็กดื่มน้ำกันก่อนนะ หิวอะไรกันหรือเปล่าล่ะ” สามปีแล้วที่ฉันไม่เคยเห็นพี่โอ๊ะเลย และครั้งสุดท้ายที่ได้พบก็ตอนที่พี่โอ๊ะบวชเป็นพระอยู่ที่สุรินทร์นั่นเอง ผู้คนในครอบครัวฉันมักจะไม่เรียกชื่อเล่นของฉันเหมือนคนอื่น ๆ โดยที่ทุกคนมักจะเรียกฉันว่าน้องเล็กในแบบภาษาขะแมร์

“ตาไม่หิวหรอก ว่าแต่โอ๊ะสบายดีไหม? ทำงานที่เดียวกับลูกรองหรือเปล่า?” พ่อถามไถ่หลานชายด้วยความห่วงใย

พี่โอ๊ะยิ้มให้พ่ออย่างเขิน ๆ “ผมสบายดีครับตา ผมขึ้นมาหางานทำที่นี่เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี่เอง และก็ถือโอกาสขึ้นมาขอพักอาศัยอยู่กับน้ารองด้วย”

“ดีแล้วลูก พักอยู่ด้วยกัน ช่วย ๆ กันเก็บเงินเก็บทองกลับไปอยู่บ้านเรา” คำพูดของพ่อทำให้พี่โอ๊ะยิ้มไม่หุบ ส่วนฉันนั่งพับเพียบอยู่ข้าง ๆ พ่อ และก็ฟังพี่โอ๊ะกับพ่อสนทนาถึงเรื่องราวทั่วไป พอสักพักพี่โอ๊ะก็หันมาคุยกับฉัน

“น้องเล็ก ถ้าง่วงก็นอนเถอะ นอนที่นอนพี่ก็ได้นะ กว่าน้ารองจะออกกะมาก็ประมาณแปดโมงเช้า พรุ่งนี้หงาก็จะมาที่รังสิต” พี่โอ๊ะพูดพลางยิ้มไปด้วย

ฉันพยักหน้ารับทราบ เพราะไม่ได้สนใจมากนัก ด้วยอาการที่เพลียจากการนั่งรถในครั้งนี้ จากนั้นก็ถือโอกาสนอนบนฟูกที่พี่โอ๊ะได้บอกเอาไว้ โดยที่พี่โอ๊ะไม่ลืมเอาผ้าห่มของตัวเองมาให้ฉันได้ห่มด้วย ส่วนพ่อนั้นก็ไม่ลืมหยิบของฝากที่นำติดไม่ติดมือออกมาให้พี่โอ๊ะได้รับประทานด้วย ส่วนพี่โอ๊ะนั้นก็ลุกขึ้นเก็บกวาดห้องให้เรียบร้อย และก็เอาหม้อไปล้าง หุงข้าวเตรียมไว้ต้อนรับฉันกับพ่อด้วย โดยที่สั่งห้ามไม่ให้ฉันช่วยงานแต่อย่างใด และก็ให้ฉันนอนพักให้มาก ๆ

พอหุงข้าวเสร็จแล้ว พี่โอ๊ะก็ลงไปซื้อปาท่องโก๋และน้ำเต้าหู้ขึ้นมาให้ฉันและพ่อได้ดื่มด้วย โดยที่เก็บเอาไว้ให้พี่รองหนึ่งถุง ฉันเห็นภาพความสมถะของพี่โอ๊ะแล้วก็อดปลื้มใจไม่ได้ พี่โอ๊ะมีอะไรหลายอย่างที่ค่อนข้างคล้ายพ่อมาก อาจจะเป็นเพราะว่าพ่อเลี้ยงพี่โอ๊ะมาตั้งแต่แบเบาะ ทำให้ซึมซับความเป็นคนดีและสมถะจากพ่อไปเยอะ

พ่อยังคงให้ความสนใจถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูกหลานแต่ละคนเสมอ ยังคงถามไถ่เรื่องงาน ชีวิตความเป็นอยู่ งานหนักหนาสาหัสแค่ไหน และก็ไม่ลืมที่จะถามถึงเรื่องสาว ๆ กับพี่โอ๊ะด้วย สิ่งตรงนี้ไม่ใช่ว่าพ่อเป็นคนสอดรู้สอดเห็นแต่อย่างใด แต่เพราะพ่อรักและเอ็นดูพี่โอ๊ะมาก จึงอยากรู้เกี่ยวกับทุกข์สุขของหลานตามประสาตา พี่โอ๊ะกับพ่อพูดคุยกันสนุกสนาน ซึ่งฉันนอนฟังอยู่จนเพลินและก็หลับไปตอนไหนไม่รู้


By Natthinee Khot-asa Jones Date 2009-11-24 11:50:58


Opinion No. 2 (11807)

 

ฉันนอนหลับไปเสียนาน โดยที่มีพ่อนั่งพูดคุยกับพี่โอ๊ะอยู่ไม่ไกลนัก ฉันรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่พ่อปลุก ฉันค่อย ๆ หรี่ตามองผู้คนที่อยู่ในห้อง พอเห็นหน้าพี่รองก็รีบลุกขึ้นขยี้ตาตัวเองทันที จากนั้นก็ยกมือไหว้ทักทายพี่ชาย
 
"สวัสดีคะ พี่รอง"
 
"สวัสดีจ้า" พี่รองรับไหว้ และพยักหน้าให้ฉันนิดหนึ่ง
 
"พี่ก็นึกว่าเราจะพาพ่อมาไม่ถูกเสียอีก" พี่รองบอก ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเหมือนจะชื่นชมฉันอยู่บ้าง
 
"หนูก็พาพ่อมาอย่างที่พี่รองบอก ดีหน่อยที่คุณน้าคนขับวินมอร์เตอร์ไซต์ใจดี เขาพามาส่งถึงที่"
 
"แล้วค่าวินเท่าไรล่ะ" พี่รองถาม
 
"สิบห้าบาทเองรอง" พ่อตอบแทน
 
พี่รองพยักหน้าหงึก ๆ และก็เปลี่ยนเสื้อผ้าไปด้วย "เดี๋ยวบ่าย ๆ ผมจะพาพ่อไปเดินเล่นที่บึงใหญ่ ที่นี่มีร้านอาหารอร่อยมาก ๆ เลยนะพ่อ"
 
พ่อยิ้มนิดหนึ่ง "ค่าอาหารในกรุงเทพคงจะแพงน่าดู พ่อว่าเราทานกบกับเขียดย่างก็คงจะพอมั้งลูก"
 
พี่รองปรายยิ้ม รู้อยู่เต็มอกว่าพ่อเป็นผู้ชายที่มัธยัทถ์ "นาน ๆ พ่อจะขึ้นมาเยี่ยมสักครั้ง ผมก็อยากพาพ่อไปทานอาหารอร่อย ๆ บ้าง" พี่รองหันมาทางฉัน "ว่ายังไงน้องเล็ก อยากไปทานอาหารที่ร้านข้างนอกไหม"
 
ฉันยิ้มนิดหนึ่ง "หนูแล้วแต่พ่อกับพี่รองค่ะ"
 
"ไว้ให้พี่อาบน้ำเสร็จก่อนนะ พี่จะพาไปเดินเล่นที่บึงใหญ่ แล้วตอนเย็นพี่จะพาไปทานข้าวที่ร้านอาหารที่นี่"
 
"ไปนะตา ร้านนี้ผมทำงานอยู่ เดี๋ยวผมเลี้ยงตากับน้องเล็กเอง"พี่โอ๊ะหันมาทางพ่อ นัยน์ตาดูจริงจังพอสมควร แต่ก็แฝงไว้ด้วยความรักและความนับถือที่มีให้พ่อ
 
พ่อลูบผมพี่โอ๊ะเบา ๆ "เรานะไม่ต้องมาเลี้ยงตาหรอก ว่าแต่เราทำงานเก็บเงินเก็บทองได้มากแค่ไหน"
 
พี่โอ๊ะอมยิ้มมีท่าทีเขินอาย "ผมก็เก็บเรื่อย ๆ นะครับตา ตามประสาคนหนุ่ม"
 
"อย่าไปหัดดื่มเหล้าบ่อย ๆ เสียล่ะ มันไม่ดีรู้ไหม" พ่อบอก
 
"ผมไม่ค่อยได้ดื่มหรอกครับตา นาน ๆ เวลามีญาติพี่น้องมาหาจะดื่มสักครั้ง"
 
"จะดื่มจะเที่ยวก็นึกถึงแม่เราบ้างนะ แม่เราอยู่ที่บ้านนอกก็ลำบากไม่น้อย มีเงินก็ส่งไปให้แม่เราใช้บ้างล่ะ"
 
"ครับตา ผมก็กะว่ากลางเดือนก็จะส่งไปให้แม่ครับ"
 
"ดี ๆ แม่เราคงจะดีใจน่าดู วันก่อนตาก็เห็นบ่น ๆ อยู่ว่าเจ็บมือจากการทอเสื่อกกขาย เห็นทำงานไม่ค่อยได้ สงสารแม่เรานะ จะหวังพึ่งพ่อเลี้ยงเราก็คงไม่ได้หรอกนะ"
 
ฉันเข้าใจเข้าใจสิ่งที่พ่อพูดทุกอย่าง แม่ของพี่โอ๊ะแต่งงานกับสามีคนใหม่หลังจากที่พ่อพี่โอ๊ะเสียชีวิตได้ไม่กี่ปี พ่อเลี้ยงเป็นผู้ชายที่อารมณ์ร้อน เวลาที่โมโหร้ายมักจะทำร้ายพี่โอ๊ะตลอด สมัยเด็ก ๆ พี่โอ๊ะทนอยู่กับแม่ไม่ได้ เพราะพ่อเลี้ยงใจร้าย จึงได้หอบผ้ามาอยู่กับครอบครัวของฉัน ซึ่งพ่อก็เลี้ยงพี่โอ๊ะให้เติบโตขึ้นพร้อม ๆ กับฉันและพี่ ๆ คนอื่น ๆ ฉันยอมรับว่าผูกพันกับพี่โอ๊ะมาก ๆ เราสองคนเล่นด้วยกันตลอด แต่พอพี่โอ๊ะอายุได้สิบขวบก็ขอพ่อออกไปบวชเรียนกับหลวงพ่อที่ตำบลหนึ่ง ซึ่งพ่อก็เห็นดีเห็นงามไปด้วย พี่โอ๊ะบวชเรียนอยู่หลายปี พออายุครบสิบแปดปีก็สึกออกมา เพื่อที่จะหางานทำ เก็บเงินไปปลูกบ้านอยู่บนที่ดินที่พ่อยกให้
 
"ผมก็จะพยายามครับตา ถ้าปลูกบ้านเสร็จก็จะชวนแม่มาอยู่ด้วย"
 
"ดี ๆ ลูก ทำอะไรให้ตาภูมิใจสักนิดนะ ตาจะได้ตายตาหลับ ตาอยากเห็นเจ้าเป็นคนเข้มแข็ง ประสบความสำเร็จเหมือนคนอื่นเขา"
 
"ครับตา"
 
เมื่อพี่รองเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ก็นั่งลงข้าง ๆ พ่อ โดยที่พ่อหยิบถุงของฝากยื่นให้
 
"กบเขียด ปลาปิ้งรองคงชอบนะ ปลาจ๋อมของโปรดของลูกพ่อก็เอามาด้วย แล้วนี่ลูกหงาจะแวะมาตอนไหนล่ะ"
 
พี่รองเปิดถุงของฝาก อมยิ้มอย่างมีความสุขกับกลิ่นหอมของรสชาติอาหารบ้านนา หยิบขาเขียดปิ้งกลิ่นหอมของกระเทียมมาเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนที่จะหันไปสนทนากับพ่ออีกครั้ง
 
"พรุ่งนี้พ่อ พรุ่งนี้วันอาทิตย์ ผมจะพาพ่อไปเที่ยวสวนจัตุจักร์ พอตอนบ่าย ๆ ผมจะพาพ่อไปเที่ยวสนามหลวง ไปชมขบวนพิธีเฉลิมฉลองพระราชสมภพของในหลวง"
 
พ่อยิ้มอย่างมีความสุข นัยน์ตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง เพราะในชีวิตของพ่อไม่เคยเห็นในหลวงเลยสักครั้ง พ่อเคยเห็นพระองค์ท่านเพียงในทีวีและในภาพเท่านั้น
 
"รองจะพาพ่อไปดูงานฉลองวันเกิดของในหลวงจริง ๆ เหรอลูก"
 
"ครับพ่อ ถ้าเราไปถึงเร็ว ผมจะพาพ่อไปชมวัดพระแก้วด้วย"
 
"คนจน ๆ อย่างพ่อจะมีวาสนาเหรอ พวกทหารเขาจะให้คนจน ๆ อย่างพ่อเข้าไปดูได้เหรอ" พ่อถามพี่รอง
 
พี่รองยิ้มนิดหนึ่งและก็นั่งอธิบายให้พ่อได้เข้าใจ
 
"พ่อครับ วัดพระแก้วนะ คนจนคนรวยก็เข้าไปดูได้ ถ้าผมจำไม่ผิด รู้สึกว่าคนไทยทุกคนเข้าชมฟรีนะ แต่ถ้าเขาเก็บเงินคนที่ไปเที่ยวชม ผมก็จะยอมจ่ายค่าบัตรให้พ่อได้เข้าไปชม ผมอยากให้พ่อไปกราบไหว้วัดพระแก้วสักครั้งในชีวิต"
 
คำตอบของพี่รองทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะชื่นชมพี่ชาย ชีวิตของฉันมีพี่ชายเพียงสองคน พี่ชายคนโตเรียนจบสูงกว่าใคร ๆ มีหน้าที่การงานที่มั่นคงและเงินเดือนสูง แต่พี่โตไม่เคยที่จะพาพ่อมาเที่ยวแบบพี่รองเลยสักครั้ง คงมีแต่พี่รองที่คอยดูแลใส่ใจพ่อตลอด
 
"ขอบใจลูก" พ่อบอก ใบหน้าอิ่มเอิบดูมีความสุขเป็นอย่างมาก
 
"ว่าแต่เราลาเรียนกี่วันเหรอน้องเล็ก" พี่รองหันมาถามฉัน ซึ่งนั่งพับเพียบอยู่ข้าง ๆ พ่อ
 
"สามวันค่ะ"
 
"แล้วเรื่องการเรียนของเราล่ะ เรียนได้เกรดอะไรบ้าง"
 
ฉันยิ้มนิดหนึ่ง "ก็สองสามสี่ค่ะ"
 
"แล้วมีหนึ่งมีศูนย์หรือเปล่า" พี่รองถาม
 
"ไม่มีค่ะ เทอมนี้ได้สองสามและสี่"
 
"ดี ๆ อย่าให้มีหนึ่งกับศูนย์ล่ะ ไม่งั้นมีปัญหาแน่" พี่รองบอก ถ้อยคำหนักแน่นทำให้ฉันนึกกลัวอยู่ไม่น้อย
 
ฉันก้มหน้ารับคำ "ค่ะ"
 
หลังจากที่นั่งสนทนากันได้สักพัก พี่รองก็ให้เงินพี่โอ๊ะลงไปซื้ออาหารที่ร้านข้างล่าง ส่วนฉันนั้นก็เตรียมจานช้อนให้พร้อม และก็ตักข้าวรอไปพลาง ๆ พ่อซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนักก็เอาปลาย่าง กบ และเขียดย่างรวมทั้งปลาจ่อมเทใส่ถ้วยพลาสติกไปด้วย พี่รองเอื้อมไปหยิบพริกผงตักใส่ถ้วยเล็ก ๆ ใส่น้ำปลา บีบมะนาวใส่นิดหนึ่ง ฉันเห็นแล้วก็ทำให้รู้สึกหิวข้าวขึ้นมาทันที เพียงไม่นานพี่โอ๊ะก็กลับมาพร้อม ๆ กับแกงในถุงหิ้วใบใหญ่
 
"ผมซื้อแกงหน่อไม้ใส่ไก่ ต้มจืดวุ้นเส้น และผัดขิงใส่ตับ" พี่โอ๊ะบอกพลางนั่งลงข้าง ๆ ฉันและหยิบุถุงอาหารออกมาวางบนจานและถ้วยที่เตรียมเอาไว้
 
ฉันช่วยพี่โอ๊ะแกะถุงอาหารและเทใส่จาน โดยที่พ่อนั่งมองอาหารในถ้วยด้วยความหิว
 
"แกงกะทิคนที่กรุงเทพฯ มีสีเหลือง ดูมันเยอะทีเดียว ไม่เหมือนแกงกะทิบ้านเราเลยนะลูก" พ่อพูดขึ้น
 
"ไม่เหมือนหรอกครับพ่อ แกงกะทิคนที่นี่เขาไม่ได้ตำเครื่องแกงแบบบ้านเรา ส่วนใหญ่พวกเครื่องแกงก็ซื้อเอาที่ตลาด" พี่รองบอก
 
พ่อพยักหน้าอย่างเข้าใจ เมื่ออาหารเตรียมพร้อม ฉันก็หันไปตักข้าวส่งให้พ่อและพี่ชายรวมทั้งพี่โอ๊ะด้วย เสร็จแล้วจึงได้ตักข้าวใส่จานของตัวเอง
 
พี่รองตักเครื่องในไก่ให้พ่อและฉัน ทำให้พ่อซาบซึ้งใจไม่น้อย
 
"รองไม่ต้องตักให้พ่อและน้องหรอก รองกับหลานโอ๊ะก็พากันทานเยอะ ๆ เถอะลูก จะได้มีแรงทำงานเก็บเงินกลับไปอยู่บ้านเรา รองไม่ต้องห่วงพ่อกับน้องหรอกนะลูก"
 
ฉันรู้ว่าพ่อขี้เกรงใจและห่วงใยพี่ชายและหลานมาก พ่อคงอยากให้พี่รองและพี่โอ๊ะทานอาหารเยอะ ๆ จะได้มีแรงทำงานตามความเชื่อของพ่อ
 
"พ่อไม่ต้องห่วงพวกผมหรอก ผมอยู่ที่กรุงเทพ ทานอาหารพวกนี้เป็นประจำ ว่าแต่พ่อกับน้องเล็กนี่สิ อยู่ต่างจังหวัด กว่าจะได้ทานอาหารดี ๆ สักครั้ง คงไม่ง่ายเลยนะครับ พ่อกับน้องเล็กต้องทานเยอะ ๆ นาน ๆ จะขึ้นมาเที่ยวกรุงเทพสักครั้ง ผมอยากให้พ่อและน้องได้ทานอาหารอิ่ม ๆ"
 
"ขอบใจลูก ขอบใจมากๆ เลย" พ่อบอก แต่ก็เอื้อมไปตักแกงไก่ที่มีเนื้อ ๆ ให้พี่รองและพี่โอ๊ะ
 
ฉันเห็นการกระทำของพ่อแล้ว สัมผัสได้ถึงความรักที่พ่อมีต่อลูกแต่ละคนนั้นมีมากเหลือเกิน หากอะไรเปรียบปานไม่ได้เลย
 
ครอบครัวของฉันสูญเสียแม่ไปหลังจากที่ฉันอายุได้แค่เพียงสองเดือน พ่อต้องสละเลือดเนื้อและความสุขส่วนตัวรวมไปถึงความสุขของพี่ ๆ ทุกคน เพื่อที่จะเลี้ยงดูฉันให้เติบใหญ่ ทุกครั้งที่ฉันมองเห็นกระป๋องนมผงตั้งเรียงกันสูงกว่าหนึ่งเมตรอยู่ด้านหลังบ้าน ฉันก็คิดอะไรหลายอย่าง ฉันรู้ว่ากระป๋องนมผงเหล่านี้พ่อลงทุนซื้อมาเลี้ยงฉันโดยเฉพาะ ชาวบ้านบางคนบอกพ่อว่า ไม่ต้องซื้อนมผงเลี้ยงฉันหรอก เพราะราคาสูงเกินไป ให้ฉันดื่มนมข้นหวานก็น่าจะรอด แต่พ่อรู้ว่าหากเลี้ยงฉันด้วยนมข้นหวาน พ่อเกรงว่าฉันจะเติบโตและมีโรคแทรกซ้อนตามคำบอกของหมอในเมืองใหญ่ พ่อยอมที่จะซื้อนมผงตามคำบอกของหมอเลี้ยงดูฉัน และยอมสละทุกอย่างให้ฉันเติบโตมีสุขภาพแข็งแรงอย่างพี่ ๆ
 
ฉันยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความภูมิใจในตัวพ่อ แอบเสียใจในความสูญเสียบางอย่างที่หายไปจากชีวิตครอบครัว ทุก ๆ วันที่ฉันเติบใหญ่ ฉันเห็นภาพร้านขายของชำของพ่อขาดทุนอยู่ตลอด ฉันเห็นภาพพ่อรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวบ้านและนำไปขายให้เถ้าแก่คนจีนในเมือง บางครั้งพ่อก็ถูกกดราคา แต่พ่อก็พยายามอดทนและทำทุกอย่างเพื่อที่จะสร้างรายได้เข้าครอบครัว เพื่อที่จะมีเงินเลี้ยงดูฉันและพี่ ๆ ทุกคน
 
สมัยเด็ก ๆ พ่อเลี้ยงฉันแบบผสมผสาน พ่อมักจะบอกฉันว่า "อะไรที่เด็กผู้ชายทำได้ หนูก็ต้องทำให้ได้นะลูก" และฉันก็เป็นอย่างที่พ่อบอกสอนตลอด บางครั้งฉันก็แก่นแก้วเหมือนเด็กผู้ชายที่ไม่เคยกลัวใคร และบางครั้งฉันก็อ่อนแอและเรียบร้อยเหมือนเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง พ่อบอกว่าเป็นลูกสาวพ่อจะต้องอดทนและเข้มแข็ง ฉันยอมรับว่าพยายามทำอย่างที่พ่อสอน แต่บางทีฉันก็เป็นอย่างที่พ่อต้องการไม่ได้ เพราะฉันเป็นแค่เพียงเด็กผู้หญิง เรื่องบางเรื่องฉันไม่อาจจะทำได้เหมือนเด็กผู้ชาย
 
พ่อหันมาทางฉัน "ทานเยอะ ๆ นะลูก หนูจะได้โตไว ๆ"
 
"ถ้าหนูโตขึ้น พ่อจะให้หนูมาทำงานที่กรุงเทพไหมคะ" วันนั้นฉันถามพ่อตามใจที่เคยนึกฝันเอาไว้
 
พ่อไม่ได้ตอบคำถามฉันแต่กลับอมยิ้มที่มุมปากนิด ๆ ฉันรู้ว่าพ่อไม่เคยอยากให้ฉันและพี่ ๆ มาทำงานที่กรุงเทพเลย พ่อไม่อยากให้ลูก ๆ เป็นคนรับใช้ของใคร พ่ออยากให้ลูก ๆ ทุกคนเป็นนายของตัวเอง
 
วันนั้นหลังจากทานข้าวเสร็จแล้ว พี่รองก็ให้ฉันลงไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องอาบน้ำด้านล่าง พอฉันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วก็ขึ้นมาที่ห้องพักอีกครั้ง เพียงไม่นานพ่อก็ลงไปอาบน้ำ โดยที่พี่รองเตรียมเสื้อผ้าตัวใหม่ไว้ให้พ่อเรียบร้อยแล้ว ฉันมองเสื้อตัวใหม่ของพ่อที่พี่รองเตรียมไว้ให้อย่างชื่นชม ยอมรับว่ามีความสุขทุกครั้งที่เห็นพี่ชายทำดีกับพ่อ และก็คิดหวังอยู่เสมอว่า เมื่อโตขึ้นจะขยันทำงานหาซื้อเสื้อผ้าสวย ๆ ให้พ่อได้สวมใส่
 
"น้องเล็กว่าพ่อจะชอบไหม" พี่รองหันมาถาม ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
 
"สวยคะพี่รอง หนูว่าพ่อต้องชอบแน่ ๆ เลย"
 
"พี่ก็อยากให้พ่อใส่เสื้อผ้าดี ๆ เห็นเสื้อผ้าตัวที่พ่อใส่มาเก่ามากแล้ว"
 
"ค่ะ หนูก็เห็นด้วย"
 
พี่รองหันมาลูบผมฉันเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู "ของน้องเล็กรอให้น้องหงาเอามาให้นะ เพราะพี่ซื้อเสื้อผ้าผู้หญิงไม่เป็น เลยให้น้องหงาซื้อให้แทน"
 
"ไม่เป็นไรคะพี่รอง หนูยังไงก็ได้ ว่าแต่พี่หงาจะมาหาเรากี่โมงคะ"
 
"ก็คงเช้า ๆ นั่นแหละ"
 
"แล้วพี่หงาจะไปเที่ยวกับเราไหมคะ"
 
"ไปสิ น้องหงาลางานไว้แล้ว คุณนายที่น้องหงาทำงานด้วยใจดีมาก ๆ เลย เขาอนุญาตให้น้องหงาพาพ่อไปเที่ยวกับพี่ด้วย"
 
"ดีจังเลย โตขึ้นหนูอยากไปทำงานเป็นคนรับใช้คนใจดีแบบนี้จังเลยคะพี่รอง" ฉันหันไปบอกพี่ชาย
 
พี่รองมองหน้าฉัน ใจก็คิดอะไรอยู่สักพัก
 
"ตั้งใจเรียนให้ดี เรานะไม่ต้องอยากมาทำงานเป็นคนรับใช้ใครหรอก เรามีหน้าที่ดูแลพ่อคอยพี่ ๆ อยู่ที่บ้านนารู้ไหม เป็นน้องคนเล็กไม่ต้องมาทำงานที่กรุงเทพฯ หรอก อยู่ดูแลพ่อที่บ้านดีที่สุด"
 
ฉันพยักหน้ายิ้มเศร้า ๆ เมื่อรู้ว่าพี่รองไม่ชอบให้ฉันคิดฝันที่จะมาทำงานที่กรุงเทพฯ แม้ว่าพี่รองจะพยายามบอกสอนเรื่องราวในกรุงเทพฯ ให้ฉันฟัง แต่ฉันก็ยังฝันอยากมาทำงานที่กรุงเทพฯ เสมอ เพราะอยากช่วยพี่ ๆ ทำงานเก็บเงินเก็บทองสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อได้อยู่ อยากให้ครอบครัวมีชีวิตที่สบายกว่านี้ ฉันรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นมาพร้อม ๆ กับฐานะของครอบครัวที่แย่ลงเรื่อย ๆ ฉันอยากช่วยพี่ ๆ ทุกคนกู้ฐานะของครอบครัวกลับมาอีกครั้ง อยากให้ความเป็นที่หนึ่งซึ่งพ่อเคยได้รับหน้าถือตาของคนละแวกนั้นคืนกลับมาสู่พ่ออีกครั้ง
 
เมื่อพ่ออาบน้ำเสร็จแล้ว ก็ใส่เสื้อผ้าตัวเดิมขึ้นมาที่ห้องพัก พี่รองยืนรอพ่อ ส่วนฉันก็นั่งอยู่ข้าง ๆ พี่โอ๊ะ พ่อเอามือลูบหน้าตัวเองนิดหนึ่ง เสยผมไปข้างหลัง ก่อนที่จะวางขันสบู่ลงบนพื้น
 
"น้ำที่นี่เย็นจังเลย พ่อว่าน้ำบ่อบ้านเรายังอุ่นกว่านี้"
 
"น้ำประปาก็เย็นแบบนี้แหละพ่อ คงจะสู้น้ำบ่อบ้านเราไม่ได้หรอก" พี่รองตอบ
 
พี่รองเดินไปหยิบไม้แขวนพร้อมชุดใหม่ยื่นให้พ่อ
 
"ผมซื้อให้พ่อ อยากให้พ่อได้ใส่ชุดดี ๆ"
 
พ่อมองชุดซาฟารีสีกรมท่าอ่อนอย่างละเอียด จับดูเนื้อผ้าไปด้วย
 
"ชุดนี้คงแพงน่าดู รองไม่น่าเสียเงินเสียทองซื้อให้พ่อเลย" พ่อบ่นเบา ๆ
 
"พ่อ ชุดนี้ไม่แพงหรอก พ่อใส่นะ ผมซื้อให้พ่อ ไม่ได้ซื้อให้บ่อยสักหน่อย นาน ๆ จะได้ซื้อชุดสวย ๆ ให้พ่อได้ใส่ ผมอยากให้พ่อใส่นะ"
 
"ขอบใจลูก วันหน้าอย่าลำบากเลยนะ ชุดนี้พ่อก็คงเก็บใส่ได้หลายปี"
 
"ครับพ่อ"
 
วันนั้นฉันมีความสุขเป็นอย่างมากที่เห็นพี่ชายดูแลเอาใจใส่พ่อมากกว่าใคร ๆ ภาพของพ่อกับชุดใหม่ที่สวมใส่ทำให้พ่อดูดีมากเป็นพิเศษ แม้ว่าพ่อจะอายุมากแล้ว แต่เค้าความหล่อก็ยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง
 
"กางเกงหลวมไปหรือเปล่าครับตา" พี่โอ๊ะถามพ่อ
 
"หลวมลูก มีเชือกมัดไหม" พ่อหันมาถาม
 
"พ่อเอาเข็ดขัดผมใช้ดีกว่า ไว้ไปสนามหลวง ผมจะซื้อเข็มขัดใหม่ให้พ่อ" พี่รองบอก พร้อมเดินไปหยิบเข็มขัดตัวเองมาใส่ให้พ่อ
 
"ขอบใจลูก"
 
วันนั้นฉันนั่งดูพี่รองช่วยพ่อแต่งตัวอย่างมีความสุข เห็นพี่ชายส่งยิ้มให้ฉันเป็นระยะ ๆ แม้ว่าพี่รองจะเป็นผู้ชายที่เข้มงวดกับน้อง ๆ แต่เรื่องความรักความเอาใจใส่ที่มีให้พ่อ พี่รองมีมากกว่าพี่ชายคนโตเสียอีก
 
หลังจากนั้นพี่รองกับพี่โอ๊ะก็พาฉันและพ่อเดินไปเที่ยวที่ตลาดในหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ พี่รองพาพ่อแวะเดินไปดูรางรถไฟที่อยู่ไม่ไกลนัก และแวะไปเยี่ยมหลานชายอีกคนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ที่ร้านเฟอร์นิเจอร์ไม่ไกลนัก
 
"สวัสดีครับตา" พี่ธนาซึ่งเป็นหลานชายคนโตยกมือไหว้พ่อ พร้อมทั้งเดินตรงดิ่งมาหาพ่อด้วย
 
พ่อรับไหว้และโอบกอดพี่ธนาด้วยความรัก ส่วนฉันก็ยกมือทักทายพี่ธนาไปด้วย พวกเราทุกคนนั่งคุยกันสักพัก พี่ธนาบอกว่าวันนี้จะขอเถ้าแก่เลิกงานเร็ว
 
"น้ารองจะพาตาไปทานข้าวที่ไหนเหรอ"
 
"ก็คงร้านในบึงใหญ่ที่โอ๊ะทำงานอยู่นั่นแหละ"
 
"รอผมด้วยนะ เดี๋ยวผมจะเลิกงานเร็ว ผมขอไปด้วย"
 
"ได้ ๆ แต่ห้ามเกินหกโมงเย็นล่ะ"
 
"ครับน้า"
 
วันนั้นพี่รองกับพี่โอ๊ะพาฉันกับพ่อเดินข้ามสะพานลอยตรงด้านหน้าหมู่บ้านรัตนโกสินทร์ไปอีกฝั่งหนึ่ง พ่อหยุดมองรถที่วิ่งผ่านไปมา ใบหน้าของพ่อดูตื่นเต้นไม่น้อยกับภาพชีวิตผู้คนที่พบเห็น แต่ควันดำจากรถบางคัน ทำให้พ่อเอามือปิดจมูกทันที
 
"อากาศที่นี่ไม่เหมือนบ้านเราเลยนะลูก" พ่อหันไปทางพี่รอง
 
"สู้บ้านเราไม่ได้หรอกครับพ่อ กรุงเทพฯ มีโรงงานเยอะ รถก็เยอะ ควันต่าง ๆ ก็ผสมกันไปหมด อากาศถึงได้ไม่สดชื่นเหมือนบ้านเรา"
 
"แล้วที่ทำงานรองล่ะลูก"
 
"ที่ทำงานผมก็ดีครับพ่อ ทางบริษัทผมเขามีผ้าปิดปากให้พนักงานด้วย"
 
"ดี ๆ ลูก ควันเยอะ ๆ แบบนี้ ดมกันเข้าไปทุกวัน มีหวังไม่สบายแน่ ๆ เลย"
 
เพียงระยะเวลาไม่นาน พวกเราก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าทางเข้าตลาดรังสิต พี่รองเล่าให้พ่อฟังเกี่ยวกับตลาดรังสิตและก็แวะซื้อน้ำส้มให้ฉันและพ่อได้ดื่มคนละถุง จากนั้นก็พาฉันและพ่อเดินชมร้านขายของตามตึกแถว พอเวลาประมาณบ่าย ๆ พี่รองก็พาฉันและพ่อแวะทานอาหารที่ร้านอาหารตามสั่งข้างทาง ซึ่งร้านอาหารแห่งนี้เจ้าของร้านเป็นคนอีสานที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ที่รังสิตนานหลายปี
 
อาหารที่พี่รองสั่งมาให้พ่อได้รับประทานนั้น ก็ล้วนแต่เป็นอาหารเมนูโปรดของพ่อทั้งนั้น พี่รองสั่งเครื่องดื่มง่าย ๆ ให้ฉันและพ่อได้ดื่มด้วย ส่วนทางพี่โอ๊ะนั้นก็ช่วยออกค่าอาหารแก่พี่รอง แต่พี่รองไม่ได้รับเงินไว้
 
"โอ๊ะไม่ต้องห่วง เดี๋ยวน้าออกเอง" พี่รองบอก
 
"ไว้ตอนเย็นผมขอช่วยออกค่าอาหารให้ตาและน้องเล็กนะ"
 
พี่รองยิ้มรับนิดหนึ่ง "ขอบใจ เอาไว้ค่อยคุยกันเรื่องนี้อีกทีนะ"
 
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พี่รองกับพี่โอ๊ะก็พาฉันและพ่อวิ่งข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งในตอนนั้นฟิวเจอร์พาร์ครังสิตกำลังก่อสร้างยังไม่เสร็จ
 
"เขาสร้างอะไรกันเหรอลูก ดูใหญ่โตจริง ๆ เลย"
 
"ห้างครับพ่อ ห้างนี้คงจะสร้างเสร็จอีกไม่ช้า ไว้ถ้าผมมีเงิน ผมจะพาพ่อขึ้นมากรุงเทพฯ อีกครั้ง จะได้พาพ่อไปเดินห้างติดแอร์เย็น ๆ"
 
"แอร์เย็น ๆ คงจะหนาวน่าดู" พ่อพูดขึ้น เพราะคงจะนึกเข็ดแอร์เย็น ๆ จากรถทัวร์
 
"ก็ไม่หนาวมากนะครับพ่อ คิดว่ากำลังดีเลย"
 
พ่อยิ้มนิดหนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไร โดยที่พี่รองเดินจูงมือพ่อ ส่วนฉันกับพี่โอ๊ะก็เดินเคียงข้างตามหลังพ่อและพี่ชายมาติด ๆ
 
ระหว่างทางมีป้าคนหนึ่งหาบหมากพลูขายตรงทางเดินติด ๆ กับป้ายรถเมล์ พี่รองหันมาทางพ่อ
 
"พ่อจะเคี้ยวหมากไหม เดี๋ยวผมจะซื้อให้"
 
"ดี ๆ ลูก ไม่ต้องซื้อเยอะนะ พ่อเองก็ต้องขอโทษที่ไม่ได้เอาหมากติดตัวมา เพราะพ่อกลัวว่าที่กรุงเทพเขาห้ามเคี้ยวหมากกัน"
 
"สมัยนี้เขาไม่มีกฏหมายแบบนี้หรอกครับ พ่อไม่ต้องห่วงนะ ผมเห็นคนแก่คนเฒ่าเคี้ยวหมากเยอะแยะ ถ้าเขาออกกฏหมายห้ามเคี้ยวหมาก ตำรวจก็คงจะจับคนขายไปหมดแล้ว"
 
พี่รองยิ้มและพยายามอธิบายให้พ่อได้เข้าใจ ส่วนฉันนั้นก็พอจะนึกออกว่าทำไมพ่อถึงได้ถามคำถามนี้ ครั้งหนึ่งอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์ไทยเคยเล่าให้ฉันฟังว่า เมื่อสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามมีการออกกฏหมายห้ามประชาชนเคี้ยวหมาก เพราะกลัวว่าจะทำให้คนไทยฟันไม่ขาวเหมือนชาวตะวันตก อีกอย่างประชาชนบางคนบ้วนน้ำหมากเลอะเทอะตามถนนหนทาง ทำให้บ้านเมืองดูไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย และหมากก็คงจะทำให้คนไทยเป็นโรคมะเร็งด้วย ส่งผลให้มีการออกกฏหมายนี้ออกมา แต่พอหมดสิ้นสมัยของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประชาชนก็กลับมาเคี้ยวมากได้ตามปกติ
 
พ่อเป็นผู้ชายที่เกิดในสมัยปี พ.ศ. 2475 คิดในสมัยท่านจอมพล ป. พิบูลสงครารมประกาศสั่งห้ามประชาชนไม่ให้เคี้ยวหมาก พ่อคงจะได้ยินข่าวคราวประกาศจากรัฐบาลในยุคนั้นอยู่เหมือนกัน แม้ว่ากฏหมายนี้จะส่งผลกระทบกับคนบ้านนาในป่าเขาไม่มากนัก แต่ความทรงจำกับเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะเกี่ยวกับรัฐบาล พ่อคงจะจำได้แม่นยำ และด้วยเหตุนี้ทำให้พ่อไม่กล้านำหมากเข้ามาในกรุงเทพด้วย เพราะคงจะกลัวถูกตำรวจจับ
 
พี่รองจ่ายเงินค่าหมากเสร็จก็ยื่นถุงให้ฉันช่วยถือ และก็หันไปบอกพ่อ
 
"ไว้กลับไปห้องพักของผมแล้วพ่อค่อยเคี้ยวหมากนะ"
 
พ่อพยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นพวกเราก็พากันกลับมาที่ห้อง วันนี้พี่รองหยุด ส่วนพี่โอ๊ะก็อาบน้ำและออกไปทำงานตอนเย็น ฉันกับพ่อนั่งดูทีวีขาวดำในห้องพี่รองสักพัก เพียงไม่นานพี่ธนาก็กลับมาจากทำงาน
 
"รอนานหรือเปล่าครับน้ารอง" พี่ธนาถาม
 
"ไม่นานหรอก ก็ให้พ่อและน้องเล็กนั่งดูทีวีไปพลาง ๆ"
 
"แล้วโอ๊ะไปทำงานหรือยัง"
 
"ไปแล้ว"
 
พี่ธนานั่งพูดคุยกับพ่อ โดยที่พ่อหยิบของฝากแบ่งให้พี่ธนาได้เอากลับไปรับประทานด้วย เวลาผ่านไปสักพัก พี่รองและพี่ธนาก็พาฉันและพ่อไปรับประทานอาหารที่ร้านในบึงใหญ่ แต่ก่อนที่จะเข้าไปในร้านพี่รองพาพ่อเดินดูบริเวณรอบ ๆ บึงไปก่อน จากนั้นก็พาพ่อเข้าไปรับประทานอาหาร
By Natthinee Khot-asa Jones Date 2009-12-02 13:33:09



[1]


Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones