ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article

บทนำ


นิยายชีวิตเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ผู้เขียนได้ถ่ายทอดเป็นตัวอักษร ด้วยใจที่รักกับชีวิตและเรื่องราวที่ผ่านพบ พร้อมทั้งความรักที่มีต่อการเขียน ทำให้อดไม่ได้ที่จะถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตทั้งหมดเป็นนิยายชีวิต หรือที่รู้จักกันในแบบฝรั่งก็คือ Memoir นั่นเอง

เนื้อหาในนิยายชีวิตเรื่องนี้ จะเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมาจากเรื่อง "ชีวิตรันทดแต่งดงาม" ซึ่งเนื้อเรื่องส่วนใหญ่จะเน้นประสบการณ์ชีวิตของหญิงไทยที่แต่งงาน และไปเป็นสะใภ้อยู่ประเทศอเมริกา ชีวิตหลังจากที่ตกลงจะแต่งงานกัน การเดินเรื่องวีซ่า การแต่งงานในอเมริกา การครองคู่ และบทบาทการเป็นสะใภ้อเมริกันแห่งสองรัฐนี้ รวมทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์ของสองรัฐ Texiana (รัฐ Texas + รัฐ Louisiana) และเรื่องราวอื่น ๆ ที่ผสมผสานของการเป็นสะใภ้


หญิงสาวหลายคนบอกว่า....ไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะทำหน้าที่เป็นภรรยาที่ดีที่สุด...และครองชีวิตคู่ให้มีความสุข

แต่ก็มีหญิงสาวหลาย ๆ คนที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า....การทำหน้าที่สะใภ้นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆเหมือนกัน


ผู้หญิงหลายร้อยคนในโลกนี้ ล้วนแต่ผ่านด่านว่าที่แม่สามีมาทุกแบบทุกสไตล์ บางคนก็ประสบแต่ความโชคดี บางคนเจอแต่ความผิดหวังและโชคร้าย แต่บางคนนั้นทั้งโชคดีและโชคร้ายปะปนกัน ชีวิตมีทั้งรอยยิ้มและน้ำตาคลอเคล้ากันมาตลอด หลากหลายชีวิตของการเป็นสะใภ้


หากใครอยากรู้ว่า...บทบาทการเป็นสะใภ้ Texiana ของ "ปณัฐดา" สาวไทยใจซื่อคนนี้จะเป็นอย่างไร ก็อย่าลืมติดตามอ่านได้จากนนิยายชีวิตเรื่องนี้

 






 





ก้าวแรกของการเป็นสะใภ้ Texiana บทที่ 1


หลังจากที่พักอยู่กับพี่สาวได้สามวัน ปณัฐดาก็ลงไปทำเรื่องเอาเอกสารใบรับรองความโสดจากบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งในการขอใบรับรองความโสดนั้น จะต้องไปขอในที่ว่าการอำเภอ โดยที่มีกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นคนไปยืนยันสถานะของหญิงสาวด้วย นับว่าโชคดีที่พี่สาวอีกคนหนึ่งคอยขับรถและช่วยเหลือเธอในการดำเนินเรื่องตลอด

“ณัฐรู้นะว่าบางครั้งเราก็ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ช่วยเดินเรื่องเอกสารให้เราด้วย ไม่งั้นเรื่องอาจจะล่าช้า”

พี่บุหงาพี่สาวอีกคนหนึ่งบอกเล่าให้ปณัฐดาฟังขณะที่ขับรถไปยังตัวเมือง

“ค่ะ ณัฐเข้าใจ แล้วพ่อกำนันกับลุงผู้ใหญ่บ้านไม่ไปพร้อมเราเหรอคะ”

“อ้อ เขาไปประชุมที่อำเภอกันตั้งแต่เช้าแล้วแหละ พอเราไปถึงก็คงประชุมกันเสร็จแล้ว เห็นพ่อกำนันและลุงผู้ใหญ่บ้านบอกว่าจะรออยู่ที่ศาลาด้านหน้าแหนะ”

นับว่าโชคดีที่พี่บุหงาคอยติดต่อประสานงานทุกอย่างให้หญิงสาวไว้ล่วงหน้า

“ขอบคุณพี่บุหงามากค่ะ”

ปณัฐดามอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่สาวได้ใส่ในซองสีขาวเพื่อที่จะตอบแทนน้ำใจผู้ใหญ่ทุก ๆ คนที่เข้ามาช่วยเหลือเกี่ยวกับเอกสารต่าง ๆ แม้ว่าการกระทำตรงนี้จะผิดกฏหมายและดูไม่ถูกต้องมากนัก แต่ธรรมเนียมและความคุ้นเคยในสภาพชีวิตแถวบ้านของเธอ ก็มักจะกระทำอย่างนี้กันทั้งนั้น และจุดตรงนี้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นวิถีชีวิตไปแล้ว

เมื่อได้ใบรับรองความโสดเรียบร้อยแล้ว ปณัฐดาและพี่สาวก็พาพ่อกำนันและลุงผู้ใหญ่บ้านไปเลี้ยงอาหารกลางวันที่ร้านอาหารติด ๆ กับอำเภอ พอรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เธอและพี่สาวก็ขับรถกลับมาบ้าน ซึ่งในตอนเย็นเธอก็จะต้องเดินทางกลับกรุงเทพด้วย

ปณัฐดาไม่เคยอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดนานมากนัก นับตั้งแต่พ่อเสียชีวิตไป เธอก็เคยกลับมาเยี่ยมบ้านแค่ครั้งเดียวเท่านั้น พอมีเรื่องราวให้ทุกข์ใจเธอก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย

“ณัฐอยากไปไหว้พ่อและแม่สักหน่อย” เธอบอกพี่สาวเบา ๆ

“ก็ได้จ้ะ เดี๋ยวพี่พาไป” พี่บุหงาพูดพลางเดินไปสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที

รถปิ๊กอัพของพี่บุหงาวิ่งมาถึงวัดประจำหมู่บ้านเพียงระยะเวลาแค่ไม่กี่นาที จากนั้นก็พาปณัฐดาเดินไปที่ต้นโพธิ์ข้างหลังวัด ซึ่งมีอัฐิของพ่อและแม่ตั้งอยู่ตรงนั้น ความร่มเย็นของต้นโพธิ์ทำให้บรรยากาศดูเงียบสงบไปอีกแบบ พี่บุหงาหยิบธูปที่จุดไฟเรียบร้อยแล้วยื่นให้เธอหนึ่งดอก เหมือนต้องการให้น้องสาวบอกกล่าวเรื่องราวชีวิตให้ดวงวิญญาณของพ่อแม่ได้รับรู้ด้วย
ปณัฐดานั่งลงข้าง ๆ พี่สาว และก็ยกมือประนมไหว้

“ณัฐคิดถึงพ่อกับแม่เหลือเกิน อยากให้พ่อกับแม่มีชีวิตอยู่ ณัฐรู้ว่าพ่อกับแม่เฝ้ามองณัฐตลอด ณัฐสัญญาคะว่าจะพารอยคีนส์มาไหว้พ่อกับแม่แน่นอน”
ความรู้สึกในห้วงลึกจิตใจของเธอก็ต้องการพ่อกับแม่ไม่น้อย เพราะบ่อยครั้งที่ต้องอยู่คนเดียวมาตลอด และพบเจอเรื่องราวเลวร้ายในชีวิต ใจของเธอก็รู้สึกเหงาและอ้างว้างที่สุด แม้จะมีคนที่ดีอยู่รอบข้างหลายคน แต่เธอไม่เข้าใจอยู่เหมือนกันว่า ทำไมต้องรู้สึกเหงาในบางครั้งด้วย

เมื่อพูดจบหญิงสาวก็ก้มลงไหว้หนึ่งครั้งก่อนที่จะเอาธูปไปปักที่กระถางด้านหน้า จะกี่ปีกี่หนที่มีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมบ้าน เธอก็มักจะแวะมาที่นี่ตลอด และทุก ๆ ครั้งที่ได้มาเยี่ยมอัฐิของพ่อและแม่ ใจของเธอก็รู้สึกอบอุ่นทุกที ความเหนื่อยล้าต่าง ๆ ที่เคยประสบพบผ่านก็ผ่อนคลายหายไปจากใจบ้าง เหมือนกับเธอได้กลับมาซบอ้อมอกอันอบอุ่นของพ่อแม่อีกครั้ง

พี่บุหงาได้แต่มองปณัฐดาด้วยความสงสารกับชะตาชีวิตทุกอย่าง และก็ยังดีใจอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่า บนเส้นทางชีวิตที่มีแต่อุปสรรค น้องสาวก็ยังพบเจอความโชคดีอยู่บ้าง พร้อมทั้งไม่ลืมขอให้ดวงวิญญาณพ่อแม่จงช่วยตามคุ้มครองน้องสาวด้วย

จากนั้นก็พาเธอขับรถกลับมาที่บ้าน และก็ช่วยจัดกระเป๋าเดินทาง พร้อมทั้งหาผักและผลไม้ของฝากที่หาได้จากสวนภายในบ้านใส่ในถุงให้เรียบร้อย เพราะตั้งใจให้น้องสาวคนเล็กเอาของฝากเหล่านี้ไปฝากให้พี่น้องคนอื่น ๆ ที่พักอาศัยอยู่ในเมืองกรุงด้วย

ในหมู่บ้านที่ปณัฐดาพักอาศัยอยู่นั้น มีรถทัวร์เข้ากรุงเทพวิ่งผ่านวันละสองคัน นั่นก็คือเวลาเช้าและช่วงเย็นเท่านั้น พอใกล้ได้เวลาที่รถทัวร์จะมาถึง พี่บุหงาก็เดินมาส่งเธอที่หน้าบ้าน

“ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วยก็โทรมาบอกนะ” พูดพลางโอบกอดน้องสาวเบา ๆ

ปณัฐดาประนมมือไหว้พี่สาว “ขอบคุณค่ะ ณัฐขอฝากตังค์ให้น้องธีร์ไว้เป็นค่าขนมไปโรงเรียนด้วยนะคะ”

แม้จะไม่ได้ให้เงินพี่สาวไว้ใช้เหมือนแต่ก่อน แต่เธอก็ไม่เคยลืมที่จะให้เงินหลานชายตัวเล็ก ๆ ซึ่งกำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลไว้เป็นค่าขนมไปโรงเรียนด้วย ซึ่งก็เป็นนิสัยที่เธอกระทำเสียจนเคยชิน

“จ้ะ ขอบใจมากจ้ะ”

พี่บุหงาเข้าใจดีว่าตอนนี้ปณัฐดาไม่มีงานทำ จึงจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด แม้จะรู้ว่าคู่หมั้นของน้องสาวใจดีและคอยช่วยเหลือตลอด แต่พี่บุหงาก็ยังสนับสนุนให้น้องสาวเป็นคนอดออมพร้อมทั้งช่วยเหลือตัวเองมากที่สุด

“แล้วรอยคีนส์จะลงมาแน่นะ”

“ค่ะ เขาบอกว่าจะมาแน่นอน เห็นบอกว่าคุณแม่และพ่อเลี้ยงของเขาจะบินมาด้วยค่ะ”

“ดีแล้วจ้ะ ถ้าเขาบินมาได้ก็ดี ยังไงก็อย่าลืมพามาให้พี่น้องทุกคนได้เห็นหน้าตาด้วยนะ”

แท้จริงแล้วรอยคีนส์ไม่เคยเห็นพี่บุหงาเลยสักครั้ง มีแต่ครอบครัวพี่กันต์เท่านั้นที่เคยเห็นชายหนุ่มมาตลอด

“ค่ะ ต้องพามาอยู่แล้ว เพราะณัฐกับเขาจะแต่งงานกันที่นี่ด้วย และก็คงจะมาจัดงานที่นี่ค่ะ”

“ได้เลยจ้ะ ยังไงก็โทรบอกพี่นะ จะให้พี่ช่วยจัดการอะไรให้ก็ขอให้บอก”

พี่สาวทุก ๆ คนรักปณัฐดาเสมอ แม้บางครั้งจะไม่เคยได้ยินคำว่ารักจากปากพี่สาว แต่การกระทำก็แสดงให้เธอเห็นชัดเจน

เมื่อรถทัวร์วิ่งมาจอดหน้าบ้าน พี่บุหงาก็ช่วยเธอถือกระเป๋าพร้อมเดินมาส่งถึงประตูรถ ปณัฐดานึกซึ้งใจไม่น้อยที่พี่สาวยังคงดูแลเธอเป็นอย่างดี แม้จะไม่ค่อยสนิทกับพี่สาวคนนี้ แต่ความผูกพันฉันท์พี่น้องก็ไม่เคยลบเลือนไปเลย พี่บุหงายังเป็นพี่ที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย แม้จะไม่ได้ช่วยเหลือเธอได้ดีเท่ากับพี่กันต์ แต่พี่บุหงาก็ยังมีน้ำใจให้เธอทุก ๆ ครั้งที่ต้องการ



พอเดินทางมาถึงกรุงเทพ ปณัฐดาก็รีบส่งใบรับรองความโสดไปให้คู่หมั้นหนุ่มอย่างเร็ว โดยไม่ลืมที่จะแนบเอกสารสำคัญส่วนอื่น ๆ ไปด้วย ชีวิตของเธอยังคงดำเนินไปเหมือนเดิม และก็ไม่ได้หางานทำแต่อย่างใด เพราะคู่หมั้นหนุ่มไม่ต้องการให้เธอหางานทำ พร้อมทั้งรับผิดชอบหลายอย่างเกี่ยวกับตัวเธอด้วย อีกอย่างถึงเธอจะไปทำงานในตอนนี้ก็คงทำได้แค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น เมื่อคู่หมั้นกลับมาเมืองไทย เธอก็ต้องลาออกจากงานอยู่ดี

ส่วนทางด้านพี่กันต์นั้น ก็ไม่สนับสนุนให้เธอทำงานในตอนนี้ โดยที่บอกให้เธอคอยดูแลหลานและช่วยดูแลงานบ้านงานเรือนให้มากกว่า พร้อมทั้งยังหยิบยื่นเงินให้เธอได้ใช้เป็นระยะ ๆ ด้วย

“พี่ไม่ต้องให้เงินณัฐหรอก ณัฐยังพอมีใช้” หญิงสาวปฏิเสธเบา ๆ เมื่อเห็นพี่สาวยื่นเงินให้ใช้

“เก็บใส่กระเป๋าเอาไว้เถอะ เวลาลำบากจะได้หยิบมาใช้”

“แค่พี่ให้ณัฐมาพักอยู่ด้วย ณัฐก็เกรงใจจะแย่อยู่แล้ว”

“จะมาเกรงใจอะไรกัน เราเป็นน้องสาวพี่นะ อีกอย่างเราก็ช่วยพี่เลี้ยงหลานด้วย ไม่ต้องคิดมากเลย”

ปณัฐดาบอกกับตัวเองเสมอว่า หากถึงวันที่คู่หมั้นหนุ่มจะต้องกลับมา แต่ถ้าเขาไม่ทำตามสัญญาที่ให้กันไว้ เธอก็จะหางานทำทันที เพราะการอยู่บ้านและไม่ได้ออกไปทำงานนั้น ทำให้เธอรู้สึกเบื่อหน่ายไม่น้อย ปณัฐดายังคงติดต่อคนรักทางอีเมลทุก ๆ วัน จากที่เคยส่งอีเมลหากันบ่อย ๆ เธอก็ส่งหาเขาวันละสองครั้งเท่านั้น ส่วนคู่หมั้นหนุ่มก็ไม่เคยห่างหายการติดต่อเลยสักนิด ยังส่งอีเมลมาให้เหมือนเดิมและก็โทรมาหาทุก ๆ ครั้งที่มีโอกาส

ช่วงระหว่างที่รอคู่หมั้นหนุ่มกลับมานั้น หญิงสาวก็ยังคงพักอาศัยอยู่กับพี่สาวเหมือนเดิม ชีวิตของเธอไม่ได้ทำอะไรมากนัก นอกจากการดูแลบ้านเรือนและช่วยเลี้ยงหลานให้พี่สาวแล้ว ในช่วงที่มีเวลาว่างเธอก็หาหนังสือมาอ่านและหาอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำไปพลาง ๆ ซึ่งตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่นานคู่หมั้นก็จะกลับมาแล้ว สำหรับวันไหนที่รู้สึกเบื่อ ๆ เธอก็มักจะไปทำงานกับพี่กันต์อยู่เสมอ แม้จะไม่ได้ค่าจ้างอะไร แต่เธอก็มีความสุขที่ได้ไปช่วยพี่สาวอีกแรง ซึ่งการไปช่วยพี่สาวทำงานนั้นก็เหมือนกับการฆ่าเวลาของการรอคอยให้ผ่านไปในแต่ละวันเร็วที่สุด

เอกสารสำหรับเดินเรื่องวีซ่าคู่หมั้นนั้น หรือที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็คือ วีซ่า K-1 ซึ่งการดำเนินเรื่องวีซ่าคู่หมั้นนั้นจะใช้เวลาอย่างต่ำหกถึงสิบสองเดือน ช่วงระยะเวลาสองเดือนก่อนกำหนดการกลับมาของรอยคีนส์ ปณัฐดาได้รับเอกสารที่ต้องมีการเซ็นชื่อเพิ่มเติมบางส่วน พอเซ็นเสร็จแล้วก็รีบส่งเอกสารไปให้คู่หมั้นแต่โดยเร็ว เพราะเธอและเขามีเวลาเหลือน้อยมาก สิ่งที่เธอกังวลใจที่สุดก็เรื่องวีซ่า เพราะเกรงว่าจะต้องรอนาน ซึ่งก็ไม่ใช่เพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่เป็นกังวล แม้แต่คู่หมั้นหนุ่มก็รู้สึกเช่นเดียว

ส่วนทางด้านคุณแม่ของรอยคีนส์นั้นก็มิได้นิ่งดูดาย โทรติดต่อทางฝ่ายอิมมะเกรชั่นตลอด เพราะอยากรู้ว่าเอกสารเกี่ยวกับการเดินเรื่องวีซ่าผ่านไปถึงไหนแล้ว ระยะเวลาแค่เดือนเดียวทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี หนึ่งอาทิตย์ก่อนที่รอยคีนส์จะบินกลับมา ปณัฐดาได้รับอีเมลจากคุณแม่ของคู่หมั้น ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ในอีเมลบอกเธอว่าอย่าได้กังวลเรื่องวีซ่า ทุกอย่างผ่านหมดแล้ว และก็ยืนยันคำเดียวว่า

ปณัฐดา

อย่าได้กังวลเรื่องวีซ่า เพราะแม่จะต้องพาเธอกลับมาอเมริกาพร้อมกับรอยคีนส์ให้ได้


แม้จะเป็นเพียงข้อความสั้น ๆ ที่คุณแม่ของคู่หมั้นส่งมาให้ แต่ทั้งหมดเหล่านี้ก็ทำให้ปณัฐดาและรอยคีนส์มีความหวังไม่น้อย

ที่จริงการขอวีซ่าคู่หมั้นดูจะยุ่งยากนิดหนึ่ง เพราะการเดินเรื่องวีซ่าของปณัฐดาเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ถล่มที่นิวยอร์ค ทำให้ทางอิมมะเกรชั่นตรวจเช็คข้อมูลแต่ละอย่างเข้มงวดมาก ซึ่งก็ใช้เวลานานหลายวันกว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้น ด้วยสาเหตุนี้ทำให้การเดินเรื่องทุกอย่างล่าช้าไปด้วย ส่วนรอยคีนส์นั้นก็ยังคงโทรมาพูดคุยให้กำลังใจเธอเสมอ



ระยะเวลาหนึ่งเดือนก่อนที่คู่หมั้นหนุ่มจะบินกลับมา ปณัฐดาได้โทรพูดคุยกับพี่มีนเกี่ยวกับโรงแรมที่พัก ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลือจากพี่มีนเป็นอย่างดี การกลับมาในครั้งนี้ของคู่หมั้นหนุ่มนั้น จะต้องพักอาศัยอยู่ในเมืองไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือน เพราะหลังจากหนึ่งเดือนวีซ่าก็จะหมดอายุ ซึ่งก็ต้องเดินทางออกนอกประเทศ ส่วนทางด้านคุณแม่และพ่อเลี้ยงของชายหนุ่มก็มีสิทธิ์อยู่ที่เมืองไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนเหมือนกัน ดังนั้นการเดินเรื่องวีซ่าทุกอย่างจะต้องเสร็จเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปณัฐดาเลือกที่จะจองโรงแรมที่พักแห่งหนึ่งไว้ให้คู่หมั้น ซึ่งโรงแรมแห่งนี้เป็นโรงแรมชั้นดี ราคาไม่แพงจนเกินไปสำหรับคนที่พักอาศัยในระยะยาว และก็ตั้งอยู่ในตัวเมืองใกล้กับวัดพระแก้ว ซึ่งแฟนหนุ่มได้กำชับไว้ว่าอยากพักอยู่ใกล้ ๆ กับวัดพระแก้ว และติด ๆ กับแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะทั้งเธอและเขามีแผนการจะพาคุณแม่และพ่อเลี้ยงได้ท่องเที่ยวดูความสวยงามเกี่ยวกับวัดวาอารามในเมืองไทยด้วย นับว่าโชคดีที่พี่มีนคอยช่วยเหลือตรงนี้ ทำให้เธอได้โรงแรมที่ถูกใจไว้รอคนรักกลับมา

และแล้วในวันที่รอคอยก็มาถึง ในวันนี้ปณัฐดาตื่นแต่เช้า ช่วยพี่สาวดูแลงานบ้านงานเรือนจนเสร็จ จากนั้นก็เดินไปส่งหลานชายขึ้นรถไปโรงเรียนเหมือนทุก ๆ วัน เสร็จแล้วก็กลับมาบ้านช่วยซักผ้าและรีดผ้าให้พี่สาวก่อนที่จะออกไปรับคู่หมั้นในช่วงเย็น แต่ด้วยความตื่นเต้นและไม่มีอะไรจะทำ ดังนั้นปณัฐดาจึงเลือกที่จะเดินทางไปรับคู่หมั้นหนุ่มที่สนามบินตั้งแต่ตอนบ่าย แม้จะรู้ว่ากำหนดการที่คู่หมั้นหนุ่มบินมาถึงนั้นประมาณหกโมงเย็น แต่เธอก็ไม่รู้เป็นอะไรใจอยากจะไปนั่งรอเขาที่สนามบินเสียให้ได้

หนังสือหนึ่งเล่มที่พกติดตัวตลอดไว้อ่านฆ่าเวลาในช่วงที่รอคอย อีกหกชั่วโมงชายหนุ่มถึงจะบินมาถึง เธอเลือกที่จะหามุมนั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ พออ่านจบเล่มนี้ก็ออกไปซื้อหนังสือที่ร้านหนังสือมาอ่านต่อ ในบางเวลาก็หยุดอ่านและนั่งมองผู้คนที่เดินผ่านไปมา และบ่อยครั้งก็นึกขำตัวเองว่ามานั่งรออะไรอยู่อย่างนี้ ยังเหลือเวลาอีกเยอะแยะ จะเดินทางมารับคู่หมั้นตอนสี่โมงเย็นก็ยังทัน แต่เพราะหัวใจมันเรียกร้องแต่จะให้เธอมาที่สนามบินให้ได้ เธอจึงจำใจต้องทำตามหัวใจที่เรียกร้อง และด้วยเหตุนี้ด้วยแหละที่ทำให้เธอนั่งอยู่ที่สนามบินนานหลายชั่วโมง

การรอคอยสำหรับใครบางคนอาจจะรู้สึกทรมานและอึดอัดมาก ปณัฐดาไม่โกหกตัวเองว่าบางครั้งก็รู้สึกเช่นเดียวกัน บ่อยครั้งที่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าเพราะไม่ได้ทำงานทำการอะไรเหมือนแต่ก่อน แต่พอนึกถึงใบหน้าของคู่หมั้นก็ทำให้เธอมีกำลังใจที่จะอดทนรอคอยอีกต่อไป เธอบอกกับตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าวินาทีสุดท้ายที่รอคอยนั้น คู่หมั้นหนุ่มจะกลับมาตามสัญญาหรือไม่ เธอก็จะรออยู่อย่างนี้ เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ต้องการแสดงให้เขารู้ว่าเธอได้รักษาสัญญาที่มีไว้ให้กันแล้ว

ภาพผู้คนเดินผ่านไปมาทำให้เธออดที่จะหันไปมองไม่ได้ และก็แอบชื่นชมความน่ารักกับภาพพี่น้องเพื่อนฝูงโอบกอดญาติและคนรู้จักที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ รอยยิ้มของแต่ละคนทำให้เธอแอบจินตนาการถึงภาพคนรักไม่ได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้เขาเดินทางมาถึงไหนแล้ว จะคิดถึงเธอบ้างหรือเปล่า
ทุก ๆ สามสิบนาทีหญิงสาวหันไปดูนาฬิกาข้อมือตลอด ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่สนามบินบางท่านมองเธอด้วยความสงสัย พอสักพักก็มีพนักงานหนุ่มคนหนึ่งเดินมาสอบถาม เพราะเห็นเธอนั่งอยู่ตรงนั้นนานหลายชั่วโมงแล้ว

“น้องมารอรับใครเหรอครับ”

ปณัฐดายิ้มสดใส “มารอรับคู่หมั้นค่ะ”

“เครื่องลงกี่โมงเหรอน้อง พี่เห็นน้องมานั่งรอตั้งนานแล้ว”

“อ้อ! หกโมงเย็นค่ะ” หญิงสาวตอบรับไปตามความจริง

“ยังอีกตั้งสามสี่ชั่วโมงแหนะ ออกมาห้าโมงเย็นก็คงทันแหละ ว่าแต่น้องพักอยู่กรุงเทพเหรอครับ”

“ค่ะ พักอยู่กรุงเทพ”

“ถามจริง ๆ ไม่เหนื่อยเหรอครับ มารอตั้งหลายชั่วโมง”

“ไม่เลยค่ะ ดีใจที่ได้มานั่งรอตรงนี้”

ความเป็นจริงคำว่าเหนื่อยยากที่จะตอบได้ ถ้าจะถามว่าเธอรู้สึกเหนื่อยไหมกับการรอคอย ปณัฐดาไม่เคยรู้สึกเหนื่อย อาจจะมีบ้างที่รู้สึกทรมานและอึดอัด แต่ ณ เวลานี้เธอรู้สึกว่าดีใจที่มีวันนี้เกิดขึ้น แต่ก่อนนั้นเธอมักจะภาวนาให้เวลาผ่านไปเร็ว ๆ อยากให้เดือนหนึ่งมีแค่สิบวันและยี่สิบวันเท่านั้น แต่พอชีวิตผ่านตรงนั้นมาได้ เธอกลับรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วกว่าที่คิดไว้เสียอีก
หญิงสาวไม่ได้สนใจว่าเจ้าหน้าที่ของสนามบินจะคิดอย่างไรกับการรอคอยของเธอ แต่เธอก็พึงพอใจที่จะนั่งรอคู่หมั้นอยู่อย่างนั้น เวลาที่รู้สึกหิวเธอก็เดินออกไปซื้อขนมและน้ำผลไม้มานั่งดื่มไปพลาง ๆ จากนั้นก็กลับมานั่งอยู่ที่เดิม

พอเวลาประมาณหกโมงเย็น เธอก็ลุกขึ้นมายืนข้าง ๆ รั้วเหล็กที่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่สนามบินกั้นไว้ให้เหล่าบรรดาญาติมารับผู้โดยสาร หญิงสาวทอดสายตาไปทั่ว ๆ บริเวณประตูผู้โดยสารขาเข้าที่บินระหว่างประเทศอยู่ตลอด แต่ก็ไม่มีวี่แววคู่หมั้นหนุ่มเลยสักนิด แม้ว่าจะได้ยินเจ้าหน้าที่ประกาศชื่อเที่ยวบินที่คู่หมั่นหนุ่มโดยสารมาก่อนแล้ว แต่ก็ไม่เห็นมีเขาเดินทางมากับสายการบินที่ประกาศไว้เลย

ยิ่งเวลาผ่านไปประมาณสิบห้านาที หญิงสาวก็รู้สึกกระวนกระวายและหดหู่ใจขึ้นมาทันที แต่ก็ยังบอกกับตัวเองเสมอว่า เวลาหลายเดือนที่ผ่านมาเธอยังรอเขาได้ กับเวลาหกชั่วโมงที่นั่งรออยู่ที่สนามบินทั้งวันก็ยังทำได้ ทำไมเธอจะนั่งรอเขาต่ออีกหนึ่งชั่วโมงไม่ได้ ใจหนึ่งก็พยายามคิดว่าสายการบินที่คู่หมั้นหนุ่มเดินทางมานั้นอาจจะมีปัญหา หรือไม่ก็คงจะวุ่นวายกับการติดต่อกับฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง

ครึ่งชั่วโมงผ่านไปก็ยังไม่มีวี่แววว่าที่คู่หมั้นจะกลับมา ปณัฐดาถอนหายใจด้วยความสิ้นหวัง คิดว่าเขาคงไม่กลับมาแล้ว ใจก็เศร้าไม่น้อย อยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าร้อง เพราะไม่อยากให้คนในบริเวณนั้นเห็นน้ำตาของตน และก็เลือกที่จะเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม เพื่อที่จะนั่งรอเขาต่ออีกครึ่งชั่วโมง หากว่าอีกครึ่งชั่วโมงเขายังไม่กลับมา เธอก็จะกลับไปคอนโดพี่สาวเหมือนเก่า ซึ่งก็วางแผนไว้ว่าพรุ่งนี้เช้าก็คงจะไปหางานทำอย่างที่ตั้งใจเอาไว้

ขณะที่กำลังหันหลังและเดินกลับไปนั่งที่เดิม ก็ได้ยินเสียงใครสักคนร้องเรียกชื่อมาแต่ไกล

“ปณัฐดา! รอผมก่อน”

หญิงสาวหยุดอยู่กับที่และก็ค่อย ๆ หันไปมองเจ้าของเสียง พอรู้ว่าเป็นเขาที่เฝ้ารอคอยมานานแสนนาน น้ำตาเจ้ากรรมที่แอบกลั้นเอาไว้ก็ไหลเอ่อเบ้าทันที เขากลับมาหาเธอจริง ๆ ด้วย รอยยิ้มปนน้ำตายังอยู่เต็มใบหน้างดงาม
หญิงสาวเดินกลับมารอชายหนุ่มที่ตรงหน้าด้วยความดีใจ พอคู่หมั้นหนุ่มเดินมาถึงก็เข้าโอบกอดเธอทันที

“ผมขอโทษที่มาช้าไปหน่อย พอดีผมหากระเป๋าอีกใบไม่เจอ ก็เลยต้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยตามหาให้ครับ คุณคงไม่โกรธนะที่ผมมาช้าไปนิด”

หญิงสาวมองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่สามใบที่ซ้อนเรียงรายกันอยู่บนรถเข็น และอมยิ้มไปด้วย

“ไม่ค่ะ ณัฐรอได้ และตั้งใจจะรอคุณจนถึงหนึ่งทุ่มค่ะ”

“ขอบคุณครับ ว่าแต่คุณมารอผมนานไหมครับ”

“ตั้งแต่บ่ายโมงค่ะ”

“โอ้โห! คุณรอผมตั้งเกือบหกชั่วโมงเหรอนี่”

“ค่ะ แต่เวลาผ่านไปแป๊บเดียวเองค่ะ ไม่นานเลย”

“เหนื่อยไหมที่รัก ผมขอโทษที่คุณต้องรอนาน” คู่หมั้นหนุ่มรู้สึกเห็นใจไม่น้อยเมื่อรู้ว่าเธอรอคอยเขาตั้งแต่ตอนบ่าย

ปณัฐดาส่ายหัวเบา ๆ “ไม่เหนื่อยค่ะ ว่าแต่คุณเหนื่อยไหมคะ”

“นิดหน่อยครับ แต่พอเห็นหน้าคุณก็หายเหนื่อยแล้ว”

“ปากหวานจังเลย” และก็แอบแซวคู่รักตามประสา

“ถ้าผมจะหวานก็เพื่อคุณคนเดียวเท่านั้น”

รอยคีนส์ยิ้มอย่างสุขใจและก็สบตาหญิงสาวไปด้วย แม้ว่าเธอจะชินกับสิ่งที่ได้ยินบ่อย ๆ แต่บางครั้งก็เขินอายเหมือนกัน

“ให้ณัฐช่วยเข็นกระเป๋าให้นะ” และก็ขยับมายืนข้าง ๆ รถเข็น

“ไม่ต้องเลยครับ มันหนักมาก คุณเดินข้าง ๆ ผมก็พอ เดี๋ยวเราไปหาเช่ารถด้วยกัน”

ปณัฐดาพยักหน้าเบา ๆ เพราะเรื่องเช่ารถที่สนามบินเธอไม่รู้เอาเสียเลย จะรู้ก็แต่รถแท็กซี่ที่วิ่งผ่านไปมาบนท้องถนนเท่านั้น หญิงสาวหันไปมองป้ายประกาศของแต่ละบริษัทที่มีรถให้เช่าบริการส่งผู้โดยสารในสนามบินไปด้วย

“คุณอยากนั่งรถอะไรล่ะ” คู่หมั้นหนุ่มหันมาถามเบา ๆ

“รถอะไรก็ได้ค่ะ ณัฐนั่งได้หมด”

“ครับ รอแป๊บนะครับ”

จากนั้นรอยคีนส์ก็เข้าไปติดต่อเกี่ยวกับรถบริการของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งให้ไปส่งที่โรงแรมซึ่งเธอได้จองเอาไว้ ปณัฐดาจดที่อยู่ของโรงแรมให้เจ้าหน้าที่ และก็มีการตกลงราคากันจนเสร็จ จากนั้นพนักงานของบริษัทคนหนึ่งก็ช่วยเข็นกระเป๋าให้ชายหนุ่ม และก็เดินมาส่งที่รถเบนซ์คันหรูซึ่งจอดเอาไว้ด้านหน้าของอาคาร โดยที่ที่มีพนักงานขับรถออกมาทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเองด้วย

ปณัฐดาพูดคุยทักทายกับพนักงานขับรถอย่างเป็นกันเอง และก็ยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ คู่หมั้นหนุ่ม มิพอแค่นั้นก็ยังทำท่าจะเข้าไปช่วยพนักงานคนนี้ยกกระเป๋าด้วย

“ไม่ต้องครับคุณ เชิญคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายเข้าไปนั่งข้างในรถได้เลยครับ”

พนักงานขับรถคนนั้นรีบวิ่งมาเปิดประตูรถให้เธอและรอยคีนส์อย่างรู้หน้าที่ ซึ่งรอยคีนส์ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณตามมารยาท และก็หยิบเงินในกระเป๋ายื่นให้พนักงานที่เข็นกระเป๋าเป็นค่าทิปก่อนที่จะมานั่งด้านในรถข้าง ๆ กับเธอ


เมื่อรถวิ่งมาถึงโรงแรมที่จองเอาไว้ พนักงานขับรถก็ช่วยยกกระเป๋าออกจากประถุนรถด้านหลัง โดยที่มีพนักงานยกกระเป๋าของโรงแรมมาช่วยยกกระเป๋าเดินทางด้วย รอยคีนส์มิลืมที่จะหยิบเงินให้ทิปพนักงานขับรถก่อนที่จะเข้าไปด้านในโรงแรม ส่วนปณัฐดาก็ได้แต่ยืนอยู่ข้าง ๆ คู่หมั้นหนุ่มและช่วยเหลืออยู่ข้าง ๆ

“สวัสดีค่ะ สยามริเวอร์โฮเต็ล ยินดีต้อนรับค่ะ”

พนักงานสาวแสนสวยฝ่ายต้อนรับประนมมือไหว้ พร้อมทั้งกล่าวทักทายรอยคีนส์เป็นภาษาอังกฤษพลางส่งยิ้มให้เธอนิดหนึ่ง ก่อนที่จะเดินนำมาที่เค้าเตอร์ด้านใน ซึ่งก็มีพนักงานสองสามคนทั้งหญิงชายส่งยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเอง

“ไม่ทราบว่าจองห้องไว้หรือยังคะ” พนักงานสาวถามอย่างสุภาพ

“ครับ คู่หมั้นผมจองเอาไว้แล้วครับ ชื่อปณัฐดา”

“คุณปณัฐดา ห้องที่จองเอาไว้คือห้องดีลักษ์คิงไซต์ เป็นห้องที่ติดริมแม่น้ำ ถูกต้องไหมคะ”

“ค่ะ” ปณัฐดาตอบรับเบา ๆ

“ส่วนอีกห้องที่จองไว้อาทิตย์หน้า เป็นห้องที่ติด ๆ กัน ทางเราได้เตรียมไว้ให้แล้วค่ะ” พนักงานสาวบอกรายละเอียดไปพลาง ๆ

“ครับ ห้องนั้นเป็นห้องคุณแม่ของผมเองครับ อาทิตย์หน้าท่านจะบินมาถึงครับ”

พนักงานสาวขอบัตรประชาชนของเธอมาดูนิดหนึ่ง จากนั้นก็ขอดูใบขับขี่และบัตรเครดิตการ์ดของรอยคีนส์ ก่อนที่จะให้ชายหนุ่มกรอกเอกสารต่าง ๆ เสร็จแล้วก็พูดคุยเกี่ยวกับความสะดวกหลายอย่างที่ทางโรงแรมมีให้กับลูกค้าทุก ๆ คน

“อาหารเช้าของเรามีให้ลูกค้าฟรีทุกคนค่ะ ทางโรงแรมของเราจะมีการตั้งโต๊ะสำหรับอาหารเช้าตั้งแต่หกโมงเช้าจนถึงสิบโมงค่ะ ส่วนเรื่องอินเตอร์เน็ตนั้น ทางเรามีคอมพิวเตอร์ให้ลูกค้าได้ใช้ด้วยค่ะ สำหรับห้องของคุณมีอินเตอร์เน็ตในห้องด้วย สระว่ายน้ำนั้นอยู่ชั้นห้านะคะ ซึ่งชั้นห้ามีบริการหลายอย่าง ทั้งสปา ฟิสเนตและศูนย์เสริมความงามสำหรับลูกค้าทุกท่าน ส่วนเรื่องซักรีดนั้นทางโรงแรมของเรามีบริการตลอดค่ะ หากมีอะไรที่อยากจะสอบถามเพิ่มเติม ก็ติดต่อได้ที่เบอร์ศูนย์-ศูนย์-หนึ่ง นะคะ ทางโรงแรมของเรายินดีให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุก ๆ ท่านเสมอค่ะ”

พนักงานสาวแจงรายละเอียดต่าง ๆ พลางยื่นกุญแจห้องสองใบซึ่งเป็นคีย์การ์ดให้เธอและเขาคนละใบ

“ขอบคุณครับ/ขอบคุณค่ะ”

“ห้องพักของคุณอยู่ชั้นเจ็ดนะคะ อยู่ทางด้านซ้ายมือของลิฟต์ค่ะ”

“ขอบคุณครับ/ขอบคุณค่ะ”

จากนั้นพนักงานเข็นกระเป๋าก็เดินนำปณัฐดาและคนรักมาที่ลิฟต์ และก็คอยช่วยเหลือยกเป๋าจนเสร็จเรียบร้อย รอยคีนส์หยิบเงินมอบให้พนักงานคนนี้เป็นทิปน้ำใจ จากนั้นก็ปิดประตูห้องและก็เดินมานั่งที่โซฟาข้าง ๆ เธอ

“โรงแรมนี้สวยมาก ๆ เลยครับ ราคาก็ไม่แพงด้วย ขอบคุณนะครับที่ช่วยจองโรงแรมนี้ให้ผมและคุณแม่”

“ไม่เป็นไรค่ะ ณัฐดีใจที่คุณชอบค่ะ หวังอยู่เหมือนกันว่าคุณแม่คุณคงจะชอบ”

“ท่านชอบอยู่แล้วครับ คุณแม่ของผมไม่เรื่องมากหรอกครับ”

“คุณหิวหรือเปล่าครับ ผมรู้สึกหิวจังเลยครับ อยากทานอาหารไทยที่สุด”

“หิวนิดหนึ่งค่ะ คุณไปอาบน้ำเถอะค่ะ เดินทางเหนื่อย ๆ ร่างกายจะได้สดชื่น”

“ครับ แล้วคุณไม่อาบเหรอครับ”

“อาบค่ะ แต่คุณอาบก่อนเถอะค่ะ ณัฐรออาบหลังคุณดีกว่า”

“ไม่อยากอาบพร้อมผมเหรอครับ เดี๋ยวผมช่วยถูขี้ไคลให้นะ”

รอยคีนส์อมยิ้มนิด ๆ เมื่อเห็นแก้มของหญิงสาวแดงเรื่อที่ถูกถามอย่างนี้

“ไม่เอาค่ะ คุณอาบเถอะ เรื่องขี้ไคลณัฐถูทุกวันค่ะ คงไม่มีให้ถูแล้วแหละ”

ชายหนุ่มหันมายิ้มให้เธออีกตามเคย และก็ทำตาหวานหยาดเยิ้ม “แน่ใจเหรอครับ”

“ค่ะ แน่ใจค่ะ” หญิงสาวตอบรับพลางยิ้มไปด้วย

จากนั้นชายหนุ่มก็เดินเข้าไปที่ห้องน้ำ โดยทิ้งให้หญิงสาวนั่งดูรายการทีวีไปพลาง ๆ เมื่อเขาอาบน้ำเสร็จแล้วก็ถึงทีที่เธอจะต้องเข้าไปอาบน้ำบ้าง โดยที่คู่หมั้นหนุ่มนั่งดูทีวีฆ่าเวลาไปพลาง ๆ

พอแต่งตัวกันเสร็จแล้วก็พากันออกมาหาอาหารรับประทาน ทั้งเธอและเขาไม่ได้รับประทานอาหารที่ห้องอาหารของโรงแรม และก็เลือกที่จะไปนั่งรับประทานอาหารที่ร้านอาหารติด ๆ กับแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะอยากเดินเที่ยวชมบรรยากาศยามค่ำคืนในเมืองกรุงด้วย

“อาหารอร่อยไหมครับ” รอยคีนส์ถามพลางสบตาคนรักไปด้วย

“อร่อยค่ะ แล้วคุณล่ะ ชอบไหมคะ”

“ชอบสิครับ ผมไม่ได้ทานอาหารไทยหลายเดือนแล้ว คิดถึงอาหารไทยที่สุด อยู่ที่เกาหลีใต้ผมทานแต่กิมจิตลอด พอมาเจออาหารไทยอย่างนี้รู้สึกว่าเปลี่ยนรสชาติไปเยอะทีเดียว ผมว่าอาหารไทยเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกครับ บอกตรง ๆ นี่แหละคือเหตุผลที่ผมเลือกที่จะแต่งงานกับคนไทย เพราะผมรักความเป็นไทย และชอบอาหารไทยที่สุดครับ”

“ณัฐดีใจที่คุณชอบอาหารไทยค่ะ มีชาวต่างชาติน้อยคนนักที่จะทานอาหารเผ็ด ๆ และทานได้ทุกอย่างแบบคุณ”

“ผมทานได้หมดครับ อาหารทุกอย่างที่คุณชอบ ผมก็ชอบทั้งนั้น ยกเว้นอย่างเดียวทุเรียนสดนะครับ ผมขอเป็นทุเรียนอบแทนแล้วกัน”

รอยยิ้มสดใสเปล่งประกายบนใบหน้าคนรัก ทำให้ปณัฐดาพลอยสุขใจไปด้วย เพราะสิ่งที่คู่หมั้นหนุ่มพูดนั้นเป็นความจริงทุกอย่าง ไม่มีอาหารไทยชนิดใดที่ชายหนุ่มจะปฏิเสธ ก็คงมีเพียงทุเรียนสดเท่านั้น แม้จะเคยลองรับประทานครั้งหนึ่งแต่ก็ยังไม่ประทับใจในรสชาติมากนัก ส่วนอาหารชนิดอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นส้มตำปลาร้า หรืออาหารเปิดพิสดารต่าง ๆ คู่หมั้นหนุ่มรับประทานได้อย่างเอร็ดอร่อยและไม่เคยบ่นเลยสักคำ

ขณะที่นั่งรับประทานอาหารกันอยู่นั้น ชายหนุ่มก็เอ่ยปากคุยเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าไปด้วย

“เห็นคุณแม่ผมบอกว่าเอกสารทางฝ่ายอิมมะเกรชั่นที่อเมริกาเพิ่งได้รับเดือนที่ผ่านมาครับ ยังคงดำเนินเรื่องอยู่ครับ”

“แล้วเราต้องไปสถานทูตหรือเปล่าคะ”

“ต้องไปครับ แต่ต้องรอวันจันทร์ ไม่ทราบว่าคุณได้เตรียมเอกสารทุกอย่างพร้อมหรือยังครับ”

“ค่ะ เอกสารทุกอย่างพร้อม แต่ยังอยู่ที่บ้านพี่สาวค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้กลับไปเอาดีไหมคะ”

“ดีเหมือนกันครับ ผมเองก็อยากไปทักทายพี่น้องคุณด้วย”

“คืนนี้ผมจะโทรสอบถามข่าวคราวเรื่องวีซ่าของคุณกับคุณแม่สักหน่อย เพราะตอนนี้ที่อเมริกาเป็นช่วงกลางวันครับ”

“ค่ะ ใช้มือถือณัฐโทรก็ได้นะคะ โทรได้ตลอด แต่เราต้องซื้อบัตรเติมเงินใส่เองค่ะ คิดว่าคุณคงคุยได้หลายนาที”

“ครับ ไว้ขากลับเราแวะที่เซเว่นอีเลเว่นนะครับ พอดีผมจะแวะซื้อของใช้ส่วนตัวสักหน่อย”

“ค่ะ”

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทั้งเธอและเขาก็เดินเข้าไปซื้อของที่ร้านเซเว่นฯ จากนั้นก็พากันกลับมาที่โรงแรม โดยที่ปณัฐดาช่วยต่อเบอร์โทรศัพท์ให้ชายหนุ่มด้วย

“สายว่างแล้วค่ะ” พูดพลางยื่นโทรศัพท์ให้คู่หมั้น

“ขอบคุณครับ”

ปณัฐดายังคงนั่งอยู่ข้าง ๆ คู่หมั้นรอฟังข่าวคราวต่าง ๆ แม้ว่าใจของเธอจะแอบลุ้นเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าอยู่บ้าง แต่อีกใจหนึ่งก็ทำใจไว้เหมือนกัน เสียงพูดคุยของคู่หมั้นหนุ่มปนเสียงหัวเราะทำให้หญิงสาวพลอยสุขใจไปด้วย

“ผ่านจริง ๆ เหรอครับ คุณแม่ไปทำยังไงถึงผ่านเร็วจัง”

“แม่ก็มีวิธีของแม่นะ คีนส์หายห่วงได้แล้วนะลูก” เสียงคุณแม่เล็ดลอดมาตามสาย

“อย่าบอกนะว่า...................” ชายหนุ่มเดาใจคุณแม่ออกตลอด

“ไม่ต้องไปคิดมากเลยลูก เอาเป็นว่าแม่ฝากบอกณัฐด้วยนะ ว่าวีซ่าของเธอผ่านแล้ว ไว้ไปถึงเมืองไทยแม่จะเล่าให้ฟังว่าแม่ทำอะไรเอกสารของณัฐถึงผ่านเร็ว แม่จะเอาเอกสารที่ทางอิมมะเกรชั่นส่งมาให้พกติดตัวไว้ตลอด จะรักษาด้วยชีวิตเลย จะไม่ให้หายเด็ดขาด อีกไม่กี่วันก็คงจะได้เจอกันแล้ว ว่าแต่คีนส์เถอะ จะให้แม่เอาอะไรไปด้วยไหมล่ะ”

ถ้านับวันตั้งแต่เดินเรื่องวีซ่าคู่หมั้นนั้นก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนเต็ม ๆ อันเนื่องมาจากเอกสารไม่สมบูรณ์หลายจุด ทำให้ต้องส่งเอกสารกลับไปกลับมาระหว่างไทยและเกาหลีใต้อยู่ตลอด กว่าเอกสารจะสมบูรณ์ทุกอย่างก็ใช้เวลาหลายวันทีเดียว ซึ่งก็เป็นเดือนสุดท้ายที่คู่หมั้นหนุ่มได้ส่งเรื่องไปถึงฝ่ายอิมมะเกรชั่นที่อเมริกา และก็ไม่น่าเชื่อที่ทางอิมมะเกรชั่นจะส่งเอกสารตอบรับเร็วขนาดนี้

“ขอบคุณ คุณแม่มากครับ งั้นผมอยากให้คุณแม่เอาเอกสารต่าง ๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินของเราทั้งหมดมาด้วย อย่าลืมโทรบอกมิสเตอร์สมิทที่เท็กซัสด้วยนะครับ ให้เขาส่งเอกสารสำคัญบางอย่างเกี่ยวกับที่ดินของเราที่นั่นมาให้ผมด้วยนะครับ ผมคิดว่าเราต้องใช้เอกสารหลายอย่างเป็นหลักฐานการันตีในการขอวีซ่าให้ปณัฐดาในทางนี้ด้วย แม้ว่าทางอิมมะเกรชั่นที่อเมริกาจะให้ผ่านแล้ว แต่ผมคิดว่าทางสถานทูตอเมริกันที่เมืองไทยอาจจะขอดูเอกสารสำคัญเพิ่มเติมอีกครับ”

“จ้ะ เดี๋ยวแม่จะเอาไปให้นะจ้ะ ตอนนี้แม่กับจอห์นจัดกระเป๋ากันเรียบร้อยแล้วแหละ” จอนห์ที่แม่พูดถึงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพ่อเลี้ยงของชายหนุ่มนั่นเอง

“ดีครับ จัดไว้แต่เนิ่น ๆ ดีแล้ว ในวันเดินทางจะได้ไม่มีปัญหา”

“แล้วคีนส์อยากให้แม่เอาอะไรไปฝากณัฐไหมล่ะ”

“เอาแค่รูปถ่ายรอบ ๆ บ้านมาให้ณัฐดูด้วยนะครับ ครอบครัวของเขาจะได้รู้ว่าผมพาเธอไปอยู่แบบไหน ผมอยากให้เขาเห็นจะได้เชื่อมั่นว่าผมไม่พาเธอไปลำบาก”

“ไม่ต้องห่วงหรอกลูกรัก แม่เอาอัลบั้มรูปใส่กระเป๋าไว้เรียบร้อยแล้ว แม่กะไว้แล้วว่าคีนส์ต้องคิดอย่างนั้น”

“ขอบคุณครับ ไว้คุณแม่มาถึงเมืองไทย หากเดินเรื่องวีซ่าและจัดงานแต่งงานของผมกับณัฐเสร็จแล้ว ผมจะพาคุณแม่และจอห์นไปเที่ยวให้สนุกเลยครับ”

“จ้ะ ยังไงค่อยเจอกันนะ จำวันเวลาสายการบินที่แม่นั่งได้หรือเปล่าล่ะ”

“ครับ จำได้ครับ วันที่หกสิงหาคม เครื่องลงเวลาหนึ่งทุ่มครึ่ง สายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบิน A-2460 ถูกต้องไหมครับ”

“ถูกต้องจ้ะ ตอนนี้แม่ตื่นเต้นจังเลยลูก อยากไปเห็นเมืองไทยและคนไทยมากที่สุด แม่อยากรู้ว่าสิ่งที่คีนส์บอกเล่าแม่บ่อย ๆ นั้นมันจะจริงแค่ไหน”

ที่แท้ชายหนุ่มก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยให้คุณแม่ฟังบ่อย ๆ นี่เอง

“ครับ ยังไงก็อย่าลืมขอใบรับรองแพทย์มาด้วยนะครับ เพราะคุณแม่ต้องพกเครื่องช่วยหายใจติดตัวมาด้วย ผมเกรงว่าทาง ตม. แต่ละประเทศจะมีปัญหา”

“เรื่องนั้นคีนส์ไม่ต้องห่วงหรอกลูก แม่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วจ้ะ”

คุณแม่ของคู่หมั้นหนุ่มอายุมากแล้ว สุขภาพไม่ค่อยจะดีมากนัก ปณัฐดาได้ยินคนรักเล่าให้ฟังบ่อย ๆ ว่า ทุก ๆ ค่ำคืนแม่มักจะใช้เครื่องช่วยหายใจในการหายใจตลอด เพราะถ้าไม่มีเครื่องช่วยหายใจจะทำให้หายใจลำบากและไม่สามารถหลับนอนได้ ซึ่งก็อาจจะส่งผลกระทบให้กับสุขภาพในภายหลังได้

“ผมขอให้คุณแม่เดินทางปลอดภัยนะ ไว้สักสองสามวันผมจะโทรมาใหม่นะครับ”

“จ้ะ แม่รักลูกนะ บอกณัฐด้วยว่าแม่รักเธอมาก”

“ครับ ผมกับณัฐก็รักคุณแม่เช่นกันครับ ฝากความคิดถึงไปให้จอห์นด้วยนะครับ”

ปณัฐดานั่งมองคนรักอย่างสุขใจ ถึงจะได้ยินเสียงพูดคุยกันมาตลอด แต่เธอก็อยากได้ยินคู่หมั้นบอกเล่าให้ฟังอีก รอยคีนส์ขยับมานั่งข้าง ๆ หญิงสาว พลางเอามือโอบกอดเบา ๆ

“ผมมีข่าวดีจะบอกคุณ”

“ข่าวดีอะไรคะ”

“ทางอิมมะเกรชั่นส่งหนังสืออนุมัติให้คุณเดินทางไปอเมริกาได้แล้วครับ” ใบหน้าของชายหนุ่มเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและความดีใจ

แววตาสดใสเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยิน

“ผ่านจริง ๆ เหรอคะ ทำไมเร็วจังเลย”

“คุณแม่ผมไม่ยอมบอกว่าทำอะไร ท่านบอกว่าไว้บินมาถึงจะเล่าให้ฟังครับ”

“ณัฐฝากขอบคุณ คุณแม่คุณด้วยนะคะ”

“ครับ ผมขอบคุณท่านแล้วครับ ว่าแต่ณัฐกลัวไหมที่จะไปอยู่ที่โน้นกับผม”

“ไม่ค่ะ ณัฐไม่กลัวหรอก ณัฐรู้ว่าคุณรักณัฐ และณัฐก็รักคุณ ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอกค่ะ”

“บอกไว้ก่อนนะว่า ผมไม่ได้ร่ำรวยนะครับ แต่ผมสัญญาจะเลี้ยงดูคุณให้ดีที่สุด”

“ค่ะ ณัฐไม่กลัวอดอยากหรอกค่ะ ขอแค่มีความรักความเข้าใจ จะยากจนลำบากแค่ไหน ณัฐก็ทนได้”

“ตกลงเรื่องแต่งงานของเราจะเอายังไงดีครับ” ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะพูดถึงเรื่องงานแต่งงานด้วย

“ณัฐก็ยังไม่ได้วางแผนอะไรเลยค่ะ”

“คุณแม่ผมบินมาถึงวันที่ 6 นี้ วันที่ 7 เราเอาเอกสารทุกอย่างไปยื่นที่สถานทูตอเมริกันดีไหมครับ รอเอกสารสำคัญที่คุณแม่ผมเอามาจากอเมริกาด้วย เรื่องจะได้ผ่านเร็ว ๆ”

“ค่ะ”

“วันที่ 12 สิงหาเป็นยังไงครับ ตรงกับวันแม่แห่งชาติของไทยด้วย บังเอิญผมเห็นในป้ายประกาศที่สนามบินนะครับ ว่าแต่ณัฐอยากจัดงานใหญ่โตหรือเปล่าล่ะ”

“วันที่ 12 สิงหาเป็นวันดีเลยค่ะ เพราะพี่ ๆ ของณัฐได้หยุดวันนั้นหลายคนค่ะ คงได้ไปช่วยงานกันทุกคน สำหรับเรื่องงานแต่งงานนั้น ณัฐว่าเราไม่ต้องจัดใหญ่โตหรอกค่ะ เอาแค่ญาติพี่น้องคนรู้จักดีไหมคะ เพราะเราก็ต้องรีบกลับมากรุงเทพด้วย ซึ่งไม่รู้ว่าเรื่องวีซ่าจะถูกเรียกสัมภาษณ์วันไหนกันแน่ อีกอย่างพอไปถึงอเมริกาเราก็ต้องจัดงานแต่งงานและจดทะเบียนสมรสกันที่นั่นใช่ไหมคะ”

“ครับ ถูกต้องครับ ว่าแต่วันที่ 12 ตรงกับวันเสาร์ คุณถือฤกษ์ถือยามหรือเปล่าล่ะ”

“วันที่ 12 สิงหาเป็นวันฤกษ์ดีทีเดียวค่ะ ณัฐคุยกับพี่กันต์ไว้บ้างแล้ว”

“งั้นก็เอาตามนี้ดีกว่าครับ คุณโทรบอกพี่สาวได้เลยนะครับ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วงนะ ผมดูแลเอง”

“ค่ะ เดี๋ยวไว้พรุ่งนี้เช้าณัฐจะโทรไปบอกพี่สาวนะคะ จะได้ให้ทุก ๆ คนเตรียมพร้อมเอาไว้”

“ครับ แล้วเรื่องสินสอดทองหมั้นล่ะครับ คุณจะให้ผมเตรียมอะไรบ้าง ผมรู้นะว่าประเพณีคนไทยเขามีเรื่องสินสอดด้วย”

ปณัฐดาอมยิ้มเบา ๆ “ตามประเพณีของไทยจะต้องมีสินสอดทองหมั้นด้วย แต่ในกรณีของณัฐ ผู้หญิงที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ เขา ณัฐไม่เอาสินสอดและอะไรทั้งนั้นค่ะ ณัฐขอแค่หัวใจและความรักจากคุณ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วค่ะ”
“มันจะดีเหรอครับ แบบนี้ญาติพี่น้องของคุณจะตำหนิผมได้นะ”

“รอยคีนส์ค่ะ อย่าไปคิดมากเรื่องนี้นะคะ ณัฐไม่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมาคุณก็ดูแลเอาใจใส่ณัฐดีมาตลอด ไม่รู้จะเอาไปทำไมสินสอดทองหมั้น พ่อกับแม่ของณัฐก็เสียชีวิตหมดแล้ว ณัฐอยากให้คุณเก็บเงินไว้ดีกว่าค่ะ”

“แล้วแบบนี้พี่ ๆ ของคุณไม่ว่าเหรอครับ เรื่องหน้าตาครอบครัวของคุณล่ะ”

“ณัฐคุยกับพี่กันต์แล้วค่ะ พี่กันต์ไม่ว่าอะไร พี่ ๆ ส่วนพี่ ๆ คนอื่น ๆ ก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกนะคะ ขอแค่คุณดูแลและรักณัฐให้มากที่สุด แค่นี้แหละพี่น้องณัฐก็คงจะดีใจมากแล้วค่ะ”

“งั้นก็ตามใจคุณนะ สำหรับผมยังไงก็ได้ที่คุณต้องการ ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

ครอบครัวของปณัฐดาไม่มีลูกสาวคนไหนที่แต่งงานแล้วไม่มีสินสอดทองหมั้น และลูกสาวทุกคนต่างก็มีงานใหญ่โตมีหน้ามีตาทั้งนั้น คงจะมีเพียงเธอเท่านั้นที่แตกต่างจากหลาย ๆ คน และสิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง

สินสอดทองหมั้นสำหรับคนแถวบ้านของเธอนั้น เหมือนกับเครื่องวัดระดับฐานะของผู้ชายที่แต่งงานกับลูกสาวของตน ซึ่งก็มีหญิงสาวหลายคนที่แต่งงานล้วนแต่เรียกสินสอดแพง ๆ ทั้งนั้น หลายครอบครัวต่างก็หวังอยากมีหน้ามีตาโดยการเรียกสินสอดแพง ๆ แข่งกัน ซึ่งก็มีหลายคู่สมรสที่อยู่กินกันไม่รอด ต่อให้สินสอดที่เรียกเก็บแพงแค่ไหน ก็ไม่มีค่าเท่ากับใจของคนสองคน และเธอก็คงเป็นหญิงสาวเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่ไม่ได้เรียกสินสอดจากเจ้าบ่าวแม้แต่บาทเดียว

ปณัฐดารักรอยคีนส์ที่ใจ ไม่ได้รักที่เงินและความเป็นต่างชาติของเขา แม้ว่าชายหนุ่มจะอายุห่างกับเธอเพียงไม่กี่ปี แต่ความรับผิดชอบที่เขามีนั้นมากกว่าอายุเสียอีก หญิงสาวยอมรับว่ามีความสุขและภูมิใจที่ได้แต่งงานกับคนที่ตัวเองรัก และก็รู้มาตลอดว่าสามารถฝากชีวิตไว้กับผู้ชายคนนี้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ร่ำรวยแต่เธอก็รักทุกอย่างที่เป็นเขา ที่สำคัญคู่หมั้นหนุ่มก็ไม่เคยพาเธอไปอดอยากเลยสักครั้ง มิเพียงเท่านั้นเขายังให้ความรักและให้เกียรติเธอเสมอ




 




Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



[1]

Opinion No. 1 (10544)

พี่ลานนามาปูเสื่อนั่งรอน้องยีนส์อยู่ค่ะ แต่ไม่ต้องรีบก็ได้ค่ะถ้ามีเวลาว่างก็มานั่งเขียนให้พี่ๆ อ่าน ต้องขอขอบคุณน้องยีนส์นะค่ะที่สละเวลามาเขียนนิยายให้พี่ๆ อ่านคลายเหงา..

By ลานนา Date 2009-09-21 16:54:31


Opinion No. 2 (133525)

พี่ลานนาค่ะ

 

ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่ติดตามอ่านตลอด เรื่องนี้กำลังรวบรวมความคิดและความทรงจำให้ดีที่สุด เพื่อที่จะรวบรวมและเขียนต่อให้จบค่ะ ยังไงก็ขอให้รออีกนิดนะคะ ไว้ว่าง ๆ จะเขียนและเอามาลงให้พี่อ่านแน่นอนค่ะ ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ ขอให้พี่และครอบครัวมีความสุขมาก ๆ นะคะ

 

คิดถึงเสมอค่ะ

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-11 15:40:12


Opinion No. 3 (133566)

บทชีวิตสะใภ้ที่ 2


เช้าวันใหม่อากาศสดใสเป็นพิเศษ ท้องฟ้าสีครามเต็มไปด้วยก้อนเมฆสีขาวน้อยใหญ่กระจัดกระจาย แดดอ่อน ๆ กำลังอบอุ่นพอดี ซึ่งก็ไม่ร้อนมากนัก โดยที่มีลมพัดผ่านเข้ามาเป็นระยะ ๆ คอยให้ความเย็นอยู่บ้าง ปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มตื่นแต่เช้า เพราะมีแผนการที่จะไปกราบไหว้สมเด็จพ่อ ร. 5 ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าตามที่ตั้งใจเอาไว้ เมื่ออาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยแล้วก็พากันนั่งรถตุ๊ก ๆ ไปลงที่ปากคลองตลาดเพื่อที่จะซื้อดอกไม้ธูปเทียนเตรียมไปในครั้งนี้ด้วย

เมื่อได้ดอกไม้ธูปเทียนและหมากพลูพร้อมที่จะไปไหว้แล้ว ก็พากันนั่งรถตุ๊ก ๆ ย้อนกลับมายังลานพระบรมรูปทรงม้า ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเธอและเขาที่มีโอกาสมากราบไหว้ขอพรจากพระองค์ท่าน ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยแต่ได้ยินข่าวคราวจากญาติพี่น้องเพื่อนฝูงพูดเล่าให้ฟังเท่านั้น และด้วยความรักและศรัทธาในตัวพระองค์มานานแสนนาน ทำให้เธอและเขามิยอมพลาดโอกาสสักครั้งในชีวิต

พอไหว้สมเด็จพ่อ ร. 5 เสร็จแล้ว ทั้งปณัฐดาและรอยคีนส์ก็เดินทางไปเอาเอกสารต่าง ๆ ที่คอนโดของพี่กันต์ จากนั้นก็กลับมาที่โรงแรมในช่วงเย็น โดยที่คู่หมั้นหนุ่มก็ยังชวนเธอออกไปเดินชมวิวรอบ ๆ แม่น้ำเจ้าพระยาอยู่เรื่อย ๆ พอค่ำ ๆ ก็พากันมานั่งรับประทานอาหารที่เดิม ขณะที่นั่งรับประทานอาหารกันอยู่นั้น รอยคีนส์ก็เอ่ยปากถามปณัฐดา

“ที่รักครับ ผมจำเรื่องหนี้กองทุนเพื่อการศึกษาของคุณได้ ไม่ทราบว่าเรื่องราวเป็นยังไงบ้างครับ”

เรื่องหนี้กองทุนเพื่อการศึกษา หญิงสาวเคยเล่าให้ชายหนุ่มฟังเมื่อครั้งที่คบกันใหม่ ๆ ซึ่งครั้งนั้นชายหนุ่มเคยถามเธอว่าทำไมไม่กลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัด คำตอบของเธอก็คือต้องทำงานรับผิดชอบหนี้กองทุนที่กู้ยืมมาเรียนหนังสือ และก็ตั้งใจทำงานส่งตัวเองเรียนอีกต่อไป เมื่อใดที่เธอหมดภาระหนี้สินและได้ทำตามความฝันของตัวเอง เป้าหมายชีวิตของเธอก็คือไปสอบเป็นครูสอนเด็กเล็กที่บ้านนอก มันเป็นความฝันที่เธอใฝ่ฝันมาตลอด ซึ่งเธอไม่คิดว่าคู่หมั้นหนุ่มจะยังจำเรื่องราวเหล่านี้ได้ทั้งหมด แม้ในวันนี้ความฝันตรงนี้จะเปลี่ยนทิศทางไปแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยลืมเรื่องหนี้สินไปได้เลย

“ยังไม่ถึงกำหนดชำระค่ะ แต่ณัฐก็ต้องชำระหนี้แน่นอน”

ชายหนุ่มครุ่นคิดสักพัก “คุณจะว่าอะไรไหม ถ้าผมจะขอรับผิดชอบหนี้สินของคุณทั้งหมด ถือว่าเป็นของขวัญที่ผมมอบให้คุณนะ”

หญิงสาวมองหน้าคู่หมั้นอย่างไม่อยากเชื่อ “มันจะดีเหรอคะ หนี้กองทุนเพื่อการศึกษาทั้งหมดณัฐเป็นคนก่อนะ แล้วคุณจะมารับผิดชอบให้แบบนี้ มันคงไม่เหมาะสมมั้งค่ะ”

“แต่อีกไม่กี่วันคุณก็แต่งงานกับผม หนี้ของคุณก็เหมือนหนี้ของผมไม่ใช่เหรอครับ เราเป็นสามีภรรยากัน เราก็ต้องรับผิดชอบหนี้สินด้วยกันมิใช่เหรอครับ”

“ก็ใช่ค่ะ แต่เหมือนณัฐกำลังจะเอาเปรียบคุณนะคะ”

ชายหนุ่มเอื้อมมือมาจับมือหญิงสาวอย่างถนุถนอม

“คุณไม่เคยเอาเปรียบผมเลย แม้แต่สินสอดทองหมั้นคุณก็ไม่เคยเรียกร้อง นี่ถ้าผมแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น ๆ อาจจะต้องเสียเงินค่าสินสอดเป็นแสนเป็นล้านก็ได้ แต่คุณไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่ผมเคยรู้จักเลย ผมไม่เคยเห็นคุณเรียกร้องอะไรจากผมเลยสักนิด นี่แหละที่ผมอยากจะให้คุณ ถือว่าเป็นของขวัญจากผมนะครับ”

“มันจะดีเหรอคะ ณัฐเกรงใจคุณจริง ๆ เลย ที่ผ่านมาคุณก็ดีกับณัฐมาตลอด”

“ดีสิครับ ผมแต่งงานกับคุณและพาคุณไปอยู่ที่บ้านเมืองของผม บุญคุณที่คุณได้รับจากแผ่นดินไทย ผมก็อยากช่วยคุณทดแทนทั้งหมด ผมไม่เอาเปรียบคนไทยหรอกครับ เพราะเมืองไทยก็เหมือนบ้านของผมเช่นกัน ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้โอกาสคนรักของผม ถ้าไม่มีพวกเขา ผมอาจจะไม่ได้เจอคุณก็ได้นะ”

“ณัฐขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณมาก ๆ ที่คุณดีกับณัฐตลอด เรื่องบุญคุณณัฐสำนึกอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนณัฐก็ไม่มีวันลืมผู้มีพระคุณค่ะ” และก็ประนมมือไหว้คู่หมั้นหนุ่ม

ชายหนุ่มเอื้อมมาจับมือหญิงสาว “อย่าไหว้ผมเลยนะที่รัก ผมบอกแล้วยังไงผมรักคุณ และผมก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณมีความสุข”

“แต่คุณดีกับณัฐมาก ๆ เลย ยิ่งคุณดีมาก ๆ ณัฐก็ยิ่งเกรงใจ เกิดมาในชีวิตไม่มีผู้ชายคนไหนดีกับณัฐอย่างคุณเลย”

“ก็เพราะผมรักคุณยังไง ผมจึงต้องดีกับคุณ ให้สมกับสิ่งดี ๆ ที่คุณมีให้ผม ว่าแต่พรุ่งนี้คุณพาผมไปธนาคารนะ เดี๋ยวเราไปใช้หนี้กองทุนด้วยกันนะครับ”

“ค่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ”

ความมีน้ำใจของคู่หมั้นหนุ่มทำให้เธอซาบซึ้งใจเป็นที่สุด ไม่คิดว่าเขาจะมองชีวิตของเธอรอบคอบขนาดนี้ แม้แต่บางเรื่องที่เธอเคยบอกเล่าให้ฟังนานมาแล้ว ซึ่งก็ไม่คิดว่าเขาจะจำได้ แต่ก็แปลกที่เขายังจำได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตของเธอ ไม่มีเรื่องใดเลยที่เขาจะจำไม่ได้

ชีวิตของปณัฐดาก็เหมือนกับเด็กสาวทั่วไป อยากเรียนหนังสือแต่โอกาสมีไม่มาก ครอบครัวยากจน พ่อแม่เสียชีวิตหมด ถ้าจะเรียนก็อาศัยเงินที่เก็บไว้ได้จากการทำงานไปเรียน พอเรียนได้ครึ่งทางก็ไม่มีเงินจะเรียนต่อ จึงจำเป็นจะต้องกู้เงินกองทุนเพื่อการศึกษาจากทางรัฐมาเรียนต่อจนจบ และเธอก็คิดเสมอว่าจะทำงานชดใช้

ถึงแม้จะมีเพื่อน ๆ หลายคนที่เรียนจบรุ่นเดียวกันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ไอ้หนี้กองทุนนะเหรอ ไม่ต้องไปใช้มันหรอก มันเป็นหนี้เสีย ไม่มีใครเขาใช้กันนะเธอ คนที่ใช้ก็มีแต่คนโง่ ๆ ทั้งนั้นแหละ”

ในวันนั้นปณัฐดาเถียงเพื่อนคอเป็นเอ็น “ถ้าพวกเธอไม่พากันใช้หนี้กองทุนฯ ก็คงจะไม่มีใครเขาใช้กันหรอก ถึงจะเป็นหนี้สูญแต่ก็เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล พวกเราเองก็มีส่วนรับผิดชอบด้วยไม่ใช่เหรอ เพราะเม็ดเงินตรงนั้นพวกเราก็ได้ประโยชน์จากมันเยอะแยะ เราก็ควรจะคืนประโยชน์ให้กับประเทศชาติ เหมือนที่เขาให้กับพวกเรายังไงล่ะ”

“ถ้าเธออยากโง่ ก็ใช้ไปคนเดียวสิ เราไม่ใช้หรอก” เพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งพูดพลางสะบัดหน้าเชิด เหมือนกับเรื่องหนี้กองทุนที่ติดหลักแสนไม่มีความหมายสำหรับเธอ

“เราก็คงจะเป็นคนโง่แหละ เพราะเราจะใช้หนี้คืนให้รัฐบาลทุกบาททุกสตางค์เลย แม้แต่ดอกเบี้ยบาทเดียว เราก็จะชดใช้ให้ทั้งหมด”

“งั้นก็เชิญโง่ไปคนเดียวเถอะ แล้วก็ไม่ต้องมาออกปากชวนเรานะ รำคาญรู้ไหม!”

คำพูดของเพื่อนร่วมรุ่นที่คิดเกี่ยวกับหนี้กองทุนกู้ยืมรัฐบาลมาเรียนนั้น ทำให้ปณัฐดาเจ็บปวดไม่น้อย ประเทศชาติจะล่มจมก็เพราะมีคนที่ไม่เห็นคุณแผ่นดิน ถึงแม้จะมีเพื่อน ๆ ที่มีความคิดแบบนี้หลายคน แต่เธอก็ไม่เคยเปลี่ยนความคิดของตัวเองเลย เธอยังมีความตั้งใจที่จะคืนเงินทุนให้แผ่นดินทั้งหมด แม้ว่าชีวิตจะต้องไปอยู่แดนไกลก็ตาม และก็ไม่มีวันลืมว่าครั้งหนึ่งเคยได้รับโอกาสดี ๆ จากเงินกองทุนเพื่อการศึกษาตรงนี้ พร้อมทั้งตั้งใจจะใช้หนี้คืนทั้งหมด

นับว่าโชคดีที่เธอพบเจอคนรักที่ใจกว้าง และให้ความสำคัญกับเธอมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเธอ ชายหนุ่มก็ไม่เคยมองข้ามไปเลยสักนิด และก็ใส่ใจอยู่เสมอ

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทั้งเธอและเขาก็พากันกลับมาที่ห้องพัก รอยคีนส์มีเรื่องราวมากมายที่พูดคุยให้เธอได้ฟัง ซึ่งก็ไม่ต่างกับเธอที่มีเรื่องราวบอกเล่าให้เขาได้ฟังเช่นเดียวกัน

ค่ำคืนอันยาวนาน กับเรื่องราวเก่า ๆ ที่แบ่งปันกันฟัง บางเรื่องก็ทำให้คนสองคนหัวเราะน้ำหูน้ำตาเล็ด บางเรื่องก็ทำให้เศร้าและมีน้ำตาไหลรินออกมา แต่ทุก ๆ เรื่องก็ล้วนแต่รับรู้ด้วยหัวใจของคนสอง

ในเช้าวันใหม่มีฝนตกแต่เช้า ทำให้อากาศในเมืองกรุงไม่ร้อนมากนัก พอตอนบ่าย ๆ ก็ฝนก็หยุดตก ปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มเดินทางมาที่ธนาคารกรุงไทยที่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก พอเข้าไปในธนาคารก็มีผู้คนมากมายส่งสายตามาให้ นับว่าโชคดีที่วันนี้ไม่มีผู้คนมากนัก ทำให้เธอมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยกับพนักงานธนาคารตรงหน้าเค้าเตอร์เร็วเป็นพิเศษ

“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ” พนักงานหนุ่มถามอย่างสุภาพ

“ดิฉันต้องการมาชำระหนี้กองทุนเพื่อการศึกษาค่ะ”

“ยังไม่เคยมีใครมาชำระเลยครับ ไม่ทราบว่ากำหนดชำระวันไหนครับ”

หญิงสาวหยิบจดหมายในกระเป๋ายื่นให้เจ้าหน้าที่ “กำหนดชำระปีหน้าค่ะ แต่ดิฉันอยากชำระวันนี้ทั้งหมดค่ะ”

พนักงานหนุ่มเลิกคิ้วอย่างงง ๆ “ผมก็ไม่เคยรับชำระหนี้กองทุนเพื่อการศึกษามาก่อน ไม่รู้ว่าทำยังไง เดี๋ยวรอแป๊บหนึ่งนะครับ ผมขอไปคุยกับผู้จัดการสักครู่” จากนั้นก็เดินจากไป โดยทิ้งให้หญิงสาวและคู่หมั้นยืนรอสักพัก

พอไม่นานหญิงวัยกลางคนก็เดินมาพร้อมกับพนักงานคนเดิม

“ยังไม่ถึงกำหนดชำระเลยนี่คะ ค่อยมาชำระปีหน้านะคะ” บอกพลางยิ้มไปด้วย

“ปีหน้าคงมาไม่ได้หรอกคะ เพราะดิฉันอาจจะต้องไปอยู่ต่างประเทศ ดิฉันต้องการชำระวันนี้ ถ้าไม่ได้ชำระวันนี้ ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีถึงจะได้กลับมาเมืองไทย”

“จะไปอยู่ต่างประเทศเหรอคะ โชคดีจังเลยนะคะ” พนักงานหญิงคนนี้ชวนคุยอย่างเป็นกันเอง

“ถ้าวีซ่าผ่านก็ได้ไปค่ะ” ปณัฐดาตอบรับไปตามความจริง

“เอางี้ดีไหมคะ ให้คุณเอาเงินทั้งหมดที่ติดหนี้ฝากไว้กับเลขบัญชีที่คุณมีชื่ออยู่ในหนี้กองทุนเพื่อการศึกษาทั้งหมด บัญชีของธนาคารกรุงไทยนะคะ ไม่ทราบเอามาด้วยหรือเปล่าคะ”

“เอามาค่ะ”

ปณัฐดารีบหยิบสมุดบัญชีธนาคารที่มีอยู่ยื่นให้พนักงานทันที พอเปิดดูเสร็จสรรพเจ้าหน้าที่ก็พาเธอและคู่หมั้นหนุ่มเดินมานั่งที่โต๊ะซึ่งเป็นห้องอีกมุมหนึ่ง เมื่อเธอและเขานั่งลงเรียบร้อยแล้ว พนักงานหญิงคนนี้ก็คิดเงินทั้งหมดให้ทั้งหมด

“ยอดเงินทั้งหมดหนึ่งแสนบาทค่ะ”

“คิดดอกเบี้ยหรือยังคะ?”

“อ้อ! ดอกเบี้ยในวันชำระตามจดหมายใช่ไหมคะ”

ปณัฐดาตอบรับเบา ๆ “ใช่ค่ะ จะต้องเสียดอกเบี้ยตามเปอร์เซ็นต์ที่กำหนดในจดหมายด้วยค่ะ”

“ดิฉันก็ลืมดูเลยนิ ขอเวลาแป๊บหนึ่งนะคะ” พอสักพักก็คิดเงินไปพลาง

ๆ “ดอกเบี้ยทั้งหมดแค่ยี่สิบเก้าบาทเองค่ะ”

“ช่วยคิดเงินรวมกันทั้งหมดให้หน่อยได้ไหมคะ จะได้จ่ายทีเดียว”

พนักงานหญิงพยักหน้า “ได้ค่ะ” พอสักพัก “ยอดเงินทั้งหมดหนึ่งแสนยี่สิบเก้าบาทถ้วนค่ะ ไม่ทราบว่าจ่ายแบบไหนคะ”

“จ่ายเงินสดค่ะ แต่เป็นเงินดอลล่าร์ ไม่ทราบว่าค่าแลกเปลี่ยนเท่าไหร่คะ”

“ตอนนี้ค่าแลกเปลี่ยนเงินดอลล่าร์สำหรับธนาคารของเราอยู่ที่ 45 บาทต่อหนึ่งดอลล่าร์ค่ะ ถ้าจะจ่ายเป็นเงินดอลล่าร์ ยอดเงินสองพันสองร้อยยี่สิบสามเหรียญ พอดีดิฉันปัดเศษแปดสิบหกเซ็นต์เป็นหนึ่งดอลลาร์ด้วยค่ะ”

คู่หมั้นหนุ่มยื่นธนบัตรแบงค์ร้อยซึ่งเป็นเงินดอลล่าร์ให้หญิงสาวปึกหนึ่ง ปณัฐดานับเอาเฉพาะจำนวนเงินที่พนักงานหญิงคนนี้บอกกล่าวเท่านั้น ที่เหลือก็คืนให้คนรักทั้งหมด จากนั้นพนักงานหญิงคนนี้ก็ทำการออกใบเสร็จทุกอย่างให้กับเธอ

“ช่วยเซ็นชื่อตรงนี้ด้วยนะคะ”

หญิงสาวเซ็นชื่อทันที และก็ยื่นเอกสารคืนให้พนักงานหญิง จากนั้นก็รับใบเสร็จคืนกลับมา

“ขอบคุณค่ะ รู้ไหมคะ คุณเป็นคนแรกที่ชำระหนี้กองทุนการศึกษาในสาขาของเราค่ะ”

ปณัฐดาดาส่งยิ้มอย่างเป็นกันเอง “ขอบคุณค่ะ ถ้าไม่มีหนี้ตรงนี้ ดิฉันก็คงไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนคนอื่น ๆ เขาหรอกค่ะ ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ให้โอกาสตรงนี้ค่ะ”

“ถ้าคนที่ติดหนี้คิดได้เหมือนคุณก็คงจะดีนะคะ รัฐก็คงไม่มีหนี้เสียเยอะอย่างนี้” พนักงานสาวพูดคุยอย่างเป็นกันเอง เพราะคงจะรับรู้ข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องหนี้สูญของรัฐบาลมาเยอะ

หญิงสาวได้แต่พยักหน้าเห็นด้วย และก็รู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ได้ชำระหนี้สินตรงนี้ เหมือนกับการได้ยกภาระอันยิ่งใหญ่ออกไปจากชีวิต พอลงมาจากธนาคารและเดินมารอรถแท็กซี่

“ณัฐขอขอบคุณ คุณมาก ๆ ที่ช่วยชำระหนี้ให้ณัฐค่ะ” แม้จะถูกห้ามไม่ให้ยกมือไหว้แต่ก็อดไม่ได้ที่จะไหว้ขอบคุณเขาอีกครั้ง

“ไม่เป็นไรครับ ด้วยความยินดีครับ”

รอยคีนส์ยังคงจูงมือปณัฐดาไว้แน่น อ้อมแขนของเขาอบอุ่นเหมือนเดิม มันไม่ใช่ความอบอุ่นที่ผิวเผินและผ่านไป แต่เป็นความอบอุ่นที่ฝังลึกในจิตใจของคนที่ได้สัมผัส และเธอก็รักไออุ่นที่เขามอบให้เหลือเกิน ความอ่อนโยนความห่วงใยและความมีน้ำใจที่เขามอบให้เธอนั้น มิเคยมีผู้ชายคนใดมอบให้เธออย่างนี้มาก่อน และเธอก็จะรักษาดูแลความรักจากคู่หมั้นหนุ่มให้ดีที่สุด



เมื่อถึงครบกำหนดที่คุณแม่ของคู่หมั้นหนุ่มเดินทางมาถึง ปณัฐดาก็ตื่นเต้นไม่น้อย เธอตื่นนอนแต่เช้าและก็อาบน้ำแต่งตัวเสร็จสรรพ แม้จะรู้ว่าคุณแม่ของคนรักเดินทางมาถึงในตอนค่ำ แต่ความตื่นเต้นต่าง ๆ ทำให้เธอไม่สามารถนอนหลับได้เลย และก็อยากพบเจอแม่ของคนรักเร็ว ๆ อยากอยู่ใกล้ชิดและคอยดูแลให้สมกับเป็นเจ้าบ้าน และก็ให้สมกับฐานะลูกสะใภ้ที่เธอกำลังจะได้รับในเร็ว ๆ นี้ด้วย และบ่อยครั้งเธอก็ขอให้คนรักเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับคุณแม่ให้ฟังบ่อย ๆ

เรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้ยินได้รู้เกี่ยวกับคุณแม่ของคนรัก ทำให้หญิงสาวได้แต่อมยิ้มและก็คิดตามไปด้วย และก็เฝ้าภาวนาขอให้คุณแม่ใจดีกับเธอ ขอให้เขามีจิตใจอ่อนโยนดั่งเช่นคู่หมั้นหนุ่มด้วย

“คุณแม่ผมเป็นคนที่ไม่ถือตัวหรอกครับ ท่านเป็นคนธรรมดา ๆ เหมือนเรานี่แหละ แต่ท่านเป็นคนที่ชอบพูดคุยเรื่องตลกอยู่บ่อย ๆ”

“ท่านยิ้มเก่งไหมคะ” และก็ถามอย่างสงสัย

“เรื่องนั้นยกให้ท่านเลยครับ ท่านยิ้มได้ตลอด แต่เวลาท่านหมดแรง ท่านจะเหมือนเด็กเลยนะครับ”

“หมดแรง......?” ปณัฐดาถามอย่างสงสัย

“ก็อากาศที่เมืองไทยร้อนขนาดนี้ เวลาท่านร้อนมาก ๆ ท่านจะเพลียง่าย และก็คงไม่มีแรงยิ้ม จากนั้นก็ทำตัวเหมือนเด็ก อาจจะขอตัวไปนอนกลางวันก็ได้” รอยคีนส์เล่าพลางอมยิ้มไปด้วย

“คนที่อเมริกาชอบนอนกลางวันกันเหรอคะ”

“เป็นบางคนครับ โดยเฉพาะคนแก่ ๆ อย่างคุณแม่ของผม ท่านชอบนอนกลางวันครับ คุณหมอสั่งให้ท่านพักผ่อนให้มาก ๆ บางวันท่านก็นอนวันละสามสี่ชั่วโมง บางวันก็มากกว่านั้นครับ” ชายหนุ่มบอกเล่าด้วยรอยยิ้มสดใส

“แล้วหนุ่ม ๆ สาว ๆ ล่ะคะ”

“ผมก็ไม่ทราบครับ ส่วนผมก็นอนเป็นบางครั้งครับ”

“แต่พ่อของณัฐไม่เคยให้ณัฐและพี่ ๆ นอนกลางวันเลยค่ะ พ่อมักจะบอกเสมอว่า คนที่นอนกลางวันเป็นคนขี้เกียจ ยิ่งสาว ๆ นะคะ พ่อสั่งห้ามเด็ดขาดเลย พ่อบอกว่าเป็นผู้หญิงถ้าขี้เกียจจะไม่มีผู้ชายคนไหนอยากได้ไปเป็นคู่ครอง” ปณัฐดาบอกเล่าเรื่องราวตามประสบการณ์ชีวิต

“น่าคิดเหมือนกันนะครับ เป็นการสอนสั่งลูกที่ดีมาก ๆ เลย แต่เวลาคุณอยู่กับผม คุณนอนกลางวันได้ตลอดนะ ผมไม่คิดอย่างนั้นหรอกครับ”

“คุณพูดจริง ๆ นะคะ ไม่ได้แกล้งให้ณัฐดีใจเล่นนะ”

“จริงสิครับ เพราะผมเองก็ชอบนอนกลางวันเหมือนกัน แต่เฉพาะในวันหยุดเท่านั้นครับ ส่วนคุณจะนอนยังไงก็ตามสบายครับ ผมไม่ถืออยู่แล้ว” รอยคีนส์พูดพลางยิ้มไปด้วย

“ขอบคุณมากค่ะ”

ชีวิตของเขาและเธอเรียนรู้ซึ่งกันไปเรื่อย ๆ บางอย่างที่ไม่เคยรู้ก็มักจะบอกเล่าแลกเปลี่ยนกันอยู่เสมอ การที่ต้องใช้ชีวิตกับคนที่มาจากเชื้อชาติที่แตกต่างกัน มักจะมีประเพณีและความเชื่อที่ไม่ค่อยจะเหมือนกัน ซึ่งทั้งหมดก็ไม่ได้สร้างปัญหาใด ๆ ให้เลยสักนิด ทั้งเธอและเขาได้นำสิ่ง ๆ ดี ๆ ของทั้งสองวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ด้วยกัน ทำให้ความต่างของคนสองคนสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างดีเยี่ยม



พอเวลาประมาณห้าโมงเย็น รอยคีนส์และปณัฐดาก็พากันเดินทางไปที่สนามบินดอนเมืองเพื่อไปรับคุณแม่และพ่อเลี้ยง เมื่อเดินทางมาถึง ก็พากันไปนั่งรอที่จุดรอผู้โดยสาร และก็คุยกันไปพลาง ๆ เวลาที่หิวก็พากันแวะไปซื้อน้ำและขนมมานั่งทานไปพลาง ๆ เพราะตั้งใจจะรอรับประทานอาหารมื้อค่ำกับคุณแม่และพ่อเลี้ยงที่จะเดินทางมาถึงเร็ว ๆ นี้

แววตาของรอยคีนส์ในวันนั้น ถ่ายทอดให้เห็นได้ชัดว่าดีอกดีใจที่จะได้พบเจอกับคุณแม่ เวลาที่พูดคุยเรื่องเล่าต่าง ๆ เกี่ยวกับคุณแม่และครอบครัว เขาดูมีความสุขไม่น้อย เรื่องราวที่บอกเล่าช่วงระหว่างที่รอคอยนั้นน่าสนใจทีเดียว เมื่อเล่าจบเรื่องหนึ่ง ก็มักจะมีเรื่องอื่น ๆ มาเล่าอย่างต่อเนื่อง ส่วนคนฟังนั้นก็ดูสนใจใคร่อยากรู้เป็นอย่างมาก และก็มักจะมีคำถามอยู่เรื่อย ๆ โดยที่ไม่เคยรู้สึกเบื่อเลยสักนิด

“ได้เวลาคุณแม่มาแล้วมั้งครับ” พูดพลางดูนาฬิกาข้อมือและก็ลุกขึ้นมองไปทางประตูผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ

“ตื่นเต้นจังเลยค่ะ” ปณัฐดาบอกเล่าด้วยรอยยิ้มสดใส

“มายืนตรงนี้ดีกว่าครับ จะได้เห็นชัด ๆ” ชายหนุ่มเอ่ยชวนพลางขยับให้เธอเดินมายืนตรงหน้า

“คุณแม่ใส่ชุดสีอะไรคะ” ปณัฐดาถามอย่างสงสัย

“น่าจะสีแดงนะครับ เพราะคุณแม่ผมชอบสีแดงเป็นชีวิตจิตใจ” ชายหนุ่มบอกเล่า

หญิงสาวยืนชะเง้อมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาสักพัก

“ที่รัก เห็นคุณแม่ผมไหมครับ โน้นแหนะเดินมาแต่ไกลเลย เสื้อแดงกับผู้ชายเสื้อสีขาวนะครับ ดูสิผมทายถูกไหมล่ะ” พูดพลางชี้ไปยังคนที่เฝ้ารอคอย

หญิงชราร่างใหญ่ในชุดกางเกงสีแดงสดใส และเสื้อเชิ๊ตแขนสั้นคอกลมสีขาว ซึ่งก็มีลายจุดหัวใจสีแดงปะปนเข้ากับกางเกงที่สวมใส่ ผิวขาวผ่องชมพูเนียนสวยสะอาดสะอ้าน ทำให้หน้าตาดูอ่อนเยาว์กว่าที่คิดไว้ หากไม่ทราบอายุที่แท้จริงมาก่อน ปณัฐดาคิดว่าคนที่เฝ้ารอคอยในวันนี้คงจะมีอายุแค่ประมาณห้าสิบปีต้น ๆ เท่านั้น ผมสีบลอนสอยสั้นปิดหูเข้ากับรูปหน้ายิ่งนัก แม้หุ่นจะท้วมไปนิดแต่ก็ดูน่ารักไปอีกแบบ รอยยิ้มอ่อนโยนไม่ต่างกับคู่หมั้นหนุ่มเลย ยิ่งเห็นชิดใกล้ยิ่งรู้ว่าทั้งคู่มีส่วนคล้ายกันอยู่มาก โดยเฉพาะนัยน์ตาสีฟ้าที่ค่อนข้างเหมือนกัน แม้จะมองผ่านแว่นกลมใสแต่ก็สามารถเห็นได้ชัดเจน จมูกโด่งสวยเข้ากับรูปปากสีชมพูเล็ก ๆ แม้อายุจะล่วงเลยมาหลายปีแล้ว แต่ความสวยก็ยังคงมีให้เห็นตลอด และก็เดินเคียงคู่กับชายชราที่อายุไล่เลี่ยกัน

ชายชราผมสีน้ำตาลเข้มปนสีขาวประปรายไม่หนามากนัก หุ่นสูงเท่า ๆ กับคู่ชีวิตแต่ตัวเล็กกว่านิดหนึ่ง กางเกงยีนสีน้ำเงินเข้มที่สวมใส่กับเสื้อเชิ้ตแขนยาวสไตล์คาวบอยบ่งบอกถึงความชอบ หรือจะเรียกว่าเอกลักษณ์ประจำตัวก็ได้ รองเท้าบูทหนังสีดำทำให้ดูสูงเพรียวมากขึ้น หนวดเคราบนใบหน้าทำให้ดูเข้มไปอีกแบบ รอยยิ้มสดใสและแววตาอ่อนโยนซึ่งก็ดูไม่ต่างกับคู่ชีวิตที่เดินมาด้วยกันเลย

“สวัสดีครับคุณแม่”

รอยคีนส์ทักทายพลางเดินเข้าไปกอดแม่ด้วยความดีใจ จากนั้นก็เข้าไปทักทายคนที่เดินทางมาด้วย

“ผมดีใจมากครับจอหน์ที่คุณกับคุณแม่เดินทางมาได้”

ส่วนปณัฐดาได้แต่ยืนยิ้มรอให้คนรักทักทายคุณแม่กับพ่อเลี้ยงเสร็จเสียก่อน คิดว่าอีกไม่นานก็ถึงคราที่ตัวเองจะได้ทำความรู้จักกับคุณแม่ของคู่หมั้นเสียที

“คุณแม่ครับ จอห์นครับ นี่ปณัฐดา คู่หมั้นของผมครับ”

ปณัฐดากำลังจะยกมือไหว้ก็ถูกคุณแม่ของชายหนุ่มคว้าไปกอดเสียก่อน จากนั้นก็หอมแก้มไปสองฟอดใหญ่ จนทำให้คนที่ถูกหอมแก้มแทบจะตั้งตัวไม่ทัน เพราะตั้งแต่โตและจำความได้ยังไม่เคยถูกผู้หญิงคนไหนหอมแก้มเลย

“โอ้ปณัฐดา! แม่ดีใจจังเลยที่ได้พบเจอเธอที่นี่ เธอสวยกว่าในรูปที่คีนส์ส่งมาให้แม่เสียอีก แม่ดีใจจริง ๆ ที่ลูกชายแม่จะแต่งงานกับเธอ”

เสียงทักทายครั้งแรกที่ได้ยินทำให้หญิงสาวดีใจปนเขินอายอยู่ไม่น้อยที่ถูกชมอย่างนั้น

“ขอบคุณค่ะ ณัฐก็ดีใจเหมือนกันค่ะ” จากนั้นก็หันไปทักทายจอห์นซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ คุณแม่

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ เรียกพ่อก็ได้นะครับ”

จอห์นมิได้คว้าเธอไปกอดแต่อย่างใด เพราะเกรงว่าจะดูไม่เหมาะสมสำหรับธรรมเนียมไทย และก็เลือกที่จะเช็คแฮ็นด์แบบธรรมเนียมฝรั่ง

“ขอบคุณมากค่ะพ่อ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” ปณัฐดาเรียกจอห์นว่า “พ่อ” เต็มปาก เพราะรู้สึกนับถือเขาแบบนั้นจริง ๆ

เมื่อทุกคนพูดคุยทักทายกันเสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็ช่วยเข็นกระเป๋าเดินทาง โดยที่มีปณัฐดาคอยเดินจับมือถือแขนและช่วยพยุงคุณแม่อีกแรง ส่วนจอห์นนั้นก็ถือกระเป๋าที่มีเครื่องช่วยหายใจให้คุณแม่และก็เดินตามหลังมาติด ๆ การได้พบเจอกันครั้งแรกดูอบอุ่นไปด้วยความสุขและรอยยิ้มของแต่ละคน จอห์นดูตื่นเต้นเป็นพิเศษและก็มักจะหันไปมองคนไทยที่เดินผ่านไปมาอยู่เสมอ เหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน ส่วนคุณแม่นั้นก็ใช่จะน้อยหน้า ทั้งมองและก็ส่งยิ้มให้คนแปลกหน้าอยู่ตลอด

รอยคีนส์พาคุณแม่เดินมาเช่ารถลิมมะซีนจากบริษัทเช่ารถด้านหน้า เพราะคิดว่ารถเก๋งธรรมดาคงจะไม่สะดวกมากนัก ซึ่งก็มีพนักงานคนหนึ่งมาช่วยเข็นกระเป๋าเดินทางมาที่จุดจอดรถ จากนั้นคนขับก็ออกมาทักทายอย่างเป็นกันเอง และก็ช่วยกันยกกระเป๋าเดินทางใส่ในประถุนรถด้านหลัง

ส่วนรอยคีนส์นั้นก็เปิดประตูให้คุณแม่เข้าไปนั่งเสียก่อน โดยที่ปณัฐดาเดินอ้อมมาอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งก็มีจอห์นช่วยเปิดประตูรถให้อีกทาง หญิงสาวไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณตามมารยาทและก็เข้าไปนั่งใกล้ชิดกับคุณแม่ โดยที่จอห์นเข้าไปนั่งอีกมุมใกล้ ๆ กับคุณแม่ สำหรับรอยคีนส์นั้นเมื่อเห็นทุกคนนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ลืมที่จะหยิบเงินในกระเป๋าให้เป็นทิปแก่พนักงานเข็นกระเป๋าก่อนที่จะเข้ามานั่งที่เบาะติด ๆ กับปณัฐดา

บรรยากาศภายในรถลิมมะซีนกว้างขวางมาก มีเบาะริมหน้าต่างทั้งสองฝั่ง ส่วนเบาะด้านหลังจะกว้างมากสามารถยืดตัวและเหยียดขาได้อย่างสบาย ๆ มุมด้านข้างแต่ละเบาะมีจุดใส่แก้วน้ำและเครื่องดื่ม ๆ ต่าง ๆ เหมือนนั่งอยู่ในห้องสูทไม่มีผิด มีเครื่องเสียงทันสมัยประกอบอยู่ภายในรถ ส่วนแอร์ก็เย็นสบายทำให้คนที่เดินทางมาอย่างเหนื่อย ๆ มีแรงมากขึ้น ทางด้านฝารถด้านบนก็เป็นกระจกใสซึ่งสามารถเปิดปิดได้ตลอด หากแต่ตอนนี้ถูกปิดเอาไว้และสามารถมองดูบรรยากาศด้านนอกได้อย่างง่าย ความอบอุ่นของครอบครัวที่ห่างหายไปหลายปีกลับมามีชีวิตอีกครั้ง พร้อมความสุขที่รวมตัวอยู่ด้วยกันในขณะนี้


 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:36:48


Opinion No. 4 (133567)









บทชีวิตสะใภ้ที่ 3



เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนตื่นแต่เช้า เพราะต้องไปยื่นเอกสารที่สถานทูตอเมริกันประจำประเทศไทย ซึ่งสถานทูตอเมริกันตั้งอยู่ที่ถนนวิทยุนั่นเอง ซึ่งก็อยู่ไกลพอสมควรจากโรงแรมที่พัก


“คุณแม่ไม่ต้องไปก็ได้นะครับ นอนพักดีไหม”

รอยคีนส์หันไปบอกแม่อย่างเกรงใจ ในขณะที่คุณแม่นั่งแต่งตัวอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งด้านหน้า

“ไม่ได้หรอก แม่บอกแล้วยังไงว่าจะไป ก็ต้องไปสิจ้ะ” ส่วนจอห์นนั้นก็แต่งตัวเสร็จก่อนแล้ว

“ให้ณัฐช่วยนะคะ” ปณัฐดาพูดพลางเดินไปช่วยแม่คู่หมั้นแต่งตัวไปด้วย

“ผมเป็นห่วง เกรงว่าคุณแม่จะเหนื่อยนะครับ”

“ไม่เหนื่อยหรอกจ้ะ คีนส์ไม่ต้องห่วงแม่หรอกนะลูก”

ตอบพลางเอาแป้งตลับผัดหน้าไปด้วย เมื่อแต่งตัวกันเสร็จแล้ว ก็พากันนั่งลิฟต์ลงมาที่ชั้นล่าง โดยที่แวะรับประทานอาหารเช้ากันเสียก่อน ซึ่งอาหารเช้าของโรงแรมก็มีหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นแบบข้าวต้มอย่างไทย ๆ และแบบอเมริกันก็มี คุณแม่เลือกที่จะรับประทานอาหารเช้าแบบอเมริกัน ซึ่งก็มีขนมปังปิ้ง แฮม ไข่ดาว ไส้กรอก ตามด้วยกาแฟ ส่วนจอห์นนั้นก็รับประทานแบบเดียวกับคุณแม่ ซึ่งก็มีแต่ปณัฐดาและรอยคีนส์เท่านั้นที่รับประทานข้าวต้มกุ้งอย่างไทย ๆ

“อาหารเขาอร่อยดีนะลูก บริการดีด้วย” คุณแม่เอ่ยปากชมเบา ๆ พลางกวาดสายตามองทิวทัศน์รอบ ๆ

“ครับ ผมชอบที่นี่ครับ บรรยากาศดีมาก ๆ เลย” รอยคีนส์พยักหน้าเห็นด้วย

“นี่เขาเรียกแม่น้ำอะไรเหรอคีนส์ กว้างมากเลยนะ เหมือนแม่น้ำมิสซิปซิป***ที่บ้านเราเลย” จอห์นถามอย่างสงสัยขณะที่สายตามองไปที่แม่น้ำเจ้าพระยาด้านข้าง

“ชื่อแม่น้ำเจ้าพระยาครับ เป็นแม่น้ำสำคัญของเมืองไทยเชียวนะ ซึ่งเป็นแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนหลายจังหวัดเลยครับ แถมยาวไปจรดอ่าวไทยด้วยนะครับ” ชายหนุ่มบอกเล่าไปตามที่พอรู้

“แบบนี้ก็แสดงว่ากรุงเทพอยู่ไม่ไกลจากทะเลใช่ไหมลูก” คุณแม่ถามอย่างสงสัย

“ก็ไม่ไกลเท่าไรครับ อ่าวไทยนั่งรถไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้วครับ” รอยคีนส์บอกพลางส่งยิ้มให้คุณแม่นิดหนึ่ง

“น่าสนใจดีนะ ถ้าว่าง ๆ คงได้ไปเที่ยวกัน” จากนั้นคุณแม่ก็หันมามองปณัฐดาซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ “ณัฐเตรียมเอกสารมาครบหรือเปล่าลูก”

หญิงสาวยิ้มรับ “ค่ะ ครบทุกอย่างค่ะ”

“ดีแล้วแหละ ทางสถานทูตจะได้อนุมัติวีซ่าไว ๆ แม่ว่าคงไม่นานหรอกนะ ณัฐต้องได้กลับอเมริกาพร้อมกันแน่ ๆ” คุณแม่ยืนยัน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ปณัฐดาและครอบครัวก็พากันเดินออกมาขึ้นรถที่หน้าโรงแรม ซึ่งก็มีรถแท็กซี่จอดอยู่หน้าโรงแรมรอรับผู้โดยสาร

“ไกลหรือเปล่าลูก” คุณแม่ถามอย่างสงสัย

“ไม่ไกลหรอกครับ แต่ปัญหารถติดนี่สิ อาจจะทำให้ช้าหน่อย” รอยคีนส์ตอบไปตามความจริง

ช่วงระหว่างที่นั่งอยู่ในรถ ทั้งคุณแม่และจอห์นก็มองผ่านกระจกรถไปยังถนนหนทางต่าง ๆ ในเมืองกรุง สภาพรถเมล์บางสายที่วิ่งผ่านไปมา ทำให้คุณแม่อดที่จะมองดูไม่ได้ ภาพผู้คนห้อยโหนรถเมล์ที่ล้นอยู่ด้านหน้าประตูทำให้คุณแม่ตกใจยิ่งนัก

“เขาไม่กลัวตกกันเหรอลูก ดูสิห้อยโหนกันแบบนั้น ตำรวจไม่จับหรอกหรือ”

“คงไม่หรอกมั้งครับคุณแม่ ไม่งั้นคงไม่ทำกันหรอกครับ”

“นี่ถ้าบ้านเราไม่ได้หรอกนะ ห้อยโหนหน้าประตูรถอย่างนั้นอันตรายจะตาย”

บ้านที่คุณแม่พูดถึงนั้น ก็คงจะเป็นบ้านที่หลุยส์เซียน่าเท่านั้นหรือไม่ก็รัฐใกล้เคียงที่คุณแม่เคยพบเห็น พอสักพักรถตุ๊ก ๆ ก็วิ่งผ่านมาอย่างเร็ว พร้อมทั้งรถเตอร์ไซต์หลากหลายคันวิ่งแซงผ่านไปอย่างเร็ว

“นั่นรถอะไรเหรอลูก ดูแปลกดีเน๊าะ” คุณแม่ถามอย่างสงสัย ส่วนจอห์นกับปณัฐดาก็นั่งอมยิ้มไปด้วย

“เขาเรียกรถตุ๊ก ๆ ครับ” รอยคีนส์บอกเล่าไปด้วย

“แม่อยากนั่งจังเลย สงสัยถ้าแม่นั่ง เห็นทีคงไม่ต้องไปทำผมเลยมั้ง ทรงผมแม่คงจะตั้งเหมือนผู้หญิงคนนั้นแน่เลย”

คุณแม่จินตนาการไปตามภาพผู้หญิงที่เห็นนั่งอยู่บนรถตุ๊กๆ และก็อมยิ้มไปตามประสา ปณัฐดาและรอยคีนส์รวมทั้งจอห์นพากันหัวเราะไปตาม ๆ กันกับภาพที่เห็นและเสียงพูดคุยของคุณแม่

“ครับ บางครั้งคนขับรถก็ขับเร็วมากครับ และทำเวลาดีด้วยแหละ ปกติเวลาไปไหนมาไหนกับณัฐสองคน ผมชอบนั่งรถตุ๊ก ๆ มากกว่าครับ ได้บรรยากาศไปอีกแบบ”

“แล้วแม่จะนั่งได้ไหมนี่”

“น่าจะได้นะครับ แต่ไม่แน่ใจว่าคุณแม่จะทำให้ยางรถเขาแบนหรือเปล่า”

รอยคีนส์แกล้งพูดหยอกเล่น ทำเอาคุณแม่ยิ้มปากค้างทีเดียว

“แม่แค่ 200 กิโลกว่าเองลูก” คุณแม่พูดหยอกบ้าง แถมหัวเราะถูกใจ

“ถึงว่าแหละ ครั้งแรกที่ผมเห็นคุณแม่ที่สนามบิน ผมแทบจะจำไม่ได้ ผมไม่อยู่แค่ไม่กี่ปี คุณแม่น้ำหนักขึ้นขนาดนี้เชียวหรือครับ”ชายหนุ่มถามพลางยิ้มไปด้วย

“ก็คุณแม่มีของกินจุกจิกอยู่ในบ้านเต็มไปหมด เห็นทีจะลดยากนะคีนส์นะ” จอห์นเสริมพลางยิ้มไปด้วย

“ถึงว่าแหละคุณแม่ถึงแซงหน้าจอห์นเลยนะครับ” ชายหนุ่มแซว

คุณแม่ยิ้มอย่างเขินอายเมื่อถูกแซวและก็หันมาถามปณัฐดา “ณัฐว่าแม่อ้วนเกินไปหรือเปล่าลูก”

ปณัฐดาได้แต่ยิ้ม “ก็ไม่เห็นอ้วนเกินไปนี่ค่ะ หุ่นอย่างนี้กำลังดีค่ะ ถ้าคุณแม่ผอมกว่านี้จะดูโทรมาก ๆ ค่ะ อาจจะดูไม่น่ารักอย่างนี้ก็ได้นะคะ”

ถึงแม้คุณแม่จะอ้วนท้วมไปหน่อย แต่ก็ดูน่ารักไปอีกแบบ ใบหน้าดูสดใสเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ถ้าจะเปรียบกับเด็กตัวเล็ก ๆ คุณแม่ก็คงดูคล้ายกับเด็กตัวจ้ำม้ำๆ ที่กำลังหัดเดินเตาะแตะ ไม่ว่าจะมองมุมไหน ก็มีแต่ความน่ารักและราศรีก็ดูดีไม่น้อย

เมื่อรถวิ่งมาถึงหน้าถนนวิทยุ ก็เต็มไปด้วยปัญหารถติดขัด รถแท็กซี่คันที่โดยสารมาค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ ซึ่งก็ใช้เวลาหลายนาทีกว่าจะมาถึงหน้าสถานทูตอเมริกัน ปณัฐดาหยิบเงินจ่ายค่าแท็กซี่แทนรอยคีนส์ และก็รีบลงมาเปิดประตูช่วยเหลือคุณแม่ไปด้วย

ภาพผู้คนหลากหลายมายืนรอคิวกันอออยู่หน้าประตูของสถานทูต รอยคีนส์และปณัฐดาพาคุณแม่มาต่อคิวอยู่ด้านหลัง ซึ่งก็เหลือเวลาไม่นานประตูก็จะเปิดให้ทุกคนเข้าไปยื่นเอกสารได้ ปณัฐดาเห็นว่าคุณแม่คงจะยืนได้ไม่นาน เพราะท่านมีปัญหาเรื่องหัวเข่าที่เพิ่งจะผ่าตัดมาเมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่จะบินมาเมืองไทย จึงพาท่านเดินมาที่หน้าป้อมตรงประตูทางเข้า

“พี่ค่ะ คุณแม่ขาไม่ค่อยดี ขออนุญาตให้ท่านไปนั่งรอที่เก้าอี้ด้านในได้ไหมคะ”

หญิงสาวถามเจ้าหน้าที่ตรงประตูด้านหน้า โดยที่มีคนไทยและต่างชาติหลายคนยืนมองอย่างสงสัย ชายหนุ่มซึ่งทำงานอยู่ที่หน้าป้อมยามมองคุณแม่นิดหนึ่ง

“ครับ เชิญครับ” และก็เดินมาเปิดประตูให้คุณแม่เข้าไปนั่งรอที่เก้าอี้ตรงทางเดินด้านใน

“ขอบคุณมากค่ะ ขอคุณพ่อมานั่งเป็นเพื่อนคุณแม่ได้ไหมคะ”

“ได้ครับ ไม่มีปัญหาครับ”

นับว่าเป็นความโชคดีเป็นอย่างมาก ที่เจ้าหน้าที่คนนี้ใจดี ซึ่งก็คงจะเห็นว่าคุณแม่ไม่ใช่หนุ่มสาวที่จะมายืนรอได้เป็นหลายสิบนาที จึงอนุญาตให้คุณแม่และจอห์นเข้าไปนั่งรอที่เก้าอี้ตรงทางเดินได้ ปณัฐดารู้สึกซาบซึ้งใจไม่น้อย จากที่เคยได้ยินหลาย ๆ คนบอกเล่าถึงความเขี้ยวต่าง ๆ ของสถานทูตอเมริกัน แต่ในวันนนี้ทุกอย่างกลับไม่เหมือนที่คนอื่นบอกเล่าเลย เจ้าหน้าที่ของสถานทูตใจดีและน่ารักกับเธอมาก ๆ

ปณัฐดาและรอยคีนส์ยังคงยืนรอแถวต่อหลังคนอื่น ๆ เหมือนเดิม พอสักพักก็ได้เวลาเปิดทำการ ทุก ๆ คนต่างก็พากันแลกบัตรเข้าไปด้านในอย่างเป็นระเบียบ โดยที่คุณแม่และจอห์นก็ทำการแลกบัตรไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว พอเดินมาถึงด้านหน้า เจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้ทุก ๆ คนที่มายื่นเอกสารต่าง ๆ ได้เข้าไปในประตูตามแต่ละจุดประสงค์ของเอกสารที่ยื่น

“ยื่นเอกสารขอวีซ่าคู่หมั้น ประตูนั้นเลยครับ”

เจ้าหน้าที่พูดจาสุภาพและดูเป็นกันเองไม่น้อย คุณแม่และทุก ๆ คนหันไปกล่าวขอบคุณก่อนเดินเข้าไปด้านใน จากนั้นก็ยืนรอยื่นเอกสาร โดยที่คุณแม่กับจอห์นนั่งรอที่เก้าอี้ด้านหน้า

บรรยากาศด้านในสถานทูตเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ แต่ละคนก็คงมีเป้าหมายที่อยากได้วีซ่าเข้าประเทศอเมริกาเหมือนกับเธอ เมื่อถึงคิวของปณัฐดาและรอยคีนส์ ทั้งสองคนก็เดินเคียงข้างกันมาพบเจ้าหน้าที่ และส่งจดหมายที่ทางอิมมะเกรชั่นตอบรับจากประเทศอเมริกายื่นให้ทันที พร้อมทั้งเอกสารหลาย ๆ อย่างที่ปณัฐดามีอยู่ในมือ

เจ้าหน้าที่รับเอกสารต่าง ๆ ไปพลิกดูสักพัก และก็เปิดอ่านจดหมายพลางพยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นก็เดินเข้าไปที่ออฟฟิศด้านหลัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเข้าไปคุยอะไรกับคนด้านในออฟฟิศ พอสักพัก แล้วก็กลับมาที่เดิม

จากนั้นก็ให้บัตร “รอคุยกับเจ้าหน้าที่ตรงช่องนั้นนะคะ ทางเจ้าหน้าที่จะเรียกตามเบอร์ที่ให้ไว้ค่ะ”

“ขอบคุณค่ะ/ครับ” จากนั้นก็พากันมานั่งรออยู่ข้าง ๆ คุณแม่และจอห์น

พอไม่นานเจ้าหน้าที่ก็เรียกเบอร์ที่ถือเอาไว้ ปณัฐดาและรอยคีนส์รีบเดินเข้าไปพบเจ้าหน้าที่ตรงหน้าพร้อมกัน โดยที่เจ้าหน้าที่มองมาทางเธอและครอบครัวพลางส่งยิ้มมาให้คุณแม่และจอห์นอย่างเป็นกันเอง

“สวัสดีครับ คุณปณัฐดาและคุณรอยคีนส์ใช่ไหมครับ”

เจ้าหน้าที่เป็นฝรั่งผมทองที่อายุไม่มากนัก ซึ่งก็สามารถพูดภาษาไทยได้ชัดแจ๋ว และก็ทักทายด้วยถ้อยคำสุภาพ

หญิงสาวและชายหนุ่มตอบรับอย่างสุภาพ “สวัสดีค่ะ/ครับ...ใช่ค่ะ/ใช่ครับ”

“เอกสารของคุณครบทุกอย่าง ผมขอให้คุณไปซื้อพินที่ไปรษณีย์ไทยและบอกเจ้าหน้าที่ว่าซื้อพินเพื่อขอวีซ่าคู่หมั้น จากนั้นก็ขอให้คุณไปทำการตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลบำรุงราษรฏ์ได้เลย พร้อมทั้งไปขอประวัติอาชญากรรมที่สำนักงานตำรวจสยามแห่งชาตินะครับ” เจ้าหน้าที่พูดพลางยื่นกระดาษที่มีข้อมูลต่าง ๆ ให้

“ขอบคุณค่ะ”

“วันพฤหัสที่จะถึงนี้เอาเอกสารทั้งหมดมาให้ผมนะครับ แล้วทางเราจะนัดสัมภาษณ์อีกครั้งครับ” เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำก่อนส่งยิ้มอย่างเป็นกันเองให้

“แล้วนานไหมครับกว่าจะได้วีซ่า พอดีผมกับคุณแม่และครอบครัวคงอยู่ในเมืองไทยได้จนถึงปลายเดือนนี้เท่านั้นครับ เพราะวีซ่าให้อยู่ได้แค่เดือนเดียวเอง” รอยคีนส์ถามอย่างสงสัยและก็บอกเล่าเหตุผลของตัวเองด้วย

“คิดว่าไม่นานครับ เอกสารของคุณปณัฐดาได้รับการตอบรับจากอิมมะเกรชั่นจากอเมริกาแล้ว พอได้เอกสารทุกอย่าง ทางเราจะนัดสัมภาษณ์และก็จะมีการตรวจเช็คประวัติของคุณผ่านฝ่ายเอ็ฟบีไอไปด้วย และอีกไม่นานก็คงจะรู้ผลครับ” เจ้าหน้าที่บอกเล่าพลางยิ้มไปด้วย

“ขอบคุณมากค่ะ/ครับ”

“วันพฤหัสนี้มาแต่เช้านะครับ วันนี้ก็ไปเดินเรื่องขอพิน ขอใบรับรองประวัติอาชญากรรมของคุณปณัฐดา และก็ไปตรวจร่างกายไว้เลยครับ เอาเอกสารนี้ไปให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล และบอกเขาว่ามาตรวจร่างกายเพื่อทำวีซ่าไปประเทศอเมริกา แล้วเจ้าหน้าที่จะดูแลทุกอย่างครับ จากนั้นวันพฤหัสนี้เอาเอกสารทั้งหมดมาให้ทางเรานะครับ แล้วเรื่องจะได้ผ่านเร็ว ๆ” เจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเก็บเอกสารใส่ในแฟ้มเก็บไว้อีกมุมหนึ่ง

“ขอบคุณค่ะ/ขอบคุณครับ” รอยคีนส์และปณัฐดากล่าวขอบคุณก่อนที่จะเดินกลับมาหาคุณแม่และจอห์น

“ทุกอย่างเป็นยังไงบ้างลูก” คุณแม่ถามอย่างสงสัย

“ผมต้องพาณัฐไปตรวจร่างกาย ไปซื้อพินกับไปรษณีย์ และก็ไปขอใบรับรองประวัติอาชญากรรมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติครับ วันพฤหัสนี้เอาเอกสารทั้งหมดมายื่นอีกครั้ง แล้วทางเจ้าหน้าที่บอกว่าจะนัดสัมภาษณ์อีกทีครับ” รอยคีนส์บอกเล่าไปพลาง ๆ ซึ่งคุณแม่และจอห์นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

ช่วงระหว่างที่เดินผ่านช่องหน้าต่างออกมาด้านนอก คุณแม่ก็หันไปมองเจ้าหน้าที่คนนั้นด้วยรอยยิ้ม และก็โบกมือพร้อมทั้งกล่าวคำว่าขอบคุณ ซึ่งเจ้าหน้าที่คนนี้ก็ส่งยิ้มและพยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นก็พากันเดินทางกลับที่โรงแรม โดยที่รอยคีนส์ให้คุณแม่และจอห์นพักอยู่ที่โรงแรม ส่วนเขาและปณัฐดาก็ไปเดินเรื่องต่าง ๆ

“คุณแม่กับจอห์นอยู่ที่นี่นะครับ ผมจะพาณัฐไปเดินเรื่องต่าง ๆ ผมไม่อยากให้คุณแม่ไปด้วย เพราะรถคงติดมาก อีกอย่างคงจะไปนั่งรอนานหน่อย เกรงว่าคุณแม่จะไม่ไหว”

“จ้ะ ไปเถอะ เดี๋ยวแม่กับจอห์นจะนอนพักสักหน่อย รู้สึกเพลีย ๆ เหมือนกัน”

“ถ้าคุณแม่หิวอะไรก็กดโทรศัพท์โทรไปสั่งอาหารได้เลยนะครับ หรือถ้าอยากลงไปนั่งทานอาหาร ก็แวะไปที่ห้องอาหารชั้นหนึ่งนะครับ เขามีอาหารอเมริกันเสิร์ฟด้วยแหละ” ชายหนุ่มบอกเล่าไปพลาง ๆ

“จ้ะ คีนส์ก็พากันเดินทางระมัดระวังนะลูก มีอะไรก็โทรมาบอกแม่นะ”

“คุณพ่อจะเอาอะไรไหมคะ” ปณัฐดาหันไปถามจอห์น

“ไม่หรอกลูก พ่อกับแม่จะรออยู่ที่นี่นะ” จอห์นปฏิเสธ

“งั้นเดี๋ยวพวกเราจะรีบกลับมานะคะ” จากนั้นก็พากันเดินออกมา โดยที่มีจอห์นเดินมาส่งที่หน้าประตู



บรรยากาศตอนสาย ๆ ในเมืองกรุงไม่ร้อนมากนัก แต่สภาพรถยังคงวิ่งผ่านไปมาอย่างหนาแน่น ปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มเลือกที่จะนั่งรถตุ๊ก ๆ เพราะคิดว่าคงจะเดินทางได้เร็วกว่า

“พี่ค่ะ ไปไปรษณีย์ค่ะ ไม่ทราบว่าแถวนี้มีไปรษณีย์ใกล้ ๆ ไหมคะ”

“มีครับ อยู่ไม่ไกลนี้ครับ”

“เท่าไรคะ”

“สี่สิบบาทครับ” ปณัฐดาตอบตกลงทันที เพราะคิดว่าราคาคงไม่แพงเท่าไร

จากนั้นก็นั่งรถมาลงที่ไปรษณีย์ ปณัฐดาและรอยคีนส์รีบเดินเข้าไปด้านใน และก็จัดการซื้อพินจนเสร็จสรรพ จากนั้นก็เดินทางไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติทันที พอไปถึงก็ประมาณสิบเอ็ดโมงเข้า บรรยากาศภายในสำนักงานที่เข้าไปขอใบรับรองประวัติ ซึ่งก็มีหญิงสาวสองสามคนมานั่งรออยู่ที่เก้าอี้ด้านหน้า เมื่อถึงคิวปณัฐดาก็เข้าไปยกมือไหว้ทักทาย พร้อมทั้งบอกเล่าถึงจุดประสงค์ของตัวเอง

“เอาเอกสารมาครบหรือเปล่าคะ ทะเบียบบ้าน บัตรประชาชน” เจ้าหน้าที่สาวถามอย่างเป็นกันเอง

“ครบค่ะ” และก็ยื่นเอกสารให้ทันที “ไม่ทราบว่านานหรือเปล่าคะกว่าจะได้ เพราะดิฉันอยากได้ก่อนวันพฤหัสนี้ค่ะ” ปณัฐดาบอกเล่าถึงความเร่งรีบของเอกสารที่ต้องการ

เจ้าหน้าที่สาวเปิดดูเอกสารสักพักก็หันไปมองรอยคีนส์ซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ และก็หันมามองเธอ

“เอางี้ดีกว่านะคะ ถ้าคุณอยากได้ด่วน ดิฉันจะส่งคุณไปติดต่อกับคุณ วิชัยนะคะ กรุณารอสักครู่” พูดจบพนักงานสาวก็เดินไปที่โต๊ะของเจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ด้านในสุด

ปณัฐดาไม่รู้ว่าคนสองคนคุยอะไรกันบ้าง พอสักพักก็หันมามองเธอและเขาซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านหน้า เวลาผ่านไปห้านาทีเจ้าหน้าที่สาวก็เดินกลับมา

“เชิญคุณปณัฐดาไปพบคุณวิชัยได้เลยค่ะ ส่วนคุณแฟนให้นั่งรออยู่ตรงด้านหน้าก็ได้นะคะ” คำพูดของเจ้าหน้าที่สาวรู้ได้เลยว่าคุณวิชัยต้องการคุยกับเธอเท่านั้น

“ขอบคุณค่ะ”

ปณัฐดาหันไปบอกคู่หมั้นหนุ่มให้นั่งรอด้านหน้าก่อนที่จะเดินเข้าไปคุยกับคุณวิชัย

“สวัสดีค่ะ คุณวิชัยใช่ไหมคะ”

เจ้าหน้าที่ชายวัยกลางคนยกมือรับไหว้แต่พองาม “ครับ สวัสดีครับ เชิญนั่งครับผม”

“ไม่ทราบคุณต้องการเอกสารด่วนแค่ไหนครับ” และก็ถามอย่างสุภาพ ใบหน้ายิ้มละไม

“ก่อนวันพฤหัสนะคะ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้เร็ว ๆ รบกวนคุณวิชัยช่วยหน่อยได้ไหมคะ” หญิงสาวอ้อนวอน

“ได้ครับ แต่ก็คงวิ่งเต้นกันหน่อยนะครับ”

ปณัฐดาไม่รู้หรอกว่าวิ่งเต้นที่เจ้าหน้าที่พูดถึงนี้คืออะไร ก็เลยถามอย่างสงสัย

“วิ่งเต้นกันยากไหมคะ”

“ไอ้ความยากหรือไม่ยากขึ้นอยู่ที่เรานะครับ” พนักงานชายบอกเล่าเบา ๆ

“ขึ้นอยู่กับดิฉัน ไม่ทราบว่าดิฉันต้องทำอะไรบ้างคะ” หญิงสาวยังไม่เข้าใจความหมาย

เจ้าหน้าที่ชายยิ้มนิดหนึ่ง “คุณคงไม่ค่อยรู้อะไรจริง ๆ เกี่ยวกับเรื่องวิ่งเต้น”

ปณัฐดาทำหน้าอย่างงง ๆ “ไม่รู้ค่ะ เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ”

“ก็ตามธรรมเนียมไทย เวลาอยากให้เรื่องเอกสารผ่านเร็ว ก็มี..........อย่างนั้นนะครับ” เจ้าหน้าที่ชายละไว้ ณ ที่เข้าใจ

ปณัฐดารู้ได้เลยว่าเป็นอะไร ตอนแรกเธอก็คิดว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเฉพาะที่บ้านนอกเท่านั้น ที่ไหนได้ในเมืองกรุงก็มีเหมือนกัน

“อ้อ! เข้าใจแล้วค่ะ”

“ถ้าอยากได้พรุ่งนี้ก็............” และก็จดตัวเลขใส่กระดาษเป็นจำนวนสามพันบาท

ปณัฐดาจดตัวเลขกลับเป็นการต่อรองด้วยจำนวนพันห้าร้อยบาท เจ้าหน้าที่ชายหันมายิ้มนิดหนึ่ง

“แบบนี้ผมไม่ได้อะไรเลยครับ นายผมเอาไปคนเดียวก็หมดแล้ว ผมขอสักนิดได้ไหมครับ ถือว่าค่าน้ำค่าเหนื่อยนะครับ” เจ้าหน้าที่ชายออดอ้อน
ปณัฐดาใส่ตัวเลขสองพันบาทลงไป “พรุ่งนี้เอกสารได้ไหมคะ”

“ตกลงครับ พรุ่งนี้มารับใบรับรองประวัติของคุณตอนบ่ายโมงนะครับ”

และก็ยื่นซองสีขาวให้เธอ โดยที่ปณัฐดาหยิบเงินมาสองพันบาทใส่ซองสีขาว จากนั้นก็แนบซองสีขาวพร้อมเงินใส่ในไฟล์ใต้สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนยื่นให้เจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะยกมือไหว้กล่าวขอบคุณและเดินกลับไปหาคนรัก

หญิงสาวไม่รู้หรอกว่าเงินจำนวนนี้มากน้อยแค่ไหนสำหรับการวิ่งเต้นเรื่องขอใบรับรองประวัติ แต่เธอก็ยอมรับว่าเต็มใจให้เจ้าหน้าคนนี้ เพื่อที่จะให้การดำเนินเรื่องเอกสารทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว และก็เข้าใจดีว่าเรื่องตรงนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องมากนัก แต่ก็เข้าใจว่าดีว่าเรื่องแบบนี้เป็นธรรมเนียมของคนบางสังคมเท่านั้น ซึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นได้เป็นบางท้องที่ ไม่ว่าจะในสังคมไหน ๆ ก็ตาม และก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว

“เรื่องเป็นยังไงบ้างครับ” รอยคีนส์หันมาถามอย่างสงสัย

“ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีค่ะ พรุ่งนี้มารับเอกสารตอนบ่ายโมง”

ปณัฐดาบอกเล่าเบา ๆ ก่อนที่จะพาคู่หมั้นหนุ่มเดินมานั่งรถแท็กซี่ เพื่อที่จะเดินทางไปที่โรงพยาบาลบำรุงราษรฏ์ ช่วงระหว่างนั่งอยู่ที่รถแท็กซี่ก็บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้คนรักได้ฟังไปด้วย

“สองพันบาทเหรอครับ”

“เขาขอสามพันค่ะ แต่ณัฐให้ได้แค่สองพันเท่านั้น และเขาก็ตอบตกลงค่ะ ณัฐจ่ายเงินให้เขาเรียบร้อยแล้ว ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ เอกสารก็ต้องรอเป็นอาทิตย์ค่ะ ณัฐเห็นว่าเรามีเวลาจำกัดจึงยอมเสียค่ะ เพื่อที่จะให้เรื่องผ่านไปอย่างรวดเร็ว” หญิงสาวบอกเล่า

“ไม่เป็นไรครับ ผมต่างหากที่ควรจะดีใจที่คุณตัดสินใจทำแบบนั้น ถึงจะรู้ว่าไม่ถูกต้อง แต่เจ้าหน้าที่เขาเป็นคนยื่นข้อเสนอให้เราเอง” คู่หมั้นหนุ่มให้กำลังใจ

“ค่ะ ณัฐก็คิดเหมือนคุณค่ะ พยายามคิดว่าเขาช่วยเรา และเราก็ช่วยเขาค่ะ คิดแบบนี้ก็สบายใจไปอีกแบบ”

เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ ปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มก็เข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอตรวจร่างกายทำวีซ่าทันที ซึ่งการตรวจทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว

“เชิญคุณปณัฐดาไปหาอะไรทานก่อนได้เลยค่ะ ประมาณบ่ายสามโมงมาพบคุณหมอที่ห้องตรวจ ห้องหนึ่งนะคะ”

“ค่ะ”

พยาบาลสาวแจ้งให้ทราบด้วยรอยยิ้มสดใส “ส่วนเรื่องการตรวจเลือดต้องกลับมาพรุ่งนี้ตอนเช้านะคะ คืนนี้หลังเที่ยงคืนห้ามรับประทานอาหารและดื่มน้ำเด็ดขาด เพราะจะได้ไม่มีปัญหากับการตรวจเลือดค่ะ”

“ต้องเจาะเลือดใช่ไหมคะ” ปณัฐดาถามอย่างสงสัย

“ค่ะ แต่ไม่เจ็บหรอกนะคะ ไม่ต้องกลัวนะ”

ปณัฐดายิ้มรับทันที เธอไม่ได้กลัวเจ็บกับการเจาะเลือดเลยสักนิด แต่กลัวผลตรวจมากกว่า หญิงสาวไม่เข้าใจว่าทำไมต้องรู้สึกกลัวด้วย และก็เป็นอย่างนี้ทุก ๆ ครั้งที่ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ทั้งที่รู้ว่าตัวเองมีสุขภาพแข็งแรง แต่ไม่รู้ทำไมใจชอบเป็นกังวลทุกที

“แล้วผลการตรวจนานหรือเปล่ากว่าจะได้รับคะ”

“ไม่นานค่ะ ตรวจพรุ่งนี้ตอนเย็น ๆ ก็ได้แล้วค่ะ ไม่ทราบว่ารีบหรือเปล่าคะ”

“อยากได้ก่อนวันพฤหัสนี้ค่ะ” ปณัฐดาบอกเล่า

“อ้อ! ไม่มีปัญหาค่ะ พรุ่งนี้ตอนเย็น ๆ ก็เสร็จแล้วค่ะ ยังไงก็อย่าลืมมาพบคุณหมอตอนบ่ายนะคะ”

“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”

จากนั้นปณัฐดาและรอยคีนส์ก็เดินไปหาอะไรรับประทานที่ร้านอาหารภายในโรงพยาบาล เมื่อทานอาหารกันเสร็จแล้วก็ไปนั่งอ่านหนังสือและดูทีวีไปพลาง ๆ เพื่อฆ่าเวลา เมื่อได้เวลานัดพบคุณหมอก็กลับมาที่เดิม พอไม่นานพยาบาลสาวก็มาตามตัวไปพบคุณหมอที่ห้องหนึ่ง

เมื่อเดินมาถึงประตูห้อง คุณหมอหนุ่มก็ทักทายด้วยรอยยิ้ม “เชิญนั่งครับ”

“ขอบคุณค่ะ/ครับ”

“ผลการตรวจทุกอย่างปกติครับ ปอดก็ปกติหมดครับ พรุ่งนี้อย่าลืมมาตรวจเลือดนะครับ” คุณหมอบอกเล่าพร้อมแนะนำ

“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ”

“ส่วนผลการตรวจและเอกสารต่าง ๆ คงจะแล้วเสร็จพรุ่งนี้ตอนเย็น ๆ ครับ คุณกับแฟนรอรับได้เลย”

“ขอบคุณมากค่ะ/ครับ”

จากนั้นก็พากันยกมือไหว้ร่ำลาคุณหมอ และก็นั่งรถกลับมาโรงแรม ก่อนถึงโรงแรมปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มแวะที่ตลาดซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก เพื่อซื้อผลไม้ไปฝากคุณแม่และจอห์น โดยที่รอยคีนส์ช่วยถือของเดินข้างเคียงตลอด

“ผมว่าคุณแม่ต้องชอบน้อยหน่า ซื้อไปสักห้าหกกิโลดีไหมครับ ราคาไม่แพงเลย” ชายหนุ่มกระซิบเบา ๆ

“ค่ะ เดี๋ยวขอณัฐเลือกก่อนนะคะ”

ปณัฐดารู้ว่าคู่หมั้นหนุ่มชอบผลไม้ไทยทุกอย่าง ยกเว้นทุเรียน เธอเลือกซื้อน้อยหน่ากับเงาะเยอะเป็นพิเศษ เพราะคิดว่าคุณแม่และจอห์นต้องชอบเหมือนกัน ส่วนมังคุดก็ซื้อไปด้วย และก็ไม่ลืมที่จะซื้อลองกองติดมือเพื่อที่จะให้คุณแม่ได้ลองชิม โดยที่หวังอยู่ลึก ๆ ว่าท่านคงจะชอบผลไม้ไทยอยู่บ้าง เมื่อได้ผลไม้ดั่งใจแล้ว ก็พากันกลับมาที่โรงแรม ซึ่งคุณแม่และจอห์นนั่งดูทีวีกันไปพลาง ๆ

“ว่ายังไงลูก ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีไหม” คุณแม่ถามพลางยิ้มอย่างเป็นกันเอง

“ครับ พรุ่งนี้ณัฐต้องไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลอีกครั้งครับ ส่วนเอกสารอื่น ๆ ผ่านหมดครับ”

“ดีลูก ว่าแต่ทานอะไรกันมาหรือยังล่ะ หิวกันหรือเปล่า”

“ยังเลยครับ แล้วคุณแม่กับจอห์นหิวหรือเปล่าครับ”

“แม่ทานอาหารเที่ยงแล้ว สั่งแฮมเบอร์เกอร์มาทานกันที่ห้องนะจ้ะ”

“อาหารที่นี่เป็นอย่างไรบ้างครับ”

รอยคีนส์ถามอย่างสงสัย ส่วนปณัฐดาก็เอาผลไม้ไปล้างจนเสร็จ และก็เอาใส่ถาดที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้

“อาหารอร่อยมาก ๆ เลย แฮมเบอร์เกอร์ที่นี่อร่อยเหมือนที่บ้านเราเลยนะลูก” คุณแม่บอกเล่า ด้วยใบหน้าที่ชื่นชมในรสชาติอาหารฝีมือคนไทย

“คุณแม่เชื่อผมหรือยังล่ะ ว่าคนไทยเขาทำอาหารเก่ง ๆ กันทั้งนั้น”

“เชื่อแล้วจ้ะ ที่นี่มีอาหารหลายอย่างเลยนะ มีอาหารจีน อาหารญี่ปุ่นด้วยแหละ”

“ครับ ห้องอาหารที่โรงแรมค่อนข้างใหญ่ เขามีอาหารหลากหลาย วันหลังผมจะพาคุณแม่ไปนั่งทานอาหารที่ร้านติด ๆ กับแม่น้ำเจ้าพระยานะครับ อาหารอร่อยมาก ๆ รสชาติดีเสียด้วยครับ”

“ดีจ้ะ เอางี้ดีกว่า พวกเราลงไปทานข้าวกันไหม เดี๋ยวแม่ลงไปด้วย รู้สึกหิวอีกแล้ว ส่วนผลไม้ค่อยมานั่งทานกันหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว จอห์นว่ายังไง หิวหรือเปล่านะคุณ” คุณแม่หันไปถามจอห์นด้วยรอยยิ้ม

“หิวครับ” จอห์นพยักหน้ายิ้มรับ

จากนั้นปณัฐดาและครอบครัวก็พากันเดินมารับประทานอาหารกันจนอิ่ม เสร็จแล้วก็พากันกลับมานั่งทานผลไม้และดูทีวีไปพลาง ๆ คุณแม่และจอห์นติดใจผลไม้ไทยหลายอย่าง โดยเฉพาะน้อยหน่าและเงาะเป็นผลไม้ที่คุณแม่ชอบมาก ส่วนจอห์นนั้นชอบมังคุดมากกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ แต่ละคนดูเอร็ดอร่อยกับการได้ทานผลไม้ไทยเป็นอย่างมาก ส่วนคุณแม่นั้นก็สะสมเมล็ดเงาะใส่ถุงเอาไว้ เพราะอยากจะเอาไปปลูกที่อเมริกาด้วย

“ณัฐว่าเมล็ดเงาะจะปลูกขึ้นไหมที่อเมริกา” คุณแม่ถาม

“ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ คุณแม่ลองเอาไปปลูกดูก็ได้นะคะ” หญิงสาวแนะนำ

“จ้ะ แม่ก็ว่าจะลองดู”

การได้รับประทานเงาะในแต่ละวัน เหมือนกับการได้สะสมเมล็ดเงาะไปด้วย ซึ่งก็ไม่ใช่แค่เงาะเท่านั้นที่คุณแม่สะสม แต่คุณแม่สะสมเมล็ดผลไม้ทุกชนิด และก็ตั้งใจจะเอาไปปลูกที่อเมริกาจริงๆ ช่วงชีวิตของปณัฐดาในตอนนั้น เธอและครอบครัวมีความสุขเป็นอย่างมากกับการได้อยู่ร่วมกัน ซึ่งรอยคีนส์เองก็ไม่ลืมที่จะเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้คุณแม่ฟังไปด้วย

“บางครั้งเราก็ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะนะลูก เพื่อให้เอกสารต่าง ๆ เดินเรื่องได้เร็ว” คุณแม่บอกเล่าเบา ๆ และเห็นด้วยกับสิ่งที่ปณัฐดาทำ

“คุณแม่ยังไม่บอกผมเลย ว่าคุณแม่ทำอะไรเอกสารของปณัฐดาถึงผ่านเร็วจัง ทำไมเจ้าหน้าที่อิมมะเกรชั่นที่อเมริกาถึงเดินเรื่องให้เร็วเกินคาด” รอยคีนส์ถามอย่างสงสัย

คุณแม่อมยิ้มนิด ๆ “แม่ก็ทำเหมือนปณัฐดาแหละ ถ้าไม่ทำเรื่องก็คงรอหลายเดือน”

“เยอะไหมครับ” ชายหนุ่มถามด้วยความอยากรู้

“ก็ห้าร้อยเหรียญนะจ้ะ ไม่เยอะหรอก แต่แม่ว่าคุ้มนะลูก”

“แล้วคุณแม่ทำยังไงเจ้าหน้าที่ถึงตอบรับครับ”

“แม่ก็ถามว่าอยากให้คู่หมั้นของลูกชายมาอเมริกาเร็ว ๆ อยากให้เอกสารเขาผ่านเร็ว ๆ พอเจ้าหน้าที่ผู้หญิงตอบว่าเอกสารของณัฐกว่าจะผ่านก็ประมาณเดือนธันวาคมโน้นแหนะ นั่นหมายถึงว่าคีนส์จะต้องรออีกหกเดือนถึงจะสามารถพาณัฐมาได้ จากนั้นแม่ก็บ่นไปตามภาษาและก็ชวนคุยนั่นคุยนี่ เสร็จแล้วก็ถามเจ้าหน้าที่คนนั้นว่า ‘ปกติเธอใช้เงินเท่าไรกับการช้อปปิ้งแต่ละครั้ง?’ ผู้หญิงคนนั้นก็บอกแม่ว่าประมาณสี่ห้าร้อยเหรียญ”

ทั้งรอยคีนส์และปณัฐดาตั้งใจฟังอย่างสนใจ ซึ่งจอห์นนั่งอมยิ้มอยู่ที่โซฟาข้าง ๆ

“พอแม่ได้ทีก็เลยบอกว่า ‘ฉันจะให้ของขวัญสำหรับเธอไว้ช้อปปิ้ง ขอที่อยู่เพื่อนเธอได้ไหม เดี๋ยวฉันจะส่งของขวัญไปให้ตามที่อยู่เพื่อนของเธอ’ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็ให้ที่อยู่เพื่อนของเธอกับแม่แต่โดยดี จากนั้นเธอก็บอกแม่ว่าประมาณสามวันเอกสารของณัฐจะประทับตราผ่านและส่งมาให้ถึงบ้าน”

คุณแม่หันมายิ้มให้ปณัฐดา “เจ้าหน้าที่หญิงคนนั้นเธอพูดจริงนะลูก ก่อนที่แม่จะบินมาเมืองไทยหนึ่งอาทิตย์ เอกสารจากฝ่ายอิมมะเกรชั่นก็ส่งมาให้ถึงบ้าน พอแม่เปิดดูถึงโล่งใจมากๆ เพราะแม่ตั้งใจไว้ว่าอยากให้ทางอิมมะเกรชั่นที่อเมริกาตอบรับปณัฐดามาอเมริกาเสียก่อน จะได้บินมาเมืองไทยพร้อมเอกสารเหล่านี้ เพราะเวลาเดินเรื่องที่เมืองไทยจะได้ไม่ยุ่งยากและไม่ต้องรอนานด้วย”

“ที่แท้คุณแม่ก็เล่นเกมส์เก่า ๆ นี่เอง” รอยคีนส์หัวเราะหึ ๆ เหมือนกับรู้ว่าคุณแม่ทำอะไรไว้บ้าง

“ก็เราอยากได้เอกสารเร็วไม่ใช่เหรอ แม่ก็อยากช่วยเรานะ ส่วนเจ้าหน้าที่ก็คงชอบด้วยแหละ ได้เงินไปช้อปปิ้งเสียด้วย”

ปณัฐดาและทุก ๆ คนได้แต่อมยิ้มกับเรื่องราวที่คุณแม่บอกเล่า ไม่คิดว่าคุณแม่จะทำเหมือนกับหญิงสาว เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ปณัฐดาเคยคิดว่าอเมริกาค่อนข้างเป็นประเทศที่เคร่งครัดเรื่องสินบนและการคอรัปชั่น แต่พอได้ยินเรื่องเล่าจากคุณแม่ ก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ

หากจะพูดถึงเรื่องคุณแม่ของรอยคีนส์นั้น ต้องยกให้เธออันดับหนึ่งเรื่องการว่าจ้างสินบนเจ้าหน้าที่ มีอยู่วันหนึ่งคุณแม่จะต้องไปต่อใบขับขี่ อันเนื่องมาจากลืมต่ออายุบัตรมาหลายเดือนแล้ว ตามกฏหมายของระบบในเมืองที่คุณแม่อาศัยอยู่นั้น คุณแม่จะต้องกลับไปทำข้อสอบใบขับขี่ใหม่ และต้องสอบขับรถใหม่เสียด้วย เมื่อคุณแม่รู้ตัวเองว่าอาจจะทำข้อสอบไม่ผ่าน จึงคิดหาแผนการณ์ต่าง ๆ เหมือนที่เคยทำ

ในตอนเช้าก่อนที่จะเดินทางไปสำนักงานทำใบขับขี่ประจำเมืองที่อยู่ คุณแม่ก็แวะซื้อแฮมเบอร์เกอร์และขนมคริป***ครีมกล่องใหญ่ไปฝากเจ้าหน้าที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่หลายคนจำคุณแม่ได้ดี

“มิสเมเบิ้ล ไม่ทราบมีอะไรให้พวกเราช่วยไหมคะ” เจ้าหน้าสาวคนเดิมที่รู้จักกับคุณแม่ทักทายด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง

คุณแม่ยื่นของฝากให้เจ้าหน้าที่คนนี้ทันที “ก็มีแหละจ้ะ ถึงได้แวะมาหา เอ้านี่! ของฝากจากฉันให้กับทุก ๆ คนในออฟฟิศจ้ะ”

“มิสเมเบิ้ลไม่เห็นต้องลำบากเอาของมาฝากมาให้พวกเราเลย” แม้ปากจะปฏิเสธแต่มือก็รีบรับของฝากอย่างเร็ว

“โอ้ย! ไม่ลำบากหรอกจ้ะ บังเอิญฉันขับรถผ่านร้านพอดี จึงแวะซื้อเอามาฝากสักหน่อย” จากนั้นก็นั่งรอเจ้าหน้าที่สาว

“ขอบคุณมากนะคะ เดี๋ยวดิฉันขอเอาของไปเก็บด้านหลังก่อนนะ” จากนั้นก็เดินกลับมานั่งที่เดิม

“ใบขับขี่มีปัญหาใช่ไหมคะ” เหมือนเดาใจออกว่าคุณแม่มาที่นี่เพื่ออะไร

“จ้ะ ฉันก็ขี้ลืมเสียด้วย นี่หมดอายุไปตั้งหลายเดือนแล้ว กว่าจะนึกได้ก็เมื่อสองวันก่อนแหนะ ช่วยหน่อยนะจ้ะ พอดีฉันต้องขับรถไปจ่ายตลาดเองเสียด้วย ถ้าไม่มีใบขับขี่ ฉันคงแย่แน่เลย” คุณแม่บ่นพึมพำ

“โธ่ มิสเมเบิ้ล ไม่ต้องเป็นกังวลนะคะ เดี๋ยวทางเราจะจัดการให้ค่ะ”

นับว่าโชคดีที่คุณแม่อายุมากแล้ว แต่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องขับรถ และก็ไม่เคยมีประวัติด้านอุบัติเหตุเลยสักครั้ง ทำให้การออกใบขับขี่นั้นไม่มีปัญหาใด ๆ ซึ่งการสอบก็มีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง พอไม่นานนักคุณแม่ก็ได้รับใบขับขี่มากอดไว้ด้วยความสุขใจ

“ขอบใจมากนะจ๊ะ ถ้าพวกเธอมีอะไรให้ช่วย ก็โทรหาฉันนะ” คุณแม่ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณทิ้งท้ายก่อนที่จะขับรถกลับมาบ้าน

ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงวีรกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคุณแม่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ว่าเมืองไทยหรือแม้แต่ประเทศใหญ่ ๆ ก็ยังมีเรื่องสินบนและเงินใต้โต๊ะเป็นธรรมดา ซึ่งก็ไม่ได้เกิดขึ้นทุกหน่วยงานเสมอไป บางหน่วยงานเจ้าหน้าที่ก็ทำงานตรงต่อเวลาและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องพร้อมทั้งเคร่งครัดมาก แต่บางหน่วยงานก็เป็นธรรมดาที่พึ่งพาอาศัยกันและกัน ระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐเฉกเช่นเหตุการณ์ที่ปณัฐดาพบเจอที่เมืองไทย ซึ่งหญิงสาวและครอบครัวเข้าใจเป็นอย่างดี

ในเช้าวันต่อมา ปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มก็กลับไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลอีกครั้ง และก็ไม่ลืมที่จะแวะไปเอาใบรับรองประวัติตามที่นัดเอาไว้ พอได้เอกสารเสร็จสรรพก็รีบพากันกลับมาโรงแรมที่พัก เพราะมีวันพฤหัสนี้จะต้องเอาเอกสารไปยื่นให้สถานทูต ส่วนคืนวันศุกร์ที่จะถึงนี้ก็จะต้องเดินทางไปต่างจัดหวัด เพราะวันเสาร์ที่ 12 สิงหาคมนี้เป็นวันที่เธอและเขาจะต้องแต่งงานกัน โดยที่มีพี่สาวและพี่น้องทุก ๆ คนได้ช่วยกันเตรียมงานไว้เรียบร้อยแล้ว นับว่าโชคดีในช่วงที่ยุ่งวุ่นวายกับการเดินเรื่องวีซ่าต่าง ๆ ยังมีพี่กันต์คอยโทรติดต่อเป็นธุระต่าง ๆ ให้ตลอด ทำให้ปณัฐดากับรอยคีนส์ได้มีเวลาทำธุระตัวเองได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งมีเวลาช่วยดูแลคุณแม่และจอห์นด้วย


 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:38:55


Opinion No. 5 (133568)







บทชีวิตสะใภ้ที่ 4


วันนี้อากาศปลอดโปร่งเป็นพิเศษ ปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มเดินทางไปสถานทูตแต่เช้า โดยที่มีคุณแม่และจอห์นร่วมเดินทางไปด้วย ฉากชีวิตในวันนี้ไม่ต่างกับวันก่อน ๆ มากนัก เจ้าหน้าที่ด้านหน้าป้อมยามยังคงให้ความช่วยเหลือครอบครัวของเธอเป็นอย่างดี โดยที่ให้คุณแม่และจอห์นไปนั่งรอที่เก้าอี้ตรงทางเดินด้านใน พอไม่นานทางสถานทูตก็เปิดประตูให้ทุกคนแลกบัตรเข้าไป


“มาสัมภาษณ์วีซ่าวันจันทร์ตอนเก้าโมงเช้านะครับ ระหว่างนี้ทางเราจะทำการเช็คประวัติคุณรอยคีนส์กับทางเอ็ฟบีไอไปด้วย” เจ้าหน้าแจ้งให้ทราบอย่างเป็นกันเอง

“หากสัมภาษณ์เสร็จแล้ว นานไหมครับกว่าทุกอย่างจะผ่าน” รอยคีนส์ถามอย่างสงสัย

“คิดว่าไม่จะนานนะครับ ขึ้นอยู่กับทางเอ็ฟบีไอที่วอชิงตันดีซีว่าจะส่งข้อมูลมาให้เราเร็วแค่ไหน เพราะทางเราไม่สามารถออกวีซ่าให้คุณปณัฐดาได้ ถ้าทางเราไม่ได้ข้อมูลประวัติของคุณจากทางโน้น ยังไงก็อย่าลืมมาตามนัดนะครับ” เจ้าหน้าที่ชายส่งยิ้มให้เธอและเขานิดหนึ่ง

ปณัฐดายกมือไหว้ “ขอบคุณมากค่ะ” ส่วนรอยคีนส์ก็กล่าวขอบคุณเช่นเดียวกัน

เมื่อเสร็จธุระแล้วก็พากันนั่งรถมาที่ทำงานของพี่กันต์ ซึ่งมีการออกร้านต่าง ๆ โดยเฉพาะผ้าไหมจากหลายภูมิภาค อันเนื่องมาจากใกล้เทศกาลวันแม่ ก่อนแวะไปหาพี่สาวที่ทำงาน ปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มพาคุณแม่พร้อมจอห์นเดินชมงานออกร้านผ้าไหมไทยเสียก่อน

“คีนส์ตัดชุดให้ณัฐสำหรับงานแต่งหรือยังลูก?” คุณแม่ถามอย่างสงสัย

“ยังครับ ไม่ได้ตัดครับ คงจะเช่าเอา เพราะเราไม่ค่อยมีเวลาเลยครับ”

“แม่อยากให้คีนส์ตัดชุดแต่งงานให้ณัฐนะลูก ตัดชุดแต่งงานที่เป็นผ้าไหมก็ดี เป็นอะไรแบบไทย ๆ แม่คิดว่าณัฐคงชอบ”คุณแม่พูดพลางหยิบผ้าไหมมาดู

“ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันครับ ตัดไว้ใส่ในงานแต่งที่อเมริกาเสียเลย ส่วนที่นี่ณัฐบอกว่าจะใส่แบบเช่าไปก่อนครับ เพราะทุกอย่างเร่งรีบมาก ๆ เรามีเวลาจำกัด ถ้าตัดก็คงไม่ทันแน่นอน เพราะเหลือเวลาแค่วันเดียว อีกอย่างณัฐเขาก็เห็นด้วยมาก ๆ ครับ”

“งั้นเดี๋ยวแม่เป็นคนซื้อผ้าไหมให้ณัฐตัดชุดไทยไว้ใส่ในงานแต่งนะลูก ณัฐจะได้สวยอย่างไทย ๆ” คุณแม่พูดเองเออเองหมด โดยไม่ถามว่าที่เจ้าสาวเลยสักนิด

“อย่าเลยคะคุณแม่ ณัฐพอมีผ้าไหมที่พ่อเก็บไว้ให้แล้วค่ะ คิดว่าคงพอใส่ได้” ปณัฐดาทักท้วงด้วยความเกรงใจ

คุณแม่เดินมาจับมือหญิงสาวเบา ๆ “ไม่เป็นไรลูก ผ้าไหมผืนนั้นณัฐก็ไว้ใส่วันอื่นก็ได้นี่ลูก ส่วนอันนี้แม่ซื้อให้ณัฐเอง อยากให้ณัฐใส่ในงานแต่งงานของณัฐกับคีนส์ที่อเมริกานะลูก ถือว่าเป็นของขวัญจากแม่นะจ๊ะ”

คำพูดของคุณแม่เหมือนคำขอร้องไม่มีผิด แม้จะเกรงใจแค่ไหนหญิงสาวก็จำใจรับน้ำใจจากคุณแม่แต่โดยดี

“ขอบคุณ คุณแม่มากค่ะ”

“ไม่เป็นไรจ๊ะ ณัฐเลือกสีที่ต้องการเลยลูก ชอบแบบไหนก็เลือกเอาแบบที่เราชอบนะ ไม่ต้องห่วงเรื่องราคา”

จากนั้นปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มก็เดินมาช่วยกันเลือกผ้าไหมไปพลาง ๆ พอได้สีที่ถูกใจ

“ถ้าจะตัดชุดไทยสักชุดต้องใช้ผ้ากี่เมตรคะ” ปณัฐดาหันไปถามเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่ง

“ชุดไทยเหรอคะ ถ้าจะให้ดีก็ประมาณห้าถึงหกเมตรนะคะ เอาหกเมตรดีกว่าคะ เผื่อเอาไว้ดีกว่าที่ผ้าไม่พอ” เจ้าหน้าที่ของชุมชนผ้าไหมบอกเล่าอย่างจริงใจ

“ดิฉันชอบตัวนี้ค่ะ ถ้าหกเมตรราคาประมาณเท่าไรคะ” หญิงสาวถามอย่างสงสัย

“ประมาณสี่พันบาทค่ะ เป็นผ้าเนื้อดี ลายละเอียดหน่อย ราคาจึงสูงกว่าผ้าแบบอื่น ๆ ค่ะ”

“ลดให้หน่อยได้ไหมคะ สามพันห้าได้ไหมคะ”

“สามพันห้าพี่ไม่ได้อะไรเลยคะน้อง ขอสามพันแปดนะคะ”

“สามพันเจ็ดดีกว่านะคะ ช่วยค่าแท็กซี่หนูกลับโรงแรมด้วย” หญิงสาวยังคงต่อรอง

“สามพันเจ็ดห้าสิบเถอะค่ะ ห้าสิบบาทให้พี่ได้ซื้อกับข้าวกินกันหน่อยนะ”

ในที่สุดราคาก็อยู่ที่สามพันเจ็ดห้าสิบ ซึ่งก็เป็นราคาที่พึงพอใจของทั้งสองฝ่ายทีเดียว เพราะเนื้อผ้าและลายจัดว่าสวยงามมากทีเดียว ปณัฐดาเปิดกระเป๋าหยิบเงินออกมาทำท่าจะจ่ายค่าสินค้า คุณแม่ก็เดินตัดหน้าเข้ามาหาเจ้าหน้าที่คนนี้ทันที

“เท่าไรเหรอลูก” คุณแม่หยิบเงินแบงค์พันมาห้าใบและก็หันไปถามรอยคีนส์อย่างสงสัย

“คุณแม่ไม่ต้องครับ เดี๋ยวณัฐจ่ายเอง” ชายหนุ่มสั่งห้าม

“ใช่ค่ะ เดี๋ยวณัฐจ่ายเองค่ะ”

“ไม่ได้หรอกลูก แม่ยังไม่ได้ซื้ออะไรให้ลูกสะใภ้เลย ขอแม่เป็นคนจ่ายเองนะ”

พอได้ยินแบบนั้น รอยคีนส์ก็จำใจยอมให้คุณแม่จ่ายแต่โดยดี เพราะคิดว่าท่านคงจะอยากซื้อเป็นของขวัญให้กับปณัฐดาในวันแต่งงานจริง ๆ
เมื่อซื้อของเสร็จแล้ว ก็พากันแวะไปหาพี่กันต์ที่ทำงาน หญิงสาวแนะนำคุณแม่และจอห์นให้พี่ ๆ เพื่อนในแผนกของพี่สาวได้รู้จัก จากนั้นคู่หมั้นหนุ่มก็บอกให้เธอชวนพี่กันต์มานั่งรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน เพื่อที่จะพูดคุยเรื่องงานแต่งในอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ ร้านอาหารที่ไปรับประทานนั้นก็เป็นร้านเดิม

อาหารที่สั่งมาทานก็เป็นอาหารไทยเสียส่วนใหญ่ คุณแม่และจอห์นเลือกที่จะสั่งอาหารแบบง่ายซึ่งรสชาติไม่เผ็ด ส่วนปณัฐดาและทุก ๆ คนก็เช่นเดียวกัน เลือกสั่งอาหารที่คิดว่าทุก ๆ คนทานได้ ช่วงที่นั่งรับประทานอาหารนั้น ปณัฐดาก็คุยธุระกับพี่สาว

“พี่สั่งพี่บุหงาให้เตรียมงานไว้ให้แล้ว เราไม่ได้เชิญคนเยอะนะ อย่างที่ณัฐบอกพี่ เราเชิญแค่ญาติพี่น้อง งานนี้เราจัดวันเดียวเสร็จ ตอนเช้าทำบุญตักบาตรแต่เช้า พอตอนสาย ๆ ก็ทำพิธีแบบบ้านเรา ส่วนชุดไทยนั้นพี่ให้พี่บุหงาไปสั่งไว้เรียบร้อยแล้ว และทางเจ้าของร้านก็รับปากว่าจะเอาชุดมาที่บ้านให้เลือกหลายชุด คิดว่าณัฐคงจะใส่ได้” พี่กันต์บอกเล่ารายละเอียด

“ณัฐใส่ได้ค่ะ ถ้าใส่ไม่ได้ก็ใส่ผ้าไหมที่พ่อให้ไว้ก็ได้ค่ะ”

เพราะความที่ยุ่งอยู่แต่กับเรื่องวีซ่าต่าง ๆ ทำให้ปณัฐดาไม่มีแม้แต่เวลาจะไปลองชุดแต่งงาน ปกติเจ้าสาวแต่ละคนค่อนข้างพิถีพิถันเรื่องชุดแต่งงาน แต่เธอกลับไม่มีเวลาจัดการดูแลเอาเสียเลย

“งั้นก็ดีเหมือนกัน ทางช่างจะเอาชุดและมาแต่งหน้าให้แต่เช้า พี่สั่งไว้แล้วให้เอาดอกไม้สดปักผมที่เกล้าขึ้น ขอเป็นดอกกล้วยไม้สีชมพูหรือไม่ก็สีม่วง ๆ พี่บอกช่างให้เลือกสีดอกไม้ที่เข้ากับชุดที่สุด”

“แล้วเรื่องกินเลี้ยงละคะ เรื่องอาหารการกินละคะ” หญิงสาวไม่ลืมที่จะถามถึงเรื่องอื่น ๆ

“พี่สั่งโต๊ะจีนมาสิบโต๊ะ เอาเฉพาะที่พอกับแขกที่มาเท่านั้น ส่วนอาหารนั้นก็อย่าได้ห่วง เพราะร้านที่รับจัดโต๊ะจีนนี้เขาทำอาหารอร่อยทีเดียว ส่วนเมนูพี่แจ้งไว้แล้ว มีเมนูอาหารที่คุณแม่และสามีทานได้ด้วยจ๊ะ” พี่กันต์รอบคอบไปเสียทุกอย่าง

“เรื่องรถล่ะคะ”

“นั่นนะสิ พี่ก็ยังห่วงอยู่ ว่าคุณแม่จะนั่งรถพี่ได้เหรอ เพราะท่านคงจะอึดอัดน่าดู ยิ่งนั่งรถระยะไกลด้วย พี่กำลังถามณัฐว่าเช่ารถตู้ดีไหม จะได้นั่งคันเดียวกันเลย ไม่ต้องนั่งแยกคนละคัน ถ้าให้นั่งรถพวกพี่ก็ได้ ไม่มีปัญหาอะไร รถพี่รองก็นั่งได้สองคน ก็คงคุณแม่และสามีเท่านั้น ส่วนรถพี่นั้นณัฐก็นั่งกับรอยคีนส์ สำหรับหลานพี่จะให้นั่งรถพี่โต แต่ติดปัญหาตรงที่นั่งคนละคัน พี่เป็นห่วงคุณแม่และสามีเป็นที่สุด” พี่กันต์บอกเล่าด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“ขอณัฐคุยกับรอยคีนส์แป๊บนะคะ” จากนั้นหญิงสาวก็หันไปคุยกับคู่หมั้นหนุ่ม

“เอารถตู้ดีกว่าครับ อีกอย่างคุณแม่สามารถเหยียดขาได้บ้าง ถ้านั่งรถเก๋งคงไม่ไหวแน่เลย มันดูแออัดเกินไป บอกพี่กันต์ไปเลยว่าเอารถตู้นะ ให้พี่กันต์ช่วยติดต่อเช่าให้หน่อยได้ไหมครับ” คู่หมั้นหนุ่มตอบรับเห็นด้วยกับการเช่ารถตู้

หญิงสาวหันมาคุยกับพี่สาว

“พี่กันต์ค่ะ ถ้าจะเช่ารถตู้นี่ ไม่ทราบว่าจะมีปัญหาอะไรไหมคะ ต้องรอนานหรือเปล่า ณัฐไม่มีเวลามากนัก เพราะวันจันทร์ต้องไปสัมภาษณ์วีซ่าตอนเก้าโมงเช้า คือวันอาทิตย์ตอนเช้าเราเดินทางกลับกรุงเทพกันนะคะ”

“อ้อ! ไม่มีปัญหาจ้ะ พี่ลองคุยกับสองสามเจ้าไว้แล้วแหละ มีเจ้าหนึ่งเขาคิดแค่วันละสามพันบาทเอง มีสิบสองที่นั่ง เป็นรถคันใหญ่ใหม่เอี่ยมเลยแหละ สภาพรถเป็นรถตู้ทรงสูงนะ ไม่ใช่เตี้ย ๆ แคบ ๆ นะ เขาบอกว่าถ้าจะเช่า เขามีคนขับให้สองคน เราไม่ต้องขับเลย ราคานี้ไม่รวมค่าน้ำมันนะ”

ปณัฐดาหันไปปรึกษาคู่หมั้นหนุ่ม พอสักพักก็กลับมาคุยกับพี่สาวเหมือนเดิม

“พี่กันต์โทรติดต่อเจ้านี้เลยค่ะ บอกว่าเราเช่าจนถึงวันอาทิตย์ตอนเย็น และก็มารับมาส่งให้ถึงหน้าโรงแรมด้วยนะคะ”

“ไม่มีปัญหาจ้ะ เขารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้ว เดี๋ยวเย็นนี้พี่จะเอาเงินไปมัดจำเอาไว้หนึ่งพันบาท แล้วณัฐจะให้เขาไปรับที่โรงแรมกี่โมงล่ะ”

“ห้าโมงเย็นดีกว่าค่ะ เพราะกว่าจะไปถึงรถคงติดน่าดู เดี๋ยวณัฐจะให้เงินพี่กันต์ไว้เป็นค่าทางด่วนไว้เลย แล้วพี่ ๆ คนอื่น ๆ ล่ะ”

“ก็ไปกันทุกคน พี่รองจะขับรถไปเอง ส่วนพี่โตกับภรรยาก็ขับรถตามไปทีหลัง เห็นบอกว่าจะตามไปในวันงานเลยจ้ะ ก็คงจะมีน้องโก้กับน้องเนตรที่เป็นทหารอยู่คงจะติดรถไปกับเราด้วย ณัฐคงไม่ว่าอะไรนะ ให้หลานไปพร้อม ๆ กับเรา”

“ค่ะ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะยังมีที่นั่งว่างอยู่ งั้นตามนี้เลยนะคะ ถ้ามีอะไรติดขัด พี่กันต์ก็โทรมาบอกณัฐบ้างนะคะ หากว่าเห็นควรว่าต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ก็ทำไปเลยค่ะ ณัฐให้สิทธิ์พี่ดูแลงานเต็มที่”

“แล้วรอยคีนส์จะใส่ชุดอะไรล่ะ” พี่กันต์ถามด้วยความห่วงใย เพราะมัวแต่ยุ่งเรื่องชุดน้องสาวจนลืมเรื่องชุดของว่าที่น้องเขยไปเลย

“พี่กันต์ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นเลยค่ะ รอยคีนส์เขามีเสื้อสูทอยู่หลายตัวค่ะ คงไม่ต้องไปตัดไปเช่าให้เสียเวลา เพราะชุดนี้เขาตัดตอนที่เจอพวกเราที่เมืองไทยครั้งแรก จำได้หรือเปล่าคะ ชุดสูทสีครีมคิดว่าน่าจะใช้ได้ค่ะ”

พี่กันต์พยักหน้าเห็นด้วย “ได้นะ พี่ว่าเข้ากับชุดไทยออก สีครีมดูสะอาดสะอ้านไม่ทึบจนเกินไป”

“แล้วเรื่องที่พักล่ะคะ พี่กันต์จองไว้ให้หรือเปล่าคะ”

“อ้อ! ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ว่าแต่เราจะให้พี่จองกี่ห้องล่ะ”

“สามห้องดีกว่าค่ะ ให้คุณแม่หนึ่งห้อง ของณัฐหนึ่งห้อง ส่วนคนขับรถก็หนึ่งห้อง”

“คนขับรถคงไม่ต้องให้เขานอนโรงแรมหรอกจ๊ะ ให้มานอนที่บ้านพี่ก็ได้ มีตั้งสามห้องนอนแหนะ เดี๋ยวจัดให้เขานอนสักหนึ่งห้อง คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง เราประหยัดเงินไว้ด้วย พี่ว่าคนขับคงไม่ถือตัวหรอกมั้ง เพราะไปกันแค่สองคนเท่านั้น พี่เองก็คุย ๆ กับเขาไว้บ้างแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นกันเองมาก ๆ”

ปณัฐดาเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้พี่สาวฟังทั้งหมด “ไม่ต้องไปกังวลเรื่องอื่น ๆ นะ”

“เรื่องสินสอดอย่างที่ณัฐบอกพี่กันต์นะคะ”

“จ้า พี่เข้าใจ ไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะพูดอะไร พี่น้องเราคนไหนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่ต้องไปสนใจเลย เดี๋ยวพี่กับแฟนจะจัดการเอง”

ปีกว่าแล้วที่ปณัฐดาไม่เคยเจอหน้าพี่รอง คงจะเท่า ๆ กับเวลาที่เธอตัดใจจากพี่ไม้ และเดินทางไปอยู่ภูเก็ต ซึ่งก็คงจะเท่า ๆ กับเวลาที่เธอและรอยคีนส์คบหาดูใจกัน นับตั้งแต่ถูกพี่ชายตบหน้าครั้งล่าสุด ปณัฐดาก็ไม่เคยติดต่อไปหาพี่ชายเลย ไม่ใช่ว่าหญิงสาวเกลียดชังพี่ชายแต่อย่างใด เพียงแต่บางครั้งที่เห็นหน้าพี่ชาย ความทรงจำแห่งความเจ็บปวดบางอย่างมันผุดขึ้นที่ใจทุกที มันเหมือนกับรอยด่างบนผ้าสีขาวที่ไม่สามารถลบออกไปได้เลย แต่ในวันแต่งงานเป็นวันสำคัญของเธอ ไม่ว่าพี่ชายจะไม่ดีกับเธอแค่ไหน เธอก็ระลึกเสมอว่าควรจะให้เกียรติและเคารพพี่ชายเอาไว้

เมื่อคุยธุระกับพี่สาวเสร็จแล้ว ปณัฐดาก็มอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่สาวไว้เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

“ขาดเหลืออะไรก็โทรมาบอกณัฐนะคะ”

“จ้า วันศุกร์ห้าโมงเย็น เตรียมกระเป๋าทุกอย่างให้เรียบร้อย เดี๋ยวพี่จะเข้าไปรับที่โรงแรม”

“ค่ะ แล้วณัฐกับทุกๆ คนจะรอนะคะ ขอบคุณพี่กันต์มาก ๆ ที่ช่วยเป็นธุระให้”

“ไม่เป็นไรจ้ะ”

จากนั้นพี่กันต์ก็ยกมือไหว้ร่ำลาคุณแม่และสามีก่อนที่จะกลับไปทำงาน ส่วนปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มพร้อมครอบครัวก็พากันกลับมาที่โรงแรม



ในตอนเช้าวันใหม่ ปณัฐดาและรอยคีนส์แวะไปที่ร้านตัดเสื้อผ้าไทยซึ่งอยู่ติด ๆ กับโรงแรม โดยเอาผ้าไหมที่ซื้อมาเมื่อวานนี้ไปตัดชุดไทยเอาไว้ จากนั้นก็พากันแวะซื้อข้าวของที่จำเป็น ซึ่งก็ให้คุณแม่และจอห์นนอนพักอยู่ที่โรงแรม เพราะตอนเย็นก็ต้องเดินทางไปต่างจังหวัด ซึ่งอะไรหลาย ๆ อย่างดูกระชันชิดไปเสียหมด พอหมดธุระก็พากันกลับมาที่โรงแรม โดยที่ปล่อยให้รอยคีนส์มีเวลาพูดคุยกับคุณแม่และนอนพัก ส่วนเธอก็ต้องคอยรับโทรศัพท์ติดต่อคุยธุระกับพี่สาวอยู่ตลอด

การแต่งงานของผู้หญิงหลาย ๆ คนมีเวลาในการเตรียมงานอยู่มาก แต่การแต่งงานของปณัฐดากระชันชิดเหลือเกิน เพราะเธอและเขามีเวลาจำกัด อีกอย่างคุณแม่และจอห์นก็ต้องกลับประเทศปลายเดือนนี้ อันเนื่องมาจากจ้างคนมาดูแลฟาร์มวัวให้เพียงแค่เดือนเดียว หากกลับไปอเมริกาช้ากว่าที่กำหนดเอาไว้ อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นหลายอย่าง ส่วนรอยคีนส์ก็รีบต้องกลับไปเตรียมตัวสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยด้วย

พอตอนเย็นพี่กันต์และครอบครัวก็เอารถตู้มารับที่หน้าโรงแรม โดยที่ปณัฐดาและคู่หมั้นหนุ่มพร้อมทั้งครอบครัวได้เตรียมตัวรอก่อนหน้านั้นแล้ว

“น้องโก้และน้องเนตร นี่ครอบครัวแฟนน้าณัฐนะ”

พี่กันต์แนะนำให้หลานชายและเพื่อนสนิทได้รู้จัก ซึ่งชายหนุ่มทั้งสองคนเป็นทหารประจำการอยู่ที่ค่ายทหารในเมืองกรุง

“สวัสดีครับ”

รอยคีนส์และครอบครัวรวมทั้งปณัฐดารับไหว้พร้อมทั้งส่งยิ้มอย่างเป็นกันเอง เมื่อทักทายกันเสร็จแล้วทุกคนก็พากันขึ้นรถทันที จากนั้นรถก็ค่อย ๆ เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางออกไปต่างจังหวัด โดยที่เลือกวิ่งเส้นทางลัดซึ่งผ่านจังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรีเพื่อที่จะยิงตรงไปทางอีสาน ระยะเวลาการเดินทางก็ประมาณเจ็ดชั่วโมงกว่า ๆ ช่วงระหว่างที่นั่งอยู่ในรถทุกคนก็พูดคุยกันเบา ๆ ส่วนบางคนก็หลับไปก่อนแล้ว

ช่วงระหว่างที่นั่งอยู่ในรถปณัฐดาก็พูดคุยถามหลานชายเกี่ยวกับชีวิตการเป็นทหารอยู่ตลอด

“ไม่กลัวตายกันเหรอ” หญิงสาวอย่างสนใจเกี่ยวกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ทหารทั้งสองหนุ่มประสบพบเจอ

“ชายชาติทหารเขาไม่กลัวตายกันหรอกครับ สู้ก็ตาย ไม่สู้ก็ตาย ส่วนใหญ่ก็ยอมสู้ทั้งนั้น เพราะอย่างน้อยก็ยังมีโอกาสรอดเยอะ” หลานชายตอบหนักแน่น

“แหม๋ จริงจังกันขนาดนี้น้า ๆ ก็คงอุ่นใจเยอะทีเดียว นี่ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ปกป้องกันบ้างล่ะ ไม่ใช่พูดอย่างเดียวนะ แบบนี้น้า ๆ น้อยใจแย่เลย” ปณัฐดาพูดลอย ๆ แถมหัวเราะเหมือนกับสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นเป็นเรื่องตลก

“ครับ น้าไม่ต้องห่วงหรอกนะ พวกผมเป็นชายชาตินักสู้ จะต้องปกป้องคนดี ๆ อยู่แล้ว” เสียงทุ้มหนักแน่นเหมือนกับพูดอยู่ผู้บังคับบัญชาไม่มีผิด

ยิ่งดึกก็ยิ่งเงียบสงัด เรื่องราวที่พูดคุยกันสนุกสนานก็เบาลง รถยังคงวิ่งไปตามจุดหมายเหมือนเดิม ปณัฐดามองผ่านกระจกไปยังด้านนอก ซึ่งปกคลุมไปด้วยความมืด คงมีแค่เพียงแสงดาวริบรี่ที่มองเห็นบนท้องฟ้ายาวไกล ยิ่งขับรถออกมาไกลก็ยิ่งไม่มีแสงไฟตามท้องถนนให้เห็นเหมือนในเมืองกรุง คนขับรถสองคนยังคงทำหน้าที่เป็นอย่างดี แม้ในส่วนลึก ๆ จะนึกกลัวอยู่บ้าง เพราะไม่ค่อยชำนาญเส้นทางนี้ แต่ก็ยังอุ่นใจที่มีสามีพี่กันต์คอยบอกทางอยู่ตลอด แถมมีคนหลายคนเดินทางมาด้วยกัน

ตีสี่กว่า ๆ รถวิ่งมาจอดที่หน้าบ้าน บรรยากาศภายในงานครึกครื้นเป็นพิเศษ มีญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมงานแต่เช้า ทั้งคนแก่คนเฒ่าที่เป็นญาติสนิทและญาติห่าง ๆ ก็มาช่วยงานคนละไม้คนละมือ ปณัฐดาพาคู่หมั้นหนุ่มและครอบครัวไปแนะนำให้ญาติพี่น้องได้รู้จัก จากนั้นก็พาทุก ๆ คนไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

พี่แก้วตา พี่สาวคนโตเป็นแม่งานสำคัญที่ช่วยวิ่งเต้นธุระหลายอย่างในงานนี้ บรรยากาศภายในงานถูกจัดไว้อย่างสวยงาม แม้จะไม่ใหญ่โตเหมือนงานแต่งงานทั่วไป แต่ก็เป็นที่น่าพอใจสำหรับทุก ๆ คนที่มาร่วมงานเป็นอย่างมาก

“ณัฐกับรอยคีนส์ไปอาบน้ำเถอะจ๊ะ จะได้แต่งตัวกันไว ๆ ช่างแต่งหน้ามาพอดีเลย” พี่แก้วตาบอกน้องสาวก่อนที่จะวิ่งไปช่วยพี่ศรีนวลช่างแต่งหน้าซึ่งเป็นเพื่อนสนิทถือข้าวของเข้ามาภายในบ้าน

ปณัฐดาและคนรักทักทายช่างแต่งหน้าเสร็จ ก็รีบไปอาบน้ำทันที จากนั้นก็แต่งตัวอย่างรีบเร่ง ส่วนพี่กันต์และพี่บุหงาก็ช่วยกันดูแลครอบครัวของชายหนุ่ม พร้อมทั้งดูแลต้อนรับแขกในงานด้วย

“ลองชุดก่อนนะณัฐ” พี่ศรีนวลยื่นชุดให้หญิงสาวได้ลอง

“โอ้โฮ! ทำไมมันตัวใหญ่อย่างนี้ล่ะคะพี่ศรีนวล ถ้าณัฐใส่มันไม่หลวมเหรอคะเนี่ย” นัยน์ตาเบิกกว้างเมื่อเห็นขนาดชุด เมื่อได้ลองใส่หญิงสาวก็ได้แต่อมยิ้มกับภาพที่เห็น

“ทำไมมันหลวมอย่างนี้ล่ะ ชุดไทยประยุกต์ที่พี่เอามานี่ไซต์เล็กสุดแล้วนะ ณัฐยังใส่ไม่ได้อีกเหรอ สงสัยต้องกลับไปเอาชุดใหม่แล้วแหละ” พี่ศรีนวลบ่นพึมพำ

“พี่ศรีนวลค่ะ ใส่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวณัฐจะใส่ผ้าถุงที่พ่อให้ไว้เองค่ะ ไม่ต้องเป็นกังวลหรอกนะคะ”

“ไม่ได้หรอกจ๊ะ พี่รับปากยัยแก้วตาแล้วว่าจะช่วยเต็มที่ ณัฐรอแป๊บนะ ขอพี่ขับรถไปที่บ้านแป๊บหนึ่ง พี่พอจะมีไอเดียดี ๆ อยู่บ้าง รับรองณัฐสวยแน่งานนี้”

“ไอเดียอะไรคะ อ้าว! แล้วพี่ศรีนวลจะไปไหนล่ะเนี่ย คุยกันก่อนสิ”

“พี่ไม่มีเวลาคุยแล้ว พี่ต้องไปเอาชุดก่อน ไม่นานเดี๋ยวพี่กลับมา” พูดยังไม่ทันจบก็วิ่งพรวดพราดไปที่รถทันที โดยที่ทิ้งให้ปณัฐดาได้แต่นั่งมองอย่างไม่เข้าใจ

พอสักพักพี่แก้วตาก็ขึ้นมาที่เรือนชั้นบน “ศรีนวลหายไปไหนล่ะณัฐ ยังไม่ทำผมอีกเหรอ” ถามพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ

“พี่ศรีนวลไปเอาชุดให้ณัฐค่ะ พอดีชุดไทยที่เอามาทั้งหมดใส่ไม่ได้เลย มันหลวมมาก ๆ ค่ะ”

“เออ...แล้วมันจะทันไหมนี่ เหลือเวลาแค่สองชั่วโมงเอง เดี๋ยวงานก็จะเริ่มแล้ว”

“ถ้าไม่ทันก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่ต้องแต่งตัวอะไรหรอก เอาแบบง่าย ๆ ดีกว่าค่ะ”

“เอางั้นจริง ๆ เหรอ เหอะ ๆ แล้วนี่พ่อหมอคนทำพิธีก็ยังไม่มาเลย เห็นบอกว่าจะมาตั้งแต่ตีสี่นะนี่ หายไปไหนก็ไม่รู้” พี่แก้วตาบ่นพึมพำด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“ถ้าไม่มีพ่อหมอ แล้วเราจะทำยังไงกันล่ะคะพี่แก้วตา”

“ก็คงหาพ่อหมอสำรองกันแหละ จะไปหาใครดีล่ะ ในตำบลเราก็มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น ที่เห็นศึกษาร่ำเรียนวิชาเกี่ยวกับการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ก็มีแต่สามีพี่ลำยองเท่านั้น ถ้ามันจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องเอาสามีพี่ลำยองมาทำพิธีแล้วแหละ” ถึงแม้งานจะถูกเตรียมไว้หมดแล้ว แต่มิวายยังมีอุปสรรคเกิดขึ้นอยู่ตลอด

“สงสัยงานแต่งของณัฐ คงจะเป็นงานแรกที่สามีพี่ลำยองได้ลองวิชาที่ร่ำเรียนมาแน่เลย แหะ ๆ”

พี่แก้วตากลั้นหัวเราะ “เออน่า...ถ้ามันจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องให้สามีพี่ลำยองนี่แหละ ก็ณัฐเล่นแต่งฟ้าแล่บแบบนี้ มันก็ต้องขลุกขลักเป็นธรรมดาแหละน้อง ไม่ต้องไปซีเรียสหรอกนะ”

“ค่ะ ไม่ซีเรียสหรอกค่ะ แต่อดขำไม่ได้”

สองพี่น้องหัวเราะกันเบา ๆ เหมือนกับโชคชะตากำลังเล่นตลกกับชีวิต ก่อนจะเดินทางมาก็ต้องวิ่งเต้นเรื่องวีซ่าอยู่ตลอด พอมาถึงบ้านก็ยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่อีก ชีวิตของปณัฐดากว่าจะได้เป็นเจ้าสาวกับเขาไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย

พี่แก้วตาไม่รีรอรีบลงไปดูแลงานด้านล่าง โดยที่ทิ้งให้ปณัฐดาช่วยคู่หมั้นหนุ่มแต่งตัวจนเสร็จ พอไม่นานเพื่อนเจ้าบ่าวและเจ้าสาวก็ขึ้นมาแต่งตัวอย่างรีบเร่ง เวลาผ่านไปสักพักพี่ศรีนวลก็กลับมาพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ มิพอแค่นั้นก็หอบผ้าไทยเต็มไปหมด พอวางผ้าลงบนเตียงเสร็จสรรพก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เฮ่อ! พี่ว่าชุดนี้ณัฐต้องใส่ได้ ตัวเล็กมากเลยนะนี่” และก็เอาเสื้อลูกไม้สีชมพูอ่อน ๆซึ่งเป็นเสื้อชุดไทยโบราณคล้าย ๆ กับชุดไทยสมัยรัชกาลที่ห้ามาเทียบกับตัวหญิงสาว “ลองใส่ดูก่อนนะณัฐ พี่ว่าตัวนี้สวยไม่เบาเลย”

“ค่ะ”

ปณัฐดาหยิบเสื้อมาลองทันที ใจก็รู้สึกชอบแบบของชุดไม่น้อย เพราะเนื้อผ้าเป็นลูกไม้ทั้งหมด คอจีบตั้งมีระบายลูกไม้รอบตัว แขนสั้นพองระบายเป็นชั้น ๆ ดูสวยงามไปอีกแบบ

“เพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว ลองชุดกันได้แล้วจ๊ะ” พี่ศรีนวลยื่นเสื้อผ้าที่เตรียมเอาไว้ให้กับเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวแต่งตัวกัน

“ใส่ได้พอดีเลยค่ะ” ปณัฐดายิ้มชอบใจ

“งั้นเอาชุดนี้แหละ คู่กับผ้าซิ่นไหมสีน้ำตาลเข้มตัวนี้ เข้าดีออก ใส่เข็มขัดเพิ่มเข้าไป รับรองสวยแน่”

“ค่ะ ชุดนี้ก็ได้ค่ะ ณัฐก็ชอบเหมือนกัน”

จากนั้นพี่ศรีนวลก็จัดการแต่งผมให้หญิงสาว

“โอ๊ย! จะบ้าตาย พี่ลืมเอาดอกไม้สดที่เตรียมเอาไว้มาด้วย ทำยังไงดีล่ะนี่ เดี๋ยวพี่กลับไปเอาคงทันแหละ”

“พี่ศรีนวลขา ไม่เอาแล้วค่ะ วิ่งไปวิ่งมาพอดีหมดเวลาเสียก่อน เอางี้ดีไหมคะ หน้าบ้านพี่แก้วตามีดอกกุหลาบสีชมพูอยู่ ณัฐว่าเราเอาดอกกุหลาบปักสักดอกสองดอกก็ได้ค่ะ ไม่ต้องขับรถไปเอาแล้วค่ะ เดี๋ยวไม่ทันงาน”

“ไอเดียเข้าท่าดี แฮ่ะ รอแป๊บนะ เดี๋ยวพี่ลงไปเก็บดอกกุหลาบก่อน”

เจ้าสาวแต่ละคนล้วนแต่อยากสวยกันทั้งนั้น แต่ปณัฐดาเป็นเจ้าสาวฉุกละหุก อะไร ๆ ก็มีแต่อุปสรรค กว่าจะแต่งตัวเสร็จก็ทำให้เหนื่อยกันไปเป็นแถว

“เสร็จหรือยังศรีนวล พระกำลังจะมาแล้วนะ” พี่แก้วตาตะโกนถามเพื่อนสนิท
“เสร็จแล้ว ขึ้นมาดูสิยัยแก้ว ว่าฝีมือเราใช้ได้หรือเปล่า”

พี่แก้วตาก้าวขึ้นบันไดฉับ ๆ “เออ...สวยดี แฮ่ะ ว่าแต่เตรียมตัวกันได้แล้วนะ พระกำลังจะมา”

พิธีการแต่งงานแถวบ้านของปณัฐดาไม่มีการรดน้ำสังข์เหมือนพิธีไทย ๆ แต่อย่างใด ซึ่งครอบครัวของเธอมีพิธีกรรมแบบง่าย ๆ ในตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตร โดยที่นิมนต์พระมาที่บ้าน พอพระฉันเสร็จแล้วก็มีการให้พรแก่คู่บ่าวสาว ต่อมาเวลาประมาณเก้าโมงเช้าก็มีการทำพิธีแต่งงานแบบอีสานใต้ ซึ่งก็มีพราหมณ์เป็นหมอทำพิธีในงานแต่งด้วย โดยที่มีญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดในหมู่บ้านมาช่วยกันอย่างหนาแน่น

คนที่ทำหน้าที่เป็นตากล้องคอยเก็บภาพต่าง ๆ ก็คือสามีพี่กันต์ ซึ่งก็คอยให้ความช่วยเหลือหลาย ๆ อย่าง ในงานนี้พี่น้องหลายคนพึงพอใจเป็นอย่างมาก ซึ่งก็มีแต่พี่รองเท่านั้นที่ดูไม่ค่อยชอบใจมากนัก เพราะคงจะหวังให้เธอมีงานแต่งงานที่ใหญ่โตกว่านี้ และก็ได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ในใจ

เมื่อได้ฤกษ์พิธีกรรมต่าง ๆ คู่บ่าวสาวก็เดินออกมานั่งเคียงคู่กันบนฟูกกว้างตรงกลางงาน โดยที่มีเพื่อนเจ้าสาวและเจ้าบ่าวนั่งติด ๆ กันอยู่ด้านข้าง หมอนสีทองสองอันถูกจัดไว้ให้คู่บ่าวสาวกราบไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ ดอกไม้ต่าง ๆ ถูกตกแต่งขึ้นเหมือนกับการทำพิธีบ่ายศรีสู่ขวัญในแถบอีสานใต้ มีข้าวตอก อาหารแต่ละอย่างไว้ในการทำพิธีด้วย กลิ่นดอกไม้ธูปเทียนอบอ่วนไปหมดทั่วทั้งงาน

ส่วนด้านหน้าจะมีผ้าไหมผืนหนึ่งซึ่งวางทับบนหมอนใบใหญ่เอาไว้ โดยปกติทางเจ้าบ่าวจะวางสินสอดทองหมั้นไว้ตรงนั้น แต่ในงานนี้คู่หมั้นหนุ่มวางกล่องกำมะหยี่สีแดงขนาดกลางไว้ตรงหน้า และก็มีเงินสดเก้าสิบเก้าบาทเก้าสิบเก้าสตางค์วางเคียงข้าง ซึ่งในกล่องสีแดงก็มีสร้อย แหวนวงหนึ่ง กำไลข้อมือ และตุ้มหูที่คู่หมั้นหนุ่มมอบให้หญิงสาวแทนความรัก ส่วนกล่องกำมะหยี่สีแดงเล็ก ๆ ที่พี่กันต์หยิบมาวางติด ๆ กัน ก็เป็นแหวนที่ปณัฐดาตั้งใจมอบให้คนรักในงานนี้โดยเฉพาะ

“ในเมื่อพ่อหมอที่ทำพิธีมาไม่ได้ เห็นทีต้องเชิญสามีพี่ลำยองทำพิธีแทนแล้วกัน” พี่แก้วตาแจ้งให้ญาติพี่น้องทุกคนทราบ ซึ่งแต่ละคนก็ได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ทำพิธีดี ๆ หน่อยนะพ่อหมอ ท่องคาถาอย่าได้ผิดเสียล่ะ คู่บ่าวสาวจะได้เฮง ๆ” หญิงชราซึ่งเป็นญาติห่าง ๆ แซวเล่น ทำให้ผู้คนทั่วทั้งงานหัวเราะไปตาม ๆ กัน

แม้ว่าพ่อหมอจะทำพิธีงานแต่งงานนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต แต่ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่น้อย เมื่อพิธีดำเนินมาถึงครึ่งทาง ก็ได้เวลาที่คู่บ่าวสาวใส่แหวนให้กันและกัน รอยคีนส์ใส่สร้อยและกำลังข้อมือให้หญิงสาว ส่วนตุ้มหูนั้นมิอาจจะใส่ในงานได้จึงเก็บไว้ในกล่อง หลังจากนั้นปณัฐดาก็สวมแหวนให้คนรัก เสร็จแล้วผู้หลักผู้ใหญ่ก็เข้ามาผูกข้อไม้ข้อมือเพื่อรับขวัญคู่บ่าวสาว โดยที่มีขันเงินวางเอาไว้ด้านหน้า เพื่อให้คนที่อยากช่วยงานได้ใส่น้ำใจลงไปในขันนี้ หรือถ้าจะเป็นสิ่งของต่าง ๆ ก็สามารถมอบให้คู่บ่าวสาวได้เลย

พี่กันต์และสามีมอบผ้าซิ่นและผ้าโสร่งไหมให้คู่บ่าวสาว พร้อมทั้งเอาสายสิญน์ที่มีเงินมัดไว้มาผูกแขนให้ทั้งคู่

“พี่ขอให้น้องทั้งสองรักกันจนแก่จนเฒ่า ขอให้อยู่เคียงข้างกันตลอดไป รอยคีนส์....พี่ฝากณัฐด้วยนะ ณัฐเองก็ดูแลรอยคีนส์ให้ดี ๆ เสียล่ะ มีอะไรก็ขอให้พูดคุยปรึกษากัน ผิดนิดเบาหน่อยก็อภัยให้กันนะ ขอให้ใช้ความรักและความเข้าใจประคับประคองชีวิตคู่”

ท่ามกลางงานก็เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของเจ้าสาวและเจ้าบ่าวที่ตื้นตันใจที่มีวันนี้ พี่กันต์ดูจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เพราะงานแต่งงานของปณัฐดาก็คงจะเป็นความหวังที่เธอเฝ้ารอคอยมาตลอด โดยเฉพาะการที่น้องสาวได้แต่งงานกับคนที่ตัวเองรักและรักน้องสาวมากขนาดนี้ คนเป็นพี่อย่างพี่กันต์ก็ดูมีความสุขไม่น้อย และก็คงไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้

พี่น้องแต่ละคนมีน้ำใจให้คู่บ่าวสาวเสมอ พี่สาวทุกคนมีผ้าไหมกับผ้าทอมอบให้คนละผืน บางคนก็มีสินน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มอบให้ ถึงไม่เยอะมาก แต่ก็เต็มไปด้วยความสุขที่ทุก ๆ คนในครอบครัวต่างก็ภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ส่วนคุณแม่ (มิสซิสเมเบิ้ล) ก็ดีใจไม่น้อยไปกว่าใคร ๆ เห็นได้จากน้ำตาที่ไหลริน ถึงจะไม่เข้าใจประเพณีการแต่งงานแบบท้องถิ่น แต่ก็คงตื้นตันใจเป็นที่สุด ที่ได้เห็นลูกชายคนเล็กแต่งงานกับหญิงสาวอันเป็นที่รัก และมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที



 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:40:44


Opinion No. 6 (133569)

บทชีวิตสะใภ้ที่ 5


เมื่อถึงพิธีที่ต้องกราบไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติพี่น้องทุกคนเห็นพ้องกันว่าให้บ่าวสาวกราบมิสเมเบิ้ลและจอห์นเป็นอันดับแรก พอก้มกราบเสร็จทั้งคู่ยังไม่ทันจะเงยหน้าขึ้นเลย มิสเมเบิ้ลก็ร่ำไห้เสียก่อน ทำเอาคนทั้งงานตกใจเป็นแถว เพราะทุกคนในงานไม่เคยมีใครเห็นฝรั่งร้องไห้มาก่อน และก็เป็นครั้งแรกที่ได้เห็น จึงพากันมองด้วยความแปลกใจ บางคนก็คงมีคำถามอยู่ในใจหลายอย่าง

“แม่ภูมิใจในตัวลูกจริงๆ แม่ภูมิใจที่คีนส์แต่งงานกับณัฐ แม่ขอให้ลูกทั้งสองรักกันตลอดไปนะลูก ขอให้อยู่คู่กันจนแก่จนเฒ่า ลูกทั้งสองเป็นคู่รักที่ตามหากันมานานแล้ว เป็นสิ่งมีค่าที่สุดในชีวิต แม่ขอให้ลูกทั้งสองประคับประคองความรักให้ดีที่สุด”

อวยพรเสร็จก็เอาผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาไปด้วย ส่วนจอห์นนั้นก็อวยพรไม่ต่างกันมากนัก

จากนั้นทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็กราบไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ตามลำดับเพื่อขอพรต่าง ๆ พิธีกรรมบางจุดที่ไม่สำคัญก็ถูกตัดออกไปเพื่อที่จะให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวได้มีเวลาเพิ่มมากขึ้น เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ก็มีการกินเลี้ยงอาหารกันต่อ มิสเมเบิ้ลและจอห์นนั่งร่วมโต๊ะด้านหน้า ซึ่งก็มีพี่ ๆ และญาติพี่น้องที่พูดภาษาอังกฤษได้มานั่งพูดคุยกันตามประสา นอกจากนั้นก็มีญาติพี่น้องคนอื่น ๆ มาแนะนำให้รู้จักกันด้วย ส่วนปณัฐดานั้นก็พาคนรักเข้าไปทักทายญาติผู้ใหญ่แต่ละคน

“ไปอยู่ต่างประเทศก็ส่งข่าวคราวมาหาครูบ้างนะปณัฐดา ครูขอให้เธอและคนรักมีความสุขมาก ๆ นะจ๊ะ” ครูนันทกานต์ซึ่งเป็นครูที่เคยสอนปณัฐดาเมื่อตอนประถมศึกษาอวยพรให้คู่บ่าวสาว

“ขอบคุณมากคะครู หนูไม่ลืมหรอกค่ะ”

ปณัฐดายกมือไหว้รับพรจากครูผู้เคยสอน ไม่ว่าเธอจะจากบ้านนาไปอยู่ไกลแค่ไหน เธอก็ไม่มีวันลืมบ้านเกิดเมืองนอน จากนั้นก็พาคนรักไปแนะนำให้ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ได้รู้จัก เสร็จแล้วก็กลับมานั่งรับประทานอาหาร
พอไม่นานแขกที่มาช่วยงานก็ทยอยกลับบ้านกัน คงมีแต่ญาติสนิทเท่านั้นที่ยังคงช่วยกันดูแลความเรียบร้อยของงาน ช่วงที่ยุ่ง ๆ อยู่นั้น พี่รองก็มาเรียกปณัฐดาไปพบหลังบ้าน โดยที่หญิงสาวทิ้งให้คู่รักนั่งพูดคุยกับญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ไปพลาง ๆ

เมื่อเดินมาถึงหลังบ้าน เธอก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ

“พี่รองมีอะไรเหรอคะ”

“มีสิ ทำไมแต่งงานทั้งทีไม่มีสินสอดเหอะ ผิดประเพณีนะนี่ เงินเก้าสิบเก้าบาทที่เอามาวางนะ ทำยังงี้ได้ยังไง งามหน้าจริง ๆ เลย แต่งกับลูกตาดำตาแดงข้างบ้านยังได้เยอะกว่านี้เลย นี่อะไรกัน” เสียงห้วน ๆ กระฟัดกระเฟียดของพี่ชายรู้ได้เลยว่าไม่พอใจกับพิธีงานแต่งงานของเธอเป็นอย่างมาก

“ณัฐเป็นคนบอกรอยคีนส์เองว่าไม่เอาสินสอด” หญิงสาวบอกเล่าความจริง

“โง่จริง ๆ เลย มีอย่างที่ไหนแต่งงานไม่เอาสินสอด เกิดมาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนโง่อย่างนี้”

“ณัฐไม่ได้โง่ แต่ณัฐเห็นว่าไม่จำเป็นนี่ค่ะ” ปณัฐดาโต้เถียงพี่ชาย

“ไม่จำเป็นได้ยังไง พี่สาวเรามีใครบ้างแต่งงานไม่มีสินสอดบ้าง ทุกคนแต่งงานมีหน้ามีตาทั้งนั้น มีแต่เราคนเดียวในครอบครัวที่แปลกประหลาดไปกว่าเพื่อน คนเขาเอาไปพูดทั้งหมู่บ้าน น้องสาวแต่งงานกับชาวต่างชาติทั้งที ได้สินสอดเก้าสิบเก้าบาท เหอะๆ”

คำพูดของพี่รองทำให้ปณัฐดากลั้นน้ำตาไม่อยู่ น้ำใส ๆ ไหลรินอาบแก้ม

“ทำไมละคะ ทำไมพี่รองต้องแคร์แต่เรื่องเงินและหน้าตาครอบครัวด้วย พี่ไม่เคยแคร์ณัฐเลย และณัฐก็พอใจที่จะเป็นอย่างนี้ ณัฐมีความสุขกับสิ่งที่ณัฐเลือก พี่เข้าใจไหมคะ”

“ก็โง่แบบนี้แหละ ชีวิตถึงได้.....................”

“พอเถอะพี่รอง อย่าให้มันมากไปกว่านี้เลยนะ” พี่กันต์ทักท้วง

“นี่ก็เหมือนกัน เข้าข้างน้องตลอด เห็นอะไรดีงามไปหมดเลยนะ” พี่รองหันมาตำหนิพี่กันต์

“พี่ไม่เข้าใจอะไรหรอกพี่รอง รอยคีนส์เขาดีกับน้องเราแค่ไหน ไม่มีผู้ชายคนไหนที่รักน้องเราได้เท่านี้แล้วนะ เรื่องสินสอดทองหมั้น ณัฐเป็นคนบอกกันต์ตั้งแต่แรกแล้ว และกันต์ก็เห็นว่าไม่จำเป็นอะไร เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา รอยคีนส์เขาก็รักและดูแลน้องเราเป็นอย่างดีเสมอมา แล้วจะไปเรียกร้องอะไรจากเขาอีกล่ะ”

“แต่มันน่าจะมากกว่านี้ ไม่ใช่เงินเก้าสิบเก้าบาท แบบนี้ก็อายชาวบ้านเขาแย่สิ”

“พี่ก็ดีแต่เห็นแก่หน้าตาครอบครัวเป็นสำคัญ แคร์แต่คำพูดของชาวบ้านที่คอยซุบซิบนินทา ที่ผ่าน ๆ มาพี่เคยแคร์ความรู้สึกของน้องบ้างไหม แล้วไอ้ที่ยัดเยียดชีวิตน้องให้ไปอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก คนที่ทำร้ายน้องตัวเองแท้ ๆ พี่เคยแก้ปัญหาและช่วยเหลือให้น้องมีความสุขบ้างหรือเปล่า ถามจริง ๆ เถอะเคยคิดถึงอดีตต่าง ๆ ที่ผ่านมาบ้างไหม เคยรู้ตัวหรือเปล่าว่าตัวเองทำอะไรผิดกับน้องเอาไว้บ้าง” พี่กันต์ได้ทีก็หยิบยกเรื่องอดีตเก่า ๆ มาพูดทั้งหมด

“เรื่องมันผ่านไปแล้ว จะไปขุดคุ้ยมันทำไมล่ะ มาคุยเรื่องปัจุบันกันดีกว่า” พี่รองบอกปัดอย่างไม่พอใจ

“พอเถอะน้ารอง ทุกอย่างที่น้ากันต์พูดมันเป็นความจริงทั้งหมด ผมว่าน้ารองควรจะดีใจนะ ที่มีผู้ชายดี ๆ สักคนรักณัฐอย่างจริงใจ ตลอดเวลาที่ณัฐอยู่กับวี น้าไม่รู้หรอกว่าณัฐเจออะไรบ้าง”

เสียงของเขาคนนี้ ปณัฐดาจำได้ดี มิใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเพื่อนสนิทที่ดีกับเธอมาตลอด อรรณพก้าวเข้ามาใกล้ ๆ พี่รองเหมือนต้องการหยุดเรื่องบาดหมางที่เกิดขึ้นทั้งหมด จากนั้นก็หันมาสบตาปณัฐดานิดหนึ่ง แม้ว่าหญิงสาวจะเสียใจกับคำพูดของพี่ชายที่มีให้เธอ แต่อีกใจหนึ่งก็ดีใจไม่น้อยที่ได้พบเจอเพื่อนสนิทอีกครั้ง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยคิดว่าจะได้เจอเขาอีก

“ณพมาได้ยังไง” แววตาเบิกกว้าง ยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความดีใจ

อรรณพหันมายิ้มให้หญิงสาวนิดหนึ่ง “เพิ่งมาถึง ไม่คิดว่าจะได้มางานแต่งงานของณัฐ”

พี่รองหงุดหงิดไม่น้อยที่ถูกอรรณพพูดดักคอ

“เจออะไรล่ะณพ น้าก็เห็นณัฐดูมีความสุขดีนี่”

อรรณพส่ายหัว รับไม่ได้กับความคิดของน้าชาย

“ความสุขในความคิดของน้านะเหรอ แต่ความจริงกับภาพที่ผมเห็นนั้น มันต่างกันมากรู้ไหม”

“แต่เรื่องมันก็ผ่านไปตั้งหลายปีแล้วนี่” พี่รองทำเป็นไม่สนใจกับสิ่งที่อรรณพพูดถึง

“ถึงจะหลายปี แต่ผมเชื่อว่าณัฐไม่เคยลืมแน่นอน ที่สำคัญณัฐไม่มีวันลืมหรอกว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือว่าน้าลืมไปแล้ว”

“ไอ้ณพ!” เมื่อถูกตอกย้ำเรื่องราวเก่า ๆ พี่รองก็โกรธขึ้งทีเดียว

“หยุดนะพี่รอง! พี่พอได้แล้ว ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่ณัฐเลือก ถึงแม้งานแต่งจะไม่มีสินสอดมากมาย แต่หนี้กองทุนเพื่อการศึกษาของน้องทั้งหมด รอยคีนส์ก็จ่ายให้หมดแล้ว มันเยอะกว่าสินสอดของคนบางคนในตำบลบ้านเราเสียอีก เวลาที่น้องลำบากยากเข็ญเขาก็ดูแลน้องเราเป็นอย่างดี ไม่เคยทอดทิ้งแต่อย่างใด ถามจริง ๆ เถอะ ขนาดพวกเราเป็นพี่แท้ ๆ ยังให้น้องไม่ได้เท่ารอยคีนส์เลย แล้วพี่จะมาเรียกร้องอะไร พี่อย่าลืมนะว่าพี่เป็นแค่พี่ชาย ไม่ใช่พ่อแม่ จงเลิกนิสัยนี้เสีย”

พี่กันต์พูดจบก็จูงมือปณัฐดาเดินออกมา โดยที่ทิ้งให้พี่รองเก็บคำพูดของตัวเองไปนั่งคิดอยู่นาน ซึ่งก็มีอรรณพคอยบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ได้รับรู้ด้วย

พองานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปณัฐดาก็กล่าวขอบคุณพี่น้องทุก ๆ คนที่มาช่วยงาน ก่อนจะมอบเงินก้อนหนึ่งให้พี่กันต์ไว้จ่ายค่าใช้จ่ายทุกอย่าง จากนั้นก็พาคนรักไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จ และก็จัดข้าวของทุกอย่างใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย

อรรณพเดินตรงมายังปณัฐดาและคนรัก แววตาของชายหนุ่มแม้จะไม่ยิ้มหน้าบานเหมือนคนอื่น ๆ แต่ก็เห็นได้ว่าสุขใจที่ได้มาร่วมงานแต่งของหญิงสาว

“ณพดีใจนะที่ณัฐพบเจอคนดี ๆ ดีใจที่เขารักณัฐมากขนาดนี้ ณพขอให้ณัฐมีความสุขมาก ๆ นะ”

“ขอบใจณพมากจ้า แล้วณพล่ะ ไม่เจอกันตั้งนาน ณพแต่งงานหรือยัง ณัฐดีใจจริง ๆ เลยที่เจอณพที่นี่”

รอยยิ้มสดใสยังคงมีให้เขาเสมอ ความรู้สึกที่ดีของคำว่าเพื่อนยังคงฝังแน่นอยู่ในใจ

“คงได้แต่งสักวันแหละ หากเจอคนที่ใช่” น้ำเสียงแม้จะดูเศร้าไปบ้างแต่ก็ดูหนักแน่นทีเดียว

ปณัฐดาหันไปบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอรรณพให้คนรักฟังเบา ๆ ก่อนที่จะหันมายิ้มให้เพื่อนสนิท

“ณัฐเชื่อว่าสักวันหนึ่ง ณพจะต้องได้พบเจอคนดี ๆ ณัฐขออวยพรให้ณพนะ”

อรรณพยิ้มรับอย่างจริงใจ “ขอบใจมากณัฐ ชีวิตของณพยังต้องดำเนินต่อไป ณัฐไปอยู่ที่โน้นก็ดูแลตัวเองให้ดีๆ เสียล่ะ”

“จ้ะ”

“คุณรอยคีนส์ครับ ผมขอฝากณัฐด้วยนะครับ” อรรณพเอื้อมไปจับมือรอยคีนส์และจับมือหญิงสาวกุมไว้ด้วยกัน

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะรักและดูแลณัฐให้ดี ผมสัญญาด้วยชีวิต” รอยคีนส์ตอบรับหนักแน่น

“ขอบคุณครับ” และก็ส่งยิ้มให้ทั้งคู่ก่อนเดินจากไป

“ณพดูแลตัวเองด้วยนะ” ปณัฐดาตะโกนบอกเพื่อนตามหลัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอรรณพจะได้ยินบ้างไหม

หญิงสาวรู้สึกดีใจไม่น้อยที่มีโอกาสได้พบเจอเพื่อนเก่า แม้ว่าจะไม่ได้พบเจอกันมาหลายปี แต่ก็ดีใจที่เพื่อนสนิทคนนี้เข้ามาร่วมงานแต่งงานของตน แววตาอ่อนโยนและรอยยิ้มของอรรณพเธอจดจำได้ดี จะผ่านมากี่ปีเขาก็ไม่เคยเปลี่ยน แม้แต่วันนี้เขาก็ยังปกป้องและรับหน้ากับเหตุการณ์ร้าย ๆ แทนเธอตลอด อรรณพไม่ได้เป็นแค่เพื่อน แต่เป็นเหมือนเงาที่คอยปกป้องเธออยู่ห่าง ๆ

พออรรณกลับไปบ้านแล้ว เพ็ญก็เดินมายืนข้าง ๆ ปณัฐดา พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอรรณพให้ฟังด้วย

“เราไม่เชื่อหรอกเพ็ญ ณพไม่มีวันคิดอย่างนั้นกับเราเด็ดขาด”

“นี่ณัฐ พวกเราจะโกหกเธอทำไม ไอ้ณพนะมันรักเธอตั้งนานแล้ว เพื่อน ๆ ในกลุ่มรู้กันทั้งนั้น เธอไม่เคยรู้ตัวเลยเหรอ”

“ไม่นิ เราไม่เคยคิดอะไร เราเลยไม่เคยสงสัยอะไรด้วยแหละ”

“แล้วเธอไม่สังเกตเหรอ ทำไมไอ้ณพถึงดีกับเธอกว่าใคร ๆ”

“ก็เป็นธรรมดาของคนเป็นญาติกันนี่หนา”

“แต่มันเรื่องจริงนะณัฐ แล้ววันนี้เธอเห็นไหมล่ะ อรรณพไม่ยอมแต่งงานกับใครเลย”

“แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ เรากับณพรักกันไม่ได้ เราเป็นญาติกันนะเพ็ญ”

“เรื่องหัวใจมันห้ามกันไม่ได้หรอกณัฐ”

วันนั้นปณัฐดาต้องเผชิญกับเรื่องราวหลายอย่าง ซึ่งก็ยอมรับว่าหนักพอสมควรสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอดีใจที่ได้พบเจออรรณพอีกครั้ง แต่เธอไม่เคยดีใจเลยที่ได้ยินเรื่องราวความรู้สึกในส่วนลึกของอรรรพจากเพื่อนสาว เธอรักอรรณพแบบญาติและเพื่อนเท่านั้น และก็ยอมรับว่าไม่อยากให้อรรณพคิดอะไรเกินเลย อยากให้อรรณพรู้สึกกับเธอเหมือนที่เธอรู้สึก
จากนั้นปณัฐดาก็วิ่งไปช่วยพยุงคุณแม่เพื่อที่จะขึ้นรถกลับโรงแรม โดยที่มีพี่น้องคนอื่น ๆ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ

“รอยคีนส์พี่ฝากดูแลน้องสาวพี่ด้วยนะ”

พี่รองเดินมายืนข้าง ๆ รถตู้ แววตาไม่ค่อยกล้าสบตาคนที่พูดด้วยมากนัก ปณัฐดาตกใจไม่น้อยที่เห็นพี่ชายคนนี้มีท่าทีอ่อนลง แต่ไหนแต่ไรพี่ชายไม่เคยยินดีกับชีวิตของเธอเลยสักนิด หรือว่าอรรณพเป็นคนเล่าเรื่องราวของเธอทั้งหมดให้ได้ฟัง ทำให้พี่ชายสำนึกในสิ่งที่ตนเองเคยทำเอาไว้

“ครับ ไม่ต้องห่วงหรอก ผมจะดูแลณัฐให้ดีที่สุด” รอยคีนส์รับปากหนักแน่น

“พี่เชื่อในความรักแท้ของณัฐ ที่ผ่านมาพี่ขอโทษนะ พี่ขอให้น้องทั้งสองรักกันมาก ๆ นะ อยู่กันจนแก่จนเฒ่า ไปอยู่เมืองนอกก็ส่งข่าวคราวมาบอกกันบ้างนะ อย่าหายเงียบไปเลย พี่น้องทุกคนเป็นห่วง”

เป็นครั้งแรกที่ปณัฐดาได้ยินคำขอโทษจากพี่ชาย กี่ปีแล้วกับเรื่องราวความเจ็บปวดที่ผ่านมา กี่ปีที่พี่ชายไม่เคยเอ่ยคำขอโทษให้ได้ยิน และมันก็เป็นครั้งแรกที่พี่ชายพูดจาดีและแสดงความห่วงใยให้เธอได้เห็น

“ขอบคุณค่ะ พี่รองก็ดูแลตัวเองด้วย อย่าไปคิดมากกับเรื่องราวที่ผ่านมา ถ้าไม่มีวันนั้น ณัฐก็คงไม่มีวันนี้ไม่ใช่เหรอคะ”

“จ้ะ พี่ขอบใจเรามากที่ไม่ติดใจกับเรื่องที่ผ่านมา พี่ขอโทษจริงๆ ตอนนี้พี่เข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น หวังณัฐคงไม่โกรธพี่ชายคนนี้นะ”

พี่รองพูดพลางยิ้มไปด้วย ใบหน้าที่ดูเคร่งเครียดขึ้งโกรธเมื่อไม่นานมานี้ ก็กลับยิ้มแย้มแจ่มใส

“ไม่ค่ะ ณัฐให้อภัยพี่ทุกอย่างค่ะ ต่อไปนี้ครอบครัวเราจะมีแต่ความรักและความเข้าใจ”

“จ้ะ พี่ขอบใจณัฐมาก ต่อไปนี้พี่จะเป็นพี่ชายที่ดีกว่านี้” รอยยิ้มบาง ๆ ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น


ระหว่างทางกลับโรงแรม พี่กันต์และพี่บุหงาเดินทางไปด้วยกัน โดยที่ปณัฐดาขอให้คนขับรถแวะไปที่วัดในหมู่บ้านเสียก่อน เพื่อที่จะพาคนรักไปกราบไหว้อัฐิของพ่อแม่ ซึ่งพี่สาวทั้งสองก็เข้าใจและเห็นด้วยเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งช่วยดูแลคุณแม่และจอห์นแทน

“พ่อค่ะ แม่ค่ะ ณัฐพาคนรักมาไหว้พ่อกับแม่ตามสัญญา ณัฐรักเขาคะพ่อ และเขาก็รักณัฐด้วย ต่อนี้ต่อไปณัฐจะไปอยู่กับเขาที่ต่างแดน ขอพ่อกับแม่จงช่วยคุ้มครองณัฐและคนรักพร้อมทั้งครอบครัวด้วยนะคะ ณัฐสัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่อีก”

รอยคีนส์ประนมมือไหว้โดยที่มีธูปหนึ่งดอกที่หญิงสาวยื่นให้ ปณัฐดามิอาจเดาใจคนรักได้ว่าเขาพูดอะไรในใจ แววตาที่เต็มไปด้วยน้ำใส ๆ เอ่อเบ้า รู้ได้เลยว่าชายหนุ่มรู้สึกอย่างไร เขาคงมีความสุขและภูมิใจไม่น้อยไปกว่าเธอที่มีวันนี้ ความรู้สึกของเธอในช่วงเวลานั้นก็คงไม่ต่างกับเขา น้ำใส ๆ ไหลรินด้วยความสุขใจที่ได้กลับมาตามสัญญาที่ให้ไว้กับดวงวิญญาณของพ่อและแม่

เมื่อกราบไหว้อัฐิของพ่อแม่เสร็จแล้ว ปณัฐดาและครอบครัวก็เดินทางมาพักที่โรงแรมในตัวเมือง โดยที่พี่สาวทั้งสองคนมาส่งที่หน้าโรงแรม ก่อนจะกลับไปพักที่บ้านเหมือนเคย และคอยดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่าง ๆ ด้วย

ในรุ่งเช้าของวันอาทิตย์ พี่กันต์และครอบครัวก็พากันมารับปณัฐดาและทุก ๆ คนที่หน้าโรงแรม จากนั้นก็พากันเดินทางกลับกรุงเทพแต่โดยเร็ว เพราะในวันจันทร์หญิงสาวจะต้องไปสัมภาษณ์วีซ่าแต่เช้า เกรงว่าถ้าหากเดินทางช้าจะทำให้การสัมภาษณ์วีซ่ามีปัญหาไปด้วย

การเดินเรื่องวีซ่าไปอยู่อเมริกา ก็คงไม่ต่างกับการเดินทางชีวิตของปณัฐดาและรอยคีนส์ มีเรื่องราวหลายอย่างผ่านเข้ามา อาจจะมีทางแยกที่พบเจอแต่ความรักและความสุข แต่ก็มีบางทางแยกที่มีแต่ความทุกข์ที่เจ็บปวดร้าวรานปะปนเข้ามา แต่ทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นถนนชีวิตที่ผ่านมาของเธอและเขา
สำหรับวันนี้ถนนชีวิตของปณัฐดาและคนรักไม่ได้มีแค่ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจคอยประคับประคองอยู่เท่านั้น แต่มีความผูกพันของการเป็นคู่ชีวิตที่ต้องอยู่เคียงข้างกันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งปณัฐดาและรอยคีนส์ก็พร้อมที่จะเดินไปด้วยกันในวันข้างหน้าที่สดใส



หลังจากที่ผ่านการแต่งงานเสร็จแล้ว ปณัฐดาและคนรักพร้อมทั้งครอบครัวก็ได้กลับมาพักที่กรุงเทพเหมือนเดิม ช่วงระหว่างที่รอวีซ่าอยา ชีวิตของปณัฐดาก็ยังดำเนินไปอย่างมีความสุข เธอได้รับวีซ่าคู่หมั้นอย่างที่ตั้งใจ จากนั้นก็จองตั๋วเครื่องบินทันที และกำหนดเดินทางในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ช่วงระหว่างที่รอการเดินทางกลับอเมริกา ปณัฐดาก็พาคนรักและครอบครัวไปเที่ยววัดวาที่ขึ้นชื่อในเมืองกรุง ซึ่งทุกคน ๆ ก็ดูมีความสุขเป็นที่สุด

ก่อนวันเดินทางกลับอเมริกาสามวัน ปณัฐดาได้นัดพบเจอพี่น้องที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพ เพื่อที่จะมารับประทานอาหารด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย หากจะเรียกว่าการเลี้ยงส่งก็ว่าได้ เพราะพี่น้องทุกคนพร้อมใจมาพบเจอกันในครั้งนี้ ยกเว้นครอบครัวพี่แก้วตาและพี่บุหงาเท่านั้นที่มาไม่ได้ เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้วต่างก็ร่ำลากันไป

“พี่กันต์จะไปส่งณัฐหรือเปล่า”

“ขึ้นเครื่องกี่โมงล่ะ” พี่กันต์ถามอย่างสงสัย

“หกโมงเช้าสิบห้านาที แต่ณัฐจะต้องไปที่สนามบินตั้งแต่ตีสี่ค่ะ ต้องเช็คอินกระเป๋าแต่เช้า ถ้าพี่กันต์จะมาส่งณัฐและรอยคีนส์ พี่กันต์มาเจอณัฐที่สนามบินก่อนตีห้านะคะ เพราะตีห้าครึ่งก็คงจะเข้าไปด้านในแล้ว” ปณัฐดากำชับพี่สาว

“จ้ะ พี่จะพยายามไปให้ได้”

ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ ก็คงไม่มีเวลาแน่นอน พี่ชายคนโตต้องไปดูแลงานที่ต่างจังหวัดในวันพรุ่งนี้ และคงจะกลับมาส่งเธอไม่ได้ ขณะเดียวกันพี่สะใภ้ก็ต้องไปส่งหลานไปโรงเรียนแต่เช้า ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ ต่างก็ติดธุระหมด ปณัฐดาไม่คิดอะไรมาก และเข้าใจว่าชีวิตแต่ละคนต้องดำเนินต่อไป ตัวเองเป็นแค่น้องสาวจะเรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้ การที่พี่น้องบางคนสละเวลามารับประทานอาหารด้วยกันในครั้งสุดท้าย ก็ถือว่าดีที่สุดแล้ว

คืนนั้นปณัฐดานอนพลิกตัวไปมา เพราะไม่สามารถหลับตาได้เลย เธอรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้ไปเห็นบ้านเมืองของคนรัก แต่ในใจหนึ่งกลับรู้สึกเศร้าที่จะต้องจากครอบครัว พี่น้องและประเทศชาติอันเป็นที่รักไปอยู่แดนไกล เพื่อไปใช้ชีวิตในประเทศที่เธอไม่เคยไปสัมผัสมาก่อน จะมีก็แต่ได้ยินข่าวคราวในทีวีและในภาพยนต์เท่านั้น หญิงสาวลุกขึ้นมานั่งดูทีวีไปพลาง ๆ และก็อดไม่ได้ที่จะกดโทรศัพท์หาพี่สาว

“ณัฐจะรอพี่กันต์ พี่ต้องมาให้ได้นะ” เธอย้ำเตือนเชิงขอร้องอยากให้พี่สาวมาส่งให้ได้ ก่อนที่จะวางสาย

พออาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จก็ประมาณตีสี่ ทางโรงแรมได้เตรียมรถตู้คันใหญ่เพื่อที่จะไปส่งเธอและครอบครัวที่สนามบิน รอยคีนส์และจอห์นเข้าไปเช็คเอ้าท์โรงแรมเสร็จแล้ว ก็พากันกล่าวขอบคุณพนักงานหลาย ๆ คน ก่อนที่จะพากันมาขึ้นรถตู้ด้านหน้า

เมื่อรถวิ่งมาถึงสนามบิน ใจของปณัฐดาก็เต้นไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความตื่นเต้นที่มีอยู่ในตัวไม่สามารถกลบความเศร้าที่ต้องจากแผ่นดินอันเป็นที่รักไปได้เลย แม้จะพยายามทำใจให้เข้มแข็งแต่แปลกบางครั้งความเศร้าก็เข้ามาแทรกทุกที และก็พยายามบอกกับตัวเองให้อดทน ในเมื่อวันนี้เธอเลือกที่จะเดินเส้นทางแบบนี้ เลือกที่จะเคียงคู่รอยคีนส์อันเป็นที่รัก เธอก็ต้องไปอยู่เคียงข้างเขาไม่ว่าที่ไหนก็ตาม

ขณะที่เช็คอินกระเป๋าอยู่นั้น รอยคีนส์ก็หันมาปลอบใจหญิงสาวเบา ๆ

“ไม่ต้องห่วงนะที่รัก ผมจะดูแลคุณให้ดีที่สุด ถึงผมจะไม่ใช่ผู้ชายที่ร่ำรวจ แต่ผมสัญญาด้วยชีวิต ว่าผมจะดูแลคุณให้ดีที่สุด”

คำพูดที่หนักแน่นแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน ทำให้ใจที่ห่อเหี่ยวเบิกบานขึ้นมาบ้าง

“ค่ะ”

และก็พยักหน้าเบา ๆ ส่วนลึกของเธอไม่ได้นึกกลัวกับการที่ต้องไปผจญภัยชีวิตในต่างแดน แต่สิ่งที่นึกกลัวก็คือ ความคิดถึงเมืองไทยและญาติพี่น้องต่างหาก

เมื่อเช็คอินเสร็จแล้ว ปณัฐดาก็นั่งรอพี่สาวไปพลาง ๆ สามสิบนาทีก่อนเข้าไปด้านในก็ยังไม่มีวีแววพี่กันต์โผล่หน้ามาให้เห็น หญิงสาวอยากจะร้องไห้ให้ได้ แม้วันสุดท้ายที่จะจากถิ่นฐานไปอยู่ที่ไกลแสนไกลก็ไม่มีใครมาส่งเธอได้เลย ไม่มีแม้แต่เงา ช่วงระหว่างที่ใจห่อเหี่ยวอย่างท้อแท้เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

“ณัฐอยู่ไหน พี่เพิ่งมาถึง ขอโทษมาช้าไปหน่อย” เสียงพี่กันต์ดูรีบเร่งเป็นอย่างมาก

“หน้าเคเอฟซีค่ะ”

“จ้ะ เดี๋ยวพี่ไปหานะ”

พักสักพักสองพี่น้องพบเจอกัน “พี่กันต์!”

เมื่อเห็นหน้าพี่สาว น้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลรินพรั่งพรู เหมือนกับอัดอั้นไว้นานแสนนาน ปณัฐดาวิ่งไปกอดพี่สาวไว้แน่น พี่กันต์กลั้นน้ำตาไม่อยู่เช่นเดียวกัน เหมือนกับว่าการพบเจอครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้พบเจอกันอีก อ้อมอกของพี่สาวยังอบอุ่นเหมือนเดิม แม้ในวันสุดท้ายที่ร่ำลาก็ยังไม่เปลี่ยน

“ณัฐไปอยู่ที่โน้นก็ดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะ เป็นคนดี ดูแลรอยคีนส์ให้ดี ๆ ล่ะ อย่าเป็นเด็กขี้งอนนะ เราแต่งงานมีครอบครัวแล้ว ต้องเป็นผู้ใหญ่ให้ได้” พี่สาวบอกสอนเหมือนกับเธอเป็นเด็กน้อยที่ยังไม่โตสักที

“ค่ะ ณัฐจะเป็นคนดี จะดูแลรอยคีนส์ให้ดี จะรักและภักดีต่อเขา จะไม่ขี้งอนและเอาแต่ใจตัวเอง”

“ดีแล้วจ้ะ ไปถึงก็อย่าลืมส่งข่าวคราวมาบอกพี่บ้างนะ พี่เป็นห่วงเรามากรู้ไหม” พี่กันต์ลูบผมปณัฐดาเบา ๆ

“ค่ะ ณัฐจะติดต่อมาพี่ทันทีที่เดินทางไปถึงที่นั่นค่ะ”

พี่กันต์หันไปคุยกับน้องเขยคนเล็ก “รอยคีนส์ พี่ฝากดูแลณัฐด้วยนะ”

“ครับ พี่กันต์ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะดูแลณัฐให้ดีที่สุด” ชายหนุ่มรับปากหนักแน่น

“ถ้ามีเวลาก็พาณัฐกลับมาเยี่ยมพี่บ้างนะ”

“ครับ ผมจะพาณัฐกลับมาแน่นอน และจะทำทุกอย่างเพื่อให้ณัฐมีความสุขที่สุดครับ พี่กันต์ไม่ต้องห่วงนะครับ”

“ขอบใจมากจ้ะ”

พี่กันต์หันไปร่ำลาคุณแม่และจอห์น จากนั้นก็เดินมากอดปณัฐดาเป็นครั้งสุดท้าย เวลาแห่งความสุขช่างสั้นเหลือเกิน มันถึงเวลาแล้วที่เธอจะต้องเดินทางไปกับเส้นทางความรักที่ถูกขีดกำหนดเอาไว้

“ณัฐไปก่อนนะพี่กันต์” น้ำตาอาบแก้ม สะอื้นไห้ไปด้วย

พี่กันต์เอามือไล้แก้มเช็ดน้ำตาให้ปณัฐดา ๆ

“อย่าร้องไห้ เราไปมีชีวิตที่มีความสุข จำไว้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า พี่ขอให้น้องรู้ว่า พี่รักณัฐเสมอนะ หากไปอยู่ที่นั่นแล้วณัฐไม่มีความสุข พี่ขอให้ณัฐกลับมาบ้านเรานะ”

“ณัฐก็รักพี่กันต์ค่ะ”

หญิงสาวหันไปมองหน้าพี่สาวเป็นครั้งสุดท้าย โดยที่พี่กันต์ยังคงยืนโบกมือร่ำลาอยู่ที่เดิม รอยยิ้มอาบน้ำตาของพี่สาวทำให้ปณัฐดาร้องไห้สะอื้นตลอด รอยคีนส์ปลอบโยนเธอเบา ๆ และก็จูงมือเธอเดินเข้าไปที่จุดตรวจหนังสือเดินทาง

เมื่อเดินพ้นประตูตรวจหนังสือเดินทาง ปณัฐดาก็เอามือเช็ดน้ำตาเหมือนเด็กน้อย และบอกกับตัวเองให้หยุดร้องไห้ เพราะการจากลาพี่น้องและแผ่นดินอันเป็นที่รักในครั้งนี้ มิได้เป็นการจากลาที่เจ็บปวดแต่อย่างใด เธอจากพี่น้องและแผ่นดินอันเป็นที่รักไป เพื่อที่จะไปมีชีวิตที่ดีและอยู่เคียงคู่กับคนรัก ส่วนทางด้านคุณแม่และจอห์นนั้น ก็เดินทางคนละสายการบิน ซึ่งก็มีการเปลี่ยนเครื่องตรงจุดและเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ไม่มีโอกาสได้พบเจอกันน้อยลง และกว่าจะได้พบเจอกันอีกก็ที่รัฐเท็กซัสเท่านั้น

หนึ่งชีวิตของคนเรา มีสมหวังและผิดหวังปะปนกันไป บางคนได้อย่างก็ต้องเสียอย่างเป็นธรรมดา ชีวิตของปณัฐดาก็ไม่ต่างกับคนอื่น ๆ มากนัก เธอเดินทางมาไกลแสนไกล พบเจอทั้งสุขและทุกข์เคล้ากันไป ในวันนี้เธอมาไกลเกินฝันที่ตั้งใจเอาไว้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาหญิงสาวไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอรักแท้ และไม่คิดว่าพรหมลิขิตจะทำให้เธอและรอยคีนส์ได้พบเจอกัน แต่เพราะโชคชะตากำหนดให้เธอและเขาเกิดมาเพื่อคู่กัน แม้จะอยู่กันคนละมุมโลก แต่เส้นทางความรักก็ชี้นำให้พบเจอกันจนได้ เพื่อที่จะรักและอยู่เคียงข้างกันตลอดไป เพื่อเป็นคู่ชีวิตและเป็นหัวใจของกันและกัน...นิจนิรันดร์

 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:43:57


Opinion No. 7 (133570)








บทชีวิตสะใภ้ที่ 6


สนามบินซานฟรานซิสโกคือจุดเปลี่ยนเครื่องอีกจุดหนึ่งของสายการบินนอร์ทเวทแอร์ไลน์ บรรยากาศภายในสนามบินกว้างใหญ่ไพศาล ซึ่งก็มากล้นไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติที่เดินทางไปมา เจ้าหน้าที่สนามบินแต่ละคนทำงานกันขยันขันแข็ง แต่ละคนแต่งชุดฟอร์มดูภูมิฐานพอสมควร บางคนก็ส่งยิ้มให้บ้าง แต่บางคนมีสีหน้าเคร่ดเครียดไม่น้อย


“คนที่ถือสัญชาติอเมริกันเชิญฝั่งนั้นครับ สำหรับคนที่ถือวีซ่าแต่ละชนิดเชิญฝั่งนี้ครับ”

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองแจ้งให้ผู้โดยสารทุก ๆ คนที่ยืนออกันอยู่ด้านหน้าทราบ

จากนั้นผู้คนเหล่านี้ต่างก็แยกย้ายไปตามสถานะของตัวเอง หลายคนไปยืนแถวรอจุดคนที่ถือสัญชาติอเมริกัน คงมีเพียงหญิงสาวสามคนและผู้ชายอีกสี่คนเท่านั้นที่เข้าแถวรอตรงจุดของคนที่ถือวีซ่า

รอยคีนส์หันมาบอกปณัฐดา “ขอผมไปตรวจเอกสารก่อนนะ คุณรอผมอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวผมจะมารับคุณ”

ปณัฐดายังยืนรอคนรักอยู่ที่เดิม เธอไม่ได้เดินไปต่อคิวเหมือนคนอื่นเขา ในมือของหญิงสาวยังถือซองเอกสารที่ทางสถานทูตอเมริกันประจำประเทศไทยมอบให้พกติดตัวมากับการเดินทางครั้งนี้ เธอถือมันไว้แน่น เหมือนกลัวว่าจะมีคนมาแย่งชิงไปเสียอย่างนั้น ซึ่งเจ้าหน้าที่สถานฑูตที่เมืองไทยยังกำชับเธออีกว่า ให้ยื่นซองเอกสารเหล่านี้ให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองด่านแรกที่เข้ามาในประเทศอเมริกา ปณัฐดามั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ตรงช่องหมายเลขเก้าคือคนที่เจ้าหน้าที่สถานฑูตในเมืองไทยบอกเธอแน่นอน

แม้จะรู้สึกตื่นตากับประเทศอเมริกา แต่เพราะผู้คนหลากหลายที่ดูชุลมุนกันเต็มไปหมด ทำให้เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาเป็นระยะ ๆ หญิงสาวไม่รู้ว่าทำไมต้องรู้สึกกลัวด้วย ในเมื่อเธอตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตแบบนี้ เลือกที่จะมาอยู่เคียงข้างคนรักในประเทศที่กว้างใหญ่แห่งนี้ ประเทศที่ไม่คิดว่าจะได้มาอยู่ตรงนี้ เธอบอกกับตัวเองให้เข้มแข็งให้มากที่สุด

เมื่อรอยคีนส์ตรวจเอกสารเสร็จแล้ว ก็ยืนคุยกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสักพัก โดยที่เจ้าหน้าที่วัยกลางคนหันมามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนที่พยักหน้าให้ชายหนุ่มเดินกลับมาหาเธอได้

รอยยิ้มของคนรักทำให้ปณัฐดาชื่นใจขึ้นมาบ้าง ความหวาดกลัวต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นก็หายไปทันที

“ช่องนี้เลยครับ เอาเอกสารยื่นให้เจ้าหน้าที่ตรงหน้านะ ผมจะอยู่เคียงข้างคุณ ถ้าเขาถามอะไรที่คุณไม่เข้าใจ เดี๋ยวผมจะคุยกับเขาเอง”

ภาษาอังกฤษสำหรับปณัฐดาพอพูดฟังได้ในเกณฑ์ดี หากคำศัพท์ที่ยาก ๆ เธอไม่เข้าใจมากนัก บวกทั้งเธอไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันด้วย ทำให้จับใจความสำคัญของประโยคช้าไปนิด

เจ้าหน้าที่ในช่องเลขเก้าส่งยิ้มให้เธอ พร้อมทักทาย “สวัสดีครับ”

“สวัสดีค่ะ” พูดเสร็จก็ยื่นเอกสารพร้อมพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่

เจ้าหน้าที่วัยกลางคนเปิดซองเอกสารออกมาดูสักพัก ก่อนที่จะหยิบพาสปอร์ตของเธอมาประทับตราบางอย่าง ก่อนที่จะส่งกลับมาให้ด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง

“ยินดีต้อนรับสู่อเมริกา”

สิ่งที่ได้ยินทำให้ใจดวงน้อย ๆ ของเธอชื่นใจขึ้นมาบ้าง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอต้องจากบ้านมาไกลแสนไกล จากพี่น้องเพื่อนฝูงอันเป็นที่รัก จากหน้าที่การงานที่เคยทำ และก็จากทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีในเมืองไทยทิ้งเอาไว้ข้างหลัง เธอตัดสินใจเดินทางมาประเทศแห่งนี้ด้วยตัวเปล่า ๆ คงมีแต่หัวใจของหญิงสาวเท่านั้นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีให้กับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“วีซ่า K -1 (วีซ่าคู่หมั้น) นี้ สามารถอยู่ในอเมริกาได้แค่เพียง 90 วันเท่านั้น คุณจะต้องแต่งงานกับคู่หมั้นของคุณโดยเร็วที่สุด เพื่อเปลี่ยนสถานะของเธอภายใน 90 วัน มิฉะนั้นวีซ่าจะหมดอายุ และเธอก็จะต้องถูกส่งกลับประเทศไทย” เจ้าหน้าที่ชายกำชับอีกครั้ง

รอยคีนส์พยักหน้ารับทราบ ปณัฐดาเอื้อมมือรับพาสปอร์ตมาใส่กระเป๋าพร้อมกล่าวคำขอบคุณ เธอค่อย ๆ หยิบพาสปอร์ตใส่กระเป๋าสะพายเป็นอย่างดี เปิดซิปดูซ้ำแล้วซ้ำอีกเพราะเกรงว่าจะหาย พอแน่ใจว่าหนังสือเดินทางอยู่ในกระเป๋าด้านในที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว เธอก็หันมามองคนรัก

“เราต้องไปไหนกันอีกหรือเปล่าคะ”

“ไปครับ เราจะต้องไปต่อเครื่องกันอีก ยังไม่ถึงบ้านผมเลย”

ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินออกมาอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นทางเดินที่ให้นักเดินทางทุกคนได้ไปต่อเครื่องแต่ละจุดที่จะเดินทางไปยังเป้าหมายของตน
ปณัฐดาลากกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ เดินเคียงคู่มากับคนรัก พร้อมกระเป๋าสะพายใบน้อย ๆ ที่ซื้อมาจากเมืองไทย มือข้างหนึ่งก็กอดกระเป๋าสะพายไว้แน่น เหมือนกลัวว่าเอกสารที่อยู่ด้านในจะหลุดหายไปอย่างนั้นแหละ

อเมริกาสำหรับหญิงสาวคือครั้งแรกในชีวิต เธอไม่เคยรู้เกี่ยวกับอเมริกามากนัก แม้จะเคยเรียนหนังสือและได้ดูข่าวคราวทางทีวีเกี่ยวกับอเมริกามาบ้าง แต่มันก็เป็นเพียงข้อมูลสั้นๆ เท่านั้น สิ่งที่เธอรู้จักอเมริกามากขึ้น ก็ตอนที่มีข่าวคราวตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ในเมืองนิวยอร์คถูกผู้ก่อการร้ายถล่ม ในตอนนั้นปณัฐดายังทำงานเป็นสาวโรงงานอยู่ที่บริษัทญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร

ครั้งแรกที่เห็นข่าวเป็นช่วงที่เธอกลับมาจากทำงานพอดี หญิงสาวเปิดทีวีดูข่าวสดที่ช่องไอทีวีรายงานอย่างไม่คาดคิด ทั้งตกอกตกใจกับข่าวในทีวี ครั้งแรกที่เห็นภาพข่าว เธอก็คิดว่าอาจจะเป็นฉากหนึ่งของหนังฮอลีวู้ด แต่พอนั่งฟังสักพักถึงได้รู้ว่า สิ่งที่เห็นบนจอทีวีนั้นเป็นเรื่องจริง

ปณัฐดาหันมามองคนรัก กิริยาท่าทางที่อ่อนโยน ถ้อยคำสุภาพที่เขามีให้เธอมาตลอดนั้น ทำให้สาวน้อยอย่างเธออุ่นใจมากขึ้น รอยคีนส์เป็นผู้ชายที่รักและดีกับเธอเสมอต้นเสมอปลาย เขาช่วยเหลือและรับหน้าทุกอย่างแทนเธอ การกระทำทุกอย่างของชายหนุ่มทำให้เธอเชื่อมั่นที่จะฝากชีวิตไว้กับเขาอย่างเต็มใจ

“อีกไกลไหมคะกว่าจะถึงบ้านคุณ”

ปณัฐดาไม่รู้หรอกว่าเมืองฮิวสตันในรัฐเท็กซัสอยู่ตรงไหน รู้แต่ว่าตั้งอยู่ที่รัฐทางใต้ตามที่คนรักชี้ให้ดูในแผนที่ แต่ไม่รู้ว่าไกลแค่ไหนกว่าจะไปถึงที่นั่น
การเดินทางจากเมืองไทยมาอเมริกาก็ไกลมากพอแล้ว นี่เธอจะต้องนั่งเครื่องบินต่ออีกทอดเชียวหรือ ปณัฐดาไม่เคยเดินทางไกลมาก่อนในชีวิต ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของเธอที่ต้องเดินทางเคียงคู่มากับคนรัก ความรู้สึกอึดอัดที่แสนจะทรมานเมื่อนั่งอยู่ในเครื่องบินเป็นระยะเวลาหลายสิบชั่วโมง ทำให้หญิงสาวเข็ดขยาดไม่น้อย และรู้สึกไม่ชอบการเดินทางโดยเครื่องบินเอาเสียเลย

สมัยเด็ก ๆ ปณัฐดาเคยใฝ่ฝันอยากนั่งเครื่องบินสักครั้ง อยากเหาะได้เหมือนนกที่สามารถไปไหนมาไหนได้ แต่พอได้นั่งเครื่องบินในครั้งนี้ อาการเมาเครื่องบินที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้สภาพร่างกายของเธอไม่ค่อยจะสู้ดีมากนัก เวลาที่เจ็บหูมาก ๆ เธอก็นั่งร้องไห้เกาะแขนคนรักไว้แน่น ไม่อยากบอกเขาเลยว่าเธอทรมานมากแค่ไหน ได้แต่นั่งน้ำตาซึมไม่กล้าร้องไห้เสียงดัง

รอยคีนส์ปลอบโยนเธออยู่เสมอ บางครั้งก็เรียกพนักงานบนเครื่องบินมาช่วยดูแลคู่รักให้ด้วย ซึ่งสิ่งที่พนักงานบนเครื่องบินให้เธอก็คือ ยาแก้ปวดเท่านั้น พร้อมทั้งแนะนำให้เธออ้าปากกว้างและทำเสียง ออ เพื่อที่จะให้ลมเข้าไปภายในปาก เพราะหวังว่าจะช่วยระบายแรงกดดันภายในหูได้บ้าง แต่พอทำจริง ๆ ก็ช่วยไม่ได้มากนัก ปณัฐดาจำต้องนั่งอดทนกับความทรมานที่เกิดขึ้นตลอดเวลาเดินทาง

เวลาที่ร้องไห้ปณัฐดาก็นึกถึงท้องทุ่งนากว้างใหญ่แถวบ้านนอกของเธอเป็นอย่างมาก เธอเข็ดขยาดกับการนั่งเครื่องบินที่สุด การนั่งเครื่องบินที่ใครหลาย ๆ คนคิดว่าหรูนักหรูหนา แต่สำหรับปณัฐดาแล้ว เธอคิดว่าการนั่งเครื่องบินเป็นความหรูที่ทรมานเหลือเกิน เธอชอบนั่งรถสองแถวบ้านนอกที่สุด แรงลมจากบรรยากาศข้างนอกพัดผ่านให้เย็นชื่นใจ ไม่ต้องเจ็บหู ไม่ต้องเมาเรือบินอย่างนี้ จะมองไปทางไหนก็หายใจได้เต็มปอด ไม่ต้องรู้สึกอึดอัดเหมือนอยู่ในห้องแคบๆ ถึงแม้รถสองแถวจะไม่มีแอร์เย็น ๆ เหมือนในเครื่องบิน แต่ลมเย็น ๆ ที่พัดเข้าให้ได้สัมผัสก็ทำให้สุขใจไปอีกแบบ

รอยคีนส์หันมามองปณัฐดาด้วยความรักปนเอ็นดู ชายหนุ่มรู้ว่าหญิงสาวไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกภายนอกมากนัก เขายังคงจับมือเธอไว้แน่นเหมือนต้องการปกป้องเธอทุกสถานการณ์

“ก็ไม่ไกลหรอกครับ นั่งเครื่องประมาณหกชั่วโมงกว่า ๆ เองครับ คิดว่าไปถึงเมืองฮิวสตันก็ประมาณสองทุ่ม จากนั้นก็ขับรถต่อไปที่รัฐหลุยส์เซียน่าอีกสี่ชั่วโมง คุณแม่จอดรถเอาไว้ที่โรงแรมใกล้ ๆ กับสนามบินที่นั่น”

หญิงสาวดูเหนื่อยล้าที่สุดเมื่อรู้ว่าต้องนั่งเครื่องบินอีกหลายชั่วโมง แถมยังนั่งรถต่ออีกสี่ชั่วโมง ระยะทางอาจจะดูไม่ไกลสำหรับคนรัก แต่สำหรับเธอแล้วมันไกลเหลือเกิน เธอต้องทนนั่งทรมานบนเครื่องบินอีกหกชั่วโมงกว่า ๆ หรือนี่

เมื่อรอยคีนส์เห็นสีหน้าของปณัฐดาซีดเซียวเหมือนไม่ค่อยมีแรงก็ตกใจไม่น้อย

“คุณเหนื่อยไหมที่รัก หาอะไรดื่มก่อนดีไหม จะได้มีแรงเดินไปต่อเครื่องกัน”

“ขอน้ำเปล่าได้ไหมคะ” ปณัฐดาบอกคนรักเบา ๆ

“ครับ รอแป๊บหนึ่งนะครับ เดี๋ยวผมไปซื้อให้ รอผมอยู่ตรงนี้นะ”

ชายหนุ่มเดินพรวดพราดไปที่ร้านเครื่องดื่มเล็ก ๆ ภายในสนามบิน จากนั้นก็เดินกลับมาพร้อมน้ำดื่มสองขวด

เขาเปิดฝาขวดเรียบร้อยและยื่นให้เธอขวดหนึ่ง ส่วนที่เหลือเขาก็ดื่มเอง

“คุณหิวอะไรไหม ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบอาหารบนเครื่องบิน เห็นคุณกินอะไรไม่ได้เลย คุณคงจะหิวน่าดู กินอะไรสักหน่อยดีไหม” แววตาของเขาดูห่วงใยเธอเป็นที่สุด

“ณัฐกินอะไรไม่ลงหรอกค่ะ เห็นอาหารแต่ละอย่างไม่หิวเลย”

ปณัฐดาเป็นสาวบ้านนอก เธอไม่ค่อยถูกชะตากับอาหารฝรั่งมากนัก อาหารฝรั่งที่เธอรับประทานได้ก็มีแต่ไก่ทอดเคเอฟซีและไอศครีมเท่านั้น ถ้าเป็นพวกพิซซ่าหรือแม้แต่แฮมเบอร์เกอร์ เธอก็ไม่ชอบเอาเสียเลย ต่อให้ใครเอาอาหารเมืองฝรั่งมั่งค่าที่ขึ้นชื่อมาประเคนให้ถึงที่ หากเป็นอาหารที่เธอไม่ชอบจริง ๆ เธอก็ไม่ทานและก็ไม่สนใจจะทดลองเสียด้วยซ้ำ

หญิงสาวชอบอาหารไทยเป็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยกลาง อาหารอีสาน อาหารเหนือ อาหารปักษ์ใต้ เธอก็ชอบหมด และทานได้ตลอด ซึ่งก็น่าแปลกที่ความแตกต่างตรงนี้ไม่ได้เป็นจุดแปรเปลี่ยนสำหรับความรักของเธอและรอยคีนส์เลย

“ผลไม้สด ๆ ดีไหมครับ จะได้มีแรง” เมื่อเห็นว่าปณัฐดาไม่ชอบอาหารฝรั่ง ชายหนุ่มก็คิดว่าผลไม้อาจจะเป็นอาหารอีกชนิดเดียวที่เธอพอจะรับประทานได้

“ผลไม้อะไรคะ”

เมื่อได้ยินว่าผลไม้ก็รู้สึกเปรี้ยวปากขึ้นมาทันที อาจจะเป็นเพราะว่าเธอยังเมาเครื่องอยู่ ถ้าได้ทานผลไม้สด ๆ เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ อาจจะช่วยได้เยอะ

“ก็องุ่น แอ๊ปเปิ้ล และแคนตาลูปยังไงครับ คุณอยากทานไหมล่ะ”

ปณัฐดาพยักหน้าทันที รอยยิ้มจาง ๆ เผยให้เห็นเต็มใบหน้า

“ค่ะ”

“รอแป๊บนะ เดี๋ยวผมไปซื้อให้”

ชายหนุ่มเดินกลับไปที่ร้านข้าง ๆ ร้านเครื่องดื่มอีกครั้ง ซึ่งร้านนี้เป็นร้านขายแซนด์วิสและผลไม้ที่เป็นแพ็คเล็ก ๆ ด้วย

ปณัฐดามองตามหลังคนรักด้วยความภาคภูมิใจ ดีใจที่ชายหนุ่มดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี เธอไม่รู้สึกผิดเลยที่เลือกแต่งงานกับเขา เลือกที่จะจากบ้านเมืองอันเป็นที่รักมาใช้ชีวิตกับเขา ถึงแม้ญาติพี่น้องบางคนไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เธอเลือก แต่เธอก็ยอมรับว่าไม่ได้สนใจคำเตือนของพี่น้อง เธอคิดว่าตัวเองโตพอที่จะตัดสินใจชีวิตได้ ไม่จำเป็นต้องเชื่อฟังคำสอนของพี่น้องไปทุก ๆ เรื่อง โดยเฉพาะการเลือกชีวิตคู่ ซึ่งก็มีผลต่อชีวิตจิตใจของเธอมาก และนี่แหละคือสิ่งที่เธอคิดว่าดีที่สุดในชีวิต ผู้ชายที่เธอตัดสินใจเลือก ไม่ว่าวันข้างหน้าจะดีร้ายแค่ไหน เธอก็ไม่เสียใจเพราะอย่างน้อย ๆ ทั้งหมดเหล่านี้เธอเป็นคนเลือกที่จะเป็นเอง

รอยคีนส์เดินกลับมาด้วยรอยยิ้มเบิกบาน ทุก ๆ ครั้งที่เห็นรอยยิ้มของเขา ทำให้โลกอันหมองเศร้าของเธอสดชื่นเป็นกอง ชายหนุ่มเดินมานั่งข้าง ๆ มือของเขาค่อย ๆ เปิดพลาสติกในกล่องเล็ก ๆ ออก และหยิบส้อมพลาสติกส่งให้เธอ

“ผมหวังว่าคุณคงพอทานได้”

หญิงสาวยิ้มทันทีเมื่อเห็นองุ่นสดและแอ๊ปเปิ้ลฝ่านเป็นชิ้นเล็ก ๆ รวมกัน

“ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ” เมื่อหยิบผลไม้เข้าปากชิ้นแรก ตาก็เหลือบมองคนรักซึ่งนั่งอยู่ข้าง ๆ

“ทานด้วยกันนะคะ” เธอยื่นส้อมให้คนรัก

“คุณทานเถอะ ผมไม่หิว” เขายิ้มให้เธอนิดหนึ่ง

หญิงสาวเคี้ยวผลไม้ช้า ๆ สายตาก็อดไม่ได้ที่จะมองผู้คนซึ่งเดินผ่านไปมา คนที่อเมริกาล้วนแต่ตัวโตสูงใหญ่ทั้งนั้น น้อยคนนักที่จะตัวเล็กเหมือนคนที่เมืองไทย ทำให้เธอดูเหมือนเด็กน้อยไปโดยปริยาย ปณัฐดาเป็นผู้หญิงร่างเล็ก ๆ แบบฉบับสาวเอเชีย ใบหน้าที่อ่อนเยาว์ทำให้เธอดูเด็กไปมาก แม้เธอกับคู่หมั้นหนุ่มจะมีอายุห่างกันแค่หกปีเท่านั้น แต่มิวายยังมีคนทักผิดคิดว่าเธอเป็นลูกสาวคนรักจนได้

เมื่อรับประทานผลไม้หมดแล้ว รอยคีนส์ก็อาสาเอาพลาสติกไปทิ้งที่ถังขยะให้ จากนั้นก็ยื่นขวดน้ำให้เธอได้ดื่ม ชีวิตของปณัฐดาในตอนนี้ไม่ต่างกับเจ้าหญิงตกระกำลำบากในดินแดนแห่งใหม่ โดยที่มีเจ้าชายคอยปรนนิบัติรับใช้ช่วยเหลือทุกอย่าง

“อิ่มไหมครับ”

เธอเอามือเช็ดปากเบา ๆ อมยิ้มไปด้วย “อิ่มค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

รอยคีนส์ยิ้มทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ จากนั้นก็หยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย

“ไปขึ้นเครื่องกันเถอะ อีกไม่นานเครื่องก็คงจะออกแล้ว เดี๋ยวตกเครื่องกัน”

ปณัฐดาทำตามคนรักแต่โดยดี เธอเป็นผู้หญิงที่ซื่อ จึงไม่รู้ว่าอาการ “ตกเครื่อง” เป็นอย่างไร หญิงสาวมักจะคิดว่าการตกเครื่องคงจะเหมือนการตกรถโดยสารแถวบ้านนอกของเธอ ที่ยืนห้อยโหนบนรถโดยสารอยู่ดี ๆ ก็หล่นลงจากรถ เพราะจำนวนผู้คนเต็มเอียด ไม่สามารถที่จะไปยืนโหนรถต่อไปได้อีก หรือว่าเป็นอาการที่เจ้าหน้าที่ของสายการบินไม่ให้ขึ้นเครื่องกันแน่

หญิงสาวไม่อยากจินตนาการไปไกลกว่านี้ ไม่อยากคิดว่าถ้าเธอและคนรักต้องวิ่งตามเครื่องบิน อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แน่นอนเธอกับคนรักคงจะวิ่งตามเครื่องบินไม่ทัน สุดท้ายอาจจะทำได้แค่นั่งมองเครื่องบิน ๆ ผ่านไปหน้าต่อตา

เมื่อมาถึงจุดขึ้นเครื่องที่จะบินไปยังเมืองฮิวสตันแห่งรัฐเท็กซัส รอยคีนส์ก็พาหญิงสาวมานั่งที่เก้าอี้ด้านหน้า เพื่อที่จะรอเจ้าหน้าที่สายการบินเรียกตรวจเอกสารต่าง ๆ พอนั่งได้สักพักชายหนุ่มก็บอกเล่าเรื่องราวให้เธอได้ยินได้ฟัง

“คุณพ่อผมเป็นคนเท็กซัส คุณแม่เป็นคนหลุยส์เซียน่า ตอนนี้ผมและคุณแม่อาศัยอยู่ที่รัฐหลุยส์เซียน่า ซึ่งอยู่ติด ๆ กับรัฐเท็กซัส ผมหวังว่าคุณคงชอบอากาศที่นั่น”

หญิงสาวยิ้มรับ เธอไม่รู้หรอกว่าความแตกต่างของคนสองรัฐนี้เป็นยังไงบ้าง สภาพอากาศจะเหมือนกันไหม ทำไมคนรักถึงยังต้องพูดย้ำแล้วย้ำอีก เพื่อที่จะให้เธอรู้เกี่ยวกับสองรัฐนี้บ่อยมาก ๆ มีอะไรมากไปกว่านี้ไหมที่เธอเองยังไม่เคยรู้ ตอนนี้เธอไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งไปมากว่านั้น สิ่งที่คิดได้ก็เพียง

“ขอแค่มีคุณอยู่กับณัฐ ที่ไหนณัฐก็อยู่ได้เสมอ”

ทั้งหมดเหล่านี้คือความจริงจากใจหญิงสาว ผู้หญิงบ้านนอกคอกนาซื่อ ๆ ที่ไม่เคยต้องการอะไรไปกว่าคนที่รักตัวเองอย่างจริงใจ ชีวิตของเธอไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านี้ นอกจากมีคนรักอยู่เคียงข้างตลอด

ปณัฐดารู้ว่าการจะรักใครสักคนนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ การตัดสินใจแต่งงานและใช้ชีวิตกับใครสักคนเป็นเรื่องที่คิดแล้วคิดอีก หากเจอคนที่ใช่ คนที่คิดว่าอยู่ด้วยแล้วมีความสุข มีหรือที่เขาคนนั้นจะปฏิเสธ ปณัฐดาก็เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ มีความรักที่ให้กับคนรักเป็นที่ตั้ง มีหัวใจที่อดทนและต่อสู้เพื่อที่จะอยู่เคียงข้างกัน อุปสรรคต่าง ๆ ที่ผ่านพบคือแรงผลักดันให้เธอและเขาก้าวไปในวันข้างหน้าพร้อม ๆ กัน

“สวัสดีค่ะ สายการบินนอร์ทเวทแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 1155 บินจากเมืองซานฟรานซิสโกไปยังเมืองฮิวสตัน เครื่องบินจะออกเดินทางตามเวลาท้องที่ บ่ายสองโมงสิบห้านาที และจะไปถึงเมืองฮิวสตันตามเวลาท้องที่ประมาณสองทุ่มสามสิบนาที ขอให้ผู้โดยสารทุกท่านรอตรวจบอร์ดิ้งพาร์สได้ที่เค้าเตอร์ด้านหน้าค่ะ”

พนักงานสาวผิวดำประจำสายการบิน หุ่นสูงโปร่งที่ดูโดดเด่นพอสมควร ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสจนเห็นฟันขาวสวยเรียงเป็นระเบียบ แต่งกายสะอาดสะอาดและดูดียิ่งนัก ประกาศแจ้งให้ผู้โดยสารทุกคนทราบ

รอยคีนส์ลุกขึ้นทันที มือข้างหนึ่งก็สะพายกระเป๋าโน๊ตบุ๊คและเอกสารต่าง ๆ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็จูงแขนหญิงสาวให้ลุกขึ้น ปณัฐดาหยิบพาสปอร์ดและบอร์ดดิ้งพาร์สออกมาเตรียมพร้อม เธอเอามืออีกข้างขึ้นลากกระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ เอาไว้ เหมือนกับว่ากระเป๋าใบนี้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่เธอมีติดตัวมาจากเมืองไทย ซึ่งในกระเป๋าใบนี้ก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากเสื้อผ้า เอกสารสำคัญต่าง ๆ รวมทั้งรูปถ่ายแล้ว ก็ยังมีน้ำพริกนรกที่เธอแอบซุกซ่อนติดมาในกระเป๋าด้วย

หญิงสาวมักจะตื่นเต้นทุกครั้งที่ผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่สนามบิน เธอกลัวเหลือเกินว่าเจ้าหน้าที่สนามบินจะจับได้ว่าเธอแอบเอาน้ำพริกมาด้วย แต่ทุก ๆ ด่านที่ผ่านมาก็ล้วนแต่ไม่มีปัญหาอะไร เธอรู้สึกโล่งใจทุกครั้งที่การตรวจตราผ่านหมด และด่านนี้ก็คงจะเป็นด่านสุดท้ายของการตรวจ พอไปถึงเมืองฮิวสตั้นเธอก็เป็นอิสระเสียที

“ไปกันเถอะ”

รอยคีนส์กระซิบบอกเบา ๆ แววตาของเขาอ่อนโยนเหลือเกิน เพราะความรักและความดีที่เสมอต้นเสมอปลายของเขานี่แหละ ที่ทำให้สาวไทยอย่างปณัฐดายอมทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รักได้อย่างเด็ดขาด แม้จะยังรักและอาลัยอยู่บ้าง แต่นั่นเป็นเพราะความผูกพันที่ไม่สามารถตัดขาดไปจากตัวเธอได้

ปณัฐดาระบายลมหายใจยาว พยายามสร้างพลังใจให้กับตัวเองอีกครั้ง และบอกกับตัวเองให้เตรียมพร้อมกับการเดินทางไปยังจุดหมาย เพื่อที่จะทำหน้าที่เป็นภรรยาที่ดีและเป็นสะใภ้แห่งรัฐ Texiana (Texas+Louisiana)

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:45:30


Opinion No. 8 (133571)

 

บทชีวิตสะใภ้ที่ 7


เมืองฮิวสตัน (Houston) เป็นเมืองใหญ่ติดอันดับที่สี่ของอเมริกา และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐเท็กซัส มีจำนวนประชากรประมาณสองล้านกว่าคน ซึ่งก็นับว่าเป็นจำนวนที่มากพอสมควร ตามประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึกเอาไว้ เมืองฮิวสตันมีการค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1836 โดยนายพล แซม ฮิวตัน ซึ่งเป็นนายพลคนสำคัญประจำของกองทัพเท็กซัส ต่อมาได้มีการก่อตั้งเมืองฮิวสตันขึ้น ก่อนหน้านั้นเท็กซัสได้ประกาศอิสระภาพจากประเทศเม็กซิโกไว้แล้ว โดยที่ยังมิได้มีการขึ้นเป็นรัฐใดรัฐหนึ่งกับประเทศอเมริกา และก็ยังคงประกาศตัวเป็นประเทศอิสระอยู่อย่างนั้น

เมื่อปี ค.ศ. 1846 ประเทศอิสระอย่างเท็กซัสได้ประกาศตัวเข้าร่วมเป็นรัฐที่ 28 ของประเทศอเมริกา โดยที่มีการระบุรายละเอียดย่อย ๆไว้ในรัฐธรรมนูญ (Constitution) การเข้าร่วมในครั้งนั้นไว้ว่า “เมื่อใดที่รัฐเท็กซัสต้องการแยกตัวเป็นอิสระภาพอีกครั้ง ก็สามารถกระทำได้เสมอ โดยที่ประเทศอเมริกายินยอมให้รัฐเท็กซัสเป็นอิสระได้ตามที่ต้องการ” ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกเก็บไว้ที่เมืองออสตินซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐเท็กซัสนั่นเอง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1901 ได้มีการสำรวจน้ำมันและแหล่งพลังงานต่าง ๆ ที่เมืองนี้ และก็ได้มีการจัดตั้งให้เมืองฮิวสตันเป็นศูนย์รวมแหล่งพลังงานสำคัญของอเมริกาอีกที่หนึ่ง โดยที่มีโรงกลั่นน้ำมันบางบริษัทจัดตั้งอยู่ด้านนอกเมือง นอกจากนั้นก็มีศูนย์อวกาศนาซ่าตั้งอยู่ในเมืองนี้ด้วย หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งก็คือ Johnson Space Center (JSC)

ประชากรส่วนใหญ่ในเมืองฮิวสตันมีหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ร่วมกัน นอกจากนั้นเมืองฮิวสตันยังเป็นแหล่งธุรกิจของรัฐทางใต้เสียด้วย ซึ่งก็มีเงินทุนหมุนเวียนเข้าออกเป็นจำนวนมาก มิพอแค่นั้นก็มีท่าเรือขนาดใหญ่ ซึ่งรองรับเรือการค้าต่าง ๆ จากทั่วโลก ที่สำคัญเป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อหลายแห่ง เช่น Rice University และมหาวิทยาลัยอื่นๆ

เมืองฮิวตันเป็นเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านการแพทย์และด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทำให้เมืองนี้เป็นแหล่งรวมอีกเมืองหนึ่งของผู้คนในรัฐเท็กซัสและรัฐใกล้เคียง ผู้คนบางส่วนที่อาศัยอยู่ในรัฐใกล้เคียง เช่น รัฐหลุยส์เซียน่า มักจะเข้ามาซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ในเมืองนี้ นอกจากนั้นก็ยังเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์และเข้ามาศึกษาหาความรู้ที่เมืองนี้เช่นเดียวกัน

ปณัฐดายังจับมือคนรักไว้แน่น ทันทีที่ก้าวออกมาจากเครื่องบิน สายตาของหญิงสาวก็ตลึงกับความกว้างใหญ่ของสนามบิน จอช บุช อินเตอร์เนชั่นนอลเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ว่าจะมองไปทางไหนบริเวณภายในสนามบินก็กว้างยาวจนลิบตา พนักงานสนามบินบางคนเป็นคนผิวดำที่ตัวสูงใหญ่พอสมควร
ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตปณัฐดาไม่เคยเห็นคนผิวดำที่สูงใหญ่ขนาดนี้ ถึงแม้ว่าผู้คนเหล่านี้จะผิวดำและตัวใหญ่มาก แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร รอยยิ้มบนใบหน้าของคนตัวใหญ่เหล่านี้บ่งบอกถึงความเป็นมิตรที่เธอได้สัมผัส ส่วนคนผิวขาวผมบลอนนั้น ก็มีหน้าตาที่หล่อเหลาและสวยงามดุจดั่งดาราฮอลิวู้ดที่เธอเคยเห็นในภาพยนต์ที่เมืองไทยเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

รอยคีนส์และปณัฐดาเดินไปรับกระเป๋าเดินทางทั้งหมด จากนั้นก็นั่งรถไฟใต้ดินไปอีกอาคารหนึ่ง ซึ่งก็เป็นจุดที่มิสซิสเมเบิ้ลและจอห์นรอคอยอยู่ที่นั่น โดยที่ทั้งสองคนนี้ได้เดินทางกลับไปเมืองไทยเช่นเดียวกัน และก็เดินทางกลับมาพร้อมกัน เพียงแต่นั่งเครื่องบินคนละสายการบิน แต่เวลาที่เครื่องบินมาลงที่เมืองฮิวตันนั้น สายการบินของมิสซิสเมเบิ้ลและสายการบินที่ปณัฐดาและรอยคีนส์นั่งมานั้น เครื่องได้ทำการลงในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้นัดพบเจอกันได้ไม่ยาก

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ปณัฐดามีโอกาสได้นั่งรถไฟใต้ดิน เธอไม่ชอบเอาเสียเลย ใจก็รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่เนื้อที่บนรถไฟก็ไม่ได้คับแคบอะไรเลย แต่ปณัฐดากลับรู้สึกหายใจลำบากมาก ๆ ยิ่งความเร็วของรถไฟทำให้หัวใจเธอวูบเป็นพัก ๆ พอรถไฟหยุดตรงจุดหมายที่ต้องลง เธอก็ดีใจเป็นที่สุด เหมือนกับได้ยกความอึดอัดใจต่าง ๆ ออกจากอกไป

อากาศในรัฐเท็กซัสกำลังดีพอสมควร ไม่ร้อนจนเกินไป แม้จะเป็นช่วงฤดูซัมเมอร์ก็ตาม แต่อุณหภูมิจัดว่าดีที่สุด พอเดินออกมาด้านหน้า มารดาคนรักและสามีก็ยืนรออยู่แล้ว

“ว่ายังไงปณัฐดา เธอชอบประเทศของฉันหรือเปล่า เธอว่าประเทศฉันสวยไหมล่ะ” มิสซิสเมเบิ้ลตั้งคำถามเป็นชุด ๆ

“สวยค่ะ ใหญ่มากและก็สะอาดสะอ้านด้วยค่ะ” หญิงสาวตอบไปตามภาพที่เห็น

“สวยกว่าประเทศเธอใช่ไหมล่ะ” มารดาคนรักถามซ้ำ สีหน้าของเธอดูภาคภูมิใจเหลือเกิน

แต่คนที่ถูกถามนี่สิกลับรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างบอกไม่ถูก ถึงประเทศของปณัฐดาจะไม่ได้สวยงามในสายตาของคนอื่น แต่ประเทศไทยก็เป็นประเทศที่สวยที่สุดในสายตาของปณัฐดาเสมอ และหญิงสาวก็ไม่ชอบมากนักที่จะให้ใครเอาสิ่งที่ตัวเองรักมาเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น ๆ ถึงกระนั้นปณัฐดาก็ยังคงต้องรักษามารยาทเอาไว้

“สวยค่ะ แต่ณัฐก็รักประเทศของณัฐเสมอ” เธอเลือกที่จะตอบอย่างนี้

“ฉันว่าที่นี่ร้อน แต่ประเทศเธอร้อนกว่าประเทศฉันเสียอีก ฉันไม่รู้ว่าคนแถวบ้านนอกของเธออยู่กันได้อย่างไร ไม่ยอมติดตั้งแอร์กัน” มิสซิสเมเบิ้ลเสริมด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

“ถึงจะร้อนแต่ก็มีลมเย็น ๆ พัดผ่านมาตลอดนะคะ คนแถวบ้านณัฐเขาไม่มีเงินติดแอร์หรอกค่ะ คนยากคนจนก็ใช้ความเย็นของธรรมชาติเท่านั้นแหละ” ปณัฐดาอดไม่ได้ที่จะแย้งเหตุผลให้มารดาคนรักได้เข้าใจสภาพชีวิตในสังคมที่เธอเติบโตมา

“ถึงกระนั้น ฉันก็คงอยู่ประเทศเธอนาน ๆ ไม่ได้หรอก นี่ถ้าไม่ใช่เพราะลูกชายของฉันนะ ตัวฉันและจอห์นคงไม่บินไปที่เมืองไทยหรอก”

คำพูดทิ้งท้ายของมารดาคนรัก ทำให้ปณัฐดาจุกที่ใจทันที ไม่อยากคิดว่าเขาจะพูดอย่างนี้ ปณัฐดาได้แต่กลืนน้ำลายอย่างช้า ๆ รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองมาตลอด

มารดาของคนรักที่เธอพบเจอในเมืองไทยนั้น เป็นคนที่ใจดีและอ่อนโยน กิริยาท่าทางการพูดจาดูให้เกียรติผู้คนเป็นอย่างมาก แต่ทำไมวันนี้การพูดจาของเธอเปลี่ยนไป หรือเพราะการเดินทางที่เหนื่อยล้าทำให้เธออารมณ์หงุดหงิดและพูดจาไปอีกแบบ หรือว่านี่คือนิสัยที่แท้จริงของมารดาคนรักที่หญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ปณัฐดาก็ยังคงเป็นสะใภ้ของครอบครัวนี้อยู่ดี และเธอก็ต้องเรียนรู้ชีวิตการเป็นสะใภ้ไปอีกเยอะ

“ไปขึ้นรถกันเถอะ ว่าแต่คุณแม่จอดรถไว้ที่ไหนครับ” รอยคีนส์หันมาบอกทุก ๆ คน และก็หันไปถามมารดาซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ

“แม่จอดรถไว้ที่โรงแรมฮอลิเดย์อินจ้า อยู่ไม่ไกลจากนี้เท่าไหร่”

สนามบินแห่งนี้มีรถคอยบริการรับส่งลูกค้าไปในจุดที่ใกล้เคียง เช่น โรงแรมต่าง ๆ ที่อยู่ไม่ไกลมากนัก พอไม่นานรถคันที่รอคอยก็มาถึง ซึ่งเป็นรถตู้ระดับสูงที่กว้างขวางพอสมควร สภาพภายในรถนั้นมีที่นั่งประมาณสิบกว่าที่ และก็มีจุดให้ผู้โดยสารทุกคนสามารถวางกระเป๋าเดินทางของตัวเองไว้ด้านหน้า พอวางกระเป๋าเสร็จแล้วทุกคนก็ขึ้นมานั่ง โดยที่มีคนขับรถคอยช่วยเหลือหลาย ๆ อย่าง

ปณัฐดายังนั่งอยู่ข้าง ๆ คนรัก เธอมองดูทิวทัศน์รอบนอกผ่านกระจกรถ ถนนที่ขับมาจากสนามบินมายังโรงแรมนั้น สะอาดสะอ้านและดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ต้นหญ้าสีเขียวชะอุ่มและมีการตัดแต่งให้ดูดีเหมือนกับสวนสาธารณะ รถยนต์แต่ละคันใหญ่กว่าที่เมืองไทยเสียอีก ทำให้หญิงสาวตื่นตาเป็นที่สุด เพราะไม่เคยเห็นอะไรใหญ่ ๆ อย่างนี้มาก่อน

นอกจากนั้นเธอก็ตกใจที่เห็นพวงมาลัยรถอยู่ด้านซ้ายมือ ซึ่งต่างจากประเทศของเธอที่อยู่ด้านขวา แถมถนนหนทางก็วิ่งตรงข้ามกับประเทศไทยอีกด้วย หญิงสาวจ้องดูด้วยความสงสัย เพราะเกิดมาไม่เคยเห็นรถที่วิ่งคนละเลนกับเมืองไทยอย่างนี้มาก่อน

รอยคีนส์ชี้ไม้ชี้มือบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้เธอได้ฟังไปด้วย ซึ่งหญิงสาวได้แต่พยักหน้าอย่างเข้าใจ พอรถวิ่งมาถึงหน้าโรงแรมและเอากระเป๋าลงหมดแล้ว ชายหนุ่มก็หยิบเงินดอลล่าร์ยื่นให้คนขับเป็นเงินทิปตอบแทนน้ำใจ พร้อมกล่าวขอบคุณ ซึ่งทุก ๆ คนกล่าวขอบคุณเช่นเดียวกัน

รถเอสยูวีเชฟโรเล็ทรุ่นทาโฮ่คันใหญ่จอดเด่นอยู่ที่ลานจอดรถด้านหน้าของโรงแรม สภาพรถยังใหม่เอี่ยม ซึ่งก็คิดว่าน่าจะซื้อไม่เกินสองปี เพราะสภาพรถยังดูดีเหมือนรถป้ายแดง รถคันนี้จอดอยู่ตรงกลางแจ้งโดยที่ไม่มีที่บังแดดบังลมเลยสักนิด ถ้าเป็นเมืองไทยคงไม่มีใครกล้าจอดรถคันสวยอย่างนี้ตากแดดตากฝนเป็นเดือนแน่นอน

ปณัฐดาช่วยคนรักและจอห์นยกกระเป๋าใส่ด้านหลังรถ ซึ่งมิสเมเบิ้ลได้เปิดประตูเข้าไปนั่งด้านหน้าข้าง ๆ คนขับก่อนแล้ว เสร็จจากนั้นรอยคีนส์ก็หันไปถามพ่อเลี้ยง

“จะให้ผมขับไหม หรือว่าคุณจะขับเองจอห์น” สีหน้าผ่องใสถามอย่างเป็นกันเอง

“ไม่เป็นไรคีนส์ เดี๋ยวผมขับเอง” จอห์นตอบรับด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย

รอยคีนส์เปิดประตูรถให้ปณัฐดาขึ้นไปนั่งที่เบาะด้านหลัง และตัวเองก็เข้ามานั่งข้าง ๆ หญิงสาว สภาพรถด้านในใหญ่มาก ทำให้หญิงสาวรู้สึกปลอดโปร่งเป็นที่สุด จะเหยียดแข้งเหยียดขาก็ทำได้สบาย ๆ ไม่รู้สึกอึดอัดเหมือนนั่งอยู่บนเครื่องบิน แอร์ภายในรถเย็นฉ่ำ ทำให้คนที่เดินทางมาเหนื่อย ๆ ชื่นใจขึ้นมาบ้าง สภาพเบาะหนังหนานุ่มมากทีเดียว

“ถ้าคุณง่วงก็นอนอิงตักผมได้นะ ผมรู้ว่าคุณคงเหนื่อยน่าดู” ชายหนุ่มลูบผมหญิงสาวเบา ๆ หันมาถามด้วยความเป็นห่วง

การเดินทางที่เป็นเวลานานหลายชั่วโมงทำให้ปณัฐดาเพลียไม่น้อย ชีวิตในตอนนี้เธอนึกถึงแต่เมืองไทย นึกถึงน้ำพริกและอาหารไทยมากที่สุด เพราะตั้งแต่เดินทางมาถึงที่อเมริกา เธอไม่สามารถทานอาหารได้เลย คงมีแต่ผลไม้ที่คนรักซื้อให้รับประทานที่สนามบินเท่านั้นที่พอจะรับประทานได้บ้าง
ปณัฐดาเอนตัวนอนอิงตักคนรัก โดยที่มีชายหนุ่มคอยประคับประคองเธออยู่ข้าง ๆ หญิงสาวเลือกที่จะนอนพักและฟังคนอื่น ๆ สนทนากันไปด้วย

“รถคันนี้ฉันกับจอห์นเป็นคนซื้อให้รอยคีนส์เองแหละ ตอนที่รอยคีนส์เรียนจบปริญญาโทใหม่ ๆ ฉันอยากให้ของขวัญที่พิเศษ ๆ แก่เขา” มิสซิสเมเบิ้ลเอ่ยขึ้นมาขณะที่ปณัฐดานอนคิดอะไรอยู่เพลิน ๆ

“สวยดีนะคะ คันใหญ่มาก” ปณัฐดาเอ่ยปากชมเบา ๆ

“แล้วเธอชอบไหมล่ะ”

“ชอบค่ะ เพราะมันใหญ่และดูสะดวกสบายพอสมควร”

“ฉันดีใจที่เธอชอบ อย่างน้อย ๆ คีนส์จะได้ไม่ต้องลำบากเปลี่ยนรถเพื่อเธอ”

“ณัฐยังไงก็ได้ค่ะ ไม่ค่อยเรื่องมากอยู่แล้ว”

ปณัฐดาชอบรถคันนี้ เพราะความกว้างและความสะดวกหลาย ๆ อย่าง เธอไม่ได้ชอบรถคันนี้ เพราะว่าอยากได้เอามาเป็นของตัวเองแต่อย่างใด เพราะจุดตรงนั้นไม่เคยมีอยู่ในความคิดของหญิงสาวเลย อะไรที่คนรักมีและแบ่งปันให้เธอได้หยิบใช้ แค่นี้ก็นับว่าเป็นน้ำใจอันล้นเกินจะพรรณาได้

เวลาในช่วงค่ำที่เท็กซัสยังไม่มืดมากนัก ซึ่งถ้าเป็นที่เมืองไทยก็คงจะมืดตั้งนานแล้ว แม้ว่าเวลาที่นี่จะสองทุ่มกว่าแล้ว แต่แสงแดดด้านนอกเหมือนกับเวลาห้าโมงเย็นที่เมืองไทย

“ที่นี่มืดช้าหน่อยนะ” รอยคีนส์บอกเล่า

“สองทุ่มกว่าแล้วยังสว่างอยู่เลยนะคะ”

“ครับ พอดีที่อเมริกามีการปรับเปลี่ยนเวลาด้วยนะครับ ก็มีช่วงปลายเดือนตุลาคมจะมีการปรับนาฬิกาให้เดินถอยหลังหนึ่งชั่วโมง และช่วงปลายเดือนมีนาคมจะมีการเปลี่ยนนาฬิกาเดินหน้าหนึ่งชั่วโมง”

“แปลกดีนะคะ ที่เมืองไทยไม่มีเลยค่ะ”

“ครับ นี่แหละความเป็นอเมริกาที่แปลก ๆ”

เมื่อขับรถผ่านเมืองเบอร์ม่อน (Beaumont) คู่หมั้นหนุ่มก็บอกเล่าเรื่องราวให้เธอได้รู้อีกครั้ง

“คุณพ่อของผมเรียนจบที่ Lamar University ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองนี้ครับ” ชายหนุ่มมีสีหน้าสดชื่นเมื่อได้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพ่อที่แท้จริง ซึ่งเสียชีวิตไปหลายสิบปีแล้ว

“ท่านเรียนจบด้านไหนคะ” ปณัฐดาเอ่ยถามเบา ๆ

“คุณพ่อผมเรียนจบด้านบริหารครับ แต่ท่านไม่ได้เรียนต่อปริญญาโทอีก เพราะต้องไปช่วยงานคุณปู่ในฟาร์มวัวที่ทางตอนเหนือของรัฐเท็กซัสครับ”

“แสดงว่าท่านเรียนจบมาก็ไม่ได้ใช้ความรู้เลยใช่หรือเปล่าคะ”

“ใช่ครับ คุณปู่กับคุณย่าไม่ชอบให้คุณพ่อของผมทำงานเป็นลูกจ้างใคร ท่านมีฟาร์มวัวที่กว้างขวางพอสมควร ท่านอยากให้ลูกชายคนเดียวของท่านมาช่วยดูแลครับ”

“ดีจังเลยค่ะ แบบนี้คุณพ่อก็คงมีความสุขไม่น้อย” ปณัฐดายิ้มนิด ๆ

“ก็คงจะดี ถ้าคุณปู่ยอมจ่ายเงินเดือนให้คุณพ่อบ้าง แต่นี่คุณปู่ไม่เคยจ่ายเงินเดือนให้เลย คือทำงานให้ฟรี ๆ นะครับ จะขอเงินใช้แต่ละครั้งก็ยากเย็นเหลือเกิน สมัยนั้นคุณพ่อยังหนุ่มมาก บางทีท่านก็รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย”

“คุณปู่คุณก็ดูมีฐานะดี ทำไมท่านถึงไม่ให้เงินคุณพ่อคุณใช้บ้างล่ะคะ”

“ท่านเป็นคนที่มัธยัสถ์มาก ๆ จะว่าขี้เหนียวก็ว่าได้ เงินแต่ละเพ็นนี่ถ้าออกจากกระเป๋าของคุณปู่ จะต้องเป็นการเป็นงานเป็นการทั้งนั้น ถ้าจะให้ไปเที่ยวตามประสาหนุ่ม ๆ คุณปู่ไม่ชอบ”

“เข้าใจแล้วค่ะ”

“ก็แบบนี้แหละครับ คุณพ่อของผมจึงต้องออกจากบ้านไปหางานทำเอง ชีวิตท่านไม่เหมือนใครหรอก คุณปู่กับคุณย่ามีเงินก็จริง แต่ท่านก็ต้องต่อสู้ชีวิตเหมือนคนอื่น ๆ ทั่วไปครับ เงินแต่ละบาทที่ท่านหามาได้ก็เก็บไว้ทั้งหมด ผ่านชีวิตการมีครอบครัวมาหลายครั้งหลายครา คุณพ่อไม่ค่อยโชคดีเรื่องชีวิตคู่หรอกครับ แต่ท่านก็พยายามใช้ชีวิตอย่างมีความสุข คุณแม่ของผมเป็นภรรยาคนสุดท้ายของท่าน”

รอยคีนส์บอกเล่าด้วยสีหน้าปนเศร้า แววตาของเขาเหมือนเก็บความรู้สึกบางอย่างซ่อนเร้นเอาไว้

“น่าสงสารท่านนะคะ ท่านคงจะรักคุณมาก”

“ครับ ท่านรักผมมาก ถ้าไม่มีผม...........” ชายหนุ่มไม่พูดต่อให้จบ

ปณัฐดารับรู้ถึงความรู้สึกบางอย่างที่คนรักถ่ายทอดออกมา ความรู้สึกตรงนี้ถึงแม้จะไม่ได้บอกเล่าให้เธอฟังทั้งหมด แต่ก็รู้ว่าต้องมีอะไรสำคัญไปกว่านี้ หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเกรงใจคนสองคนที่นั่งอยู่ด้านหน้า ทำให้ชายหนุ่มไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังจนจบ ปณัฐดาบีบมือคนรักเบา ๆ เหมือนต้องการให้เขารู้ว่า เธอพร้อมจะเป็นกำลังใจและอยู่เคียงข้างเขาเสมอ

“ณัฐเชื่อว่าดวงวิญญาณของท่านยังเฝ้ามองคุณอยู่ตลอด เหมือนที่ดวงวิญญาณของพ่อแม่ณัฐยังไงคะ”

เพราะรอยคีนส์เคยบอกเล่าเรื่องราวการเสียชีวิตของพ่อให้ได้ฟังมาบ้าง ทำให้ปณัฐดาสัมผัสถึงความเดียวดายอ้างว้างของคนรัก เธอเองก็เคยอยู่ในโลกตรงนั้นมาก่อน รู้ดีว่าความรู้สึกตรงนั้นเป็นเช่นใด จึงได้แต่ปลอบโยนและให้กำลังใจคนรักให้ดีที่สุด

เส้นทางระหว่างฮิวสตันมายังเมืองดีริดเดอร์ (DeRidder) ใช้เวลาในการขับรถประมาณสี่ชั่วโมง ครอบครัวรอยคีนส์พักอาศัยอยู่ในเมืองนี้เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้ว ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของรัฐหลุยส์เซียน่า (Louisiana) และห่างจากเขตแดนรัฐเท็กซัสโดยการขับรถประมาณสามสิบนาทีได้ เมืองนี้มีจำนวนประชากรประมาณเก้าพันกว่าคน ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายแบพทิส (Baptists) และนิกายเพ็นทาคอสตัล (Pentacostal) ซึ่งทั้งสองนิกายนี้ค่อนข้างเคร่งด้านศาสนาพอสมควร

เมื่อขับรถผ่านป้ายประกาศชื่อเมืองได้ไม่นาน ก็เห็นชื่อป้ายซึ่งเป็นจุดฝังศพของผู้คนในเมืองนี้ด้านขวามือ ซึ่งชื่อว่าโบคาร์ดซิมิทารี่ (Beauaregard Cemetary) ปณัฐดาหันไปมองด้วยความสงสัย แม้จะเป็นเวลามืดค่ำแล้ว แต่แสงไฟจากบริเวณหลุมฝังศพส่องกระทบกับพื้นซีเมนต์สีเหลี่ยมที่สร้างยกระดับสูงขึ้นพอประมาณ ทำให้มองเห็นภาพหลุมฝังศพได้อย่างชัดเจน สภาพหลุมฝังศพถูกสร้างไว้เป็นแถวมีระเบียบเรียบร้อย ซึ่งทางด้านหน้ามีการตกแต่งสวนไว้อย่างสวยงาม ซึ่งก็ดูไม่ต่างกับสวนสาธารณะที่เมืองไทยเลย ส่วนบริเวณข้าง ๆ หลุมฝังศพแต่ละหลุมก็มีดอกไม้พลาสติกกับดอกไม้สดปักไว้ทั้งสองฝั่ง

รอยคีนส์บีบมือหญิงสาวเบา ๆ สายตาของเขายังจ้องมองสถานที่แห่งนี้ด้วยจิตใจเหม่อลอย เหมือนกำลังคิดอะไรหลายอย่างอยู่ในใจ

“ศพคุณพ่อของผมก็ฝังอยู่ที่นี่ ไว้ว่าง ๆ ผมจะพาคุณมากราบหลุมฝังศพของท่านนะ”

ปณัฐดาสัมผัสถึงบางสิ่งบางอย่าง ขนลุกซู่ รู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก แต่พยายามทำใจไม่กลัวกับสิ่งที่เร้นลับที่ไม่มีตัวตน

“ค่ะ ณัฐก็อยากมากราบท่านเหมือนกัน” เธอพยักหน้าเห็นด้วย

“ถ้าคุณพ่อของผมมีชีวิตอยู่ ท่านคงจะดีใจมาก ๆ ที่ผมแต่งงานกับคุณ ท่านคงรักคุณมาก” “ณัฐก็รักท่านค่ะ”

ถึงแม้จะไม่มีโอกาสได้พบเจอพ่อแท้ ๆ ของคนรัก แต่ปณัฐดาก็รู้สึกรักและนับถือท่านเสมอ เธอสัมผัสถึงความอ่อนโยนจากคนรักและความจริงใจ ทำให้เธอเชื่อมั่นว่าบิดาของคนรักก็คงมีนิสัยไม่ต่างกับคนที่เธอรักมากนัก
รอยคีนส์ยิ้มละไม แววตาอ่อนโยนไม่เคยเปลี่ยน เมื่อรถวิ่งผ่านจุดที่เป็นหลุมฝังศพประจำเมืองนี้แล้ว จอห์นก็เลี้ยวรถเข้าไปยังถนนที่เข้าไปยังตัวเมืองดีริดเดอร์ จากนั้นรอยคีนส์ก็หันมาถามหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง

“ถึงเมืองที่ผมอยู่แล้วแหละ คุณหิวอะไรไหม”

“ไม่ค่อยหิวเลยค่ะ” ปณัฐดาตอบเบา ๆ

“ไม่หิวก็ต้องทานหน่อย จะได้มีแรง”

จากนั้นรอยคีนส์ก็หันไปถามมารดา “คุณแม่ครับ เราแวะซื้อไก่ทอดป๊อบอาย (Popeyes) ไปทานที่บ้านดีไหมครับ ผมว่าทุกคนคงหิวน่าดู”

ไก่ทอดป๊อบอาย (Popeyes Fried Chicken) เป็นไก่ทอดที่ขึ้นชื่อของรัฐหลุยส์เซียน่า ซึ่งก็มีชื่อเสียงมานานหลายปี รสชาติของไก่จะมีส่วนผสมของเครื่องเทศเคจั่น (Cajun) เคล้าอยู่ด้วย ทำให้เนื้อไก่รสชาตินุ่มและหอมน่ารับประทานเป็นอย่างมาก

“ก็ดีเหมือนกัน แม่ก็กำลังหิว จอห์นก็คงหิวด้วย”

“งั้นเอาชุดใหญ่ดีไหมครับ จะได้เก็บไว้ทานพรุ่งนี้ด้วย”

“ก็ดีจ้า” และก็หันมามองหญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง “ฉันหวังว่าเธอคงทานไก่ทอดได้นะปณัฐดา” เหมือนคำถามที่แฝงไว้ด้วยคำสั่งที่คาดหวัง

“ได้ค่ะ” หญิงสาวตอบรับเบา ๆ

เมื่อรถวิ่งมาถึงร้านอาหารฟาร์ดฟู้ดแห่งหนึ่ง ซึ่งมีป้ายกำกับไก่ทอดป๊อบอายที่ใหญ่โต ปณัฐดาก็ลดกระจกลงและก็หันไปมองอย่างสนใจ จอห์นขับรถเข้าไปด้านหลังร้านและก็มีป้ายรายการไก่ทอดแต่ละชุด เครื่องดื่มและอาหารชนิด ๆ อื่นกำกับเอาไว้ โดยที่มีช่องให้กดสนทนาระหว่างลูกค้าและพนักงานขาย

“ไก่ทอดป๊อบอายยินดีต้อนรับค่ะ ไม่ทราบว่าวันนี้รับไก่ชุดไหนดีคะ” เสียงพนักงานสาวดังแว่วมาจากลำโพงเล็ก ๆ ด้านหน้า

“ขอไก่ชุดใหญ่ 16 ชิ้นพร้อมมันฝรั่งบดชุดใหญ่ โคสลอร์ชุดใหญ่ และก็ข้าวกับถั่วแดงชุดใหญ่ด้วยครับ”

“รับเครื่องดื่มอะไรไหมคะ” พนักงานสาวถาม

“ไม่ครับ ขอบคุณครับ”

“ทั้งชุดยี่สิบเก้าเหรียญเก้าสิบเก้าเซ็นต์ค่ะ เชิญขับรถมารอที่หน้าต่างบานที่สองได้เลยนะคะ” พนักงานสาวบอกอีกครั้ง

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ปณัฐดาได้พบเห็นการสั่งอาหารที่แปลกประหลาดกว่าเมืองไทย ลูกค้าไม่ต้องเข้าไปสั่งอาหารด้านในร้าน และก็ไม่ต้องออกจากรถแต่อย่างใด สามารถสั่งอาหารได้โดยผ่านไมโครโฟนเล็ก ๆ ซึ่งเป็นอะไรที่สะดวกสบายเป็นอย่างมาก พอไม่นานจอห์นก็ขับรถมาจอดที่หน้าต่างบานที่สอง ปณัฐดาอดไม่ได้ที่หันไปมองผู้คนที่ทำงานในร้านไก่ทอด ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำทั้งนั้น และก็ส่งยิ้มมาให้เธอและครอบครัวด้วย เวลาผ่านไปสักพักพนักงานผิวดำคนหนึ่งก็เดินออกมาเก็บเงินกับจอห์น ซึ่งรอยคีนส์เป็นคนหยิบเงินให้ และก็หยิบเงินทอนคืนให้พร้อมกับอาหารที่สั่งทั้งหมด

“ขอบคุณมากค่ะ” พนักงานสาวกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะรับออร์เดอร์ต่อไป

จากนั้นจอห์นก็ขับรถออกมาจากร้านและวิ่งเข้าไปที่ถนนใหญ่ ปณัฐดายังคงมองผ่านกระจกไปยังบ้านเมืองผู้คนรอบ ๆ ถนนอยู่ตลอด ลักษณะบ้านเรือนของคนที่เมืองนี้แตกต่างจากที่บ้านนอกของเธอเป็นอย่างมาก ตัวบ้านของคนที่อยู่ในเมืองนี้จะอยู่ติด ๆ กันเป็นแถวยาว บ้านแต่ละหลังจะมีรั้วล้อมรอบตลอด ส่วนคนที่อยู่นอกชานเมืองออกมานั้น จะอยู่ห่างกันเป็นกิโลเมตรทีเดียว

เมื่อจอห์นเลี้ยวรถเข้าซอยฮาร์โมนี่เทรล (Harmony Trail) ปณัฐดาก็อดที่จะมองถนนหนทางข้างนอกไม่ได้ เพราะเป็นป่ามืดที่เงียบสงัด เธอไม่คิดว่าบ้านของคนรักจะอยู่ในป่ามืดอย่างนี้ ที่เคยคิดไว้ก็คงจะอยู่ในเมืองและมีตึกสูง ๆ ล้อมรอบ แต่พอได้เห็นภาพและกลิ่นไอที่ได้สัมผัส ปณัฐดารู้สึกเหมือนกับได้กลับไปสู่ท้องทุ่งนาที่บ้านนอกของเธออีกครั้ง ความเป็นชนบทที่นี่ยังคงเก็บความสวยงามของธรรมชาติเอาไว้เยอะ ถึงแม้จะมีความเจริญอยู่บ้างแต่ก็ยังมีร่มรื่นให้แก่ผู้พักอาศัยอยู่เสมอ

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:48:46


Opinion No. 9 (133572)







บทชีวิตสะใภ้ที่ 8


เมื่อรถวิ่งผ่านเข้ามาในซอยลึก ซึ่งก็มีแต่ป่าทึบล้อมรอบเต็มไปหมด ไม่มีบ้านผู้คนพักอาศัยเลยสักหลัง ปณัฐดารู้สึกกลัวขึ้นมาทันที ใจก็ภาวนาขออย่าให้มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับตน หญิงสาวมองหน้าคนรักนิดหนึ่ง เหมือนอยากจะถามคำถามหลายอย่าง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร ยังคงนั่งสงบนิ่ง จากนั้นก็หันไปมองแสงไฟด้านหน้า


พอรถเลี้ยวผ่านประตูทางเข้าบริเวณบ้านหลังหนึ่ง ปณัฐดาก็เพ่งมองรอบ ๆ ด้วยความสนใจ บ้านชั้นเดียวสไตล์อคาเดี่ยนปลูกไว้บนเนื้อที่กว้างใหญ่ ตัวบ้านใหญ่พอสมควร มีที่จอดรถสองคันขนาดพอดี ต้นสนสูงใหญ่ปลูกประดับไว้ด้านหน้า ทำให้บ้านดูร่มรื่นไม่น้อย ส่วนด้านข้างตัวบ้านก็มีต้นไม้ใหญ่ที่ออกผลสามต้นใหญ่ ๆ ขณะที่ทางด้านขวาสุดของตัวบ้านมองเห็นไฟไกลลิบ ๆ ที่เป็นโรงพักของวัวพันธุ์ที่เจ้าของบ้านเลี้ยงเอาไว้ นอกจากนั้นก็ยังมีส่วนที่ต่อยื่นออกไปเป็นเล้าเป็ดและเล้าไก่ นอกจากนั้นก็เป็นที่ดินกว้าง มองไปจนไกลสุดลับตาปนกับความมืดที่พอจะมองเห็นได้

บริเวณบ้านด้านหน้ามีเนื้อที่กว้าง ยื่นออกมายาวเหยียดจนสุดตัวบ้าน มีเก้าอี้สีขาวนั่งเล่นชุดหนึ่งอยู่ตรงประตูด้านกลาง ส่วนตัวบ้านนั้นเป็นอิฐบล็อกสีส้มอ่อน ๆ ปนน้ำตาลทั้งหมด หลังคาเป็นกระเบื้องอย่างดีสีดำปนเทา การตกแต่งภายนอกดูสวยงามเหมือนภาพคันทรีโฮมที่เคยเห็นในหนังสือแบบบ้านต่าง ๆ ทางด้านหน้าที่ติด ๆ กับเสานั้นมีการปลูกดอกไม้ไว้เป็นจุด ๆ แม้จะมองเห็นแค่ภาพด้านนอกก็รู้ว่าบ้านหลังนี้ใหญ่มากทีเดียว

เมื่อรถจอดสนิท มิสซิสเมเบิ้ลก็รีบลงจากรถก่อนเพื่อน เธอกวาดตามองรอบ ๆ บ้าน เหมือนต้องการสำรวจความเรียบร้อยทุกอย่าง

“ยินดีต้อนรับสู่บ้านของฉัน...ปณัฐดา” เธอส่งยิ้มรับหน้าบาน แววตาของเธอเชิดสง่าพอสมควร

ปณัฐดายิ้มให้มารดาคนรักนิดหนึ่ง แม้จะดีใจที่ได้ยินเจ้าของบ้านเอ่ยคำนี้ออกมาให้ได้ยิน แต่ก็เข้าใจดีว่าตัวเองเป็นเพียงผู้ที่มาอาศัยบารมีเขาอยู่เท่านั้น หญิงสาวยอมรับว่าชีวิตตัวเองเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ในเมื่อเธอรักและเลือกที่จะแต่งงานกับลูกชายบ้านนี้ เธอก็อยู่ในฐานะสะใภ้ที่ต้องคอยดูแลรับใช้ทุกข์สุขของคนรัก และทุกคนในครอบครัวนี้ด้วย

“ขอบคุณค่ะ” แม้จะเหนื่อยล้าแค่ไหน แต่ก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยคำขอบคุณ

รอยคีนส์เดินไปเปิดประทุนรถด้านหลัง และหยิบกระเป๋าเดินทางลงจากรถทั้งหมด โดยที่มีจอห์นคอยช่วยอีกแรง ปณัฐดาไม่รอช้าเดินไปช่วยคนรักเท่าที่จะทำได้ ส่วนมิสซิสเมเบิ้ลนั้นก็เปิดประตูตรงโรงจอดรถ ซึ่งก็มีรถเก๋งคาดิแล็คคันหรูจอดด้านใน และก็มีรถปิคอั๊พตอนครึ่งเชฟโรเลทคันใหญ่จอดติด ๆ กัน หญิงสาวลากกระเป๋าเดินตามหลังมารดาคนรักมาหยุดอยู่ตรงโรงจอดรถ

“รถของฉันสวยไหมปณัฐดา” ถามพลางเอามือไปลูบรถเก๋งคันหรูไปด้วย

“สวยค่ะ”

รถเก๋งคันใหม่ยี่ห้อคาดิแล็คจอดไว้ด้านในโรงจอดรถ ปณัฐดาไม่เคยได้ยินชื่อยี่ห้อรถแบบนี้มาก่อน จากที่เห็นสภาพความสวยงาม ๆ ต่าง ๆ ของตัวรถ ก็ดูคล้ายคลึงกับรถเบนซ์ที่เมืองไทย ตัวรถด้านในตกแต่งด้วยไม้สักลายเหลื่อมดูมีระดับ พวงมาลัยไม้สักเล็ก ๆ โดดเด่นไม่น้อย รถคันนี้เป็นเกียร์ออโต้ เบาะหนังสีครีมสะอาดสะอ้าน หญิงสาวหันไปมองแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับรถคันนี้มากนัก ตอนนี้เธอรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน

“ฉันเพิ่งซื้อมันพร้อม ๆ กับรถของคีนส์นี่แหละ” มิสซิสเมเบิ้ลพูดพลางไขกุญแจประตูบ้านไปด้วย โดยที่มีรอยคีนส์และจอห์นยืนลากกระเป๋าอยู่ด้านหลัง

“ค่ะ”

ปณัฐดายังคงพยักหน้ารับฟังสิ่งที่ได้ยิน ทั้งที่ลึก ๆ เธอไม่ได้สนใจเรื่องรถของมารดาคนรักเลยนสักนิด

พอผลักประตูเข้าไปด้านใน มิสซิสเมเบิ้ลก็เดินนำเข้าไปด้านใน จู่ ๆ เธอก็หยุดตรงทางเลี้ยวมุมด้านหน้า

“ปณัฐดานี่ห้องซักรีดนะ และนี่ก็ตู้เย็นใหญ่สี่ตู้ คอยเก็บอาหารแช่แข็งของฉันทั้งหมด”

หญิงสาวหันไปมองห้องสี่เหลี่ยมขนาดกว้างสี่เมตรยาวสี่เมตรได้ ซึ่งมีตู้เย็นใหญ่สี่ตู้ตั้งเรียงเป็นแถว นอกจากนั้นก็มีเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าอยู่อีกมุมหนึ่งในห้องเดียวกัน

“กว้างจังเลยค่ะ” และก็เอ่ยชมเบา ๆ

มิสซิสเมเบิ้ลพยักหน้า และก็เดินนำมาที่ห้องด้านใน ซึ่งเป็นห้องครัวอยู่ตรงใจกลางตัวบ้าน มีอุปกรณ์เครื่องครัวทุกอย่างเพียบพร้อม พื้นห้องครัวปูด้วยหินอ่อนละเอียดสวยงาม

“ห้องครัวของฉันเองแหละ สวยไหมล่ะ” ปณัฐดาและคนรักซึ่งลากกระเป๋าเดินทางตามมาติด ๆ ได้แต่พยักหน้ายิ้มๆ

“สวยค่ะ” แม้จะเหนื่อยแค่ไหน แต่ก็ต้องจำใจเอ่ยปากชมให้เจ้าของบ้านได้ชื่นใจไว้ก่อน

พอทุกคนเดินมาหยุดที่ห้องครัวและวางกระเป๋าเดินทางลงบนพื้น จอห์นและรอยคีนส์ก็เดินไปหยิบแก้วน้ำที่อยู่ในตู้ชั้นวางที่จัดไว้เป็นระเบียบ และเปิดน้ำจากตู้เย็นมาดื่มให้หายเหนื่อย รอยคีนส์ไม่ลืมที่จะยื่นแก้วน้ำมาให้ปณัฐดาได้ดื่มด้วย พอวางแก้วไม่ทันจะเสร็จ มิสซิสเมเบิ้ลก็เดินมาลากแขนปณัฐดาให้เดินไปอีกห้องหนึ่ง พร้อมทั้งเปิดไฟด้านใน

“อันนี้ห้องแต่งตัวของฉันเอง และถัดไปเป็นห้องส้วมและห้องอาบน้ำจ้ะ”
ปณัฐดามองดูรอบ ๆ บริเวณภายในห้อง ซึ่งปูด้วยพรมสีแดงหนานุ่มทั่วห้อง มีอ่างล้างหน้าที่เป็นหินอ่อนสองอันอยู่ตรงหน้ากระจกบานใหญ่ มีพื้นที่ให้วางเครื่องสำอางและเครื่องใช้ด้านซ้ายมือสุด บริเวณภายในห้องกว้างขวางพอสมควร มีการตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์รอบ ๆ ผนังด้านบนสวยงามไปอีกแบบ ด้านขวาสุดมีห้องส้วมและห้องอาบน้ำแบ่งเป็นสัดส่วนอย่างเป็นระเบียบ
“สวยมากเลยค่ะ” ปณัฐดาเอ่ยปากชมเหมือนเคย

“มาดูนี่สิปณัฐดา ด้านหลังนี้เป็นที่เก็บเสื้อผ้าของฉัน”

มารดาคนรักยังคงจูงมือหญิงสาวให้ชมบ้านอีกต่อไป ซึ่งเธอไม่กล้าปฏิเสธและก็ยอมทำตามแต่โดยดี

จากนั้นมิสซิสเมเบิ้ลเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าที่สร้างติดกับตัวบ้านเป็นห้อง ๆ เข้าไปด้านใน และก็ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วน พร้อมทั้งมีประตูปิดเปิดได้อย่างสะดวกสบาย

“นี่เป็นเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวของฉัน”

เสื้อหนังและเสื้อขนสัตว์ที่มียี่ห้องถูกแขวนเรียงกันเป็นระเบียบเรียบร้อย มีทั้งเสื้อที่เป็นผ้าไหมพรมปะปนอยู่ด้วย จากนั้นมิสซิสเมเบิ้ลก็จูงมือหญิงสาวเข้าไปด้านในอีกฝั่งขวามือสุด

“ส่วนนี้เป็นเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนและฤดูสปริงจ้ะ และถัดไปนั้นเป็นเสื้อผ้าสำหรับใส่ในบ้าน และถัดไปอีกด้านมุมสุดเป็นเสื้อผ้าที่ฉันใช้ออกงานทั่วไป สวยไหมล่ะ”

ปณัฐดาได้แต่พยักหน้าและชื่นชม “สวยมากค่ะ”

บริเวณถัดมาด้านขาวมือสุดข้างในห้อง เป็นห้องนอนที่กว้างใหญ่ ขนาดความกว้างประมาณสิบเมตรคูณสิบเมตรได้ พื้นปูด้วยพรมสีเดียวกับห้องแต่งตัว ซึ่งก็ดูสวยงามไปอีกแบบ มีการตกแต่งภายในอย่างเป็นระเบียบ เตียงหนานุ่มสูงใหญ่ดูอลังการและโดดเด่นเป็นอย่างมาก ที่นอนสีครีมอ่อน ๆถูกพับไว้อย่างปราณีต ข้าง ๆ เตียงสองด้านมีโต๊ะไม้สักที่เป็นจุดวางโคมไฟทั้งสองข้าง ด้านหน้าสุดของเตียงเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้สักเนื้อเนียนสีน้ำตาลเข้ม มีกระจกบานใหญ่สูงเหมือนกับโต๊ะเครื่องแป้งตั้งอยู่ด้านบน แต่ละช่องจะเป็นจุดให้เจ้าของห้องไว้เก็บเครื่องประดับที่สำคัญ ส่วนมุมด้านซ้ายสุดของห้องก็เป็นเตาผิงไฟ

“ห้องนอนของฉันเอง สวยไหมล่ะ นี่ปณัฐดา เธอดูนี่สิ เธอรู้ไหมว่ามันราคาเท่าไหร่ ฉันไม่อยากพูดเลย ราคาประมาณ..............” และก็ต้องหยุดนิ่งเมื่อได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องเรียก

“คุณแม่ครับ ผมว่าปณัฐดาและคุณแม่เหนื่อยมากแล้ว ไปนั่งทานไก่ทอดกันก่อนดีไหมครับ เรื่องชมบ้านค่อยดูกันพรุ่งนี้ก็ได้ครับ”

สีหน้าของรอยคีนส์ดูห่วงใยหญิงสาวทั้งสองคนเป็นอย่างมาก รู้ว่าอีกคนหนึ่งต้องการแนะนำให้ลูกสะใภ้รู้จักบ้านตัวเองมากขึ้น และก็รู้ดีว่าคนอีกคนหนึ่งเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาพอสมควร คงไม่มีจิตใจมาเดินเที่ยวชมบ้านในตอนนี้

มิสซิสเมเบิ้ลหยุดชะงักหันมามองหน้าปณัฐดา “ก็ดีเหมือนกัน แม่ชักหิวแล้ว” และเธอก็เดินออกมาที่ห้องครัว

ปณัฐดาและคนรักเดินตามหลังมาติด ๆ และมาหยุดที่เก้าอี้ไม้สักกลมกว้างด้านในห้องครัว ซึ่งเป็นโต๊ะที่ใช้นั่งรับประทานอาหารในช่วงที่ไม่มีพิธีรีตองอะไร

รอยคีนส์เลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวได้นั่ง ส่วนจอห์นก็ลุกขึ้นเลื่อนเก้าอี้ให้ภรรยาได้นั่งข้าง ๆ ตน จากนั้นชายหนุ่มก็เดินไปหยิบจานในชั้นวางในห้องครัว และก็เดินเอาจานมาวางตรงหน้าของแต่ละคน ทางด้านจอห์นนั้นก็ช่วยหยิบแก้วมารินน้ำเย็นจากตู้เย็นให้ทุก ๆ คน

เมื่อทุกคนนั่งพร้อมหน้ากัน มิซซิสเมเบิ้ลก็หันมามองหน้าแต่ละคน

“เดี๋ยวเราสวดมนต์ขอพรจากพระเจ้ากันก่อนนะ ใครจะเป็นคนสวดล่ะ”

“คุณแม่เป็นคนนำเถอะครับ” รอยคีนส์บอก

จากนั้นแต่ละคนก็เอามือแต่ละข้างประสานมือกับคนข้างเคียง ปณัฐดารู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะตั้งแต่รู้จักกับคนรักไม่เคยเห็นเขาชวนเธอสวดมนต์ขอพรจากพระเจ้าอย่างนี้มาก่อน หญิงสาวไม่ได้รังเกียจที่จะทำอย่างนั้น เพียงแต่รู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยเท่านั้น

“ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ฉันและครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ขอบคุณที่ทำให้พวกเราสามารถพาปณัฐดามาอยู่ที่อเมริกาได้ ขอบคุณที่ช่วยให้การเดินทางของครอบครัวเราปลอดภัยทุกอย่าง ขอบคุณสำหรับสิ่งดี ๆ และความสุขต่าง ๆ ที่ท่านมอบให้เรา พวกเราทุกคนรู้สึกซาบซึ้งสิ่งที่ท่านมอบให้เป็นอย่างมาก ขอบคุณมากพระเจ้า”

เมื่อมารดาคนรักพูดนำสวดจบ จอห์นและรอยคีนส์ก็พูดพร้อมกัน

“เอเมน” ปณัฐดาไม่ได้พูดอะไรออกไป และก็ได้แต่อมยิ้มนิด ๆ กับความไม่คุ้นเคย

รอยคีนส์ยื่นจานไก่ทอดให้หญิงสาว ปณัฐดาเลือกหยิบน่องไก่ชิ้นเล็ก ๆ วางไว้ตรงจาน และก็มันฝรั่งบด พอสักพักคนรักก็ยื่นถั่วแดงและข้าวสุกรวมกันให้กับเธออีกครั้ง

“ลองทานข้าวกับถั่วแดงไหมครับ อร่อยดีนะ”

ปณัฐดาไม่คุ้นเคยกับถั่วแดงที่หุงผสมกับข้าวสวย เธอเคยรับประทานถั่วแดงที่เมืองไทยที่ใช้ทำขนมหวานเท่านั้น รู้สึกแปลกที่เห็นคนที่นี่รับประทานถั่วแดงเป็นอาหารคาว และด้วยความอยากรู้จึงตักข้าวผสมถั่วแดงใส่จานนิดหนึ่ง

“ขอบคุณค่ะ”

รสชาติอาหารในคืนนั้น ไม่ถึงกับอร่อยที่สุดถ้าเทียบกับอาหารที่เมืองไทย แต่อาหารในคืนนั้นก็พอประทังชีวิตได้บ้าง ในช่วงที่รับประทานอาหารกันนั้น ปณัฐดาก็นึกถึงแต่น้ำพริกนรกที่แอบใส่ติดมากับกระเป๋าเดินทางตลอด เธอแอบคิดในใจว่าพรุ่งนี้จะขอทานข้าวกับน้ำพริกนรกให้ได้ อาหารที่นี่ถึงจะอร่อยเลิศหรูแค่ไหน แต่หญิงสาวก็ยังปรับตัวไม่ได้ ชีวิตยังคุ้นเคยแต่กับอาหารไทยเท่านั้น

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ปณัฐดาก็ช่วยคนรักเก็บกวาดจานช้อนให้เรียบร้อย รอยคีนส์สอนเธอเอาจานลงในเครื่องล้างจาน และก็ที่วางแก้วต่าง ๆ ลงในเครื่องชั้นบน จากนั้นก็กลับมานั่งที่เดิม

“รอยคีนส์กับณัฐไปพักผ่อนกันเถอะลูก พรุ่งนี้ค่อยจัดกระเป๋าเดินทางกัน เดี๋ยวแม่ก็จะอาบน้ำพักผ่อนแล้ว รู้สึกเหนื่อยเอาการ” คุณแม่หันมาบอก ยิ้มจาง ๆ ให้ทุกคน

“ก็ดีครับ ผมกับณัฐก็เหนื่อยเหมือนกัน”

จากนั้นทุกคนก็ร่ำลาราตรีสวัสดิ์กัน รอยคีนส์และแม่จุ๊บปากกันเป็นการร่ำลาก่อนที่จะกอดกันแน่น ส่วนปณัฐดาก็ยืนมองด้วยความแปลกใจ เธอเคยเห็นคนรักและแม่ร่ำลากันก่อนนอนโดยการจุ๊บปากเป็นประจำ จนบางทีกลายเป็นความชินชาไปแล้ว พอสักพักคุณแม่ก็เดินมากอดเธอและหอมแก้มด้วย โดยที่มีจอห์นคว้าเธอไปกอดร่ำลาเช่นเดียวกัน หญิงสาวพยายามรับรู้ว่านี่คือธรรมเนียมของคนอเมริกัน แต่เธอก็รู้สึกตะหงิดใจที่เห็นคนรักจุ๊บปากกับแม่ เพราะตั้งแต่เกิดมาในชีวิตเธอเองก็ไม่เคยจูบปากกับใครเป็นการร่ำลาราตรีสวัสดิ์อย่างนี้มาก่อน คนที่เธอจูบปากด้วยก็มีแต่คนที่เป็นคู่รักเธอเท่านั้น

รอยคีนส์จูงมือหญิงสาวเดินผ่านห้องกว้างใหญ่ ซึ่งมีโคมไฟระย้าประดับประดาสวยงาม มุมด้านหน้าเป็นโซฟาสีน้ำเงินเข้มชุดใหญ่วางไว้ติดกับหน้าต่างและเตาผิงไฟ นอกจากนั้นก็มีเฟอร์นิเจอร์และตู้ประดับของสะสมถูกตกแต่งไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สภาพภายในห้องดูโดดเด่นเหมือนบ้านผู้ดีที่เธอเห็นในหนังฮอลิวู้ด แจกันจีนเซรามิคใบใหญ่ถูกวางไว้ที่มุมประตูทางด้านหน้า มีใบไม้และดอกไม้พลาสติกประดับประดา ภาพศิลปะที่มีราคาถูกแขวนไว้ในมุมข้าง ๆ เตาผิงด้านหน้า ทุกสิ่งทุกอย่างในห้องรับแขกดูดีไม่น้อย ทำให้ปณัฐดานึกถึงคำพูดที่คนรักเคยบอกย้ำเธอบ่อย ๆ

“ผมไม่ใช่คนรวยนะ แต่ผมสามารถเลี้ยงดูคุณได้”

ภาพที่เห็นตรงหน้า ทำให้หญิงสาวรู้สึกเหมือนคนรักพูดไม่ตรงกับความจริงที่พบเจอในวันนี้ เพราะภาพที่เห็นในวันนี้ทำให้เธอรู้สึกว่าคนรักไม่ได้ยากจนเหมือนที่เธอคิด ก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงานและมาอยู่ที่นี่ ปณัฐดาเคยคิดมาตลอดว่าบ้านคนรักจะต้องเป็นบ้านไม้สองชั้นธรรมดา ๆ เหมือนบ้านนอกของเธอ ไม่ได้หรูหราและโดดเด่นอย่างนี้ แต่ภาพที่เห็นนั้นต่างจากจินตนาการที่เธอคิดไว้เป็นอย่างมาก คนรักของเธอไม่ได้ยากจนเหมือนตัวเธอเลย เขามีอะไรหลายอย่างที่ดีกว่าเธอหลายเท่า ต่างกันลิบลิ่ว

ปณัฐดาเดินผ่านห้องนอนสามห้อง พอเดินเข้ามาที่ห้องนอนสุดท้าย หญิงสาวก็หยุดมองด้วยความตะลึง ซึ่งห้องนอนสุดท้ายเป็นห้องนอนของคนรัก เตียงนอนไม้อย่างดีรุ่นคิงส์ถูกจัดไว้เป็นระเบียบ ผ้าปูที่นอนและผ้านวมที่ห่มคลุมเตียงนอนสีน้ำเงินลายดอกไม้เล็ก ๆ ดูดีเป็นอย่างมาก มีโคมไฟเล็ก ๆ ทั้งสองด้านตั้งเอาไว้ เฟอร์นิเจอร์ในห้องส่วนใหญ่เป็นไม้สักที่ดูมีราคา ห้องนอนนี้กว้างยาวขนาดสิบเมตรได้ มีโซฟาสองอันตรงมุมติดหน้าต่าง และมีโต๊เล็ก ๆ อยู่ระหว่างโซฟา นอกจากนั้นก็มีเครื่องเสียงชุดใหญ่พร้อมทีวีคอยให้ความสะดวกสบายแก่ผู้พักอาศัย

ส่วนอีกมุมด้านซ้ายมือสุด ก็มีตู้ไม้คาบิเนสที่บิ้วอินกับตัวห้อง เป็นชั้นวางหนังสือต่าง ๆ โดยที่มีอ่างล้างมืออยู่อีกมุมตรงหน้าต่าง ทางด้านมุมสุดมีตู้เย็นเล็ก ๆ ขนาดกลางวางเอาไว้ ซึ่งมีเครื่องดื่มหลายชนิดอยู่ด้านใน มีแก้วไวน์และแก้วดื่มน้ำวางไว้เป็นระเบียบตรงคาบิเนสด้านมุมสุด หากเดินเข้าไปด้านในก็เป็นอ่างล้างหน้าที่เป็นหินอ่อนกว้างใหญ่ มีกระจกใหญ่ติดตั้งไว้เด่นชัด ในส่วนตรงข้ามเป็นตู้เสื้อผ้าที่บิ้วอินที่ใหญ่พอสมควร และก็มีโถส้วมและอ่างอาบน้ำที่แบ่งแยกเป็นสัดส่วน พร้อมทั้งชั้นวางผ้าขนหนูที่สร้างขึ้นติดกับตัวบ้าน

ปณัฐดาปรายตามองไปรอบ ๆ ห้อง เห็นเครื่องประดับเฟอร์นิเจอร์หลายอย่างตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดและรูปปั้นประดับที่เป็นชนเผ่าอินเดียนแดง ก็ล้วนแต่สวยงามไปหมด หญิงสาวเดินมาหยุดที่รูปเด็กชายตัวเล็ก ๆ ยิ้มน่ารักจนเห็นฟันสองซี่ได้ถนัด เธอเอามือเอื้อมหยิบกรอบรูปใบนี้ขึ้นมาดูชัด ๆ

“รูปผมเองครับ ตอนสมัยที่ผมยังเด็ก ๆ” รอยคีนส์บอกเล่า

หญิงสาวแหงนหน้ามองคนรักแวบหนึ่งและก็อมยิ้ม “ตอนเด็ก ๆ คุณน่ารักมากเลยนะคะ”

“ตอนเด็ก ๆ ผมผอมมากครับ มาอ้วนก็ตอนที่คุณย่าซื้อยาบำรุงฟลิ้นสโตนให้ทานนะแหละ คุณย่าผมมักจะบอกว่า คุณแม่นะเลี้ยงผมไม่ดี ปล่อยให้ผอมเหมือนลูกคนจีน หลังจากนั้นคุณย่าก็มักจะส่งยาฟลิ้นสโตนมาให้ผมทุก ๆ เดือนครับ”

ปณัฐดาอมยิ้มกับเรื่องราวที่ได้ยิน เธอหยุดนิ่งมองภาพรูปปั้นอินเดียนแดนที่ประดับไว้ภายในห้อง

“คุณพ่อและคุณแม่ผมมีเชื้อสายอเมริกันอินเดียนตั้งแต่รุ่นทวดแล้วครับ บ้านผมถึงประดับรูปปั้นอินเดียนแดงเยอะครับ โดยเฉพาะคุณแม่ของผมนั้น เธอชอบสะสมตุ๊กตาอินเดียนแดงครับ”

“คงจะน่ารักน่าดูนะคะ” ปณัฐดายิ้ม

“ครับ ตุ๊กตาแต่ละตัวสวยมาก ๆ ไว้พรุ่งนี้ผมจะให้คุณดู”

ชายหนุ่มเดินเข้าไปตรงห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และก็แกะกระดุมเสื้อออก หญิงสาวเดินตามหลังเขามาหยุดอยู่ตรงหน้า เธอมองภาพตัวเองและคนรักผ่านกระจกบานใหญ่ด้านหน้า พินิจพิจารณภาพของตัวเองและคนรักไปด้วย

“บ้านคุณไม่ได้จนเหมือนที่ณัฐคิดเลย คุณเป็นคนรวย มีฐานะมาก คุณไม่รังเกียจณัฐเหรอคะ ณัฐเป็นคนยากจน”

เมื่อมาเห็นภาพความจริงทั้งหมด ความรู้สึกต่าง ๆ ก็ไม่ค่อยเหมือนเดิมอีกแล้ว ยิ่งเห็นคนรักฐานะสูงส่งกว่าตัวเอง หญิงสาวก็รู้สึกต่ำต้อยอย่างบอกไม่ถูก ปณัฐดากลัวที่จะรักกับคนที่มีฐานะดีกว่า เพราะใจไม่ชอบให้ใครมาดูถูกในความยากจนของตัวเอง เธอรู้สึกผิดหวังที่คนรักไม่ได้มีฐานะยากจนเหมือนที่เธอคิดเอาไว้ รู้สึกว่าความต่างระหว่างเธอกับเขามันเด่นชัดกว่าที่คิดไว้

รอยคีนส์เดินมาจับไหล่หญิงสาวเบา ๆ สบตาเธอเหมือนต้องการถ่ายทอดความรู้สึกทุกอย่างที่มีอยู่ในใจให้เธอได้รับรู้

“ที่รัก ผมเคยบอกคุณแล้วยังไงว่า...ผมรักคุณ ผมรักทุกอย่างที่เป็นคุณ ไม่ว่าคุณจะจนหรือรวย คุณก็คือผู้หญิงคนเดียวที่ผมรัก”

“แล้วคุณแม่คุณไม่รังเกียจณัฐเหรอคะ”

นี่แหละคือสิ่งที่เธอกลัวที่สุด กลัวว่าสักวันหนึ่งแม่คนรักจะหยิบยกเรื่องความยากจนของเธอมาพูดให้เจ็บช้ำน้ำใจ กลัวจะถูกแม่คนรักกล่าวหาว่าแต่งงานเพื่อหวังรวย

ชายหนุ่มโอบกอดหญิงสาวไว้แน่น

“ผมไม่สนใจว่าคุณแม่ของผมจะรู้สึกอย่างไร ผมรักคุณและภูมิใจที่มีคุณอยู่กับผม ผมไม่แคร์ว่าคุณแม่ผมจะพูดอะไร คุณอย่าคิดมากเลยนะครับ คุณอยู่ที่นี่ในฐานะภรรยาของผม บ้านนี้เป็นบ้านผมครึ่งหนึ่ง ผมมีสิทธิ์มีส่วนในบ้านหลังนี้เช่นเดียวกับคุณแม่ของผม บ้านหลังนี้พ่อของผมเป็นคนซื้อและท่านก็ทำพินัยเอาไว้ว่า ผมมีสิทธิ์ในทรัพย์สินทุกอย่างของท่านครึ่งหนึ่งเท่า ๆกับคุณแม่ คุณไม่ต้องกลัวนะ ไม่มีใครทำอะไรคุณได้อยู่แล้ว”

“ณัฐไม่อยากรู้สึกเหมือนตัวเองมาเกาะคุณกิน”

ชายหนุ่มสบตาหญิงสาวอีกครั้ง

“อย่าคิดแบบนั้นเด็ดขาด ผมบอกแล้วยังไงผมจะเลี้ยงดูคุณให้ดีที่สุด จะปกป้องคุณทุกอย่าง คุณไม่ได้เกาะผมกิน เรารักกันและเราก็สร้างครอบครัวด้วยกัน อย่าคิดแบบนั้นอีกนะครับ”

เธอพยักหน้าเบา ๆ“ก็ได้ค่ะ ณัฐจะไม่คิดอย่างนั้นอีก จะพยายามช่วยงานคุณทุกอย่างเท่าที่จะทำได้”

“อีกสองวันผมจะไปสมัครเรียนภาษาฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัยในเมืองถัดไป ซึ่งขับรถประมาณสองชั่วโมง มหาวิทยาลัยแห่งนี้เปิดสอนภาษาฝรั่งเศสด้วย”

“ทำไมต้องเรียนภาษาฝรั่งเศสด้วยล่ะคะ”

“พอดีผมอยากเรียนภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม อีกอย่างผมก็ต้องติวสอบจีอาร์อีไว้เข้าเรียนระดับปริญญาเอกในช่วงปีใหม่ที่จะถึงนี้ด้วย คุณอยากไปเรียนไหมล่ะ”

“อย่าเพิ่งให้ณัฐเรียนภาษาฝรั่งเศสเลยนะคะ แค่ภาษาอังกฤษก็ยังเอาตัวไม่รอดเลย”

“งั้นคุณรอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนปริญญาเอกดีไหม จะได้เรียนที่เดียวกัน ถึงวันนั้นเราสองคนก็คงไม่ได้อยู่ที่นี่ เพราะมหาวิทยาลัยที่ผมจะสอบเข้าปริญญาเอกนั้น อยู่ห่างจากที่นี่สองชั่วโมง เราคงต้องหาบ้านหรือไม่ก็อพาร์ทเมนต์อยู่กัน”

หญิงสาวยิ้มให้คนรัก “ยังไงก็ได้ค่ะ ณัฐอยู่ได้อยู่แล้ว ขอแค่มีคุณอยู่เคียงข้าง”

“ปณัฐดา” ชายหนุ่มเรียกชื่อเธออีกครั้ง เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ต้องการจะบอก

“ค่ะ” และก็หันมาสบตาเขาช้า ๆ

“ฟังผมให้ดีนะ คุณแม่ของผมไม่ค่อยเหมือนคนอื่นเขา ผมอยากให้คุณอดทนสักนิด อีกแค่สี่เดือนเราก็ย้ายออกไปจากที่นี่แล้ว ถ้าท่านพูดอะไรให้คุณไม่สบายใจก็อย่าเก็บมาคิดนะ ผมเป็นห่วงคุณมากรู้ไหม”

สิ่งที่ได้ยินจากคนรักทำให้เธออึ้งอยู่สักพัก มีอะไรอีกไหมที่เธอไม่เคยรู้เกี่ยวกับมารดาของคนรัก แล้วภาพที่เธอเห็นในเมืองไทยมันไม่ใช่นิสัยที่แท้จริงของมารดาคนรักหรอกหรือ หรือว่าภาพที่เมืองไทยเป็นเพียงภาพมายาที่ถูกสร้างปิดกั้นความจริงเอาไว้

“มีอะไรหรือเปล่าที่ณัฐไม่เคยรู้มาก่อน”

“ผมบอกคุณไม่ถูกหรอก คุณรู้ใช่ไหมว่าพี่น้องต่างบิดาของผมอีกเจ็ดคนไม่เคยติดต่อมาหาคุณแม่เลย เพราะอะไร ผมไม่เคยมีโอกาสเล่าให้คุณได้ฟังทั้งหมด คุณคงไม่เคยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ชีวิตผมไม่มีใคร ผมมีคุณแม่ก็จริง แต่ผมก็ไว้ใจท่านไม่ได้ ผมเชื่อใจและไว้ใจคุณที่สุด หวังว่าคุณคงจะอดทนและอยู่เคียงข้างกับผม”

รอยคีนส์บอกเล่าด้วยสีหน้าเศร้า ๆ เหมือนต้องการให้เธอรู้ว่า วันข้างหน้ามีอะไรหลายอย่างที่เธอต้องพบเจออีกเยอะ

“ค่ะ แต่ท่านก็ดูใจดีนี่ค่ะ ณัฐไม่เห็นท่านเลวร้ายตรงไหนเลย”

แม้จะเคยได้ยินมารดาคนรักพูดให้ช้ำใจอยู่บ้าง แต่เธอก็คิดว่าเป็นเพียงถ้อยคำธรรมดาทั่วไปเท่านั้น คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้

“สัญญาก่อนสิว่า คุณจะอยู่เคียงข้างผม จะไม่ทิ้งผมไปไหน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“ณัฐสัญญาค่ะ สัญญาจะอยู่กับคุณตลอดไป จะทุกข์หรือสุขก็จะอยู่กับคุณคนเดียว”

ค่ำคืนนี้เป็นคืนแรกของปณัฐดาที่ได้ใช้ชีวิตในอเมริกา เตียงนอนหนานุ่มและผ้านวมผืนใหญ่ให้ความอบอุ่นไม่น้อย อ้อมแขนของคนรักเหมือนเกราะกำบังให้เธอรู้สึกถึงความปลอดภัยต่างๆ ณ ดินแดนแห่งนี้

หญิงสาวนอนไม่หลับเพราะไม่คุ้นเคยกับสภาพชีวิตที่นี่ เธอยังรู้สึกว่าตอนนี้เป็นช่วงกลางวันอยู่ ร่างกายยังปรับตัวไม่ได้ เธอนอนลืมตาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดถึงคำพูดของคนรักที่เหมือนเป็นสัญญาณสำคัญบางอย่างที่บอกให้เธอได้รู้เอาไว้ คิดถึงญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่เมืองไทยจับใจ พิเศษสุดก็คงหนีไม่พ้นอาหารไทยที่เธอชอบนักชอบหนา ยังมีอะไรอีกเยอะไหมกับการเป็นสะใภ้ที่เธอยังไม่ได้เรียนรู้



 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:50:31


Opinion No. 10 (133573)






บทชีวิตสะใภ้ที่ 9


แสงแดดส่องผ่านผ้าม่านสีอ่อน ๆ ปณัฐดามองไปรอบ ๆ ห้องนอน ซึ่งข้าง ๆ ตัวมีร่างของคนรักนอนหลับพริ้มไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด เธอก้มหอมแก้มเขาฟอดหนึ่งก่อนจะลุกขึ้น จากนั้นก็เดินมายืนตรงริมหน้าต่างบานใหญ่ เอื้อมมือเปิดผ้าม่านและเลื่อนมู่ลี่ตรงหน้าต่างขึ้น ภาพบรรยากาศด้านหน้าทำให้หญิงสาวอมยิ้มนิด ๆ สนามหญ้าเขียวชะอุ่มที่ลานด้านหน้าช่างน่าวิ่งเล่นไม่น้อย มีต้นไม้สูงใหญ่ปลูกเรียงแถวเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งต้นสนและต้นโอ๊คต่างก็ดูร่มรื่นยิ่งนัก


หญิงสาวยืนมองบรรยากาศด้านนอกสักพักก่อนที่จะเดินไปเข้าห้องน้ำ และก็ตามด้วยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็มานั่งรอคนรักอยู่ข้าง ๆ เตียง

รอยคีนส์หรี่ตามองเธอช้า ๆ และก็ส่งยิ้มมาให้

“สวัสดีตอนเช้าครับ” ชายหนุ่มเอื้อมมือมากอดเอวเธอไว้

“สวัสดีตอนเช้าเช่นกันค่ะ” เธอยังนั่งอยู่ติด ๆ กับคนรักและสำรวจดูภายในห้องนอนไปด้วย

“ณัฐอยากไปช่วยคุณแม่คุณทำงานค่ะ แต่ณัฐไม่กล้าไปคนเดียว” เธอเปรยบอก

“งั้นให้ผมล้างหน้าก่อนนะ แล้วค่อยไปพร้อมกัน”

ชายหนุ่มค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียง บิดตัวยืดเส้นยืดสายนิดหนึ่งก่อนที่จะเดินไปที่ห้องน้ำ ปณัฐดาเดินตามหลังคนรักต้อย ๆ มาที่อ่างล้างหน้าที่กว้างใหญ่

“ณัฐต้องทำอะไรบ้างคะ” เธอถามขณะที่คนรักหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหน้า

“ไม่ต้องทำอะไรครับ เราไม่ได้ทำงานกัน”

“แต่ณัฐไม่อยากอยู่เฉย ๆ เกรงใจคุณแม่คุณ”

“งั้นไปดูดีกว่า เผื่อคุณแม่มีอะไรให้เราช่วย” และก็หยิบเสื้อมาสวมใส่ เสร็จแล้วก็เดินนำเธอมาที่ห้องครัว

มิสซิสเมเบิ้ลและจอห์นนั่งดื่มกาแฟกันอยู่ที่ห้องครัวอยู่แล้ว รอยคีนส์และปณัฐดากล่าวทักทายสวัสดีตอนเช้าแก่คนทั้งสอง ก่อนที่จะมานั่งร่วมโต๊ะ

“คุณแม่มีงานให้ณัฐช่วยไหมคะ” ปณัฐดาเอ่ยปากถามเบา ๆ

เธอเรียกแม่ของคนรักว่า “คุณแม่” ตลอด ซึ่งไม่ได้เรียกชื่อ “มิสเมเบิ้ล” ตามชื่อที่แท้จริงแต่อย่างใด และเรียกจอห์นว่า “คุณพ่อ” ตามความต้องการของคนสองคน ถึงจะยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับคนรัก แต่เธอก็รักและเคารพคนทั้งสองเหมือนพ่อแม่ของตนเองจริง ๆ

“ก็ไม่มีอะไรให้ทำหรอก จะมีก็แต่ทำความสะอาดบ้าน เพราะฉันไม่อยู่บ้านเดือนหนึ่ง เห็นฝุ่นเต็มไปหมดเลย”

มิสซิสเมเบิ้ลวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ และก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องครัว รอยคีนส์หยิบถ้วยกาแฟใบเล็ก ๆ และรินกาแฟมานั่งดื่มข้าง ๆ หญิงสาว

“ดื่มอะไรไหมครับ”

“ไม่ค่ะ ณัฐไม่หิว” เธอยังคงนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ข้าง ๆ เขา

“ฉันต้องขอโทษที่ไม่มีนมเหลืออยู่เลย เดี๋ยวสาย ๆ ฉันว่าจะไปจ่ายตลาด เธอจะไปกับฉันไหมล่ะ” มิสซิสเมเบิ้ลหันมาถาม

ปณัฐดามองหน้าคนรักเหมือนต้องการคำตอบ

“ถ้าคุณอยากไปก็ไปกับคุณแม่ได้ เดี๋ยวผมจะไปด้วย”

เมื่อรู้ว่าคนรักจะไปด้วย เธอก็ใจชื่นขึ้นมานิดหนึ่ง “ไปค่ะ ณัฐจะไปช่วยคุณแม่ค่ะ อยากเห็นตลาดที่นี่เหมือนกัน”

จอห์นหันมายิ้มให้เธอนิดหนึ่ง “เมื่อเช้าพ่อไปเก็บไข่ไก่ที่เล้าด้านหลัง ได้มาเยอะเลยนะ”

ปณัฐดาดูตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อได้ยินเรื่องเก็บไข่ไก่ เธอเคยเห็นแต่ในทีวีเท่านั้น อยากไปสัมผัสกับบรรยากาศการเก็บไข่เหลือเกิน

“พรุ่งนี้ให้ณัฐไปช่วยพ่อไหมคะ ณัฐอยากไปเก็บไข่ไก่ด้วย”

“ไปสิลูก ไก่ที่นี่พ่อเลี้ยงไว้เยอะเหมือนกัน มีเป็ดด้วยนะ แต่เป็ดนั้นพ่อปล่อยให้มันหากินกันเองตามธรรมชาติ มันไข่ไว้ตามพงหญ้าเต็มไปหมด บ้างก็มีลูกเป็ด แต่บางตัวไข่ก็เน่าเสียหมด” จอห์นเล่าด้วยสีหน้าอิ่มเอิบใจ

“น่าสนใจจังเลยค่ะ”

ปณัฐดาชอบชีวิตแบบนี้เป็นที่สุด เธอไม่ชอบชีวิตในเมืองใหญ่ การเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ทำให้เธอมีความรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้านนอกในเมืองไทย

“คนที่มาดูแลวัวก็คงไม่มาแล้ว ต่อไปพ่อก็คงเอาอาหารไปให้วัวเอง วัวออกลูกเยอะมาก ตัวไหนที่พอจะขายได้ พ่อก็ทยอยขายออกไป เลี้ยงเอาไว้แค่ที่พอดูแลได้เท่านั้น” จอห์นยังคงเล่าต่อ

“ให้ณัฐไปช่วยงานพ่อนะคะ ณัฐอยากให้อาหารวัวค่ะ สมัยเด็ก ๆ ณัฐก็ช่วยพ่อเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเป็นประจำ คิดว่าคงไม่ยาก”

ปณัฐดาอยากรู้ไปหมดว่าชีวิตคนที่เป็นคันทรีในอเมริกามีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง ดังนั้นการช่วยเหลือครอบครัวของคนรัก ก็เหมือนกับเธอได้เรียนรู้ชีวิตไปด้วย

“ไปก็ไปลูก พรุ่งนี้ก็ตื่นสักหกโมงเช้านะ เดี๋ยวพ่อจะรออยู่ที่ห้องครัว”

จอห์นเป็นพ่อเลี้ยงของรอยคีนส์ แต่งงานกับมิสซิสเมเบิ้ลหลังจากที่พ่อแท้ ๆ ของชายหนุ่มเสียชีวิตได้แค่ปีเดียว ปีนี้ครบรอบสิบห้าปีที่ทั้งคู่แต่งงานกัน จอห์นและมิสซิสเมเบิ้ลยังคงรักกันเหมือนคู่รักทั่วไป จอห์นอายุน้อยกว่ามิสซิสเมเบิ้ลสองปี แต่กิริยาท่าทางของชายหนุ่มดูเอาอกเอาใจคนที่เป็นภรรยาเป็นอย่างมาก จอห์นไม่เคยพูดอะไรขัดใจภรรยาเลยสักครั้ง อะไรที่ภรรยาอยากจะทำ จอห์นมักจะเห็นด้วยทุกอย่าง จอห์นเป็นสามีที่เหมือนจะเป็นผู้นำครอบครัว แต่ทวาในความเป็นจริงนั้น จอห์นไม่มีอำนาจอะไรเลย และก็เป็นผู้ตามที่คล้อยไปกับความคิดเห็นของภรรยาทุกอย่าง

อุปนิสัยของจอห์นเป็นคนพูดน้อย แต่บางครั้งก็เป็นคนที่ขี้น้อยใจพอสมควร จอห์นไม่ได้ทำงานแต่อย่างใด เพราะเกษียณจากงานที่ทำประจำเมื่อห้าปีก่อน ปัจุบันนี้ก็เลี้ยงวัวพันธุ์ขายเป็นหลัก นอกจากนั้นจอห์นก็เป็นคนที่ชอบสะสมเครื่องบินร่อน (Utralight) เป็นอย่างมาก จอห์นมีเครื่องบินร่อนสะสมเอาไว้สามลำ ซึ่งเครื่องใหญ่สุดและเครื่องขนาดกลางนั้นเก็บไว้ที่สนามบินของเมืองดีริดเดอร์ ส่วนเครื่องเล็กนั้นก็จอดไว้ที่บ้าน ซึ่งก็ได้สร้างโรงเรือนขนาดใหญ่เป็นที่ไว้เก็บเครื่องบินอยู่ด้านหลังของบ้าน พร้อมทั้งมีอุปกรณ์เครื่องมือซ่อมต่าง ๆ เก็บไว้ด้วยกัน

“เดี๋ยวดื่มกาแฟเสร็จแล้วพ่อจะพาไปดูเครื่องบินร่อนของพ่อนะ ไม่ได้เห็นมันตั้งเดือนแล้ว ไม่รู้เป็นยังไงบ้าง” จอห์นดูมีความสุขไม่น้อยเมื่อได้พูดถึงเรื่องเครื่องบินร่อน

ปณัฐดาไม่เคยเห็นใครที่เมืองไทยมีเครื่องบินร่อนมาก่อน หรืออาจจะมีแต่ในสังคมผู้ดีมีเงินเท่านั้น แต่ในสังคมคนชนบทที่ฐานะยากจนอย่างเธอ ไม่มีใครมีเครื่องบินร่อนไว้ขับเล่นอย่างนี้ เธอรู้สึกว่าคนชนบทที่อเมริกามีชีวิตที่แปลกไปจากคนชนบทที่เมืองไทยเป็นอย่างมาก

“ไปก็ไปค่ะ” ปณัฐดาหันไปมองคนรัก “ไปด้วยกันนะคะ” เธอเอ่ยปากชวนเขา

“ครับ”

พอดื่มกาแฟกันเสร็จแล้ว จอห์นก็เดินนำออกมาที่ประตูด้านหลังบ้าน ซึ่งก็ผ่านห้องใหญ่ที่เป็นห้องเธียเตอร์ของครอบครัว ขนาดความกว้างของห้องก็ใหญ่พอสมควร ถึงขนาดใหญ่กว่าเนื้อที่คอนโดที่ปณัฐดาพักอาศัยอยู่ที่เมืองไทยเสียอีก มีอุปกรณ์เครื่องเสียงและทีวีจอยักษ์ตั้งตระหง่านโดดเด่นพอสมควร

นอกจากนั้นก็มีพวกซีดีและดีวีดีจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีโซฟาสีครีมกว้างใหญ่เป็นแนวยาวด้านหน้า และมีโซฟาที่สามารถยืดหยุ่นตัวขาให้ยื่นออกไปได้สองตัว ซึ่งก็วางขนาบกับโซฟาสีครีมตัวยาว ทางด้านหลังสุดก็เป็นโต๊ะรับประทานอาหารใหญ่ ซึ่งก็เป็นโต๊ะดินเนอร์ของคนในครอบครัว สำหรับเทศกาลที่ไม่ได้สำคัญมากนัก ส่วนโต๊ะดินเนอร์ใหญ่สุดที่มีไว้สำหรับรองรับแขกคนสำคัญและเทศกาลสำคัญนั้น ก็ถูกจัดวางไว้ที่ห้องติด ๆ กับห้องรับแขก โดยที่มีโคมไฟระย้าประดับประดาสวยงามมาก

บริเวณรอบ ๆ ผนังห้องมีเฟอร์นิเจอร์และเครื่องประดับหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพวกเครื่องเซรามิคและของสะสมเก่าแก่ที่มีราคาวางประดับเป็นจุด ๆ ปณัฐดามองด้วยความชื่นชมกับความโชคดีของเจ้าของบ้าน หญิงสาวแค่มองผ่านและก็ไม่ได้ติดใจสิ่งของเหล่านี้เลย สิ่งที่เธออยากจะเห็นมากที่สุดก็คือท้องทุ่งกว้างด้านนอกต่างหาก

เมื่อก้าวออกมาด้านนอกของบ้าน ก็มีระเบียงกว้างใหญ่ที่สร้างต่อเติมออกไปด้านนอก ซึ่งหลังคาทอดยาวปกคลุมให้ความร่มเย็น มีลมพัดผ่านโชยมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งก็มีโต๊ะและเก้าอี้นั่งเล่นชุดใหญ่วางอยู่ตรงมุมสุด และก็มีเก้าอี้ที่เป็นโซ่ห้อยทั้งสองด้านปล่อยลงมาด้านล่าง ลักษณะคล้าย ๆ กับเปลที่สามารถโยกไปมาได้ตลอด เพียงแต่เป็นเก้าอี้สีขาวสะอาดน่านั่งที่สุด แต่ละจุดมีดอกไม้ปลูกอยู่ในกระถางดูสวยงามและสดชื่นไปอีกแบบ ด้านหลังของตัวบ้านมีต้นโอ๊คใหญ่ปลูกประดับหลายสิบต้น ซึ่งก็มีรั้วกะบริเวณบ้านเนื้อที่สนามหญ้าของตัวบ้านเอาไว้ ส่วนบริเวณนอกเหนือจากนั้นที่เป็นสนามหญ้าและทุ่งกว้างไกลที่ทำเป็นฟาร์มวัวทั้งหมด

ตรงมุมสุดก่อนถึงฟาร์มวัวที่ติด ๆ กับรั้วเหล็กที่กั้นแยกพื้นที่นั้นก็เป็นโรงเก็บเครื่องบินร่อนของจอห์นและอุปกรณ์ต่าง ๆ ส่วนบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ปลูกไว้ไกลลิบอยู่ที่ทุ่งหญ้ากว้างนั้น ก็เป็นที่เก็บเศษไม้และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในฟาร์ม ถัดจากนั้นก็มีสระน้ำที่กว้างพอสมควร ซึ่งก็มีเป็ดเทศหลายตัวว่ายน้ำไปมา บ้างก็หาปลากิน บ้างก็ว่ายเล่นตามธรรมชาติของมัน

“สวยจังเลย” ปณัฐดาเอ่ยชม นัยน์ตาเบิกกว้างกับสิ่งที่พบเห็น นี่แหละคือความสวยที่หญิงสาวชื่นชมมาตลอด ความสวยงามที่ยังคงความธรรมชาติล้อมรอบ โดยที่ไม่ต้องมีตึกสูงใหญ่เหมือนในเมืองใหญ่

“ผมดีใจที่คุณชอบที่นี่”

รอยคีนส์หันมายิ้มให้คนรัก และก็เดินตามหลังจอห์นไปติด ๆ ซึ่งก็มีปณัฐดาเดินตามมาด้วย ส่วนมิสซิสเมเบิ้ลนั้นก็นั่งรออยู่ที่เก้าอี้ตรงระเบียง

วัวพันธุ์เนื้อสามสิบกว่าตัวยืนกินหญ้าอยู่เป็นจุด ๆ มีทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ทีเดียว จอห์นเดินไปลูบหลังมันเบา ๆ ซึ่งเป็นวัวพันธุ์ตัวเมียที่เชื่องพอสมควร

“ตัวนี้กำลังตั้งครรภ์ คิดว่าไม่กี่เดือนก็คงมีลูกวัวเพิ่ม”

“ตัวอ้วนจังเลยนะคะ” ปณัฐดาเอ่ยปากชม

“นี่ไม่อ้วนเท่าไหร่ลูก มันดูอ้วนเพราะมันตั้งครรภ์ เดี๋ยวคลอดลูกก็ต้องบำรุงอีกเยอะ” จอห์นพูดอธิบายให้ฟัง

จากนั้นก็เดินนำไปที่เหล้าไก่ ซึ่งสร้างติด ๆ กับคอกวัว มีไก่ประมาณห้าสิบตัวออกมาหากินด้านนอก และก็มีบางตัวที่ยังอยู่ในเล้าและออกไข่อยู่ ปณัฐดาชอบชีวิตแบบนี้เป็นที่สุด ไม่ต้องรวยเลิศหรู แต่เป็นชีวิตที่พอเพียงได้อยู่กับธรรมชาติตลอด

“ไก่น่ารักจังเลย เหมือนไก่ที่บ้านณัฐเลย” เธอยิ้มสดใสเมื่อเห็นแม่ไก่สีดำตัวขนาดกลางพาลูกตัวเล็ก ๆ หากินอาหารรอบ ๆ บริเวณนั้น

กุ๊ก ๆๆๆๆๆๆๆๆ เธอเรียกไก่ตัวนี้ และก็ทำมือให้มันเดินมาหา แต่แปลกไก่ตัวนี้กลับไม่รับรู้อะไรเลย จอห์นและรอยคีนส์หัวเราะกับสิ่งที่เธอเรียก

“ไก่ที่นี่เขาไม่เรียก กุ๊ก ๆ หรอกนะครับ ไก่ที่นี่เขาเรียก บ๊อก ๆ”

ปณัฐดายืนขำกลิ้งกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะเกิดมาในชีวิตไม่เคยเห็นคนเรียกไก่แบบนี้มาก่อน ถึงว่าทำไมเธอเรียกไก่..กุ๊ก ๆๆๆ ...ไม่มีไก่ตัวไหนหันมาสนใจเธอเลย

เสร็จจากนั้นจอห์นก็พาเธอเดินกลับมาที่โรงเก็บเครื่องบินร่อน และก็เปิดประตูใหญ่ทั้งสองข้างให้เธอได้ชม รอยคีนส์ดูไม่ค่อยสนใจเกี่ยวกับเครื่องบินร่อนมากนัก ชายหนุ่มมองผ่านตาและก็หันไปสนใจอย่างอื่นเสียมากกว่า ส่วนปณัฐดาก็มองอย่างสนใจเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน เธอไม่ได้ชอบเครื่องบินเลยสักนิด แต่ที่สนใจเพราะไม่เคยเห็นมีใครเก็บเครื่องบินร่อนไว้ที่บ้านอย่างนี้ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็น

“เวลาพ่อขับเครื่องบิน พ่อไม่กลัวเหรอคะ” ปณัฐดาหันไปถามจอห์นด้วยความสงสัย

“ตอนแรก ๆ ก็หวาดเสียวนะลูก พอได้ขับบ่อย ๆ ก็ชิน อยากนั่งไหมล่ะ เดี๋ยววันหลังพ่อจะพาไปบินสักครั้ง” จอห์นตอบพลางเอ่ยปากชวนด้วย

“ไม่เอาคะพ่อ ณัฐกลัวความสูง ขอดูพ่อขับเครื่องบินดีกว่าค่ะ” ปณัฐดาปฏิเสธ เธอไม่ชอบเครื่องบินมากนัก เพราะยังเข็ดขยาดกับอาการเมาเครื่องบินไม่หาย

จอห์นอมยิ้มนิดหนึ่ง และก็เดินไปหยิบอุปกรณ์เครื่องมือในกล่องสีแดงใบใหญ่ พร้อมทั้งเดินมาหยุดอยู่ตรงด้านหน้าเครื่องบินร่อนลำนี้

“เครื่องนี้มีปัญหา พ่อเลยบินมาเก็บไว้ที่บ้าน กะจะซ่อมเองทั้งหมด ขี้เกียจไปจ้างเขาซ่อม เสียดายเงินเปล่า ๆ” ปากบอกแต่มืองัดแงะตัวเครื่องบินไปด้วย

พอสักพักก็ได้ยินเสียงมิสซิสเมเบิ้ลร้องเรียกให้กลับเข้าไปที่บ้าน เธอยืนอยู่ใต้ต้นแพร์และเก็บลูกแพร์ใส่ตะกร้าไปด้วย ซึ่งด้านข้างของบ้านมีต้นแพร์ปลูกไว้สามต้นใหญ่ติด ๆ กัน และก็ออกลูกดกทุกปี ปณัฐดาและรอยคีนส์เดินกลับมาหามิสซิสเมเบิ้ล ส่วนจอห์นั้นก็ยังทำงานอยู่กับเครื่องบินร่อนของตัวเองอยู่ที่โรงเรือน

“ดูสิลูก แพร์ออกลูกดกเชียว นี่แม่ไม่อยู่แค่เดือนเดียว มันสุกหมดแล้วเนี่ย” มิสซิสเมเบิ้ลชี้ไม้ชี้มือให้ดูลูกแพร์ไปด้วย

รอยคีนส์เอื้อมมือเก็บลูกแพร์ที่คิดว่าสุกพอรับประทานได้ ใส่ลงตะกร้า โดยที่มีปณัฐดาช่วยอีกแรง

“ให้ณัฐปีนให้ไหมคะ ณัฐปีนได้นะ” หญิงสาวอาสา

“งั้นก็ปีนเก็บลูกที่ใหญ่และกำลังดีนะลูก” มิสซิสเมเบิ้ลบอกสั่ง

ปณัฐดาไม่รอช้าถอดรองเท้าเอาไว้ด้านล่าง และก็ปีนป่ายต้นแพร์อย่างเร็ว นับว่าโชคดีที่ไม่มีมดแดง ทำให้ไม่มีปัญหาอะไรในการปีน หญิงสาวเอื้อมเก็บลูกแพร์อย่างสนุกสนาน โดยที่มีคนรักคอยช่วยรับลูกแพร์เก็บใส่ตะกร้า

“เดี๋ยวฉันจะเชื่อมเอาใส่ขวดโหลไว้รับประทาน” มิสซิสเมเบิ้ลพูดพลางก้มเก็บลูกแพร์ไปด้วย

“ผมเห็นคุณแม่เชื่อมใส่ขวดโหลไว้เยอะแยะ แต่ไม่เห็นทานหมดสักที เต็มชั้นวางไปหมดแล้ว”

“แม่ก็ทำไว้เยอะ ๆ เผื่อแขกไปใครมาก็เอาออกมาให้เขาได้ชิม”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วนิดหนึ่งเหมือนเข้าใจกับสิ่งที่ได้ยิน และก็หันไปบอกหญิงสาว

“ที่รักลงมาเถอะ เดี๋ยวจะเข้าไปในบ้านกันแล้ว”

“นี่คีนส์ พรุ่งนี้แม่ชวนเพื่อน ๆ แม่มาทานข้าวที่บ้านนะ อยากแนะนำให้ทุก ๆ คนได้รู้จักปณัฐดา” มิสซิสเมเบิ้ลหันไปบอกลูกชาย

“คุณแม่ชวนใครครับ”

“แม่ชวนลูซี่ เจมี่ เพื่อนของแม่ นอกนั้นก็มีจูดี้และก็วินเฟรดเท่านั้น”

“แล้วคุณแม่จะทำอะไรกับข้าวครับ”

“ก็อาหารเคจั่นยังไงล่ะลูก แม่อยากให้ปณัฐดาได้ทานอาหารเคจั่นของเราด้วย”

“ครับ แล้วผมจะไปช่วยคุณแม่จ่ายตลาดนะ เดี๋ยวจะชวนณัฐไปด้วย”

“ก็ดี ฝึกเอาไว้ เวลาไปอยู่กันสองคนจะได้จ่ายตลาดเป็น”

อาหารเคจั่น (Cajun) เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดในรัฐหลุยส์เซียน่า ซึ่งก็มีเครื่องเทศหลายอย่างผสมรวมกัน อาหารเคจั่นที่ขึ้นชื่อที่สุดก็มี ครอว์ฟิชเอทูเฟ กัมโบ จับบาลายา และแคชฟิชคูบิโอน และอีกหลายหลายเมนู โดยที่แต่ละเมนูจะมีเครื่องเทศที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นซอสพริกที่เผ็ดขึ้นชื่อทาบาสโก (Tabasco) ก็มีต้นกำเนิดที่รัฐหลุยส์เซียน่าด้วย

ผู้คนที่รัฐหลุยส์เซียน่ามักจะเรียกตัวเองว่า “คนเคจั่น” ซึ่งคนกลุ่มนี้มีเชื้อสายมาจากฝรั่งเศส ซึ่งอพยพมาจากประเทศฝรั่งเศสเมื่อหลายร้อยปี จากนั้นก็มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ประเทศแคนาดา เมื่อถูกทหารอังกฤษไล่ล่าก็พากันอพยพลงมาอยู่ที่รัฐหลุยส์เซียน่า ซึ่งเมื่อสมัยแต่ก่อน รัฐนี้ยังเป็นป่ารกร้างและมีแต่บึงกว้างเท่านั้น มีสัตว์ป่ามากมายหลายชนิด ที่ดูจะน่ากลัวที่สุดก็พวกจระเข้เป็นหลัก

รัฐหลุยส์เซียน่ามีเนื้อที่ไม่มากนัก เพราะพื้นที่บางส่วนกลายเป็นบึงไปเสียหมด ในครั้งเก่าก่อนการสัญจรไปมาก็ไม่ค่อยสะดวก ทำให้คนเคจั่นคิดว่าการตั้งรกรากที่รัฐนี้จึงน่าจะเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดจากพวกทหารอังกฤษ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนกลุ่มนี้จะถูกจัดเป็นพวก French Acadian ซึ่งคำว่า เคจั่นนั้น ก็ย่อมาจากคำว่า Acadian นั่นเอง

ชนกลุ่มนี้ที่เป็นคนเก่าแก่สามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้ แต่มายุคหลัง ๆ มีการเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น ทำให้ไม่ค่อยมีคนพูดภาษาฝรั่งเศสมากนัก แต่ก็ยังมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ยังคงอนุรักษ์ภาษาฝรั่งเศสแบบเคจั่นเอาไว้ นอกจากนั้นคนเคจั่นก็มีการแต่งงานกับชนเผ่าชาติอื่น ๆ เช่น คนผิวขาว คนผิวดำ คนแถบทวีปอเมริกาใต้ และคนอินเดียนแดงอยู่ตลอด ยิ่งมายุคหลังมีคนไอริส คนสก็อตทิช และคนแถบยุโรปหลายประเทศอพยพมาอยู่ด้วย ทำให้คนในรัฐหลุยส์เซียน่าค่อนข้างมีหน้าตาที่ผสมผสานหลายเผ่าพันธุ์ ซึ่งก็ดูโดดเด่นไม่น้อย

รอยคีนส์ช่วยมิสซิสเมเบิ้ลหิ้วตะกร้าผลไม้เดินเข้ามาภายในบ้าน และก็วางตะกร้าผลไม้ไว้ตรงโต๊ะที่เป็นจุดวางผลไม้ทั้งหมด จากนั้นก็เดินมายืนพิงเสาติด ๆ กับห้องครัว มือกอดอกไว้แน่น สายตาจ้องมองแม่เหมือนมีคำถามหลายอย่างที่คับข้องใจ

“คุณแม่ครับ ทำไมจอห์นมีเครื่องบินร่อนตั้งสามลำ จอห์นเอาเงินที่ไหนไปซื้อเครื่องบินครับ”

มิสซิสเมเบิ้ลมีสีหน้าตกใจนิดหนึ่ง “แม่ก็ไม่รู้หรอก ปกติจอห์นก็หาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขาอยู่ตลอด”

“แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คุณแม่โทรไปบอกผมที่เกาหลีใต้ ว่าเดือดร้อนเรื่องเงิน ถ้าผมไม่ให้เงินคุณแม่ไป บ้านหลังนี้ก็ถูกยึด และนี่หมายความว่ายังไงครับ ผมต้องมารับผิดชอบจ่ายหนี้ทุกอย่างให้คุณแม่กับจอห์นทั้งหมด แต่จอห์นกลับมีเงินซื้อเครื่องบินร่อนขับเล่นอย่างสุขใจ แต่ไม่มีเงินจ่ายหนี้กับคุณแม่ มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

รอยคีนส์คงจะอึดอัดใจกับภาพบางอย่างที่เห็น และก็หลาย ๆ อย่างที่คับข้องใจมานาน หนึ่งปีเต็ม ๆ ที่เขาจากบ้านไปอยู่ต่างประเทศ ไม่คิดว่าชีวิตของแม่จะเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้

มิสซิสเมเบิ้ลถอนหายใจยาว ทอดตัวนั่งกับเก้าอี้ มือข้างหนึ่งเช็ดเหงื่อเบา ๆ

“ก็คงจะเบิกเงินที่เกษียณบางส่วนมาซื้อล่ะมั้ง แม่ก็ไม่ได้สนใจด้วย”

“คุณแม่แต่งงานกับเขานะครับ เรื่องเงินเรื่องทองระดับนี้ ก็น่าจะพูดคุยกัน เครื่องบินร่อนแต่ละลำก็ไม่ใช่ราคาร้อยสองร้อยเหรียญนะครับ”

“แม่เหนื่อยนะคีนส์ อย่าคุยเรื่องนี้อีกเลย ตอนนี้แม่ก็ติดหนี้ธนาคารประจำเมืองอยู่สามหมื่นเหรียญด้วย ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้เขา คีนส์ช่วยไปใช้หนี้ให้แม่ด้วยนะ”

รอยคีนส์หูผึ่งเมื่อได้ยินดังนั้น

“คุณแม่! ผมไม่เข้าใจ ทำไมคุณแม่ต้องไปกู้เงินธนาคารมาด้วย เงินที่ได้จากทรัสตี้ที่รัฐเท็กซัสแต่ละเดือน คุณแม่ก็พอกินอยู่ไม่ใช่เหรอ เดือดร้อนอะไรกันนักหนาถึงต้องไปกู้เงินเขามา เงินที่พากันไปกู้และเอาบ้านไปค้ำประกันเอาไว้ ก็ได้เงินผมไปไถ่ถอนออกมาทั้งหมดแล้ว คุณแม่กู้เงินไปทำอะไรอีกครับ”

ปณัฐดานั่งฟังคนรักโต้เถียงกับแม่อย่างเจ็บปวด เธอไม่เคยรู้เรื่องราวอะไรมาก่อน ไม่เคยรู้ว่าที่ผ่านมาคนรักได้ช่วยเหลืออะไรแม่ไว้บ้าง ไม่เคยรู้เกี่ยวกับเรื่องเงินทองของเขาเลยสักนิด ตอนนี้หญิงสาวรู้สึกว่าคนรักไม่ค่อยชอบการกระทำของมิซซิสเมเบิ้ลเอามาก ๆ เห็นได้จากสีหน้าที่ตึงเครียด

มิสเมเบิ้ลไม่กล้าสบตาลูกชาย แต่เลือกที่จะหันมามองปณัฐดาซึ่งนั่งอยู่เงียบ ๆ

“แม่จะกู้เงินไปไหนล่ะ ถ้าไม่ใช่กู้เงินไปเมืองไทย เพื่อไปรับปณัฐดามาอยู่ที่นี่ เข้าใจหรือยังล่ะ” ตอบพลางใส่อารมณ์ไปด้วย และก็ไม่ยอมสบตาคนที่สนทนาด้วย

รอยคีนส์ส่ายหัวรับไม่ได้กับสิ่งที่ได้ยิน

“ผมเคยบอกคุณแม่มากี่ครั้งแล้วครับ ถ้าไม่มีเงิน คุณแม่ก็ไม่ต้องไปเมืองไทย ผมจะเดินเรื่องทุกอย่างให้กับปณัฐดาเอง แต่นี่คุณแม่เล่นไปกู้เงินเขาเพื่อไปเมืองไทยนะหรือ นี่มันเงินไม่ใช่น้อย ๆ นะครับ”

“ก็แม่อยากไปรับปณัฐดาด้วยตัวเอง แม่อยากเห็นครอบครัวของปณัฐดาด้วย”

“แล้วยังไงล่ะครับ คนที่ต้องตามไปชำระหนี้ให้คุณแม่คือใครล่ะ ถ้าไม่ใช่ผม คุณแม่ทำให้ผมลำบากใจ...รู้ไหมครับ”

“ก็แม่อยากช่วยคีนส์และปณัฐดา แม่รู้ว่าคีนส์อยากพาปณัฐดามาอเมริกาให้ได้”

“แต่ความหวังดีของคุณแม่ มันทำร้ายผมทางอ้อมรู้ไหมครับ”

ชายหนุ่มเอามือค้ำเสาและก้มหน้าลงเหมือนจะร้องไห้ ใบหน้าของเขาหมองเศร้าผิดสังเกต น้ำเสียงทุ้มดูไม่ค่อยพอใจมากนัก

มิสซิสเมเบิ้ลไม่ตอบคำถามลูกชาย เธอทำหน้าเศร้าและก็ก้มหน้าก้มตาอยู่อย่างนั้น รอยคีนส์เก็บความรู้สึกหลายอย่างสะกดกลั้นเอาไว้ ตั้งแต่รู้จักกันปณัฐดาไม่เคยเห็นคนรักมีท่าทีโกรธเคืองแบบนี้มาก่อน เธอลุกขึ้นไปปลอบโยนเขา ถึงจะไม่รู้เรื่องราวความเป็นมาทั้งหมด แต่ก็พอจะเดาออกว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร

“ณัฐว่าคุณค่อย ๆ คุยกับคุณแม่ดีไหมคะ อย่าใส่อารมณ์เลย ดูท่านเศร้าจังเลย น่าสงสารท่านนะคะ”

ชายหนุ่มถอนหายใจ สบตาหญิงสาวด้วยใบหน้าที่คร่ำเครียด เขาเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆ มิสซิสเมเบิ้ล

“ผมจะจ่ายหนี้ทั้งหมดให้คุณแม่ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะครับ ต่อไปนี้ผมจะไม่ช่วยคุณแม่แล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมช่วยคุณแม่มามากแล้ว เงินที่ผมมีอยู่ในตอนนี้ทั้งหมด ผมจะเก็บไว้เรียนและสร้างครอบครัวของผม”

มิสซิสเมเบิ้ลมองหน้าลูกชายนิดหนึ่ง ตาสีฟ้ารูปอัลม่อนมีน้ำเอ่อเบ้า เธอทำท่าจะร้องไห้แต่ก็ไม่ได้ร้อง จิตใจของเธอเหมือนกับคนที่สำนึกผิดกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำลงไป

“แม่ขอโทษลูก และแม่ก็ขอขอบใจลูกมากที่ช่วยจ่ายหนี้ให้แม่”

“คุณแม่สัญญากับผมนะ ต่อไปนี้คุณแม่จะไม่ไปกู้เงินใครเขาอีก”

“แม่สัญญาจ้ะ”

“แล้วตอนนี้คุณแม่ติดหนี้ใครเขาหรือเปล่า”

“ไม่มีจ้ะ แม่มีแค่หนี้สามหมื่นเหรียญที่กู้ไปเมืองไทยเท่านั้นเอง”

“รอบหน้าผมไม่ช่วยแล้วนะ ผมถือว่าผมช่วยคุณแม่มามากแล้ว คุณแม่กับจอห์นต้องช่วยตัวเองแล้ว ผมมีครอบครัว มีคนรักที่ต้องรับผิดชอบ หวังว่าคุณแม่คงจะเข้าใจ”

“จ้ะ แม่เข้าใจ”

ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเก้าอี้ เหมือนอยากจะเดินออกมาจากสถานการณ์ที่คร่ำเครียดให้เร็วที่สุด

“ผมจะกลับห้อง แล้วคุณแม่จะไปจ่ายตลาดตอนไหน”

“ก็คงอาบน้ำเสร็จก็คงออกไปเลย”

“เดี๋ยวผมจะไปด้วย”

ชายหนุ่มหันมาสบตาคนรักนิดหนึ่ง เหมือนต้องการบอกให้รู้อะไรบางอย่าง นั่นก็คือให้เธอเดินตามเขากลับไปที่ห้อง ปณัฐดาเอามือแตะบ่ามิสซิสเมเบิ้ลเบา ๆ เหมือนต้องการปลอบโยน โดยที่มิสซิสเมเบิ้ลเอื้อมมือมาสัมผัสมือของเธอนิดหนึ่ง เป็นการกล่าวขอบคุณ จากนั้นปณัฐดาก็เดินตามคนรักเข้าไปที่ห้อง

ชายหนุ่มเดินไปยืนอยู่ตรงหน้ารูปเล็ก ๆ ซึ่งเป็นรูปปู่กับย่ายืนเคียงคู่กัน โดยที่ท่านทั้งสองเสียชีวิตไปนานแล้ว เขาจ้องมองรูปปู่กับย่าอยู่นาน คิดอะไรอยู่สักพัก จากนั้นก็หันไปมองรูปพ่อแท้ ๆ ที่ตั้งอยู่ติด ๆ กัน ซึ่งพ่อเสียชีวิตไปหลายสิบปีแล้ว รอยคีนส์หายใจเข้าลึก ๆ เหมือนอยากจะเก็บความรู้สึกเจ็บปวดเอาไว้ในใจ ไม่อยากระบายออกมาให้คนรักได้ยิน เขานิ่งจนเธอรู้สึกกลัวขึ้นมา แต่ก็ตัดสินใจเดินไปเกาะแขนคนรักเอาไว้ เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร แต่คิดว่าเขาคงจะเสียใจกับการกระทำของมารดาอยู่มาก

“อย่าคิดมากเลยนะคะ” เธอบอกเขาไม่ให้คิดมาก แต่ใจของเธอคิดไปไกลกว่าเขาเสียอีก คิดเยอะและก็คิดหลายอย่าง

ใช่นี่หรือเปล่า...ที่ชายหนุ่มเคยบอกเธอเอาไว้ ว่ามิสซิสเมเบิ้ลนิสัยไม่เหมือนคนอื่นเขา มันคงจะมีเรื่องอีกมากที่เธอยังไม่รู้จักนิสัยมารดาคนรักอย่างแท้จริง ปณัฐดารู้สึกกลัวขึ้นมากับสิ่งที่เผชิญเมื่อไม่นานมานี้ เธอรู้ว่าคนรักเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น หากว่าวันข้างหน้าเธอต้องพบเจอเรื่องที่หนักกว่านี้ เธอคงจะเสียใจไม่น้อยไปกว่าคนรักเลย ใจของเธอรักผู้ชายคนนี้ เมื่อใดที่เขาทุกข์ เธอก็ทุกข์ใจไปด้วย และไม่อาจจะทิ้งให้เขาแบกรับความทุกข์ไว้แต่เพียงคนเดียว มือของชายหนุ่มกอดเธอไว้แน่น ไม่พูดไม่จา แต่เธอสัมผัสได้ว่า ก่อนหน้าที่คนรักจะมีเธอ เขาคงจะเดียวดายกับชีวิตมามาก และก็คงพบเจอเรื่องราวหนักใจมาเยอะทีเดียว ตอนนี้เขามีเธอเหมือนมีเพื่อนคอยปลอบใจ ทำให้เขาไม่เดียวดายอีกแล้ว


 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:52:22


Opinion No. 11 (133574)


 








บทชีวิตสะใภ้ที่ 10


หลังจากที่อาบน้ำเสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็เอาสมุดเล่มขนาดกลางมากางตรงโต๊ะที่มุมโซฟาติดกับหน้าต่าง เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์ จากนั้นก็กดหมายเลขตามที่จดเอาไว้ ปณัฐดาไม่รู้ว่าเขาโทรหาใคร หญิงสาวได้แต่นั่งมองอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดกับการรอสาย พอไม่นานคนปลายสายก็มารับสาย ในช่วงแรก ๆ ก็มีการทักทายกันตามมารยาท พอสักพัก


“คุณสมิธ ผมต้องการเงินสามหมื่นเหรียญด่วน คุณช่วยส่งเช็คมาให้ผมด้วย” ชายหนุ่มบอก แต่คำพูดดูเหมือนเป็นคำสั่งมากกว่า

“รอยคีนส์จะเอาเงินไปทำอะไร สามหมื่นเหรียญ” มิสเตอร์สมิทมีหน้าที่ดูแลทรัสตี้ให้กับครอบครัวชายหนุ่มถามอย่างสงสัย

“ผมจำเป็นต้องใช้เงิน พอดีคุณแม่กำลังเดือดร้อน อยากได้เงินสดสักก้อน คุณช่วยถอนเงินในส่วนของผมส่งมาให้หน่อยได้ไหมครับ”

“อีกแล้วเหรอ” สมิธบ่นเบา ๆ เหมือนรู้จักนิสัยของมิสซิสเมเบิ้ลเป็นอย่างดี

“ครับ ยังไงก็ส่งมาให้เร็ว ๆ นะครับ”

ชายหนุ่มไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณก่อนที่จะวางสายโทรศัพท์ เมื่อวางสายเสร็จแล้วก็หันมามองหญิงสาว เห็นเธอมองเขาด้วยความสงสัย ก็อดไม่ได้ที่จะเล่าให้ฟังคร่าว ๆ

“คุณสมิธเป็นคนที่ดูแลธุรกิจครอบครัวของผม เขาอยู่ที่รัฐเท็กซัส พอดีเขาเป็นทรัสตี้ให้กับครอบครัวของผม เวลาจะเบิกเงินก้อนใหญ่จากทรัสตี้มาใช้ก็ต้องผ่านเขาตลอด”

ปณัฐดายังไม่เข้าใจกับสิ่งที่ได้ยินมากนัก แม้จะมีคำถามอยู่ในใจ แต่เธอก็เลือกที่จะไม่ถามและไม่ได้สนใจ เพราะปกติเธอก็ไม่เคยรู้เรื่องเกี่ยวกับการเงินและธุรกิจของครอบครัวคนรักอยู่แล้ว ที่เข้าใจก็คือครอบครัวของคนรักมีที่ดินอยู่ที่รัฐเท็กซัส แต่ก็ไม่ได้สนใจใคร่อยากรู้ว่าเขาทำธุรกิจอะไรกัน เพราะเธอคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หากคนรักอยากบอกเล่า สักวันหนึ่งเขาก็คงจะบอกเธอเอง

หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ ไม่ได้ถามอะไรสักคำ เลือกที่จะเป็นคนฟังเสียมากกว่า

“ผมว่าเราไปหาคุณแม่กันเถอะ จะได้ไปจ่ายตลาดด้วยกัน”

“ค่ะ” ปณัฐดาเดินไปหยิบกระเป๋าสะพาย

รอยคีนส์หยิบเงินแบงค์ร้อยออกมาสองใบ ยื่นให้หญิงสาว

“คุณเก็บไว้ใช้นะ เผื่อต้องการซื้ออะไรเป็นส่วนตัว”

หญิงสาวมองเงินในมือคนรัก ยังไม่ได้รับแต่อย่างใด เพราะรู้สึกว่ามันเยอะเกินไป เธอไม่รู้จะไปใช้อะไร

“ไม่ต้องให้ณัฐหรอกค่ะ ณัฐไม่ได้ใช้อะไร” เธอปฏิเสธเขา เพราะรู้สึกอย่างงั้น

“ถึงไม่ใช้ก็เก็บใส่กระเป๋าไว้ เผื่อได้ใช้ในยามฉุกเฉิน”

“มันเยอะเกินไป ณัฐไม่ชอบ”

จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ปฏิเสธเงินจากคนรัก จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่ไม่สนใจเรื่องเงินเลย ปณัฐดาเป็นผู้หญิงแบบนั้นจริง ๆ เธอไม่รู้จะเอาเงินไปใช้อะไร ในเมื่อตลอดเวลาที่อยู่กับคนรัก ชายหนุ่มก็ดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี

“มันไม่เยอะหรอก ผมอยากให้คุณใส่ติดกระเป๋าเอาไว้”

“ถ้าให้ณัฐติดกระเป๋าจริง ๆ ณัฐขอแบงค์เล็กกว่านี้ได้ไหมคะ”

ชายหนุ่มเปิดกระเป๋าเงินให้เธอหยิบตามใจชอบ ปณัฐดาหยิบเอาแบงค์ยี่สิบเหรียญดอลล่าร์หนึ่งใบใส่กระเป๋า เพราะเธอยังมีเงินไทยที่ติดตัวมาจากเมืองไทยอยู่หลายพัน ทำให้กระเป๋าตุงพอสมควร รอยคีนส์ยิ้มให้เธอ และก็หยิบแบงค์ยี่สิบเหรียญดอลล่าร์มาให้เธออีกสี่ใบ

“คุณคงชอบแบงค์ย่อยเล็ก ๆ” ชายหนุ่มยิ้มใจดี

“ค่ะ ณัฐชอบแบงค์เล็ก ๆ เหมือนจะใช้สะดวกกว่าแบงค์ใหญ่ ๆ”

“งั้นเอาทั้งหมดนี้ใส่กระเป๋าด้วยครับ”

“ไม่เอาค่ะ มันเยอะเกินไป”

“เก็บไว้เถอะครับ ประดับขวัญกระเป๋าก็ได้” และเขาก็หยิบเงินแบงค์ยี่สิบเหรียญดอลล่าร์ทั้งสี่ใบยัดใส่ในกระเป๋าสตางค์ให้กับเธอ

ปณัฐดามองหน้าคนรัก รู้สึกซึ้งใจที่เขามีน้ำใจกับเธอตลอด และก็ยอมรับน้ำใจจากคนรักเอาไว้แต่โดยดี

“ขอบคุณค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ เวลาไปจ่ายตลาดถ้าคุณอยากได้อะไรก็หยิบใส่ตะกร้าเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ ผมไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่คุณพอจะทำอาหารไทยได้บ้าง”

ชายหนุ่มบอกเธอก่อนที่จะพาเดินมาที่ห้องนอนของมารดา

“พร้อมกันหรือยังล่ะ” มิสซิสเมเบิ้ลหันมาถาม

“พร้อมแล้วครับ ว่าแต่คุณแม่ล่ะครับ ทำไมยังไม่แต่งตัวอีก”

“เดี๋ยวแม่ใส่ชุดแป๊บนะ” และก็เดินไปเปิดตู้หยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่ ปณัฐดาเดินไปช่วยติดกระดุมให้มารดาคนรัก

“พรุ่งนี้คุณสมิธจะส่งเงินมาให้” ชายหนุ่มเปรยสั้น ๆ แต่ก็เป็นการสื่อให้รู้ว่าเขาได้ทำตามที่รับปากเอาไว้

ปณัฐดารู้ว่าเงินจำนวนนี้เยอะมาก ถ้าคิดคูณเป็นเงินไทย ไม่รู้ว่าชาตินี้เธอจะหาเงินได้เยอะเท่านี้หรือเปล่า สีหน้าที่เคร่งขรึมของคนรักทำให้เธออดเป็นห่วงไม่ได้ อยากรู้ว่าเขาคิดอะไร แต่ก็ไม่กล้าที่จะถามอะไรลึกไปมากกว่านี้ เธอทำได้เพียงปลอบโยน ยามที่เห็นว่าเขาทุกข์ใจเท่านั้น

“แม่ขอบใจคีนส์มากนะ”

“ครับ” ชายหนุ่มตอบรับก่อนที่จะเดินออกมานั่งรอที่ห้องครัว

ปณัฐดาไม่รู้ว่าคนรักเต็มใจ หรือจำใจต้องช่วยมารดากันแน่ สีหน้าของเขาไม่สามารถบอกอะไรได้เลย มันมีคำถามหลายอย่างอยู่ในใจ แต่ก็เก็บมันเอาไว้ในใจเท่านั้น

พอแต่งตัวเสร็จแล้วก็พากันเดินออกมาที่รถ มิสซิสเมเบิ้ลตะโกนบอกจอห์นให้รู้ว่ากำลังจะออกไปข้างนอก ซึ่งจอห์นยืนมองอยู่ที่โรงจอดเครื่องบินร่อน และก็พยักหน้าพร้อมทั้งโบกมือบอกใบ้อย่างเข้าใจ

รอยคีนส์ขับรถมาที่ห้างแห่งหนึ่ง ปณัฐดามองป้ายห้างซึ่งมีแต่ภาษาอังกฤษ เธออ่านออกเขียนได้อยู่ในเกณฑ์ดี มีแต่บางครั้งที่ยังไม่เข้าใจสภาพชีวิตที่นี่ มันมีอะไรหลายอย่างแตกต่างจากที่บ้านเมืองของเธอเยอะ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เธอต้องเรียนรู้ทุก ๆ วินาที

“วอลมาร์ท” เธอเผลออ่านชื่อห้างออกมา

มิสซิสเมเบิ้ลหันมามองเธอ “เธอออกเสียงถูกต้องเลยนะปณัฐดา เธอเคยรู้จักห้างนี้ด้วยเหรอ”

“พอดีเคยอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ที่เมืองไทยนะคะ ไม่คิดว่าจะได้เห็นด้วยตา” ปณัฐดาตอบ

“ห้างนี้ค่อนข้างดังมากที่อเมริกา มีสาขาอยู่แทบทุกเมืองเลยแหละ ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กเมืองใหญ่ ห้างนี้ก็ไปเจาะตลาดมาหมด” มิสซิสเมเบิ้ลค่อย ๆ เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับห้างแห่งนี้

ปณัฐดาพยักหน้าเข้าใจกับเรื่องที่อีกฝ่ายบอกเล่า เธอหันไปมองลานจอดรถด้านหน้าที่กว้างขวาง ที่ประเทศของเธอห้างส่วนใหญ่ไม่ได้มีเนื้อที่ให้คนจอดรถกว้างแบบนี้ และก็หันไปมองลูกค้าแต่ละคนที่เดินทางมาซื้อสินค้าที่นี่ ซึ่งก็มีทั้งคนผิวขาว ผิวดำ และคนผิวผสมร่วมอยู่ด้วย

เมื่อเดินเข้าไปในห้าง ก็มีพนักงานซึ่งเป็นหญิงชรากล่าวทักทายด้านหน้าประตูทางเข้า ปณัฐดาส่งยิ้มให้หญิงชราคนนั้น รู้สึกแปลกใจที่มีคนชราทำงานอยู่ที่นี่ เพราะในห้างที่ประเทศของเธอไม่มีคนชราทำงานห้างแบบนี้ เธอเดินไปใกล้ ๆ คนรัก

“ทำไมห้างนี้เขาให้คนแก่ทำงานได้ด้วยเหรอคะ”

“ครับ ทีนี่ถ้าคุณอยากทำงาน ไม่ว่าจะแก่แค่ไหน ถ้ามีตำแหน่งว่างที่เหมาะสม ส่วนใหญ่ก็จะได้ทำงานทั้งนั้น”

“น่าสงสารเขานะคะ แก่แล้วยังต้องมาทำงานอีก แล้วลูก ๆ ของเขาละคะ ไม่ดูแลเขาเลยเหรอ”

มีหลายอย่างที่ปณัฐดาไม่เข้าใจชีวิตของคนที่นี่ เธอเคยชินกับภาพคนชราที่บ้านนอกของเธอ มีลูกหลานคอยหาเงินเลี้ยงดูตลอด ไม่ต้องมาทำงานแบบนี้ น้อยนักที่จะเห็นคนชราที่เมืองไทยถูกลูกหลานทอดทิ้งเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว

“คนที่นี่เขามีอะไร ๆ ที่ต้องรับผิดชอบเยอะ บางคนแก่แล้วแต่ก็ยังมีหนี้สินและมีภาระรับผิดชอบหลายอย่าง เงินรายได้ที่ได้รับจากการเกษียณ ก็ไม่พอกินพอใช้ จึงจำเป็นต้องออกมาหางานทำ”

“อ๋อ” อ๋อของเธอคือความเข้าใจที่กระจ่างมากขึ้น

รอยคีนส์เข็นรถเข็นเดินมาที่แผนก Health&Beauty เขาหันมาทางหญิงสาว

“หากคุณอยากได้ของใช้อะไร ก็หยิบใส่ตะกร้านะครับ พวกแชมพู โลชั่น ครีมต่าง ๆ ที่คุณคิดว่าต้องใช้” ชายหนุ่มบอก

“ค่ะ”

ทุก ๆ ครั้งที่เดินผ่านแผนกผู้หญิงเขาก็ถามตลอด “ผ้าอนามัยคุณมีหรือยัง”

“ยังค่ะ”

ชายหนุ่มบอกให้เธอหยิบใส่ตะกร้า เมื่อเดินมาถึงแผนกแชมพู

“คุณชอบแชมพูแบบไหนครับ หยิบใส่ตะกร้าได้เลยนะ”

มิสซิสเมเบิ้ลมองหน้าลูกชาย “แชมพูไม่จำเป็นต้องซื้อหรอก อันเก่าที่บ้านแม่ก็มีอยู่หนึ่งขวด คิดว่าปณัฐดาคงใช้ได้”

รอยคีนส์หันไปมองมารดานิดหนึ่ง “ปณัฐดาใช้แชมพูไม่เหมือนคุณแม่นะครับ เธอผมยาว ต้องใช้ครีมนวดและทรีทเมนต์ต่าง ๆ ด้วย”

เขารู้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวเธอหลายอย่าง แม้แต่เรื่องแชมพูและครีมนวดที่เธอใช้ มิสซิสเมเบิ้ลหันมามองเธอนิดหนึ่งและก็เดินไปหยิบอย่างอื่น สีหน้าของหญิงชราเห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยพอใจที่เห็นลูกชายเอาอกเอาใจเธออย่างนี้ ปณัฐดาไม่ได้สนใจอะไร ในเมื่อคนรักให้สิทธิ์เธอเลือกซื้อสิ่งของทั้งหมด เธอก็หยิบแชมพูที่คิดว่าเหมาะกับสภาพผมใส่ลงในตะกร้า

เมื่อได้ของทุกอย่างก็พากันเดินมาแผนกอาหาร ซึ่งก็ต้องผ่านแผนกเสื้อผ้าและรองเท้า รอยคีนส์หยุดที่แผนกถุงเท้า

“เดี๋ยวผมซื้อถุงเท้าให้ปณัฐดาก่อนนะ เห็นเธอบ่นว่าอากาศในบ้านหนาว กลางคืนเท้าของเธอคงจะเย็นมากเลย”

ชายหนุ่มบอกพลางเดินไปหยิบถุงเท้าแต่ละแบบมาให้หญิงสาวเลือกดู

“ไม่ต้องไปซื้อให้เปลืองเงินเลย ถุงเท้าเก่า ๆ ของแม่ก็มีเยอะแยะ น่าจะใช้ได้” มิสซิสเมเบิ้ลบอก

“คงใส่ไม่ได้หรอกครับ เท้าปณัฐดาเล็ก ส่วนเท้าคุณแม่ใหญ่ มันคงจะหลวม”

“แต่แม่ก็มีถุงเท้าที่ยังไม่ได้ใส่ด้วยนะ พอดีแม่ได้มาจากโรงพยาบาล เดี๋ยวแม่ให้ปณัฐดาไปใส่”

“คุณแม่ครับ ถุงเท้านั้นคุณแม่เก็บไว้ใช้เถอะนะครับ ผมซื้อให้ปณัฐดาเองครับ”

ตอนนั้นปณัฐดาไม่เข้าใจทำไมคนรักถึงโต้เถียงกับมารดาตลอด ทำไมชายหนุ่มยังคงยืนกรานที่จะซื้อถุงเท้าอันใหม่ให้เธอด้วย ในเมื่อมารดาของชายหนุ่มก็ดูใจดี แถมมีน้ำใจแบ่งถุงเท้าให้เธอได้ใส่ด้วย หญิงสาวไม่รู้หรอกว่าคนรักคิดอะไรอยู่ เพราะเธอเองก็ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งไปกว่านี้

รอยคีนส์คิดคนละอย่างกับปณัฐดา เขารู้จักนิสัยของมารดาดี หลายอย่างที่ปณัฐดาไม่เข้าใจ ชายหนุ่มเคยบอกเธอมาตลอดว่า “ผมจะดูแลคุณให้ดีที่สุด และจะให้สิ่งดี ๆ กับคุณเท่าที่ผมจะทำได้” มันเหมือนคำมั่นสัญญาที่เขาให้กับเธอ หลังจากที่หญิงสาวตอบตกลงแต่งงานและทิ้งทุกอย่างจากเมืองไทย เพื่อมาใช้ชีวิตกับเขาที่นี่

ทางด้านมิสซิสเมเบิ้ลนั้น เป็นคนที่ไม่ชอบให้ลูกชายทุ่มเทอะไรให้กับคนรัก เพราะในส่วนลึก ๆ ก็ไม่พอใจอยู่หลายอย่าง นอกจากเธอจะห่วงเรื่องเงินทองของลูกชายแล้ว เธอก็ยังห่วงเรื่องความรักของลูกชายที่มีต่อตนเองอีกด้วย หญิงชราคงจะกลัวว่าความรักที่ลูกชายเคยมีให้เธอทั้งหมด จะถูกแบ่งปันไปให้ผู้หญิงอีกคนที่เพิ่งรู้จักกันเพียงแค่ไม่กี่ปี เธอคงจะกลัวว่าลูกชายจะไม่รักและให้ความสำคัญกับเธออีก

ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ผู้หญิงหลาย ๆ คนที่เคยเข้ามาในชีวิตของรอยคีนส์ เมื่อได้รู้จักกับมิสซิสเมเบิ้ลแล้ว หญิงสาวแต่ละคนล้วนแต่แสดงทีท่าว่าไม่ชอบและไม่กินเส้นกับมิสซิสเมเบิ้ลเอาเสียเลย ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าหญิงสาวเหล่านั้นไม่ดีอะไร แต่กิริยาท่าทางการแสดงออกของมิสซิสเมเบิ้ลนั้น ทำให้พวกเธอหนักใจต่างหาก

และในกรณีของปณัฐดาก็ไม่ต่างกันมากนัก มิสซิสเมเบิ้ลยังเป็นคนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่บางครั้งเธอมีกิริยาต่อต้านกับสิ่งดี ๆ ที่ลูกชายอยากมอบให้ลูกสะใภ้อย่างปณัฐดา และก็พยายามห้ามนั่นห้ามนี่อยู่ตลอด

เมื่อครั้งในอดีต รอยคีนส์เป็นผู้ชายที่เชื่อฟังและยอมทำตามมารดาทุกอย่าง แต่มาช่วงหลัง ๆ เขาเป็นคนที่หนักแน่น เขายอมได้ในบางสิ่งที่คิดว่าดี แต่ในวันนี้เขาคงรู้ว่าตัวเองเป็นผู้นำของครอบครัวให้แก่หญิงสาวอีกคนหนึ่ง หากจะตัดสินใจอะไรแล้ว สิ่งนั้นก็มีความหมายเสมอ และเด็ดขาดตลอด

“ชอบสีนี้ไหม” ชายหนุ่มยื่นถุงเท้าสีขาวแถบชมพูเล็ก ๆ ให้ดู

“ชอบค่ะ สวยดี” ปณัฐดายิ้มสดใส

“งั้นก็เอาสักแพ็คดีไหม ถ้าไม่พอค่อยมาซื้ออีก”

ทางด้านมิสซิสเมเบิ้ลยืนมองลูกชายเอาอกเอาใจปณัฐดา สีหน้าของเธอดูไม่พอใจยิ่งนัก รอยคีนส์หยิบถุงเท้าขนาดใหญ่มาแพ็คหนึ่ง

“อันนี้ผมซื้อให้คุณแม่ครับ”

เขาคงรู้ว่ามารดาไม่พอใจ หรืออาจจะน้อยใจที่เห็นเขาทำดีกับปณัฐดาตลอด ดังนั้นรอยคีนส์จึงเลือกที่จะซื้อถุงเท้าคู่อื่น ๆ ให้มารดาด้วย

“ขอบใจจ้า แม่ขอสีฟ้าอ่อน ๆ นะ สีขาวสกปรกง่ายจะตาย”

และก็ชี้มือไปที่ถุงเท้าสีฟ้าซึ่งแขวนอยู่ไม่ไกลกันเท่าไร ปณัฐดาเดินไปหยิบถุงเท้าสีฟ้าและเอามาใส่ตะกร้าให้ มิสซิสเมเบิ้ลทำทีจะเข็นรถเข็นออก

“เดี๋ยวก่อนครับคุณแม่ ขอผมดูแผนกรองเท้านิดหนึ่งนะครับ ไม่มีรองเท้าแตะใส่เลย”

มิสซิสเมเบิ้ลยอมชายหนุ่ม โดยที่มีปณัฐดายืนอยู่ข้าง ๆ

“คุณอยากได้รองเท้าไหมที่รัก” เขาหันมาถามเธอนิดหนึ่ง

“ไม่เป็นไรค่ะ ณัฐมีรองเท้าเยอะแยะ” เธอตอบเขา ทั้งที่จริงเธอมีรองเท้าแค่สามคู่เท่านั้น แต่เธอก็คิดว่ามันเยอะพอแล้ว

รอยคีนส์เดินไปเลือกรองเท้าแตะสักพัก และหยิบรองเท้ามาสองคู่ เขาลองสวมใส่ดูคู่แรก และก็หันมาถามมิสซิสเมเบิ้ล

“คุณแม่ว่าคู่นี้ดีไหมครับ”

“สวยจ้ะ ดูทนดีนะ”

ชายหนุ่มยิ้มและหยิบรองเท้าอีกคู่มาลองสวมใส่ “แล้วคู่นี้ล่ะ เป็นยังไงบ้างครับ”

“ก็สวยดี แต่แม่ชอบคู่แรก” มิสซิสเมเบิ้ลตอบ

“แล้วคุณล่ะปณัฐดา คุณชอบคู่ไหน” เขาหันมาถามเธอ

“ณัฐชอบคู่ที่สองค่ะ” เธอชี้มือไปที่รองเท้าซึ่งชายหนุ่มกำลังสวมใส่อยู่ “มันดูเหมาะกับคุณดี”

ปณัฐดาเป็นคนตรงไปตรงมา เธอเห็นชอบอย่างไรก็พูดไปแบบนั้น ดังนั้นการเลือกและตัดสินใจซื้อรองเท้า ก็ขึ้นอยู่ที่ชายหนุ่มมากกว่า

“งั้นผมเอาแบบที่คุณชอบดีกว่า”

และก็วางรองเท้าคู่ที่สองใส่ในรถเข็น

มิสซิสเมเบิ้ลทำทีเหมือนไม่สนใจ แต่คิ้วที่ย่นเข้าหากัน แสดงถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ทำให้รอยคีนส์และปณัฐดาไม่รู้ว่าหญิงชรากำลังคิดอะไรอยู่

เมื่อเดินมาถึงแผนกอาหาร ชายหนุ่มก็อาสาเข็นรถและช่วยหยิบจับของให้มารดาตลอด

“ปณัฐดาดื่มกาแฟไม่เป็น ต้องซื้อนมไปหลาย ๆ ขวด” ชายหนุ่มบอก

“แค่ขวดเดียวก็พอมั้ง” มิสซิสเมเบิ้ลแย้ง

“สามขวดดีกว่าครับ เอาแบบวันเวลาหมดอายุยื่นออกไปนานหน่อย”

“จะดื่มอะไรกันเยอะแยะ” หญิงชราบ่น

“ผมดื่มด้วยครับ” รอยคีนส์ตอบ ทำให้อีกฝ่ายไม่โต้แย้งอีกเลย

เมื่อเดินมาถึงแผนกเนื้อวัว มิสซิสเมเบิ้ลก็เลือกซื้อเนื้อวัวใส่ในรถเข็นสองสามแพ็ค รอยคีนส์หันมามองหน้าหญิงสาว เขารู้ว่าคนรักไม่กินเนื้อวัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

“เดี๋ยวเราแวะซื้อเนื้อหมูกับกุ้งด้วยนะครับ”

มิสซิสเมเบิ้ลหันมามองลูกชาย “ซื้อทำไมหมู มันไม่ดีรู้ไหม”

“ปณัฐดาไม่กินเนื้อครับ ผมเห็นเธอกินหมูตลอด คิดว่าเธอคงอยากได้หมูไว้ทำกับข้าวที่เธอชอบ”

“อย่าไปกินเลยหมู แม่ว่าซื้อเนื้อไก่ไปทานแทนดีกว่า”

“หมูอาจจะไม่ดีสำหรับคุณแม่ แต่ปณัฐดาไม่ได้มีปัญหาสุขภาพอย่างคุณแม่ เขากินหมูได้ครับ” ชายหนุ่มโต้แย้ง

“เอาก็เอา...อยากกินหมูก็ซื้อไปซะ แม่ก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว”

ชายหนุ่มรู้ว่ามารดาไม่พอใจ จึงพูดตัดบทเหมือนขอไปที จากนั้นก็เดินไปปลอบโยนมารดาเบา ๆ

“คุณแม่ครับ ปณัฐดาเขาไม่เหมือนพวกเรานะ ที่บ้านเขาไม่ได้ทานอาหารเหมือนพวกเรา ผมแต่งงานกับเขา พามาอยู่ที่นี่ ก็ต้องตามใจเขาหน่อย จะไปบังคับให้เขากินอาหารเหมือนพวกเราก็คงไม่ได้”

“แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรซะหน่อย”

“ถ้าคุณลำบากใจก็ไม่ต้องซื้อหมูให้ณัฐหรอกค่ะ ณัฐกินไก่ได้ค่ะ”

ปณัฐดาบอกคนรักอย่างเกรงใจ รู้สึกว่าการไม่กินเนื้อของตัวเอง อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นหลายอย่าง

“ไม่เป็นไรครับ คุณอยากกินอะไรก็ทำแบบที่คุณชอบดีกว่า ผมรู้ว่าคุณคงอยากกินอาหารแบบไทย ๆ”

ปณัฐดาหันมายิ้มให้คนรัก ดีใจที่เขาเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของเธอ และก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นมิสซิสเมเบิ้ลไม่ค่อยเห็นด้วยกับสิ่งที่คนรักทำ เธอไม่ได้ติดใจหรือคิดอะไรลึกไปกว่านี้ คิดว่าอาจจะเป็นความไม่เข้าใจกันมากกว่า
เมื่อถึงคราวที่ต้องจ่ายค่าสินค้าทั้งหมดที่หน้าแคชเชียร์ รอยคีนส์หยิบเงินมาจ่ายทั้งหมด มิสซิสเมเบิ้ลหยิบเงินจำนวนหนึ่งยื่นให้ลูกชาย

“ไม่เป็นไรครับ คุณแม่เก็บไว้เถิด”

เมื่อกลับมาจากซื้อสินค้า ปณัฐดาก็ช่วยมิสซิสเมเบิ้ลทำอาหารจนเสร็จ เธอไม่รู้หรอกว่าเมนูที่แม่คนรักทำนั้นเป็นอย่างไร รสชาติอร่อยมากน้อยเพียงใด แต่เธอก็ช่วยทำอาหารทุกอย่าง แม้ว่าหน้าตาอาหารเธอจะไม่คุ้นเคยเลย แต่ก็พยายามคิดว่ารสชาติคงจะพอรับประทานได้

จากนั้นก็ช่วยจัดจานช้อน รอยคีนส์เดินไปเรียกจอห์นให้มารับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งก็มีอาหารเตรียมพร้อมบนโต๊ะอาหารแล้ว จอห์นแวะไปล้างมือก่อนที่จะเดินมาร่วมวง

เมื่อนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากัน ก็มีการสวดมนต์ขอบคุณพระเจ้าเหมือนทุก ๆ ครั้ง ปณัฐดารับวัฒนธรรมจุดนี้เข้ามาในชีวิต เธอรู้สึกว่ามันกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว และก็รู้สึกชินกับการสวดมนต์มากขึ้น และก็มากขึ้นเรื่อย ๆ

“ใครเป็นคนนำ” จอห์นถาม

“ปณัฐดา” มิสซิสเมเบิ้ลพูดขึ้นและก็หันมาทางหญิงสาว

ปณัฐดามองหน้าคนรัก รอยคีนส์ยิ้มใจดี พยักหน้าเหมือนเป็นกำลังใจให้เธอ หญิงสาวเคยชินแต่กับชีวิตแบบชาวพุทธ เธอไม่รู้ว่าพระเจ้าในความรู้สึกของคนคริสต์ลึกซึ้งแค่ไหน นับว่าโชคดีที่รอยคีนส์ไม่ได้นับถือคริสต์ และเป็นคนที่ค่อนข้างเลื่อมใสศาสนาพุทธมากกว่า ทำให้เธอและเขาไม่มีปัญหาอะไร
ปณัฐดามองว่าการนำสวดขอบคุณพระเจ้าที่ให้สิ่งดี ๆ แก่ทุกชีวิต เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับการกล่าวขอบคุณพระคุณพ่อแม่และครูบาอาจารย์ที่เมืองไทย เธอจึงสะกดกลั้นความรู้สึกทั้งหมด รวบรวมสติคงมั่น เพื่อที่จะกล่าวนำสวด และก็ไม่ลืมบอกตัวเองไว้เสมอว่าต้องมีคำว่าพระเจ้าร่วมอยู่ในบทนำสวดของเธอด้วย

“ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานข้าวให้เราได้รับประทานกัน ขอบคุณพระเจ้าที่นำสิ่งดี ๆ มาให้ชีวิตพวกเรา ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้พวกเราทุกคนได้พบเจอกัน ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้เราทั้งหมดได้อยู่ด้วยกัน เป็นครอบครัว รักกันและดูแลซึ่งกันและกัน ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างมากค่ะ ขอบคุณพระเจ้ามาก ๆ ค่ะ”

ปณัฐดาพูดจบก็ยิ้มอย่างเขินอาย เธอไม่รู้หรอกว่าทุกคนคิดอย่างไรกับคำนำสวด หญิงสาวหันไปมองคนรักเหมือนต้องการความคิดเห็น

“ดีมากครับ คุณทำได้ดีมาก ๆ” เขาเอ่ยปากชม

“ขอบคุณค่ะ”

นับตั้งแต่คบหาดูใจกันก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงาน จวบจนย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน รอยคีนส์ไม่เคยบังคับหญิงสาวให้ทำในสิ่งที่ไม่ต้องการเลยสักครั้ง ชายหนุ่มไม่เคยให้เธอหันมานับถือศาสนาคริสต์เหมือนครอบครัวของเขา และก็ยังให้ความนับถือกับความเชื่อที่หญิงสาวเคารพเสมอมา พร้อมทั้งนับถือสิ่งต่าง ๆ เช่นเดียวกับหญิงสาวด้วย

แววตาของเขาเห็นได้ชัดว่าห่วงความรู้สึกของเธอเป็นอย่างมาก เกรงว่าเธอจะอึดอัดใจ แต่สุดท้ายก็โล่งใจพร้อมทั้งดีใจที่เธอไม่ได้รังเกียจอะไร ภูมิใจที่หญิงสาวยอมปรับตัวให้กับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างง่ายดาย และชายหนุ่มก็ชื่นชมเธออยู่ลึก ๆ ตลอด


By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:54:12


Opinion No. 12 (133575)


 








บทชีวิตสะใภ้ที่ 11


หลังจากที่รับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ปณัฐดาก็ไม่นิ่งดูดาย เธอช่วยมิสซิสเมเบิ้ลเตรียมอาหารไว้เลี้ยงฉลองตอนค่ำด้วย ซึ่งในช่วงเย็น ๆ เพื่อน ๆ และครอบครัวพี่ชายคนโตต่างบิดากับคู่หมั้นหนุ่มก็จะมารับประทานอาหารด้วยกัน อาหารที่ทำไว้เลี้ยงฉลองนั้นก็เป็นอาหารเคจั่นเสียส่วนใหญ่ หญิงสาวยังไม่คุ้นเคยกับรสชาติอาหารที่นี่มากนัก ดังนั้นการกินอาหารที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต ทำให้เธอไม่ได้สนใจใคร่อยากรับประทานเอาเสียเลย หัวใจของเธอก็คิดถึงแต่อาหารไทย


“ปณัฐดา ช่วยหั่นผักให้ฉันหน่อยสิ” มิสซิสเมเบิ้ลสั่ง ชำเลืองมองหญิงสาวนิดหนึ่ง

ปณัฐดาเดินไปหยิบผักมานั่งหั่นอยู่ข้าง ๆ “วันนี้คุณแม่ทำอาหารกี่อย่างคะ”

“ฉันว่าจะทำสี่ห้าอย่างนะ เธอว่าพอหรือเปล่าล่ะ”

“น่าจะพอค่ะ”

“จริงเหรอ”

“คิดว่าน่าจะพอค่ะ เพราะคนแค่ไม่กี่คนเองไม่ใช่เหรอคะ”

“ใช่จ้ะ แต่วินเฟรดและภรรยากินเก่งมาก ๆ เลยนะเธอ”

หญิงสาวยิ้มนิดหนึ่งที่ได้ยินคำนี้ “เหรอคะ?”

“ใช่จ้ะ เธอคงไม่รู้อะไรหรอกนะ ลูกชายฉันคนนี้นะกินเก่งมาก ๆ เพราะเมียไม่ชอบทำกับข้าว เวลามาบ้านฉันได้กินอาหารอร่อย ๆ ก็กินไม่ยั้งเลยแหละ”

“กินเยอะ ๆ ไม่ดีเหรอคะ”

“ดีอะไรเธอ เปลืองจะตาย”

“คุณแม่อย่าไปคิดมากเลยค่ะ วินเฟรดลูกชายคุณแม่นะคะ อย่าไปถือสาเขาเลย”

ตั้งแต่เกิดมาในชีวิต ปณัฐดาไม่เคยได้ยินพ่อแม่คนไหนบ่นเรื่องลูกกินอาหารเก่ง ๆ มาก่อน เธอรู้สึกแปลกใจอยู่มาก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งไปกว่านี้ ได้แต่ปลอบโยนมารดาคนรักเท่านั้น



ตอนบ่ายรอยคีนส์นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้อง ส่วนจอห์นนั้นก็ยังทำงานอยู่ที่โรงเก็บเครื่องบินร่อนตั้งแต่เช้า พออาหารถูกตระเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว มิซซิสเมเบิ้ลก็ไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ ซึ่งจอห์นเข้ามาภายในบ้านอาบน้ำแต่งตัวเช่นเดียวกัน ปณัฐดากลับไปหาคนรักที่ห้อง เธออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ตามคำขอของมารดาคู่หมั้น

“อาหารเสร็จแล้วเหรอที่รัก”

รอยคีนส์ถาม วางหนังสือลงบนโต๊ะ เดินมายืนข้าง ๆ ร่างเล็ก ๆ

“เสร็จแล้วค่ะ รอแต่แขกมาที่บ้าน”

“อาหารน่าทานไหมครับ”

“ไม่รู้เลยค่ะ แต่ดูจากสีสันก็น่าทานนะคะ”

“แล้วคุณพอทานได้ไหมล่ะ”

“ยังไม่ได้ลองเลยค่ะ แต่เห็นมีข้าวด้วย น่าจะทานได้”

“ถ้าทานไม่ได้ก็อย่าฝืนนะ เดี๋ยวผมจะลองโทรคุยกับเพื่อน ๆ ที่อยู่เมืองนิวออร์ลีนส์ดู เผื่อเขารู้จักร้านอาหารคนไทย ผมจะได้พาคุณไปทานข้าวที่นั่น และก็ซื้อพวกเครื่องปรุงอาหารไทยมาไว้ที่บ้าน คุณจะได้ทำอาหารไทยไว้ทานเอง”

“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

รัฐหลุยส์เซียน่าเป็นรัฐที่ปลูกข้าวมากทีเดียว ผู้คนส่วนใหญ่จะกินข้าวมากกว่ากินขนมปังเป็นอาหาร หลายครอบครัวปรุงแต่งอาหารมักจะมีข้าวเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าวผสมถั่วแดง ข้าวกับซุป และอีกหลาย ๆ อย่าง ปณัฐดาเคยกินข้าวที่ปรุงจากถั่วแดงมาแล้ว รสชาติก็อร่อยทีเดียว แต่เพราะเธอไม่คุ้นเคยอาหารแบบนี้ทำให้กินได้นิดเดียว

พอประมาณสี่โมงเย็นแขกเริ่มทยอยขับรถมาจอดที่หน้าบ้าน พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้วปณัฐดาก็มาช่วยมิสซิสเมเบิ้ลจัดเตรียมอาหารที่ห้องรับประทานอาหาร เสร็จแล้วก็ยืนเคียงข้างคอยช่วยหาน้ำหาท่ามาต้อนรับแขกในครั้งนี้ด้วย ซึ่งแขกคนแรกที่มาร่วมงานนั้นก็เป็นหญิงวัยกลางคน ซึ่งอายุอานามก็ไม่มากนัก แต่ผิวพรรณยังดูดีกว่าวัยเยอะ

“ปณัฐดา นี่เจมี่เพื่อนฉันเอง”

ทันทีที่มารดาคนรักแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนสนิท ปณัฐดาก็ยิ้มทักทายด้วยความเป็นมิตร ยื่นมือไปเช็คแฮนด์ตามธรรมเนียมฝรั่ง

“สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

“สวัสดีจ้า ยินดีที่ได้รู้จักเธอเช่นกันนะ”

เจมี่อายุน้อยกว่ามิสซิสเมเบิ้ลสิบกว่าปี สามีของเธอเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อสองปีก่อน ปัจุบันอาศัยอยู่กับครอบครัวลูกสาว เจมี่เป็นผู้หญิงผิวขาวที่อัธยาศัยดี ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและดูใจดีไม่น้อย การพูดจาก็ค่อนข้างสุภาพ และวางตัวน่านับถือยิ่งนัก ปณัฐดาพูดคุยกับเจมี่หลายเรื่องราว ซึ่งมิสซิสเมเบิ้ลก็นั่งพูดคุยร่วมวงด้วย

“นี่เจมี่ คนที่เมืองไทยนะ สุภาพมาก ๆ เลยนะเธอ แต่ละคนเอาอกเอาใจฉันเหลือเกิน ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนคนพิเศษเลย”

“คนที่เมืองไทยดีแบบนั้นจริง ๆ เหรอ”

เจมี่ตาโตเหมือนไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน เธอเคยเห็นคนเอเชียที่ร้านอาหารจีนมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยไปเที่ยวประเทศอื่น ๆ เลย

“ใจดีสิเธอ นี่อาหารก็ถูกด้วยนะ ฉันนี่ทานอาหารหลายอย่างเลยแหละ โดยเฉพาะอาหารทะเลนะเธอนะ ถูกมาก ๆ เลย รสชาติก็อร่อยจริง ๆ เลย” มิสเมเบิ้ลเล่าพลางยิ้มพริ้มพราย

“อิจฉาจัง ว่าแต่เขามีแฮมเบอร์เกอร์ขายไหมล่ะ” เจมี่ถามอย่างสงสัย
มิสซิสเมเบิ้ลหัวเราะคิกคัก “มีสิ เธออยากกินอะไรล่ะ อาหารฝรั่งมีหลายอย่างเลยนะ”

“ฉันก็นึกว่าเมืองไทยจะเชยเหมือนประเทศแถบแอฟริกาเสียอีก”

“ไม่หรอกเธอ เมืองไทยนะเจริญมาก ๆ เลย ฉันนี่ไม่อยากเชื่อตัวเองเลยนะ”

มิสซิสเมเบิ้ลพูดคุยกับเจมี่ได้สักพัก ก็มีรถคันหนึ่งก็วิ่งมาจอดหน้าบ้าน เธอขอตัวจากเพื่อนสนิทเดินออกมาต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมในครั้งนี้ ซึ่งก็ไม่ลืมเรียกปณัฐดาให้เดินมากับตนเองด้วย หญิงชราส่งยิ้มแต่ไกลให้ชายหญิงคู่หนึ่งที่เดินมาตรงหน้า ซึ่งผู้ชายคนนี้รูปร่างสูงใหญ่เท่า ๆ กับรอยคีนส์ ใบหน้าดูมีอายุมากแล้ว ผิวพรรณคล้ำกว่ารอยคีนส์มาก โครงหน้าไม่ได้มีส่วนคล้ายคลึงกับรอยคีนส์สักนิด

ส่วนผู้หญิงคนนี้ก็อายุอานามก็ไล่เลี่ยกัน ผมสีบลอนอมแดงที่จัดทรงให้เข้ากันรูปหน้า รูปร่างท้วมใหญ่ไม่น้อยไปกว่าผู้ชายคนนี้ ริมฝีปากอวบอิ่มแต่งแต้มด้วยลิปสติกสีแดงสด ซึ่งก็ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งนัก ตาสีฟ้าใสแจ๋ว ผิวพรรณขาวชมพู ใบหน้าดูเป็นมิตรอยู่มาก

“ปณัฐดา นี่ลูกชายคนโตของฉัน วินเฟรด”

วินเฟรดหันมายิ้ม ยื่นมือมาทักทายแบบธรรมเนียมอเมริกัน ใบหน้าของเขายิ่งดูใกล้ก็ดูใจดีไม่น้อย “สวัสดีค่ะ ดิฉันปณัฐดา ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

“ครับ ผมวินเฟรด ยินดีที่ได้รู้จักเช่นเดียวกันครับ”

มิสซิสเมเบิ้ลหันไปทางหญิงผมบลอนปนแดงที่ยืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ “ปณัฐดา นี่จูดี้ ภรรยาของวินเฟรด”

จูดี้ยื่นมือมาเช็คแฮนด์ทันที พร้อมรอยยิ้มที่ดูเป็นกันเอง “สวัสดีค่ะ ดิฉันปณัฐดา ยินดีที่ได้รู้จัก”

“สวัสดีค่ะ ฉันจูดี้ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นเดียวกัน”

ปณัฐดาทักทายและพูดคุยกับจูดี้อยู่สักพัก ถามไถ่ตามมารยาททั่วไป จากนั้นก็พากันเดินมานั่งโต๊ะร่วมกับเจมี่ ซึ่งเจมี่นั่งส่งยิ้มมาให้กับคนสองคนอย่างคุ้นเคย เจมี่และครอบครัววินเฟรดรู้จักกันมานานแล้ว ซึ่งก็พร้อม ๆ กับมิสซิสเมเบิ้ลก็ว่าได้ ทำให้คนทั้งหมดพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง พอไม่นานรอยคีนส์ก็เดินออกมานั่งพูดคุยด้วยเช่นกัน ส่วนจอห์นนั้นก็เข้ามาสมทบทีหลัง

“เธออายุเท่าไหร่เหรอปณัฐดา” จูดี้ถาม แววตาพินิจพิเคราะห์หญิงสาวพอสมควร

ปณัฐดายิ้มนิด ๆ ดวงตาสดใสเปล่งประกาย “อายุ 23 ปีค่ะ”

“23 ปี? โกหกหรือเปล่า ฉันนึกว่าเธออายุ 17 -18 ปีนะนี่”

จูดี้ดูตะลึงไม่น้อยเมื่อรู้อายุที่แท้จริงของหญิงสาว เธอไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน จึงหันไปทางรอยคีนส์ เหมือนต้องการคำยืนยันอีกครั้ง

“ปณัฐดาอายุ 23 ปี จริง ๆ ครับ ถ้าเธอยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผมคงจะแต่งงานและพาเธอมาอยู่ที่นี่ยากพอสมควร ดีไม่ดีเธออาจจะไม่ได้มาอเมริกากับผมก็ได้”

“หน้าเด็กมาก ๆ เลย เออ...รอยคีนส์ คนที่ประเทศไทยนี่ตัวเล็ก ๆ แบบนี้หรือเปล่า”

“ก็ประมาณนี้แหละครับ แต่บางคนก็ตัวสูงใหญ่เหมือนกัน แต่ตัวโต ๆ เท่าพวกเรานะหายากมาก”

มิสซิสเมเบิ้ลหันไปทางจูดี้ เมื่อเห็นลูกสะใภ้อีกคนหนึ่งมีคำถามมากมาย เธอก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยให้ได้ฟัง เพราะคงจะหวังแบ่งปันประสบการณ์ที่เคยพบเจอในเมืองไทยมาฝากคนที่นี่

“นี่นะเธอ รู้ไหมกว่าฉันจะพาปณัฐดามาได้ ฉันนะต้องเสียเงินเยอะพอสมควร”

ทุกคนมองหน้ามิสซิสเมเบิ้ล แววตาแต่ละคนดูสนใจกับคำพูดของหญิงชรายิ่งนัก คงจะอยากรู้ว่าทำไมการที่ผู้ชายอเมริกันคนหนึ่งไปแต่งงานกับหญิงไทยต้องเสียเงินมากมายขนาดนี้

“แล้วเธอเสียอะไรบ้างล่ะเมเบิ้ล”

“อุ๊ย! สารพัดนะเธอนะ ฉันต้องไปใช้หนี้ธนาคารให้กับปณัฐดาด้วยนะเธอ ถ้าฉันไม่ใช้หนี้กองทุนเพื่อการศึกษาให้กับปณัฐดา ป่านนี้ปณัฐดาก็คงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้หรอกเธอ คีนส์ก็คงไม่ยอมกลับอเมริกากับฉันแน่เลย ฉันจึงต้องใช้หนี้ให้ปณัฐดา”

“ขนาดนั้นเชียวหรือ? คงจะเยอะน่าดู” เจมี่ถามซ้ำ

“ก็ไม่เยอะหรอก แต่ก็ไม่น้อยหรอกเธอ”

มิสซิสเมเบิ้ลพูดจีบปากจีบคอยกยอตัวเองเริ่ดหรูทุก ๆ เรื่อง แขกทุกคนต่างก็เอ่ยปากชมเธออยู่เนืองนิตย์ ปณัฐดานั่งยิ้มแหย ๆ ความรู้สึกของเธอในตอนนี้รู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่คิดว่าแม่คนรักจะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดคุย หญิงสาวรู้สึกเหมือนจะดีใจที่มีคนใจดีคอยช่วยเหลือตรงนี้ แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกเศร้ากับคำพูดของมิสซิสเมเบิ้ลอยู่มาก เพราะการกระทำของแม่คนรักดูเหมือนไม่ให้เกียรติเอาเสียเลย

รอยคีนส์หันมามองหน้าเธอนิดหนึ่ง เอื้อมมือมาจับมือหญิงสาวและก็บีบเบา ๆ เหมือนต้องการให้กำลังใจ เพราะคงจะเข้าใจความรู้สึกของเธอทุกอย่าง รู้ว่าเธอเจ็บปวดที่มารดาพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ตลอดเวลาที่อยู่เมืองไทยชายหนุ่มเองก็คงคิดไม่ถึงว่ามารดาจะพูดเรื่องนี้ให้ผู้คนได้ยินได้ฟัง เขารู้จักนิสัยของมารดาดีว่าเป็นคนเช่นไร อะไรที่พูดคุยและทำให้ตัวเองดูดีมากขึ้น มิสซิสเมเบิ้ลก็มักจะพูดได้ทุกเรื่อง โดยที่ไม่นึกถึงจิตใจของคนอื่น ๆ เลยสักนิด

การแต่งงานของปณัฐดาและรอยคีนส์นั้น ได้มีการพูดคุยตกลงกันหลาย ๆ อย่าง ชายหนุ่มเป็นคนขออาสาชำระหนี้กองทุนเพื่อการศึกษาให้หญิงสาวทั้งหมด เพื่อเป็นของขวัญน้ำใจให้กับเธอ ที่สำคัญปณัฐดาไม่ได้เรียกร้องค่าสินสอดจากรอยคีนส์เลยแม้แต่บาทเดียว เพราะคิดว่าพ่อกับแม่เสียชีวิตไปแล้ว เธอจึงไม่ได้สนใจเรื่องตรงนี้ ในชีวิตการแต่งงานของหญิงสาวนั้น เธอต้องการเพียงความรักและการเอาใจใส่จากคนรักเท่านั้น ซึ่งรอยคีนส์เองก็ทำหน้าที่ตัวเองดีมาตลอด

รอยคีนส์เป็นลูกชายที่น่ารัก และเพราะความรักและไว้ใจมารดา จึงบอกเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง พอมิสซิสเมเบิ้ลทราบเรื่องเกี่ยวกับหนี้สินกองทุนเพื่อการศึกษาของปณัฐดา ซึ่งรอยคีนส์ได้ชำระเงินไปก่อนหน้านั้นแล้ว มิสซิสเมเบิ้ลก็หยิบเงินส่งให้รอยคีนส์

“คีนส์ ขอแม่เป็นคนชำระหนี้ให้กับปณัฐดานะ ถือว่าแม่ให้เงินนี้รับขวัญลูกสะใภ้นะลูกนะ”

“มันจะดีเหรอครับคุณแม่”

“ดีสิลูก แม่อยากให้อะไรปณัฐดาบ้าง”

“ผมขอขอบคุณ คุณแม่มากนะครับ แต่ผมว่าคุณแม่ไม่ต้องหรอกครับ ผมบอกปณัฐดาไว้แล้วว่าจะจัดการให้เธอ ขอผมทำดีกว่านะครับ”

“แม่รักคีนส์นะ และก็รักปณัฐดาด้วย แม่อยากทำสิ่งดี ๆ ให้ปณัฐดาบ้าง แม่ไม่มีอะไรให้เธอเลย”

“ผมเกรงใจคุณแม่ครับ คุณแม่อย่าลำบากเลยนะครับ”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกลูก หากคีนส์รักแม่ ก็ขอให้แม่ได้ทำอะไรเพื่อปณัฐดาบ้าง นะลูกนะ”

ในวันนั้นรอยคีนส์หันมาสบตาปณัฐดานิดหนึ่ง เหมือนต้องการให้เธอรู้เห็นเป็นพยานด้วยกับสิ่งที่เขาตอบรับน้ำใจจากมารดา

“ก็ได้ครับ ขอบคุณ คุณแม่มากนะครับ”

ในวันนั้นปณัฐดาเองก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณแม่ของคนรัก รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมากที่มารดาคนรักใจดีกับเธอ

“ขอบคุณ คุณแม่มากนะคะ ไว้ให้ได้ทำงาน ปณัฐดาจะคืนคุณแม่ทั้งหมดค่ะ”

“โอ๊ย! ไม่ต้องคงไม่ต้องคืนหรอกลูก ถือว่าขวัญน้ำใจจากแม่นะจ้ะ”

ทั้งหมดเหล่านี้คือเรื่องราวที่ทำให้รอยคีนส์ต้องจำใจรับเงินจากมารดา โดยที่กลายเป็นว่ามิสซิสเมเบิ้ลเป็นคนชำระหนี้กองทุนให้กับปณัฐดา ทั้งที่รู้ว่าวันหนึ่งมารดาอาจจะเอาเรื่องนี้มาพูดลำเลิกบุญคุณ หรือพูดยกยอตัวเองต่อสาธารณะชนก็ได้ แต่รอยคีนส์ก็อยากลองใจมารดาดูอีกครั้ง คิดอยู่ลึก ๆ ว่ามารดาคงไม่ทำนิสัยอย่างนี้ แต่พอได้ยินเรื่องราวในวันนี้ ชายหนุ่มก็ได้แต่กัดกรามเอาไว้ และเก็บความรู้สึกไว้ในใจ

หลังจากที่พูดคุยสนทนากันได้สักพัก มิสซิสเมเบิ้ลก็เชิญทุก ๆ คนไปรับประทานอาหารด้วยกัน ซึ่งปณัฐดาได้เข้าไปช่วยเหลือจัดจานและช้อนทุกอย่างให้เรียบร้อย โดยที่มีรอยคีนส์เข้ามาช่วยเรื่องเครื่องดื่มอีกด้วย
โต๊ะดินเนอร์ขนาดกลางนี้ จะถูดจัดไว้ที่ด้านหลังห้องเอนเตอร์เทนเม้นท์ ซึ่งก็อยู่ติด ๆ กับระเบียงด้านนอก และก็สามารถชมทิวทัศน์ด้านนอกได้อย่างดี ทุกคนพากันตักอาหารที่ตัวเองชอบ และก็มานั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว

ปณัฐดาและคนรักช่วยกันตักอาหารเสร็จแล้ว ก็มานั่งร่วมวงกับทุก ๆ คน มิสซิสเมเบิ้ลเป็นคนนำสวดขอบคุณพระเจ้า เธอขอพรสารพัดตามแบบที่เคยทำ เมื่อขอพรเสร็จแล้ว ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน

“เอเมน”

ปณัฐดาเรียนรู้ที่จะพูดคำว่า เอเมน พร้อม ๆ กับทุกคน เธอไม่เข้าใจทำไมต้องพูดคำนี้ด้วย แต่ก็ไม่อยากเป็นตัวประหลาด จึงพูดตามคนอื่นให้กลมกลืนกับสภาพชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้

เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ทุกคนก็รับอาหารหวานตามหลัง จากนั้นก็นั่งคุยกันที่ห้องรับแขกสักพัก พอไม่นานก็ทยอยลากลับบ้านไป ปณัฐดาช่วยมิสซิสเมเบิ้ลเก็บจานช้อนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ก่อนที่จะขอตัวเดินกลับมาหาคนรักที่ห้องนอน



รอยคีนส์นั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ ติด ๆ กับหน้าต่างบานใหญ่ ซึ่งสามารถมองดูวิวทิวทัศน์ด้านนอกได้สบาย ๆ ปณัฐดาเดินมานั่งที่โซฟาติด ๆ กัน หญิงสาวไม่ได้สนใจเขามากนัก สายตามองผ่านกระจกบานใหญ่ดูต้นไม้ด้านนอก และก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย

“คุณเป็นยังไงบ้างที่รัก อาหารพอทานได้บ้างไหม”

“ได้ค่ะ แต่ณัฐคงจะทานได้แค่วันสองวันเท่านั้นค่ะ ถ้าให้ทานทุกวันคงไม่ไหวแน่เลย”

“ผมเข้าใจครับ วันนี้ผมโทรคุยกับเพื่อนผมแล้วนะครับ อาทิตย์หน้าเพื่อนผมว่างกัน เดี๋ยวผมจะพาคุณไปซื้ออาหารเอเชี่ยนที่นั่นนะครับ”

“ขอบคุณค่ะ แล้วบ้านเพื่อนคุณอยู่ไกลไหมคะ”

“ก็ขับรถประมาณสี่ชั่วโมงครับ เราไปค้างที่บ้านเพื่อนผมสักคืนสองคืน คุณว่าดีไหมล่ะ”

“ยังไงก็ได้ค่ะ ณัฐไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

รอยคีนส์หยิบหนังสือมานั่งอ่านต่อ ทิ้งให้หญิงสาวได้แต่นั่งคิดอะไรอยู่คนเดียว เธอคิดถึงคำพูดของมารดาคนรักตลอด นั่งทบทวนคำพูดที่คนรักเคยมีให้กับตน ใจก็รู้สึกเจ็บปวดที่มารดาคนรักพูดเรื่องนี้ให้ได้ยินอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เหมือนกับชีวิตตัวเองไม่มีค่าอะไร จำนวนเงินที่มิสซิสเมเบิ้ลชำระหนี้กองทุนให้เธอนั้น มันเหมือนกับสิ่งที่มารดาคนรักได้ทำลงไปนั้น เพื่อหวังจะเอามาพูดยกยกตัวเองให้ทุก ๆ คนได้ชื่นชมตลอด แต่คนที่รับน้ำใจอย่างเธอนี่สิรู้สึกว่าเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าชีวิตที่มาอยู่อเมริกาได้เพราะเงินจำนวนนี้นะเหรอ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอคิดมาตลอดว่า ชีวิตที่ยอมมาอยู่อเมริกาก็เพราะมาเพื่อความรัก หากจะย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะไม่รับน้ำใจตรงนี้เด็ดขาด ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวด

ชายหนุ่มหันไปมองหญิงสาวซึ่งนั่งหน้าเศร้าอยู่ใกล้ ๆ วางหนังสือลงบนโต๊ะด้านหน้า

“ที่รัก มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าครับ”

ปณัฐดานั่งเงียบ ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี ไม่รู้จะบอกเขาว่าอย่างไรว่าเธอเสียใจกับคำพูดของมารดาคนรัก ได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”

รอยคีนส์เป็นผู้ชายที่เธอสนิทที่สุด เขารู้เสมอว่าเธอสุขหรือทุกข์ใจ แววตาของเธอมันทำให้เขาอ่านใจเธอได้ตลอด แม้จะพยายามปิดซ่อนแต่ก็ไม่มิดเลย

“ผมรู้นะว่าคุณไม่สบายใจ มีอะไรก็บอกผมมาตรง ๆ เถอะครับ ผมอยู่เคียงข้างคุณนะ และจะทำทุกอย่างให้คุณมีความสุขและสบายใจ”

ปณัฐดาหันไปมองหน้าคนรัก แววตาอ่อนโยนของเขาทำให้เธออบอุ่นใจขึ้นมาทุกที หญิงสาวสะกดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ ก่อนที่จะระบายความในใจให้คนรักฟัง

“รอยคีนส์ค่ะ คุณจำได้ไหมเรื่องหนี้กองทุนของณัฐ”

“จำได้สิครับ”

“คุณรู้ไหมคะ ถ้าณัฐรู้ว่าคุณแม่คุณรับชำระหนี้ให้กับณัฐแทนคุณ แล้วมาพูดเรื่องนี้ให้ผู้คนได้ฟังนั้น ณัฐขอทำงานเก็บเงินชำระหนี้เองทั้งหมดค่ะ ณัฐไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร และไม่ชอบให้ใครพูดลำเลิกบุญคุณหรือยกยกตัวเองแบบนี้”

“ปณัฐดา” ชายหนุ่มเรียกชื่อเธอเบา ๆ สบตาหญิงสาว

เธอไม่มองหน้าคนรัก เบือนหน้าหนีไปทางอื่น ไม่อยากให้เขาเห็นน้ำใส ๆ ที่เอ่อเบ้า ไม่อยากให้เขาเห็นความอ่อนแอที่ซ่อนเร้นเอาไว้กับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

“ณัฐไม่อยากมาอยู่ที่นี่ รู้สึกเจ็บที่ใจค่ะ”

“ผมขอโทษแทนคุณแม่ผมนะครับ ขอโทษจริง ๆ”

เธอสะอื้นไห้ มองหน้าคนรัก “ณัฐถามจริง ๆ เถอะคะ คุณคิดว่าการให้คืออะไรคะ”

“การให้คือความบริสุทธิ์ใจยังไงครับ ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจและไม่หวังสิ่งตอบแทน”

“แล้วทำไมคุณแม่ของคุณต้องทำแบบนี้คะ ท่านเคยรู้บ้างไหมว่าณัฐก็มีหัวใจนะคะ การให้เพื่อการยกยอตัวเอง ให้คนอื่นชื่นชม เขาไม่เคยรู้เลยเหรอว่าคนที่ได้รับน้ำใจเจ็บปวดแค่ไหน”

“ปณัฐดาฟังผมนะ คุณแม่ผมไม่ได้ให้อะไรคุณเลย เงินที่คุณแม่รับจ่ายชำระหนี้ให้คุณนั้นเป็นเงินของผมทั้งนั้น คุณลืมไปแล้วเหรอ คุณแม่ติดหนี้ธนาคารสามหมื่นเหรียญเพื่อที่จะเอาเงินนั้นไปเที่ยวเมืองไทย แล้วผมก็เป็นคนชำระหนี้ให้คุณแม่ทั้งหมด ซึ่งก็หมายถึงว่าเงินที่คุณแม่เอาไปเมืองไทยนั้น เป็นเงินของผมทั้งหมด”

เธอพยักหน้า “จำได้ค่ะ”

หญิงสาวมองหน้าคนรัก ครุ่นคิดสักพัก ใช่สิเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาคนรักมีปัญหากับแม่เรื่องเงิน ซึ่งมิสซิสเมเบิ้ลบอกให้รอยคีนส์ไปชำระหนี้ธนาคารให้ โดยอ้างว่าติดหนี้ตรงนั้นเพราะต้องการไปรับเธอที่เมืองไทย ส่วนรอยคีนส์เองก็เหมือนน้ำท่วมปาก เมื่อถูกหยิบยกเอาชื่อเธอมาอ้าง เขาก็ต้องรับหน้าแก้ปัญหาทุกอย่างหมด เพื่อให้คนรักสบายใจ เพื่อให้มารดาหายห่วงเรื่องหนี้สิน

“ผมจะเข้าไปคุยกับคุณแม่”

ปณัฐดาดึงแขนคนรักเอาไว้ “ค่อยคุยวันหลังก็ได้ค่ะ”

“ไม่ได้หรอกครับ นิสัยคุณแม่มีหลายอย่างที่คุณไม่เคยรู้ ถ้าผมไม่สั่งห้ามเธอไว้ตอนนี้ พรุ่งนี้เรื่องราวของคุณก็ดังทั่วเมืองแน่เลยครับ คุณพอจะเดาออกนะว่าคุณแม่ผมเป็นคนที่ช่างเจรจายกยอตัวเองเป็นหลัก เธอไม่สนใจหรอกว่าใครจะคิดอย่างไร ขอแค่ได้ชมตัวเองในทางที่ดี แค่นี้แหละที่คุณแม่ผมปรารถนามาตลอด”

“มันจะดีเหรอคะ”

“ดีสิครับ ผมเป็นคนตรง ๆ อะไรที่ไม่พอใจเราคุยกับเขาตรง ๆ เลย อีกอย่างผมก็ไม่พอใจเหมือนกัน ผมคิดแล้วว่าคุณต้องรู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึก”

“แต่ณัฐไม่อยากให้คุณทะเลาะกับคุณแม่ค่ะ”

“บางทีเราก็ต้องมีปากเสียงกันบ้าง เพื่อให้คน ๆ หนึ่งหยุดการกระทำที่ทำร้ายจิตใจอีกคนหนึ่ง ผมเองก็ไม่ชอบให้คุณแม่ทำนิสัยอย่างนี้ ประเภทแกล้งทำดีเพื่อเชิดชูหน้าตาตัวเอง เป็นอะไรที่มันเฟคมาก ๆ ผมไม่ชอบเลย”

สีหน้าของรอยคีนส์ดูจริงจังเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มคงจะเรียนรู้นิสัยของมารดามาหลายอย่าง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขารู้วิธีที่ต้องแก้ปัญหากับเรื่องที่เกิดขึ้น

“ณัฐเป็นห่วงคุณแม่คุณค่ะ”

ชายหนุ่มหันมาสบตาหญิงสาวอีกครั้ง

“คุณไม่ต้องห่วงแม่ของผมนะครับ เธอเป็นคนเก่งอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ไม่กระทบกระเทือนเธอหรอกครับ ถ้าเราไม่หยุดเธอตอนนี้ เธอก็จะทำนิสัยอย่างนี้ตลอด นิสัยอวดร่ำอวดรวยผมไม่ชอบมาก ๆ ประเภทไปกู้เงินเขามาแล้วทำรวย แล้วให้ผมตามแก้ปัญหาให้ทีหลัง ผมเจอมาเยอะแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกครับ ผมเจอมาหลายครั้ง รู้สึกแย่ไม่น้อยไปกว่าคุณ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ผมเท่านั้น สมัยที่คุณพ่อของผมมีชีวิตอยู่ ท่านก็รู้สึกไม่ต่างกับผมเลย นี่ถ้าผมไม่รักคุณแม่นะ ผมก็คงไม่ช่วยหรอก ผมช่วยเธอครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น ต่อไปผมคงช่วยเธอไม่ได้แล้ว หนี้สินต่าง ๆ ที่เธอก่อขึ้นนั้น เธอจะต้องรับผิดชอบเอง”

เรื่องราวที่ได้ยินจากคนรัก ทำให้หญิงสาวรู้สึกเห็นใจเป็นอย่างมาก อยากจะช่วยเขาแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่าง แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ชีวิตตอนนี้เหมือนคนไร้ความสามารถเลย งานการก็ไม่ได้ทำ ภาษาก็ยังไม่เก่งพอ ได้แต่มอบกำลังใจให้คนรัก แอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่าสักวันหนึ่งเมื่อตัวเองแกร่งกว่านี้ ก็จะหางานทำช่วยพยุงฐานะครอบครัวได้บ้าง

รอยคีนส์ลุกขึ้นทันที มือแข็งแกร่งลูบผมหญิงสาวเบา ๆ แววตาอ่อนโยนทำให้เธอเชื่อมั่นอยู่ตลอดว่าเขาสามารถแก้ปัญหาให้กับเธอได้

“เดี๋ยวผมกลับมา คุณรอผมอยู่ที่นี่นะ”

ปณัฐดามองหน้าคนรัก รู้สึกห่วงใยเขาจับใจ และก็ห่วงใยความรู้สึกของมารดาคนรักด้วย แต่ก็ต้องยอมให้คนรักได้แก้ปัญหาตามที่เขาต้องการ

“อย่าดุคุณแม่นะคะ สงสารท่าน”

“ครับ ไม่ต้องห่วงหรอก ผมมีวิธีพูดของผมอยู่แล้ว”

ชายหนุ่มเดินออกไปจากห้องนอน ค่อย ๆ ปิดประตูเบา ๆ และก็แวะไปหามารดาที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งมิสซิสเมเบิ้ลนั่งดูทีวีไปพลาง ๆ

“ปณัฐดาไม่มาด้วยเหรอลูก”

“เปล่าครับ พอดีผมมีธุระจะคุยกับคุณแม่นะครับ”

“ธุระอะไรเหรอลูก มีอะไรก็คุยมาเถอะ”

รอยคีนส์นั่งลงที่โซฟาติดๆ กับมารดา จับมือมารดามากุมเอาไว้ และก็โอบกอดเบา ๆ

“คุณแม่ครับ หากผมจะขออะไรคุณแม่สักอย่างได้ไหม”

มิสซิสเมเบิ้ลยิ้มพริ้มพราย สายตามองลูกชายด้วยความเอ็นดู

“ได้สิลูก มีอะไรเหรอ”

“ผมขอคุณแม่หยุดพูดเรื่องที่คุณแม่ใช้หนี้ให้ปณัฐดาได้ไหมครับ”

“อ้าว! ทำไมล่ะลูก ก็แม่ใช้หนี้ให้ปณัฐดาจริง ๆ นี่หนา”

“แต่เงินที่คุณแม่เอาไปเที่ยวเมืองไทย มันเงินผมทั้งหมดนะครับ และเงินที่คุณแม่ใช้หนี้ให้ปณัฐดาก็เงินของผมด้วย คุณแม่ก็น่าจะรู้”

รอยคีนส์หันมามองมารดานิดหนึ่ง ความรู้สึกของเขาในตอนนี้ไม่พอใจเป็นอย่างมาก คิดว่ามารดาจะยอมฟังเขาดี ๆ แต่กลับโต้เถียง เหมือนกับการพูดคุยเรื่องหนี้สินของปณัฐดา เป็นเรื่องเล่าที่สนุกสนานอย่างนั้นแหละ

มิสซิสเมเบิ้ลนั่งอยู่เงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา เพราะคงจะรู้สึกอึดอัดที่ลูกชายพูดคำนี้ออกมา

“คุณแม่รู้ไหมครับ ปณัฐดาไม่เคยเรียกร้องสินสอดกับผมเลยสักดอลเดียว เธอรักผมและก็ทำทุกอย่างเพื่อผม เงินที่ผมให้เธอนั้นมันน้อยมาก ถ้าเทียบกับค่าสินสอดที่เธอควรจะได้รับในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ถ้าเธอแต่งงานให้ถูกต้องตามธรรมเนียม มีสินสอดเหมือนผู้หญิงไทยทั่วไป ผมอาจจะต้องใช้เงินเยอะกว่านี้ และเงินที่ผมต้องการใช้หนี้ให้เธอนั้น เพราะมันเป็นน้ำใจที่ผมมอบให้กับเธอ ผมไม่ต้องการได้ยินใครพูดลำเลิกบุญคุณกับคนรักของผมแบบนี้ และมันก็เหมือนกับเงินที่ผมช่วยคุณแม่มาตลอดนั่นแหละ คุณแม่เคยเห็นผมไปพูดกับคนอื่น ๆ ไหมล่ะ เคยเห็นผมยกยอตัวเองไหม ผมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้มาตลอด”

ชายหนุ่มลุกขึ้นจากโซฟา เดินมาหยุดอยู่ที่รูปใบใหญ่ ซึ่งมีรูปพ่อและปู่กับย่าติดอยู่ตรงผนังห้อง

“ผมช่วยคุณแม่มาตลอด และก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ผมขอให้คุณแม่เลิกนิสัยแบบนี้เสีย ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม การให้คือสิ่งที่ดีงาม เราให้ใครสักคนไม่ควรหวังผลตอบแทน และไม่ควรเอามาพูดยกยอตัวเอง เพราะคุณแม่รู้ไหม คุณแม่ทำให้คนที่ได้รับน้ำใจจากคุณแม่เสียใจไปด้วย แทนที่จะเขาจะซาบซึ้งใจเขากลับทุกข์ใจ แถมยังอึดอัดใจอีกต่างหาก”

“แต่แม่ก็ไม่ได้พูดให้ใครฟังนี่หนา คนที่ได้ยินก็เพื่อน ๆ แม่ทั้งนั้น คนพวกนี้ไม่ไปพูดให้ใครฟังหรอก”

“ผมไม่สนใจหรอกว่าเขาคนนั้นเป็นใคร สิ่งที่ผมแคร์ที่สุดคือ คุณแม่พูดออกมาทำไมครับ ผมไม่ว่าอะไรเลยถ้าเงินนั้นเป็นเงินของคุณแม่จริง ๆ ผมยินดีคืนเงินจำนวนนั้นให้คุณแม่ทั้งหมด แต่นี่เงินนั้นมันเป็นเงินของผมทั้งนั้น”

มิสซิสเมเบิ้ลมีสีหน้าไม่พอใจ “ก็ได้ ต่อไปแม่จะไม่พูด”

“แค่นี้แหละที่ผมขอคุณแม่ มันคงไม่มากเกินไปนะครับ”

รอยคีนส์ยืนสงบสติสักพัก จากนั้นก็เดินมานั่งข้าง ๆ มารดาอีกครั้ง

“ผมรักคุณแม่นะ และผมก็รักปณัฐดาด้วย ผมพาเธอมาอยู่ที่นี่ ก็อยากให้เธอมีชีวิตที่มีความสุข ไม่อยากเห็นน้ำตาของเธอ ผมขอนะครับ ไม่ว่าคุณแม่จะเคยทำอะไรกับลูกสะใภ้และลูกคนไหนไว้บ้าง แต่อย่าทำกับผมและปณัฐดาเลย เพราะถ้าคุณแม่ทำร้ายผมและคนรัก คุณแม่อาจจะเสียผมไปตลอดชีวิต ปณัฐดาอาจจะกลับเมืองไทย และผมก็จะตามเธอไปอยู่ที่เมืองไทยด้วย”

“คีนส์รักปณัฐดามากกว่าแม่ใช่ไหม”

“ไม่จริงหรอกครับ ผมก็รักคุณแม่เช่นกัน แต่เป็นความรักที่แตกต่างกัน ถ้าผมไม่รักและห่วงคุณแม่ ป่านนี้ผมไม่กลับอเมริกาหรอกครับ”

“แต่เดี๋ยวนี้คีนส์หายใจเข้าออกก็เป็นปณัฐดาตลอด” หญิงชราตัดพ้อต่อว่า

“แล้วคุณแม่ล่ะครับ ตอนที่คุณพ่อเสียชีวิตใหม่ ๆ คุณแม่พาผู้ชายเข้ามาในบ้าน คุณแม่เคยแคร์ความรู้สึกของผมบ้างไหม คุณแม่ดูมีความสุขกับผู้ชายพวกนั้น แต่ผมไม่มีความสุขเลย”

“ก็แม่เหงานะ แม่ไม่มีใคร”

“แล้วผมล่ะครับ ผมอยู่คนเดียวมาตลอด มีแม่แต่บางทีก็เหมือนไม่มี ดังนั้นมันไม่แปลกหรอกนะครับที่ปณัฐดาเข้ามาแทนที่ใคร ๆ ในหัวใจผมได้หมด ก็เหมือนกับที่คุณแม่มีจอห์นเข้ามาแทนที่คุณพ่อนั่นแหละครับ”

หญิงชรานั่งเงียบ นัยน์ตาเศร้า ๆ หันไปมองรูปอดีตสามีคนที่สอง สิบกว่าปีแล้วที่เขาเสียชีวิตไป และมันนานเทียบเท่ากับที่เธอแต่งงานกับจอห์น มันดูเหมือนจะเร็ว แต่เพราะเธอเป็นคนที่เป็นโรคขี้เหงา พอสามีคนแรกเสียชีวิตก็แต่งงานกับสามีคนที่สองทันที พอสามีคนทีสองเสียชีวิตก็แต่งงานใหม่อีกครั้ง จนลืมไปว่าตัวเองมีลูก ๆ ที่ต้องการความรักจากตน แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ค่อยสนใจลูก ๆ มากนัก นับตั้งแต่แต่งงานกับจอห์น เธอก็ทุ่มกายและใจพร้อมเงินทองที่สามีคนที่สองทิ้งไว้ให้ บำเรอความสุขให้กับสามีคนใหม่มากทีเดียว จนมีปัญหาเรื่องเงินบ่อยครั้ง ซึ่งก็ได้ลูกชายอย่างรอยคีนส์นี่แหละ ที่ต้องตามแก้ปัญหาให้ตลอด

ในชีวิตของมิสซิสเมเบิ้ลมีลูกทั้งหมดแปดคน ไม่มีลูกคนไหนติดต่อมาหาเธอเลย หลายคนย้ายออกไปแล้วก็ไปเลย ไม่มีใครอยากไปมาหาสู่ด้วย จะมาหาก็ต่อเมื่อเดือดร้อนเรื่องเงินเท่านั้น ไม่ว่าเทศกาลใด ๆ ก็ไม่เคยมีใครสนใจเธอเลย คงมีแต่รอยคีนส์เท่านั้นที่คอยดูแลตลอด

นอกจากนั้นก็มีวินเฟรดที่คอยเข้ามาหาบ้างเป็นครั้งคราวแต่ก็ไม่บ่อยนัก ไม่ใช่ว่าลูก ๆ คนอื่น ๆ เลวร้ายแต่อย่างใด แต่เพราะการกระทำบางอย่างที่หญิงชราเคยฝากไว้กับลูกคนอื่น ๆ ทำให้ทุกคนรับการกระทำของเธอไม่ได้ จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีแม่อยู่ในหัวใจ หญิงชราถอนหายใจเมื่อได้คิดถึงเรื่องราวทุกอย่าง มันจะเจ็บปวดแค่ไหนหากลูกคนสุดท้องคนเดียวคนนี้ ต้องทิ้งเธอไปเหมือนลูกคนอื่น ๆ อีก เธอไม่อยากสูญเสียลูกคนนี้เหมือนลูกอื่น ๆ อีกแล้ว

“แม่ขอโทษคีนส์ แต่นี้ต่อไปแม่จะไม่พูดอีก”

“ขอบคุณครับคุณแม่ ปณัฐดาเป็นคนดี ถ้าเขาไม่รักผมจริง ๆ เขาไม่ทิ้งครอบครัว พี่น้อง เพื่อนฝูง หน้าที่การงานที่มั่นคง และประเทศอันเป็นที่รักมาอยู่กับผมที่นี่หรอกครับ และเขาก็รักคุณแม่ด้วยนะ”

“แม่ก็รักปณัฐดาจ้ะ”

“ถ้าคุณแม่รักปณัฐดา ก็อย่าทำร้ายจิตใจเธอสิครับ”

รอยคีนส์นั่งพูดคุยกับแม่สักพัก ก็ขอตัวกลับมาที่ห้องนอน ซึ่งปณัฐดานั่งอ่านหนังสือไปพลาง ๆ ชายหนุ่มเดินมานั่งข้าง ๆ และก็บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด ปณัฐดาซาบซึ้งใจคนรักเป็นอย่างมาก เธอไม่เคยต้องการอะไรจากเขาเลย ไม่ว่าเงินทองหรือสิ่งของใด ๆ ก็ตาม สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดก็คือความสบายใจมากกว่า วันนี้รอยคีนส์สามารถปรับความเข้าใจพูดคุยกับมารดาได้ แต่วันหนึ่งข้างหน้าปณัฐดาต้องพบเจออะไรอีกบ้างเธอก็ไม่อาจรู้ได้เลย สิ่งที่รู้ในตอนนี้ก็คือ ยังรักและเคารพมารดาของคนรักเหมือนเดิม และขอบคุณที่มิสซิสเมเบิ้ลไม่พูดทำร้ายจิตใจเธออีก

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:55:52


Opinion No. 13 (133576)







บทชีวิตสะใภ้ที่ 12


รอยคีนส์หยิบเอกสารต่าง ๆ ใส่กระเป๋า ซึ่งก็มีปณัฐดาคอยช่วยเหลืออยู่ชิดใกล้ พอเสร็จแล้วชายหนุ่มก็เดินเข้าไปอาบน้ำ ทิ้งให้ปณัฐดานั่งรออยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้ง เธอนั่งมองกระจกและก็คิดอะไรไปพลาง ๆ คงไม่มีอะไรมากที่เธอคิดบ่อย ๆ นอกจากความคิดถึงเมืองไทยและญาติพี่น้องทุก ๆ คน พอรอยคีนส์อาบน้ำและเช็ดเนื้อเช็ดตัวเสร็จแล้ว ก็หยิบเสื้อเชิ้ตมาสวมใส่ ซึ่งเธอเองก็เข้าไปช่วยติดกระดุมให้เขาด้วย


“ระยะทางจากบ้านไปมหาวิทยาลัยที่คุณจะไปเรียนไกลมากไหมคะ”

“ก็ขับรถประมาณหนึ่งชั่วโมงครับ”

“คุณต้องไปเรียนทุกวันเลยหรือเปล่า”

“เปล่าครับ อาทิตย์ละสี่วันเท่านั้น”

ปณัฐดาเดินไปหยิบรองเท้าและถุงเท้าให้คนรัก เธอหย่อนตัวลงนั่งบนพรมหนานุ่มอย่างช้า ๆ และก็พูดคุยถามคนรักไปพลาง ๆ มือเล็ก ๆ ค่อย ๆ มัดสายรองเท้าให้คนรักไปด้วย จากนั้นก็ช่วยหิ้วกระเป๋าเอกสารมาส่งเขาที่โรงจอดรถ

“ขับรถดี ๆ นะคะ”

รอยคีนส์ก้มหอมแก้มหญิงสาวเบา ๆ มือสองข้างโอบกอดร่างบอบบางเอาไว้ เขาอยากจะอยู่กับเธอตลอดเวลา แต่เพราะเหตุผลของชีวิต ทำให้เขาต้องเดินทางไปศึกษาหาความรู้เอาไว้

“ผมจะรีบกลับมา แต่ถ้าคุณเหงาก็ไปนั่งดูทีวีกับคุณแม่นะ”

“ค่ะ”

รถคันใหญ่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวหายไปกับถนนด้านหน้า หญิงสาวเดินเข้ามาภายในบ้าน พอปิดล็อกประตูเสร็จก็เดินไปหามารดาของคนรัก ซึ่งนั่งดื่มกาแฟอยู่คนเดียว

“วันนี้คุณแม่มีอะไรให้ณัฐทำไหมคะ”

มิสซิสเมเบิ้ลจิปกาแฟครั้งหนึ่งก่อนที่จะวางถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะ หันมามองหญิงสาวซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก

“ก็คงทำความสะอาดบ้านแหละ ว่าแต่เธอกินอะไรหรือยัง”

“ณัฐยังไม่หิวค่ะ”

“เครื่องดูดฝุ่นอยู่ที่ห้องซักรีด เข้าไปหยิบได้เลย ส่วนอุปกรณ์ถูพื้นนั้นก็อยู่ติด ๆ กัน”

เหมือนกับรู้หน้าที่ของตัวเอง เพียงครู่เดียวอุปกรณ์ทำความสะอาดบ้านก็พร้อมที่จะทำงาน มิสซิสเมเบิ้ลลุกขึ้น ขยับเก้าอี้เข้าไว้ใต้โต๊ะ ก่อนที่จะเดินมาอธิบายเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ปณัฐดาค่อย ๆ ดูดฝุ่นแต่ละห้องตามลำดับ ตั้งแต่ห้องนอนของมารดาคนรักห้องแรก และก็ตามมาเรื่อย ๆ ซึ่งกว่าจะเสร็จก็ทำเอาหอบทีเดียว พอดูดฝุ่นเสร็จแล้วก็กวาดฝุ่นตามห้องที่เป็นกระเบื้องและหินอ่อนทั้งหมด จากนั้นก็ตามด้วยน้ำยาถูพื้นที่เตรียมไว้เรียบร้อย

“ระวังลื่นหน่อยนะ” เสียงตะโกนบอกดังแว่ว ๆ มาจากห้องรับแขก

“ค่ะ”

หญิงสาวค่อย ๆ ถูพื้นแต่ละจุด เสร็จแล้วก็จัดการล้างห้องน้ำและห้องครัวให้สะอาด หลังจากนั้นก็หาไม้กวาดไปกวาดระเบียงด้านหน้าและด้านหลังบ้าน และก็เอาอุปกรณ์ไปเก็บไว้ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเดินมาคุยกับมิสซิสเมเบิ้ลที่ห้องรับแขก

“ณัฐของตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ”

“จ้า อาบน้ำเสร็จแล้ว อย่าลืมมาช่วยฉันที่ห้องครัวหน่อยนะ”

“ค่ะ”

ปณัฐดาเดินฉับ ๆ เข้าไปที่ห้องนอนของตัวเอง และก็เข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเร็ว เพราะเกรงว่ามารดาของคนรักจะรอนาน พอสักพักเธอก็เดินกลับมาที่ห้องครัวอีกครั้ง

“วันนี้ฉันจะล้างอุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านให้สะอาด ตู้เย็นนี่ก็ดูไม่ค่อยได้เลย ยังไงเธอช่วยฉันหน่อยนะ”

“ค่ะ”

หญิงสาวค่อย ๆ ปัดกวาดและล้างอุปกรณ์ครัวต่าง ๆ ที่วางรอเพื่อทำความสะอาด ส่วนมารดาคนรักนั้นก็นั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆ และก็หยิบผ้ามาเช็ดอุปกรณ์ในครัวไปด้วย ซึ่งกว่าจะทำงานเสร็จก็ปาไปหลายชั่วโมงทีเดียว

ในตอนเย็นรอยคีนส์กลับมาจากมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มเดินเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเร็ว จากนั้นก็มานั่งดูหนังที่ห้องพักผ่อนของครอบครัว ปณัฐดาเดินมานั่งข้าง ๆ คนรัก สายตาก็มองเขาด้วยความห่วงใย ไม่รู้ว่าเขาจะเหนื่อยล้าแค่ไหนกับการต้องขับรถไกล ๆ ในแต่ละวัน

“เรื่องเรียนเป็นยังไงบ้างคะ”

“ก็ดีครับ ตอนนี้ผมกำลังมองหาคนช่วยติววิชาคณิตศาสตร์อยู่”

“แล้วทางมหาวิทยาลัยมีให้ไหมคะ”

“ก็มีครับ พอดีที่มหาวิทยาลัยเขาจัดคนติวให้ด้วย”

“ดีจังเลยค่ะ แบบนี้ต้องเสียเงินไหมคะ”

“ไม่ต้องครับ เพราะคนเหล่านี้เขาได้รับค่าจ้างจากทางมหาวิทยาลัยแล้วครับ”

“แบบนี้ก็ดีสิคะ”

“ครับ”

หลังจากที่สนทนากันได้สักพัก รอยคีนส์ก็ไปหยิบหนังสือสอบจีอาร์อีมานั่งอ่านไปพลาง ๆ ส่วนปณัฐดาก็ขอตัวไปช่วยมิสซิสเมเบิ้ลเตรียมอาหารเย็น พอทำอาหารเสร็จแล้ว ทุกคนในครอบครัวก็มานั่งรับประทานอาหารด้วยกัน โดยที่มีจอห์นเป็นคนนำสวดมนต์ เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็นั่งคุยกับมารดาเรื่องงานแต่งงานที่จะจัดขึ้น

“เมื่อวันก่อนแม่ลองคุยกับนักบวชประจำโบสถ์ที่แม่เป็นสมาชิก เขาบอกว่า ถ้าคีนส์กับปณัฐดาไม่นับถือศาสนาคริสต์นิกายเดียวกับเขา ก็คงจะทำพิธีแต่งงานที่โบสถ์นี้ไม่ได้”

“เล่นกันแบบนี้เลยเหรอครับ ผมเคยได้ยินพระเจ้าบอกสอนว่าให้มีเมตตากับคนทุก ๆ คน ทำไมเขาต้องแบ่งแยกคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกันกับพวกเขาด้วย” รอยคีนส์ไม่ค่อยสบอารมณ์นักกับสิ่งทีได้ยิน

“แม่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทุกคนในเมืองนี้ก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น”

เมืองดีริดเดอร์จัดว่าเป็นเมืองที่แบ่งแยกเรื่องศาสนา ผู้คนส่วนใหญ่นับถือนับถือศาสนาคริสต์นิกายแบพทิส (Baptists) และนิกายเพ็นทาคอสตัล (Pentacostal) ซึ่งทั้งสองนิกายนี้ค่อนข้างเคร่งด้านศาสนาพอสมควร หากคนไหนที่ไม่ได้นับถือศาสนาและนิกายเดียวกับคนในเมืองนี้ ก็มักจะถูกแบ่งแยกออกไปจากกลุ่มชนอยู่เสมอ

“แล้วแบบนี้เราจะทำยังไงล่ะครับคุณแม่”

“ในเมื่อเขาไม่ให้จัดงานแต่งงานที่โบสถ์ เราก็จัดที่บ้านเราก็ได้นี่ลูก บ้านเราออกจะใหญ่โต”

“ผมเองก็ไม่ค่อยรู้มากนัก ยังไงผมฝากคุณแม่ช่วยจัดการให้ด้วยนะครับ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายเดี๋ยวผมรับผิดชอบทั้งหมด”

“จ้า ไม่มีปัญหาหรอกลูก เดี๋ยวแม่จะชวนเจมี่มาช่วยอีกแรง”

รอยคีนส์หยิบกระเป๋าเงินออกมา ยื่นบัตรเครดิตให้มารดา

“หากคุณแม่จะซื้อของต่าง ๆ ก็รูดบัตรของผมนะครับ”

“ขอบใจจ้า”

มิสซิสเมเบิ้ลพูดคุยเกี่ยวกับแผนการเรื่องแต่งงานต่าง ๆ ให้ปณัฐดาและรอยคีนส์ฟังคร่าว ๆ ซึ่งทั้งสองคนยังนั่งฟังอย่างตั้งใจ เพราะหากไม่จัดการแต่งงานที่นี่ วีซ่าของปณัฐดาก็จะมีปัญหา ซึ่งการแต่งงานที่อเมริกา ไม่ว่างานจะใหญ่โตหรือเล็ก แต่ถ้าได้ขึ้นชื่อว่าแต่งงานกัน ก็จัดว่าเป็นที่ยอมรับของกฏหมายอิมเมเกรชั่นที่นี่

ซึ่งอาทิตย์ถัดมารอยคีนส์ได้พาปณัฐดาไปที่ตัวเมืองที่อยู่ เพื่อไปยื่นเรื่องขอจดทะเบียนสมรส พอยื่นเอกสารเสร็จแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะออกใบทะเบียนสมรสให้ โดยที่มีชื่อทั้งสองคนกำกับไว้เรียบร้อย แต่ทะเบียนสมรสนี้จะยังคงไม่สมบูรณ์จนกว่าจะมีการแต่งงานเกิดขึ้น และคนที่ทำพิธีงานแต่งงานให้จะต้องเป็นคนเซ็นรับรอง และเจ้าบ่าวเจ้าสาว รวมทั้งเพื่อนเจ้าบ่าวจะต้องเซ็นเป็นสักขีพยานด้วย

งานแต่งงานทุกอย่างถูกกำหนดไว้ในเดือนตุลาคมวันที่ 12 ซึ่งตรงกับวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เพราะเพื่อน ๆ ที่อยู่ต่างเมืองสามารถมาร่วมงานได้ รอยคีนส์ยังกังขาเรื่องเพื่อนเจ้าสาว

“แล้วเรื่องเพื่อนเจ้าสาวล่ะครับคุณแม่”

“คีนส์ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวแม่จะให้เพื่อน ๆ แม่เป็นเพื่อนเจ้าสาวเอง”
ปณัฐดารู้สึกตะหงิดใจนิด ๆ รู้ว่าประเพณีอเมริกันไม่มีความเชื่อเหมือนคนในครอบครัวของเธอ ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะถาม

“เพื่อนคุณแม่ เคยแต่งงานหรือยังคะ”

“แต่งสิจ้ะ คนหนึ่งหย่ามาสองหน ส่วนอีกคนหนึ่งสามีเพิ่งเสียชีวิต”

ปณัฐดาเป็นผู้หญิงที่ยึดถือความเชื่อแบบเก่า ๆ ที่ครอบครัวบอกสอน ถึงจะรู้ว่าคนอเมริกันไม่ได้สนใจและมีความเชื่อแบบที่เธอเติบโตมา แต่การแต่งงานเป็นเรื่องชีวิตคู่ที่สำคัญสำหรับเธอมาก ดังนั้นคนที่เธออยากให้เป็นเพื่อนเจ้าสาว จะต้องเป็นคนที่ไม่เคยผ่านมรสุมความทุกข์ในชีวิตคู่มาก่อน

ครอบครัวของปณัฐดามีความเชื่อว่า คนที่เป็นเพื่อนเจ้าสาวจะต้องเป็นหญิงสาวที่ไม่เคยแต่งงานมีครอบครัวมาก่อน และมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ไม่เคยเป็นลูกกำพร้าหรือครอบครัวหย่าร้าง ซึ่งความเชื่อตรงนี้จะเกี่ยวพันกับโชคชะตาชีวิตเจ้าบ่าวเจ้าสาวด้วย และก็เป็นความเชื่อที่ยึดถือกันมานานแสนนานที่ปณัฐดาได้เรียนรู้ และเธอก็อยากมีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบความเชื่อโบร่ำโบราณที่สุด

“ณัฐอยากได้เพื่อนเจ้าสาวที่ไม่เคยแต่งงานเลยมีไหมคะ”

“หายากนะปณัฐดา เพื่อน ๆ ของฉันล้วนแต่เคยผ่านการแต่งงานมีครอบครัวทั้งนั้น”

รอยคีนส์นั่งนึกสักพัก “งั้นผมจะขอให้เพื่อน ๆ ผมที่อยู่เมืองนิวออร์ลีนส์เป็นเพื่อนเจ้าสาวเอง”

“ใครเหรอคีนส์” มิสซิสเมเบิ้ลถาม

“เอริณและเบ็คกี้ครับ สองคนนี้ยังไม่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน คิดว่าน่าจะเป็นได้”

รอยคีนส์บอกเล่าประวัติเพื่อนซี้ให้ปณัฐดาฟังคร่าว ๆ ซึ่งปณัฐดาก็เห็นด้วยที่จะให้เพื่อนสาวของคนรักสองคนนี้เป็นเพื่อนเจ้าสาว เพราะอย่างน้อย ๆ ได้เพื่อนสาวที่ไม่เคยผ่านการแต่งงานดีกว่าที่จะให้คนที่เคยผ่านการแต่งงานและมีชีวิตคู่ที่ผิดพลาดมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวของตัวเอง ไม่ใช่ว่าปณัฐดาเป็นคนที่ดูถูกดูแคลนคนที่เคยมีชีวิตคู่และผิดพลาดมาก่อน หากแต่ทุกอย่างเหล่านี้เป็นความเชื่อเก่าแก่ที่บรรพบุรุษบอกสอนมา หากเธอมีโอกาสเลือก เธอก็อยากจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและคนรัก

“ณัฐอยากให้เพื่อนคุณเป็นเพื่อนเจ้าสาวค่ะ”

“ครับ เดี๋ยวผมจะคุยกับเพื่อนให้ คิดว่าไม่มีใครมีปัญหาครับ”

“อย่างงั้นก็ได้ ฉันตามใจเธอนะปณัฐดา” มิสซิสเมเบิ้ลตอบ ดูผิดหวังอยู่มากที่เพื่อนของตัวเองไม่ได้เป็นเพื่อนเจ้าสาว ใบหน้าดูเศร้านิด ๆ

“ขอบคุณค่ะ”

“คุณแม่ครับ พรุ่งนี้เช้าผมกับปณัฐดาจะไปเที่ยวเมืองนิวออร์ลีนส์ (New Orleans) นะครับ จะพาปณัฐดาไปซื้อเครื่องปรุงอาหารไทยต่าง ๆ”

“แล้วจะไปกี่วันลูก”

“ประมาณสามวันครับ เพื่อน ๆ บอกว่าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับผมกับปณัฐดาให้ด้วยครับ”

“งั้นก็ขับรถระมัดระวังหน่อยนะ ฝากความคิดถึงไปให้เพื่อน ๆ คีนส์ด้วยนะ”

“ครับ”

เช้าวันถัดมารอยคีนส์และปณัฐดาพากันตื่นแต่เช้า ปณัฐดารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้ไปพบเจอเพื่อนสนิทของคนรัก ซึ่งเพื่อน ๆ เหล่านี้เป็นเพื่อนที่เรียนปริญญาตรีด้วยกัน เอริณกับเบคกี้เป็นเพื่อนสาวที่รอยคีนส์สนิทที่สุด ส่วนแฟนหนุ่มของสองสาวก็สนิทกับรอยคีนส์ไม่น้อยไปกว่ากัน นอกจากเอริณและเบ็คกี้แล้ว รอยคีนส์ก็มีเพื่อนชายที่สนิทอยู่สองสามคน
อลันเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่เรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกันกับรอยคีนส์ ซี่งตอนที่คบกันนั้นอลันเรียนปริญญาโทอยู่ ส่วนรอยคีนส์เรียนปริญญาตรีคู่กับเพื่อนสนิทที่ชื่อ วิลเลี่ยม ทางด้านอลันนั้นได้แต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว และก็มีลูกหนึ่งคน ซึ่งก็ต่างกับวิลเลี่ยมที่ยังครองตัวโสดตลอด จึงใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไป

การเดินทางไปเยี่ยมเอริณและเบ็คกี้ในครั้งนี้ รอยคีนส์พาปณัฐดาแวะไปเยี่ยมอาลันที่บ้านด้วย โดยถือโอกาสเอาของฝากจากเมืองไทยไปฝากเพื่อนสนิท ปณัฐดาเคยเห็นรูปอลันที่รอยคีนส์ให้ดู แต่ไม่รู้ว่านิสัยใจคอของเพื่อนสนิทคนรักเป็นเช่นใด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เธอรู้สึกตื่นเต้นกับการไปพบเจอเพื่อน ๆ ของคนรัก

บ้านของอลันอยู่ในเมืองบาตั้นรูจ (Baton Rouge) ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองหลวงของรัฐหลุยส์เซียน่านั่นเอง ซึ่งมีจำนวนประชากรมากพอสมควร และก็อยู่ห่างจากเมืองดีริดเดอร์ประมาณขับรถสองชั่วโมงครึ่ง มีมหาวิทยาลัยรัฐที่ขึ้นชื่อในเมืองนี้อยู่หนึ่งมหาวิทยาลัย ซึ่งมีชื่อว่า Louisiana State University (LSU) และมหาวิทยาลัยแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการเรียนการสอนในสาขาต่าง ๆ และก็ขึ้นชื่อเรื่องอเมริกันฟุตบอลด้วย รอยคีนส์รวมทั้งเพื่อน ๆ ทุกคนต่างก็เรียนจบในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วยกัน

รัฐหลุยส์เซียน่าเป็นรัฐที่มีเนื้อที่กระจัดกระจายกับบึงน้อยใหญ่ ด้านใต้และทิศตะวันออกมีเนื้อที่ติดกับอ่าวเม็กซิโก ส่วนทางเหนือจะติดกับรัฐมิสซิปซิป*** ส่วนทางด้านทิศตะวันตกจะติดกับรัฐเท็กซัส การเดินทางจากเมืองดีริดเดอร์ไปสู่เมืองบาตั้นรูจนั้น จะต้องขับรถเข้าถนนสายหลัก I – 10 ซึ่งถนนสายนี้จะต้องผ่านเมืองลาฟาเย็ท (Lafayette) ด้วย ซึ่งเมืองนี้จัดว่าเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมของคนเคจั่น โดยที่ในแต่ละปีจะมีการแสดงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของคนเคจั่นตลอด และในเมืองนี้ก็เป็นเมืองที่รอยคีนส์ตั้งใจสอบเข้ามาเรียนระดับปริญญาเอกเสียด้วย

พอขับรถผ่านเมืองลาฟาเย็ทก็ต้องขึ้นสะพานข้ามบึงอาชาฟาลายา (Achafalaya) ซึ่งบึงแห่งนี้จัดเป็นบึงที่กว้างใหญ่พอสมควร เห็นได้ชัดจากสะพานที่ข้ามบึงแห่งนี้มีความยาวประมาณยี่สิบสามไมค์ ซึ่งสะพานเหล่านี้ไม่มีชื่อตายตัว แต่คนที่นี่มักจะเรียกว่า Achafalaya Freeway (อาชาฟาลายา ฟรีเวย์) ระหว่างทางปณัฐดาก็ดูตื่นเต้นไม่น้อยกับภาพที่เห็น เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยเห็นสะพานที่ยาวแบบนี้เลย

บึงอาชาฟาลายาไม่ลึกมากนัก มีต้นไม้บางชนิดขึ้นอยู่เป็นจุด ๆ ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้จะไม่สูงมาก แม่น้ำและบึงแต่ละแห่งในรัฐหลุยส์เซียน่าจัดว่ามีจระเข้ที่เยอะพอสมควร นอกจากนั้นก็มีปลาและสัตว์น้ำหลายชนิดอาศัยอยู่ ที่เห็นได้ชัดและขึ้นชื่อที่สุดก็คือ ครอฟิช (Crawfish) ซึ่งเจ้าครอฟิชนั้นจะมีลักษณะลำตัวคล้าย ๆ กับกุ้งมังกร เพียงแต่ลำตัวจะเล็กกว่ากันมาก ผู้คนในรัฐหลุยส์เซียน่านอกจากจะทำอาชีพปลูกข้าวในบางส่วนแล้ว หลังจากช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ผู้คนเหล่านี้ก็มักจะทำอาชีพเลี้ยงเจ้าครอฟิชส่งขายเสียด้วย

รสชาติของเจ้าครอฟิชนั้น จะมีมันตรงหัวเยอะมาก หลาย ๆ คนที่รับประทานเจ้าครอฟิชก็มักจะชอบดูดตรงหัวของเจ้าครอฟิช เพราะจะทำได้ลิ้มรสชาติส่วนมันอย่างแท้จริง ส่วนเนื้อของเจ้าครอฟิชนั้นก็มีรสชาติคล้าย ๆ กุ้งและกุ้งมังกรในเมืองไทย เพียงแต่มีขนาดเล็กกว่ากัน เวลาที่เอาไปต้มตัวของเจ้าครอฟิชจะเป็นสีแดง บางคนชอบรับประทานแบบต้มกับเครื่องเทศเคจั่น แต่บางคนชอบเอาเนื้อเจ้าครอฟิชมาปรุงอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ขึ้นชื่อของคนเคจั่น เช่น ครอฟิชเอทูเฟ ครอฟิชกัมโบ นอกจากเจ้าครอฟิชจะเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของรัฐนี้แล้ว เจ้าครอฟิชก็ยังเป็นสินค้าส่งออกไปขายหลาย ๆ รัฐด้วย

ครอฟิชไม่ได้เป็นอาหารที่ขึ้นชื่ออย่างเดียวในรัฐนี้ เนื้อจระเข้ก็เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อไม่น้อยไปกว่ากัน ร้านอาหารพื้นเมืองของรัฐหลุยส์เซียน่าที่คนเคจั่นเป็นเจ้าของร้าน ก็มักจะมีเนื้อจระเข้ผสมเครื่องเทศเคจั่นทอดขาย และก็มีการนำมาปรุงเป็นอาหารเมนูอื่น ๆ ด้วย นอกจากเนื้อจระเข้แล้ว รัฐหลุยส์เซียน่าก็ขึ้นชื่อเรื่องหอยนางรมสด ๆ ด้วย ซึ่งหอยนางรมแต่ละอันตัวใหญ่มาก ๆ ร้านอาหารเคจั่นส่วนใหญ่มักจะมีเมนูหอยนางรมหลากหลายไว้จำหน่ายด้วย มิเพียงเท่านั้นก็มีเมนูอาหารปลาชนิดต่าง ๆ ด้วย

ปณัฐดานั่งชมวิวด้วยความตื่นเต้นดีใจกับภาพที่แปลกตาเหล่านี้ ส่วนรอยคีนส์นั้น นอกจากจะขับรถแล้ว ก็ยังบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้เธอได้ฟังไปด้วย หญิงสาวมองภาพเหล่านี้ก็อดไม่ได้ที่จะจินตนาการภาพคนสมัยก่อน ๆ เมื่อครั้งที่อเมริกายังไม่มีความเจริญก้าวหน้าระดับนี้ และก็อดทึ่งไม่ได้กับความสามารถของคนอเมริกาที่สามารถสร้างสะพานที่ยาวที่สุดในโลกได้ ซึ่งสะพานที่ยาวที่สุดในโลกนี้อยู่ที่รัฐหลุยส์เซียน่า เพียงแต่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างเมืองบาตั้นรูจไปยังเมืองนิวออร์ลีนส์นั่นเอง

พอใกล้ถึงเมืองบาตั้นรูจ ก็เริ่มมีรถหนาแน่นและถนนแต่ละสายต่างก็มาบรรจบกันที่สะพานสายหลัก ซึ่งสะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำมิสซิปซิป***นั่นเอง แม่น้ำมิสซิปซิป***จัดเป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในอเมริกา และก็จัดเป็นแม่น้ำที่ใหญ่และกว้างพอสมควร โดยที่แม่น้ำแห่งนี้ไหลรินไปบรรจบที่เมืองนิวออร์ลีนส์เพื่อไหลสู่อ่าวเม็กซิโก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่คนอเมริกันบางส่วนที่ทำธุรกิจต่าง ๆ มักจะใช้แม่น้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ขนส่งสินค้าจากรัฐทางเหนือและลงสู่รัฐทางใต้ โดยที่เมืองนิวออร์ลีนส์มีท่าเรือที่ใหญ่พอสมควรไว้รองรับสินค้าต่าง ๆ

เมื่อรอยคีนส์ขับรถอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำมิสซิปซิป*** ปณัฐดาก็อดไม่ได้ที่จะชะเง้อดูภาพเบื้องล่าง ซึ่งความรู้สึกของเธอไม่ต่างกับการนั่งอยู่บนรถยนต์ที่วิ่งผ่านสะพานพระรามเก้า (สะพานแขวน) ในเมืองไทย เวลาที่เห็นภาพเบื้องล่างก็ทำให้หญิงสาวนึกกลัวและหวาดเสียวไม่น้อย เพราะสะพานแห่งนี้จัดว่าสูงพอสมควร พอขับรถผ่านสะพานนี้เสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็ยังขับรถไปเรื่อย ๆ และก็เลี้ยวรถเข้ามาในถนนของ Louisiana State University ด้วย

“ผมอยากพาคุณมาชมแคมปัสของมหาวิทยาลัยนี้” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นเบา ๆ

หญิงสาวไม่ค่อยได้คุยอะไร สายตาก็มองนั่นมองนี่ตามประสาคนไม่เคยเห็น

“สวยจังเลยนะคะ”

“ครับ แคมปัสของมหาวิทยาลัยที่นี่ มีอาคารหลายแห่งที่ปลูกสร้างคล้าย ๆ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ใคร ๆ ก็มาพบเห็น ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บรรยากาศในมหาวิทยาลัยแห่งนี้เหมือนกับสแตนฟอร์ดสองเลยครับ”

ปณัฐดามองดูอาคารแต่ละหลัง เห็นสถาปัตยกรรมแล้วก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ เพราะอาคารแต่ละหลังไม่ได้สร้างเป็นตึกสูง ๆ เหมือนกับอาคารเรียนบางแห่ง แต่สถาปัตยกรรมและการตกแต่ง พร้อมทั้งสีสันอาคารและหลังคา ค่อนข้างคล้าย ๆ แบบเมอติเรเนี่ยนเสียมากกว่า

ต้นไม้รอบ ๆ บริเวณมหาวิทยาลัยรวมทั้งสนามหญ้าแต่ละจุดที่ถูกตัดแต่งให้สวยงาม ทำให้สถานที่แห่งนี้ดูสะอาดสะอ้านและร่มรื่นยิ่งนัก ภาพนักศึกษาหลายคนและผู้คนอื่น ๆ เดินกันเป็นกลุ่ม ๆ ทำให้ปณัฐดาอดที่มองไม่ได้ คิดอยู่ในใจว่าคนเหล่านี้โชคดีมาก ๆ ที่มีโอกาสได้มาเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยดี ๆ แห่งนี้

เมื่อชมวิวมหาวิทยาลัยแห่งนี้เสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็พาหญิงสาวขับรถเข้าสู่ถนนใหญ่สายหลักอีกครั้ง ก่อนที่จะเลี้ยวเข้าไปในถนนขนาดกลาง ซึ่งก็ผ่านหมู่บ้านจัดสรรหลายแห่ง ปณัฐดานั่งชมวิวไปพลาง ๆ เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่อเมริกา ยังไม่เคยเห็นเมืองใหญ่โตอย่างนี้มาก่อน สภาพบ้านเรือนผู้คนไม่ได้แตกต่างจากเมืองดีริดเดอร์มากนัก เพียงแต่ลักษณะของบ้านบางแห่งจะเป็นบ้านทรงวิคตอเรี่ยนสไตล์และก็อคาเดียน่าสไตล์

รถวิ่งมาจอดที่บ้านชั้นเดียวตรงหน้า ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่น่ารักพอสมควร มีต้นไม้ปลูกไว้ด้านหน้าบริเวณบ้านหลายต้น บ้านหลังนี้อยู่ในบ้านจัดสรรที่มีเนื้อที่กว้างพอสมควร ลักษณะบ้านแต่ละหลังค่อนข้างเหมือนกัน เพียงแต่การตกแต่งสวนด้านหน้าจะต่างกันไปบ้าง

รอยคีนส์หันมายิ้มให้หญิงสาวนิดหนึ่ง “เราลงไปเยี่ยมอลันก่อนนะ แล้วค่อยขับรถไปต่อที่เมืองนิวออร์ลีนส์”

“ค่ะ ใช่อลันเพื่อนที่คุณเล่าให้ณัฐฟังเมื่อหลายวันก่อนหรือเปล่า ที่ว่ามีลูกชายตัวเล็ก ๆ ด้วย”

“ใช่ครับ ลูกชายอลันชื่อออร์เดนครับ น่ารักเชียว คิดว่าคุณต้องชอบแน่เลย”
“ชอบค่ะ ณัฐชอบเด็ก ๆ ค่ะ”

ปณัฐดาและคนรักพากันหยิบถุงของฝากมาให้เพื่อนด้วย ซึ่งหนึ่งในของฝากที่ไม่ลืมจะเอามาฝากเพื่อนคนนี้ก็คือ เหล้าแสงโสมของไทย เพราะก่อนที่รอยคีนส์จะบินกลับมาที่อเมริกา ชายหนุ่มได้โทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกับเพื่อน ๆ แต่ละคน ซึ่งเพื่อน ๆ แต่ละคนต่างก็อยากลิ้มลองรสชาติเหล้าไทยอยู่มากทีเดียว

ทุก ๆ ครั้งที่รอยคีนส์เดินทางไปเที่ยวประเทศอื่น ๆ ชายหนุ่มมักจะมีของฝากติดไม้ติดมือมาให้เพื่อนสนิทอยู่เสมอ ซึ่งปณัฐดาเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความมีน้ำใจของคนรัก รอยคีนส์ดูตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้พบเจอเพื่อนสนิทในวันนี้ เห็นได้จากใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่สดใส พอเดินมาอยู่ด้านหน้าบ้าน ก็พากันกดกริ่งบ้าน จากนั้นก็ยืนคอยเจ้าของบ้านมาเปิดประตูให้ โดยที่ทั้งสองคนยืนคุยกันไปพลาง ๆ


By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:57:51


Opinion No. 14 (133577)


 








บทชีวิตสะใภ้ที่ 13


หญิงชราเดินเอื่อยเฉื่อยไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ด้านหลังบ้าน เธอหยิบตะกร้าผลไม้ที่ถือมาด้วยวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ค่อย ๆ เอามีดปอกส้มในตะกร้าทีละอัน โดยที่จอห์นยังคงนั่งเงียบและชมภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าไปด้วย พอสักพักก็หยิบจานส้มยื่นให้สามี


“ลองสักชิ้นไหมจอห์น”

“หวานหรือเปล่า” จอห์นถาม ขณะที่มือก็เอื้อมหยิบส้มเข้าปากไปด้วย

“ก็คงหวานแหละ”

“หวานจริง ๆ ด้วย”

มิสซิสเมเบิ้ลเคี้ยวส้มและค่อย ๆ กลืนลงคออย่างช้า ๆ ใจก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยกับสามีเรื่องงานแต่งงานของบุตรชายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

“ปณัฐดาไม่ต้องการให้เพื่อน ๆ ของฉันเป็นเพื่อนเจ้าสาว เห็นเธอบอกว่าคนบ้านนอกของเธอยึดถือเรื่องคนที่เคยแต่งงานมาแล้ว จะมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวไม่ได้ นี่ฉันก็ไม่รู้จะบอกเพื่อน ๆ ว่ายังไงดี”

“ก็ไม่เห็นต้องคิดมากเลย ก็บอกแบบที่ปณัฐดาบอกคุณนั่นแหละ คิดว่าเพื่อน ๆ คงเข้าใจ”

“แต่ฉันก็อยากให้เพื่อน ๆ ฉันเป็นเพื่อนเจ้าสาวนะ”

“แต่งานนี้เป็นงานแต่งงานของปณัฐดากับรอยคีนส์ เรื่องเพื่อนเจ้าสาวต้องให้คนที่เป็นเจ้าสาวเลือกเอง คุณจะไปเลือกและบังคับเขาไม่ได้หรอกนะ”

“เฮ่อ...ฉันก็แค่หวังดี อยากจะทำอะไร ๆ ให้พวกเขา จะได้ไม่ต้องวิ่งเต้นเรื่องอื่น ๆ”

จอห์นระบายยิ้มนิดหนึ่ง เขารู้จักนิสัยภรรยาดี ไม่ใช่เพราะเธอหวังดีเท่านั้น แต่เธออยากให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เธอต้องการมากกว่า เมื่อมีคนไม่เห็นด้วยกับความคิดของตัวเอง เธอก็มักจะไม่สบายใจทุกครั้งและเก็บมาคิดตลอด

“นี่จอห์น คุณคิดอย่างฉันไหม ทำไมปณัฐดาไม่ค่อยทานอาหารอย่างพวกเรา เห็นอาหารบางอย่างที่ฉันทำเธอก็ไม่ทานเลย แถมทานแค่ข้าวกับไข่ดาวและก็อาหารเหม็น ๆ ที่เธอเอามาจากเมืองไทย”

จอห์นหัวเราะหึ ๆ “ก็คงไม่เคยชินแหละมั้ง อาจจะอยู่ในช่วงปรับตัว”

“ปรับตัวอะไรกัน นี่มันปาไปกี่วันแล้ว ปณัฐดาน่าจะทานอาหารอเมริกันอย่างพวกเราได้”

“คุณไม่เข้าใจหรอก คนแถบเอเชียเขาไม่ได้ทานอาหารอย่างพวกเรา เขาคงจะไม่ชอบอาหารอย่างพวกเรา คนเรานะ เวลาไม่ชอบอะไรก็จะไม่แตะเลย”

“ไอ้ที่ไม่แตะนะฉันไม่ว่าหรอก แต่นี่เล่นทานข้าววันละสามมื้อ เปลืองมาก ๆ เลย”

“มันก็เปลือง แต่มันเป็นชีวิตที่เขาเติบโตมา จะให้เขาทานข้าววันละสองมื้ออย่างพวกเราไม่ได้หรอก”

“คุณก็พูดเข้า นี่ฉันคิดว่าถ้าปณัฐดาปรับตัวได้ พวกเราคงจะประหยัดได้มากกว่านี้” มิสซิสเมเบิ้ลแสดงความคิดเห็น

จอห์นส่ายหัวและยิ้มนิดหนึ่ง “ไอ้ที่คุณอยากให้ปณัฐดาทานข้าววันละสองมื้อเหมือนพวกเรา เพราะอยากประหยัดใช่ไหมนี่”

“ก็ใช่นะสิ”

“แต่เขาก็ไม่ได้ทานเยอะนี่ ผมเห็นเธอทานข้าวจานนิดเดียวเอง”

“ไม่รู้แหละ ถึงจะทานแค่นิดเดียว แต่ถ้าทานวันละสามมื้อ บวกลบคูณหารก็เปลืองอยู่ดีแหละ”

“แล้วรอยคีนส์ให้เงินคุณจ่ายค่าอาหารบ้างหรือเปล่า” จอห์นถามอย่างสงสัย

“ก็ให้แหละ ฉันจะใช้จ่ายอะไรก็ได้ตลอด เขาก็ทำบัตรเครดิตให้ฉันรูดยามจ่ายกับข้าวและพาปณัฐดาไปไหนมาไหนด้วยแหละ”

“ผมว่าก็ดีนี่ เพราะคุณก็ไม่ได้เสียเงินแม้แต่ดอลเดียวให้ปณัฐดาเลยนี่ แล้วคุณจะไปเดือดร้อนทำไมล่ะ”

“แต่บางทีฉันก็ไม่ชอบหรอกจอห์น คุณคิดดูสิตั้งแต่รอยคีนส์แต่งงานกับปณัฐดา หายใจเข้าออกก็มีแต่ปณัฐดา จนบางทีเขาไม่ค่อยสนใจฉันเลย”

“นี่ผมถามจริง ๆ เถอะ ไอ้ที่คุณมานั่งบ่นให้ผมฟังนี่ คุณน้อยใจลูกชายใช่ไหมล่ะ”

“ฉันก็ไม่เคยคิดว่าเวลาที่รอยคีนส์เขามีภรรยา ความรักที่เขาเคยมีให้ฉันจะเปลี่ยนไปขนาดนี้”

“ผมก็ไม่เห็นมันเปลี่ยนเลย ดูรอยคีนส์เขาก็ยังรักและใส่ใจคุณดีออก”

“แต่เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยทำตามที่ฉันต้องการ เขากล้าขึ้นเสียงกับฉัน” มิสซิสเมเบิ้ลบอกเล่าด้วยใบหน้าเศร้า ๆ

“แล้วคุณไปทำอะไรล่ะ”

มีเรื่องราวหลายอย่างที่มิสซิสเมเบิ้ลทำและไม่เคยปรึกษาสามีมาก่อน หากเธอต้องเล่าเรื่องเงินทองต่าง ๆ ที่กู้เพื่อไปเที่ยวเมืองไทยนั้น รวมทั้งเงินต่าง ๆ ที่รอยคีนส์มอบให้เธอเพื่อเคลียร์ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่อยู่ต่างแดน เธอก็ไม่เคยเล่าให้สามีฟังเลย แม้ว่าเธอจะรับปากกับลูกชายว่าจะบอกจอห์นให้รู้เรื่องทุกอย่าง แต่จนแล้วจนเล่า เธอก็ไม่เคยเล่าให้สามีฟังเลย เมื่อถูกจอห์นถามเธอจึงรีบบ่ายเบี่ยงทันที และชวนคุยเรื่องอื่น ๆ

“เปล่าหรอก ฉันก็คิดของฉันไปเรื่อย ๆ”

“คุณนี่ก็ขี้น้อยใจนะ แล้วอย่าไปอิจฉาลูกสะใภ้เสียล่ะ เป็นแม่สามีต้องเมตตาและเอ็นดูลูกสะใภ้ เพราะลูกสะใภ้นอกจากเขาจะรักสามีแล้ว เขาก็ต้องแบ่งความรักและความนับถือมาให้คุณด้วย ยิ่งคุณดีกับเขามาก ๆ คุณก็จะได้ความรักจากเขามากขึ้น”

“ฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ถ้าจะให้ฉันเปลี่ยนตัวเองมากไปกว่านี้ ไม่รู้จะทำได้ไหม”

“บางครั้งเราก็ต้องเปลี่ยนบ้างนะคุณ”

ทั้งสองคนแต่งงานกันมาสิบกว่าปีแล้ว จอห์นรู้จักนิสัยภรรยาคนนี้ดี แต่เขาก็ทนยอมรับการกระทำของหล่อนได้ และด้วยความที่รักและความเกรงใจที่มีให้ ทำให้เขาไม่เคยตอบโต้ปัญหากับภรรยารุนแรงมากนัก เวลาที่มีปัญาหากันมาก ๆ เขาก็เป็นผู้ชายที่ยอมให้ภรรยาโจมตีแต่เพียงฝ่ายเดียว จอห์นเป็นผู้ชายที่เก็บความรู้สึกและไม่ค่อยคุย เวลาที่เขามีเรื่องกับภรรยา ก็มักจะเป็นฝ่ายเงียบและเดินหนีมากกว่า ซึ่งปัญหาที่เจอกันบ่อย ๆ ก็เรื่องมิสซิสเมเบิ้ลไปสร้างหนี้สินเอาไว้ และไม่เคยบอกกล่าวแก่กัน พอถึงเวลาที่ต้องชำระหนี้ก็มาขอเงินจากเขา พอเขาทำท่าจะไม่ให้ก็โกรธเคืองตลอด และสุดท้ายจอห์นก็ยอมเธอโดยการเอาเงินเก็บบางส่วนที่มีอยู่ไปตามใช้หนี้ให้กับเธอ



ประตูบ้านเปิดออกอย่างช้า ๆ ชายหนุ่มวัยกลางคนผมบลอน ตาสีฟ้าสดใส แก้มตอบนิด ๆ ยิ้มอย่างเป็นกันเอง รูปร่างของเขาไม่ได้ตัวใหญ่มาก แต่ก็จัดว่าสูงพอสมควร

“เฮ้ยคีนส์ นึกว่าใครเสียอีก กลับมาตอนไหนวะ”

อลันไม่ถามเปล่าแต่เดินมาโอบกอดรอยคีนส์เบา ๆ เขายิ้มอย่างมีความสุข เมื่อเห็นปณัฐดายืนยิ้มอยู่ข้าง ๆ ก็ปล่อยมือจากอ้อมกอดของรอยคีนส์

“นายอย่าบอกเรานะ.....”อลันถาม ตายังยิ้มค้างมองปณัฐดา

“นี่ปณัฐดา คนที่เราเขียนเล่าทางอีเมลให้นายฟังบ่อย ๆ นะ” รอยคีนส์แนะนำ หันมาสบตาคนรัก

ปณัฐดายื่นมือไปเช็คแฮนด์ตามธรรมเนียมฝรั่ง “สวัสดีค่ะ ฉันปณัฐดา ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

“สวัสดีครับ ผมอลันครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”

อลันไม่ได้เช็คแฮนด์ปณัฐดาอย่างเดียว แต่ถือโอกาสกอดปณัฐดาเหมือนที่กอดรอยคีนส์ ทำให้สาวเจ้าเก้ ๆ กัง ๆ รีบผละตัวออกทันที หญิงสาวยิ้มเจื่อน ๆ อย่างไม่คุ้นเคย ส่วนอลันก็ยิ้มแป้น เพราะไม่รู้ว่าคนไทยมีธรรมเนียมที่แตกต่างกัน

“ไม่น่าเชื่อว่าคีนส์จะหาภรรยาได้สวยอย่างนี้ เธอสวยจริง ๆ เลยปณัฐดา”

เมื่อถูกชมก็อดที่จะยิ้มไม่ได้ ปณัฐดาไม่ได้ดีใจเลยที่ถูกชมอย่างนั้น เธอรู้สึกขำเสียมากกว่า เพราะเธอไม่ได้เป็นผู้หญิงสวยแต่อย่างใด สิ่งตรงนี้เธอรู้ตัวดี แต่ในสายตาอเมริกัน ผู้หญิงที่มีผิวสีแทน ผมยาวสลวยดำสนิท รูปร่างเล็ก ๆ แบบสาวเอเชียจัดว่าสวยมาก ๆ

“ฉันไม่สวยหรอกคุณอลัน คนสวย ๆ กว่าฉันมีเยอะแยะ อย่างฉันไม่สวยเลย”

อลันยิ้มอย่างเป็นกันเอง “อย่าปฏิเสธเลยครับ อย่างคุณนี่จัดว่าสวยทีเดียว ลองคุณไปเดินในมหาวิทยาลัยที่นี่สิ มีหนุ่ม ๆ มองเต็มแน่”

“คุณไม่ต้องมายอฉันหรอกค่ะ ฉันรู้หรอกว่าที่คนพากันมองเพราะฉันเป็นชาวต่างชามากกว่า ไม่ใช่เพราะฉันสวยหรอกค่ะ”

“ปณัฐดา คุณนี่อย่าถ่อมตัวเองไปหน่อยเลย ถ้าคุณไม่สวยและน่ารัก ผมเชื่อว่าเพื่อนผมคงไม่แต่งงานกับคุณหรอก คีนส์นะบอกกับผมตั้งแต่ก่อนไปทำงานที่เอเชีย บอกว่าจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงเอเชียที่ดีที่สุดให้ได้”

ปณัฐดาหัวเราะหึ ๆ หันไปมองคนรัก “คุณบอกเพื่อน ๆ อย่างนี้เหรอคะ”

“ครับ ผมรู้สึกอย่างนี้ก็เลยบอกเพื่อน ๆ ไป ไม่คิดว่าสิ่งเคยฝันจะเป็นจริง และคุณก็เป็นคนที่ใช่เสมอ ไม่ใช่แค่อุปนิสัยใจคอ แต่รูปร่างหน้าตาของคุณ เป็นผู้หญิงที่คุณปรารถนา” รอยคีนส์ตอบรับหนักแน่น ยิ้มอย่างสุขใจ

“ผู้หญิงที่ผมดำ ตาหวานคมแบบซามาไฮ้นี่แหละ ที่คีนส์เขาปรารถนามาตลอด จริงไหมวะคีนส์”

รอยคีนส์หัวเราะทันที “จริงครับ”

ปณัฐดารู้ว่าซามาไฮ้คือดาราฮอลีวู้ดที่แสนจะสวย เธอไม่เคยคิดจะเปรียบตัวเองเป็นผู้หญิงระดับนั้น เพราะหน้าตาของเธอสู้ดาราคนนี้ไม่ได้เลย อาจจะมีแต่เส้นผมเท่านั้นที่พอจะสู้ได้บ้าง เพราะผมดำสนิทที่คล้ายกับกับดาราคนนี้

“ซามาขี้ไฮ้หรือเปล่าคะ” หญิงสาวถาม อดที่จะขำไม่ได้

“ซามาขี้ไฮ้หมายถึงอะไรครับ” อลันและรอยคีนส์ถามขึ้นพร้อม ๆ กัน

“ขี้ไฮ้เป็นภาษาลาว แปลว่าขี้เหร่ค่ะ” ปณัฐดาตอบ ทำให้สองหนุ่มอมยิ้มและส่ายหัวไม่เห็นด้วย

“ไม่ขี้เหร่เลยครับ นี่นะถ้าผมยังไม่มีภรรยา คงจะขอแต่งงานกับผู้หญิงเอเชียแน่เลย” อลันตอบ

“แต่คุณหมดสิทธิ์แล้วคะอลัน”

“ถึงจะหมดสิทธิ์ แต่ผมก็มีความสุขที่ได้มองผู้หญิงสวย นี่ยังนึกอิจฉาคีนส์อยู่เลยนะเนี่ย”

“อย่ามาอิจฉาเลยค่ะ ฉันไม่ขอเป็นผู้หญิงที่สวยสำหรับใคร ๆ แต่ฉันขอสวยเพื่อรอยคีนส์คนเดียวก็พอ”

คำพูดของปณัฐดา ทำให้รอยคีนส์เดินมาจับมือหญิงสาวไว้แน่น เขาสบตาเธอด้วยความรัก รู้สึกดีใจที่ได้ยินเธอพูดอย่างนี้ และตัวชายหนุ่มเองก็เชื่อมั่นในถ้อยคำที่เธอเอื้อนเอ่ยออกมา

“ขอบคุณครับ ผมจะมีชีวิตเพื่อคุณเช่นเดียวกัน”

“แหม ยิ่งพูดก็ยิ่งหวานนะสองคนนี้ ทำให้ต่อมอิจฉาของผมชักพองโตขึ้นทุกทีเลยเนี่ย” อลันหยอกแซว และก็ชวนทั้งสองเข้ามานั่งในบ้าน

สภาพภายในบ้านของอลันใหญ่โต มีห้องนอนสามห้องและก็มีห้องน้ำสามห้อง การตกแต่งถือว่าสวยและเรียบง่ายอย่างบ้านคนอเมริกันทั่วไป แต่บริเวณพื้นบ้านแต่ละจุดทำให้ปณัฐดามองตาค้างอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน เธอบ่นในใจ

“นี่บ้านหรือห้องเก็บของกันแน่”

ทางด้านอลันนั้นก็เก็บข้าวของต่าง ๆ กองเอาไว้กับผนัง เพื่อให้ทั้งสองคนเดินเข้าไปในบ้านอย่างสะดวก

“ผมไม่อยู่แค่ไม่กี่ปี ยังรกเหมือนเดิมเลยนะอลัน” รอยคีนส์หยอกแซวอย่างคุ้นเคย

อลันยิ้มเขิน ๆ “เหมือนเดิมแหละ ถ้าสภาพบ้านดูดีกว่านี้ แสดงว่าผมเปลี่ยนภรรยา”

“แล้วนี่เรโชลไปไหนเหรอ” รอยคีนส์ถามถึงภรรยาของอลัน

“ไปหาเพื่อน เห็นบอกว่าจะค้างคืนที่นั่นด้วยสักคืน เพราะพรุ่งนี้ครอบครัวของเราจะไปฮันนีมูนกันที่แม็กซิโกและก็ท่องเรือสำราญเสียด้วย นายกับปณัฐดาไปด้วยกันไหมล่ะ”

“ยินดีด้วยนะเพื่อน เรากับปณัฐดาคงไม่ได้ไปหรอก กะว่าจะไปต่อที่นิวออร์ลีนส์”

“ไปหาพวกเอริณและเบคก้าล่ะสิ”

“ใช่แล้ว เรานัดพวกเขาไว้แล้วด้วย ไม่อยากผิดนัด อีกอย่างเอริณก็จะจัดปาร์ตี้ไว้ต้อนรับเรากับปณัฐดาด้วย ถ้านายเปลี่ยนใจจะไปกับพวกเราก็ได้นะ”

“ไว้รอบหน้าแล้วกัน รอบนี้ต้องตามใจเรโชลก่อน เดี๋ยวเธองอนเอา”

อลันและเรโชลแต่งงานกันมาสี่ปีกว่าแล้ว ทั้งสองคนมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคนชื่อออร์เดน ซึ่งเป็นเด็กที่น่ารักน่าชังมาก แถมเป็นคนที่ช่างพูดอีกต่างหาก ทางด้านเรโชลนั้นไม่เคยแต่งงานมาก่อน แต่เธอมีลูกติดกับผู้ชายคนหนึ่งมาก่อนที่จะแต่งงานกับอลัน ลูกสาวของเธอชื่อแอนนาลิส ซึ่งหน้าตาน่ารักพอสมควร แม้ว่าอลันจะอยู่ในฐานะพ่อเลี้ยงของแอนนาลิสด้วย แต่เขาก็ทำหน้าที่พ่อเป็นอย่างดี พร้อมทั้งรักและเอ็นดูแอนนาลิสเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง

ทั้งอลันและเรโชลทำงานเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมในเมืองบาตั้นรูจ แต่ละคนสอนคนละสาขาที่แตกต่างกัน อลันเป็นครูสอนด้านศิลปะ ส่วนเรโชลนั้นจะเป็นครูสอนด้านประวัติศาสตร์ ทั้งคู่อายุห่างกันประมาณยี่สิบปี อลันรักเรโชลมาก และก็เอาอกเอาใจหญิงสาวตลอด

“แล้วออร์เดนกับแอนนาลิสไปโรงเรียนเหรอ” รอยคีนส์ถาม

“อือ...ก็คงจะกลับมาบ้านอีกสักพักนี่แหละ”

อลันหยิบรูปลูกชายและลูกสาวมาให้ปณัฐดา หญิงสาวนั่งดูภาพเด็กน้อยไปพลาง ๆ รู้สึกชื่นชมถึงความน่ารักของเด็กทั้งสองมาก ช่วงระหว่างที่นั่งคุยกันนั้น อลันก็เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำและแก้วให้ทั้งสองคนได้นั่งดื่มไปพลาง ๆ

“โทษทีนะปณัฐดา บ้านผมรกไปหน่อย” อลันบอก

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

“ภรรยาผมไม่ค่อยเป็นระเบียบมากนัก คงจะสู้ผู้หญิงไทยไม่ได้เลย” อลันยิ้มอีกครั้ง ทำให้เอาปณัฐดาก็อดขำไม่ได้

สภาพบ้านของอลันนั้น ไม่ได้เหมือนบ้านเรือนทั่วไป แต่ละจุดของบ้านมีของเด็กเล่นวางตลอด ไหนจะเสื้อผ้าที่ยังไม่ได้ซักถูกกองไว้บนโซฟาที่นั่ง ปณัฐดาเห็นแล้วก็เริ่มเข้าใจชีวิตของคนอเมริกันมากขึ้น หญิงสาวแอบคิดในใจ หากเธอเป็นผู้หญิงที่ไม่เก็บกวาดและรักษาความสะอาด คงไม่สามารถเติบโตมีชีวิตมาได้ขนาดนี้ พ่อคงจะเคี่ยวเข็ญเรื่องความเป็นกุลสตรีให้เธอหนักเป็นแน่ เพราะครอบครัวของเธอค่อนข้างเคร่งครัดเรื่องความสะอาด โดยเฉพาะชีวิตการเป็นลูกผู้หญิง ต่อให้ทำงานข้างนอกเป็นผู้หญิงที่เก่งและแกร่งแค่ไหน แต่ชีวิตในภายในบ้าน จะต้องเป็นกุลสตรีที่ดูแลบ้านเรือนให้อยู่ดีเป็นสุขตลอด

ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั้น รถรับส่งของโรงเรียนก็วิ่งมาจอดที่หน้าบ้าน อลันเดินไปเปิดประตูรับลูกสาวและลูกชาย ปณัฐดาและรอยคีนส์ลุกขึ้นยืนมองภาพของเด็ก ๆ อลันอุ้มออร์เดนมาหาปณัฐดา แนะนำให้รู้จัก โดยที่มีเด็กหญิงแอนนาลิสยืนอยู่ข้าง ๆ ปณัฐดาและรอยคีนส์เดินไปโอบกอดเด็กทั้งสองคนด้วยความเอ็นดู

ทั้งแอนนาลิสและออร์เดนต่างก็วิ่งไปหยิบของเล่นที่ตัวเองโปรดปรานมาชวนปณัฐดาเล่นด้วย ซึ่งปณัฐดาก็ได้แต่นั่งเล่นไปพลาง ๆ

“Panatthdha can you play the video game?” ออร์เดนถามขณะที่มือก็นั่งกดปุ่มในมืออย่างสนุกสนาน

“No, sweetheart. I don’t know how to play the game. ปณัฐดาตอบ

ออร์เดนไม่ได้ถามหญิงสาวอีกเลย แต่ก็นั่งกดเกมส์อย่างต่อเนื่อง เสียงหัวเราะของออร์เดนและแอนนาลิสทำให้ปณัฐดาอดไม่ได้ที่จะหันไปมองด้วยความเอ็นดู คิดอยู่ในใจเรโชลทิ้งลูกทั้งสองไปค้างที่บ้านเพื่อนได้อย่างไร หล่อนไม่รู้สึกห่วงลูกบ้างเลยหรือ ส่วนอลันก็ดูแลลูกเท่าที่จะทำได้ เพราะจะให้ละเอียดอ่อนเหมือนผู้หญิงก็คงเป็นไปไม่ได้

ช่วงระหว่างที่นั่งคุยกันนั้น ออร์เดนก็เดินไปหยิบมีดที่ห้องครัวมานั่งตัดกระดาษบางอย่าง ปณัฐดาเห็นแล้วก็นึกห่วงอยู่มาก จึงเดินเข้าไปนั่งใกล้ ๆ

“Please don’t play with the knife, baby. It’s too dangerous for you.” เธอบอกออร์เดนอย่างนี้ และก็เรียกเด็กชายว่าเบบี๋

ออร์เดนมองปณัฐดาด้วยสายตาแปลก ๆ “I’m not a baby. I am a big boy.”

ปณัฐดาแทบจะสำลักน้ำลายเมื่อได้ยินเด็กชายตัวเล็ก ๆ ตอบแบบนั้น เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าเด็กชายบางคนไม่ชอบให้ใครเรียกตนเองว่าเบบี๋ แต่เพราะหญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อน เมื่อเห็นเด็ก ๆ ก็มักจะคิดว่าเด็กเหล่านี้เป็นเด็กน้อยที่น่ารักของเธอ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หญิงสาวเผลอเรียกเบบี๋ไปด้วยความรักและเอ็นดู พอเจอออร์เดนตอบแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ พร้อมกล่าวขอโทษตามมารยาท

อลันได้ยินเรื่องราวทุกอย่างก็อดที่จะขำไม่ได้ พอปณัฐดาเดินกลับไปนั่งข้าง ๆ รอยคีนส์ อลันก็เล่าให้ฟังว่า ออร์เดนไม่ชอบให้ใครเรียกเขาว่าเบบี๋ เพราะเขาจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญกว่าที่จะเป็นเด็กน้อยตัวเล็ก ๆ หญิงสาวฟังแล้วก็นึกขำอยู่นิด ๆ เพราะเด็ก ๆ ที่เมืองไทยไม่เคยมีใครพูดแบบนี้กับเธอเลย เด็กไทยหลาย ๆ คนชอบคนที่พูดจาไพเราะและเอาอกเอาใจ ยิ่งเห็นพวกเขาเป็นเด็กน้อยที่น่ารัก เด็กเหล่านี้ยิ่งถูกใจยิ่งนัก แต่ออร์เดนกลับไม่ใช่ เขาเป็นเด็กที่ค่อนข้างเป็นตัวของตัวเองสูง และชอบอย่างไร คิดแบบไหนก็แสดงออกแบบนั้น



หลังจากที่นั่งพูดคุยเรื่องราวกับอลันได้สักพัก รอยคีนส์ก็พาปณัฐดาขับรถไปยังเมืองนิวออร์ลีนส์ ซึ่งระยะทางจากเมืองบาตั้นรูจไปยังเมืองนิวออร์ลีนส์จัดว่าไกลทีเดียว ซึ่งใช้เวลาในการขับรถประมาณสี่สิบห้านาทีได้ บรรยากาศระหว่างทางที่ไปเมืองนิวออร์ลีนส์นั้น ก็ไม่ได้ต่างจากถนนสายอื่นเลย เพราะจะต้องขับรถข้ามสะพานที่แสนจะยาว โดยที่มีบึง Pontchartrain กั้นระหว่างเมืองนิวออร์ลีนส์มาสู่เส้นทางไปสู่เมืองบาตั้นรูจด้วย

สะพานข้ามบึงแห่งนี้มีความยาวประมาณสามสิบแปดกิโลเมตร ซึ่งสะพานข้ามบึงแห่งนี้จัดว่าเป็นสะพานยกระดับที่ยาวติดอันดับสองของโลก รองจากสะพานยกระดับเส้นบางนาที่เมืองไทย เมื่อรอยคีนส์ขับรถข้ามสะพานแห่งนี้ ปณัฐดาก็นั่งชมวิวด้วยความตื่นเต้น เพราะตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นบึงที่กว้างไกลอย่างนี้ มองไปด้านล่างก็มีแต่แม่น้ำสุดสายตา บางครั้งก็นึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย

เมื่อมาถึงนิวออร์ลีนส์ชายหนุ่มก็เลี้ยวรถเข้าไปในถนนเลียบบึงที่ล้อมรอบเมืองนิวออร์ลีนส์ ซึ่งถนนสายนี้จะถูกสร้างเป็นเส้นทางยาวที่มีลักษณะวงกลมคล้าย ๆ กับถ้วย เมืองนิวออร์ลีนส์นี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่กลางบึงและแม่น้ำที่ล้อมรอบตลอด ไม่ว่าจะแม่น้ำมิซซิปซิป*** บึง Pontchartranin และทางทิศเหนือก็จรดกับบึง Borgne โดยบริเวณทั่วไปของเมืองมีลักษณะคล้าย ๆ กับถ้วยลึก โดยที่มีการก่อสร้างดินขึ้นมาเพื่อทำเป็นกำแพงกั้นไม่น้ำไหลสเข้าในตัวเมือง

ชื่อเมืองนิวออร์ลีนส์ถูกตั้งมาจากชื่อของ Philippe II, Duc d'Orléans ซึ่งเป็นข้าหลวงที่ย้ายถิ่นฐานมาจากประเทศฝรั่งเศส นิวออร์ลีนส์เป็นเมืองเก่าแก่ติดอันดับเมืองหนึ่งของประเทศอเมริกา ซึ่งเมืองนี้มีจำนวนประชากรทั้งหมดประมาณครึ่งล้านคน ประชากรส่วนใหญ่มีทั้งคนผิวดำ ผิวขาวและผิวพรรณที่ผสมผสานกัน

เมื่อครั้งในสมัยเก่าก่อน เมืองนิวออร์ลีนส์เคยปกครองโดยคนฝรั่งเศส ต่อมาประเทศฝรั่งเศสมีการทำสงครามกับประเทศสเปน และก็ได้รับความพ่ายแพ้จากสงคราม เมื่อปี ค.ศ. 1763 ดังนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสจึงได้ยกเมืองนิวออร์ลีนส์ให้เป็นเมืองขึ้นของสเปน โดยที่สเปนปกครองมาจนถึงปี ค.ศ.1801 จากนั้นเมืองนิวออร์ลีนส์ก็กลายมาอยู่ในการปกครองของคนฝรั่งเศสอีกครั้ง ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในตัวเมืองหลัก ๆ ที่เก่าแก่นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสถาปัตยกรรมของคนสเปนที่สร้างขึ้น โดยเฉพาะในเขต French Quarter ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของเมืองนี้

ต่อมาปี ค. ศ. 1803 กลุ่ม Napoleon ซึ่งเป็นกลุ่มคนฝรั่งเศสที่ปกครองเมืองนิวออร์ลีนส์มานานหลายปี ได้ย้ายถิ่นฐานกลับไปประเทศฝรั่งเศส ทำให้ประธานาธิบดี Thomas Jefferson ได้ส่งคนติดต่อขอซื้อขายเมืองนิวออร์ลีนส์เพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกา และทางประเทศฝรั่งเศสได้ตัดสินใจขายเมืองนี้ให้กับประเทศสหรัฐอเมริกาจวบจนทุกวันนี้

จะเห็นได้ว่าคนในรัฐหลุยส์เซียน่าจะเป็นกลุ่มคนที่ผสมผสานหลายชนชาติ เพราะเป็นเมืองท่าเรือที่สำคัญอีกเมืองหนึ่งของอเมริกา ทำให้การเดินทางในยุคเก่าก่อนนั้นจะมีเรือสำเภามาจอดเทียบท่าเยอะ และก็มีกลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติอพยพมาอยู่ที่อเมริกา ที่หลัก ๆ ก็คือกลุ่มคนจากประเทศฝรั่งเศสเป็นกลุ่มคนที่อพยพมาอยู่ในเมืองนี้มากที่สุด

สมัยเก่าก่อนนั้นผู้คนเหล่านี้มักจะสื่อสารกันด้วยภาษาฝรั่งเศส ต่อมาเมืองนิวออร์ลีนส์กลายเป็นส่วนหนึ่งของอเมริกา ทำให้มีการปรับปรุงและบริหารการปกครองที่เปลี่ยนแปลงใหม่ โดยผู้คนส่วนใหญ่จะต้องเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก หากเข้าไปในเมืองเล็ก ๆ จะเห็นได้ว่าคนเฒ่าคนแก่ยังพูดภาษาฝรั่งเศสอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ซึ่งภาษาฝรั่งเศสที่กลุ่มคนที่นี่พูดนั้น จะแตกต่างจากภาษาฝรั่งเศสที่ยุโรปบางส่วน โดยกลุ่มคนที่พูดภาษาฝรั่งเศสนั้น ก็มักจะเรียกตัวเองว่า “คนเคจั่น” (Cajun)

รอยคีนส์ขับรถมาจอดที่บ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ชายหนุ่มปิดเครื่องยนต์ก่อนที่จะเปิดประตูรถออกมา จากนั้นก็เดินอ้อมไปเปิดประตูรถให้ปณัฐดา หญิงสาวค่อย ๆ ลงจากรถ ตาก็หันไปมองบ้านสไตล์วิคตอเรียนหลังเล็ก ๆ เบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจ

“บ้านของเอริณและแดเนียล” รอยคีนส์บอกพลางจูงมือหญิงสาวเดินเข้ามาที่รั้วบ้าน จากนั้นก็กดกริ่งเรียกเจ้าของบ้านไปด้วย

“น่ารักจังเลยค่ะ หลังเล็ก ๆ แต่ดูดีมาก ๆ” ปณัฐดาบอกคนรักตามภาพที่เห็น

พอไม่นานหญิงสาวร่างสูงใหญ่ ผมสั้นประบ่าก็เดินออกมาเปิดประตูบ้านให้คนทั้งสองด้วยรอยยิ้มที่แสนจะน่ารัก ผมของเธอคนนี้เป็นสีน้ำตาลเข้ม ผิวพรรณขาวชมพูดูดีเป็นพิเศษ จมูกโด่งเข้ากับปากสีชมพูเล็ก ๆ ใบหน้าคล้าย ๆ กับผู้หญิงอิตาเลี่ยนมากกว่าที่จะเป็นสาวอเมริกันผมบลอน รอยคีนส์เคยเล่าให้ปณัฐดาฟังว่า เพื่อนสาวคนนี้มีเชื้อสายอิตาเลี่ยน เพราะบรรพบุรุษอพยพมาจากประเทศอิตาลีเมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา

ทันทีที่เห็นหน้ากัน เอริณก็เดินมากอดรอยคีนส์ไว้แน่น ปณัฐดาได้แต่ยืนยิ้มให้กับคนทั้งสอง เข้าใจดีว่าการกอดทักทายนั้น เป็นการทักทายสำหรับญาติสนิทและมิตรที่ชิดใกล้เท่านั้น พอสักพักเอริณก็หันมามองหญิงสาวด้วยรอยยิ้มสดใส

“ถ้าจะให้ฉันเดา เธอคงจะเป็นปณัฐดา ผู้หญิงที่กุมหัวใจเพื่อนฉันใช่ไหมเนี่ย”

เป็นคำแรกที่เอริณทักทาย และก็ยังไม่รอให้คนที่ถูกทักทายตั้งตัวเลย เอริณก็โผ่เข้ามากอดปณัฐดาแถมหอมแก้มครั้งหนึ่ง ปณัฐดาได้แต่ยิ้มข่วยเขินที่ถูกผู้หญิงด้วยกันหอมแก้ม

“ยินดีต้อนรับสู่นิวออร์ลีนส์และครอบครัวของฉันจ้ะ ฉันดีใจมาก ๆ ที่เธอและคีนส์มาเยี่ยมพวกฉันที่นี่”

“ฉันก็ดีใจเหมือนกัน ที่นี่น่าอยู่มาก ๆ”

“ขอบคุณมากจ้า ฉันเกิดและเติบโตจากเมืองนิวออร์ลีนส์ คงจะย้ายไปอยู่ที่ไหนไม่ได้หรอก” เอริณพูดพลางเดินนำหน้าเข้ามาภายในบ้าน โดยที่รอยคีนส์ก็เดินตามหลังมาเรื่อย ๆ

พอเข้ามาภายในบ้าน กลิ่นอาหารอบอ่วนเต็มไปหมด ทำให้ท้องของปณัฐดาเกิดอาการหิวขึ้นมาทันที ชายหนุ่มที่ยืนปรุงอาหารอยู่นั้นร้องทักทายด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เขาวางตะหลิวไว้บนจานข้าง ๆ เตาแก๊สทันที และก็เดินมาทักทายคนทั้งสอง ปณัฐดาคิดอยู่ในใจ ชายหนุ่มคนนี้จะต้องเป็นแดเนียลแฟนหนุ่มของเอริณเป็นแน่ เพราะเคยเห็นในรูปมาก่อน

แดเนียลเข้าไปทักทายรอยคีนส์อย่างคุ้นเคย ทั้งสองกอดคอกันตามธรรมเนียม จากนั้นก็เข้ามาทักทายปณัฐดา ตอนแรกปณัฐดาก็นึกกลัวอยู่นิด ๆ เกรงว่าตัวเองจะถูกแดเนียลคว้าไปกอดเหมือนที่อลันทำ แต่ผิดคาด เพราะแดเนียลเลือกที่จะเช็คแฮนด์กับเธอมากกว่า ทำให้ปณัฐดาระบายลมหายใจด้วยความดีใจ เพราะเธอยังไม่คุ้นเคยกับการถูกชายอื่นกอด

“ยินดีต้อนรับสู่อเมริกาและนิวออร์ลีนส์ ปณัฐดา” แดเนียลบอก พลางยิ้มให้หญิงสาว

“ขอบคุณมากค่ะ” เธอบอกเขาตามมารยาท ส่งยิ้มตอบกลับ

ทางด้านเอริณนั้นก็เดินไปหยิบแก้วมาหนึ่งใบ “ดื่มอะไรดีปณัฐดา เหล้า เบียร์ น้ำผลไม้ เอาอะไรดีจ้ะ”

ปณัฐดาอมยิ้มก่อนที่จะตอบ “ขอน้ำผลไม้ดีกว่า”

“น้ำแอ๊ปเปิ้ลหรือน้ำองุ่นจ๊ะ ฉันเห็นคีนส์บอกว่าเธอไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็เลยซื้อน้ำผลไม้มาเผื่อสองอย่าง หวังว่าเธอคงดื่มได้นะ”

“ได้จ้าเอริณ แค่น้ำเปล่าฉันก็ดื่มได้”

“โธ่ ปณัฐดา...เธอมาบ้านฉันทั้งที ฉันก็ต้องต้อนรับเธอให้ดี คงไม่ปล่อยให้เธอดื่มน้ำเปล่าหรอกนะ วันนี้ฉันกับแดเนียลทำอาหารต้อนรับเธอและคีนส์เต็มที่เลย มีอาหารอิตาเลี่ยนหลายอย่าง เครื่องดื่มไม่อั้น อีกสักพักเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ก็คงจะมาสมทบด้วย แต่ละคนจะเอาอาหารที่ทำมาทานด้วยกัน หวังว่าเธอคงจะชอบ” เอริณบอกเล่าอย่างสุขใจ

“ชอบจ้า ขอบคุณมาก ๆ ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี”

“ฉันก็อยากให้เธอรู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านของเธอเหมือนกัน เธอจะได้ไม่คิดถึงเมืองไทย ไว้ก่อนเธอกลับไปดีริดเดอร์ ฉันจะพาเธอไปซื้อของกินที่ร้านคนเอเชียนะ เห็นมีเครื่องปรุงอาหารไทยด้วยแหละ” เอริณบอกเหมือนเดาใจปณัฐดาออก

“ขอบคุณจ้า ขอบคุณที่มีน้ำใจกับฉัน หากเธอมีโอกาสได้กลับไปเมืองไทยกับฉัน ครอบครัวของฉันและตัวฉันเอง ขอต้อนรับเธอเต็มที่นะเอริณ ถึงฉันจะไม่รวย เป็นคนบ้านนอกบ้านนา แต่ฉันและครอบครัวไม่ปล่อยให้เธอลำบากเป็นแน่”

“สักวันหนึ่งฉันต้องไปประเทศเธอให้ได้”

ทางด้านรอยคีนส์และแดเนียลก็พูดคุยกันสนุกสนาน พอสักพักก็ลงไปเอากระเป๋าเดินทางและของฝากทั้งหมดขึ้นมาบนบ้าน ชายหนุ่มหยิบของฝากให้เพื่อนทั้งสองคน ทั้งเอริณและแดเนียลดูจะชอบใจของฝากเป็นอย่างมาก เห็นได้จากรอยยิ้มที่มีอยู่เต็มใบหน้า มิเพียงเท่านั้น รอยคีนส์ก็ยังเอาเหล้าแสงโสมของไทยมาให้เพื่อน ๆ ได้ลิ้มลองรสน้ำเมาของไทยเสียด้วย เพราะคืนนี้เพื่อน ๆ สนิทหลายคนจะมาร่วมงานปาร์ตี้กันทั้งหมด


By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 08:59:46


Opinion No. 15 (133578)


 




บทชีวิตสะใภ้ที่ 14

บรรยากาศภายในบ้านเอริณเต็มไปด้วยความอบอุ่น เพื่อนสนิทของรอยคีนส์ที่เคยเรียนด้วยกันต่างก็พากันนำอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ มาสมทบในงานเลี้ยงด้วย ปณัฐดามีโอกาสได้พบและพูดคุยกับเพื่อนสนิทของรอยคีนส์ทุก ๆ คน การต้อนรับที่เป็นกันเองและเต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพดี ๆ ที่มอบให้กัน ทำให้ปณัฐดาคลายความคิดถึงบ้านได้บ้าง


รอยคีนส์เอาเหล้าแสงโสมให้เพื่อน ๆ สนิทได้ดื่มกันทุกคน และก็มอบของฝากที่ซื้อมาจากเมืองไทยให้กับเพื่อน ๆ ด้วย ซึ่งเพื่อน ๆ ทุกคนดูพึงพอใจและมีความสุขไม่น้อยที่ได้รับของฝากจากเมืองไทยและได้ดื่มเหล้าไทย แต่ละคนต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หากมีโอกาสจะพากันไปเที่ยวเมืองไทยให้ได้ ปณัฐดาได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิทของคนรักก็ได้แต่ยิ้มอย่างสุขใจ

งานเลี้ยงในตอนกลางคืนจบลงประมาณตีหนึ่ง ปณัฐดาเข้านอนพร้อม ๆ กับรอยคีนส์และเอริณและแดเนียล ส่วนเพื่อน ๆ สนิทคนอื่นๆ ต่างก็พากันแยกย้ายกลับบ้าน คืนนี้อากาศที่นิวออร์ลีนส์กำลังดี ไม่ร้อนและหนาวจนเกินไป ไอเย็นจากแอร์ภายในบ้านทำให้ปณัฐดาต้องนอนห่มผ้าตลอด รอยคีนส์ยังเป็นผู้ชายที่น่ารักและคอยปกป้องดูแลเธอเป็นอย่างดี จุดตรงนี้ทำให้ปณัฐดารู้สึกมาตลอดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุด

เช้าวันใหม่ทั้งปณัฐดาและทุก ๆ คนตื่นนอนกันแต่เช้า เอริณเดินเข้าไปในครัวโดยที่มีปณัฐดาเดินตามหลังมาติด ๆ เธอยืนมองเอริณกำลังจับนั่นจับนี่ตามประสาของเจ้าบ้านที่ดูเหมือนกำลังทำอะไรสักอย่างก็อดไม่ได้ที่จะถาม

"เอริณมีอะไรให้ฉันช่วยไหม"

เอริณยิ้มให้คนที่ถามและก็ก้มลงหยิบกาแฟไปด้วย "ไม่มีหรอก พอดีฉันกำลังจะทำกาแฟนะ ว่าแต่เธอดื่มกาแฟไหม"

"ไม่จ้า ฉันดื่มกาแฟไม่เป็น เคยหัดดื่มแต่ไม่ค่อยชอบ เพราะใจเต้นไม่ค่อยปกติ จากนั้นไม่กล้าดื่มอีกเลย" ปณัฐดาตอบพลางยิ้มไปด้วย เมื่อนึกถึงภาพประสบการณ์การดื่มกาแฟครั้งแรก ทำให้เธอเข็ดขยาดมาตลอด

"เอานมอุ่นไหม ฉันมีนมอยู่ในตู้เย็นเยอะเลยนะ"

"ไม่เป็นไรจ้า ตอนนี้ฉันไม่หิวอะไรเลย ขอน้ำเปล่าดีกว่า"

เอริณเป็นเพื่อนที่น่ารักเสมอ เธอเดินไปหยิบแก้วน้ำและรินน้ำใส่แก้วให้ปณัฐดา จากนั้นก็หย่อนตัวนั่งลงข้าง ๆ หญิงสาว ทั้งสองคนนั่งคุยกันตามประสาผู้หญิง เรื่องที่คุยกันส่วนใหญ่ก็เรื่องทั่วไปเสียมากกว่า

เมื่อกาแฟชงเสร็จแล้ว ทั้งรอยคีนส์ เอริณ แดเนียลต่างก็พากันนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่โต๊ะตรงห้องครัวด้วยกัน พอดื่มกาแฟเสร็จทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นเอริณก็พาทุกคนขับรถมารับประทานอาหารไทยในเมืองนิวออร์ลีนส์ ปณัฐดาดูเหมือนจะตื่นเต้นมาก ๆ ที่มีโอกาสได้เห็นคนไทยด้วยกัน เธอยกมือไหว้พนักงานต้อนรับและก็ยิ้มไม่หุบ

"สวัสดีค่ะ คนไทยหรือเปล่าคะ" พนักงานต้อนรับถาม

"ค่ะ คนไทยค่ะ"

"วันนี้กี่ที่นั่งดีคะ"

"สี่ที่นั่งค่ะ พี่" พนักงานต้อนรับปรายตาหันไปทางเอริณและแดเนียล "คุณนี่เอง นึกว่าใคร"

เอริณและแดเนียลกล่าวทักทายตามมารยาท "ฉันบอกคุณแล้วยังไงว่าฉันจะพาเพื่อนคนไทยมารับประทานอาหารที่ร้านคุณ ยังไงก็ช่วยทำอาหารอร่อย ๆ ให้เพื่อนฉันได้ทานด้วยนะ เขาจะได้หายคิดถึงบ้าน"

"ไม่มีปัญหาค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ" พนักงานต้อนรับพาทุกคนมานั่งที่โต๊ะตรงมุมหน้าต่างด้านหน้าของร้าน

จากนั้นก็เอาน้ำและเครื่องดื่มต่าง ๆ มาเสิร์ฟ รอยคีนส์หันมาทางปณัฐดาและจับมือเธอเบา ๆ แววตาของเขาอ่อนโยนและดูอบอุ่นตลอด

"คุณอยากทานอะไรก็สั่งให้เต็มที่นะที่รัก ผมอยากให้คุณได้ทานอาหารอร่อย ๆ รู้สึกว่าเขาจะมีส้มตำและข้าวเหนียวด้วยนะ" รอยคีนส์หันไปถามเพื่อนสนิทเพื่อความแน่ใจ

"ใช่จ้า ที่นี่เขามีส้มตำและข้าวเหนียวด้วยแหละ ฉันชอบมาก ๆ เลย แดเนียลก็ชอบเหมือนกัน" เอริณยืนยันและก็หันไปยิ้มให้แดเนียล

"ผมก็ชอบส้มตำ อร่อยมากๆ เลย" แดเนียลยืนยันเห็นด้วยกับแฟนสาว
อาหารไทยหลายชนิดถูกสั่งมาเต็มโต๊ะ ทุกคนนั่งรับประทานอาหารและพูดคุยกันไปด้วย ปณัฐดาแม้จะหิวอาหารไทยอยู่มาก แต่พอให้ทานจริง ๆ เธอกลับทานได้นิดเดียว อาจจะเป็นเพราะว่าหญิงสาวปลื้มอกปลื้มใจกับมิตรภาพและสิ่งดี ๆ ที่ได้รับจากคนรักและเพื่อนสนิทของคนรัก ทำให้เธออิ่มเอิบใจถึงขนาดไม่ต้องทานอาหารก็ยังได้

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็หยิบเงินมาจ่ายค่าอาหาร แต่ก็ถูกเอริณและแดเนียลปฏิเสธเสียก่อน

"วันนี้ขอเราสองคนเป็นเจ้ามือนะเพื่อน ถือว่าเราสองคนเลี้ยงต้อนรับปณัฐดาแล้วกัน"

"จะดีเหรอเอริณ ค่าอาหารเยอะนะ ให้เราออกดีกว่า"

"ไม่ต้องเลยนะ นายนะคิดเล็กคิดน้อยไปได้ เพื่อนกันไม่ต้องคิดมากนะ"

"ขอบคุณนายและเอริณมาก ๆ เลยนะ"

ปณัฐดาสบตาเอริณด้วยความซึ้งใจ ไม่คิดว่าเพื่อนคนรักจะมีน้ำใจที่ดีกับตน

"ขอบคุณเอริณมากนะที่ดีกับฉันตลอด"

เอริณจับมือปณัฐดาและส่งยิ้มอันอบอุ่นให้ "ไม่เป็นไรจ้า เราเป็นเพื่อนกัน ด้วยความยินดีจ้า"

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทางเอริณและแดเนียลพาปณัฐดาและรอยคีนส์ขับรถไปเที่ยวในตัวเมืองนิวออร์ลีนส์ ปณัฐดาได้แต่มองภาพบรรยากาศด้านนอกกระจกรถด้วยความตื่นเต้น จากนั้นเอริณก็ขับรถมาจอดที่สถานที่แห่งหนึ่ง และก็พาทุกคนเดินข้ามฝั่งไปอีกฝากหนึ่ง

"ที่นี่เขาเรียกเฟร้นควอร์เตอร์ (French Quarter) จ้า เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ค่อนข้างขึ้นชื่อของเมืองนิวออร์ลีน โดยเฉพาะเบอร์บินสตรีท (Bourbon Street) นะ ใคร ๆ ที่มาที่นิวออร์ลีนส์ต่างก็รู้จักทั้งนั้น เพราะมีร้านอาหารอร่อย ๆ ผับบาร์ที่ค่อนข้างโดดเด่นเรื่องอาหารและดนตรีมาก ๆ" เอริณบอกเล่าอย่างสุขใจ ซึ่งปณัฐดาได้แต่ฟังและมอบภาพรอบตัวไปด้วย

เฟร้นควอเตอร์ตั้งอยู่ติด ๆ กับแม่น้ำมิสซิปซิป*** ซึ่งสามารถมองเห็นภาพบรรยากาศแม่น้ำสายหลักที่ใหญ่ที่สุดแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี บริเวณรอบ ๆ แม่น้ำมีปืนใหญ่สมัยโบราณตั้งประดับไว้ ซึ่งปืนใหญเหล่านี้ตั้งไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1812 สมัยที่อเมริกาทำสงครามกับประเทศอังกฤษ ซึ่งในช่วงนั้นผู้คนในรัฐหลุยส์เซียน่า ไม่ว่าจะเป็นคนเคจั่น ชาวนา ชาวสวน อเมริกันอินเดียน โจรสลัด รวมทั้งพวกข้าทาสคนผิวดำต่างก็เข้าร่วมช่วยกองทัพอเมริกันสู้รบกับทหารอังกฤษในครั้งนี้ด้วย

แอนดรู แจ๊คสัน (Andrew Jackson) ซึ่งสมัยนั้นได้รับเลือกให้เป็นนายพลของกองทัพอเมริกันที่นำทีมสู้รบในพื้นที่ทางใต้ โดยที่หลาย ๆ คนรู้จักชื่อเสียงของเขาเป็นอย่างดี เพราะแอนดรู แจ็คสั้นเป็นนายพลที่มากไปด้วยความสามารถในการสู้รบต่าง ๆ โดยเฉพาะแนวการรบที่แปลกไปจากกองทหารหน่วยอื่น ๆ เช่น การลักลอบส่งคนอเมริกันอินเดียนและโจรสลัดรวมทั้งประชาชนทุกคนในแถบหลุยซ์เซียน่าเข้าไปฆ่าทหารอังกฤษในช่วงกลางคืน ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้เป็นกลยุทธ์การสู้รบที่ค่อนข้างอื้อฉาวโด่งดังของกองทัพ และก็ถูกประนามว่ากองทหารของนายพลแอนดรูไม่มีความเป็นลูกผู้ชายในการสู้รบ ที่มีการลักลอบฆ่าทหารอังกฤษโดยที่ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า

รูปปั้นของนายพบแอนดรู แจ๊คสั้นยังคงตั้งอยู่ในเมืองนิวออร์ลีนส์ ซึ่งผู้คนในเมืองนี้ต่างก็เคารพนับถือเป็นอย่างดี หากไม่มีนายพลคนเก่งคนนี้ อเมริกาก็อาจจะไม่ได้มีประเทศที่เป็นของตัวเองทุกวันนี้ และก็คงไม่มีอำนาจและชื่อเสียงโด่งดังขนาดนี้

สภาพบ้านเรือนและตึกสูงชั้นบนถนนเลียบแม่น้ำมิซซิป***เต็มไปด้วยร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านเบเกอร์รี่ ร้านอาหาร ร้านขายภาพแกแลรี่ ร้านขายเสื้อผ้าบูติกชั้นนำและร้านอื่น ๆ ที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง ที่ขาดไม่ได้เลยก็ร้านขายของที่ระลึกซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของคนหลุยส์เซียน่าโดยเฉพาะ ปณัฐดาและเพื่อน ๆ พากันเดินชมภาพบรรยากาศอย่างสนุกสนาน จากนั้นเอริณก็พาทุกคนเดินเข้าไปนั่งภายในร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งสภาพภายในร้านเปิดกว้างให้ลูกค้าสามารถรับลมเย็น ๆ ที่พัดผ่านจากแม่น้ำมิซซิปซิป***ได้อย่างสบาย ๆ

ทุกคนสั่งอาหารเบา ๆ และขนมมานั่งรับประทานด้วยกัน และก็มองภาพนักท่องเที่ยวต่างๆ ที่เดินผ่านไปมา จากนั้นก็พากันแวะไปเที่ยวเฟร้นมาร์เก็ต (French Market) ซึ่งเป็นตลาดสดที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกันนักและมีการขายสินค้าที่ค่อนข้างคล้าย ๆ กับตลาดเมืองไทย ปณัฐดาจะตื่นเต้นเป็นอย่างมากเมื่อเห็นผักและผลไม่วางขายด้านนอกเหมือนตลาดสดบ้านเธอ หญิงสาวตื่นตามองรอบ ๆ และปรายยิ้มให้กับทุกคน เสมือนว่าที่ตรงนี้เป็นสถานที่ ๆ เธอคุ้นเคยที่สุด

"คุณอยากได้อะไรก็เลือกเอานะที่รัก ไม่ต้องเกรงใจผม" รอยคีนส์หันมาบอกเธอ

"ขอบคุณค่ะ"

ปณัฐดาบอกคนรักก่อนที่จะเดินดูผักและผลไม้ไปพลาง ๆ เธอไม่ได้เลือกซื้ออะไร แต่เพราะชอบภาพบรรยากาศตลาดนัดที่ค่อนข้างเหมือนเมืองไทย ทำให้เธอสุขใจกับการเดินเที่ยวตลาดเสียมากกว่า

พอช่วงบ่าย ๆ เอริณและแดเนียลก็พาทั้งสองคนขับรถมาเที่ยวที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ทุกคนเดินชมภาพต้นไม้ที่มีอายุเป็นร้อย ๆ ปีในสวนแห่งนี้ ต้นไม้ส่วนมากเป็นต้นโอ๊คที่มีขนาดใหญ่และแผ่กิ่งก้านที่สวยงาม ซึ่งกิ่งก้านบางส่วนสามารถยาวทอดลงมาติด ๆ กับพื้นดิน ทำใหสามารถนั่งเล่นได้อย่างสบาย ๆ

ปณัฐดาหลงรักสวนสาธารณะแห่งนี้ เพราะกิ่งไม้ที่แผ่กิ่งก้านอย่างได้ขนาดทำให้เธอนึกถึงภาพตอนเด็ก ๆ หากที่บ้านนาของเธอมีต้นไม้ที่ใหญ่ ๆ และมีกิ่งขนาดแข็งแรงที่น่าปีเล่นอย่างนี้ หญิงสาวก็คงจะใช้เวลาอยู่แต่บนต้นไม้เสียมากกว่าที่จะไปวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ

"เธอชอบที่นี่ไหม ปณัฐดา?" เอริณถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"ชอบจ้า สวยมาก ๆ เลยนะ"

"ฉันดีใจที่เธอชอบ น้อยคนนักที่จะชอบนิวออร์ลีนส์ คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่าเมืองนี้แคบและน่าอึดอัด"

"ฉันไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย ฉันว่าเมืองใหญ่ ๆ ก็แคบเป็นธรรมดา แต่ฉันก็ชอบนะ ตรงสภาพชีวิตบ้านเรือน ผู้คน ต้นไม้และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ยังคงมีไว้ให้ชื่นชม เมืองใหญ่ ๆ ส่วนมากจะไม่ค่อยมีหรอก"

"ฉันดีใจที่เธอชอบปณัฐดา" เอริณส่งยิ้มมาให้ปณัฐดาก่อนที่แหงนดูต้นโอ๊คด้านหน้าอย่างคุ้นเคย

"ต้นนี้สูงอายุกว่าเพื่อนเลยนะ ฉันฝันมาตลอด หากฉันแต่งงาน ฉันจะจัดงานแต่งงานของฉันที่สวนแห่งนี้ บรรยากาศคงจะโรแมนติกมาก ๆ"

"ฉันคิดว่าเธอต้องเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในโลกเลยเอริณ" ปณัฐดาบอก

เมื่อพากันขับรถชมวิวรอบ ๆ เมืองนิวออร์ลีนส์เสร็จแล้ว เอริณพาทุกคนขับรถกลับมาบ้าน เพื่อพักผ่อนอีกครั้ง พอช่วงเย็น ๆ ก็ไปเที่ยวต่อที่บ้านเบก้าและเจอรามี เพราะทั้งสองคนจัดงานเลี้ยงต้อนรับปณัฐดาและรอยคีนส์ไปด้วย งานเลี้ยงที่บ้านเบก้าก็มีเพื่อนสนิทกลุ่มเดิม ๆ มาร่วมเหมือนเดิม และอาหารการกินก็เพียบพร้อมไปหมด โดยที่ส่วนใหญ่จะเน้นอาหารที่รับประทานกันอย่างง่าย ๆ เสียมากกว่า

งานเลี้ยงสนุกสนานไม่น้อยไปกว่างานเลี้ยงที่บ้านเอริณ พอประมาณเที่ยงคืนเอริณและแดเนียลต่างก็พาปณัฐดาและรอยคีนส์ขับรถกลับมาบ้าน ปณัฐดาและรอยคีนส์มีความสุขและประทับใจน้ำใจเพื่อนสนิททุกคน รอยคีนส์ไม่ลืมที่จะเอ่ยปากขอให้เอริณและเบก้าช่วยเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ปณัฐดาในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งเพื่อนสาวทั้งสองคนต่างก็ตอบรับด้วยความยินดี

เมื่องานเลี้ยงเลิกรา ทุกคนต่างก็พากันกลับมาบ้าน เอริณและแดเนียลพร้อมทั้งปณัฐดาและรอยคีนส์พากันขับรถมาถึงบ้านประมาณตีหนึ่ง พอมาถึงบ้านทุกคนก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้านอน คืนนี้ปณัฐดาหลับตาลงด้วยความสุขทุกอย่างที่ได้รับจากเพื่อน ๆ จากนิวออร์ลีนส์ พรุ่งนี้ตอนบ่าย ๆ เธอกับรอยคีนส์ต้องขับรถกลับบ้านแล้ว คงจะไม่ได้เห็นเพื่อน ๆ ที่น่ารักอย่างนี้อีกนาน


พอตอนเช้าวันใหม่ปณัฐดาตื่นแต่เช้าอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยที่รอยคีนส์เองก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและจัดกระเป๋าจนเสร็จ จากนั้นก็มานั่งดื่มกาแฟและทานอาหารเช้ากับเอริณและแดเนียล ซึ่งอาหารเช้าที่รับประทานส่วนใหญ่จะเป็นอาหารง่าย ๆ อย่างซีเรียลกับนมสด

เอริณและแดเนียลขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า โดยที่ปณัฐดาและรอยคีนส์เดินมานั่งดูข่าวทางทีวีที่ห้องรับแขก ครู่ต่อมาทั้งเอริณและแดเนียลก็อาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จก็เดินออกมาพร้อมกับกระเป๋าสะพายใยเล็ก ๆ

"เราจะไปกันเดี๋ยวนี้เลยไหม" เอริณถาม

"ก็ดีเหมือนกัน ซื้อของเสร็จแล้วผมจะได้กลับเมืองดีริดเดอร์เลย ป่านนี้แม่คงจะห่วงผมกับปณัฐดาน่าดู"

เอริณพาปณัฐดาและรอยคีนส์พร้อมทั้งแดเนียลมาซื้ออาหารเอเชียที่ร้านคนเกาหลีใต้ ซึ่งร้านตรงนี้อยู่ทางด้านเหนือของเมืองนิวออร์ลีนส์ ทันทีที่เดินเข้าไปภายในร้าน ปณัฐดาเดินดูสินค้าในร้านอย่างละเอียด สายตาของหญิงสาวมองเห็นน้ำพริกนรกแทบจะกลั้นน้ำตาของความดีใจไม่อยู่ พอไปเห็นครกใบใหญ่ที่ไว้ตำส้มตำตั้งอยู่ไม่ไกลนัก หญิงสาวก็เดินไปลูบคลำเสมือนกับว่าได้เห็นสิ่งของมีค่าอย่างนั้นแหละ เธอดีใจเป็นอย่างมากที่ร้านนี้มีครกขาย รอยคีนส์เดินตามหลังมาเห็นก็ดีใจไปด้วย

"ต่อไปคุณจะได้ตำส้มตำทานเอง ไม่ต้องห่วงว่าไม่มีครก คุณอยากได้อะไรเลือกใส่ตะกร้าเลยนะที่รัก ไม่ต้องเกรงใจ เพราะอีกหลายเดือนกว่าเราจะได้มาที่นิวออร์ลีนส์อีก" รอยคีนส์บอกหญิงสาว

ปณัฐดาหันไปยิ้มให้คนรักด้วยความสุขใจ "ขอบคุณมากค่ะ"

เธอเลือกซื้อครกและสากมาชุดหนึ่ง และก็เดินไปหยิบอาหารประเภทน้ำพริกใส่ตะกร้าไปด้วย พอเดินผ่านมาเห็นพวกเครื่องปรุงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา ซอสถั่วเหลือง ซีอิ๊วขาว ซอสน้ำมันหอย พริกและอาหารชนิดอื่น ๆ ที่ใช้ในการปรุงอาหารไทย หญิงสาวก็หยิบใส่ตะกร้าทั้งหมด โดยที่มีรอยคีนส์คอยช่วยเลือกไปด้วย ส่วนเอริณและแดเนียลก็ช่วยถือตะกร้าไปด้วย


เมื่อจ่ายค่าอาหารเสร็จแล้ว ปณัฐดาก็เอาขนมไทย ๆ ที่ซื้อจากร้านเอเชียแบ่งปันให้เอริณและแดเนียลได้รับประทาน จากนั้นก็ยืนพูดคุยกันสักพักก่อนที่จะกอดคอร่ำลาเพื่อนสนิทเพื่อเดินทางกลับมาเมืองดีริดเดอร์ ตลอดระยะเวลาที่เดินทางกลับมาจากนิวออร์ลีนส์ ปณัฐดาก็นึกถึงใบหน้าที่ใจดีของเอริณและแดเนียลเสมอ คิดถึงใบหน้าของเบก้าและเจอรามีไปด้วย พร้อมทั้งเพื่อน ๆ สนิททุกคนที่มีโอกาสได้รู้จักที่เมืองนิวออร์ลีนส์

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 09:01:25


Opinion No. 16 (133579)



 





บทชีวิตสะใภ้ที่ 15


เมื่อกลับมาถึงบ้าน ปณัฐดาไม่ได้รู้สึกอบอุ่นใจที่ได้กลับมาในบ้านหลังนี้ เหมือนความรู้สึกที่เธอเคยกลับบ้านเกิดเมืองนอนที่ต่างจังหวัดที่จากมา ความรู้สึกตรงนั้นรู้สึกรักและอบอุ่นที่สุด แต่ในบ้านของมิสซิสเมเบิ้ลมีความรู้สึกหลายอย่างที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ กับเรื่องราวที่ต้องเผชิญในวันข้างหน้า เธอกังวลสารพัดอย่างเกรงว่ามารดาคนรักจะพูดกระทบกระแทกให้อีก หญิงสาวได้แต่ทำใจรับกับสภาพชีวิตที่ต้องเผชิญให้ดีที่สุด เพื่ออดทนอยู่กับคนที่เธอรักให้มากที่สุด ทางด้านรอยคีนส์นั้นก็ยังดีเสมอต้นเสมอปลาย ชายหนุ่มคอยปลอบโยนให้กำลังใจเธอเสมอ แม้ในยามเธอไม่สบายใจหรือทุกข์ใจ เขาก็ยังคงอยู่เคียงข้างเธอตลอด

พอรถจอดสนิท รอยคีนส์และปณัฐดาก็ช่วยกันขนอาหารที่ซื้อมาไปใส่ไว้ในตู้เย็นที่ห้องนอน ซึ่งห้องนอนของรอยคีนส์ถูกตกแต่งคล้าย ๆ กับห้องสูทที่มีห้องครัวและตู้เย็นร่วมอยู่ด้วย รอยคีนส์เกรงว่าอาหารไทยของปณัฐดาจะส่งกลิ่นและทำให้มารดาไม่พอใจ จึงเลือกที่จะให้ปณัฐดานำอาหารไปเก็บในตู้เย็นที่ห้องนอนเสียมากกว่า พอเดินผ่านห้องรับแขกมารดาคนรักก็ร้องทักทันที

"ไปเที่ยวนิวออร์ลีนส์เป็นยังไงบ้าง สนุกไหมปณัฐดา ว่าแต่ได้อะไรมาล่ะเนี่ย ดูเยอะแยะเต็มไปหมดเลย"

ปณัฐดาหันไปยิ้มให้มารดาคนรักนิดหนึ่ง

"อาหารไทย ๆ นะคะคุณแม่ พอดีเอริณพาณัฐไปซื้ออาหารไทยที่ร้านคนเอเชียนะคะ ได้มาหลายอย่างเลย ณัฐมีขนมมาฝากคุณแม่ด้วยค่ะ"

"ฉันดีใจนะที่เอริณมีน้ำใจพาเธอไปซื้ออาหารมาตุนไว้ แล้วซื้อมาเยอะ ๆ แบบนี้มันไม่เสียหรอกหรือ"

"ไม่หรอกค่ะ พวกน้ำพริกนี่เก็บไว้ได้นาน ไม่เสียหรอกค่ะ ส่วนอาหารอื่น ๆ ก็เป็นพวกอาหารกระป๋อง เก็บไว้ได้เป็นปีเลยค่ะ"

"ยังไงก็อย่าให้ห้องนอนเหม็นเสียล่ะ"

ปณัฐดาพยักหน้านิดหนึ่ง "ค่ะ"

รอยคีนส์เห็นท่าทีของมารดาก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น

"คุณแม่ไม่ต้องห่วงหรอกนะครับ ห้องนอนของผมและปณัฐดา ถึงจะมีกลิ่นก็เป็นกลิ่นอาหารของเราสองคน ผมชอบอาหารไทย ผมรับได้ครับ" รอยคีนส์หันมายิ้มให้ปณัฐดา "ใช่ไหมครับที่รัก"

มิซซิสเมเบิ้ลดูจะไม่พอใจนักที่เห็นรอยคีนส์ตอบแบบนั้น เพราะดูเธอจะรู้สึกว่าลูกชายใส่ใจและห่วงใยคนรักมากกว่าความกังวลใจของเธอเสียอีก

"ตามใจพวกเธอล่ะกัน เดี๋ยวแม่จะไปนอนพักแล้ว รู้สึกเหนื่อย ๆ ยังไงก็ไม่รู้"

การใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวรอยคีนส์ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายที่เสมอไป ปณัฐดาพยายามที่จะปรับตัวเข้ากับครอบครัวของชายหนุ่มให้ได้ เธอพยายามหัดรับประทานพิซซ่าและขนมปัง แต่จนแล้วจนเล่าหญิงสาวก็รับประทานได้เพียงน้อยนิด ปณัฐดาเลือกที่จะทานข้าวกับไก่ทอดเสียมากกว่า หลังจากที่กลับมาจากเยี่ยมเอริณและแดเนียล ปณัฐดาได้ซื้อน้ำพริกและอาหารที่โปรดปรานติดมือกลับมาหลายอย่าง

พอจัดของเสร็จแล้ว ปณัฐดาก็เอากระยาสาร์ทและขนมไทย ๆ ไปฝากมิซซิสเมเบิ้ล หญิงสาวเคาะประตูตามมารยาท และรอคนในห้องนอนอนุญาต

"เข้ามาได้" เสียงอนุญาจจากเจ้าของห้อง

หญิงสาวค่อย ๆ ก้าวเข้าไปในห้องนอนใหญ่ เดินสำรวมและระวังไม่ให้เสียงดัง

"ณัฐเอาขนมมาฝากคุณแม่และคุณพ่อนะคะ เป็นขนมไทย ๆ อร่อยมากเลยค่ะ"

"ขอบใจมากปณัฐดา ว่าแต่ขนมพวกนี้แพงไหม แล้วเนี่ยรอยคีนส์จ่ายเงินหมดไปเยอะไหมเนี่ย"

"ก็เยอะเหมือนกันค่ะ"

"ฉันว่านะ เธอน่าจะหัดทานอาหารอย่างพวกฉันบ้าง จะได้ช่วย ๆ กันประหยัด"

ปณัดารู้สึกสะอึกทันทีที่ได้ยินมารดาคนรักตำหนิ การมาใช้ชีวิตต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หญิงสาวรู้สึกอึดอัดกับการมีชีวิตแบบนี้ รู้สึกว่าชีวิตคู่ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดไว้เลย

"ณัฐขอโทษนะคะคุณแม่ ณัฐพยายามแล้วค่ะ แต่ณัฐทานไม่ค่อยได้จริง ๆ"

"ตอนนี้ทานไม่ได้ ก็ค่อย ๆ หัดกันไป ฉันสงสารรอยคีนส์ที่จะต้องทำงานหาเงินคนเดียว ถ้าไม่ช่วยกันประหยัดเมื่อไหร่จะมีบ้านของตัวเองล่ะ"

"ค่ะ ณัฐจะพยายามค่ะ"

"เธอเดินทางมาเหนื่อย ๆ ก็น่าจะไปพักได้แล้ว"

"ค่ะ ณัฐขอตัวนะคะ"

ปณัฐดาเดินกลับมาที่ห้องนอน ซึ่งรอยคีนส์นอนอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟาในห้องนอน หญิงสาวเดินมานั่งข้าง ๆ คนรักไม่พูดไม่จาอะไร ความเงียบเหงาทำให้เธอรู้สึกคิดถึงบ้านจับใจ รู้สึกเหมือนโลกนี้ไม่มีใครเลย ปณัฐดามีความสุขกับการใช้ชีวิตอยู่กับรอยคีนส์ แต่เธอกลับไม่มีความสุขเลยที่ถูกมารดาคนรักคอยพูดกระทบกระแทกให้หลายอย่าง อาจจะเป็นเพราะว่าเธอไม่ได้ทำงานและไม่ได้ช่วยรอยคีนส์หาเงินสร้างฐานะ ทำให้มารดาคนรักเกรงว่าหญิงสาวจะมาปอกลอกชายหนุ่ม แต่ถ้าปณัฐดามีโอกาสได้ทำงาน เธอก็จะหางานทำให้มากที่สุด เพื่อแสดงให้มารดาคนรักรู้ว่า ผู้หญิงอย่างเธอรักใครรักจริงและไม่เคยมีความคิดหวังหลอกกินผู้ชายคนใดเด็ดขาด

ปณัฐดาเดินกลับมาที่ห้องนอนด้วยใบหน้าเศร้า ๆ อย่างคนผิดหวัง รอยคีนส์เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง

"เหนื่อยไหมที่รัก" รอยคีนส์เอ่ยถาม ขณะที่มือข้างหนึ่งวางหนังสือลงบนโต๊ะข้าง ๆ โซฟา

"นิดหน่อยค่ะ"

"คุณนอนพักไหม เดี๋ยวผมนอนพักกับคุณด้วย"

"ณัฐนอนไม่หลับค่ะ"

"ก็นอนเล่น ๆ ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องหลับ นอนพักให้หายเหนื่อย หรือคุณจะไปนั่งดูทีวีก็ได้นะ" รอยคีนส์บอก

"ไม่เป็นไรค่ะ ณัฐชอบอยู่กับคุณมากกว่า"

บ่ายวันนั้นปณัฐดาและรอยคีนส์นอนพักผ่อนที่ห้องนอนเสียนาน พอช่วงเย็น ๆ หญิงสาวก็ลุกขึ้นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็เข้าไปช่วยงานมิสซิสเมเบิ้ลที่ห้องครัว ปณัฐดาช่วยเป็นลูกมือให้มารดาคนรักในห้องครัว ไม่ว่าจะล้างจาน ล้างผัก ช่วยทำนั่นทำนี่ตามแต่มารดาคนรักจะสั่ง หญิงสาวไม่เคยรังเกียจที่จะทำ เพราะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ซึ่งต้องทำให้ดีที่สุด ปณัฐดายังจำสุภาษิตไทยไว้เตือนใจตัวเองอยู่ตลอด "อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกหลานท่านเล่น" ปณัฐดาคิดว่าการมาพักอาศัยอยู่บ้านคนอื่นนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานให้กับเจ้าของบ้าน

หลังจากที่อาหารเย็นเตรียมพร้อม ทุกคนก็มานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยกัน หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว มิสซิสเมเบิ้ลก็บอกรอยคีนส์กับปณัฐดาให้รอพบกับเธอที่ห้องรับแขก ปณัฐดาช่วยเก็บกวาดห้องครัวจนเสร็จ จากนั้นก็เดินไปนั่งข้าง ๆ คนรักที่ห้องรับแขก

"พอดีแม่มีเรื่องจะคุยด้วย เกี่ยวกับเรื่องงานแต่งของเราสองคนนะ เรื่องอาหารการกิน" มิสซิสเมเบิ้ลหันไปบอกลูกชาย

"ตกลงเราจะจัดแบบไหนดีครับ"

"แขกที่จะมาก็มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น แม่ว่าไม่ต้องจัดหรูหรอก เอาแค่ธรรมดา ๆ แบบเรียบง่ายดีกว่า เดี๋ยวแม่กับเพื่อนๆ จะช่วยกันจัดซุ้มงานพิธีเอง"

"ให้ณัฐช่วยนะคะคุณแม่"

มิสซิสเมเบิ้ลพยักหน้า "ได้ ๆ"

"แล้วเรื่องอาหารล่ะครับ ปณัฐดาบอกว่าเธอจะทำอาหารไทยร่วมด้วยครับ" รอยคีนส์บอก

"อาหารไทย แบบไหนเหรอ"

"ก็อาหารง่าย ๆ นะครับ ขนมปังหน้าหมู ผัดไทยกุ้งสดครับ" รอยคีนส์บอก

"ตามใจแล้วกัน และก็ไม่ต้องทำเยอะ เพราะคนแถวนี้เขาไม่เคยทานอาหารไทย เกรงว่าจะไม่มีคนทาน สิ้นเปลืองเปล่า ๆ" มิสซิสเมเบิ้ลหันไปบอกปณัฐดา

"ค่ะ"

"แม่ว่าจะทำพวกครอฟิชเอทูเฟ่และก็กัมโบ ที่เหลือก็เป็นพวกอาหารเคจั่นอย่างสองอย่างตามด้วย ส่วนพวกขนมหวานนั้นแม่ก็คงสั่งทำจากร้านนะ ว่าแต่เค้กงานแต่งล่ะ จะเอายังไง"

"เอาแบบง่าย ๆ ดีกว่าครับ ไม่ต้องพิถีพิถีนมากหรอก"

"แม่ว่าไปสั่งที่วอลมาร์ทก็ดีนะ ราคาไม่แพง เขาทำสวยด้วยแหละ"

"ก็ดีครับ เดี๋ยววันศุกร์นี้ผมหยุด เราไปสั่งด้วยกันนะครับ" รอยคีนส์เห็นด้วย

"แล้วเพื่อน ๆ ของคีนส์จะมากันเยอะไหมลูก"

"ก็มีเอริณ แดเนียล เบคกี้ เจอระมี อลัน และก็คุณพ่อกับคุณแม่ของเอริณด้วยครับ"

"ไม่เยอะเลย ทางแม่ก็คงไม่มีใคร มีครอบครัวภรรยาวินเฟรด เพื่อนแม่อีกสองสามคน และก็เพื่อน ๆ ผู้ใหญ่จะโบสถ์ที่แม่ไปร่วมอีกสี่ห้าคน ส่วนพี่ ๆ ของคีนส์คนอื่น ๆ แม่คงไม่เชิญเขามางานนี้หรอก แม่ไม่อยากมีปัญหากับใคร"

"ก็ดีครับ ผมเองก็ไม่อยากให้พี่ ๆ คนอื่น ๆ ที่ไม่สนิทมาสร้างปัญหาในงานแต่งงานของผม"

"คีนส์ไม่ต้องห่วงหรอกลูก งานนี้แม่รับรองพี่น้องคนอื่น ๆ ของคีนส์ไม่มีใครมาหรอก"

"ครับ ผมเกือบลืมบอกคุณแม่ พอดีเพื่อนผมจากแคลิฟอร์เนียร์จะบินมาร่วมงานด้วยครับ ชื่อบาร์บาร่า คุณแม่จำได้ไหม"

"จำได้สิ ตกลงบาร์บาร่าจะมาร่วมงานด้วยใช่ไหมเนี่ย"

"ครับ เห็นเธอบอกว่าจองตั๋วเครื่องบินไว้แล้ว" รอยคีนส์พยักหน้ายิ้มนิด ๆ

"ดี ๆ แม่ก็อยากเห็นคนแถวแคลิฟอร์เนียร์เหมือนกัน ไม่ค่อยได้เจอใครเลย เห็นเขาบอกว่าคนทางฝั่งตะวันตกค่อนข้างเป็นกันเอง ไม่รู้จะเหมือนคนทางใต้หรือเปล่า"

"ก็คงจะคล้าย ๆ กันแหละครับ ผมว่าจะไปจ้างวงดนตรีของคนเคจั่นประจำเมืองยูนิคมาแสดงในตอนงานเลี้ยงด้วยครับ อยากให้ปณัฐดาได้ดูวงดนตรีสด ๆ ของคนเคจั่น ผมคิดว่าเธอต้องชอบแน่ ๆ เลยครับ" รอยคีนส์บอกมารดาหากแต่ใบหน้าหันไปส่งยิ้มให้หญิงสาวซึ่งนั่งอยู่ติด ๆ กัน

"ก็ดี ไม่ต้องจ้างมาเล่นหลายคืนนะ เอาแค่คืนเดียวก็พอ"

"ครับคุณแม่"

"แล้วเรื่องเพื่อน ๆ เจ้าสาวล่ะ เขามีชุดใส่หรือเปล่าล่ะ"

"มีครับ เอริณกับเบคกี้มีชุดพร้อมแล้วครับ ทางด้านเราก็เตรียมสั่งดอกไม้ให้พร้อมเท่านั้น ทุกอย่างลงตัวมาก ๆ เลยครับ"

"ดี ๆ จอห์นเองก็ห่วงเรื่องนี้เหมือนกัน แล้วตกลงเวลาเจ้าสาวเดินออกไปในงาน คีนส์จะให้ใครเดินคู่กับปณัฐดาเพื่อส่งตัวเจ้าสาวล่ะ"

"ให้คุณพ่อก็ได้ค่ะ ณัฐว่าคุณพ่อเหมาะที่สุด" ปณัฐดาตอบ

"แล้วเธอจะไม่ชวนญาติพี่น้องในเมืองไทยมาเหรอ" มิสซิสเมเบิ้ลตอบ
ปณัฐดารู้ดีว่ามารดาคนรักไม่ได้จริงจังกับคำถามนัก หากแต่ถามเพื่อเป็นมารยาท นับแต่มาอยู่ใช้ชีวิตกับรอยคีนส์ ปณัฐดารู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระที่ให้ชายหนุ่มรับผิดชอบหลายอย่าง หากจะเชิญพี่น้องครอบครัวจากเมืองไทยมาร่วมงานแต่งงานด้วย ภาระค่าใช้จ่ายก็คงจะสูงเกินที่จะรับผิดชอบได้ อีกอย่างพี่น้องของปณัฐดาก็คงจะลางานมาต่างประเทศไม่ได้ เพราะมีภาระที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง

"คงจะมาไม่ได้หรอกค่ะ พี่สาวและพี่ชายมีอะไรต้องรับผิดชอบเยอะ คงจะมากันไม่ได้หรอกค่ะ อีกอย่างการทำวีซ่ามาอเมริกาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"

"แล้วเธอไม่รู้สึกผิดหวังเหรอ งานแต่งตัวเองทั้งที ไม่มีพี่น้องคนไหนมาร่วมเลย" มิสซิสเมเบิ้ลถาม

"ไม่หรอกค่ะ ตอนที่ณัฐแต่งงานที่เมืองไทย พี่น้องทุกคนก็อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ถึงจะมีการแต่งงานที่นี่ ความรู้สึกของพี่น้องที่ร่วมยินดีด้วยก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย คุณแม่อย่าลืมนะคะว่า ณัฐกับรอยคีนส์ต้องแต่งงานกันที่นี่ เพราะต้องทำตามกฏระเบียบของฝ่ายอิมเมอเกรชั่นเพื่อปรับเปลี่ยนวีซ่าและทำให้ถูกต้องตามกฏหมายของอเมริกัน ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องวีซ่าเข้ามาเกี่ยวข้อง ณัฐมีความสุขกับการได้อยู่กับรอยคีนส์ แค่งานแต่งงานเล็ก ๆ ที่เมืองไทย แค่นี้ณัฐก็สุขมากพอแล้วค่ะ"

ปณัฐดาตอบ ใบหน้าของเธอจริงจังกับชีวิตอยู่มากทีเดียว เธอรู้สึกอย่างไรก็ตอบไปแบบนั้น

"ฉันดีใจที่เธอไม่รู้สึกเสียใจที่พี่น้องมาร่วมงานไม่ได้"

"พี่น้องของณัฐเขาคงจะมีความสุขมาก ๆ หากรอยคีนส์รักและดูแลณัฐดี ทุกคนไม่เคยหวังอะไรเป็นสิ่งตอบแทน นอกจากได้น้องเขยที่ดีที่สุดที่อยู่เคียงข้างสาวตลอด" ปณัฐดาตอบ

"ลูกชายของฉันเขาก็ดีของเขาอยู่แล้ว เธอก็บอกพี่น้องของเธอให้สบายใจได้เลยนะ"

"ค่ะ"

การพูดคุยเรื่องงานแต่งงานผ่านไปด้วยดี คืนนั้นก่อนเข้านอนรอยคีนส์เดินมากอดปณัฐดาไว้แน่น เขาหอมแก้มเธออย่างถนุถนอม

"คุณอยากเชิญพี่สาวมางานแต่งของเราด้วยไหม เดี๋ยวผมจะออกเงินค่าตั๋วเครื่องบินให้เอง"

ปณัฐดายิ้มอย่างสุขใจ ดีใจที่คนรักห่วงใยความรู้สึกเธอตลอด

"ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ ณัฐเองก็อยากรู้เหมือนกันว่า ความรู้สึกของผู้หญิงไทยคนหนึ่งที่ต้องแต่งงานกับผู้ชายคนที่ตัวเองรัก และไม่มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงรอบข้างแม้แต่คนเดียวมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วย ชีวิตรักของเธอจะดำเนินไปอย่างไร ณัฐเลือกที่จะรักและแต่งงานกับคุณ ณัฐพร้อมเสมอกับการก้าวไปข้างหน้าตามลำพังโดยที่ไม่มีพี่น้องคอยเกื้อหนุนอยู่ด้านหลัง ถึงกระนั้นณัฐก็รู้ดีว่าพี่สาวและพี่ชายทุกคนรักและห่วงใยณัฐเสมอ ทุกคนมีภาระที่ต้องรับผิดชอบเยอะ เขามาร่วมงานกับเราไม่ได้หรอกค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเขาไม่รักและไม่ยินดีกับงานแต่งของเราสองคน แต่ณัฐอยากให้คุณเข้าใจว่า ครอบครัวของณัฐไม่ได้ร่ำรวยนะคะ พวกเรายากจน เงินจะกินจะใช้แต่ละบาทก็ต้องประหยัดและใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น หากจะให้มีเงินบินมาเที่ยวต่างประเทศ พี่น้องณัฐคงไม่มีปัญญาหรอกค่ะ"

"ผมเข้าใจที่รัก แต่ผมเต็มใจและยินดีช่วย"

"ไว้ให้เราพร้อมกว่านี้ดีกว่าค่ะ ไว้ให้ณัฐมีงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง หากคุณอยากจะชวนพี่น้องของณัฐมาเที่ยวที่นี่ เราค่อยชวนพวกเขามาก็ได้ แต่ณัฐเชื่อว่าพี่น้องของณัฐคงจะไม่อยากมาอเมริกาหรอกค่ะ เพราะแต่ละคนเห็นค่าตั๋วเครื่องบินแล้ว ก็ใจหายไม่น้อย"

"ครับ ไว้ให้เราพร้อม ผมจะเชิญพี่สาวและพี่ชายคุณมาเที่ยวนะ"

"ขอบคุณค่ะ"

คืนนั้นปณัฐดานอนซบอกคนรักอยู่ตลอด เธอคิดถึงพี่น้อง คิดถึงครอบครัวที่เมืองไทยเป็นอย่างมาก สมัยที่ยังสาว ๆ และทำงานอยู่ที่เมืองไทย ปณัฐดาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตต้องมาแต่งงานกับผู้ชายต่างชาติ และจากประเทศที่ตัวเองรักมากที่สุด เพื่อมาใช้ชีวิตอยู่เคียงข้างกับคนรัก แต่ก่อนปณัฐดาไม่เคยฝันอะไรมากนัก หญิงสาวฝันแค่ได้เจอผู้ชายสักคนที่รักและดูแลเธอได้ดีที่สุด แต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าคนที่ดีที่สุดที่อยู่เคียงข้างเธอในวันนี้ กลับไม่ใช่ผู้ชายไทยอย่างที่เธอใฝ่ฝัน แต่เขาคนนี้เป็นชายหนุ่มที่มาจากแดนไกลแสนไกลที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อน


ก่อนวันแต่งงานหนึ่งวัน ปณัฐดาและรอยคีนส์เดินทางไปรับบาร์บาร่าที่สนามบินในเมืองนิวออร์ลีนส์ ทั้งสองคนมีโอกาสได้พักอยู่ที่บ้านเอริณกับแดเนียลหนึ่งคืน พอรับบาร์บาร่าเสร็จแล้วก็พากันเดินทางกลับเมืองดีริดเดอร์ทันที บาร์บาร่าดูตี่นเต้นเป็นอย่างมากที่มีโอกาสได้มาเที่ยวหลุยส์เซียน่า เธอพูดคุยกับรอยคีนส์และปณัฐดาหลายอย่าง ระหว่างทางทั้งสามคนจอดรับประทานอาหารที่ร้านเม็กซิกันในเมืองบาตั้นรูทจด้วย ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองหลวงของรัฐหลุยส์เซียน่านี่เอง หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทั้งสามคนก็พากันขับรถกลับมาบ้าน

มิสซิสเมเบิ้ลได้จัดห้องพักให้กับบาร์บาร่าอีกห้องหนึ่ง ทั้งสองคนดูมีความสุขที่ได้รู้จักกัน และก็นั่งสนทนาพูดคุยกันหลายอย่าง ปณัฐดาและรอยคีนส์มีความสุขที่เห็นมิสซิสเมเบิ้ลเข้ากับเพื่อนสนิทต่างรัฐได้เป็นอย่างดี จากนั้นก็พากันเอาข้าวของไปเก็บในห้องนอน และก็เตรียมพร้อมอะไรหลายอย่าง พอตอนค่ำ ๆ รอยคีนส์ก็พาปณัฐดาขับรถไปรับเค้กที่สั่งไว้ในห้างวอลมาร์ท ส่วนจอห์นและวินเฟรดนั้นก็ไปรับโต๊ะจากเมืองที่อยู่มาวางในงานอย่างเป็นระเบียบ ดอกไม้ซุ้มกระเช้าสำหรับงานพิธีถูกตกแต่งอย่างสวยงาม โดยที่มีเจมมี่และมิสซิสหลุยส์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทมิสซิสเมเบิ้ลมาช่วยอีกแรง งานพิธีทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมอย่างดี คงเหลือแต่เรื่องอาหารการกินและความพร้อมในส่วนอื่น ๆ

คืนนี้ปณัฐดานอนไม่หลับ หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นไปหมด เธอตัดสินใจโทรหาพี่สาวด้วยความคิดถึงปนอยากเล่าเรื่องราวในใจให้พี่สาวฟัง

"ณัฐกำลังจะแต่งงานอีกครั้งนะคะพี่กันต์ งานแต่งนี้จะเป็นงานแต่งงานรอบที่สองของณัฐ"

กันต์ฐิตาอมยิ้มทันทีที่ได้ยินน้องสาวพูด "ฝรั่งนี่ก็แปลกนะ แต่งที่เมืองไทยแล้วก็น่าจะจบ ๆ นี่ถ้าไม่แต่งงานอีกรอบ ก็ไม่มีคนมาเซ็นรับรองในทะเบียนสมรส ก็ไม่สามารถอยู่ประเทศเขาได้ เมืองไทยเรานะ ใครจะแต่งงานก็แต่งไป จะแต่งกี่รอบก็ได้ หากไม่ได้จดทะเบียบสมรส ก็ยังเป็นนางสาววันยังค่ำ แต่งงานกับคนต่างชาตินี่ยุ่งยากจริง ๆ เลยนะ"

"อเมริกาไม่เหมือนเมืองไทยเราหรอกพี่กันต์ ณัฐต้องทำตามกฏหมายของเขา เพื่อปรับเปลี่ยนสถานะจากวีซ่าคู่หมั้นเพื่อทำเรื่องอยู่อย่างถาวรทีนี่ ณัฐก็ต้องแต่งงานจดทะเบียนสมรสทีนี่" ปณัฐดาอธิบายให้พี่สาวได้เข้าใจอีกครั้ง
"แล้วที่เมืองไทยล่ะ"

"ที่เมืองไทย ณัฐกับรอยคีนส์แต่งงานกันเฉย ๆ เราสองคนไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันค่ะ เพราะถ้าแต่งงานและจดทะเบียนสมรส การเดินเรื่องขอวีซ่าคู่สมรสมาอเมริกาจะช้ากว่าเดินเรื่องวีซ่าคู่หมั้นเสียอีก รอยคีนส์อยากให้ณัฐกลับมาพร้อม ๆ กับเขา เขาเลยเลือกให้ณัฐมาอเมริกาโดยวีซ่าคู่หมั้นค่ะ พอมาถึงที่นี่ก็แต่งงานกันอีกรอบ และจดทะเบียนสมรสที่นี่เลยค่ะ"

"แบบนี้ก็แสดงว่าที่เมืองไทยเรายังโสดนะสิ" กันต์ฐิตาแซวน้องสาวพลางหัวเราะอย่างมีความสุข

"ถ้าพูดไปตามกฏหมาย ณัฐก็ยังเป็นนางสาวค่ะ แต่ถ้ามีโอกาสได้กลับไปเมืองไทย ณัฐก็คงต้องไปเปลี่ยนสถานะตัวเองค่ะ อยากให้เอกสารทุกอย่างถูกต้องทั้งทางไทยและทางอเมริกา"

"ดีแล้วจ้า แล้วเราแต่งงานกับรอยคีนส์แบบนี้ เรายังนับถือสัญชาติไทยหรือเปล่า" กันต์ฐิตาถามด้วยความไม่รู้มากนัก

"ก็ยังเป็นคนไทยตลอดค่ะ ณัฐไม่ได้ทิ้งสัญชาติไทยนะคะพี่กันต์ ณัฐยังเป็นน้องพี่เสมอ ไม่ต้องกลัวว่าณัฐแต่งงานกับรอยคีนส์แล้วไทยเราจะเสียดุลนะคะ ณัฐมีโอกาสได้นับถือสองสัญชาติ เพราะที่อเมริกาเขาไม่ได้มีกฏบังคับให้นับถือแค่สัญชาติเดียวค่ะ"

"จ้า พี่ก็ดีใจกับเราด้วยนะ พี่เองก็ขอโทษที่ไม่สามารถลางานได้ ขอโทษที่ไม่สามารถไปร่วมงานแต่งของเราได้ อย่างที่รู้ ๆ กันนะ พี่น้องเราทุกคนมีอะไรต้องรับผิดชอบเยอะ อีกอย่างพี่ก็เกรงใจ คงไม่ให้รอยคีนส์มาออกค่าตั๋วเครื่องบินให้หรอก มันเยอะเกินไป พี่อยากให้ณัฐและรอยคีนส์เก็บเงินเก็บทองสร้างฐานะให้มั่นคงที่สุด ในชีวิตของพี่อยากเห็นน้องสาวคนเล็กมีชีวิตที่สุขสบาย" กันต์ฐิตาบอก น้ำเสียงดูเศร้า ๆ ไปนิด

"ขอบคุณค่ะ ณัฐจะตั้งใจทำงานช่วยรอยคีนส์เก็บเงินเก็บทองสร้างฐานะให้ดีที่สุดค่ะ จะอยู่เคียงข้างเขาและดูแลเขาให้ดีที่สุดค่ะ"

"ดีแล้วจ้า ชีวิตคู่มันต้องอดทนนะ จะลำบาก จะเหนื่อยจะท้อแค่ไหน ก็ขอให้อดทน ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปหมด จำเอาไว้นะณัฐ อุปสรรคมีให้เราต้องฝ่าฟันต่อไป จำคำสอนของพ่อได้ไหม"

ปณัฐดาน้ำตาเอ่อเบ้าทุกครั้งที่ได้คุยกับพี่สาว มีหรือที่เธอจะลืมคำสอนของพ่อไปได้ แม้จะตายไปจากโลกนี้ ความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับพ่อ ยังอยู่ในความทรงจำของเธอตลอด

"ณัฐจำได้ค่ะ และณัฐก็ยังจำได้ว่า มีครั้งหนึ่งที่ณัฐเคยบอกพ่อว่า ณัฐจะขอมนต์เสน่ห์ของพ่อไปใส่ฝรั่ง ณัฐจะแต่งงานกับฝรั่ง จะได้มีเงินมาดูแลรักษาพ่อ"

ปณัฐดาไม่เคยลืมเรื่องราวเก่า ๆ เมื่อครั้งยังวัยรุ่นเลย หญิงสาวจำได้ว่าเมื่อตอนที่เธออายุสิบหกปี พ่อเคยขอร้องไม่ให้เธอเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่เธอก็ยังอยากจะไปทำงานที่กรุงเทพอยู่ดี เพราะหวังจะเก็บเงินเก็บทองสร้างฐานะและดูแลพ่อให้ดีที่สุด และช่วงนั้นพ่อมีสุขภาพที่ไม่ค่อยดี ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น มีอยู่วันหนึ่งขณะที่พ่อเดินมาส่งเธอขึ้นรถโดยสารกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ปณัฐดายกมือไหว้พ่อ โดยที่พ่อโอบกอดเธอเอาไว้พร้อมคำบอกสอนหลายอย่าง

"ดูแลตัวเองให้ดีนะลูก เป็นคนดีทั้งกายและใจ ทำตัวให้สะอาดสะอ้าน"
ปณัฐดายิ้มทั้งน้ำตาทุกครั้งที่ต้องจากพ่อ "พ่อไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ณัฐจะดูแลตัวเองให้ดี"

"ดีแล้วลูก ขยันทำงานอย่าเป็นคนขี้เกียจ เรียนให้จบ และกลับมาอยู่บ้านนอกกับพ่อนะ"

"คะพ่อ"

ขณะที่ยืนคุยกับพ่ออยู่นั้น รถเก๋งคันงามขับผ่านพอดี ปณัฐดาและพ่อหันไปมองหญิงสาวคนหนึ่งกับสามีชาวต่างชาติซึ่งนั่งอยู่ด้านในรถ ปณัฐดาหันไปยิ้มให้ผู้หญิงคนนั้น ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นเพื่อนสนิทของพี่สาวตัวเองนั่นเอง ปณัฐดามองเห็นภาพความพร้อมและความสุขของเพื่อนพี่สาวก็อดไม่ได้ที่จะหันมาบอกพ่อ

"พ่อค่ะ กลับกรุงเทพฯ คราวนี้ ณัฐขอมนต์เสน่ห์จากพ่อได้ไหม ณัฐจะเอาไว้ใส่ฝรั่ง ณัฐจะแต่งงานกับฝรั่ง จะได้มีเงินมีทองไว้เลี้ยงดูพ่อ พ่อจะได้ไม่ลำบากยังไงคะ" วันนั้นปณัฐดาพูดติดตลกกับพ่อเหมือนเป็นเรื่องสนุก ๆ ที่ไม่ได้คิดจริงจังอะไร

พ่อมองหน้าปณัฐดาและก็ยิ้มเศร้า ๆ "อย่าไปคิดเรื่องนั้นเลยลูก หนูไม่ต้องไปคิดเรื่องแบบนั้นอีกเลย กลับไปทำงานและทำหน้าที่ของหนูให้ดีที่สุด หนูจะแต่งงานกับใครก็ได้ พ่อไม่ว่า ขอให้หนูแต่งงานกับคนที่หนูรักและรักหนูให้มากที่สุดนะลูก ขอให้หนูเลือกคนที่ดีที่สุด"

ปณัฐดาไม่รู้สึกเสียใจเลยที่วันนั้นพ่อไม่ได้สนับสนุนให้เธอแต่งงานกับชาวต่างชาติ หากแต่พ่อสนับสนุนให้เธอได้แต่งงานกับคนที่เธอรักและรักเธอมากที่สุด หญิงสาวพยักหน้ารับคำพ่ออย่างตั้งใจ

"คะพ่อ ณัฐจะแต่งงานกับคนที่ณัฐรักและรักณัฐมากที่สุด ณัฐจะแต่งงานกับผู้ชายดีที่สุด และดีเหมือนพ่อด้วยค่ะ"

"ดีมากลูก ผู้ชายดี ๆ ไม่ใช่จะหาง่าย ๆ แต่หนูก็ตั้งสติเลือกคนที่ดีที่สุดนะ"
"ค่ะ"

นับตั้งแต่ที่ได้ยินพ่อบอกสอนในวันนั้น เรื่องการแต่งงานกับชาวต่างชาติที่ปณัฐดาเคยพูดหยอกเล่นกับพ่อก็เป็นเรื่องที่พูดเล่น ๆ และทุกอย่างก็ผ่านไปกับสายลม ปณัฐดาไม่เคยคิดเรื่องแบบนี้อีกเลย ชีวิตของเธอก็เหมือนผู้หญิงไทยทั่วไป ที่เติบโตมาจากบ้านนา เข้าไปทำงานในเมืองกรุงเพื่อหวังสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริง และก็หวังว่าสักวันหนึ่งคงได้แต่งงานกับผู้ชายไทยที่ดีที่สุด อย่างที่เธอใฝ่ฝันเอาไว้

"ต่อไปนี้ณัฐก็จะเป็นภรรยาของรอยคีนส์ที่ถูกต้องตามกฏหมาย จงรักและดูแลเขาให้ดีที่สุด เราเป็นผู้หญิง เป็นช้างเท้าหลังที่คอยสนับสนุนสามีทุกอย่าง จงเป็นผู้หญิงที่เสียสละและเข้าใจคนที่เรารักให้มากที่สุด อย่าเป็นคนขี้งอนและขี้น้อยใจ คิดอะไรแบบผู้ใหญ่และหนักแน่น พรุ่งนี้น้องสาวของพี่จะไม่ใช่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่พี่เคยเห็นแล้วนะ ณัฐกำลังจะเป็นนางอย่างที่พี่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ณัฐมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ จำไว้นะน้อง อย่าท้อแท้เด็ดขาด ชีวิตคู่ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่มันก็ไม่ได้ยากอะไรกับการที่ต้องใช้ชีวิตกับคนที่เรารัก ณัฐจงเรียนรู้สิ่งที่มีความสุขที่สุด และสิ่งที่ต้องต่อสู้เคียงข้างกันเพื่อแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ดีที่สุด พี่จะคอยกำลังใจให้น้องเสมอนะ เมื่อใดที่ณัฐไม่มีความสุข รู้สึกว่าที่ตรงนั้นไม่ใช่ พี่ขอให้ณัฐกลับมาเมืองไทยนะ พี่น้องทุกคนยังรักและคอยน้องเสมอ จำเอาไว้นะ ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ไกลกัน แต่ณัฐไม่ได้อยู่คนเดียวนะน้อง ณัฐยังมีพี่และพี่น้องทุกคนนะ"

กันต์ฐิตาบอกสอนปณัฐดาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ปณัฐดารับรู้ถึงความห่วงใยที่พี่สาวมีให้

"ขอบคุณมากคะพี่กันต์ ณัฐจะจำคำสอนของพี่ให้ดีที่สุดค่ะ"

"ดีมากจ้า ว่าแต่พรุ่งนี้ใครเป็นคนส่งตัวเจ้าสาวล่ะ" กันต์ฐิตาถามขึ้น

"พ่อเลี้ยงของรอยคีนส์ค่ะ ท่านจะเป็นคนส่งตัวเจ้าสาว"

"ฝากขอบคุณไปให้ท่านด้วยนะ พี่เองก็ต้องขอโทษครอบครัวรอยคีนส์ด้วย ที่พี่และพี่น้องคนอื่น ๆ ไม่สามารถไปร่วมงานได้"

"ไม่เป็นไรค่ะ แค่ได้คุยกับพี่กันต์ แค่นี้ณัฐก็มีความสุขมากพอแล้วค่ะ"

"เสร็จงานแต่งแล้ว อย่าลืมส่งรูปมาให้พี่ดูบ้างนะ พี่จะรอ แล้วพี่จะส่งของขวัญไปให้นะ"

"ค่ะ ณัฐไม่ลืมหรอกค่ะ"

"ดีมากจ้า พรุ่งนี้พี่จะไปตักบาตร จะอธิฐานให้ดวงวิญญาณของพ่อและแม่รับรู้ทุกอย่าง ท่านทั้งสองจะได้ตามไปปกป้องรักษาคุ้มครองณัฐกับรอยคีนส์ด้วย"

"ขอบคุณคะพี่กันต์ พี่เองก็รักษาสุขภาพด้วยนะ อย่าทำงานหนักเสียล่ะ ณัฐคิดถึงพี่นะ"

"พี่ก็คิดถึงเราเช่นกันจ้า"

หลังจากที่วางสายจากพี่สาว ปณัฐดาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หญิงสาวพยายามทำใจให้กล้าแกร่งเพื่อเตรียมพร้อมกับการเป็นภรรยาของรอยคีนส์ ไม่ใช่แค่ภรรยาทางพฤตินัยเท่านั้น หากแต่ภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมายและสังคมรับรู้ ไม่เพียงเท่านั้นปณัฐดายังคงเตรียมใจรับกับสภาพชีวิตสะใภ้ในครั้งนี้ด้วย หญิงสาวไม่รู้เลยว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่รู้ว่าการเป็นสะใภ้ต่างแดนกับสะใภ้คนไทยต่างกันอย่างไร เธอรู้แต่ว่าในวันนี้และจากนี้ต่อไป เธอจะทำเพื่อคนรักให้มากที่สุด จะให้สิ่งดี ๆ แก่เขาและพร้อมที่จะเสียสละความสุขทุกอย่างของตัวเอง เพื่อให้คนที่เธอรักได้มีความสุขและก้าวหน้าในสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน








โปรดติดตามตอนต่อไป

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-17 09:04:27


Opinion No. 17 (133583)







บทชีวิตสะใภ้ที่ 16


ราตรีอันเหน็บหนาวท่ามกลางความเงียบในความมืด สายลมแห่งความคิดถึงพัดผ่านเข้ามาในชีวิตปณัฐดาอีกครั้ง คืนนี้หญิงสาวนอนไม่หลับพลิกตัวไปมา ใจก็คิดสารพัดอย่างกับชีวิตรักของตัวเอง แน่นอนที่สุดเธอตื่นเต้นกับงานแต่งงานที่จะมีขึ้นในเช้าวันใหม่ แต่ทว่าหัวใจดวงน้อย ๆ กลับนึกถึงภาพชีวิตในเมืองไทยที่ผ่านมาในอดีต ปณัฐดาคิดถึงพ่อที่เสียชีวิตไปนานหลายปี เธออยากให้พ่อได้อยู่งานแต่งงานของเธอสักครั้ง แต่เพราะโชคชะตาฟ้าลิขิตเอาไว้ ทำให้พ่อจากไปก่อนที่จะได้เห็นเธอเป็นสาวของผู้ชายที่ดีที่สุด


ปณัฐดายอมรับคิดถึงพี่น้องทุก ๆ คนที่รักและห่วงใยเธอ คิดถึงเพื่อนสนิททุกคนที่เคยผจญภัยชีวิตในเมืองกรุงด้วยกัน คิดถึงภาพอดีตความรักเก่า ๆ ที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต หญิงสาวไม่เคยคิดไม่เคยฝันเลยว่า ในชีวิตนี้เธอจะมีโอกาสได้เป็นเจ้าสาวเหมือนคนอื่นเขา เธอรู้สึกว่าชีวิตตัวเองในวันนี้มาไกลกว่าที่คาดฝันเอาไว้ ไม่รู้ว่าบุญวาสนาอะไรทำให้เธอพบรักกับผู้ชายที่อยู่คนละซีกโลก เธอไม่เคยคิดเลยว่าพหรมลิขิตจะกำหนดให้เธอได้พบเจอรักแท้อย่างจริงใจที่ต้องแลกกับการจากแผ่นดินเกิดเพื่อมีชีวิตอยู่เคียงข้างกัน

ปณัฐดาไม่เคยลืมไปได้เลยว่า ครั้งหนึ่งเธอเกือบแต่งงานกับผู้ชายไทยคนหนึ่ง คนแรกและคนที่เธอคิดว่าจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจวบจนลมหายใจสุดท้าย แต่สวรรค์ไม่ได้สร้างให้เธอเกิดมาเพื่อเคียงคู่ชายหนุ่มคนนั้น ทำให้เรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้น และส่งผลให้เธอและเขาไม่สามารถรักกันได้ ไม่ว่าคนที่เป็นอดีตจะทำให้ปณัฐดาเจ็บปวดและเข็ดขยาดกับคำว่ารักมากแค่ไหน แต่เธอก็พยายามใช้เวลาเรียนรู้ที่จะรักใครสักคนอย่างจริงใจ รักด้วยความบริสุทธิ์ใจที่ถูกกลั่นกรองออกมาจากหัวใจดวงน้อย ๆ ของเธอ

ผู้หญิงหลายคนเคยผ่านชีวิตรักที่แตกต่างกัน บางคนสมหวังกับรักแรกและเป็นรักสุดท้ายที่เคียงคู่กัน บางคนรักและผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ก็ใช่ว่าพวกเธอเหล่านี้จะไม่มีโอกาสได้เจอรักแท้ ความรักสำหรับปณัฐดาแล้ว ไม่ได้มีกฏเกณฑ์อะไร เธอไม่เคยตั้งมารตฐานผู้ชายที่จะแต่งงานด้วยว่าจะต้องสูงส่ง สิ่งที่ปณัฐดาต้องการและปรารถนามากที่สุดก็คือรักแท้ และรักที่ผู้ชายคนหนึ่งสามารถยอมรับทุกอย่างของความเป็นเธอได้ทั้งหมด นี่แหละคือสิ่งที่หญิงต้องการจากชายคนรัก

ก่อนที่ปณัฐดาจะพบรักกับรอยคีนส์ หญิงสาวไม่เคยปฏิเสธเลยว่าเคยรักผู้ชายไทยคนหนึ่ง และผู้ชายไทยคนนี้ก็เป็นคนสุดท้ายที่เธอรักเสียด้วย ผู้ชายคนนี้เป็นเพื่อนสนิทที่ปณัฐดาเผลอใจรักอย่างไม่รู้ตัว เธอรู้ดีว่าความรักที่มีเพื่อนสนิทไม่มีวันสมหวังได้ แต่ปณัฐดาก็สุขใจที่ได้แอบรักเพื่อนชายคนนี้ แม้ว่าบางครั้งจะรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องทนรับกับสภาพรักข้างเดียว หากแต่ความรักที่เธอมีให้เพื่อนเป็นรักที่บริสุทธิ์ไม่เคยคาดหวังสิ่งใดตอบแทน เธอก็มีความสุขกับการได้รักอย่างนี้

ความเป็นเพื่อนไม่เคยเปลี่ยน แต่ความรู้สึกที่ผ่านไปในแต่ละวันมันถลาล้ำลึกยากที่จะถอนตัวออกมาได้ หากแต่ความรู้สึกเหล่านี้ถูกซ่อนเร้นเอาไว้ในคำว่าเพื่อน แต่พอไม่นานปณัฐดาทราบข่าวว่าเพื่อนชายมีแฟนเป็นตัวเป็นตน มีแผนที่อาจจะแต่งงานกัน หญิงสาวยอมรับว่าเสียใจที่เผลอใจไปรักเพื่อนสนิท รู้สึกว่าตัวเองผิดที่ปล่อยให้ความรู้สึกบางอย่างคิดเกินเลยคำว่าเพื่อน เธอเริ่มตัดใจจากเพื่อนชายคนนี้และก้าวออกไปจากชีวิตของเขา เธอไม่เคยติดต่อไปหาเพื่อนชายคนนี้อีกเลย เธอหายเงียบไปกับสายลมและวันเวลาที่เดินผ่านไปทุก ๆ วัน ในวันที่เธอใช้เวลาในการรักษาแผลในหัวใจ เพียงไม่นานปณัฐดาก็มีโอกาสได้รู้จักกับรอยคีนส์ ได้เรียนรู้เข้าใจกันและกัน และทุกอย่างก็ก่อเกิดเป็นความรักพร้อมๆ กับการตัดใจไปจากเพื่อนชายคนนั้นด้วย

ทุกครั้งที่ได้นึกถึงภาพอดีตเก่า ๆ ปณัฐดารู้สึกภูมิใจที่ตัวเองผ่านชีวิตตรงนั้นมาได้ ไม่ใช่เพราะการได้แต่งงานกับรอยคีนส์ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ แต่ที่เธอภูมิใจมากที่สุด เพราะในชีวิตนี้เธอมีโอกาสได้เลือกรักคนที่ดีที่สุด และเป็นผู้ชายที่รักเธอมากที่สุดด้วย ไม่ใช่รักข้างเดียวที่ไร้ซึ่งความหวังใด ๆ

"นอนไม่หลับเหรอที่รัก" เสียงของรอยคีนส์เอ่ยถาม เขาหรี่ตามองเธอนิดหนึ่ง

"ค่ะ ณัฐนอนไม่หลับเลย"

"คิดอะไรอยู่เหรอ"

"คิดเยอะเลยค่ะ คิดถึงอดีตเก่า ๆ คิดถึงพ่อและพี่น้องทุก ๆ คนด้วย"

"คิดถึงผมด้วยไหม" รอยคีนส์ถามและเอี่ยวตัวมาโอบกอดร่างหญิงสาวเอาไว้

"คิดค่ะ คิดไม่ถึงว่าจะได้แต่งงานกับผู้ชายที่น่ารักและใจดีอย่างคุณ"

"ขอบคุณครับ ผมก็คิดไม่ถึงว่าจะแต่งงานกับผู้หญิงไทยอย่างคุณ"

"ขอบคุณนะคะที่แต่งงานกับณัฐ" เธอบอกคนรัก

"ขอบคุณเช่นกันที่แต่งงานกับผม ขอบคุณที่เป็นคนดีของผมมาตลอด"

"ณัฐดีใจที่มีโอกาสได้รู้จักคุณ"

"ผมก็เช่นกันที่รัก คุณนอนพักดีไหม พรุ่งนี้จะได้ตื่นขึ้นมาแต่เช้า หน้าตาจะได้สดใส ผมอยากให้คุณพักผ่อนให้มาก ๆ พรุ่งนี้เรามีอะไรต้องทำอีกเยอะ"

"ค่ะ"

ปณัฐดาพยายามลืมเรื่องราวที่ครุ่นคิดและก็หลับตาลงอย่างช้า ๆ หญิงสาวจินตนาการภาพงานแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในพรุ่งนี้ เธอรู้สึกตื่นเต้นกับการแต่งงานแบบพิธีคริสต์ เพราะเธอและรอยคีนส์ไม่ได้เข้าร่วมศาสนาคริสต์แต่อย่างใด แต่เพราะสภาวะความจำเป็นที่ต้องแต่งงานอีกครั้งเพื่อปรับเปลี่ยนวีซ่า ทำให้ปณัฐดาต้องแต่งงานอีกครั้งอย่างพิธีของคนคริสต์ เพียงแต่ปณัฐดาและรอยคีนส์ไม่สามารถไปทำพิธีแต่งงานที่โบสถ์ได้ เนื่องมาจากทั้งสองคนไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ ไม่ได้เป็นสมาชิกของโบสถ์ใดโบสถ์หนึ่งในเมืองดีริดเดอร์ และเมืองที่พักอาศัยอยู่ไม่อนุญาตให้คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์จัดงานแต่งงานที่โบสถ์ได้



เช้าวันรุ่งขึ้น ปณัฐดาตื่นนอนตั้งแต่ตีห้า เธออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็เดินเข้าไปในห้องครัว มิสซิสเมเบิ้ลนั่งดื่มกาแฟไปพลาง ๆ ส่วนด้านจอห์นนั้นก็ไปให้อาหารวัวแต่เช้าและปล่อยให้วัวออกหากินในฟาร์มหลังบ้าน พร้อมทั้งให้อาหารเป็ดและไก่ด้วย ปณัฐดาช่วยมารดาคนรักทำอาหารทุกอย่างรวมทั้งอาหารไทยจนเสร็จ จากนั้นก็ช่วยจัดโต๊ะเตรียมงานให้เรียบร้อย โดยที่มีการทดลองเปิดไฟซุ้มงานแต่งงานไปด้วย จากนั้นก็ออกมาดูความเรียบร้อยที่โต๊ะในงานพิธี เสร็จแล้วก็กลับเข้ามาในบ้านเพื่อเตรียมเครื่องดื่มทุกอย่างไว้ต้อนรับแขก

ทางด้านรอยคีนส์นั้น ก็ตื่นแต่เช้าและขับรถเข้าไปในเมือง เพื่อรับเครื่องดื่มและอาหารในส่วนอื่น ๆ กลับมาที่บ้าน จากนั้นก็เข้าไปจัดเตรียมข้าวของไว้สำหรับนักดนตรีที่จะมาบรรเลงในงานเลี้ยงตอนค่ำ สำหรับบาร์บาร่านั้นก็ช่วยงานในครัวกับมิสซิสเมเบิ้ลไปพลาง ๆ พอประมาณแปดโมงเช้าทั้งเอริณ แดเนียล เบคกี้และเจอระมีต่างก็ขับรถมาถึง ทั้งสี่คนพักในห้องนอนซึ่งอยู่ติด ๆ กับห้องของปณัฐดาและรอยคีนส์

พ่อและแม่ของเอริณไม่ได้มาพักที่บ้านด้วย เนื่องมาจากต้องการพักอยู่ในโรงแรมตัวเมืองดีริดเดอร์มากกว่า พอตอนสาย ๆพ่อกับแม่เอริณก็พากันขับรถมาช่วยงานด้วย ทางด้านอลันนั้นได้ขับรถออกมาจากบ้านตั้งแต่เช้าแล้ว แต่เนื่องมาจากจำเส้นทางไม่ได้ จึงได้โทรติดต่อกับรอยคีนส์ให้ช่วยบอกเส้นทางให้ แค่เพียงไม่นานอลันก็มาถึง ซึ่งก็มาร่วมงานคนเดียว โดยที่ไม่มีเรโชลภรรยามาเป็นเพื่อน เนื่องมาจากเรโชลติดภาระต้องดูแลลูก ๆ

เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว รอยคีนส์และเพื่อน ๆ ก็พากันไปนั่งพักผ่อนที่ลานหน้าบ้าน โดยที่แต่ละคนมีเหล้าเบียร์ไว้สำหรับดื่มฉลองกันด้วย ทางด้านปณัฐดาก็วิ่งเข้าออกกับการที่ต้องช่วยมารดาคนรักจัดเตรียมของทุกอย่าง พอประมาณสาย ๆ จอห์นก็กลับมาถึงบ้าน

"ผมยังไม่ได้ไปเอาน้ำแข็งเลย" จอห์นบอกมิสซิสเมเบิ้ล

"ก็รีบไปเอาสิ"

"น้ำแข็งถังใหญ่ทีเดียว ผมต้องการให้คนไปช่วย"

"เดี๋ยวผมไปช่วยเอง" รอยคีนส์อาสา

"ให้ณัฐไปดีกว่าค่ะ คุณอยู่ดูแลเทคแคร์ต้อนรับแขกดีกว่า" ปณัฐดาอาสา เพราะคิดว่าการไปเอาน้ำแข็งไม่ได้ยากเย็นอะไร

"จะดีเหรอครับ มันหนักนะ"

"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ พ่อกับณัฐจะช่วยกันยกถังน้ำแข็งเอง คุณอยู่ทางนี้ก็ช่วยดูแลความเรียบร้อยแล้วกัน ไว้ณัฐกลับมาค่อยไปอาบน้ำแต่งตัว"

"ครับ มีอะไรก็โทรบอกผมนะ"

"ค่ะ"

ปณัฐดาเดินต้อย ๆ ไปขึ้นรถซึ่งจอห์นสตาร์ทเครื่องรออยู่ที่หน้าบ้าน หญิงสาวไม่เคยเกี่ยงเลยที่จะต้องไปช่วยจอห์นยกของหนัก ๆ ในวันแต่งงาน ปณัฐดารู้สึกว่างานแต่งงานเป็นงานที่สำคัญของตัวเอง เธอจะต้องช่วยเหลืองานคนอื่น ๆ ให้มากที่สุด ซึ่งต่างจากเมืองไทย ในวันแต่งงานที่ผ่านมา ปณัฐดาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะพี่สาวและพี่น้องคนอื่น ๆ ต่างก็ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง แต่การมาใช้ชีวิตในอเมริกากับรอยคีนส์แตกต่างจากเมืองไทยเป็นอย่างมาก เพราะรอยคีนส์มีพี่น้องหลายคนก็จริง แต่ทว่าชายหนุ่มไม่ได้สนิทสนมแต่อย่างใด และไม่ได้ติดต่อกันนานแสนนาน การที่จะให้พี่น้องคนอื่น ๆ มาช่วยงานก็คงจะดูไม่งามนัก อีกอย่างพี่น้องของรอยคีนส์ก็ไม่ได้มีใครสนใจยุ่งเกี่ยวช่วยเหลือรอยคีนส์แต่อย่างใด เพราะอย่างที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าพี่ ๆ ของรอยคีนส์ไม่ชอบพ่อแท้ ๆ ของชายหนุ่ม กอรปกับความเกลียดชังตรงนี้มันก่อตัวกันไว้นานแสนนานและส่งผลถึงรอยคีนส์ด้วย

รอยคีนส์เติบโตเหมือนคนไม่มีพี่น้องเลย ชีวิตเหมือนเป็นลูกคนเดียวของพ่อและแม่ มีเพียงวินเฟรดเท่านั้นซึ่งเป็นพี่ชายคนโตที่ยังติดต่อไปมาหาสู่กันบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมมากนัก เพราะวินเฟรดแต่งงานมีครอบครัวไปนานหลายปี ทุกวันนี้รอยคีนส์มีเพียงแม่และจอห์นเท่านั้นที่เป็นครอบครัวที่สำคัญ นอกจากนั้นก็มีเพื่อน ๆ สนิทเพียงไม่กี่คนที่คอยช่วยเหลือให้กำลังใจตลอด

ปณัฐดาเข้าใจดีว่าการแต่งงานกับรอยคีนส์ เธอต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ และมีความรับผิดชอบหลายอย่างที่รับสภาพให้ได้ทุกอย่าง แม้ว่าจะเหนื่อยล้าเมื่อเห็นภาพความสุขที่แตกต่างจากเมืองไทยและอเมริกา แต่ปณัฐดาก็ไม่เคยท้อ เพราะเธอรู้สึกว่า ณ วันนี้เธอตัดสินใจแต่งงานกับรอยคีนส์ เธอจะต้องอยู่ดูแลช่วยเหลือเขาให้ตลอดรอดฝั่ง

พอขับรถมาถึงร้านน้ำแข็ง จอห์นและปณัฐดาก็ช่วยกันยกถังน้ำแข็งใส่ที่กระบะด้านหลังรถ จากนั้นก็ขับรถกลับมาบ้าน เมื่อเอาน้ำแข็งลงหมดแล้ว ปณัฐดาก็ขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เพราะมารดาคนรักจะต้องพาเธอไปทำผมที่ร้านเสริมสวยในเมืองดีริดเดอร์

"ฉันต้องดูแลเรื่องเครื่องดื่มเสียก่อน คุณช่วยพาปณัฐดาไปทำผมได้ไหมจอห์น" มิสซิสเมเบิ้ลหันไปบอกสามีด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า

"ให้ผมพาปณัฐดาไปทำผมร้านไหนเหรอ"

"ก็ร้านที่ฉันทำประจำยังไงล่ะ คุณจำได้ไหมจอห์น"

"ใช่ร้านของวิคกี้หรือเปล่า" จอห์นถาม

"ใช่ ๆ ฉันโทรบอกวิคกี้ไว้แล้ว ยังไงก็ช่วยพาปณัฐดาไปหน่อยนะ คีนส์คงจะไปด้วยไม่ได้ เพราะต้องช่วยฉันดูแลงานที่บ้าน"

"ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจะพาไปเอง ปณัฐดาก็เหมือนลูกสาวของผม เธอแต่งงานผมก็อยากเห็นลูกสาวของผมสวยที่สุดในงาน" จอห์นตอบรับก่อนที่จะเดินไปตามปณัฐดาที่ลานหน้าบ้าน

รอยคีนส์หยิบกระเป๋าสตางค์ให้กับปณัฐดา "คุณจะซื้ออะไรก็ใช้จ่ายตามสบายนะ ค่าทำผมก็เอาจากนี้จ่ายให้เขา อย่าลืมให้ทิปเขาด้วยนะที่รัก"

"ค่ะ"

วันนั้นเป็นวันแรกที่ปณัฐดาเข้าไปในร้านเสริมสวยที่อเมริกา ตั้งแต่มาอยู่อเมริกาปณัฐดาไม่เคยสนใจเรื่องทำสวยแต่อย่างใด หญิงสาวมีความสุขและพึงพอใจในความงามแบบพื้น ๆ ที่มีอยู่ในตัว ถึงจะไม่โดดเด่นอะไร แต่ก็มีความเป็นธรรมชาติแบบที่เธอชอบ เมื่อรถของจอห์นวิ่งมาจอดที่หน้าบ้าน ปณัฐดารีบลงจากรถทันทีและเดินตามหลังจอห์นเข้ามาในร้าน

"สวัสดีค่ะ วันนี้พาสาวที่ไหนมาล่ะจอห์น ภรรยาคุณไม่มาด้วยหรือ" หญิงวัยกลางคนผมบลอนกล่าวทักทายจอห์นอย่างคุ้นเคย รอยยิ้มอย่างเป็นมิตรทำให้ปณัฐดารู้สึกชื่นใจขึ้นมาบ้าง

"สาวที่ไหน นี่ลูกสาวผมเอง คนที่ผมเคยเล่าให้ฟังยังไงล่ะวิคกี้" จอห์นมักจะบอกกับใคร ๆ ว่าปณัฐดาเป็นลูกสาวอยู่เสมอ อาจจะเป็นเพราะว่าจอห์นรักและเอ็นดูปณัฐดาเหมือนลูกคนหนึ่ง

"ปณัฐดา นี่วิคกี้ เจ้าของร้านเสริมสวย"

ปณัฐดายื่นมือไปทักทายวิคกี้แบบธรรมเนียมอเมริกันพร้อมทั้งส่งยิ้มให้นิดหนึ่ง

"ดิฉันปณัฐดา ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"

"ฉันวิคกี้ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน"

"วันนี้เป็นวันแต่งงานของปณัฐดา ฝากคุณช่วยทำผมให้ลูกสาวผมหน่อยได้ไหมวิคกี้ เอาแบบสวย ๆ แบบที่ลูกสาวผมชอบนะ" จอห์นหันไปบอกวิคกี้

"ได้เลยจอห์น วันนี้ฉันจะทำผมให้ลูกสาวให้สวยที่สุด รับรองลูกสาวคุณจะสวยและเด่นที่สุดในงาน"

ปณัฐดาได้แต่ยืนยิ้ม ไม่ได้พูดจาอะไร ปกติเจ้าสาวแต่ละคนจะห่วงสวยห่วงงามเป็นธรรมดา เจ้าสาวแต่ละคนมักจะคาดหวังว่าตัวเองต้องสวยและโดดเด่นที่สุดในงานแต่ง แต่ปณัฐดากลับไม่ได้คิดอย่างนั้น เธอรู้สึกว่างานแต่งที่อเมริกาก็เหมือนกับงานเลี้ยงธรรมดาทั่วไป ต่อให้ทำผมเลิศหรูแค่ไหน หญิงสาวก็รู้สึกว่าตัวเองก็ยังเป็นแค่ผู้หญิงบ้านนาธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น เครื่องสำอางทันสมัยทุกอย่างที่แต่งเติมบนใบหน้าให้ดูดีนั้น ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของปณัฐดาเปลี่ยนไปเลย แต่เพราะปณัฐดาอยู่ในสังคมที่มีผู้คนมากมาย เธอจึงเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลมกลืนกับชีวิตที่เป็นอยู่

วิคกี้ถือแม็กกาซีนแฟชั่นผมแบบต่าง ๆ ยื่นให้ปณัฐดา

"เลือกเอาเองนะปณัฐดา ว่าอยากได้ทรงผมแบบไหน เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอออกมาสวยที่สุด"

"ขอบคุณมากคะคุณวิคกี้"

"ไม่เป็นไรจ๊ะ"

ปณัฐดาเปิดดูทรงผมแบบต่าง ๆ ในแม็กกาซีนเล่มหนา พอเปิดได้เพียงไม่กี่หน้า หญิงสาวรู้สึกถูกชะตากับทรงผมแบบในหนังสือเป็นอย่างมาก ซึ่งทรงผมในแบบไม่ได้หรูหราอะไร หากแต่เป็นการเกล้าผมไปด้านหลังแต่ปล่อยชายด้านหน้าไว้นิด ๆ และก็ม้วนให้เป็นเกลียวลงมา และด้วยความที่ปณัฐดาและรอยคีนส์สั่งดอกกล้วยไม้สีชมพูอมม่วงเอาไว้ เพราะหวังจะปักกับผมไว้ใส่ในงานแต่งงาน ทำให้เธอถูกใจแบบทรงผมนี้มากทีเดียว

"คุณวิคกี้ ฉันขอทรงผมแบบนี้ได้ไหมคะ"

วิคกี้ก้มดูแบบทรงผมในแม็กกาซีน "ได้จ้า ไม่ยากเลย ว่าแต่เธอมีดอกไม้อะไรปักหรือเปล่าล่ะ"

"มีค่ะ เดี๋ยวบ่าย ๆ ก็คงจะไปเอาดอกไม้ที่สั่งไว้ที่ร้านดอกไม้ค่ะ"

"ได้เลยจ๊ะ"

เพียงไม่นานวิคกี้ก็พาปณัฐดาไปนอนที่เตียงด้านข้างของร้าน ซึ่งเป็นเตียงที่จัดทำไว้เพื่อสำหรับสระผมให้ลูกค้าที่มาใช้บริการ เสร็จแล้วก็เอาผ้าขนหนูซับผมให้ปณัฐดาจนแห้งและพามานั่งที่โต๊ะด้านหน้ากระจกบานใหญ่ วิคกี้ทำการเป่าผมให้ปณัฐดาจนแห้ง จากนั้นก็ใช้หวีถี่ ๆ หวีผมให้เรียบที่สุด และก็ค่อย ๆ เกล้าผมขึ้นตามแบบในแม็กกาซีน เพียงไม่นานปณัฐดาก็ได้ทรงผมแบบที่เธอพึงพอใจที่สุด

"ชอบไหมปณัฐดา" วิคกี้ถามขณะที่ยืนมองผลงานของตัวเองไปด้วย

"ชอบค่ะ ดูดีมาก ๆ เลย ขอบคุณมากนะคะวิคกี้"

"ไม่เป็นไรจ๊ะ"

"ค่าทำผมเท่าไรคะ"

"หกสิบเหรียญจ้า"

ปณัฐดารู้สึกตกใจกับราคาค่าทำผมเป็นอย่างมาก เพราะในชีวิตไม่เคยทำผมที่ไหนราคาสูงอย่างนี้เลย เมื่อสมัยอยู่เมืองไทย ปณัฐดาเคยทำผมราคาแค่เพียงร้อยสองร้อยบาทเท่านั้น แต่พอบวกลบคูณหารราคาเงินดอลลาร์เป็นเงินบาทไทย หญิงสาวก็รู้สึกได้เลยว่าค่าครองชีพที่อเมริการสูงกว่าเมืองไทยมาก ในวันนั้นปณัฐดาไม่ได้พูดอะไรออกไป เธอเข้าใจทุกอย่างเป็นอย่างดี และก็ยื่นเงินเจ็ดสิบเหรียญให้วิคกี้พร้อมกับไม่ลืมกล่าวคำขอบคุณด้วย

จอห์นพาปณัฐดาขับรถกลับมาบ้าน จากนั้นรอยคีนส์ก็พาปณัฐดาขับรถไปรับดอกไม้สดและดอกกล้วยไม้ที่สั่งไว้ในร้านที่เมืองดีริดเดอร์ เมื่อเข้าไปในร้านทั้งสองสัมผัสได้ถึงความไม่เป็นมิตรของเจ้าของร้าน พนักงานทุกคนในร้านต่างก็มองปณัฐดาด้วยสายตาแปลก ๆ เหมือนเธอเป็นคนแปลกประหลาดที่หลุดมาจากอีกโลกหนึ่ง

"สวัสดีครับ ผมมารับดอกไม้ที่สั่งเอาไว้ครับ" รอยคีนส์พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบของพนักงานในร้าน

"ชื่ออะไรคะ" พนักงานสาวถาม

"รอยคีนส์ครับ"

พนักงานสาวเปิดสมุดรายชื่อตรวจดูสักพัก จากนั้นก็เดินเข้าไปด้านในร้าน เพียงครู่เดียวก็เดินกลับมาพร้อม ๆ กับดอกกุหลาบสีขาวกับชมพูที่มัดกับยางยืดเป็นจุก ๆ สามช่อ และก็ดอกกล้วยไม้อีกสองก้าน ปณัฐดามองช่อดอกไม้ที่ไร้ซึ่งความปราณีตในความสวยงามอย่างเศร้าใจ ใจของเธอรู้สึกผิดหวังกับร้านดอกไม้ร้านนี้เป็นอย่างมาก

"เท่าไหร่ครับ"

"หนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญค่ะ"

รอยคีนส์ไม่พูดไม่จา รู้ว่าราคาดอกไม้ที่แพงหูฉี่เพราะดอกกล้วยไม้ที่ทางร้านต้องสั่งตรงมาจากมลรัฐฮาวาย ชายหนุ่มหยิบเงินยื่นให้กับพนักงานสาว พอจ่ายเงินเสร็จแล้วก็เอาดอกไม้ให้ปณัฐดาดู

"คุณคิดว่าเป็นยังไงบ้างครับ สวยไหม"

ปณัฐดายิ้มไม่ออกเลย เธอรู้สึกเสียใจที่ร้านดอกไม้จัดดอกไม้ให้ไม่สมกับราคาเลยสักนิด

"ดอกไม้สวยดีค่ะ แต่ณัฐว่าจัดช่อไม่สวยเลยนะคะ เขาเอาดอกไม้มารวม ๆ กัน แล้วเอายางยืดมัด ริบบิ้นก็ไม่มี แบบนี้ณัฐก็ทำได้ค่ะ" ปณัฐดาบอกคนรัก

"เอางี้ดีไหมครับ ผมว่าเราเอาดอกไม้กลับไปบ้าน เดี๋ยวให้คุณแม่ดูให้ คุณแม่คงจะจัดการให้เอง"

"ก็ได้ค่ะ"

วันนั้นปณัฐดานั่งรถกลับมาบ้านด้วยความเสียใจ ไม่คิดเลยว่าร้านดอกไม้ที่ขึ้นชื่อในเมืองนี้จะจัดช่อดอกไม้ได้ห่วยที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมาในชีวิต ทุกครั้งที่รู้สึกผิดหวังจากการกระทำของคนที่นี่ ปณัฐดาก็มักจะคิดถึงฝีมือการจัดดอกไม้ของคนไทยที่เมืองไทยเป็นอย่างมาก เพราะเธอรู้ดีว่าคนไทยมีฝีมือด้านนี้ และค่อนข้างละเอียดอ่อนกับการจัดแต่งดอกไม้ต่าง ๆ

เมื่อมาถึงบ้าน รอยคีนส์เอาดอกไม้และพาปณัฐดาเดินตรงดิ่งมาหามารดาทันที ชายหนุ่มเล่าเรื่องราวให้มารดาได้ฟัง ซึ่งมิสซิสเมเบิ้ลเดินมาหยิบช่อดอกไม้จากมือปณัฐดาไปดูด้วยความผิดหวัง

"นี่ร้านจัดดอกไม้ทำเองหรือนี่ ทำไมฝีมือห่วยอย่างนี้"

"ผมก็ไม่ทราบครับคุณแม่ พนักงานที่ร้านดูไม่เป็นมิตรเลย"

"ไม่ต้องห่วงคีนส์ เดี๋ยวแม่จัดการเอง แม่ว่าคนที่ทำงานในร้านนี้ คงจะเห็นคีนส์ไว้ผมยาวเหมือนพวกไม่มีการศึกษา หรือไม่ก็เห็นปณัฐดาเป็นผู้หญิงต่างชาติ เลยไม่สนใจจะทำดอกไม้ให้สวย ๆ คนพวกนี้นะต้องเจอกับแม่" มิสซิสเมเบิ้ลเองก็ไม่พอใจยิ่งนักที่เห็นช่อดอกไม้ตรงหน้า

บาร์บาร่าเดินมาเห็นเหตุการณ์พอดี จึงเข้าไปหยิบช่อดอกไม้ออกมาดู "ใครเป็นคนจัดดอกไม้เหรอคีนส์"

"ร้านในเมืองครับ"

"ทำได้ห่วยมาก ๆ เลยนะเนี่ย"

"ฉันรับไม่ได้เลยบาร์บาร่า ฉันไม่คิดเลยว่าร้านดอกไม้ร้านนี้จะทำอะไรแบบขวานผ่าซากอย่างนี้ ฉันคิดว่าคนพวกนี้คงจะเห็นปณัฐดาเป็นคนต่างชาติ และเห็นคีนส์ไว้ผมยาว เลยไม่ค่อยให้เกียรติ กะว่าทำอะไรห่วย ๆ ก็ได้ อย่างนี้ดูถูกกันชัด ๆ เลยนะเนี่ย" มิสซิสเมเบิ้ลดูโกรธเคืองอยู่มากทีเดียว

"ใจเย็น ๆ เถอะนะคะเมเบิ้ล วันนี้คุณยุ่งทั้งวัน เอาแบบนี้ดีไหม เดี๋ยวฉันจะเข้าไปคุยกับร้านดอกไม้เอง ดูสิว่าพวกเธอจะช่วยแก้ไขให้ดีขึ้นไหม คุณไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวฉันจะเทคแคร์เรื่องดอกไม้เอง" บาร์บาร่าหันไปบอกมิสซิสเมเบิ้ล

"เธอแน่ใจนะบาร์บาร่าว่าเธอจัดการเรื่องนี้ได้"

"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ฉันมีวิธีของฉันแหละ"

"ขอบใจมากนะ ยังไงก็ฝากดูแลเรื่องนี้ด้วยนะ"

"ได้เลย"

เพียงไม่นานบาร์บาร่าก็พาปณัฐดาและรอยคีนส์ขับรถกลับมาที่ร้านดอกไม้ร้านเดิม พนักงานสาวยิ้มทักทายอย่างเป็นกันเองเมื่อเห็นบาร์บาร่า ปณัฐดาและคนรักเดินตามหลังบาร์บาร่ามาติด ๆ บาร์บาร่าไม่รีรออะไร เธอขอพบเจ้าของร้านทันที จากนั้นก็ยืนคุยกันสักพัก

"ฉันไม่สนใจว่าจะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกกี่เหรียญ วันนี้เป็นวันแต่งงานของคนที่ฉันรัก ฉันอยากให้พวกคุณช่วยจัดช่อดอกไม้สวย ๆ ให้ใหม่ ให้สมกับฐานะลูกชายและลูกสะใภ้ของฉันหน่อยได้ไหม ไม่ใช่ช่อดอกไม้มัดยางยืดแบบนี้ มันดูไม่เหมาะสมกับราคาเลยนะเนี่ย"

บาร์บาร่าพูดตรงไปตรงกับเจ้าของร้าน และก็แกล้งอ้างเหตุผลว่ารอยคีนส์เป็นลูกชายของตัวเอง เจ้าของร้านได้ยินคำตำหนิของบาร์บาร่าก็ได้แต่กล่าวขอโทษกับช่อดอกไม้ที่พนักงานได้จัดทำให้ จากนั้นก็เอาช่อดอกไม้ทั้งสามอันเข้าไปด้านในทันที หญิงวัยกลางคนเจ้าของร้านสั่งให้ลูกน้องใส่ริบบิ้นสีขาวประดับดอกช่อดอกไม้อย่างสวยงาม และก็มีการปรับแต่งบางส่วนให้ดูดีมากขึ้น เวลาเพียงไม่นานเจ้าของร้านก็เดินกลับมาพร้อมกับช่อดอกไม้สวย ๆ

"แบบนี้โอเคหรือเปล่าคะ"

"ค่อยดูดีหน่อย" บาร์บาร่าตอบ หันไปทางปณัฐดาซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก "ชอบหรือเปล่าปณัฐดา คีนส์ล่ะ ชอบหรือเปล่า"

"ครับ/ค่ะ" ปณัฐดาและรอยคีนส์ตอบรับแทบจะพร้อมกัน

"ค่าแก้ไขเท่าไร"

"หนึ่งร้อยเหรียญค่ะ พอดีดิฉันเพิ่มดอกไม้ให้อีก และก็มีการประดับริบบิ้นลูกไม้รอบ ๆ ข้างด้วยค่ะ"

รอยคีนส์ยื่นเงินให้บาร์บาร่า แต่บาร์บาร่ายกมือบอกปัด

"ไม่เป็นไรคีนส์ เดี๋ยวฉันรับผิดชอบเอง ถือว่าเป็นของขวัญจากฉันให้เธอทั้งสองคนแล้วกัน"

"ขอบคุณมากค่ะ"

"ขอบคุณมากครับบาร์บาร่า"

"ไม่เป็นไรจ๊ะ"

ทั้งปณัฐดาและรอยคีนส์รู้สึกซาบซึ้งน้ำใจจากบาร์บาร่าเป็นอย่างมาก หากไม่มีบาร์บาร่าคอยจัดการพูดคุยกับเจ้าของร้านดอกไม้ให้ในครั้งนี้ ปณัฐดาและเพื่อนเจ้าสาวอีกสองคนก็คงได้ถือช่อดอกไม้มัดยางยืดในงานแต่งงานแน่ ๆ เมื่อเดินออกมาจากร้าน ปณัฐดาสังเกตดูใบหน้าของบาร์บาร่า เห็นได้ชัดว่าหญิงสาวรู้สึกไม่พอใจร้านดอกไม้เป็นอย่างมาก แต่เพราะความเป็นผู้ใหญทำให้บาร์บาร่าสามารถควบคุมอารมณ์และสถานการณ์ทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ปณัฐดามองการกระทำของบาร์บาร่าและรู้สึกชื่นชมในความเป็นคนใจเย็นของบาร์บาร่าเป็นอย่างมาก เพราะความใจเย็นทำให้บาร์บาร่าสามารถเปลี่ยนสถานการณ์จากที่แย่ ๆ กลับมาเป็นสิ่งที่ดีได้



 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-18 11:06:50


Opinion No. 18 (133584)

อ่านมาถึงตอนนี้แล้วค่ะ

By ลานนา (ลานนา-at-hotmail-dot-com)Date 2010-02-18 12:22:54


Opinion No. 19 (133593)

สวัสดีค่ะ พี่ลานนา

 

พี่และครอบครัวสบายดีนะคะ ยีนส์ขอขอบคุณพี่ลานนามาก ๆ เลยค่ะที่ติดตามอ่านตลอด พี่ลานนาคือแรงใจสำคัญที่ทำให้ยีนส์กลับมาเขียนเรื่องนี้ต่อไปอีกค่ะ วันนี้ยีนส์กลับมาถึงบ้านเกือบสี่ทุ่มค่ะ งานไม่ยุ่งนัก หากแต่ยอดเงินตอนช่วงต้นกะหายไปสองพันกว่าเหรียญค่ะ เลยต้องงมโปรแกรมตามหายอดเงินกันจนหัวหมุน โชคดีที่ความผิดพลาดนี้ไม่ได้อยู่ในกะช่วงการทำงานของยีนส์ค่ะ เลยหายห่วงไปนิดค่ะ

และสุดท้ายก็หายอดเงินเจอค่ะ พอดีผู้จัดการยีนส์เอาเงินเตรียมเข้าบัญชีให้กับธนาคารเกินจำนวนจริงค่ะ เงินเลยหายค่ะ พอพากันคีย์ตัดยอดออก สุดท้ายทุกอย่างลงตัวค่ะ วันนี้ยีนส์กลับมาเขียนนิยายเรื่องนี้ต่ออีก แต่เขียนไม่จบตอนเลยค่ะ เพราะดึกมากแล้ว กะว่าจะเข้านอนแล้วค่อยทยอยเขียนต่ออีกค่ะ

พรุ่งนี้ผู้จัดการขอให้เข้างานบ่ายสามโมงเย็นค่ะ คิดว่าคงจะเลิกดึก เพราะเป็นวันศุกร์ค่ะ ยังไงยีนส์จะหาเวลามาเขียนเรื่องนี้ต่อให้ได้อ่านอีกนะคะ ขอบคุณที่พี่ติดตามอ่านตลอดค่ะ หากพี่ลานนาได้อ่านเรื่องนี้จนจบ พี่จะเข้าใจน้องสาวคนนี้มากขึ้นเลยค่ะ

พี่ลานนารักษาสุขภาพด้วยนะคะ ยีนส์และแฟนขอให้พี่และครอบครัวมีความสุขมาก ๆ ค่ะ

 

รักและคิดถึงเสมอค่ะ

 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-19 16:28:21


Opinion No. 20 (133605)





บทชีวิตสะใภ้ที่ 17

อากาศในช่วงสี่โมงเย็นกลางเดือนตุลาคม ณ มลรัฐหลุยส์เซียน่าจัดว่าไม่ร้อนจนเกินไป ลมเย็น ๆ พัดผ่านเข้ามาเป็นระยะ ๆ บริเวณหลังบ้านมีต้นโอ๊คปลูกไว้คอยให้ร่มเงาหลายต้น สนามหญ้าในสวนถูกตัดให้ได้ขนาดซึ่งก็ทำให้ดูสะอาดสะอ้านกลมกลืนกับความเป็นธรรมชาติไว้ทั้งหมด ซุ้มพิธีสำหรับงานแต่งงานถูกจัดแต่งไปด้วยดอกกุหลาบสีขาว ดวงไฟเล็ก ๆ ถูกประดับไว้ในซุ้มอย่างสวยงาม มีใบไม้สดจัดสลับกับดอกกุหลาบสีขาว ทางด้านระหว่างซุ้มดอกไม้มีดอกเบญจมาศสีครีมในกระถางใบใหญ่จัดเรียงข้างละสามอัน พรมสีแดงถูกปูไว้สำหรับคู่บ่าวสาวได้เดินเข้ามาในพิธีกรรม


ปณัฐดาและเอริณรวมทั้งเบคกี้แต่งตัวอยู่ที่ห้องแต่งตัวของมิสซิสเมเบิ้ล บาร์บาร่าทำหน้าที่เป็นช่างแต่งหน้าทาตาให้กับปณัฐดา เสร็จแล้วก็เอาดอกกล้วยไม้สีชมพูอมม่วงปักตามผมที่เกล้าขึ้นให้ดูสวยงาม วันนี้ปณัฐดาใส่ชุดไทยประยุกต์สีชมพูอมม่วงซึ่งตัดมาจากเมืองไทย มีผ้าสะไบพาดตรงบ่าทิ้งยาวลงไปด้านหลัง ส่วนเครื่องประดับนั้นก็เป็นเครื่องประดับแบบไทย ๆ ที่เธอนำมาจากเมืองไทยทั้งหมด

สำหรับเพื่อนเจ้าสาวสองคนต่างก็แต่งหน้าทำผมเอง เอริณและเบคกี้ใส่ชุดแซคกระโปรงยาวเปิดไหล่กว้างสีชมพูอมม่วง ซึ่งก็ดูเข้ากับสีของชุดเจ้าสาวพอดี เอริณกับเบคกี้เกล้าผมขึ้นช่วงหน้าและปล่อยยาวด้านหลัง ทุกคนเอาดอกกล้วยไม้ปักผมเหมือนกับเจ้าสาว ซึ่งก็ดูงดงามกลมกลืนกันไปอีกแบบ

ทางด้านรอยคีนส์และเพื่อนเจ้าบ่าวนั้นก็แต่งตัวอยู่ที่ห้องด้านหลังสุด ชายหนุ่มแต่ละคนใส่ชุดสูทสีดำเข้มและผูกเน็คไทอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งก็ดูเป็นทางการ ซึ่งคนที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวนั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นอลันและคีสเพื่อนชายที่เรียนในมหาวิทยาลัยด้วยกันนั่นเอง

ปณัฐดารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ทั้งเอริณและเบคกี้พากันถ่ายรูปเป็นที่ระลึก จากนั้นก็พากันถือช่อดอกไม้คนละช่อเอาไว้ เพียงไม่นานมิสซิสเมเบิ้ลและจอห์นก็เข้ามาแต่งตัวในห้องพร้อมกัน พอแต่งตัวกันเสร็จทุกคน มิสซิสเมเบิ้ลก็เรียกเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาวมาถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

เหลือเวลาอีกแค่เพียงสิบนาทีพิธีก็จะเริ่มขึ้น บาทหลวงโจเซฟในชุดสูทสีน้ำดำอายุประมาณเจ็ดสิบปีกว่า ๆ ยืนถือคัมภีร์ไบเบิ้ลอยู่ด้านหน้าซุ้มพิธี ชายชรายิ้มสดใสพูดคุยกับแขกที่มาร่วมงาน วินเฟรดมาในชุดสูทสีดำผูกเน็คไทอย่างดี ส่วนจูดี้ซึ่งเป็นภรรยาก็มาในชุดกระโปรงยาวลายดอกไม้สีสด เจมมี่และมิสซิสหลุยส์มาในชุดสีฟ้าอ่อน ๆ แบบสุภาพแต่คงความสวยไว้ตามวัย พ่อและแม่ของเอริณมาในชุดสูทที่ดูดีพอสมควร แขกคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นเพื่อนจากโบสถ์ที่มิสซิสเมเบิ้ลรู้จักก็มาร่วมงานด้วย หากจะนับรวมแขกที่มาร่วมงานทั้งหมดก็ประมาณสามสิบคนได้

ปณัฐดาจำบาทหลวงคนนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะก่อนวันแต่งงานหนึ่งอาทิตย์ มิสซิสเมเบิ้ลได้เชิญบาทหลวงมารับประทานอาหารที่บ้านและก็ได้ขอร้องให้บาทหลวงช่วยทำพิธีแต่งงานให้ปณัฐดาและรอยคีนส์ ซึ่งบาทหลวงโจเซฟก็ยินดีและเต็มใจที่จะเดินทางมาทำพิธีให้ในครั้งนี้

เสียงเพลงเคจั่นถูกบรรเลงอย่างช้า ๆ ในพิธีงาน แขกที่มาร่วมงานทุกคนเข้ามานั่งบนเก้าอี้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มิสซิสเมเบิ้ลกับจอห์นพากันเดินออกมาที่งานเป็นคนแรก ทิ้งให้ปณัฐดาและเพื่อนเจ้าสาวรออยู่ที่ห้องหนึ่งไม่ไกลจากพิธีนัก ส่วนรอยคีนส์กับเพื่อนเจ้าบ่าวก็ออกมายืนรอที่ประตูก่อนเข้างาน

"แม่กับจอห์นจะให้หลวงพ่อทำพิธีสาบานตนในความรักเสียก่อน เสร็จแล้วค่อยเริ่มพิธีแต่งงานของคีนส์และปณัฐดานะ" มิสซิสเมเบิ้ลหันมาบอกรอยคีนส์ขณะที่เกาะแขนจอห์นอยู่

รอยคีนส์รู้สึกงงกับสิ่งที่ได้ยิน ทำไมมารดาถึงอยากมาทำพิธีสาบานตนในความรักของตัวเองก่อนพิธีแต่งงานของตัวเอง

"ทำไมต้องเป็นวันนี้ครับคุณแม่ ทำไมคุณแม่กับจอห์นไม่ไปสาบานตนกับความรักตัวเองในวันอื่น ๆ ล่ะ"

"แม่คิดว่าวันนี้ดีที่สุด ไม่ต้องมาห้ามแม่นะ แม่ถือว่าที่ผ่านมาแม่ทำให้คีนส์มาเยอะแล้ว ขอแม่มีโอกาสได้แสดงให้คนอื่นๆ ได้เห็นความรักที่แม่และจอห์นมีต่อกันบ้าง" มิสซิสเมเบิ้ลตอบ เธอไม่สนใจว่าผู้คนในงานจะคิดอย่างไร
"แต่วันนี้เป็นวันแต่งงานของผมกับปณัฐดานะครับ"

"แล้วยังไงล่ะ ไหน ๆ คีนส์ก็จะแต่งงานกับปณัฐดา ทำไมแม่กับจอห์นจะทำพิธีสาบานตนในความรักของกันและกันไม่ได้" มิสซิสเมเบิ้ลมีสีหน้าไม่พอใจที่ถูกรอยคีนส์ทักท้วง

"คนเรา ถ้ารักกันจริง ต่อให้ไม่มีการสาบานใด ๆ เกิดขึ้น คนเหล่านั้นก็จะยังรักและอยู่เคียงข้างกันเหมือนเดิม"

"ไม่ได้หรอกนะคีนส์ แม่กับจอห์นคุยกันแล้วว่า งานนี้จะต้องมีพิธีสาบานในความรักของแม่และจอห์นให้คนอื่น ๆ ได้เห็นด้วย"

"แต่งานนี้เป็นงานแต่งงานของผมนะครับ"

"งานแต่งของคีนส์ แต่แม่เป็นคนดูแลงานทุกอย่างนี่หนา แม่ก็ควรจะมีอภิสิทธิ์ทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง"

รอยคีนส์ได้แต่ยืนนิ่ง พูดอะไรไม่ออก ชายหนุ่มไม่เข้าใจการกระทำของมารดาและพ่อเลี้ยงเอาเสียเลย ในวันนี้เป็นวันสำคัญสำหรับรอยคีนส์และปณัฐดา ทำไมมารดาและพ่อเลี้ยงถึงได้ทำอะไรที่ดูจะเห็นแก่ตัวเกินไป จนลืมนึกถึงความรู้สึกของชายหนุ่มและคนรัก

มิสซิสเมเบิ้ลและสามีไม่สนใจคำทักท้วงของรอยคีนส์ เธอเดินควงแขนสามีตรงไปยังซุ้มพิธีทันที ทำเอาแขกทุก ๆ คนที่มาร่วมงานต่างก็งงไปตาม ๆ กัน พอทั้งสองยืนอยู่ตรงพิธี บาทหลวงโจเซฟก็มองด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนไม่เข้าใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

"หลวงพ่อ ฉันกับจอห์นอยากทำพิธีสาบานตนในความรักของสองเราเสียก่อน หลวงพ่อทำให้ได้ไหมคะ"

บาทหลวงโจเซฟทำหน้างง ๆ มองหน้าแขกแต่ละคนสลับกันไปมา และก็มองผ่านมาทางรอยคีนส์ซึ่งยืนอยู่ที่ประตูทางเข้า

"ตกลงนี่คุณจะให้ผมทำพิธีในงานแต่งงานให้ลูกชายของคุณ และก็ทำพิธีสาบานตนในความรักของพวกคุณด้วยเหรอมิสซิสเมเบิ้ล"

"ฉันก็แค่อยากทำอะไรให้ใคร ๆ ได้เห็นว่า ฉันและจอห์นยังรักกันมากค่ะ"

"แต่ผมว่ามันไม่เหมาะสมนะคุณ วันนี้เป็นวันแต่งงานของลูกชายคุณแท้ ๆ ผมว่าคุณไม่น่าจะทำนะ ดูไม่ให้เกียรติเจ้าบ่าวเจ้าสาวเลย"

มิสซิสเมเบิ้ลหน้าเสียนิด ๆ ที่ถูกบาทหลวงตำหนิ แต่เธอไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร เธอคิดอยู่ตลอดว่า ที่นี่เป็นบ้านของเธอ และทุกอย่างเป็นของเธอทั้งหมด ดังนั้นเธอจึงอยากมีส่วนสำคัญในงานไม่น้อยไปกว่าคู่บ่าวสาว

"ฉันเข้าใจนะคะหลวงพ่อ แต่ฉันได้บอกลูกชายและว่าที่ลูกสะใภ้ไว้แล้วว่า ฉันกับจอห์นขอทำพิธีสาบานในความรักกันก่อนเริ่มงาน ฉันอยากให้ทุกคนในงานนี้ร่วมเป็นสักขีพยานในความรักของฉันด้วย" และก็หันไปทางสามี "จริงไหมคะจอห์น"

จอห์นยิ้มเจื่อน ๆ หันไปมองแขกที่มาร่วมงาน ใบหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก "เอ่อ ๆ ครับ ผมยังไงก็ได้" จอห์นตอบรับไม่ค่อยจะเต็มปาก

"ถ้าเจ้าบ่าวเจ้าสาวอนุญาตแล้ว ผมก็จะทำพิธีสาบานตนให้แล้วกัน"
จากนั้นบาทหลวงโจเซฟก็เริ่มพิธีสาบานตนในความรักให้มิสซิสเมเบิ้ลและภรรยา พิธีสาบานตนในความรักระหว่างคนสองคน หรือที่อเมริกันชนรู้จักก็คือ Wedding vows

พิธีสาบานตนในความรัก (Wedding vows) เป็นพิธีกรรมที่คู่สามีภรรยาต้องการแสดงให้ทุกคนที่ตนเองรู้จักได้เห็นในความรักของตน ลักษณะพิธีกรรมก็คล้าย ๆ กับคนที่ทำพิธีแต่งงาน เพียงแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน คนที่ทำพิธีสาบานตนในความรักส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มคนที่ไม่มั่นใจในความรักของตัวเอง

ปณัฐดาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อนเจ้าสาวสองคนพูดคุยกันกับสิ่งที่มิสซิสเมเบิ้ลและจอห์นกำลังกระทำอยู่ ด้วยความอยากรู้จึงชะเง้อหน้าออกมาดู แต่เพื่อนเจ้าสาวสั่งห้ามและไม่ให้ปณัฐดาออกไปด้านนอก

"อย่าอยากรู้เลยปณัฐดา ว่ามิสซิสเมเบิ้ลทำอะไร อีกไม่นานเธอกับคีนส์ก็จะได้แต่งงานกันแล้ว"

"คุณพ่อกับคุณแม่ทำอะไรเหรอเอริณ" ปณัฐดาถามเพราะความไม่รู้

"ก็ทำพิธีสาบานตนในความรักยังไงล่ะ วันก่อน ๆ ทำไมไม่ทำกัน ทำไมต้องทำวันนี้ด้วย ไม่เข้าใจเลย" เอริณบ่นอย่างไม่พอใจ

"นั่นนะสิเอริณ ฉันนึกแล้ว ว่าแม่ของคีนส์ต้องเป็นคนแบบนี้ ถ้าจะให้ฉันคิดนะ แม่ของคีนส์เนี่ยถ้าบ้านะ วันนี้เป็นวันแต่งงานลูกชายตัวเองแท้ ๆ แต่ก็อยากทำอะไรเพื่อตัวเอง เห็นแก่ตัวชะมัดเลย" เบคกี้พูดขึ้น และก็แสดงสีหน้าไม่ค่อยชอบใจกับภาพตรงหน้า

"เขาก็แค่สาบานตนไม่ใช่เหรอเบคกี้ มันแตกต่างกันยังไงเหรอ" ปณัฐดาหันไปถามเพื่อน

"แตกต่างสิปณัฐดา มีคนที่ไหนเขาทำกัน คนปกติ ๆ เขาไม่ทำกันหรอกนะ ฉันเองไม่เคยเห็นคนแบบนี้มาก่อน ไปงานแต่งงานที่ไหน ก็มีแต่เจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นจุดเด่นของงาน เป็นคนที่สำคัญที่สุด แต่ว่าที่แม่สามีของเธอนะ ไม่ธรรมดาเลยนะปณัฐดา ฉันว่านะ เธอเตรียมใจไว้แต่เนิ่น ๆ ก็ดี ชีวิตของเธอจะต้องมีปัญหาประเภทแม่ผัวลูกสะใภ้แน่ ๆ ฉันกล้าฟันธงเลยว่า จะต้องดราม่าสุด ๆ รับรองดราม่าของคนเม็กซิกันอาจจะยกให้เป็นพี่" เบคกี้ตอบและส่ายหัวไปด้วย

"น่ากลัวขนาดนั้นเลยเหรอเบคกี้" ปณัฐดาถามเพื่อน

"กาลเวลาจะทำให้เธอเรียนรู้มากขึ้น" เบคกี้ตอบ

"สงสารคีนส์กับปณัฐดาจังเลย มิสซิสเมเบิ้ลไม่น่าทำอย่างนี้เลยนะ เป็นแม่ที่แย่จังเลย เห็นแก่ตัวที่สุด เห็นแก่ความสุขของตัวเอง แม้แต่งานแต่งงานของลูก ก็ยังทำกันได้ นี่เราว่านะเบคกี้ คนประเภทนี้นะ อยากเด่นอยากดัง อยากสำคัญที่สุดในงาน ท่าทางจะอิจฉาลูกสะใภ้แน่ ๆ เลยเนี่ย" เอริณหันไปคุยกับเบคกี้

ปณัฐดายืนฟังเพื่อนเจ้าสาวสองคนสนทนากันไปมา หญิงสาวเริ่มใจห่อเหี่ยวกับสิ่งที่ต้องรับรู้ อีกใจหนึ่งก็อดสงสัยไม่ได้ ปณัฐดาไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมประเพณีของคนอเมริกัน จึงไม่รู้ว่าสิ่งไหนควรทำและไม่ควรทำ สิ่งไหนถูกต้องที่สุด เธอเข้าใจเป็นอย่างดีว่าสิ่งที่เพื่อนเจ้าสาวสองคนพูดคุยกัน เป็นการพูดคุยเชิงตำหนิมารดาและพ่อเลี้ยงคนรัก แต่เธอไม่เคยรู้เลยว่า ในชีวิตคนเราจริง ๆ หากในวันที่ตัวเองกำลังจะแต่งงาน แต่จู่ ๆ มีพ่อและแม่มาขอทำพิธีแสดงความรักต่อหน้าต่อตาผู้คน คนที่เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็คงรู้สึกงงและเสียความรู้สึกไม่น้อย


ในเวลานั้นปณัฐดาอยากจะรู้สึกเจ็บและเสียใจกับสิ่งที่มิสซิสเมเบิ้ลได้กระทำ แต่เพราะว่าเธอยังอ่อนต่อความรู้สึกตรงนี้ เธอจึงคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากแต่สำหรับคนอเมริกันเฉกเช่นเอริณและเบคกี้ถือว่าการกระทำตรงนี้เป็นการไม่ให้เกียรติคู่บ่าวสาวเป็นอย่างมาก

"ช่างเถอะ เราไม่โกรธหรอก" ปณัฐดาหันไปบอกเพื่อนสาวทั้งสองคน

"อย่าไปคิดมากเลยนะปณัฐดา พอเธอแต่งงานเสร็จ อีกไม่กี่เดือน เธอกับรอยคีนส์ก็ย้ายไปอยู่เมืองอื่น ไม่ต้องกลัวนะ เราจะเป็นกำลังใจให้เธอเสมอ" เอริณบอกพลางจับมือหญิงสาว


เมื่อพิธีสาบานในความรักของมารดาและพ่อเลี้ยงของคนรักเสร็จสิ้นไปด้วยดี จากนั้นมิสซิสเมเบิ้ลก็ไปนั่งที่เก้าอี้ด้านหน้า ส่วนจอห์นก็เดินมาที่ประตูด้านหลัง เสียงดนตรีดังขึ้นเป็นจังหวะอย่างช้า ๆ เจอระมีถือกล้องวีดีโอเดินมายืนรอตรงทางด้านหน้าฝั่งซ้าย ส่วนแดเนียลนั้นก็มีกล้องถ่ายรูปและกล้องวีดีโอชุดเล็กในมืออย่างละชิ้น

"ทุกคนเตรียมตัวได้แล้ว งานกำลังจะเริ่มขึ้น" จอห์นบอกกับทุก ๆ คน
รอยคีนส์เดินไปยืนรอที่ซุ้มพิธีด้านหน้าติด ๆ กับบาทหลวงโจเซฟ เพียงไม่นานอลันก็เดินมายืนตรงประตูทางออก โดยที่มีเบคกี้เดินออกมาในชุดสีม่วงอมชมพูพร้อมกับช่อดอกไม้

"ว่าไงเบคกี้ วันนี้เรโชลอนุญาตให้คุณกับผมควงกันได้" อลันส่งยิ้มให้เบคกี้และแกล้งพูดหยอก

"ฝากขอบใจเรโชลด้วยนะอลัน" เบคกี้ตอบและก็ยิ้มไปด้วย

ทั้งอลันและเบคกี้ควงแขนกันเดินเข้าไปในพิธีด้านหน้า แขกที่มาในงานต่างก็หันมามองทั้งคู่ ทางด้านเจอระมีและแดเนียลต่างก็พากันเก็บภาพไปด้วย อลันแยกไปยืนด้านซ้าย ส่วนเบคกี้ก็เดินไปยืนรอด้านขวา

เพียงไม่นานเอริณก็ควงแขนคีสเดินออกมาพร้อมช่อดอกไม้ ทั้งสองส่งยิ้มให้แขกทุก ๆ คนที่มาร่วมงาน จากนั้นเอริณก็เดินมายืนข้าง ๆ เบคดี้ ส่วนคีสนั้นก็ยืนข้าง ๆ อลัน

หลังจากที่เจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าวพร้อมเพื่อนเจ้าสาวยืนอยู่ที่ซุ้มพิธีเรียบร้อย จอห์นก็เดินมาบอกปณัฐดา

"ได้เวลาแล้วปณัฐดา เธอเกาะแขนพ่อนะ เดี๋ยวพ่อจะพาเธอเดินออกไปที่งานเอง"

เวลาพูดกับปณัฐดา จอห์นจะแทนตัวเองว่าพ่อเสมอ อาจจะเป็นเพราะว่าปณัฐดาเรียกจอห์นว่าพ่อ ทำให้ชายชรารักและเอ็นดูเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง ปณัฐดาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ถึงจะไม่เคยไปร่วมงานพิธีแต่งงานแบบคริสต์มาก่อน แต่เพราะหญิงสาวเคยดูหนังที่มีฉากแต่งงานแบบคริสต์มาบ้าง จึงพอจะรู้ว่าตัวเองควรจะทำตัวอย่างไร

ในช่วงเวลานั้นปณัฐดากลับรู้สึกคิดถึงพ่อและพี่น้องมากที่สุด เธอรู้สึกว่าก้าวที่เธอกำลังจะก้าวไปในงานพิธีนี้ จะเป็นก้าวที่เปลี่ยนชีวิตเธอไปในอีกแบบหนึ่ง เธอจะไม่ใช่นางสาวอีกแล้ว และเธอจะไม่ใช่ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างที่เคยมีชีวิตอยู่ที่เมืองไทย

มือเล็ก ๆ ของปณัฐดาเกาะแขนจอห์นเอาไว้ หัวใจของปณัฐดาอยากให้พ่อมีชีวิตอยู่ หากพ่อมีชีวิตอยู่ ผู้ชายที่ส่งตัวเจ้าสาวก็จะเป็นพ่อเท่านั้น แต่ทว่าชีวิตปณัฐดาช่างอาภัพเหลือเกิน หญิงสาวเกิดมาได้แค่สองเดือน แม่ก็เสียชีวิตอย่างกะทันหัน เธอไม่เคยเห็นหน้าแม่เลยสักครั้ง นอกจากรูปภาพเก่า ๆ ของแม่ที่พ่อเก็บไว้ให้เธอได้ดูต่างหน้า แต่พอเธอโตเป็นสาว พ่อก็มาด่วนจากไปก่อนที่จะได้เห็นเธอเป็นเจ้าสาวสักครั้งในชีวิต


ปณัฐดาก้าวเดินออกมาจากประตูด้านหลังพร้อม ๆ กับจอห์น แขกทุกคนที่มาร่วมงานต่างก็ลุกขึ้นส่งยิ้มให้กับเธออย่างอิ่มเอิบใจกับภาพที่เห็น หญิงสาวส่งยิ้มให้กับทุก ๆ คนที่มาร่วมงานเช่นเดียวกัน เธอรู้สึกขอบคุณที่ทุกคนมีน้ำใจสละเวลามาเป็นสักขีพยานในงานแต่งงานของเธอ

แม้ว่าจะมีแขกหลายคนมาร่วมงาน แต่ภาพทุกอย่างที่เธอเห็นกลับมีทั้งความสุขและเศร้า ๆ ปะปนกันอยู่ตลอด เพราะภาพแขกแต่ละคนไม่มีภาพพี่สาวและพี่น้องที่เธอรักจากเมืองไทยมาร่วมงานด้วย ปณัฐดาคิดในใจหลายอย่าง จะมีผู้หญิงไทยสักกี่คนที่เดินทางไกลแสนไกลมาแต่งงานในต่างประเทศ โดยที่ไม่มีญาติพี่น้องและคนไทยมาร่วมงานเลยสักคน

ถึงแม้ว่าปณัฐดาจะมีความสุขกับการได้เป็นเจ้าสาวของผู้ชายที่เธอรัก แต่หัวใจลึก ๆ เธอก็คิดถึงครอบครัวที่เมืองไทยอยู่มาก แต่พอเธอเดินออกมาได้สักระยะ รอยคีนส์ก็ก้าวออกมารอรับเธอ โดยที่มีจอห์นยืนอยู่ข้าง ๆ

ช่วงเวลานั้น ความรู้สึกของปณัฐดาไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการได้ยืนเคียงข้างกับผู้ชายตรงหน้า ผู้ชายที่เธอรักมากที่สุด และเป็นผู้ชายคนเดียวที่เธอยอมจากแผ่นดินที่รักมาเพื่อมีชีวิตอยู่กับเขา ตั้งแต่เกิดมาปณัฐดาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้มายืนอยู่ตรงนี้ ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องแต่งงานกับผู้ชายผมบลอนตาสีฟ้าคนนี้

รอยคีนส์ส่งยิ้มให้ปณัฐดาตลอด ชายหนุ่มมองหญิงสาวไม่กะพริบตาเลยสักครั้ง จอห์นและปณัฐดาเดินมาถึงพิธี บาทหลวงโจเซฟก็หันไปถามจอห์น

"ใครเป็นคนส่งตัวเจ้าสาว"

"กระผมจอห์น เอินส์ เป็นผู้มอบตัวเจ้าสาวครับ" จอห์นตอบหนักแน่น

บาทหลวงโจเซฟพยักหน้ารับทราบ จากนั้นจอห์นก็ก้าวถอยหลังไปยืนข้าง ๆ มิสซิสเมเบิ้ลซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก รอยคีนส์ยื่นมือไปรับปณัฐดาอย่างถนุถนอม ชายหนุ่มสบตาหญิงสาวอย่างมีความสุข ปณัฐดาจับมือรอยคีนส์ไว้แน่น และก็เดินมายืนเคียงข้างกัน

จากนั้นบาทหลวงโจเซฟก็อ่านคัมภีร์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ เพื่อให้เจ้าบ่าวและเจ้าสาวได้รับทราบถึงภาระหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติต่อกัน ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญของงาน นั่นก็คือการกล่าวคำมั่นสัญญาต่อกันและกัน โดยที่ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะกล่าวคำมั่นสัญญานี้ต่อหน้าพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นความเชื่อของคนคริสต์ที่เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อที่จะให้องค์พระเจ้าเป็นพยานแก่คู่บ่าวสาว และคู่บ่าวสาวจะรำลึกและรักษาคำมั่นสัญญาที่มีให้กันจนกว่าความตายจะมาพรากทั้งคู่ออกจากกัน

ปณัฐดาเข้าใจทุกอย่างที่ได้ยิน เธอสบตาคนรักและยิ้มตลอด เธอไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตจะได้แต่งงานแบบพิธีคริสต์เหมือนในหนังที่เคยดูตอนอยู่เมืองไทย

พิธีการแต่งงานแบบคริสต์จะแตกต่างจากการแต่งงานแบบไทย ๆ อยู่มาก แต่ความศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมนี้ไม่ได้ต่างกันเลย บาทหลวงโจเซฟเป็นคนที่พูดช้า ทำให้ปณัฐดาจับใจความสำคัญได้ตลอด แต่เพราะบาทหลวงโจเซฟเป็นคนที่อายุมากแล้ว เวลาพูดมักจะใช้เวลาหลายวินาทีหยุดหายใจ ซึ่งปณัฐดาไม่รู้ว่าจุดไหนที่เธอจะต้องพูดว่า "Yes I do." และจุดไหนบ้างที่รอยคีนส์จะต้องพูด

ด้วยความตื่นเต้นทำให้ปณัฐดามองหน้าคนรักและยิ้มอย่างเดียว เวลาเพียงไม่กี่วินาทีปณัฐดาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างพัดผ่านเข้ามาในพิธีเบา ๆ เป็นความรู้สึกที่เธอสัมผัสได้ว่ามีใครบางคนมาร่วมแสดงความยินดีในความรักระหว่างเธอและรอยคีนส์ ในช่วงเวลานั้นปณัฐดานึกถึงดวงวิญญาณของพ่อคนรัก และพ่อกับแม่ตัวเองเป็นหลัก คิดว่าวิญญาณของพวกท่านคงจะมาเป็นสักขีพยานในความรักของเธอด้วย

เพียงไม่นานบาทหลวงโจเซฟก็พูดจบ ซึ่งรอยคีนส์ตอบรับ "Yes I do."
อย่างหนักแน่นและดูจริงจังเป็นอย่างมาก ทำให้ปณัฐดาเผลอยิ้ม โดยที่มีน้ำตารื้นอยู่ตรงเบ้าอยู่ตลอด

หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่จะพูดคำว่า "Yes I do" เพื่อยอมรับรอยคีนส์เป็นสามีที่ถูกต้องตามกฏหมาย ช่วงระหว่างที่บาทหลวงโจเซฟอ่านคัมภีร์อยู่ตลอด ปณัฐดาลืมไปหมดว่าในคัมภีร์พูดถึงเรื่องอะไรบ้าง หญิงสาวดีใจและตื่นเต้นจนไม่รู้จะพูดอะไร ขณะที่บาทหลวงโจเซฟหยุดพักสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ปณัฐดาก็นึกว่าถึงคราที่ตัวเองจะต้องตอบรับ เธอพูดขึ้นทันที

"Yes I do."

ซึ่งก็ทำให้ผู้คนในงานยิ้มไปตาม ๆ กัน รอยคีนส์เผลอยิ้มออกมากับความไร้เดียงสาของเธอ รีบส่ายหัวนิด ๆ เชิงให้เธอรู้ว่ายังไม่ถึงเวลาที่ต้องพูดคำนี้ ปณัฐดารับรู้ถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง แต่ก็ยังยิ้มรับเต็มใบหน้าเพราะเธอพร้อมแล้วที่จะพูดคำนี้ ทั้งเอริณและเบคกี้รวมทั้งอาลันและคีสต่างก็พากันยิ้มไปตาม ๆ กัน

บาทหลวงโจเซฟยังคงอ่านคัมภีย์อย่างต่อเนื่อง ส่วนปณัฐดานั้นก็ยิ้มและสบตาคนรักไม่ขาดสาย แต่พอถึงคราวที่หญิงสาวจะต้องตอบรับ เธอกลับไม่พูดอะไร และก็ยืนยิ้มอย่างเดียว จนรอยคีนส์ต้องกระตุกมือบอกเธอ

"คุณตกลงจะแต่งงานกับผมไหมที่รัก"

ปณัฐดาพยักหน้าอย่างเร็ว "Yes I do." และก็ยิ้มอย่างมีความสุข นัยน์ตาเป็นประกายดูมีความหมายยิ่งนัก

รอยคีนส์น้ำเอ่อเบ้า ปณัฐดาเองก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ ช่วงระหว่างนั้นสายลมเย็น ๆ พัดผ่านเข้ามาอีกครั้ง ทำให้หญิงสาวรู้สึกเย็นยะเยือกสัมผัสได้ที่หัวใจ เธอรู้สึกรับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ไม่มีชีวิตอยู่ในงานพิธีจริง ๆ

หลังจากกล่าวคำปฏิญาณเสร็จแล้ว บาทหลวงโจเซฟก็หันไปถามรอยคีนส์

"รอยคีนส์ คุณมีสิ่งใดที่ใช้แทนคำสัญญาในความรักที่มีให้ปณัฐดา"

อลันยื่นตลับแหวนให้รอยคีนส์ทันที รอยคีนส์รับตลับแหวนจากอลันและเปิดเอาแหวนออกมา จากนั้นก็ส่งแหวนให้บาทหลวงโจเซฟทำพิธีเป่ามนต์ศักดิ์สิทธิ์ให้ เพียงไม่นานบาทหลวงส่งแหวนคืนให้รอยคีนส์เพื่อที่จะสวมแหวนวงนั้นที่นิ้วนางข้างซ้ายของปณัฐดา พร้อมกล่าวว่าคำตามบาทหลวงโจเซฟ

"ผม รอยคีนส์ ขอมอบแหวนวงนี้เป็นเครื่องหมายแสดงความรักและความซื่อสัตย์ต่อปณัฐดา"

ปณัฐดามือสั่นไปหมด รู้สึกดีใจที่สุดที่ชีวิตนี้มีผู้ชายคนหนึ่งที่รักและพร้อมที่จะรับผิดชอบชีวิตและหัวใจของเธอ

จากนั้นบาทหลวงโจเซฟก็หันมาทางปณัฐดา

"ปณัฐดา คุณมีสิ่งใดที่ใช้แทนคำสัญญาในความรักที่คุณมีต่อรอยคีนส์"

ปณัฐดาสบตาคนรัก ปรายตามองทุก ๆ คนที่มาร่วมงาน จากนั้นก็หันไปบอกบาทหลวงโจเซฟอย่างตรงไปตรงมา

"หลวงพ่อคะ ในวันนี้ดิฉันไม่มีสิ่งของใด ๆ แทนความรักให้กับรอยคีนส์ ดิฉันมีแต่ชีวิตและหัวใจเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่กับผู้ชายคนนี้ ดิฉันจะรักและให้ทุกอย่างแก่ผู้ชายคนนี้ ดิฉันสัญญาต่อหน้าพระเจ้า ต่อหน้าหลวงพ่อและต่อหน้าผู้คนที่มาร่วมงานว่า ดิฉันจะรักและดูแลรอยคีนส์ให้ดีที่สุดจวบจนลมหายใจสุดท้ายที่มีอยู่ค่ะ"

ทุกคนที่มาร่วมงานต่างก็อึ้งไปตาม ๆ กัน ใช่สิปณัฐดาไม่มีเงินซื้อแหวนสวมให้รอยคีนส์เหมือนเจ้าสาวคนอื่น ๆ หญิงสาวลาออกจากงานหลังจากที่ถูกอดีตคนรักทำร้ายที่ภูเก็ต เธอแทบจะไม่มีชีวิตรอดกลับมาเพื่อแต่งงานและมีชีวิตอยู่กับรอยคีนส์ เมื่อไม่ได้ทำงานก็หมายถึงว่าเธอไม่มีเงินพอที่จะซื้อแหวนให้คนรักได้ แม้ว่ารอยคีนส์จะให้เงินเธอซื้อแหวนเพื่อใช้สำหรับแต่งงาน แต่ปณัฐดาก็ปฏิเสธตลอด เธอบอกกับรอยคีนส์เสมอว่า วันนี้เธอไม่มีแหวนให้เขา แต่สักวันหนึ่งเมื่อเธอมีโอกาสได้ทำงาน เธอสัญญาจะหาซื้อแหวนให้รอยคีนส์ได้ใส่

บาทหลวงโจเซฟพยักหน้าอย่างเข้าใจ และก็หันไปทางรอยคีนส์ "ไม่เป็นไรครับหลวงพ่อ ผมยังไงก็ได้ ผมเชื่อในสิ่งที่ปณัฐดาพูดทุกอย่าง ถึงเธอจะไม่มีแหวนให้ผมได้สวมเหมือนเจ้าบ่าวคนอื่น ๆ แต่ผมเชื่อว่าเธอรักผมจริง ๆ" รอยคีนส์บอก

ปณัฐดาส่งยิ้มให้คนรัก "หลวงพ่อคะ ดิฉันสัญญาว่า เมื่อไหร่ที่ดิฉันได้ทำงาน ดิฉันจะเก็บเงินซื้อแหวนให้รอยคีนส์แน่นอน แม้จะนานแค่ไหนดิฉันจะทำให้ได้ ขอสัญญาต่อหน้าหลวงพ่อและต่อหน้าพระเจ้าตรงนี้เลยค่ะ"

"ในเมื่อเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไม่มีปัญหาอะไรขัดข้องกับความต้องการของแต่ละฝ่าย ทั้งสองคนยินยอมพร้อมใจกับทุก ๆ อย่างที่มีให้กัน หลวงพ่อก็ขอประกาศเป็นทางการให้ทุก ๆ คนรู้ว่า สองคนนี้เป็นสามีภรรยากันอย่างสมบูรณ์ หลวงพ่อขอให้เจ้าบ่าวจูบเจ้าเพื่อแสดงถึงความรักที่มีต่อกัน"

เสียงปรบมือของแขกที่มาร่วมงานดังขึ้น รอยคีนส์ก้มจูบปณัฐดาทันที ซึ่งหญิงสาวยังไม่ทันตั้งตัวมากนัก แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความรักที่ชายหนุ่มมีให้

"ผมรักคุณมากที่รัก"

"ฉันก็รักคุณค่ะ"

เมื่องานพิธีเสร็จสิ้น ทั้งปณัฐดาและรอยคีนส์รวมทั้งแขกทุกคนที่เข้ามาร่วมงานต่างก็เข้ามาในบ้าน จากนั้นบาทหลวงโจเซฟก็เชิญให้คู่บ่าวสาวและเพื่อนเจ้าบ่าวทั้งสองคนมาลงนามในทะเบียนสมรสด้วย งานแต่งงานของปณัฐดาไม่มีการโยนช่อดอกไม้เหมือนคู่บ่าวสาวคนอื่น ๆ ปณัฐดาบอกกับทุก ๆ คนว่า เธอจะเก็บช่อดอกไม้ไว้เป็นที่ระลึก เพราะช่อดอกไม้นี้มีความสำคัญกับเธอและรอยคีนส์มาก ๆ


เค้กงานแต่งงานถูกจัดไว้ที่ห้องโถงใหญ่ โคมไฟระย้าให้แสงสว่างอยู่ตลอด ทำให้บรรยากาศในบ้านดูดีไปหมด บนโต๊ะที่วางเค้กมีการประดับด้วยกลีบดอกไม้ที่สวยงาม โดยที่มีโต๊ะเครื่องดื่มต่าง ๆ อยู่ไม่ไกลนัก เพื่อเตรียมพร้อมให้แขกทุกคนที่มาร่วมงานได้อำนวยความสะดวกให้กับตัวเอง เมื่อทุกคนเซ็นชื่อเสร็จแล้ว ทางมิสซิสเมเบิ้ลก็เชิญให้ทุก ๆ คนมายืนรวมกัน

ปณัฐดาและรอยคีนส์ยืนอยู่ด้านหน้าเค้กแต่งงาน ซึ่งก็มีการจัดตกแต่งอย่างสวยงาม อลันส่งแชมเปญให้กับรอยคีนส์ได้เปิด โดยที่เอริณยื่นแก้วแชมเปญให้กับปณัฐดาสองใบ พอรอยคีนส์เปิดแชมเปญทุก ๆ คนที่มาร่วมงานต่างก็ปรบมือยินดีกับความสุขทั้งสองคน รอยคีนส์รินแชมเปญใส่สองแก้ว และยื่นแชมเปญให้กับเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ได้รินดื่มด้วยกัน แขกทุกคนถือแก้วคนละใบพร้อมกับแชมเปญและไวน์หลายชนิด พอทุกคนพร้อมรอยคีนส์กับปณัฐดาก็ยกแก้วกล่าวขอบคุณทุก ๆ คนที่มาร่วมงาน และขอเชิญทุกคนได้ดื่มร่วมฉลองงานแต่งงานในครั้งนี้

เสร็จแล้วก็มีการตัดเค้กแบ่งปันให้แขกทุกคนได้รับประทาน โดยที่บาร์บาร่าได้จัดอาหารการกินทุกอย่างไว้อีกห้องหนึ่ง ซึ่งแขกทุกคนที่มาร่วมงานต่างก็สนุกสนานกับอาหารอร่อย ๆ ที่ได้รับประทาน ปณัฐดาและรอยคีนส์มีความสุขที่สุด เห็นได้ชัดจากรอยยิ้มสดใสเต็มใบหน้าของทั้งสองคน

ที่บริเวณลานด้านหน้า มีวงดนตรีเคจั่นซึ่งเพิ่งจะเดินทางมาถึงไม่กี่นาทีที่ผ่านมา อลันและคีสขอตัวไปให้ความช่วยเหลือนักดนตรีที่มาแสดงในค่ำวันนี้ ซึ่งนักดนตรีแต่ละคนก็ได้จัดวางเครื่องดนตรีทุกอย่างเตรียมพร้อม เพียงไม่นานปณัฐดาและรอยคีนส์ก็ออกมาต้อนรับนักดนตรีทุกคน พร้อมเชื้อเชิญให้เข้าไปรับประทานอาหารด้วยกัน

พอทานอาหารกันเสร็จแล้ว ทุกคนก็ออกมานั่งที่บริเวณด้านนอกเพื่อรับลมเย็น ๆ และเตรียมพร้อมกับการฟังเพลงเคจั่นไปด้วย ปณัฐดาไม่เคยได้ชมวงดนตรีของคนเคจั่นแบบสด ๆ มาก่อน เสียงเพลงที่บรรเลงอย่างช้า ๆ สัมผัสได้ถึงความสวยงามในแบบคนเคจั่น ซึ่งก็มีเสียงอะคอร์เดี่ยนเป็นจุดโดดเด่น ทำให้หญิงสาวตั้งใจฟังอย่างมีความสุข

พระอาทิตย์กำลังเคลื่อนตัวลงอย่างช้า ๆ โดยที่มีความมืดพัดผ่านเข้ามาแทนที่ แสงไฟที่ประดับไว้บริเวณซุ้มพิธีและลานหลังบ้านให้ความสว่างสวยงาม ทั้งปณัฐดาและเพื่อน ๆ รวมทั้งแขกที่มาร่วมงานต่างก็นั่งฟังเพลงกันอย่างมีความสุข พอได้ฤกษ์บทเพลงที่ทางวงดนตรีเล่นเพื่อให้คู่บ่าวสาวได้เปิดฟลอร์ รอยคีนส์ก็ลุกขึ้นยื่นมือให้ปณัฐดา

"เพลงนี้เป็นเพลงที่เราต้องเต้นเปิดฟลอร์ เราไปเต้นด้วยกันนะครับที่รัก"

ปณัฐดาพยักหน้า เธอไม่เคยเต้นสไตล์เคจั่นมาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้ลองเต้น ปณัฐดาจำได้ว่าตอนที่เรียนบัญชีอยู่ที่นครศรีธรรมราช อาจารย์เคยสอนเธอเต้นลีลาส แต่หญิงสาวไม่รู้ว่าการเต้นรำของคนเคจั่นแตกต่างกับการเต้นลีลาสแค่ไหน

เมื่อปณัฐดาและรอยคีนส์ออกไปยืนที่ฟลอร์ แขกทุก ๆ คนก็ปรบมือดังลั่น บทเพลงบรรเลงขึ้นพร้อม ๆ กับเสียงร้องของนักดนตรีซึ่งร้องเป็นภาษาฝรั่งเศสแบบฉบับคนเคจั่น รอยคีนส์โอบกอดปณัฐดาเอาไว้ และก็จับมือหญิงสาวเต้นรำไปมา ชายหนุ่มสอนให้เธอหัดเต้นรำสไตล์คนเคจั่น ซึ่งปณัฐดารู้สึกถูกอกถูกใจเป็นอย่างมาก พอเพลงแรกจบ เพื่อน ๆ แต่ละคนก็ลุกขึ้นจับคู่มาเต้นรำด้วยกัน ปณัฐดาและรอยคีนส์ยิ้มอย่างมีความสุข

ค่ำคืนนี้เป็นคืนที่ปณัฐดาและรอยคีนส์มีความสุขที่สุด เพื่อน ๆ และแขกทุกคนที่มาร่วมงานต่างก็มีความสุขไปตาม ๆ กัน อาหารการกินและเครื่องดื่มทุกอย่างเตรียมพร้อม เสียงดนตรีบรรเลงอย่างสนุกสนานควบคู่กับเสียงหัวเราะและความสุขของทุก ๆ คน ปณัฐดากอดคนรักไว้แน่น สายตาแหงนมองดาวบนท้องฟ้า เธออยากจะบอกดาวน้อยใหญ่ที่ล่องลอยไกลแสนไกล ให้ช่วยเป็นสักขีพยานในความรักของเธอด้วย หญิงสาวหันมาสบตาคนรักซึ่งยืนอยู่ตรงหน้า

"ถึงฉันจะมีแค่ตัวและหัวใจ แต่ฉันจะเป็นภรรยาที่ดีที่สุดสำหรับคุณ ฉันจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ เพื่อให้คุณได้สิ่งที่ดีที่สุด ได้ในสิ่งที่คุณใฝ่ฝัน ฉันจะเป็นคนที่คอยผลักดันให้คุณก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและดีที่สุด ฉันรักคุณค่ะ ขอบคุณที่รักและยอมรับทุกอย่างความเป็นฉัน"

ปณัฐดาบอกรอยคีนส์ น้ำเสียงนุ่มแต่คงความแกร่งไว้ลึก ๆ ณ วันนี้ชีวิตและหัวใจของเธอขอมอบให้ผู้ชายคนนี้คนเดียว คนสุดท้ายในชีวิต

"ขอบคุณครับ ผมสัญญาจะทำหน้าที่สามีให้ดีที่สุด และจะรักคุณคนเดียวตลอดไป"




By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-02-20 20:27:31


Opinion No. 21 (133656)

สวัสดีจ๊ะน้องยีนส์...เขียนเก่งจังเลยน้อง..ทำพี่น้ำตาไหลในวันแต่งงานของปัญฐดาเลยจ๊ะ...แบบซึ้งๆ

น้องยีนส์รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ..

คิดถึงเสมอจ๊ะ

By ลานนา Date 2010-02-25 05:37:44


Opinion No. 22 (133691)

สวัสดีค่ะ พี่ลานนา

 

ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่ติดตามอ่านงานเขียนของน้องสาวคนนี้ค่ะ หลายวันก่อนไปนั่งรื้อไดอารี่เก่า ๆ ว่าหกเจ็ดปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้าง พอไปนั่งอ่านรู้สึกจุกแน่นเหลือเกิน ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองผ่านเรื่องตรงนั้นมาได้ คิดว่าต้องเขียนเรื่องนี้ออกมาให้ได้ค่ะ อย่างน้อยก็เพื่อแฟนนักอ่านที่น่ารักอย่างพี่ลานนาและเพื่อความสุขของตัวเองด้วยค่ะ

 

ยีนส์ไม่ต้องการให้เรื่องราวเหล่านี้ตายไปกับความทรงจำ อยากให้ถูกบันทึกเอาไว้ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้คนหลาย ๆ คนที่เจอปัญหาคล้ายกัน จะได้แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง อย่างน้อย ๆ ประสบการณ์ที่น้องสาวคนนี้สัมผัส ก็ทำเป็นประโยชน์แก่คนอื่น ๆ บ้าง

 

อาทิตย์นี้ต้องทำงานยาวค่ะ เพราะเพื่อนที่ทำบัญชีด้วยกันลาพักร้อนหนึ่งอาทิตย์ วันนี้ได้หยุดหนึ่งวัน ดีใจมาก ๆ เลยค่ะ เดี๋ยวก็ต้องไปทำงานหัวฟูเหมือนเดิม แล้วยีนส์ะหาเวลามาเขียนเรื่องนี้ให้พี่อ่านอีกนะคะ ขอบคุณที่ติดตามอ่านตลอด

 

รักและคิดถึงพี่สาวคนนี้เสมอค่ะ

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-03-02 01:26:30


Opinion No. 23 (133692)


 





บทชีวิตสะใภ้ที่ 18


หลังจากงานแต่งงานผ่านไปหนึ่งวัน แขกทุกคนที่มาร่วมงานต่างก็แยกย้ายกลับบ้าน คงเหลือแต่บาร์บาร่าที่รอปณัฐดาและรอยคีนส์ไปส่ง วันนี้ทั้งคู่พากันขับรถไปส่งบาร์บาร่าที่สนามบินในเมืองนิวออร์ลีนส์ ระยะทางจากเมืองดีริดเดอร์ไปเมืองนิวออร์ลีนส์ไกลพอสมควร

พอส่งบาร์บาร่าขึ้นเครื่องกลับแคลิฟอร์เนียร์เสร็จแล้ว ก็แวะไปค้างที่บ้านเอริณและแดเนียลหนึ่งคืน โดยที่เพื่อนรักทั้งสองให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ในตอนเช้าวันใหม่ทั้งปณัฐดาและรอยคีนส์เอาเอกสารสำคัญและใบทะเบียนสมรสไปเปลี่ยนสถานะวีซ่าคู่หมั้นที่ออฟฟิศอิมเมอเกรชั่นในเมืองนิวออร์ลีนส์ เพื่อที่จะได้พักอาศัยอยู่ในประเทศอเมริกาอย่างถาวร พอเดินเรื่องเสร็จแล้วก็พากันเดินออกมาที่ประตูด้านนอก ปณัฐดาคิดในใจหลายอย่าง เธอรู้ตัวเองดีกว่า จากนี้ต่อไปเธอไม่ใช่นางสาวเหมือนเดิมแล้ว เธอเป็นภรรยาของรอยคีนส์ทั้งพฤตินัยและนิตินัย และก็พร้อมที่จะอยู่เคียงคู่เขาทุกสถานการณ์

หญิงสาวเดินเกาะแขนคนรักมาที่รถซึ่งจอดไว้ที่ลานจอดรถด้านนอก

"ธุระเสร็จแล้ว เราไปหาอะไรทานกันดีไหม แล้วค่อยขับรถกลับบ้าน" รอยคีนส์ถาม

"ค่ะ"

"คุณอยากทานอะไรครับ"

"อะไรก็ได้ที่มีข้าวด้วย ณัฐทานได้หมด"

"อาหารเคจั่นดีไหมครับ มีเมนูที่มีข้าวด้วยนะ"

"ดีค่ะ"

รอยคีนส์พาปณัฐดาแวะรับประทานอาหารเคจั่นบนถนนสายหลัก อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารซีฟู้ดที่ปรุงแต่งด้วยเครื่องเทศเคจั่น รอยคีนส์เลือกที่จะสั่งเมนูง่าย ๆ ที่คิดว่าหญิงสาวรับประทานได้ ปณัฐดามีความสุขทุกครั้งที่คนรักดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เธอเองก็ไม่เคยนิ่งดูดาย คอยตักอาหารให้คนรักได้รับประทานเช่นกัน

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ชายหนุ่มก็พาหญิงสาวขับรถกลับมาบ้าน ปณัฐดาช่วยคนรักขนกระเป๋าเข้ามาเก็บในบ้านเสร็จแล้วก็แวะไปนั่งเล่นที่ระเบียงหลังบ้านกับมารดาคนรัก

ช่วงระหว่างนั้นมิสซิสเมเบิ้ลนั่งฟังเพลงเคจั่นและชมวิวรอบ ๆ บ้านอย่างจรรโลงใจ พอประตูหลังบ้านเปิดออก เธอก็หันมาทางปณัฐดาทันที

"กลับมาถึงเมื่อไหร่เหรอปณัฐดา"

"เพิ่งมาถึงตะกี้นี่เองคะ คุณแม่มีอะไรให้ณัฐช่วยไหมคะ"

"ไม่มีหรอก ว่าแต่คีนส์ทำอะไรอยู่เหรอ"

"อ่านหนังสือและทำการบ้านอยู่ที่ห้องนอนค่ะ"

"พรุ่งนี้คีนส์มีเรียนหรือเปล่า" มิสซิสเมเบิ้ลถาม

"ค่ะ"

มิสซิสเมเบิ้ลหรี่เพลงช้าลง ขยับก้าวอี้หันมาทางปณัฐดา "แล้วเดินเรื่องเอกสารกับอิมเมอเกรชั่นเสร็จหรือยัง"

"เสร็จแล้วค่ะ รอปริ้นนิ้วมือและก็เรียกสัมภาษณ์เท่านั้นค่ะ"

"ดี ๆ ต่อไปเธอก็หายกังวลได้แล้วนะ ไม่ต้องกลัวว่าพวกอิมเมอเกรชั่นจะส่งเธอกลับเมืองไทย"

"ค่ะ"

"ปณัฐดา พรุ่งนี้จอห์นจะออกไปธุระต่างเมืองแต่เช้า วานเธอช่วยไปเก็บไข่ไก่และให้อาหารเป็ดไก่รวมทั้งวัวแทนจอห์นหน่อยได้ไหม"

หญิงสาวพยักหน้าอย่างเร็ว "ได้คะคุณแม่ ไว้พรุ่งนี้ณัฐจะไปเก็บไข่ไก่เอง"

"ถ้าเธอมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกนะ ฉันคงจะเดินไปที่สวนไม่ไหว เพราะขาไม่ค่อยดี"

"คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวณัฐดูแลเรื่องตรงนี้ให้เองค่ะ"

เย็นวันนั้นหลังจากที่นั่งคุยกับมารดาคนรักเสร็จแล้ว ปณัฐดาก็เข้าไปช่วยงานในครัวเพื่อเตรียมอาหารค่ำ พอตอนค่ำก็รับประทานอาหารด้วยกัน หญิงสาวไม่เคยนิ่งดูดาย ช่วยเก็บกวาดบ้านทุกอย่างก่อนที่จะเดินไปนั่งเล่นกับคนรัก

"ถ้าคุณเหนื่อยก็ไปอาบน้ำนะที่รัก จะได้สบายเนื้อสบายตัว" รอยคีนส์บอก ลูบผมหญิงสาวเบา ๆ

"ค่ะ"

ปณัฐดารับคำ เธอเดินอ้อมห้องครัวผ่านห้องรับแขกไปยังห้องนอนของตัวเอง พออาบน้ำเสร็จแล้วก็หยิบหนังสือมานั่งอ่านที่โซฟาไปพลาง ๆ ครู่ต่อมารอยคีนส์เดินกลับมาด้วยสีหน้าที่หม่นหมองเหมือนมีเรื่องทุกข์ใจ

"คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ หน้าไม่สดชื่นเลย เหนื่อยเหรอคะ" ปณัฐดาถามคนรัก

"เปล่าครับ ผมแค่รู้สึกเบื่อ ๆ กับเสียงบ่นของคุณแม่"

"ท่านบ่นเรื่องอะไรคะ"

"ก็เรื่องค่าน้ำนะครับ ท่านบอกผมว่า ไม่ให้คุณอาบน้ำสองครั้งต่อวัน หาว่าเปลืองค่าน้ำค่าไฟเปล่า ๆ งานก็ไม่ได้ทำ ไม่รู้จะอาบน้ำอะไรนักหนา ผมอึดอัดใจมาก ๆ เลย ผมบอกคุณแม่แล้วว่า ค่าน้ำค่าไฟทุกอย่างผมขอออกเอง ที่ผ่านมาผมก็ช่วยออกคนละครึ่ง แต่พอคุณแม่ยังบ่น ผมเลยขอออกเองทั้งหมด ไม่อยากให้คุณแม่บ่นเรื่องนี้อีก บอกตรง ๆ นะที่รัก ผมไม่อยากให้คุณไม่สบายใจไปด้วย"

ปณัฐดาได้ฟังคนรักเล่าเรื่องราวให้ฟัง จิตใจก็พลอยห่อเหี่ยวไปด้วย ไม่เคยคิดเลยว่ามารดาคนรักจะเป็นคนประหยัดขนาดนี้ หญิงสาวเกิดมาในครอบครัวที่ยากจนก็จริง แต่พ่อแม่พี่น้องของเธอไม่เคยห้ามใคร ๆ ในครอบครัวอาบน้ำสองครั้งต่อวัน เพราะถือว่าความสะอาดของร่างกายเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดหากเทียบกับเงินทอง

"ท่านต้องการประหยัดหรือว่าท่านขี้เหนียวกันคะ" ปณัฐดาถามขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะพูดอะไรตรง ๆ ออกไป

"ผมก็ไม่รู้ที่รัก แต่ที่แน่ ๆ คุณไม่ต้องกังวลนะ ผมรับผิดชอบจ่ายค่าน้ำค่าไฟ คุณอยากอาบน้ำ จะเปิดเพลงฟังที่ห้องคนเดียว ก็ตามสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น เดี๋ยวปลายปีนี้ผมก็ได้รับเงินก้อนจากทรัสฟันที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ เราสองคนจะย้ายออกไปจากที่นี่ เราจะไปหาบ้านอยู่เพียงสองคน ต่อไปคุณจะได้ไม่อึดอัดใจ ช่วงนี้อดทนหน่อยนะที่รัก"

"ไม่เป็นไรคะ ณัฐรอได้ และจะรอให้ถึงวันนั้นเร็ว ๆ"

คืนนั้นปณัฐดานอนไม่หลับ เธอรู้สึกคิดถึงบ้านจับใจ คิดถึงความสะดวกสบายด้านจิตใจที่ครอบครัวของเธอมีให้ตลอด หญิงสาวนอนคิดอยู่คนเดียว ไม่เข้าใจความรู้สึกของมารดาคนรักเอาเสียเลย ไม่รู้ว่ามารดาคนรักต้องการประหยัดค่าน้ำค่าไฟ หรือว่าด้วยเหตุผลอื่น ๆ ที่เธอไม่เคยรู้

นับตั้งแต่โตเป็นสาว ปณัฐดาใช้ชีวิตธรรมดาก็จริง แต่เรื่องน้ำกินน้ำดื่มน้ำใช้ ครอบครัวของเธอค่อนข้างให้ความสะดวกสบายแก่ทุกคน พ่อไม่เคยบ่นเลยที่เธออาบน้ำนานหลายชั่วโมง พี่สาวทุกคนไม่เคยจู้จี้จุกจิกเรื่องค่าน้ำค่าไฟกับเธอ เพราะครอบครัวของเธอถูกสอนให้รู้จักหน้าที่ของตัวเองที่ต้องช่วยเหลือกันและกัน สำหรับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ไม่มีใครเก็บมาคิดให้ปวดหัวเพราะถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

ด้วยวิถีชีวิตที่เธอเติบโตมาต้องอาบน้ำอย่างน้อยวันละสองครั้งเพื่อความสะอาดของร่างกาย นั่นก็คือเช้าและเย็น พอมาได้ยินคำพูดของมารดาคนรักที่ให้อาบน้ำวันละครั้งเพื่อประหยัดน้ำ ปณัฐดาก็รู้สึกแปลกปนอึ้งไปตาม ๆ กัน เธอเคยคิดว่าการเป็นสะใภ้ต่างชาตินั้นคงจะดี มารดาคนรักคงจะใจกว้างและไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่พอได้สัมผัสเรื่องราวทั้งหมด หญิงสาวเริ่มรู้สึกอึดอัดกับการมีชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้ ได้แต่ภาวนาให้คนรักเรียนภาษาฝรั่งเศสจบไว ๆ เพื่อที่จะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกเมืองหนึ่ง และย้ายบ้านไปอยู่กันเพียงสองคน



เช้าวันรุ่งขึ้น ปณัฐดาลุกขึ้นแต่เช้า ทำกับข้าวให้คนรักได้รับประทาน เธอห่อข้าวใส่กล่องให้คนรักนำไปรับประทานที่มหาวิทยาลัยด้วย รอยคีนส์มักจะบอกเธอว่า อยากนำอาหารที่เธอทำไปรับประทานที่มหาวิทยาลัย เพราะไม่ชอบทานอาหารจำเจเดิม ๆ อย่างอเมริกัน

พอจัดเตรียมอาหารให้คนรักเสร็จแล้ว ปณัฐดาก็ถือตะกร้าใบขนาดกลางไปเก็บไข่ไก่ที่เล้าไก่หลังบ้าน และก็เอาหัวอาหารให้ไก่และเป็ดไปด้วย จากนั้นก็เปิดคอกให้วัวออกหากินตามประสา หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นมาก ๆ ที่เห็นไข่ไก่ในรังหลายฟอง เธอค่อย ๆ เก็บใส่ตะกร้าอย่างถนุถนอม เพราะกลัวไข่จะแตก พอได้ไข่ไก่ครบแล้วก็รีบเดินกลับมาที่บ้าน

รอยคีนส์นั่งดื่มกาแฟที่โต๊ะรับประทานอาหารในห้องครัวกับมารดาและก็คุยกันไปพลาง ๆ พอเห็นปณัฐดาถือตะกร้าเดินเข้ามา ชายหนุ่มกันหันไปส่งยิ้มให้

"สวัสดีตอนเช้าที่รัก วันนี้เก็บไข่ได้เยอะไหม"

"เยอะเลยค่ะ สิบกว่าฟองแหนะ"

มิสซิสเมเบิ้ลจิบกาแฟในถ้วยและก็วางลงช้า ๆ "ปณัฐดา ช่วยเอาไข่ทั้งหมดนี้ไปล้างให้สะอาดและก็เอาเข้าตู้เย็นที่ห้องเก็บอาหารได้ไหม"

"ได้คะคุณแม่"

ปณัฐดาเอาไข่ไก่ไปล้างให้สะอาด และก็เอาเข้าตู้เย็นตามคำสั่งของมารดาคนรัก จากนั้นก็มานั่งที่เก้าอี้ติด ๆ กับรอยคีนส์ ชายหนุ่มหันมาจับมือหญิงสาว

"นมอุ่น ๆ สักแก้วดีไหมครับ เดี๋ยวผมจะอุ่นให้"

"ขอบคุณค่ะ"

รอยคีนส์ลุกขึ้น จัดการอุ่นนมให้หญิงสาว ปณัฐดามองเห็นการกระทำของคนรักก็ชื่นชมอยู่ตลอดที่เขาใส่ใจเธอ แต่พอเห็นมารดาคนรักไม่พูดอะไร เธอก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองดูสายตามารดาคนรักมองรอยคีนส์ ใจไม่อยากจะคิดอะไรไปมากกว่านี้ ความดีที่คนรักดูแลเอาใจใส่เธอตลอด อาจทำให้มิสซิสเมเบิ้ลเกิดความไม่พอใจหรือไม่ ปณัฐดาไม่อยากคิดอะไรที่อคติจนเกินไป แต่เธอรู้สึกว่าสายตาของมารดาคนรักที่เธอเห็นในแต่ละครั้งที่คนรักดูแลเอาใจใส่เธอ เป็นสายตาที่ไม่ได้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักเหมือนที่เธอรู้สึก แต่สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความคิดหลากหลายที่ยากที่จะหยั่งรู้ได้เลย หรือว่าสายตานี้เป็นเพียงการเริ่มต้นที่เธอต้องค้นหาความจริงในวันข้างหน้า

"ได้แล้วครับ ดื่มเยอะ ๆ นะ จะได้แข็งแรง" รอยคีนส์บอก ส่งยิ้มให้หญิงสาว
"ขอบคุณค่ะ"

ปณัฐดารับนมมาดื่มทีละนิด ก่อนที่จะวางลง และหันไปคุยกับคนรัก

"คนไม่แข็งแรง ต่อให้ดื่มนมเป็นแกนลอน ก็เหมือนเดิมแหละ ฉันว่าดื่มวันละแก้วก็พอ ขืนดื่มมาก ๆ เดี๋ยวเปลืองเปล่า ๆ"

มิสซิสเมเบิ้ลเอ่ยขึ้น ถ้อยคำดูเหมือนเป็นการหยอกเล่น แต่ก็ทำให้รอยคีนส์และปณัฐดาอึ้งอยู่ไม่น้อย

ปณัฐดารู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ที่ได้ยินมารดาคนรักพูดกระทบกระแทกต่อหน้าอย่างนี้ รอยคีนส์สบตาเธอนิดหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกเช่นเดียวกับเธอ ชายหนุ่มไม่สามารถพูดอะไร ผู้หญิงคนหนึ่งเป็นภรรยาที่รักและอีกคนหนึ่งก็มารดาผู้ให้บังเกิดเกล้า การจะพูดอะไรออกไปก็ต้องระมัดระวังถนอมน้ำใจผู้หญิงทั้งสองคนเอาไว้

เพียงไม่นานรอยคีนส์ก็พาปณัฐดากลับไปที่ห้องนอน ชายหนุ่มอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวออกไปเรียนหนังสือ จากนั้นก็เดินมาจับมือหญิงสาวมากุมไว้

"เดี๋ยวเย็นนี้ผมจะพาคุณไปซื้อนมและของที่คุณอยากได้ที่วอลมาร์ทด้วยกัน ผมไม่อยากให้คุณได้ยินเสียงบ่นของคุณแม่ ถึงผมจะเป็นคนจ่ายค่าอาหารด้วย แต่คุณแม่คงจะไม่สนใจ เพราะเธอคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าบ้าน เลยถือกรรมสิทธิ์ที่จะพูดอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องสนใจความรู้สึกของใคร ผมรู้ว่าคุณเสียใจ แต่อย่าคิดมากนะที่รัก ขอให้คุณอดทนสักนิด"

ปณัฐดาสบตาคนรัก ระลึกไว้ในใจเสมอว่า เมื่อเธอได้ตัดสินใจแต่งงานกับชายหนุ่ม ไม่ว่าจะลำบากยากจนเพียงใด หญิงสาวก็จะอดทนต่อสู้เคียงข้างเขาตลอด เธอบอกกับตัวเองอยู่เสมอ คงมีเพียงความตายเท่านั้นที่จะมาพรากเธอไปจากเขาได้

"ไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ ณัฐทนได้ และจะทนเพื่อเราสองคน"

"ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมต้องไปเรียนหนังสือแล้ว หากคุณเหงาก็ไปนั่งดูทีวีกับคุณแม่นะ ถ้าคุณไม่ชอบก็นอนดูหนังฟังเพลงที่ห้องนอนของเราก็ได้ เดี๋ยวผมจะรีบกลับ"

"ค่ะ"

ปณัฐดาเดินไปส่งคนรักที่ประตูหน้าบ้าน จากนั้นก็เดินไปหามารดาคนรัก

"วันนี้แม่มีอะไรให้ณัฐทำไหมคะ"

"ไม่มีหรอก เมื่อวานเธอดูดฝุ่นเสร็จทุกห้องหรือเปล่า" มิสซิสเมเบิ้ลหันมาถาม

"ค่ะ เสร็จหมดแล้ว ห้องน้ำก็ล้างเสร็จทุกห้องแล้ว"

"ดีมาก ไว้ถ้าฉันมีอะไรอยากให้เธอช่วย ฉันจะไปตามนะ"

"ค่ะ งั้นณัฐขอตัวนะคะ"

"ตามสบาย"

ปณัฐดาเดินกลับมาที่ห้องนอน เธอหยิบหนังสือเล่มหนึ่งมานั่งอ่านไปเรื่อย ๆ เปิดผ้าม่านทิ้งไว้ทั้งหมด เพื่อที่จะชมวิวต้นไม้น้อยใหญ่รอบ ๆ บ้านไปด้วย เสียงนกน้อยที่บินมาเกาะต้นไม้ด้านหน้าบ้าน ทำให้หญิงสาวรู้สึกรักและเอ็นดูเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกเหงาเหลือเกิน ไม่มีเพื่อนคุย มีแต่หนังสือและเสียงจากนกน้อยที่ทำให้เธอคลายเหงา หากเธอเป็นนกก็คงจะดี เธอจะได้บินไปท่องเที่ยวทุก ๆ ที่ที่อยากไป และเธอคงจะบินกลับไปหาพี่น้องที่เมืองไทย

ทุก ๆ ครั้งที่นั่งจมอยู่กับความเงียบ ปณัฐดาเกิดอาการคิดถึงบ้านและพี่น้องจับใจ เธอรู้ว่าเวลาที่เมืองไทยต่างจากมลรัฐที่เธออยู่ประมาณสิบสองชั่วโมง หากแต่ว่าคนอเมริกันได้มีการปรับเปลี่ยนเวลาปีละสองครั้ง ทำให้เวลาต่างกันสิบสองหรือไม่ก็สิบสามชั่วโมงขึ้นอยู่กับฤดูกาล

"ป่านนี้คงจะเป็นกลางคืนของเมืองไทย"

เธอคิดในใจ พี่สาวและพี่ชายคงจะนอนหลับแล้ว เพื่อน ๆ ที่เธอรักก็คงจะหลับกันอย่างสบาย แต่เธอนี่สิกลับนั่งคิดถึงพวกเขาได้ตลอด จะมีบ้างไหมที่เธอไม่เคยคิดถึงพี่น้องเพื่อนฝูงที่เมืองไทย ปณัฐดามีความสุขที่ได้อยู่กับรอยคีนส์ แต่เธอรู้สึกอึดอัดใจกับการกระทำของมารดาคนรัก เพราะความต่างทางวัฒนธรรมและความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน ทำให้หญิงสาวไม่สามารถอ่านใจมารดาคนรักได้เลย ทุก ๆ วันที่ตื่นขึ้นมา เธอพยายามทำหน้าที่สะใภ้ให้ดีที่สุด เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุข แต่เธอไม่รู้ว่าความดีที่เธอได้ทำ เพียงพอให้มารดาคนรักพึงพอใจหรือไม่

ขณะที่นั่งคิดอะไรเพลิน ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นสองสามครั้ง ปณัฐดาวางหนังสือลงบนโซฟาก่อนที่จะลุกไปเปิดประตู

"ฉันว่าจะโกรกสีผมสักหน่อย เธอว่างช่วยฉันหรือเปล่าปณัฐดา" มารดาคนรักเปรยขึ้น

"ว่างคะ"

"ผมฉันมันหงอกเยอะเลย เห็นทีต้องเปลี่ยนโฉมสักหน่อย ว่าแต่เธอเหอะปณัฐดา ไม่คิดจะทำอะไรกับผมบ้างเลยเหรอ"

"ไม่ค่ะ ณัฐไม่ชอบทำสีผมค่ะ มันแพงด้วย ณัฐชอบแบบนี้มากกว่าค่ะ ถ้าณัฐจะทำก็คงบำรุงผมมากกว่า" ปณัฐดาตอบด้วยท่าทีเกรง ๆ

"แล้วเธอบำรุงผมแบบไหนเหรอ"

ปณัฐดาเล่าให้มารดาคนรักฟังเกี่ยวกับสูตรการบำรุงผมแบบพื้นบ้านที่เธอทำประจำสมัยอยู่ที่เมืองไทย

"ก็เอาไข่แดง น้ำมันมะกอก ทรีสเม้นท์ผสมเข้าด้วยกัน จากนั้นก็เอาไปหมักผมประมาณสามสิบนาที แล้วค่อยสระออก ผมจะนุ่มสลวยเป็นธรรมชาติมาก"

"น่าสนใจดีนะ ถ้าเธออยากจะบำรุงผม ก็เอาไข่ไก่ที่บ้านทำก็ได้นะ ฉันอนุญาตให้เธอทำได้" มิสซิสเมเบิ้ลบอกก่อนจะเดินนำหน้ามาที่ห้องแต่งตัวของตัวเอง ซึ่งตั้งอยู่ติด ๆ กับห้องนอน

"ขอบคุณค่ะ"

ปณัฐดาช่วยมารดาคนรักโกรกผมจนเสร็จ จากนั้นก็เอาเครืองมือไปล้างให้สะอาด และก็รีบเดินกลับมาวช่วยจัดเครื่องอบไอน้ำให้มารดาคนรักด้วย

"ฉันคงจะนั่งอยู่อย่างนี้หลายนาที ถ้าเธอจะไปบำรุงผมก็ตามใจนะ ไว้ได้เวลาสระผม ฉันจะเรียกหาแล้วกัน"

"ค่ะ"

ปณัฐดารู้สึกดีใจมาก ๆ ที่วันนี้มารดาคนรักใจดี แบ่งไข่ไก่ให้เธอได้นำมาบำรุงผมด้วย หญิงสาวหยิบเอาไข่ไก่สองฟอง ตอกไข่ใส่ถ้วยเล็ก ๆ เลือกเอาแต่ไข่แดงนำมาผสมกับน้ำมันมะกอกและทรีสเม้นท์ให้เข้ากัน จากนั้นก็เอามาหมักผมทิ้งไว้ ส่วนไข่ขาวเธอไม่ได้ทิ้งแต่อย่างใด หญิงสาวบีบน้ำมะนาวใส่นิดหนึ่ง ก่อนที่จะเอามาพอกหน้าบำรุงผิวหน้าไปด้วย จากนั้นก็รีบกลับไปที่ห้องนอน เพราะเวลาพอกหน้า เธอจะเอากระดาษทิชชูแปะหน้าไปด้วย เกรงว่ามารดาคนรักมาเห็นใบหน้าของเธอจะตกใจ

พอได้เวลาก็เอากระดาษทิชชูที่พอกหน้าออกและก็ล้างหน้าให้สะอาด จากนั้นก็อาบน้ำสระผมให้เรียบร้อย ก่อนที่จะออกมาช่วยเหลือมารดาคนรัก พอมิสซิสเมเบิ้ลอบไอน้ำเสร็จ ก็อาบน้ำสระผมให้สบายกาย จากนั้นก็เดินมานั่งที่ห้องแต่งตัว

"เธอทำเล็บเป็นหรือเปล่าปณัฐดา" มิสซิสเมเบิ้ลถาม ขณะที่มือเปิดลิ้นชักค้นหาอะไรสักอย่าง

"พอทำได้ค่ะ"

"งั้นเธอช่วยตัดเล็บและตะไบเล็บให้ฉันหน่อยได้ไหม ฉันขี้เกียจขับรถไปให้ร้านเขาทำให้"

"ได้คะคุณแม่"

ในวันนั้นปณัฐดาเป็นทั้งช่างเสริมสวยและช่างทำเล็บให้มารดาคนรัก อันที่จริงหญิงสาวไม่เคยเรียนด้านนี้มาแต่อย่างใด หากแต่เคยเห็นพี่สาวแต่ละคนโกรกผมและทำเล็บตลอด ทำให้เธอเรียนรู้ไปด้วย และไม่คิดเลยว่าในชีวิตจะมีโอกาสได้ช่วยทำผมและทำเล็บให้มารดาคนรัก

รอยคีนส์กลับมาถึงบ้านในตอนบ่ายแก่ ๆ ปณัฐดาเล่าให้คนรักฟังเกี่ยวกับเรื่องทำผมและทำเล็บให้มารดาคนรัก ที่ขาดไม่ได้เลยก็เรื่องการบำรุงผม

"คุณแม่อนุญาตให้ณัฐเอาไข่ไก่มาบำรุงผมด้วยค่ะ"

"ไหนขอผมหอมผมหน่อยสิที่รัก จะหอมอย่างที่คุยหรือเปล่า" รอยคีนส์ไม่พูดเปล่าแต่ก้มหอมผมหญิงสาว ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ

"หอมจังเลยครับ แบบนี้ต้องให้บำรุงบ่อย ๆ ซะแล้ว" ชายหนุ่มหันมาบอกหญิงสาว ยิ้มด้วยความรัก

"ณัฐคิดว่าถ้าได้บำรุงอาทิตย์ละครั้งจะดีมาก ๆ เลยค่ะ แล้วคุณคิดว่ายังไงบ้างคะ"

"ตามใจคุณที่รัก อะไรที่คุณคิดว่าดี ผมเห็นด้วยทุกอย่าง"

ปณัฐดายิ้มอย่างสุขใจ ดีใจที่คนรักเข้าใจ จากนั้นก็พากันออกไปซื้อนมและอาหารอื่น ๆ ที่วอลมาร์ท รอยคีนส์ซื้อนมขวดใหญ่รสช๊อคโกแล็ตและวานิลล่าให้เธอเก็บไว้ดื่ม พอเอาของลงจากรถเสร็จปณัฐดาก็รีบเข้าครัวทำอาหารเย็นช่วยมารดาคนรัก เมื่อเห็นข้าวในหม้อใกล้หมดแล้ว จึงเอาหม้อข้าวไปล้างและหุงข้าวใหม่ จากนั้นก็ทำผัดผักใส่ไก่หนึ่งเมนู ส่วนเมนูเคจั่นมารดาคนรักจะทำเอง โดยที่มีเธอเป็นลูกมือเช่นเคย

ช่วงระหว่างที่ปรุงอาหารอยู่นั้น จอห์นกลับมาจากทำธุระข้างนอก และก็เดินตรงดิ่งเข้ามาหอมแก้มมิสซิสเมเบิ้ลฟอดใหญ่ ซึ่งก็ทำให้มิสซิสเมเบิ้ลยิ้มอย่างสุขใจ ปณัฐดาทักทายพ่อเลี้ยงของคนรักตามมารยาท และก็หันมาปรุงอาหารเหมือนเคย ส่วนรอยคีนส์ก็นั่งดูทีวีรอที่ห้องรับแขก

อาหารทุกอย่างเตรียมพร้อม ทั้งรอยคีนส์และจอห์นพากันไปล้างมือก่อนที่จะมานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน ปณัฐดาช่วยมารดาคนรักตักอาหารให้ทุก ๆ คนก่อนที่จะกลับมานั่งที่เก้าอี้ติด ๆ กับรอยคีนส์ วันนี้มิสซิสเมเบิ้ลเป็นคนกล่าวคำขอบคุณพระเจ้า ปณัฐดานั่งเงียบก้มหน้านิด ๆ ระลึกถึงคุณบิดามารดา เธอไม่ได้มีความเชื่อในพระเจ้าอย่างที่คนนับถือศาสนาคริสต์เชื่อกัน แต่ปณัฐดาเชื่อคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและสิ่งดีงามที่บรรพบุรุษพร่ำสอนแก่เธอและทุกคนในครอบครัว แม้ว่าเธอจะไม่ได้เชื่อสิ่งที่นับถือคริสต์ย่างมารดาคนรัก แต่ปณัฐดายังคงให้เกียรติและให้ความเคารพสิ่งที่คนอื่นเชื่อถือเสมอ เพราะเป็นมารยาทที่ดีและเป็นการให้เกียรติกันและกัน เมื่อมารดาคนรักกล่าวคำขอบคุณพระเจ้าจบ ปณัฐดาก็พูดคำว่า อาเมน เบา ๆ ก่อนที่จะหันไปยิ้มให้คนรักนิดหนึ่ง

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-03-02 01:28:52


Opinion No. 24 (133705)


 






บทชีวิตสะใภ้ที่ 19


เกือบสี่เดือนแล้วที่ปณัฐดาใช้ชีวิตกับรอยคีนส์ที่อเมริกา หญิงสาวยังไม่คลายความคิดถึงบ้านไปได้เลย รอยคีนส์ยังคงน่ารักและปฏิบัติดีกับเธอเสมอต้นเสมอปลาย ชายหนุ่มซื้อบัตรโทรศัพท์ให้เธอได้โทรพูดคุยกับพี่น้องที่เมืองไทยอยู่ตลอด หากวันใดที่เธอหงอยเหงา เขาก็พาเธอขับรถไปเที่ยวชมธรรมชาติรอบ ๆ เมือง ซึ่งความสวยงามของธรรมชาติทำให้เธอสบายใจขึ้นมากทีเดียว


รอยคีนส์เรียนจบคอร์สภาษาฝรั่งเศสและก็เข้าไปสอบจีอาร์อีในมหาวิทยาลัยประจำรัฐของมลรัฐหลุยส์เซียน่า คะแนนที่สอบได้นั้นถือว่าสูงเกินกว่าที่คาดหวังเอาไว้ ซึ่งชายหนุ่มสามารถเอาคะแนนสอบนี้เข้าไปสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยระดับต้น ๆ ในมลรัฐที่อาศัยได้ แต่เนื่องมาจากมหาวิทยาลัยประจำรัฐแห่งนี้ไม่สามารถให้ชายหนุ่มเลือกเรียนอย่างที่ตั้งใจได้ ทำให้การสมัครเรียนในมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีขีดจำกัด เพราะคณะที่ชายหนุ่มจะไปเรียนนั้น ให้เลือกสาขาแยกย่อยได้เพียงหนึ่งหรือสองเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่เยอะสำหรับคนที่เรียนด้านนี้

นับว่าโชคดีที่มหาวิทยาลัยในเมืองลาฟาเยท (Lafayette) เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มเลือกเรียนเอกและวิชาแยกย่อยได้สี่สาขาหลัก ๆ ดังนั้นรอยคีนส์จึงตัดสินใจส่งใบสมัครเข้าไปในมหาวิทยาลัยในเมืองลาฟาเยทโดยเร็ว และก็ได้ตอบรับอย่างดีพร้อมทุนการศึกษาที่ทางมหาวิทยาลัยแห่งนี้มอบให้เขา โดยที่ชายหนุ่มเป็นอาจารย์สอนพาร์ทไทม์ไปในตัวด้วย

ปณัฐดาดีใจมาก ๆ ที่คนรักสามารถเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ และก็นอนนับวันที่จะได้ย้ายไปอยู่ในเมืองลาฟาเยท

"ไว้เราย้ายบ้านเสร็จแล้ว ผมจะพาคุณไปสมัครเรียนภาษาในมหาวิทยาลัยเดียวกับผมนะที่รัก"

"ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

"ผมอยากให้คุณเรียนให้จบสูง ๆ เท่าที่คุณอยากเรียน เราจะได้สร้างอนาคตด้วยกัน"

"ขอบคุณมากนะคะที่คุณไม่เคยมองข้ามณัฐเลย"

"คุณเป็นภรรยาของผมนะที่รัก ผมไม่เคยมองข้ามทุก ๆ อย่างเกี่ยวกับคุณ ผมจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณ"

"ขอบคุณค่ะ"

ปณัฐดาดีใจเป็นที่สุดที่คนรักคอยห่วงใยอนาคตของเธอไม่น้อยไปกว่ากัน แม้ว่าปณัฐดาจะเรียนจบแค่อนุปริญญา แต่เธอก็ใฝ่ฝันอยู่เสมอว่าจะเรียนให้จบสูงกว่านี้ หญิงสาวเคยสมัครเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราชที่เมืองไทย แต่พอตัดสินใจแต่งงานกับรอยคีนส์ เธอจำเป็นต้องทิ้งเรื่องเรียนเอาไว้ข้างหลัง เพื่อหวังอยากให้คนรักเดินทางกลับมาเรียนต่อปริญญาเอกอย่างที่ฝันเอาไว้ ส่วนเรื่องการเรียนของเธอก็ทิ้งกลางคันเพื่อให้คนรักได้ทำในสิ่งที่เขาปรารถนา

หญิงสาวไม่เคยเสียใจเลยที่ต้องสละบางส่วนที่เป็นความฝันของตัวเอง เพราะเธอคิดว่าการที่จะรักและใช้ชีวิตกับใครสักคน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคนใดคนหนึ่งที่ต้องยอมสละเพื่อความสุขของชีวิตคู่ ณ วันนี้ปณัฐดาไม่ได้คิดอะไรมาก เธอแค่หวังว่าจะได้ใช้ชีวิตร่วมกับรอยคีนส์อย่างมีความสุข แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับผู้หญิงบ้านนาคนหนึ่งอย่างเธอ



ในเช้าวันนี้ปณัฐดาตื่นแต่เช้า เธอตื่นก่อนนาฬิกาปลุกเสียอีก หญิงสาวรีบลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาอย่างเร็ว เพราะตั้งใจจะไปช่วยงานมารดาคนรักที่ห้องครัว ขณะที่เธอกำลังเดินผ่านห้องรับแขกไปยังห้องครัวเงียบ ๆ แสงไฟในห้องครัวก็ถูกเปิดทิ้งไว้ เธอรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง เพราะคิดว่ามารดาคนรักคงจะตื่นนอนแล้ว

ปณัฐดาเปิดประตูช้า ๆ และก้าวเท้าให้เบาที่สุด แต่พอได้ยินเสียงของคนสองคนคุยกัน เรื่องราวที่ดังก้องสองหูนั้นทำให้เธอต้องหยุดชะงักอยู่กับที่ และก็เงี่ยหูฟังให้ชัด ๆ กับสิ่งที่สองคนสนทนากันอยู่

"ฉันเบื่อจังเลยจอห์น ปณัฐดานี่กินข้าววันละสามมื้อ เปลืองมาก ๆ เลย ฉันไม่เคยเห็นใครกินข้าวทุก ๆ มื้อแบบนี้เลย"

เสียงบ่นของมิสซิสเมเบิ้ล ทำให้หัวใจของปณัฐดาเจ็บจี๊ด ๆ น้ำตาเอ่อเบ้า แต่เธอก็ยังคงยืนฟังเสียงบ่นของมารดาคนรักและพ่อเลี้ยงอยู่เงียบ ๆ

"ปกติคนไทยเขากินข้าววันละกี่มื้อคุณ" จอห์นถามขึ้น

"ฉันไม่รู้หรอก แต่คิดว่าคงกินคล้าย ๆ พวกเราแหละ แต่ปณัฐดานี่สิ กินข้าวทุกมื้อเลย"

"เธออาจจะเคยชินกับชีวิตแบบไทย ๆ ก็ได้นะคุณ"

"แต่นี่อเมริกานะคะจอห์น ข้าวที่นี่แพงจะตาย เล่นกินข้าววันละสามมื้อ เดี๋ยวก็ได้อดตายแหละ ฉันกลัวเหลือเกินจอห์น กลัวว่าปณัฐดาจะมาปอกลอกลูกชายฉันจนหมดตัว จากนั้นก็หนีกลับประเทศไป ผู้หญิงต่างชาติสมัยนี้ไว้ใจได้ที่ซะไหน พวกที่เห็นแก่เงินก็เยอะแยะไปหมด"

"ไม่เอาน่าคุณ อย่าคิดมากเลย ปณัฐดาคงจะรักลูกชายคุณจริง ๆ ก็ได้" จอห์นปลอบใจภรรยา

"ตอนนี้ก็รักอยู่หรอก เพราะลูกชายฉันนะเอาใจเธอจะตาย นี่ต้องอุ่นนมให้ดื่มตลอด เห็นแล้วหมั่นไส้สุด ๆ"

"คนเขารักกันนะคุณ เขาก็ทำให้ได้ทุกอย่าง เหมือนที่ผมทำเพื่อคุณยังไงล่ะ"

"แต่บางทีฉันไม่ชอบ รู้สึกว่าลูกชายฉันหลงเอามาก ๆ"

"เท่าที่ผมดูมา คีนส์ไม่เคยรักใครเท่าปณัฐดาเลย แฟนเก่าก็คบกันธรรมดา ไม่ได้จริงจังอะไร แต่กับปณัฐดาเขาทั้งรักและถนุถนอม ผมว่าก็ดีไม่ใช่เหรอ ปณัฐดาเองเขาก็ดูจะรักลูกชายคุณมาก ๆ เหมือนกัน" จอห์นเสริมขึ้น

"นี่จอห์นคุณนะไม่รู้อะไรเลย ปณัฐดานะยิ่งทำดีด้วย เธอก็ยิ่งได้ใจ หลายอาทิตย์ก่อนฉันอนุญาตให้เอาไข่ไก่บำรุงผมได้ นี่เล่นเอาไข่ไก่บำรุงทุกอาทิตย์เลย ฉันว่าเปลืองมาก ๆ เลยนะ คุณว่าไหมล่ะ" มิสซิสเมเบิ้ลหยิบยกเรื่องไข่ไก่มาพูด

"แล้วปณัฐดาใช้ไข่ไก่เยอะหรือเปล่า"

"ก็แค่อาทิตย์ล่ะสองฟอง"

"ก็แค่สองฟองเอง คุณอย่าคิดมากเลยนะ ไข่ไก่ตั้งเยอะแยะ ไก่ที่เล้าก็ออกไข่ทุก ๆ วัน ให้ลูกสะใภ้คุณเอาไปบำรุงผมนิด ๆ หน่อย ๆ คงไม่เป็นไรหรอก ผมเห็นคุณเก็บไข่ไก่ไว้เยอะแยะ เวลากินไม่หมดก็ต้องเอาทิ้งตลอด ผมว่านะแบ่งให้คนอื่นได้กินได้ใช้ประโยชน์บ้างก็ดีนะ ได้บุญกุศลด้วย" จอห์นทักท้วง

"สรุปนี่คุณไม่เห็นดีกับสิ่ที่ฉันคิดเลยเหรอ เสียแรงมานั่งบ่นให้ฟัง" มิสซิสเมเบิ้ลตัดพ้อต่อว่าสามี เธอสะบัดหน้าเชิดไม่คุยด้วยกับจอห์นอีกเลย และก็หยิบถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบนิดหนึ่ง

เมื่อจอห์นเห็นภรรยาอารมณ์ไม่ดี ก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างเร็ว ไปกอดภรรยาเอาไว้ หอมแก้มเธอฟอดหนึ่ง

"เปล่าครับ ผมก็แค่พูดไปตามเนื้อผ้า ไม่เอาน่าเมเบิ้ล คุณอย่าคิดมากเลยนะ คุณยังมีผมทั้งคนที่รักคุณคนเดียว"

เรื่องปัญหาแม่สามีลูกสะใภ้มีให้เห็นตลอด ไม่ว่าจะเป็นชีวิตจริงของแต่ละเชื้อชาติหรือแม้แต่ในละครน้ำเน่าของประเทศนั้น ๆ ก็มีให้เห็นเป็นประจำ จอห์นสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของภรรยาที่มีอคติกับลูกสะใภ้คนนี้ อาจจะเป็นเพราะว่า ก่อนหน้านี้รอยคีนส์เคยมีแต่มารดาเป็นหญิงที่รักเท่านั้น พอวันหนึ่งที่รอยคีนส์มีภรรยา ต้องแบ่งปันความรักไปให้ผู้หญิงอีกคน ทำให้มารดาก็เกิดอาการอิจฉาลูกสะใภ้ ที่ความรักซึ่งตนเองเคยได้รับเพียงคนเดียว แต่ ณ วันนี้ความรักเหล่านี้กลับถูกแบ่งไปให้ผู้หญิงที่เจอกันแค่ไม่กี่ปี

ปณัฐดาได้ยินทุกอย่างกับเรื่องราวที่มารดาคนรักบ่นกับจอห์น น้ำตาของหญิงสาวไหลรินอาบแก้ม เธอกลั้นสะอื้นเอาไว้ และก็ค่อย ๆ เช็ดน้ำตาให้หมด หญิงสาวพยายามอดทนให้มากที่สุด และในที่สุดก็ตัดสินใจเดินมายืนด้านนอกห้องครัว ทักทายมารดาคนรักตามารยาท

"วันนี้คุณแม่มีอะไรให้ณัฐทำหรือเปล่าคะ"

มิสซิสเมเบิ้ลหน้าซีดนิด ๆ ที่เห็นปณัฐดาเดินเข้ามาไม่ให้ซุ่มให้เสียง

"เปล่าเนี่ย ฉันไม่มีอะไรให้เธอทำหรอก เธออยากทำอะไรก็ไปทำซะ"

"ถ้างั้นณัฐขอตัวนะคะ ถ้าคุณแม่มีอะไรให้ณัฐทำ ก็ขอให้บอก"

ปณัฐดาเก็บกลั้นความรู้สึกเจ็บปวดไว้ทุกอย่าง เธอเดินเข้ามาในห้องนอนอย่างช้า ๆ ล้มตัวนอนกอดคนรักไว้แน่น น้ำตาไหลรินเป็นทาง เสียงสะอื้นของหญิงสาวทำให้รอยคีนส์ลืมตาขึ้นมา

"ที่รัก คุณเป็นอะไรร้องไห้ คิดถึงเมืองไทยหรือเปล่า คุณโทรหาพี่น้องได้นะ บัตรโทรศัพท์ยังมีเหลือไหม ถ้าหมดก็บอกนะ เดี๋ยวผมจะสั่งให้อีก อย่าร้องไห้เลยนะครับ"

รอยคีนส์ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับปณัฐดา ชายหนุ่มคาดเดาว่าน้ำตาที่ไหลรินแต่เช้านั้น เกิดมาจากความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน

"เปล่าค่ะ ณัฐไม่ได้คิดถึงบ้านหรอก"

รอยคีนส์เอามือเช็ดน้ำตาให้หญิงสาวเบา ๆ "ถ้าคุณไม่ได้คิดถึงบ้าน คุณเป็นอะไรร้องไห้ ทะเลาะกับคุณแม่มาหรือเปล่า"

"เปล่าค่ะ ณัฐไม่ได้ทะเลาะกับท่าน"

"แล้วทำไมคุณร้องไห้ล่ะ"

"ณัฐแค่น้อยใจนะคะ" หญิงสาวพูดพลางสะอื้นไห้ซบอกคนรักทันที รอยคีนส์ลุกขึ้นกอดเธอไว้แน่น ปลอบประโลมไปด้วย

"คุณน้อยใจอะไรครับ ไหนเล่าให้ผมฟังสิที่รัก"

"ณัฐไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วค่ะ ณัฐอยากย้ายไปอยู่ที่อื่น เมื่อไหร่เราจะย้ายออกไปซะทีคะ ณัฐไม่อยากได้ยินเสียงนินทาจากแม่ของคุณอีกแล้ว ณัฐเจ็บนะคะ"

"คุณแม่นินทาอะไรคุณเหรอ"

แม้จะสะอื้นไห้แต่เธอก็พยายามเล่าเรื่องให้คนรักฟังตามความจริง ปณัฐดาไม่ใช่ผู้หญิงขี้ฟ้องแต่อย่างใด แต่บางครั้งความรู้สึกบางอย่างที่ยากเกินจะเก็บไว้ในใจเพียงคนเดียวได้ บางทีการได้พูดได้ระบายออกมาบ้าง ก็อาจจะทำให้เธอสบายใจมากขึ้น

"ก็คุณแม่ของคุณนะคะ หาว่าณัฐกินข้าวเก่งและเปลืองมาก ๆ ณัฐแค่กินข้าววันละสามมื้อแบบที่คนไทยเขากินกัน ท่านหาว่าณัฐกินเก่งมาก ๆ เลย ณัฐถามคุณหน่อยเถอะ ณัฐกินข้าววันละสามมื้อมันเปลืองมากไหมคะ"

"ไม่หรอกครับที่รัก อย่าไปสนใจคำพูดของคุณแม่เลยนะ ข้าวที่หุงทุกวันนี้ก็เงินผมซื้อทั้งนั้น"

"ไม่คิดไม่ได้หรอกค่ะ อันที่จริงข้าวแต่ละมื้อที่ณัฐกินนั้น ณัฐก็ไม่เคยตักข้าวเกินหนึ่งทับพีเลย เพราะบอกตรง ๆ ณัฐเกรงใจคุณแม่ของคุณ ณัฐสัมผัสได้จากสายตาที่คุณแม่คุณมองณัฐตลอด ทุกวันนี้ณัฐพยายามอดทนมาก ๆ เลย อยู่เมืองไทยณัฐไม่เคยเลยที่จะไม่ได้กินอิ่ม แต่พอมาอยู่ที่นี่อาหารที่กินแต่ละมื้อ ณัฐกินเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่กับคุณ เพื่อที่จะรอวันที่เราสองคนย้ายออกไปมีชีวิตตามลำพังสองคน คุณถามณัฐตลอดทำไมผอมกว่าตอนอยู่เมืองไทย คุณคงไม่รู้ว่าณัฐรู้สึกอย่างไร คุณคงไม่รู้ว่าแต่ละวันที่ไม่มีคุณอยู่ด้วย ณัฐได้ยินอะไรบ้าง"

รอยคีนส์รู้สึกใจหายไม่น้อยที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ชายหนุ่มรู้ดีว่ามารดาไม่เหมือนคนอื่นเขา แต่ไม่คิดว่าการกระทำของมารดาจะทำให้คนที่ตัวเองรักเสียใจอย่างนี้ รอยคีนส์เคยคิดว่ากาลเวลาจะทำให้มารดาเปลี่ยนตัวเอง แต่เรื่องราวที่ได้ยินจากปากของปณัฐดา ทำให้เขารู้สึกได้เลยว่า การกระทำของมารดาทั้งในอดีตและปัจุบันไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

"ผมขอโทษแทนคุณแม่ด้วยนะ อย่าโกรธท่านเลยนะครับ"

ปณัฐดายังไม่หยุดร้องไห้ ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าและปลอบใจก็เป็นคนที่เธอรักมาก และผู้หญิงที่ทำให้เธอเสียน้ำตาบ่อยครั้ง ก็เป็นผู้หญิงที่เธอรักและนับถือไม่น้อยไปกว่าพ่อแม่แท้ ๆ

"ณัฐไม่อยากโกรธท่านหรอกค่ะ แต่บอกตรง ๆ ณัฐไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ถ้าปลายเดือนนี้เราไม่ย้ายออก ณัฐจะกลับเมืองไทย ณัฐไม่อยากร้องไห้อีกแล้ว ณัฐเหนื่อยค่ะ"

ปณัฐดาบอกคนรัก รู้ว่าสิ่งที่พูดออกไปทำให้ชายหนุ่มเสียใจไม่น้อย แต่เธอเองก็เสียใจเช่นเดียวกันที่ไม่สามารถอดทนกับมารดาคนรักได้

"คุณจะกลับเมืองไทยจริง ๆ เหรอ คุณจะทิ้งผมเหรอที่รัก" รอยคีนส์ถาม น้ำเสียงเศร้า ๆ นัยน์ตาเริ่มแดง

"ณัฐไม่ได้ทิ้งคุณ แต่ณัฐอยู่กับคุณแม่คุณไม่ได้แล้ว"

"ถ้าคุณจะกลับเมืองไทย ผมก็จะไปด้วย"

"คุณอย่าไปเลย คุณมีอนาคตที่ดี คุณอยากเรียนต่อปริญญาเอกให้จบไม่ใช่เหรอ มันเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตคุณ ให้ณัฐกลับไปรอคุณที่เมืองไทยดีกว่า" ปณัฐดาบอก รู้ว่าการที่ต้องแยกกันอยู่นั้น เธอเองก็คงจะคิดถึงและทรมานน่าดู

"ถ้าชีวิตผมไม่มีคุณ ผมก็จะไม่เรียน เราสัญญาจะอยู่ด้วยกันไม่ใช่เหรอ"

"ใช่ค่ะ แต่ณัฐ......"

รอยคีนส์บอกหญิงสาวไม่ต้องพูดอะไรอีก เขาเช็ดน้ำตาให้เธอไปด้วย

"ไม่เอานะที่รัก เราจะไม่พรากจากกัน เราจะไม่ให้คนอื่นมาทำลายชีวิตรักของเราอีก พรุ่งนี้ผมว่างตลอดทั้งวัน เราสองคนจะไปหาบ้านพักในเมืองที่ผมจะไปต่อปริญญาเอกด้วยกัน ผมจะพาคุณย้ายออกให้เร็วที่สุด แต่คิดว่าคงจะย้ายของออกในปีใหม่ที่จะถึงนี้ คุณรอได้นะที่รัก"

ปณัฐดาพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังและความอดทนอดกลั้นเพื่อคนรัก

"สัญญาสิครับ ว่าคุณจะไม่ทิ้งผมให้อยู่ที่นี่คนเดียว"

"ณัฐจะไม่ทิ้งคุณเด็ดขาด สัญญานะคะว่าเราจะย้ายออกในปีใหม่นี้"

"ครับ ผมสัญญา"

คำพูดที่หนักแน่นของคนรักและสายตาที่จริงจังกับชีวิต ทำให้ปณัฐดาเชื่อใจสนิท เธอรักรอยคีนส์มาก ไม่รู้ว่ามากแค่ไหน รู้แต่ว่าถ้าจะให้ร้องไห้อีกสักครั้งเธอก็ทนได้ อ้อมกอดของรอยคีนส์ทำให้หัวใจที่เคยเจ็บปวดคลายความเศร้าไปได้บ้าง คงมีแต่รอยแผลที่ฝังอยู่ในความรู้สึก ปณัฐดาพยายามที่จะอดทนและลืมเรื่องราวของมารดาคนรักให้หมด เธอคิดว่าอีกไม่กี่วันก็จะไม่ได้อยู่ที่บ้านหลังนี้แล้ว

"อันที่จริงบ้านหลังนี้ผมมีสิทธิ์ครึ่งหนึ่งตามพินัยกรรมของคุณพ่อ จะว่าไปแล้วคุณแม่ไม่น่าจะทำอย่างนี้เลย อย่างน้อยก็น่าจะเห็นแก่ผมบ้าง ทีผมยังไม่เคยตำหนิอะไรที่คุณแม่พาจอห์นมาอยู่ด้วย" รอยคีนส์บ่นให้ปณัฐดา

"ณัฐไม่โกรธแล้วค่ะ อย่าไปว่าท่านเลยนะ"

"ผมอยากคุยให้เคลียร์กันไปเลย คุณแม่ทำนิสัยแบบนี้จนเคยตัว นี่ไม่ใช่คุณคนเดียวนะปณัฐดาที่เจอเรื่องแบบนี้ แฟนเก่าผมก็เจอเหมือนกัน ไม่มีใครเข้ากับคุณแม่ได้เลย ขนาดลูกแท้ ๆ ไม่มีใครสุงสิงด้วย ผมเคยคิดว่ากาลเวลาจะทำให้คุณแม่เปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดี แต่พอได้ยินเรื่องราวจากคุณ ผมถึงได้รู้ว่า คุณแม่ไม่เคยเปลี่ยนเลย ผมรักคุณแม่นะ แต่ผมไม่ยอมให้คุณแม่เข้ามาทำลายชีวิตคู่ของผมเหมือนที่คุณแม่พยายามทำลายชีวิตคู่ของลูกคนอื่น ๆ เด็ดขาด"

ปณัฐดาได้ยินเรื่องราวที่คนรักเล่าให้ฟัง เธอรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย เกรงว่าความอิจฉาและความเกลียดชังที่มารดาคนรักมีให้สะใภ้แต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นเธอหรือสะใภ้คนอื่น ๆ จะทำให้ชีวิตคู่ของเธอแตกหักไปด้วย

"ถ้าเราไม่อยู่กับท่าน ทุกอย่างก็อาจจะดีขึ้น"

"ผมก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นที่รัก แต่ผมเชื่อว่าคุณแม่ต้องสร้างปัญหาให้เราอีก นี่ถ้าไม่ใช่ว่าห่วงคุณแม่และอยากเรียนต่อปริญญาเอก ผมคงไม่กลับมาอเมริกาหรอก ผมคงจะใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยกับคุณ"

"ณัฐเข้าใจค่ะ อย่าไปคิดมากเลยนะคะ"

"วันนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมพี่ ๆ คนอื่น ๆ ไม่มีใครเข้ามายุ่งเกี่ยวกับคุณแม่ ทุกครั้งที่พี่ ๆ แต่ละคนมาพักอยู่กับคุณแม่เพียงแค่ไม่กี่วัน เป็นต้องมีเรื่องทะเลาะกัน และไม่นานทุกคนก็จากหายไปเป็นสิบ ๆ ปี และไม่เคยติดต่อพูดคุยกับคุณแม่อีกเลย แต่ก่อนผมคิดว่าพี่ ๆ คนอื่น ๆ ทำตัวไม่ดี แต่มา ณ วันนี้ การกระทำของคุณแม่ที่มีต่อคุณ ทำให้ผมเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น"

"อย่าไปคิดโกรธท่านเลยนะคะ ณัฐเองก็ต้องขอโทษที่เอาเรื่องไม่สบายใจมาบอกคุณ"

"ถึงคุณไม่บอก ผมก็พอรู้มาบ้าง คุณพ่อผมยังบอกผมเสมอว่า อย่าไว้ใจคุณแม่เด็ดขาด หากจะทำอะไรก็ตัดสินใจทำด้วยตัวเอง อย่าได้เอาคุณแม่มาเกี่ยวข้อง เพราะจะทำให้ชีวิตผมพังไปด้วย"

"คุณพ่อคุณพูดแบบนี้เหรอคะ" ปณัฐดาไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

"ครับ ก่อนท่านเสียชีวิต ท่านบอกผมตลอดเลยว่า ถ้าไม่มีผม ท่านหย่ากับคุณแม่นานแล้ว หลายอย่างที่ท่านยอมจมอยู่กับชีวิตที่เจ็บปวด ก็เพื่อที่จะได้มีโอกาสเลี้ยงดูผมให้เติบใหญ่ให้ดีที่สุด แต่ก่อนผมไม่เข้าใจคุณพ่อเลย ด้วยความที่ตอนนั้นผมเป็นเด็กคิดว่าผู้ใหญ่คงจะมีอคติด้วยความโกรธที่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร"

"คุณแม่เคยทำให้คุณเสียใจเหรอคะ" ปณัฐดาเองก็ยังอยากรู้ความเป็นไปของมารดาคนรัก เพราะเธอจะได้เตรียมตัวรับมือด้วย

"ครับ ก่อนคุณพ่อเสียชีวิต ท่านบอกคุณแม่ว่า 'ผมเสียชีวิตไม่ถึงปี คุณก็จะแต่งงานใหม่' วันนั้นคุณแม่ร้องไห้ ปฏิเสธตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ เธอสัญญาว่าจะไม่แต่งงานกับใคร เธอจะอยู่คนเดียวอย่างนี้ แต่คุณเชื่อไหมที่รัก หลังจากที่คุณพ่อเสียชีวิตได้แค่สามเดือน คุณแม่ก็หันมากินเหล้าสูบบุหรี่จัด เริ่มคบผู้ชายในเมือง โดยเอาชื่อตัวเองไปลงในเวบหาคู่หลาย ๆ แห่ง ทำตัวเหมือนตัวเองเป็นสาว ๆ เลย บางวันก็พาผู้ชายมานอนค้างที่บ้าน โดยไม่สนใจไม่แคร์ความรู้สึกของผมเลย"

ปณัฐดาจับมือคนรักไว้แน่น ครอบครัวของเธอถึงจะยากลำบากแค่ไหน แต่พ่อก็ไม่เคยทำให้ลูก ๆ เสียใจ นับตั้งแต่ที่แม่เสียชีวิตหลังจากที่เธอมีอายุแค่เพียงสองเดือน พ่อก็ไม่เคยแต่งงานแต่อย่างใด และก็ไม่เคยพาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้านเพื่อทำร้ายจิตใจลูก

"ผมเสียใจมาก เสียใจทุกอย่างกับการกระทำของคุณแม่ ผมไม่เข้าใจทำไมคุณแม่ต้องมีผู้ชายคนใหม่ ทำไมต้องผิดสัญญาที่มีให้คุณพ่อด้วย ในเมื่อก่อนที่คุณพ่อจะเสียชีวิต ท่านได้สร้างความพร้อมให้คุณแม่ทุกอย่าง บ้านและที่ดินคุณพ่อซื้อเงินสด เงินทรัสฟันและเงินจากหุ้นต่าง ๆ คุณแม่ได้รับต่อเดือนก็ไม่น้อย ไหนจะเงินก้อนที่คุณพ่อฝากไว้ในบัญชีให้ได้ใช้อีก คุณแม่กินเงินเกษียณของตัวเองและเงินของคุณพ่อทั้งหมด จะว่าไปแล้วรายได้ต่อเดือนก็ถือว่ามากพอสมควร คุณแม่ใช้เงินนั้นเพียงคนเดียว ทั้งที่ผมก็มีสิทธิ์ในเงินจำนวนนั้นตามพินัยกรรมที่ควรจะได้ แต่ผมก็ไม่เคยยุ่ง เพราะผมอยากให้คุณแม่มีความสุข แต่ทุกครั้งที่ผมเห็นคุณแม่เอาเงินที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ไปบำเรอผู้ชายคนใหม่ โดยการซื้อของให้ต่าง ๆ ผมเจ็บปวดนะที่รัก เจ็บปวดที่ไม่รู้จะระบายให้ใครฟัง เวลาผมตักเตือนท่านเรื่องใช้เงิน ท่านก็ด่าผมตลอด จนผมไม่ยุ่งไม่เกี่ยวอีกเลย"

น้ำเสียงของรอยคีนส์เศร้ามาก ๆ นัยน์ตาของชายหนุ่มมีน้ำใส ๆเอ่อเบ้า แต่ยังคงความหนักแน่นเอาไว้ เห็นได้ชัดว่ารอยคีนส์เป็นผู้ชายที่อดทนพอสมควร

"อย่าเสียใจเลยนะคะ"

"ขอให้ผมได้ระบายให้คุณได้ฟังบ้างนะ ผมเก็บกดมานานแล้ว"

"อยากพูดอะไรก็พูดเถอะคะ ณัฐจะอยู่เคียงข้างคุณและรับฟังคุณทุกอย่าง"

ปณัฐดาจับมือคนรักไว้แน่น

"มีอยู่วันหนึ่ง ผมกลับมาจากเรียนในมหาวิทยาลัย หวังว่าจะได้ทำอาหารรับประทานกับคุณแม่ แต่คุณเชื่อไหม แทนที่คุณแม่จะมีความสุขที่ได้เห็นผมกลับมาเยี่ยมบ้าน แต่คุณแม่กลับไม่สนใจผมเลย ถ้าเป็นคุณแม่คนอื่น ๆ เขาคงจะใช้เวลาที่ดีที่สุดอยู่กับลูกชาย เพราะนาน ๆ ลูกชายจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้ง แต่ในวันนั้นคุณแม่กลับเลือกที่จะออกไปเต้นรำกับผู้ชายคนอื่น ไปหาความสุขกับคนนอก ทิ้งให้ผมนั่งจมอยู่กับความเศร้าในบ้านเพียงคนเดียว คืนนั้นผมคิดถึงพ่อมาก ผมอยากให้พ่อมีชีวิตอยู่ ผมเคยคิดว่าคุณแม่เป็นผู้หญิงคนเดียวที่รักผมมากที่สุด แต่ภาพที่ผมเห็นนั้น ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่า คุณแม่รักความสุขของตัวเองมากกว่าความสุขของลูก ๆ"

ปณัฐดารู้สึกเจ็บปวดแทนคนรักเหลือเกิน หากเธอต้องอยู่ในสถานการณ์อย่างนั้น เธอจะทำตัวอย่างไร อาจจะหนีไปอยู่ไกล ๆ ที่ไม่ต้องกลับมาพบกับครอบครัวที่ไม่มีความสุขเลย

"ถึงคุณแม่จะไม่รักคุณ แต่ณัฐรักคุณเสมอนะคะ"

"ขอบคุณครับ" รอยคีนส์ระบายลมหายใจพร้อม ๆ กับความรู้สึกที่เก็บกดไว้นานหลายปี ก่อนที่จะเล่าเรื่องราวต่อไป

"คุณรู้ไหมที่รัก คืนนั้นผมนั่งทานข้าวคนเดียว ไม่มีเพื่อนคุยเลยสักคน ผมเสียใจมาก ๆ พอเข้านอนก็อดไม่ได้ที่จะนำรูปคุณพ่อมากอดไว้ ผมนอนหลับอยู่ที่ห้องเพียงคนเดียว ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ผมตื่นไปชงกาแฟที่ห้องครัว เห็นคุณแม่นั่งดื่มเหล้าคลอเคลียกับผู้ชายคนหนึ่ง และหัวเราะอย่างมีความสุข ผมรับภาพที่เห็นไม่ได้เลย ยิ่งผู้ชายคนนั้นเอาสร้อยคอและเสื้อผ้าของคุณพ่อผมมาใส่ ผมรู้สึกเหมือนถูกหยามหัวใจมาก ๆ ถึงคุณแม่จะหยุดรักคุณพ่อแล้ว แต่คุณแม่ก็ไม่ควรให้ผู้ชายคนอื่นได้ใช้สิ่งของ ๆ คุณพ่อ วันนั้นผมไม่สามารถเก็บความรู้สึกไว้ได้ ผมบอกให้ผู้ชายคนนั้นถอดเสื้อและสร้อยคุณพ่อออก ทำให้คุณแม่ไม่พอใจมาก ๆ เธอต่อว่าผมหลาย ๆ อย่าง แต่ผมไม่สนใจ คุณแม่จะมีผู้ชายสักกี่คนก็มีไป แต่อย่าให้ผู้ชายคนไหนมาหยามศักดิศรีของคุณพ่อ ผมพยายามปกป้องทุกอย่างเอาไว้เพื่อคุณพ่อ เพื่อระลึกถึงท่าน แต่จนแล้วจนเล่า ทุกอย่างที่เคยเป็นของคุณพ่อมันหายไปกับกาลเวลาและผู้ชายคนอื่น ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณแม่ ซึ่งผมไม่สามารถรักษาไว้ได้ ทุกวันนี้ผมยอมรับว่าเสียใจมาก ๆ"

"อย่าเสียใจเลยนะคะที่รัก" ปณัฐดาบอกคนรัก รู้สึกสงสารรอยคีนส์ที่สุด ไม่เคยคิดเลยว่าอดีตที่ผ่านมาคนรักผ่านความเจ็บปวดจากมารดามากแค่ไหน
"ผมไม่สามารถทนเห็นสภาพได้ ผมย้ายออกไปเรียนปริญญาตรีจนจบและเรียนต่อปริญญาโทที่มลรัฐอื่นอย่างต่อเนื่อง ผมไม่ค่อยได้กลับมาบ้าน เพราะไม่อยากเห็นภาพเหล่านี้ ผมเจ็บและเสียใจมาก ๆ และความเจ็บปวดเหล่านี้มันฝังแน่นอยู่ในใจผมตลอด"

"ณัฐเข้าใจค่ะ เพราะครั้งหนึ่งที่ครอบครัวณัฐเสียพ่อไป ณัฐก็มีชีวิตไม่ต่างกับคุณหรอก ชีวิตของณัฐเหมือนอยู่ตัวคนตัวคนเดียว มีคนรักก็ทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำอีก ครอบครัวมีแต่ปัญหาทะเลาะกันเรื่องทรัพย์สินเพียงน้อยนิด ณัฐอยากได้ครอบครัวที่อบอุ่นกลับคืนมา ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ทำให้ณัฐได้เรียนรู้ว่า ครอบครัวที่อบอุ่นมีค่ากว่าเงินทองและทรัพย์สินใด ๆ อีกอย่างความเจ็บปวดมันทำให้ณัฐแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็น"

รอยคีนส์กอดปณัฐดาไว้แน่น "ถ้าคุณพ่อของผมยังมีชีวิตอยู่ ท่านคงจะรักและเอ็นดูคุณมาก ๆ เลย"

"ถึงแม้ว่าณัฐจะไม่เคยเห็นคุณพ่อของคุณ แต่ณัฐก็รักและนับถือท่านเสมอ ณัฐรู้สึกว่าท่านเฝ้ามองชีวิตคู่ของเราตลอด"

รอยคีนส์แหงนดูรูปมารดาและพ่อเลี้ยงที่ติดไว้บนฝาผนังในห้องนอน ชายหนุ่มก้มหน้าและส่ายหัวรับไม่ได้

"คุณรู้ไหมปณัฐดา นับตั้งแต่คุณพ่อของผมเสียชีวิตได้แค่สามเดือน คุณแม่ก็เก็บรูปถ่ายคุณพ่อใส่ในกล่องไว้ทั้งหมด เธอไปถ่ายรูปสตูดิโอติดรูปตัวเองไว้ทุกมุมห้อง จวบจนเธอแต่งงานกับจอห์น ซึ่งผมไม่เห็นด้วย แต่เพราะเห็นแก่ความสุขของเธอ ผมจึงไม่ได้คัดค้านอะไร แต่ที่ผมเจ็บปวดเพราะห้องทุกห้องในบ้านหลังนี้เคยมีรูปคุณพ่อติดไว้ แต่คุณแม่กลับเอาออกเกือบทั้งหมด ตอนนี้ก็มีแต่รูปคุณแม่กับจอห์นเท่านั้น ทั้งที่บ้านและทรัพย์สินทุกอย่างในบ้านหลังนี้เป็นของคุณพ่อ แต่คุณแม่กลับเอารูปคนที่เคยเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ไปทิ้งไว้ในกล่องเก็บของ ซึ่งผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคุณพ่อของผมที่ได้ทิ้งทุกอย่างให้คุณแม่มีความสุขที่สุด แต่คุณแม่กลับทำกับคุณพ่อได้ แถมยังเอารูปตัวเองกับสามีใหม่ไปติดไว้เชิดหน้าชูตาแก่ผู้ที่เข้ามาเยือน ผมเจ็บปวดนะปณัฐดา" รอยคีนส์สบตาหญิงสาว "คุณดูสิที่รัก ในห้องนี้เคยมีรูปคุณพ่อผมหลายอัน ตอนนี้เหลือแค่เพียงรูปเดียวที่ถ่ายตอนผมเด็ก ๆ ที่เหลือคุณแม่เก็บไปไว้ในกล่องหมด หันไปทางไหนก็มีแต่รูปคุณแม่กับจอห์นขยายใหญ่ติดไว้ทุกมุม มันเจ็บปวดมากเลยนะที่รัก"

ปณัฐดาเห็นภาพทุกอย่าง เข้าใจความรู้สึกของคนรักเป็นอย่างดี

"ถ้าภาพเหล่านี้ทำให้คุณเจ็บปวด เดี๋ยวณัฐจะเก็บใส่กล่องเอง แล้วเราค่อยถามคุณแม่เรื่องรูปของคุณพ่อคุณนะคะ เราจะเอารูปถ่ายของท่านไปขยายและเก็บไว้ในห้องของเราเท่านั้น"

"ครับ คุณแม่พยายามทำให้ผมยอมรับและรักจอห์นเหมือนพ่อจริง ๆ แต่ผมทำไม่ได้หรอกที่รัก จอห์นเป็นแค่พ่อเลี้ยง ไม่ได้ดีอะไรเลย แต่ก็ยังไม่แสดงความร้ายกาจอะไรกับผม ผมยอมรับว่ารักและมีพ่อเพียงคนเดียวเท่านั้น ผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ผมรักได้เหมือนพ่อ ก็คือพ่อของคุณเท่านั้น"

รอยคีนส์พูดจบก็ลุกขึ้น เดินไปเอารูปของมารดาและพ่อเลี้ยงออกจากห้อง จากนั้นก็เอารูปเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บเสื้อผ้าชั้นบนอีกห้องหนึ่ง โดยที่มีปณัฐดาเดินตามมาติด ๆ

เธอจับแขนคนรักเอาไว้ "รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยังคะ"

"ครับ ขอบคุณที่รับฟังผมตลอด"

"ณัฐเป็นภรรยาของคุณนะคะ ณัฐจะเป็นทุกอย่างเพื่อให้คุณมีความสุข คุณไม่ต้องเสียใจที่คุณแม่ทำให้คุณเจ็บปวด ถึงว่าท่านจะไม่รักคุณ แต่ณัฐจะรักและดูแลคุณให้ดี เราจะมีเพียงเราสองคนเท่านั้น สำหรับสิ่งไม่ดีที่คุณแม่ทำให้คุณและพี่ ๆ คนอื่นเสียใจ ขอให้คุณอภัยให้ท่าน แล้วเวรกรรมจะลงโทษท่านเอง ณัฐขอแค่เพียงสิ่งเดียว ถึงท่านไม่รักไม่ช่วยเราสองคน ณัฐไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ แต่ขออย่างเดียวเท่านั้น อย่าให้ท่านเข้ามาทำลายชีวิตรักของเราอีกเลย แค่นี้แหละที่ณัฐต้องการจากท่านมาตลอด"

"ผมก็ได้แต่ภาวนาตลอด ว่าคุณแม่จะไม่ร้ายขนาดนั้น คุณไม่ต้องกลัวนะที่รัก ผมจะอยู่ข้างคุณตลอด และจะไม่เชื่อใครนอกจากคุณ"

หลังจากที่ได้ระบายความในใจกันและกัน ปณัฐดาและรอยคีนส์อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จ จากนั้นก็พากันเสริทหาข้อมูลเรื่องที่พักในเมืองที่จะย้ายไปอยู่ ทั้งสองคนช่วยกันจดชื่อและเบอร์โทรอพาร์ทเมนต์ที่ต้องการไปดูในวันพรุ่งนี้ ปณัฐดายิ้มอย่างสุขใจที่ความฝันใกล้เป็นจริง รอยคีนส์ไม่รอช้ารีบโทรศัพท์นัดดูอพาร์ทเมนต์ไว้หลาย ๆ ที่ เพื่อที่จะเลือกห้องพักที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่

ในเช้าวันถัดมารอยคีนส์พาปณัฐดาขับรถไปดูอพาร์ทเมนต์ที่ได้นัดเอาไว้ มีห้องพักหลายแห่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ มีความสะดวกสบายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสนามเทนนิส ศูนย์ฟิตเนส สระว่ายน้ำ และห้องบริการซักรีดสำหรับผู้พักอาศัย มียามรักษาความปลอดภัยประตูเข้าออกทุกจุด

รอยคีนส์ตัดสินใจเลือกห้องพักที่ปณัฐดาชอบที่สุด แม้ว่าค่าเช่าจะแพงกว่าที่อื่น ๆ แต่ก็ถือว่าคุ้มกับราคาพอสมควร ชายหนุ่มอยากได้ห้องพักที่มีความปลอดภัยเป็นหลักและสะอาดสะอ้านน่าอยู่ เพื่อหวังว่าเวลาตัวเองต้องไปเรียนหรือมีสอนหนังสือในช่วงค่ำ ปณัฐดาจะได้อยู่อย่างปลอดภัยไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนเข้ามาทำร้าย ยิ่งเธอเป็นผู้หญิงต่างชาติตัวเล็ก ๆ ก็ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-03-03 04:55:03


Opinion No. 25 (133726)


 




บทชีวิตสะใภ้ที่ 20



เช้าวันนี้ปณัฐดาตื่นนอนเร็วเป็นพิเศษ หญิงสาวยังไม่ได้ลุกขึ้นแต่อย่างใด หันไปกอดคนรักไว้แน่น อดไม่ได้ที่จะก้มหอมแก้มนวล ๆ ของเขา ซึ่งชายหนุ่มยังคงหลับพริ้มเหมือนคนกำลังเคลิ้มอยู่กับความฝัน ปณัฐดากระซิบเบา ๆ ข้างหูคนรัก มือข้างหนึ่งลูบแผ่นอกกว้างเบา ๆ


"สุขสันต์วันเกิดคะที่รัก ขอให้คุณมีความสุขมาก ๆ นะคะ"

รอยคีนส์ลืมตามองหญิงสาว ยิ้มครึ่งหลับครึ่งตื่น จำได้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของตัวเอง "ขอบคุณครับ"

"เดี๋ยวณัฐจะลุกไปทำอาหารอร่อย ๆ เตรียมไว้ให้คุณนะคะ วันนี้คุณอยากทานอะไรบ้างคะ"

รอยคีนส์ยิ้มและก็คิดเมนูอาหารไทยที่โปรดปรานไปด้วย "ขอเป็นลาบไก่กับต้มข่าไก่ได้ไหมครับ"

"ได้เลยค่ะ เอาเผ็ดจัดหรือว่าเผ็ดขนาดกลางดีคะ"

"ขนาดกลางครับ คุณแม่กับจอห์นจะได้ทานได้"

"ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ของคุณแม่กับคุณพ่อนั้น ณัฐจะทำแยกให้ท่านต่างหาก จะใส่พริกแค่เม็ดเดียวค่ะ"

"ขอบคุณครับ ให้ผมไปช่วยงานคุณที่ครัวไหม"

ปณัฐดายิ้ม "ไม่ต้องหรอกค่ะ เจ้าของวันเกิดต้องนอนพักให้มาก ๆ เดี๋ยวณัฐจะบริการคุณเอง"

"ขอบคุณมากครับ"

ปณัฐดาก้มหอมแก้มคนรักอีกรอบก่อนที่จะลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำ หญิงสาวก้มหยิบเครื่องปรุงอาหารแบบไทย ๆ ในชั้นเก็บของก่อนที่จะเดินไปที่ห้องครัว

บรรยากาศในห้องครัวเงียบสงัด คงมีเสียงตู้เย็นและเครื่องผลิตน้ำแข็งที่ดังเป็นระยะ ๆ ปณัฐดาเปิดไฟในห้องครัว หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะชำเลืองดูประตูห้องนอนของมารดาคนรัก แอบภาวนาในใจไม่อยากให้มารดาคนรักตื่นขึ้นมาตอนนี้ เพราะไม่อยากได้ยินคำถามหรือเสียงบ่นจุกจิกที่มารดาคนรักมักจะพูดให้ได้ยิน

ขณะที่หญิงสาวกำลังหั่นใก่อยู่ เสียงประตูค่อย ๆ เปิดออกมา ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะหันไปมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ปณัฐดารู้สึกกลัวลึก ๆ เกรงว่ามารดาคนรักจะไม่ชอบที่เธอตื่นมาทำอาหารแต่เช้า

"สวัสดีตอนเช้าคะคุณแม่" เธอเอ่ยคำทักทายตามมารยาทแบบคนอเมริกัน

"สวัสดีตอนเช้าปณัฐดา วันนี้เธอตื่นมาทำอะไรแต่เช้าล่ะเนี่ย"

"ณัฐตื่นมาทำกับข้าวค่ะ พอดีวันนี้วันเกิดคีนส์"

"อ้าว! วันเกิดคีนส์เหรอ อุ๊ยตาย ฉันยังไม่ได้เตรียมของขวัญไว้ให้ลูกชายเลย ว่าแต่เธอให้อะไรเป็นของขวัญวันเกิดลูกชายฉันเหรอ"

ปณัฐดาสบตามารดาคนรัก ก่อนที่จะก้มลงหั่นไก่ต่อ "ณัฐไม่มีอะไรให้เขาหรอกค่ะ กะว่าจะทำอาหารที่อร่อยที่สุดให้เขาได้ทาน"

"ฉันเองก็ไม่รู้จะให้อะไรเขาดี เธอรู้หรือเปล่าว่าคีนส์อยากได้อะไร"

"ไม่ทราบค่ะ"

มิสซิสเมเบิ้ลเดินมานั่งที่เก้าอี้ในห้องครัว "ฉันยังคิดไม่ออกเลย ไม่รู้จะซื้ออะไรให้ดี เพราะทุกอย่างคีนส์ก็มีหมดแล้ว"

ปณัฐดาหั่นไก่เสร็จแล้ว ก็เอาผักต่าง ๆ มาหั่นแทน "วันนี้ณัฐจะทำอาหารไทยที่คีนส์ชอบที่สุดค่ะ"

"เหรอ? ลูกชายฉันชอบอาหารไทยที่สุดเหรอ ฉันก็นึกว่าลูกชายฉันชอบอาหารเคจั่นเสียอีก"

ปณัฐดาหน้าเสียนิด ๆ ที่ได้ยินมิสซิสเมเบิ้ลตอบแบบนั้น

"ก็คงชอบอาหารเคจั่นด้วยแหละคะ เพียงแต่วันนี้ณัฐขอทำอาหารไทยให้เขาทานเป็นพิเศษ"

"แล้วทำกี่อย่างล่ะเนี่ย ไม่ต้องทำเยอะนะ เดี๋ยวกินไม่หมด เสียดายของเปล่า ๆ"

"ไม่หรอกค่ะ ณัฐทำแค่สองอย่าง ถึงทานไม่หมดก็เอาเข้าตู้เย็น เก็บไว้ทานได้ตั้งหลายวัน"

"ดี ๆ จะได้ช่วย ๆ กันประหยัด ยิ่งเราไม่มีรายได้อะไร ยิ่งต้องประหยัด"

คำพูดของมารดาคนรัก แม้จะดูธรรมดา แต่คนที่เป็นสะใภ้อย่างปณัฐดาก็อดที่จะคิดน้อยใจไม่ได้ เธอยอมรับว่ารู้สึกอึดอัดใจที่จะทำอะไรในบ้านหลังนี้ แต่ก็พยายามอดทนให้มากที่สุดเพื่อรอวันที่ย้ายออกไป เมื่อทำอาหารเสร็จหมดแล้ว ปณัฐดาก็กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จากนั้นก็นอนเล่นบนเตียงกับคนรัก

"วันนี้วันเกิดของคุณ ณัฐถามจริง ๆ เถอะ คุณอยากได้อะไรมากที่สุดในชีวิต"

รอยคีนส์ยิ้ม ลุกขึ้นหอมแก้มหญิงสาว "ในชีวิตนี้ผมไม่เคยต้องการอะไร นอกจากคุณเท่านั้น คุณมีค่ามากกว่าสิ่งใดในโลกนี้"

ปณัฐดารู้สึกปลื้มใจที่สุดที่ได้ยินคนรักพูดแบบนั้น ไม่ใช่เพราะว่าเธอหลงตัวเอง แต่เพราะว่าหญิงสาวไม่เคยคิดเลยว่า ในชีวิตนี้เธอจะมีค่ากับผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้ามากเพียงนี้

"คุณก็เป็นผู้ชายที่มีค่าที่สุดสำหรับณัฐค่ะ เราสองคนจะมีค่าแก่กันและกัน"

"ครับ"

"ณัฐขอโทษนะที่ไม่มีของขวัญให้คุณ นอกเสียจากความรักและหัวใจที่มีให้คุณ"

"สิ่งของใด ๆ ก็ไม่มีค่าเท่ากับคุณหรอกครับ"

"ขอบคุณค่ะ"

"รู้ไหมวันนี้นอกจากจะเป็นวันเกิดผมแล้ว ผมยังได้ของขวัญพิเศษจากคุณย่าด้วยนะ"

"คุณย่าของคุณเสียชีวิตไปนานแล้วไม่ใช่เหรอคะ"

"ครับ ท่านเสียชีวิตนานแล้ว แต่ก่อนท่านเสียชีวิต ท่านทำพินัยกรรมเอาไว้ โดยที่ระบุไว้ว่า เมื่อใดที่ผมอายุครบสามสิบปี ผมสามารถรับเงินก้อนใหญ่จากทรัสฟันที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ทั้งหมด" รอยคีนส์บอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขเมื่อนึกถึงสิ่งดีงามที่คุณย่าทำไว้ให้เขา

"ณัฐดีใจด้วยนะคะ"

รอยคีนส์กุมมือหญิงสาวเอาไว้ "เราจะเอาเงินนี้ไว้สร้างฐานะสร้างครอบครัวของเราสองคนครับ เราจะมีบ้านเป็นของตัวเอง จะมีอิสระในสิ่งที่เราอยากจะทำ อีกแค่สิบวันเราก็จะย้ายออกไปแล้ว อดทนหน่อยนะที่รัก"

ปณัฐดายิ้มอย่างสุขใจ "ค่ะ สิบวันไม่นานเลยนะคะ ณัฐรอได้ค่ะ"

"ขอบคุณครับที่อดทนเพื่อผม เพื่ออนาคตของสองเรา"

"ณัฐเป็นภรรยาของคุณนะคะ เราจะอดทนเพื่ออนาคตของสองเรา"

"เดี๋ยวผมจะอาบน้ำเสียก่อน แล้วเราค่อยแวะไปที่ห้องครัวด้วยกัน"

"ค่ะ ณัฐทำอาหารเสร็จหมดแล้ว รอแต่คุณอาบน้ำและรอคุณพ่อกลับมาจากข้างนอก"

"จอห์นไปไหนเหรอ" รอยคีนส์ไม่เคยเรียกจอห์นว่าพ่อเหมือนที่ปณัฐดาเรียกเลย

"ไม่ทราบค่ะ เห็นคุณแม่บอกว่าออกไปแต่เช้าแล้ว"

"สงสัยออกไปที่สนามบินแน่เลย"

"คุณพ่อไปทำอะไรที่สนามบินคะ"

"ก็ไปดูพวกเครื่องบินร่อนของเขาแหละ คุณอย่าไปสนใจเลย"

ปณัฐดาไม่ได้สนใจเรื่องที่คนรักคุยอีกเลย เธอเดินมาที่ห้องน้ำ และเปิดตู้เสื้อผ้า

"วันนี้คุณจะใส่เสื้อผ้าชุดไหนดีคะ"

"ชุดที่คุณคิดว่าดูดีที่สุด"

"งั้นเอาชุดนี้ดีไหมคะ ณัฐเพิ่งรีดไว้เมื่อหลายวันก่อน ดูเข้ากับคุณมาก ๆ เลย"

"ครับ ขอบคุณครับ"

รอยคีนส์เข้าไปอาบน้ำจนเสร็จ โดยที่มีปณัฐดานั่งรออยู่ที่ห้องแต่งตัวติด ๆ กับห้องน้ำ เธอไม่ได้ออกไปไหน เพราะต้องการช่วยเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้คนรักได้ใส่ หญิงสาวมีความสุขกับการได้ปรนนิบัติดูแลคนรักให้ดี พอรอยคีนส์อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว ก็พาปณัฐดาเดินมาที่ห้องครัว ซึ่งมิสซิสเมเบิ้ลและจอห์นนั่งดื่มกาแฟอยู่ตามลำพัง

"สุขสันต์วันเกิดลูกรัก" มิสซิสเมเบิ้ลกล่าวทักทายพร้อมคำอวยพร เธอลุกขึ้นและเดินมากอดรอยคีนส์ไว้แน่น พร้อมกับหอมแก้มชายหนุ่มฟอดใหญ่

ส่วนจอห์นนั้นก็อวยพรวันเกิดให้เช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้กอดอย่างที่มารดาคนรักทำ ปณัฐดาทักทายจอห์นตามมารยาท โดยที่มิสซิสเมเบิ้ลหันมามอง

"ทำไมเธอไม่กอดและหอมแก้มจอห์นเหมือนที่ฉันทำกับลูกชายล่ะ"

ปณัฐดารู้สึกงง "คุณแม่หมายความว่ายังไงคะ"

"ก็หมายความว่า ฉันอยากให้เธอหอมแก้มจอห์น เหมือนที่ฉันหอมแก้มลูกชายฉันยังไงล่ะ มันเป็นการแสดงความรักของคนที่นี่"

ช่วงเวลานั้นปณัฐดาพูดอะไรไม่ออก เธอหันไปมองคนรักพลางมองผ่านมาทางมิสซิสเมเบิ้ล

"นับตั้งแต่ที่ณัฐคบหาดูใจและแต่งงานกับรอยคีนส์ ณัฐไม่เคยหอมแก้มชายใด ผู้ชายที่ณัฐหอมแก้มได้ก็มีแต่รอยคีนส์เท่านั้น"

มิสซิสเมเบิ้ลหน้าเสียนิด ๆ กับคำตอบของปณัฐดา รอยคีนส์รีบเดินมากอดปณัฐดาเอาไว้

"ตามธรรมเนียมไทย ผู้หญิงหอมแก้มชายอื่นไม่เหมาะสมครับคุณแม่"

"เหรอ ฉันไม่รู้นี่"

"ตอนนี้คุณแม่ก็รู้แล้ว อย่าไปบังคับให้ปณัฐดาหอมแก้มใครเลย เพราะปกติธรรมเนียมไทยเขาไม่หอมแก้มและจับมือกัน ส่วนใหญ่เวลาเห็นใครก็ตามที่รู้จัก ก็จะยกมือไหว้ตลอด ไม่มีการจับเนื้อต้องตัวกัน นอกจากคน ๆ นั้นเป็นคนที่รู้จักและคุ้นเคยที่สุด" รอยคีนส์อธิบายให้มารดาได้เข้าใจ

"แต่ปณัฐดาอยู่ที่อเมริกานี่ การหอมแก้มกอดกันถือว่าเป็นธรรมเนียมของคนอเมริกัน" มิสซิสเมเบิ้ลแย้งขึ้นมาทันที

"ผมแต่งงานกับปณัฐดา ไม่เคยบังคับใจเธอให้ทำตามธรรมเนียมอเมริกันทั้งหมด ส่วนที่ดีของธรรมเนียมอเมริกัน เธอก็เรียนรู้และรับไว้ด้วยตัวเอง ส่วนที่แตกต่างและดูไม่เหมาะสมขัดกับธรรมเนียมและความเชื่อแบบไทย ๆ เธอก็ไม่จำเป็นต้องทำนี่ครับ ชีวิตรักของผมให้อิสระในสิ่งที่เชื่อและนับถือของกันและกัน ไม่มีกฏบังคับที่ตายตัวแน่นอน อันไหนที่คนรักมีความสุขผมก็มีความสุขไปด้วย" รอยคีนส์อดไม่ได้ที่จะทัดทานคำพูดของมารดา

"ตามใจ ถ้าคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นดีที่สุดก็ทำไป แม่ไม่ยุ่งหรอก"

"ครับ ขอบคุณครับ"

ปณัฐดารู้สึกใจไม่ดีนักที่เห็นคนรักและมารดาต้องมามีปากเสียงเรื่องนี้ ปกติหญิงสาวยอมรับธรรมเนียมการกอดการทักทายของคนในครอบครัวอยู่แล้ว แต่การที่จะให้จูบปากหอมแก้มผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีนั้น หญิงสาวยอมรับว่าไม่สามารถรับธรรมเนียมนี้เข้ามาได้เลย เพราะเธอยังยึดติดกับธรรมเนียมไทย ๆ อยู่ตลอด

"หิวข้าวกันไหมคะ ณัฐจะได้เตรียมอาหารเช้าเลย" ปณัฐดาถามขึ้น

"ฉันไม่หิว และไม่กินข้าวเช้า ฉันจะดื่มกาแฟ" มิสซิสเมเบิ้ลตอบอย่างไม่สนใจความรู้สึกของคนถาม

"คุณพ่อล่ะคะ หิวข้าวไหมคะ" ปณัฐดาหันไปถามจอห์น

"พ่อยังไม่หิวลูก ปณัฐดากับคีนส์หิวก็ทานไปก่อนเถอะ"

เมื่อมารดาคนรักและพ่อเลี้ยงต่างก็ไม่อยากร่วมโต๊ะด้วย ปณัฐดาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เธอหันไปมองคนรักซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลนัก

"ไม่มีใครหิว ก็ตักแค่ของคุณและผมก็พอแล้ว"

วันนั้นรอยคีนส์ไม่สนใจความรู้สึกของมารดา ชายหนุ่มคงจะรู้สึกว่ามารดาเข้ามาก้าวก่ายชีวิตคู่ของตัวเองเกินไป จึงจำเป็นต้องพูดให้มารดาได้เข้าใจ และที่ไม่ชอบที่สุดก็การที่มารดาแท้ ๆ ต้องการให้ลูกสะใภ้หอมแก้มพ่อเลี้ยง จะว่าไปแล้วก็ไม่เหมาะและไม่สมควรยิ่งนัก

มิสซิสเมเบิ้ลดื่มกาแฟเสร็จก็ลุกขึ้นเอาแก้วไปเก็บในอ่างล้างจาน

"วันนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลยจอห์น คงจะขอตัวกลับไปนอนต่อ"

"ถ้าคุณเหนื่อยก็ไปนอนเถอะเมเบิ้ล" จอห์นพูดยังไม่ทันจบ มิสซิสเมเบิ้ลก็เดินกลับไปที่ห้องนอน และก็ปิดประตูดังปั้ง

ปณัฐดารู้ดีว่ามารดาคนรักคิดอย่างไร แต่ก็พยายามวางตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของมารดาคนรัก แต่เธอก็พยายามเก็บความอดทนเอาไว้ วันนี้วันเกิดของรอยคีนส์ เธออยากให้วันนี้มีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิตคนรัก หญิงสาวยอมรับว่าไม่อยากให้มีเรื่องราวทะเลาะกันเกิดขึ้นอีก

จอห์นนั่งดื่มกาแฟจนหมดแก้ว และก็นั่งคุยกับรอยคีนส์ไปพลาง ๆ

"ตกลงจะย้ายบ้านวันไหนเหรอคีนส์"

"วันที่หนึ่งมกราคมนี้ครับ" รอยคีนส์ตอบ

"จองรถขนย้ายหรือยัง"

"จองแล้วครับ"

"แล้วผมจะช่วยคุณขนของเองนะ ไม่ต้องไปจ้างใครหรอก"

"ลำบากคุณหรือเปล่าจอห์น ผมเกรงใจ"

"ไม่ลำบากหรอกคีนส์ คุณอย่าคิดมาก"

"ขอบคุณครับ"

จอห์นนั่งสนทนาสักพักก็ขอตัวเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ซึ่งก็ทิ้งให้ปณัฐดาและรอยคีนส์นั่งรับประทานอาหารกันเพียงลำพัง เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว ปณัฐดากับรอยคีนส์ก็ช่วยกันเก็บกวาดห้องครัวจนสะอาด จากนั้นก็พากันกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง



มิสซิสเมเบิ้ลไม่ได้นอนหลับแต่อย่างใด หญิงชรานอนลืมตาเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ จอห์นอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เดินมานั่งที่เตียงข้าง ๆ ภรรยา

"คุณอย่าไปคิดมากเลย ผมเข้าใจสิ่งที่คีนส์พูด วัฒนธรรมของปณัฐดาเขาไม่ได้โอบกอดหอมแก้มกันเหมือนคนอเมริกัน คุณเองก็เคยไปเมืองไทย ได้เห็นภาพทุกอย่างก็น่าจะรู้นี่เมเบิ้ล ทำไมถึงอยากให้เธอหอมแก้มผม เธอเป็นลูกสะใภ้ของคุณนะ"

"ก็ฉันอยากให้ปณัฐดารักคุณเหมือนพ่อแท้ ๆ"

"มันเป็นไปไม่ได้หรอกคุณ ผมเป็นแค่พ่อเลี้ยง ขนาดลูกคุณแท้ ๆ ยังไม่มีใครรักผมเหมือนพ่อเลย นับประสาอะไรกับลูกสะใภ้คนหนึ่ง แค่เธอให้ความนับถือผมก็ถือว่าดีพอแล้ว"จอห์นตอบ

"ฉันไม่เข้าใจปณัฐดาเลย อะไรกันนักหนา มาอยู่อเมริกาแต่ยังยึดติดกับธรรมเนียมไทย ๆ แบบนี้ท่าจะอยู่กับคนอื่นลำบากแน่เลย"

"ปณัฐดาจะเป็นยังไงก็เรื่องของเธอและคีนส์ ผมว่าคุณอย่าไปสนใจเลย ปลายเดือนนี้ทั้งสองคนก็ย้ายออกไปแล้ว คุณจะคิดมากทำไม"

"แต่ฉันก็อดคิดไม่ได้หรอก"

จอห์นไม่ได้สนใจคำพูดของภรรยา ลุกขึ้นเดินไปหยิบจดหมายมายื่นให้มิสซิสเมเบิ้ล

"จดหมายทวงหนี้ส่งมาถึงผม นี่ผมผ่อนผันมาหลายเดือนแล้วนะ ตกลงคุณจะให้ผมทำยังไงเนี่ย"

มิสซิสเมเบิ้ลลุกขึ้นนั่งทันที "หนี้อะไรเหรอจอห์น"

"ก็หนี้ที่คุณให้ผมซื้อรถให้คุณ ให้คีนส์ และก็ของผมนะสิ ผมจ่ายคนเดียวมาสามปีแล้วนะ เมื่อไหร่คุณจะพูดกับลูกชายคุณสักที วันนี้วันเกิดเขา ครบสามสิบปีพอดี เห็นคุณบอกว่าลูกชายคุณจะได้เงินก้อนใหญ่ที่ย่าเขาทิ้งไว้ให้ไม่ใช่เหรอ ตกลงลูกชายของคุณจะคืนผมหรือเปล่า"

มิสซิสเมเบิ้ลนั่งคิดถึงเรื่องราวเก่า ๆ เมื่อสามปีก่อน ช่วงนั้นรอยคีนส์กำลังเรียนจบปริญญาโท นับตั้งแต่ที่เธอและจอห์นแต่งงานกัน เธอสัมผัสได้ถึงความห่างเหินที่ลูกชายมีให้ เธออยากให้รอยคีนส์ยอมรับจอห์นเหมือนพ่อแท้ ๆ และรู้สึกดี ๆ กับเธอเหมือนเดิม จึงพยายามทำทุกอย่างให้รอยคีนส์ยอมรับและดีด้วย

จวบจนวันหนึ่ง มิสซิสเมเบิ้ลได้ปรึกษากับจอห์นว่าจะซื้อรถคันใหม่ให้รอยคีนส์เป็นของขวัญวันเรียนจบปริญญาโท แต่ในช่วงนั้นเธอไม่มีเงินเหลือในธนาคารมากนัก เพราะเงินที่พ่อของรอยคีนส์ทิ้งไว้ให้ใช้ก้อนใหญ่ก็หมดไปเสียแล้ว คงเหลือแต่เงินจากทรัสฟันที่กินรายเดือนเท่านั้น ซึ่งก็ไม่มากเท่าไหร่หากแต่พอเลี้ยงชีพได้อย่างประหยัดถ้าเธอไม่ฟุ่งเฟือย

เงินทรัสฟันจากคุณย่าของรอยคีนส์นั้น มิสซิสเมบิ้ลไม่สามารถเอาออกมาใช้เป็นก้อนได้ เพราะพินัยกรรมที่คุณย่าของรอยคีนส์ได้ทำไว้นั้น เงินจำนวนนี้ให้มิสซิสเมเบิ้ลได้กินได้ใช้ในฐานะที่แต่งงานกับพ่อของรอยคีนส์ เธอจะได้กินได้ใช้เงินในส่วนตรงนี้ช่วงระหว่างที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่เมื่อใดที่เธอเสียชีวิต เงินจำนวนนี้จะกลับคืนไปสู่ทรัสฟันและตกเป็นของรอยคีนส์ทั้งหมด เพราะรอยคีนส์เป็นหลานสืบสกุลคนเดียวและคนสุดท้ายที่มีชื่อรับมรดกในส่วนทรัสฟันของย่าเท่านั้น

มิสซิสเมเบิ้ลตัดสินใจไปกู้เงินจากธนาคารและเอาบ้านไปค้ำประกันเงินกู้เอาไว้โดยที่ไม่บอกให้รอยคีนส์รู้แม้แต่นิดเดียว ทั้งที่ตามพินัยกรรมของพ่อที่ได้ทำเอาไว้ก่อนเสียชีวิต บ้านและทรัพย์สินทุกอย่างในบ้านหลังนี้รอยคีนส์มีสิทธิ์ครึ่งหนึ่ง การที่มิสซิสเมเบิ้ลแอบเอาบ้านไปเข้าธนาคารโดยไม่มีการเซ็นอนุมัติจากรอยคีนส์นั้น ถือว่าเธอได้ทำผิดกับรอยคีนส์เป็นอย่างมาก ในขณะนั้นรอยคีนส์ไม่รู้อะไรเลย ชายหนุ่มไว้ใจมารดาและคิดว่ามารดาคงจะไม่หักหลังตนแน่นอน รอยคีนส์ตั้งใจเรียนหนังสือให้จบและวางแผนที่จะเดินทางไปเป็นอาจารย์สอนที่ประเทศแถบเอเชีย โดยที่ไม่ได้สนใจว่ามารดาจะทำอะไรกับทรัพย์สินที่พ่อทิ้งไว้ให้

ในวันนั้นมิสซิสเมเบิ้ลและจอห์นพร้อมใจกันโกหกทุกอย่างเพื่อให้รอยคีนส์ตายใจ และบอกว่าเงินที่ซื้อรถให้นั้นเป็นเงินเกษียณของจอห์นทั้งหมด

"ผมรับรถที่คุณซื้อให้ไม่ได้หรอกจอห์น ขอบคุณนะที่คุณมีน้ำใจให้"

"รับไปเถอะลูก จอห์นเขามีน้ำใจให้ลูกนะ เขาซื้อเงินสดนะลูก เขาอุตส่าห์ถอนเงินเกษียณออกมาซื้อรถให้พวกเราขนาดนี้ นี่ก็แสดงว่าจอห์นรักแม่และรักคีนส์มากนะลูก"

"คุณแม่ครับ ผมไม่ได้หมายถึงว่ารักหรือไม่รักหรอกนะครับ แต่ผมไม่อยากรับ เพราะมันมากเกินไป"

จอห์นเดินมาจับมือรอยคีนส์ "คีนส์รับไว้เถอะ ผมตั้งใจทำเพื่อคุณและแม่ของคุณโดยเฉพาะ ผมรักแม่ของคุณ ผมก็ต้องดีกับคุณด้วย"

"แต่รถคันนี้ไม่ใช่ราคาถูก ๆ นะจอห์น ทั้งของคุณ ของคุณแม่ รวมทั้งคันที่ซื้อให้ผม อย่างน้อย ๆ ไม่ต่ำกว่าแสนกว่าเหรียญนะครับ"

"คีนส์อย่าไปคิดมากเลยลูก จอห์นอุตส่าห์มีน้ำใจซื้อให้เป็นของขวัญวันเรียนจบ คีนส์รับ ๆ ไว้เถอะลูก จอห์นจะได้ไม่เสียใจ"

รอยคีนส์มองหน้ามารดาและพ่อเลี้ยงสลับไปมา รถจอดอยู่ตรงหน้าบ้านแล้ว หากจะเอาไปคืนก็กระไรอยู่ เพราะมารดาและพ่อเลี้ยงได้เซ็นสัญญาซื้อขายเรียบร้อยแล้ว

"ผมรับก็ได้จอห์น แต่ผมสัญญาว่า ผมจะคืนเงินสามหมื่นเหรียญค่ารถคันนี้ให้คุณแน่นอน ผมไม่รับฟรี ๆ หรอก วันที่ผมอายุครบสามสิบปีเมื่อไหร่ ผมจะได้รับเงินก้อนจากคุณย่า ผมจะคืนให้คุณแน่นอน"

"ไม่เป็นไรหรอกคีนส์ อย่าไปคิดมากเลย"

"ขอบคุณครับจอห์น ขอบคุณครับคุณแม่"

มิสซิสเมเบิ้ลยิ้มอย่างมีความสุขที่ลูกชายยอมรับของขวัญที่ตัวเองมอบให้ แม้ว่าสิ่งที่เธอตั้งใจทำให้ลูกชายจะเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ดีที่เธอได้ทำลงไปนั้น มันเป็นการทำร้ายลูกชายทางอ้อม หากวันใดวันหนึ่งที่รอยคีนส์รู้ความจริงทั้งหมด ชายหนุ่มคงจะเจ็บปวดเสียใจไม่น้อย

"เมเบิ้ล ตกลงคุณจะเอายังไง" เสียงถามของจอห์นดังขึ้น ทำให้มิสซิสเมเบิ้ลสะดุ้งตื่น

"แล้วคุณจะให้ฉันทำยังไงล่ะจอห์น ในเมื่อวันนั้นคุณบอกว่าจะซื้อรถให้เป็นของขวัญแก่ลูกชายฉัน วันนี้คุณมาทวงเงินคืนได้ยังไง"

"อ้าว! เมเบิ้ล คุณพูดยังงี้ได้ยังไง คุณกับผมวางแผนกันทุกอย่าง และลูกชายคุณรับปากว่าจะคืนเงินให้ผมเมื่อเขาอายุครบสามสิบปี แล้วนี่คุณจะเบี้ยวผมเหรอ"

มิสซิสเมเบิ้ลรู้สึกไม่พอใจเอามาก ๆ หญิงสาวลุกขึ้นพรวดพราด

"ฉันไม่ได้เบี้ยวคุณนะจอห์น แต่คุณเป็นคนบอกลูกฉันเองว่าให้เป็นของขวัญ ปกติของขวัญเขาไม่ใช้คืนกันนี่"

"แต่นี่ไม่ใช่ของขวัญนะ แต่เป็นแผนการของคุณที่อยากให้คีนส์ยอมรับผม คุณต้องช่วยผมรับผิดชอบหนี้ตรงนี้"

"ไม่รู้สิ ฉันไม่สนใจหรอก ไหน ๆ คุณจ่ายธนาคารมาสามปีแล้ว ทำไมจะจ่ายต่ออีกไม่ได้ล่ะ"

"ผมนะจ่ายหนี้ได้ถ้าคุณไม่ผลาญเงินเก็บของผมหมดเสียก่อน นี่ผมไม่มีเงินเลย ตอนนี้ก็กินเงินเกษียณและเงินประกันสังคมไปแต่ละเดือน ไหนจะต้องหมุนเงินตรงนี้มาช่วยคุณจ่ายหนี้เล็ก ๆ น้อย ๆ ในเมืองอีก ผมไม่ไหวนะคุณ"

"แล้วคุณจะทำอย่างไร"

"ผมจะคุยกับคีนส์เอง คุยกันอย่างลูกผู้ชาย ผมอยากรู้ว่าเขาจะรักษาสัจจะที่ให้ไว้กับผมหรือไม่"

"คุณอย่าเสียเวลาไปคุยกับลูกชายฉันเลยเลย ถึงยังไงคีนส์ก็คงไม่ให้เงินคุณหรอก"

"อย่างน้อยผมก็อยากรู้ว่าคีนส์ไม่รักษาสัจจะที่ให้ไว้กับผมจริงหรือเปล่า"

จอห์นพูดจบก็เดินออกไปจากห้อง ขณะที่ปณัฐดาและรอยคีนส์นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องก็ได้ยินเสียงใครบางคนเคาะประตู

ปณัฐดาลุกขึ้นไปเปิดประตู "ใครคะ"

"พ่อเองลูก"

ปณัฐดาเปิดประตูและส่งยิ้มให้จอห์นนิดหนึ่ง "คีนส์ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย"

"เชิญครับจอห์น"

"งั้นไปคุยกันที่ห้องรับแขกดีกว่า" จอห์นตอบและเดินนำมาที่ห้องรับแขก

รอยคีนส์พาปณัฐดามานั่งที่ห้องรับแขก พอเดินมาถึงห้องรับแขกมิสซิสเมเบิ้ลก็นั่งรออยู่ก่อนหน้านี้แล้ว สีหน้าของเธอดูเคร่งเครียดเหมือนคนไม่มีความสุขเอาเสียเลย ปณัฐดาเห็นภาพใบหน้าของมารดาคนรักและพ่อเลี้ยงเหมือนคนอมทุกข์ก็รู้สึกเศร้าหมองไปด้วย

"คุณจำได้ไหมคีนส์ คุณเคยบอกผมว่า เมื่อคุณอายุครบสามสิบปี คุณจะได้เงินก้อนใหญ่จากคุณย่าของคุณ วันที่ผมซื้อรถให้คุณในวันที่เรียนจบปริญญาโท คุณบอกว่าคุณจะคืนเงินนั้นให้ผม ยังจำได้ไหม" จอห์นหันมาคุยกับรอยคีนส์

"ผมจำได้สิจอห์น จำได้แม่นเสียด้วย ทำไมผมจะจำไม่ได้ แต่จะว่าไปแล้ว รถที่คุณซื้อให้ผม คุณบอกว่าเป็นของขวัญ ซึ่งของขวัญนั้นไม่ได้มีบอกว่าจะต้องคืนเงินให้คุณ แต่ผมลูกผู้ชายพอ ผมพูดคำไหนคำนั้น และผมก็คืนเงินสามหมื่นกว่าเหรียญให้คุณไปแล้ว คุณแม่ไม่ได้บอกคุณเหรอ" รอยคีนส์ตอบ

จอห์นรู้สึกอึ้งทันที หันไปมองภรรยาซึ่งห่างกันพ่อสมควร

"ว่ายังไงเมเบิ้ล คีนส์คืนเงินให้คุณตอนไหน"

"ก็ตอนที่คีนส์เป็นอาจารย์สอนอยู่ท่เกาหลีใต้ยังไงล่ะ คีนส์ให้เงินฉันมาสามหมื่นกว่าเหรียญ และนี่ไม่นับรวมกับเงินอีกหนึ่งหมื่นเหรียญที่เขาให้ฉันและคุณไปเที่ยวเมืองไทยด้วยกัน แถมเงินที่ให้ฉันตอนที่ฉันเดือดร้อนเรื่องหนี้ของแคทรีนลูกสาวอีกคนของฉันด้วย รวม ๆ ไปแล้วคีนส์ให้เงินคืนแก่ฉันเกือบห้าหมื่นเหรียญได้นะคุณ ฉันว่าน่าจะคุ้มนะ"

"แต่ผมไม่ได้เห็นเงินที่คุณพูดถึงเลยนะเมเบิ้ล ทำไมคุณไม่บอกผมบ้าง แล้วเงินนั่นอยู่ที่ไหน เงินไปเที่ยวเมืองไทย ผมก็ไม่ได้แตะแม้แต่เหรียญเดียว ผมใช้เงินของผมทั้งหมด คุณเอาอะไรมาพูด" เมื่อทุกอย่างถูกเปิดเผย ทั้งจอห์นและรอยคีนส์ต่างก็มองหน้ากันเหมือนมีคำถามหลายอย่างข้องใจอยู่
รอยคีนส์เริ่มเข้าใจอะไร ๆ มากขึ้น ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะตำหนิมารดา

"เงินไปเที่ยวเมืองไทยที่อ้างว่าไปรับปณัฐดานั้น คุณแม่ไม่มีเงินสักเหรียญ คุณแม่โกหกผมว่ามีเงิน แต่ความจริงคุณแม่ไม่มีเงินเลย คุณแม่ไปกู้เงินนอกระบบมาหนึ่งหมื่นเหรียญ ผมก็คิดว่าคุณรู้เสียอีกจอห์น พอกลับมาถึงอเมริกา คุณรู้ไหมคุณแม่มาขอให้ผมไปช่วยจ่ายหนี้ตรงนั้นให้เธอ เพราะคุณแม่อ้างว่าปณัฐดาทำให้เธอต้องติดหนี้ตรงนี้ คุณคิดดูนะจอห์น ถ้าปณัฐดาไม่ใช่ภรรยาของผม ผมจะไม่ขอรับผิดชอบหนี้ใด ๆ เกี่ยวกับคุณแม่เด็ดขาด เพราะเหนื่อยมามากพอแล้ว วันนั้นผมตัดสินใโทรไปบอกให้คุณสมิทธส่งเช็คไปจ่ายหนี้ให้คุณแม่เร็วที่สุด นี่ผมถามคุณตรง ๆ เหอะ คุณแม่ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคุณเลยเหรอจอห์น"

"เปล่านี่ ผมไม่รู้เรื่อง" จอห์นปฏิเสธ

รอยคีนส์หันไปทางมารดาทันที

"ทำไมคุณแม่ไม่บอกจอห์นเรื่องเงินทุกอย่าง เงินที่ผมสั่งให้คุณสมิทธเขียนเช็คส่งไปให้คุณแม่จ่ายหนี้ธนาคารของแคทลีน เพื่อไม่ให้ธนาคารมายึดบ้าน คุณแม่ปกปิดจอห์นไว้ทำไม"

"ก็แม่คิดว่าไม่จำเป็นนี่คีนส์"

"ทำไมจะไม่จำเป็นล่ะครับ คนที่เป็นสามีภรรยากัน เขาไม่มีความลับต่อกันหรอกครับ จะจ่ายจะใช้เงินอะไร เขาก็คุยกันตลอด"

"ก็แม่เห็นจอห์นไม่สนใจอะไรเลย" มิสซิสเมเบิ้ลตอบแบบคนเอาตัวรอด ไม่สนใจเลยว่าลูกชายและสามีรู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ความจริง

"คีนส์ ไอ้เงินที่คุณส่งให้แม่ของคุณนั้น ไม่ได้จ่ายหนี้ธนาคารหรอก หนี้ทุกอย่างยังอยู่ครบทุกเหรียญ" จอห์นหันมาบอกรอยคีนส์ก่อนที่จะหันไปทางภรรยาอีกครั้ง "ผมถามจริง ๆ เถอะเมเบิ้ล คุณจะปิดผมไปทำไมเรื่องเหล่านี้ คุณน่าจะบอกผมให้รู้บ้าง ผมเป็นสามีของคุณนะ และผมก็มีสิทธิ์ที่จะรู้เรื่องการใช้จ่ายเงินของคุณ แล้วตกลงเงินนั้นยังอยู่หรือเปล่า"

"ฉันใช้หมดแล้ว"

จอห์นโกรธจัด กำมือไว้แน่น กัดกรามเอาไว้ ส่ายหัวไปมา "คุณเอาเงินห้าหมื่นกว่าเหรียญไปใช้อะไรหมดเหอะ"

"ก็ค่ายาค่าหมอของฉันยังไงล่ะ"

"คุณอย่ามาโกหกผมเลยเมเบิ้ล ค่ายาค่าหมอของคุณ ผมรู้หมด เพราะบิลค่ารักษาต่าง ๆ ของคุณถูกส่งมาให้ผม เพราะคุณใช้ประกันจากสวัสดิการในบริษัทของผม ถามจริง ๆ เถอะ คุณเอาเงินมากมายขนาดนั้นไปทำอะไรเหอะ"

"ก็ฉันบอกแล้วว่าฉันจ่ายค่าย่าค่ารักษาต่าง ๆ"

จอห์นทุบโต๊ะทันที สีหน้าโกรธจัด "ทำไมคุณไม่เลิกโกหกสักที แก่จนป่านนี้แล้ว ทำไมคุณไม่เคยพูดความจริง ไม่เคยยอมรับเลยว่าตัวเองผิด แค่คุณพูดความจริงเท่านั้นแหละ และเท่านั้นแหละที่ผมกับคีนส์อยากรู้ที่สุด" จอห์นไม่สามารถยับยั้งอารมณ์ไว้ได้

มิสซิสเมเบิ้ลหน้าซีดขึ้นมาทันที เธอมองจอห์นด้วยความเคียดแค้น รับไม่ได้ที่ถูกสามีตำหนิอย่างแรง

"อย่ามาขึ้นเสียงกับฉันนะจอห์น ที่นี่บ้านของฉัน คุณแค่คนมาอาศัยอยู่ คุณไม่มีสิทธิ์มาขึ้นเสียงกับฉัน"

"บ้านของคุณเหรอ" จอห์นแทบจะหัวเราะออกมาให้ได้ แหงนมองรอบ ๆ บ้านก่อนที่จะหันมาต่อว่าภรรยาอีกครั้ง "บ้านของธนาคารต่างหาก ถ้าผมไม่ผ่อนจ่ายค่าหนี้ทุก ๆ เดือน ป่านนี้บ้านหลังนี้ก็ตกเป็นของธนาคารไปนานแล้ว
รอยคีนส์รู้สึกอึ้งไปหมดกับสิ่งที่จอห์นพูด ชายหนุ่มส่ายหัวรับไม่ได้

"สรุปแล้วหนี้ที่คุณแม่ติดธนาคารและเอาบ้านไปค้ำประกันนี่ มันมีกี่หนี้กันแน่ ตกลงไม่ใช่หนี้ที่ค้ำประกันกู้เงินให้แคทลีนส์ใช่ไหมครับ ช่วยอธิบายให้ผมได้เข้าใจหน่อยได้ไหม"

"ก็หนี้ของแคทลีนส์ด้วยแหละ" มิสซิสเมเบิ้ลตอบ

"ถ้าจะให้ผมคิด รถที่คุณแม่และจอห์นแกล้งทำเป็นซื้อให้ผมเป็นของขวัญ และซื้อให้ตัวเองคนละคันนั้น คุณแม่กับจอห์นไปกู้เงินจากธนาคารมาใช่ไหม แล้วก็เอาบ้านของพ่อผมไปค้ำประกันเอาไว้ใช่ไหม" รอยคีนส์พูดจบก็นิ่งเงียบสักพักเหมือนกำลังสะกดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ "ทำไมต้องโกหกผมด้วย เพื่ออะไร"

ไม่มีคำตอบจากจอห์น ไม่มีคำพูดใด ๆ จากมิสซิสเมเบิ้ล ทั้งสองคนไม่กล้าสบตารอยคีนส์แต่อย่างใด รอยคีนส์ส่ายหัวรับไม่ได้กับการกระทำของมารดาและพ่อเลี้ยง

บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่พ่อของรอยคีนส์เก็บเงินทั้งชีวิตเพื่อซื้อเงินสด เพราะคิดว่าเมื่อใดที่ตัวเองเสียชีวิต รอยคีนส์กับแม่จะได้ไม่ลำบาก

ในช่วงเวลานั้น รอยคีนส์คิดถึงพ่อจับใจ สัมผัสได้จากใบหน้าของชายหนุ่มที่มีน้ำใส ๆ เอ่อเบ้า ปณัฐดากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เธอสะอื้นไห้เงียบ ๆ อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปจับแขนคนรักเอาไว้แน่น หญิงสาวได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เธอรู้สึกเจ็บปวดหัวใจที่สุด หลับตาก็อยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ สงสารคนรักที่สุดที่ถูกแม่และพ่อเลี้ยงหักหลัง

ณ วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับคนรักและครอบครัว ทั้งมารดาคนรักและพ่อเลี้ยงต่างก็ทะเลาะกันอย่างแรง หญิงสาวพอจับใจความได้ว่าอะไรเป็นอะไร เธอมองหน้ามิสซิสเมเบิ้ลชัด ๆ ผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมด ไม่เคยคิดเลยว่าผู้หญิงที่เธอรักและนับถือเปรียบดั่งแม่แท้ ๆ จะโกหกลูกชายและสามีตัวเองได้ขนาดนี้ และที่แย่ไปกว่านั้นทำไมมารดาคนรักต้องโกหกตัวเองด้วย

"ผมไม่เคยคิดเลยว่าคุณแม่กับจอห์นจะหักหลังผมอย่างนี้ ผมเสียใจจริง ๆ และผิดหวังในตัวคุณแม่และจอห์นมากที่สุด"

รอยคีนส์พูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ใบหน้าของเขาหม่นหมอง นัยน์ตาไม่ได้เป็นประกายอย่างที่เคยเห็น หากแต่แววตานี้มีแต่น้ำใส ๆ ที่พร้อมจะไหลรินออกมาเมื่อความอดทนสิ้นสุด

"ผมขอโทษคีนส์ที่โกหกคุณ ก็คุณแม่ของคุณนะ ขอให้ผมโกหกคุณ ถ้าผมไม่ช่วยโกหก เธอก็พาลโกรธผม" จอห์นพูดขึ้น

"ผมเชื่อแล้วแหละว่าทุกสิ่งที่คุณพ่อของผมเคยพูดไว้ไม่มีผิด ทำไมคุณแม่ถึงเป็นคนแบบนี้ กาลเวลาไม่เคยเปลี่ยนคุณแม่เลยนะครับ"

คำพูดของรอยคีนส์ทำให้มิสซิสเมเบิ้ลถึงกับร้องไห้ออกมาทันที "คีนส์แม่ขอโทษนะลูก แม่ไม่ได้ตั้งใจ แม่ผิดไปแล้ว"

เมื่อเห็นน้ำตามารดาไหลริน ความอ่อนแอของลูกผู้ชายคนหนึ่งย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา น้ำใส ๆ ไหลเป็นทางจากเบ้าตาของชายหนุ่ม เขารู้สึกเจ็บปวดยากที่จะบรรยายออกมาได้ ไม่เคยคิดเลยว่ามารดาและพ่อเลี้ยงจะทำร้ายจิตใจตัวเองขนาดนี้ วันนี้เป็นวันเกิดของเขาแท้ ๆ แทนที่ชายหนุ่มจะมีความสุข แต่กลับทุกข์เสียเหลือเกิน ณ เวลานั้นรอยคีนส์ไม่สามารถนั่งอยู่นั้นได้อีกแล้ว พลางลุกพรวดพราดเดินกลับไปที่ห้องนอนอย่างเร็ว โดยที่มีปณัฐดาวิ่งตามไปติด ๆ ทิ้งให้มารดาคนรักและพ่อเลี้ยงนั่งอยู่สองคนเพียงลำพัง

 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-03-05 03:03:54


Opinion No. 26 (133756)



 






บทชีวิตสะใภ้ที่ 21



รอยคีนส์เดินเข้าไปในห้องนอนอย่างรวดเร็ว ซึ่งปณัฐดาเดินตามชายหนุ่มมาติด ๆ เธอรู้ว่าคนรักรู้สึกอย่างไร จึงไม่รอช้าที่จะเข้าไปปลอบโยน เพียงไม่นานรอยคีนส์ก็หยุดอยู่ที่ห้องน้ำซึ่งก็มีกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่ด้านหน้า เขามองภาพตัวเองในกระจกก่อนที่จะก้มล้างหน้าล้างตา ปณัฐดารู้ว่าคนรักร้องไห้ แต่ก็ไม่อยากเห็นความอ่อนแอของเขา หากการร้องไห้แล้วทำให้ชายหนุ่มได้ระบายความเจ็บปวดออกมาจากใจได้ เธอก็จะปล่อยให้เขาร้อง โดยที่มีเธอนั่งอยู่เคียงข้างคอยซับน้ำตาให้


"อย่าเสียใจไปเลยนะคะ คุณแม่คงไม่ได้ตั้งใจ"

"ผมแค่ไม่อยากเชื่อตัวเองเท่านั้นว่าคุณแม่จะทำกับผมได้"

"ท่านคงไม่อยากให้คุณเสียใจ เลยไม่บอกความจริงกับคุณ"

"แต่คุณแม่กับจอห์นโกหกผมมาตลอด คุณก็รู้ปณัฐดา"

ปณัฐดาสบตาคนรัก ไม่ได้พูดอะไรอีก เธอลูบหลังคนรักเบา ๆ

"ณัฐเข้าใจค่ะ รู้ว่าคุณเจ็บ อย่าเสียใจเลยนะคะ ให้อภัยและให้โอกาสท่าน บางทีท่านอาจจะปรับปรุงตัวเองเสียใหม่"

รอยคีนส์หยิบผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดหน้าจนเสร็จ จากนั้นก็ชวนปณัฐดาเดินออกมานั่งที่โซฟา

"ผมจะทำตามที่คุณแนะนำ จะอภัยให้คุณแม่ แต่ถ้าคุณแม่ไม่เปลี่ยนตัวเอง ผมคงไม่ยุ่งกับท่านอีก"

"ณัฐเคารพในการตัดสินใจของคุณค่ะ ตัวณัฐเองให้อภัยคนที่ทำผิดได้แค่สองครั้ง หากมีครั้งที่สามไม่ต้องมาพูดคุยกันอีกเลย"

"แต่ผมไม่รู้คุณแม่จะเปลี่ยนตัวเองไหม คุณกับผมคงได้รู้ในวันข้างหน้า"

วันนั้นหลังจากที่คุยกันเสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็พาปณัฐดาไปหาซื้อกล่องแพ็คของเตรียมย้ายไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง จากนั้นก็เข้าอินเตอร์เพื่อหาซื้อเครื่องใช้ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพวกเครื่องซักผ้าเครื่องอบผ้า ไมโครเวฟ ส่วนเครื่องใช้ในครัวพอมีอยู่บ้าง เพราะแขกที่มางานแต่งงานต่างก็ซื้อของให้หลายอย่าง เพื่อนของรอยคีนส์แต่ละคนน่ารัก ต่างก็สั่งซื้อเครื่องครัวของใช้แบบไทย ๆ จากเวบไซต์ให้ ไม่ว่าจะเป็น ครกหิน ซึ้งนึ่งอาหาร และก็หม้อนึ่งข้าว ซึ่งก็ทำให้ปณัฐดาดีใจไม่น้อย

ในตอนค่ำปณัฐดากับรอยคีนส์ไม่ได้ออกไปร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัว เพราะพากันนั่งแพ็คของอยู่ในห้องเพียงลำพัง ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั้น เสียงใครบางคนเคาะประตูดังสองสามครั้ง ปณัฐดาเดินไปเปิดประตู เมื่อเห็นหน้ามารดาคนรักก็ไม่รู้จะพูดอะไร ถึงแม้เธอจะให้อภัยสิ่งที่มารดาคนรักทำผิดกับคนรักและเคยทำให้ตัวเองเสียใจ แต่บางครั้งความรู้สึกที่เคยเจ็บปวดมันไม่เคยจางหายไปเลย ยิ่งต้องเผชิญหน้ากับคนที่ทำให้เสียใจ ยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ทั้งที่หัวใจก็ยังรักและนับถืออยู่

"ปณัฐดา ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ" มารดาคนรักเอ่ยขึ้น สีหน้าเศร้า ๆ

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณแม่อย่าคิดมาก มันผ่านไปแล้ว"

"เธอไม่โกรธฉันใช่ไหม"

"ไม่หรอกค่ะ ณัฐแค่ไม่อยากเชื่อว่าคนที่เป็นแม่จะทำแบบนี้ได้"

"ฉันบอกแล้วยังไงว่าไม่ได้ตั้งใจ จอห์นหลอกให้ฉันทำทั้งหมด เธอต้องเชื่อฉันนะปณัฐดา"

เมื่อได้ยินมารดาคนรักโยนความผิดไปให้พ่อเลี้ยงเพียงคนเดียว ปณัฐดารับรู้ได้เลยว่า มารดาคนรักเป็นคนนิสัยอย่างไร เกิดมาในชีวิตเธอไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนเป็นแบบนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นแม่คน ปณัฐดารู้สึกเสียใจและเสียความรู้สึกกับมารดาคนรัก แต่เธอก็ยังให้เกียรติอยู่บ้าง

"เรื่องจบไปแล้ว คุณแม่มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ"

"ฉันอยากคุยกับลูกชายฉัน"

"เชิญค่ะ"

มิสซิสเมเบิ้ลเดินไปกอดรอยคีนส์ เธอร้องไห้ทันที ซึ่งรอยคีนส์ก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นเดียวกัน ปณัฐดายืนมองภาพของคนสองคนอยู่ไม่ไกลนัก เธอรู้ว่าคนรักแม้จะโกรธและเสียใจกับการกระทำของมารดามากแค่ไหน แต่รอยคีนส์ก็คงจะเกลียดมารดาไม่ลง เพราะรอยคีนส์รักมารดามากที่สุด ซึ่งปณัฐดาสัมผัสได้ เพียงแต่ในช่วงเวลานี้ชายหนุ่มยังรับไม่ได้ที่ถูกมารดาหักหลัง ทำให้เสียความรู้สึกและผิดหวังหลายอย่าง แต่กาลเวลาที่ผ่านไปในวันข้างหน้า อาจจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น

"แม่ขอโทษนะคีนส์ แม่เสียใจจริง ๆ อย่าโกรธแม่เลยนะลูก"

"ทำไมคุณแม่ทำอย่างนี้ คุณแม่ทำให้ผมผิดหวังและเสียใจมาก ๆ เลย"

"คีนส์ไม่ต้องห่วงนะ แม่กับจอห์นจะเก็บเงินไปใช้หนี้ธนาคารให้หมด แม่สัญญาจ้ะ"

"คุณแม่พูดจริง ๆ นะครับ"

"จ้าลูก แม่สัญญา เพราะบ้านหลังนี้เป็นของคีนส์นะลูก แม่จะต้องหาเงินไปคืนธนาคารให้หมด ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับแม่ คีนส์จะได้ครอบครองบ้านหลังนี้ตามความต้องการของพ่อคีนส์ยังไงล่ะ"

"ผมถามจริง ๆ เถอะ คุณแม่เอาเงินไปใช้อะไรหมด" รอยคีนส์ถามขึ้น

"แม่ติดหนี้บัตรเครดิต จอห์นก็หมุนเงินไม่ทัน แม่เลยทำแบบนี้ คีนส์อย่าโกรธแม่นะ"

"คุณแม่ซื้ออะไรนักหนา ถึงได้เป็นหนี้เยอะขนาดนี้"

"ก็ของจิปาถะทั่วไปนะ"

"จำเป็นมากไหมที่คุณแม่ต้องซื้อของพวกนั้น หรือว่าคุณแม่ซื้อเพียงเพื่อประดับบารมีให้ดูดีในสังคม"

มิสซิสเมเบิ้ลรู้สึกหน้าชาเมื่อถูกลูกชายยกเรื่องหน้าตาทางสังคมขึ้นมาพูด เธอรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก

"คีนส์อย่ามาว่าแม่แบบนี้นะลูก ไหน ๆ แม่ก็ขอโทษแล้ว ส่วนเงินนั้นแม่ก็ใช้ไปหมดแล้ว อย่ามาซ้ำเติมแม่ได้ไหม"

"ก็ได้ ผมจะไม่พูดเรื่องนี้อีก คุณแม่ต้องจัดการใช้หนี้ธนาคารให้เร็วที่สุด แล้วก็เอาเอกสารการใช้หนี้จากธนาคารมาให้ผมดูด้วย เพราะผมอยากรู้ว่าคุณแม่พูดจริงหรือแกล้งทำให้ผมดีใจ"

"ได้ ๆ ลูก ไม่ต้องห่วงนะ แม่สัญญาจะทำแน่นอน"

วันนั้นรอยคีนส์คุยกับมารดาเสร็จก็ช่วยปณัฐดาแพ็คของใส่กล่องต่อ มิสซิสเมเบิ้ลเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง เพียงไม่นานก็เดินกลับมาพร้อมกับเครื่องครัวเก่า ๆ ไม่ว่าจะเป็นจาน ช้อน และหม้อต้มและหม้อทอดไฟฟ้าที่มีอายุการใช้งานหลายปีแล้ว

"ปณัฐดา ฉันเอาพวกเครื่องครัวมาให้ เธอจะได้ไม่ต้องซื้อ ของพวกนี้ฉันมีเยอะ เธอเอาไปใช้เถอะ"

ปณัฐดามองหน้าคนรักสลับกับสิ่งของที่ตั้งอยู่ตรงหน้า รู้สึกขอบคุณน้ำใจที่มารดาคนรักเอาของเก่า ๆ มาให้ แต่แอบเสียใจนิด ๆ ที่ตัวเองแต่งงานและกำลังจะย้ายออกไปตั้งหลักกับคนรักตามลำพัง มารดาคนรักไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย นอกจากจะให้ของเก่า ๆ เหล่านี้ ซึ่งถ้าเทียบกับคนอื่น ๆ แล้ว คนที่ไม่ใช่คนในครอบครัว พวกเขาเหล่านั้นให้เธอและคนรักมากกว่ามารดาเสียอีก

เพราะความที่ปณัฐดามีความเชื่อแบบเก่า ๆ อย่างที่บรรพบุรุษบอกสอนมา เวลาที่ญาติพี่น้องคนไหนแต่งงาน อย่าได้เอาของเก่าที่เคยใช้แล้วให้คนที่เพิ่งแต่งงานสร้างครอบครัวเด็ดขาด เพราะความเก่าแก่ของสิ่งของเหล่านี้จะทำให้ชีวิตคู่หม่นเศร้าไปด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อบอกสอนให้ปณัฐดารวมทั้งพี่น้องได้จดจำไว้ในใจ

ตั้งแต่เล็กจนโตปณัฐดาเคยเห็นพี่สาวแต่ละคนแต่งงาน ถึงแม้ว่าพ่อจะยากจนแค่ไหน แต่เวลาที่พี่สาวแต่ละคนมีครอบครัว พ่อยอมสละเงินซื้อหม้อ กะทะ และจานช้อนใหม่ ๆ ให้พี่สาวทุกคน เพราะพ่อบอกกับปณัฐดาว่า การเริ่มต้นชีวิตใหม่ของชีวิตคู่ การให้สิ่งของใหม่ ๆ ถือว่าเป็นมงคลกับชีวิต คนที่กำลังสร้างชีวิตคู่จะได้มีชีวิตที่สวยงามและสุขสบาย แต่ถ้าให้สิ่งของเก่า ๆไป ตามความเชื่อจะทำให้คนที่เริ่มต้นชีวิตคู่จะมีชีวิตเหมือนคนที่ให้ อาจจะไม่มีความสุขและอาจจะมีอุปสรรคหลายอย่าง

ปณัฐดายังไม่ได้รับของที่มารดาคนรักขนมาให้ เธอหันไปมองรอยคีนส์นิดหนึ่ง

"คุณอยากได้ไหม ถ้าอยากได้ก็เอา ถ้าไม่ชอบ เดี๋ยวเราไปหาซื้อกันใหม่" รอยคีนส์ถาม

"แล้วแต่คุณค่ะ"

"ไม่ต้องไปซื้อใหม่หรอก เปลืองเงิน นี่แม่ก็อุตส่าห์ขนมาให้ตั้งเยอะ จานนี่ไม่ต้องซื้อเลยนะ แม่ให้ทั้งหมดก็ยังได้"

"ถ้าคุณแม่ให้พวกผมหมด คุณแม่จะมีจานใส่อาหารเหรอครับ"

"คีนส์ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวแม่ซื้อใหม่ได้"

"คุณแม่มีเงินเหรอครับ"

"มีสิ คีนส์ไม่ต้องห่วงหรอก"

"ทำไมคุณแม่ไม่ซื้อของใหม่ให้ผม ทำไมต้องให้ของเก่าที่ใช้แล้วแก่พวกผมล่ะ"

ไม่มีคำตอบใด ๆ จากมารดาคนรัก รอยคีนส์สัมผัสได้ถึงความรู้สึกบางสิ่งบางอย่าง ชายหนุ่มมองปณัฐดาเหมือนต้องการให้เธอตัดสินใจเป็นคนเลือก

"คนไทยถือไหม ถ้าเรารับของที่ใช้แล้วมาเริ่มต้นชีวิตคู่"

"สำหรับคนไทย ณัฐไม่ทราบค่ะ แต่ถ้าครอบครัวณัฐ เราถือกันค่ะ" ปณัฐดาครุ่นคิดสักพัก หากเธอไม่รับของเหล่านี้ เกรงว่ามารดาคนรักจะเสียใจหาว่าเธอหยิ่ง ทั้งที่มาแต่ตัวไม่มีอะไรเลย ปณัฐดาตัดสินใจรับของทุกอย่างที่มารดาคนรักมอบให้ด้วยความเต็มใจ "แต่ไม่เป็นไรหรอกนะคะ เราสองคนอยู่อเมริกา บางทีความเชื่อเก่า ๆ ที่เมืองไทยที่มันซับซ้อน และทำให้เราลำบากในการดำเนินชีวิต เราก็ควรจะลืม ๆ ไปบ้าง ยึดติดเอาไว้แต่สิ่งดี ๆ อะไรที่เราสองคนสามารถช่วยกันประหยัดได้ก็ต้องประหยัด จริงไหมคะ"

"ครับ ขอบคุณครับที่คุณเปิดใจกว้างไม่ยึดติดกับความเชื่อเหล่านี้"

"ดีแล้วแหละปณัฐดา งานการเธอก็ยังไม่ได้ทำ อะไรที่ประหยัดก็ควรประหยัด อย่าฟุ่งเฟือยเสียล่ะ"

"ค่ะ"

ปณัฐดาเดินไปหยิบหนังสือพิมพ์ นั่งลงข้าง ๆ จานใบเก่าที่มารดาคนรักเอามาให้ เธอค่อย ๆ แพ็คใส่กล่องทีละใบ โดยที่รอยคีนส์มาช่วยอีกแรง หญิงสาวยอมรับว่าคิดถึงพ่อจับใจ คิดถึงพี่น้องที่อยู่เมืองไทย หากเป็นชีวิตที่เมืองไทย พี่น้องและทุกคนในครอบครัว คงจะไม่ยอมให้เธอรับสิ่งของเหล่านี้จากมารดาคนรักแน่นอน แต่ความจริงของชีวิตปณัฐดาไม่อยากเป็นคนที่ฟุ่งเฟือย ยิ่งตัวเองไม่ได้ทำงานและเป็นภาระให้คนรักต้องดูแล เธอจึงจำเป็นต้องช่วยคนรักประหยัดให้มากที่สุด

เพียงไม่นานมิสซิสเมเบิ้ลก็ขอตัวกลับไปห้องของตนเอง รอยคีนส์เดินไปส่งมารดาและก็แวะไปเอาของใช้บางอย่างอีกห้องหนึ่ง ปณัฐดาเก็บของใส่กล่องเสร็จก็ขนมาไว้ใกล้ ๆ ประตูทางออก หญิงสาวรู้สึกปวดหัวหนึบ ๆ เพราะคงจะเครียดกับเรื่องหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ จึงเอนตัวนั่งพักที่โซฟาพิงหลังแบบสบาย ๆ

รอยคีนส์เดินกลับมาพร้อมกับองุ่นเขียวในจานใบเล็ก ๆ "ทานองุ่นด้วยกันนะที่รัก"

"ณัฐไม่หิวค่ะ ปวดหัวหนึบ ๆ อยากอาเจียน"

"คุณไม่สบายหรือเปล่า" รอยคีนส์ไม่ถามเปล่าแต่เอามือมาแตะที่แก้มของหญิงสาวเบา ๆ "คุณตัวร้อนจี๋เลย เดี๋ยวผมหายาให้ทานนะ"

"ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

รอยคีนส์เดินเข้าไปในบ้าน เพียงไม่นานก็กลับมาพร้อมยาแก้ปวดสองเม็ดและแก้วน้ำหนึ่งใบ ชายหนุ่มประคองให้หญิงสาวกินยาเสร็จ ก็พาเธอไปนอนพักบนเตียง เวลาผ่านไปปณัฐดาอาการไม่ดีขึ้นเลย เธอไม่ได้ปวดหัวอย่างเดียว แต่เธออาเจียนตลอด รอยคีนส์คอยดูแลเอาใจใส่ทุกอย่าง พอตกดึกหญิงสาวอาการหนักมาก ไม่สามารถนอนได้ ตีสามแล้วเธอก็ยังนั่งอยู่ในห้องน้ำและอาเจียนอย่างต่อเนื่อง ตัวก็ร้อนจี๋ เริ่มหายใจไม่ออก หมดเรี่ยวแรง รอยคีนส์ห่วงใยเธอเหลือเกิน ชายหนุ่มไม่ได้หลับแต่อย่างใด ยังคงช่วยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้และก็คอยปลอบใจตลอด

"ไปหาหมอนะที่รัก ผมกลัวคุณจะเป็นอะไรหนักกว่านี้"

"ค่าหมอคงจะแพงน่าดู ณัฐไม่อยากไปหรอกค่ะ อยากช่วยคุณประหยัด"

"ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นนะที่รัก ขอแค่คุณหาย แพงแค่ไหนเราก็ต้องรักษา"

"แต่ณัฐเกรงใจคุณ เราสองคนไม่ได้ทำงาน ไม่มีรายได้อะไรเลย แถมคุณต้องมาจ่ายค่าหมดให้ณัฐอีก ณัฐเป็นภาระให้คุณมากไหม"

ความเกรงใจคนรักมีอยู่ในตัวปณัฐดาเสมอ เธอไม่อยากเจ็บไม่อยากไข้อย่างนี้ เพราะรู้ดีว่าเมื่อใดที่ตัวเองไม่สบาย คนที่ต้องรับผิดชอบดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาต่าง ๆ ก็มีเพียงคนรักเท่านั้น

"ไม่หรอกครับ ผมบอกแล้วยังไง ผมแต่งงานกับคุณ พาคุณมาอยู่ที่นี่ ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรก็ตาม ผมต้องรับผิดชอบชีวิตคุณ ไปหาหมอนะที่รัก ผมกลัวคุณจะเป็นอะไรมากไปกว่านี้"

"ก็ได้ค่ะ แต่ณัฐสัญญาว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่ณัฐแข็งแรง และเก่งภาษาอังกฤษ ณัฐจะหางานทำ ณัฐจะดูแลคุณให้ดีที่สุด"

"ครับ เดี๋ยวผมหาชุดให้คุณเปลี่ยนนะ"

คืนนั้นก่อนรอยคีนส์ตั้งใจจะพาปณัฐดาไปหาหมอ ชายหนุ่มแวะไปบอกมารดาเสียก่อน ซึ่งมิสซิสเมเบิ้ลก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เธอรีบลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าและเดินมาที่ห้องนอนทันที พอเห็นปณัฐดานอนไม่มีเรี่ยวแรงอยู่บนเตียงก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามานั่งใกล้ ๆ

"เธอเป็นอะไรมากไหมปณัฐดา"

"ณัฐปวดหัว เวียนหัว อาเจียนตลอด หนาวด้วย"

"ประจำเดือนมาปกติหรือเปล่า ได้กินยาคุมไหม"

"ปกติค่ะ"

มิสซิสเมเบิ้ลหันไปทางรอยคีนส์ "สงสัยไวรัสลงท้องแน่เลย"

รอยคีนส์ไม่พูดพร่ำทำเพลง พยุงปณัฐดาให้ลุกขึ้นและก็รีบพาเธอมาที่รถ โดยที่มารดาคนรักติดตามไปด้วย ส่วนจอห์นนั้นไม่ได้ไปแต่อย่างใด เพราะมิสซิสเมเบิ้ลสั่งกำชับให้อยู่เฝ้าบ้าน



บรรยากาศในโรงพยาบาลเมืองดีริดเดอร์เงียบสงัด คงมีเพียงแสงไฟที่เปิดอยู่แต่ละจุด รอยคีนส์พาปณัฐดามาที่ห้องฉุกเฉิน ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่นั่งอยู่เพียงคนเดียว ชายหนุ่มกรอกชื่อและข้อมูลของปณัฐดาตามคำบอกของเจ้าหน้าที่ ก่อนที่จะหันไปถาม

"อีกนานไหม คุณหมอถึงจะลงมาตรวจ ตอนนี้ภรรยาของผมเธอแย่มาก ๆ เลย"

"คงต้องรอสักพักนะครับ ตอนนี้คุณหมอตรวจคนไข้อยู่ที่ชั้นสอง"

เพียงไม่นานพยาบาลคนหนึ่งก็พาปณัฐดามานั่งที่เตียง เธอวัดไข้ให้และก็ซักประวัติพลางถามอาการต่างๆ ไปด้วย รอยคีนส์ขอถุงพลาสติกมาไว้ เวลาที่ปณัฐดาอาเจียนก็คอยช่วยเหลือ โดยที่มารดารักนั่งอยู่ไม่ไกล

"คุณพยาบาล บอกคุณหมอด้วยนะ ว่าลูกสะใภ้ของฉันไม่ไหว เขาไม่สบายมาก ๆ หายใจไม่ค่อยออก"

"ดิฉันจะบอกให้ค่ะ แต่ก็ต้องรอก่อน คนไข้อื่นก็ไม่สบายมากเหมือนกัน ทุกอย่างตามคิว"

ไม่มีคำพูดใด ๆ จากมารดาคนรัก รอยคีนส์ได้แต่นั่งปลอบโยนหญิงสาวให้เข้มแข็ง ปณัฐดาได้ยินทุกอย่างที่พยาบาลพูด เธอรู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน ช่วงเวลานั้นคิดถึงเมืองไทยที่สุด คิดถึงพี่น้องจับใจ ภาวนาในใจตลอด หากต้องตาย ขอไปตายที่เมืองไทยดีกว่า ไม่อยากตายที่นี่ ไม่อยากให้คนรักต้องลำบาก

เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงก็ยังไม่มีหมอลงมาตรวจ รอยคีนส์อดไม่ได้ที่จะเดินไปถามพยาบาลที่หน้าเค้าเตอร์ แต่ก็ได้รับคำตอบเหมือนเดิม ทำให้ชายหนุ่มไม่ชอบใจยิ่งนัก

"ถ้าภรรยาผมเป็นอะไรไป พวกคุณจะรับผิดชอบไหม"

"ก็รับผิดชอบค่ะ แต่ก็ต้องรอคุณหมอก่อน ดิฉันเป็นแค่พยายาบาลเท่านั้น คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้"

"ภรรยาผมหมดแรง หายใจไม่ค่อยออก คุณน่าจะทำอะไรได้มากกว่าที่ให้เธอนอนหายใจแผ่วเบาอย่างนี้ ผมอยากคุยกับคุณหมอ" น้ำเสียงหนักแน่นจริงจังของรอยคีนส์ ทำให้พยาบาลสาวตาสว่างขึ้นมาทันที

"ค่ะ"

พยาบาลสาวรีบเดินหายไปข้างหลัง ไม่รู้ว่าเธอไปไหน เพียงไม่นานคุณหมอก็เดินออกมาที่ประตูอีกห้องหนึ่ง รอยคีนส์ลุกขึ้นและหันไปคุยกับคุณหมอ พยาบาลสาวยื่นใบประวัติต่างๆ ของผู้ป่วยให้ คุณหมออ่านประวัติคร่าว ๆ ก่อนที่จะเดินมายืนข้าง ๆ เตียงและสอบถามอาการแก่ปณัฐดา ซึ่งนอนหมดแรงอยู่บนเตียง โดยที่มีพยาบาลสาวยืนอยู่ไม่ไกลนัก

"คนไข้ไวรัสลงท้องและคงจะเป็นภูมิแพ้ด้วย ไม่ทราบว่าคนไข้เคยมีประวัติภูมิแพ้มาก่อนหรือเปล่า" หมอหนุ่มหันไปคุยกับรอยคีนส์

"เปล่าครับ ภรรยาผมไม่เคยมีประวัติเป็นภูมิแพ้"

หมอยิ้มนิดหนึ่ง "แสดงว่าภรรยาของคุณกำลังซึมซับวิถีชีวิตของคนหลุยส์เซียน่า" หมอหนุ่มตอบติดตลกนิดหนึ่ง

"คุณหมอหมายถึงภรรยาของผมเป็นภูมิแพ้อย่างที่คนในมลรัฐนี้เป็นกันใช่ไหมครับเนี่ย"

"ครับ เดี๋ยวผมจะฉีดยาให้เธอหนึ่งครั้ง จากนั้นก็ให้เธอกินยาตามที่ผมจัดให้ อย่าเพิ่งให้เธอออกไปข้างนอก โดยเฉพาะสถานที่ที่มีเกสรดอกไม้เยอะ ๆ ทุก ๆ วันจะต้องให้เธอกินยาภูมิแพ้ตลอด ไม่งั้นเธอจะไม่สบายอีก"

"ครับ ขอบคุณครับ"

หลังจากที่พบหมอเสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็พาปณัฐดาขับรถกลับบ้าน หญิงสาวนอนพักอยู่บนเตียงนอน โดยที่ชายหนุ่มขอตัวไปซื้อยาตามใบสั่งของหมอให้ในเมืองดีริดเดอร์ พอกลับมาก็เอาน้ำซุปไก่อุ่น ๆ ให้เธอได้ทานก่อนกินยา

อาการของปณัฐดายังคงไม่ดีนัก เธอเป็นหวัดและก็ไอไปด้วย รอยคีนส์ยังคงดูแลเอาใจเป็นอย่างดี ตกกลางคืนของอีกวันอาการของเธอก็ไม่ต่างจากคืนวานนี้ แต่ว่าคืนนี้หญิงสาวพอพยุงตัวเองได้บ้าง

"ไปหาหมออีกไหมครับ คุณไม่ดีขึ้นเลย"

"ไม่ค่ะ พอแล้ว อย่าไปเลย ค่าหมอแพงมาก ๆ เลย" ปณัฐดาตอบ เพราะรู้ว่าค่ารักษาพยาบาลที่เธอไปรักษาเมื่อคืนวานนี้แพงที่เหลือเกิน ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเกรงใจคนรักมากขึ้น "อย่าไปคิดมากเลยครับ สุขภาพเราสำคัญกว่า"

"ไม่ต้องห่วงนะคะ ณัฐจะดูแลตัวเองให้ดี คิดว่าไม่กี่วันก็คงจะหาย ณัฐจะไม่อ่อนแออีกแล้ว"

"ถ้าคุณไม่ไหวก็บอกนะ ผมจะพาไปหาหมอ อย่าดื้อและอย่าฝืนเสียล่ะ ผมไม่อยากให้คุณเป็นอะไรมากไปกว่านี้ ผมห่วงคุณนะที่รัก" รอยคีนส์บอก มืออบอุ่นของเขาจับไหล่เธอเบา ๆ

"ขอบคุณค่ะ"

ปณัฐดารู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง แม้จะรู้สึกทรมานเหลือเกินกับพิษไข้ แต่เธอก็จะไม่ยอมแพ้ เธอจำคำพูดของพ่อได้เสมอว่า 'เมื่อใดที่ใจเราอ่อนแอ ร่างกายเราก็จะอ่อนแอไปด้วย'

คืนนั้นหญิงสาวหนาวสั่นตลอด แม้จะห่มผ้านวมที่หนาแต่ก็ยังไม่หายหนาว ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว หรือแม้แต่แอร์เย็น ๆ แต่อย่างใด แต่เพราะพิษไข้ทำให้เธอเป็นอย่างนี้ ในชีวิตปณัฐดาไม่เคยเป็นไข้หนักอย่างนี้มาก่อน ทุก ๆ สิบนาทีเธอต้องวิ่งไปเข้าห้องน้ำ เพราะอาเจียนตลอด รอยคีนส์ลุกมาช่วยรีดหลังให้ ทำให้เธอรู้สึกเกรงใจคนรักมาก ๆ

"คุณนอนเถอะนะ ไม่ต้องห่วงณัฐหรอก ให้ณัฐอาเจียนเถอะ จะได้เอาเชื้อโรคออกจากร่างกายให้หมด" ปณัฐดาบอกคนรัก เพราะเธอคิดว่าการอาเจียนบ่อย ๆ จะทำให้เชื้อโรคออกจากร่างกายจริง ๆ

"คุณไหวหรือเปล่าที่รัก"

"ไหวค่ะ"

"งั้นผมนอนรอคุณตรงนี้นะ"

"คุณไปนอนบนเตียงเถอะคะ ไม่ต้องห่วงณัฐหรอก"

"ไม่ได้หรอก ผมห่วงคุณ ขอผมนอนอยู่ตรงนี้ข้าง ๆ คุณนะ"

"ตามใจค่ะ"

ปณัฐดาอาเจียนเสียจนหมดแรง เธอแทบจะนั่งเกาะโถส้วมเอาไว้ ทุกครั้งที่กินยาที่หมอให้ ร่างกายของเธอไม่สามารถรับยาเหล่านี้ได้เลย เธออาเจียน ปวดหัว และก็หนาวสั่นตลอด หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะขอให้คนรักช่วยหยิบหมอนมาให้ เธอค่อย ๆ ประคองร่างอันอ่อนล้าไปนอนทางทิศเหนือ รอยคีนส์เอาผ้าห่มมาห่มให้ และก็นอนดูอาการอยู่ข้าง ๆ เธอ

ความอ่อนแอของร่างกาย สภาพที่หมดเรี่ยวแรงเหมือนคนใกล้ตาย ทำให้ปณัฐดาคิดถึงพ่อและแม่มากที่สุด เธอไม่ได้นอนหลับแต่อย่างใด หากแต่มือยังจับพระที่พ่อเคยให้ไว้ก่อนท่านเสียชีวิตอยู่ตลอด ใจก็ภาวนาถึงท่านทั้งสอง น้ำตาก็ไหลรินเมื่อเริ่มหายใจไม่ค่อยออก เพราะอาการคัดจมูกทำให้การหายใจลำบากมากขึ้น

"พ่อค่ะ แม่ค่ะ ช่วยณัฐด้วย ณัฐเหนื่อยเหลือเกิน ณัฐไม่อยากตายที่นี่ ถ้าณัฐต้องตาย ขอณัฐไปตายที่เมืองไทยได้ไหมคะ ถ้าพ่อและแม่ไม่อยากให้ณัฐตาย พ่อกับแม่ช่วยณัฐด้วยนะคะ ณัฐสัญญาว่าจะอดทน ณัฐจะไม่อ่อนแออีก"

ปณัฐดาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และเร็วมากขึ้น เธอกำพระไว้แน่นแนบอก บอกกับตัวเองว่าจะไม่อ่อนแอ จะไม่ยอมแพ้ให้โรคนี้เด็ดขาด เธอจะต้องหายให้ได้ ปณัฐดาภาวนาถึงแต่สิ่งดีงาม ถึงองค์พระที่นับถือ สวดมนต์ในใจอย่างต่อเนื่อง จากอาการหนาวสั่นก็เริ่มหายไป เหงื่อเริ่มผุดออกมาทีละเม็ด จนผมเปียกโชกเพราะเหงื่อท่วมตัว อาการไข้ต่าง ๆ ที่เคยทำให้เธอเหมือนจะตายให้ได้ ก็มลายไปทีละนิด ปณัฐดาลุกขึ้นได้เหมือนคนปกติ เธอเอามือลูบหน้าสามครั้ง ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำทันที และหวีผมทาแป้งให้สดชื่น

รอยคีนส์เห็นอาการของปณัฐดาก็แปลกใจอยู่มาก รีบลุกขึ้นเดินมารอที่อ่างอาบน้ำ

"ทำไมถึงอาบน้ำดึก ๆ อย่างนี้ อาการไข้ของคุณดีขึ้นแล้วเหรอที่รัก"

"ดีขึ้นแล้วค่ะ ณัฐต้องอาบน้ำ ทำตัวให้สดชื่น ถ้าณัฐอ่อนแอ เชื้อโรคจะเอาชนะณัฐได้"

"ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้น"

"ณัฐคิดแบบที่พ่อบอก ณัฐเชื่อว่าคนเรามีพลังอยู่ในใจ พลังที่เข้มแข็งที่คนเราสามารถเอาชนะความอ่อนแอได้"

"ผมดีใจที่คุณดีขึ้น"

เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว ปณัฐดาก็เป่าผมจนแห้ง จากนั้นก็นอนพักบนเตียงข้าง ๆ คนรัก หญิงสาวรู้สึกดีขึ้นกว่าเก่าเยอะ ร่างกายที่เคยอ่อนเพลียไม่มีแรงก็พอมีกำลังขึ้นมาบ้าง อาการปวดหัวหน้ามืดและอาเจียนบ่อย ๆ ก็หายไป ยังคงมีแต่อาการไอที่ไม่หายดี เธอหลับตาลงช้า ๆ และบอกตัวเองว่า พรุ่งนี้ตื่นเช้าขึ้นมา สุขภาพจะต้องดีขึ้นกว่าเก่า เพื่อที่จะได้มีแรงช่วยคนรักเก็บของใส่กล่องเตรียมย้ายไปอยู่เมืองหนึ่ง

หญิงสาวยังนึกขอบคุณคนรักและมารดาไม่น้อยที่ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ความห่วงใยที่มารดาคนรักมีให้ ทำให้ความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่เคยได้รับจากการกระทำของท่าน ทำให้เธอลืมไปเสียหมด คงมีแต่ความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้เท่านั้น บอกกับตัวเองเสมอว่า ถ้าหากวันใดที่มารดาคนรักไม่สบายและต้องการคนช่วยเหลือ เธอก็พร้อมที่จะเสียสละความสุขของตัวเองเพื่อดูแลท่านให้ดีที่สุด


By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-03-09 16:23:38


Opinion No. 27 (133760)



 





บทชีวิตสะใภ้ที่ 22


สามวันผ่านไปแล้ว อาการไอของปณัฐดาก็ยังไม่ดีขึ้น แม้เธอจะกินยาที่หมอจัดให้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อาการไอหายไป สุขภาพของเธอยังคงอ่อนแอเหมือนเดิม หากแต่เธอพยายามเข้มแข็ง เพราะอีกไม่กี่วันก็ถึงวันที่ต้องย้ายไปอยู่เมืองใหม่ รอยคีนส์เห็นว่าสุขภาพของหญิงสาวไม่ค่อยดี จึงได้ตัดสินใจโทรหาเพื่อนสนิท


เมื่อสัญญาณสายว่างสองครั้งก็มีคนรับสาย "ฮัลโลคีสท์ นายเป็นเป็นยังไงบ้างเพื่อน"

"สบายดี ว่าแต่นายเหอะ จะไปอยู่เมืองลาฟาเยท (Lafayette) วันไหน" คีสท์เพื่อนสนิทซึ่งเคยเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวทักทายอย่างคุ้นเคย

"วันที่หนึ่งมกราคมนี้ ว่าแต่วันนั้นนายยุ่งหรือเปล่า มีแผนการจะไปฉลองปีใหม่ที่ไหนหรือเปล่า"

"เปล่า นายมีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า บอกมาได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ"

"เรากำลังจะย้ายบ้าน แต่ปณัฐดาไม่ค่อยสบาย ไม่รู้เธอจะช่วยเราย้ายของได้หรือเปล่า"

"เป็นอะไรมากไหม แล้วพาเธอไปหาหมอหรือยัง"

"ไปแล้ว หมอบอกว่าเป็นภูมิแพ้ เธออยู่เมืองไทยไม่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน พอมาเจอโรคนี้ก็น็อคไปหลายวันเลย ตอนนี้ก็ให้กินยาที่หมอให้มา คงอีกหลายวันกว่าจะหาย" รอยคีนส์บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เพื่อนสนิทได้เข้าใจ

"ยังไงก็ให้เธอพักผ่อนให้มาก ๆ นะ เรื่องย้ายบ้านนายไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเราจะไปช่วยเอง สบายใจได้เลย"

"นายสะดวกหรือเปล่า ถ้านายติดธุระก็ไม่เป็นไรนะ เราเกรงใจ"

"ไม่ต้องมาเกรงใจเลยเพื่อน สำหรับนายยินดีช่วยเสมอ"

"ขอบคุณมากนะเพื่อน เราคงไม่ให้นายช่วยฟรี ๆ หรอกนะ เราจะเติมน้ำมันให้และตอบแทนน้ำใจเต็มที่"

"ไม่ต้องคิดมาก เพื่อนกัน ว่าแต่นายจะให้เราไปหาวันไหน" คีสท์ถาม

"นายมาตอนสาย ๆวันที่ 31 ธันวาคมได้ไหม เราจะไปเอารถเช่าตอนเช้า พอบ่าย ๆ ก็จะทยอยขนของขึ้นรถชุดแรก คืนวันที่ 31 พวกเราก็ฉลองส่งท้ายปีใหม่ต้อนรับปีใหม่ด้วยกัน และก็นอนพักที่บ้านแม่ของเราสักคืน พอตอนเช้าก็ค่อยออกเดินทางกันแต่เช้า" รอยคีนส์แจ้งแผนการทุกอย่างให้เพื่อนสนิททราบ

"ได้เลย งั้นเจอกันวันที่ 31 นะ ฝากทักทายปณัฐดาด้วยนะ ขอให้เธอหายไข้ไว ๆ"

"ขอบใจ เดี๋ยวเราจะบอกให้"

หลังจากที่วางสายจากเพื่อนสนิท รอยคีนส์ก็มานั่งข้าง ๆ เตียง ชายหนุ่มเอื้อมมาจับมือปณัฐดาเอาไว้ สายตาดูห่วงใยยิ่งนัก

"ดีขึ้นบ้างไหมที่รัก"

ปณัฐดาพยักหน้า "ค่ะ แต่ยังไอตลอด คิดว่าอีกไม่นานก็คงหาย"

"เมื่อครู่นี้ผมโทรหาคีสท์ ขอแรงเขามาช่วยเราย้ายของ"

"เพื่อนคุณว่ายังไงบ้างคะ"

"เขายินดีและเต็มใจมาก ๆ ที่จะมาช่วยเรา เห็นฝากทักทายคุณด้วย เขาขอให้คุณหายไว ๆ"

"ขอบคุณคีสท์จริง ๆ ที่มีน้ำใจให้เราทั้งสองคน ยังไงก็อย่าให้เขาช่วยเราฟรี ๆ นะคะ"

"ไม่หรอกครับ ผมก็คงจะให้เงินเขาและเติมน้ำมันให้เต็มถัง เรื่องอาหารการกินไม่ต้องห่วง เขาได้กินอาหารอร่อย ๆ กับเราแน่นอน"

"ดีแล้วค่ะ ณัฐไม่อยากให้เพื่อนคุณคิดว่าเราเอาเปรียบเขา"

"คงไม่หรอกครับ เพื่อน ๆ ผมส่วนใหญ่ไม่คิดเล็กคิดน้อยกันหรอก คุณสบายใจได้นะ"

"ณัฐแค่เกรงใจเขานะคะ ยิ่งเขาดีกับเรามาก เราก็ต้องดีกับเขาให้มาก ๆ ค่ะ"

"ครับ ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้นะครับ คุณพักผ่อนให้มาก ๆ นะ จะได้หายไว ๆ พรุ่งนี้เราจะได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่แล้วนะ ต่อไปคุณจะทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นบ้านของเราสองคน คุณไม่ต้องกังวลใจใด ๆ"

ปณัฐดายิ้มแก้มปริ รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมามากทีเดียว แม้ว่าใบหน้าจะซีดเซียวจากพิษไข้ แต่แววตาที่เป็นประกายอย่างคนมีความสุขกับสิ่งที่กำลังรออยู่นั้นเห็นได้ชัดเจน

"พรุ่งนี้ต่อไป ณัฐก็ไม่ต้องกลัวจะมีคนมาว่าเรื่องทานข้าวเยอะและทานวันละสามมื้อใช่ไหมคะ"

รอยคีนส์ยิ้มทันที รู้ว่าหญิงสาวพูดหยอกเรื่องที่มารดาว่ากระทบกระแทกให้ทุกวี่วัน

"ครับ ต่อไปคุณจะทานข้าววันสี่ห้ามื้อก็ยังได้ จะมีแค่เราสองคนเท่านั้น"

"ขอบคุณค่ะ"

สิ่งที่ได้ยินจากคนรักทำให้ปณัฐดาอบอุ่นใจที่สุด หลังจากที่คุยกันเสร็จแล้ว ปณัฐดาก็นอนหลับไปเสียนาน เธอตื่นขึ้นมาในตอนเย็น รีบลุกขึ้นอาบน้ำให้สดชื่น และก็ออกไปช่วยงานมารดาคนรักในห้องครัว พอรับประทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว ก็ทานยาและนอนพักผ่อนแต่หัวค่ำ คืนนี้ปณัฐดานอนคิดอะไรหลายอย่าง คิดถึงอิสรภาพจากมารดาคนรัก เวลาทำอะไรก็ไม่ต้องกังวลใจว่าจะมีคนคอยพูดกระแหนะกระแหนให้เจ็บช้ำน้ำใจ และก็ไม่ต้องคอยห่วงว่าจะมีคนคอยจับตามองทุกฝีเท้า หญิงสาวตื่นเต้นกับการใช้ชีวิตคู่เพียงลำพังกับคนรัก เธอพร้อมที่จะต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะลำบากเพียงใด ขอให้แค่มีรักที่เข้าใจและอบอุ่น เธอก็พร้อมที่จะมีพลังต่อสู้และผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้



เช้าวันที่สามสิบธันวาคม ปณัฐดาตื่นนอนแต่เช้า เธอและรอยคีนส์พากันไปรับรถเช่าขนของในเมืองดีริดเดอร์ พอได้เอกสารใบเสร็จทุกอย่าง เจ้าของรถเช่า (U-hual) สาขาในเมืองดีริดเดอร์ก็จัดการพ่วงด้านหลังรถให้ จากนั้นเธอและเขาก็พากันขับรถกลับมาบ้าน แต่พอมาถึงบ้านปณัฐดารีบลงจากรถและเดินไปดูประตูรถด้านหลัง

เมื่อไม่เห็นประตูรถเช่าด้านหลัง หญิงสาวก็ตกใจไม่น้อย รีบตะโกนเรียกคนรักให้มาดูทันที

"ที่รัก ประตูรถหายไปไหนก็ไม่รู้ คุณรีบลงมาดูเร็วเข้า"

รอยคีนส์ปิดเครื่องยนต์และก็เดินลงมาอย่างเร็ว พอเห็นสภาพรถเช่าที่ไร้ซึ่งประตูก็ทำหน้างงงวยไปตาม ๆ กัน

"ตอนที่เราเช่า มันมีประตูไม่ใช่เหรอที่รัก"

"ใช่ค่ะ แล้วมันหายไปไหนล่ะ"

"สงสัยตกข้างทางแน่เลย"

"ถ้างั้นเราก็ต้องขับกลับไปทางเดิม บางทีอาจจะหล่นอยู่กลางทางจริง ๆ" ปณัฐดาพูดขึ้น

"ครับ เดี๋ยวผมจะโทรไปยังสำนักงานที่เราเช่ารถ จะเอาไปให้เขาดูว่ารถเช่าที่เขาให้เรานั้น มันมีปัญหาเรื่องประตู เห็นทีจะต้องไปเปลี่ยนเอาคันใหม่"

ขณะที่ยืนคุยกันอยู่นั้น รถปิคอัพของคีสท์ก็ขับเลี้ยวเข้ามาในบ้าน ชายหนุ่มบีบแตรเสียงดังหลายครั้ง ทำให้ปณัฐดาและรอยคีนส์หันไปมองพร้อม ๆ กัน พลางส่งยิ้มให้ทันที เมื่อคีสท์ปิดเครื่องยนต์เสร็จก็เดินไปที่กระบะด้านหลัง และก็ยกประตูรถเช่าลงมาโชว์

"นายกำลังมองหาประตูอยู่ใช่ไหม"

รอยคีนส์กับปณัฐดาอดหัวเราะไม่ได้ ไม่คิดว่าเพื่อนสนิทจะขับรถตามหลังตัวเองมาและช่วยเก็บประตูรถเช่าที่ตกข้างทางให้

"คีสท์ นายเก็บได้ที่ไหน" รอยคีนส์ถามปนยิ้ม

"ก็ตรงทางเลี้ยวเข้าซอยทางเข้าบ้านนายนี่แหละ เราเห็นว่าหล่นอยู่ คิดว่าน่าจะเป็นของนาย"

"ดีเลย เราจะเอาไปเปลี่ยน ว่าจะเอาคันใหม่ คันนี้คงใช้ไม่ได้แน่เลย นายไปเป็นเพื่อนกับเราหน่อยได้ไหม"

"ได้สิ"

รอยคีนส์กับคีสท์พากันขับรถเอารถเช่าไปเปลี่ยนที่ร้านเช่ารถ เพื่อที่จะเอาคันใหม่ที่ได้มาตรฐานมาใช้ เพราะคันที่เช่ามานั้นไม่ดีเอาเสียเลย เกรงว่าถ้ายังเก็บไว้ใช้จะทำให้เกิดปัญหาระหว่างทางได้ ส่วนปณัฐดาก็เข้าไปพักผ่อนภายในบ้าน

เวลาผ่านไปประมาณสามสิบนาที สองหนุ่มก็กลับมาพร้อมกับรถเช่าคันใหม่ที่ดูดีกว่าเดิม ปณัฐดายืนรอคนรักที่ประตูหน้าบ้าน พอรถจอดสนิทก็รีบเดินไปตรวจดูสภาพรถเช่าทันที พอเห็นว่าแข็งแรงและใช้ได้ก็เดินกลับมาหาคนรัก

"อย่างนี้ค่อยดีหน่อย เจ้าของร้านมีปัญหาอะไรหรือเปล่า"

"ก็มีเถียงกันนิดหน่อย แต่ไม่ต้องห่วงนะ ผมเคลียร์ปัญหาทุกอย่างจบไปแล้ว ทางเจ้าของร้านยินดีให้เราเปลี่ยนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ เพราะเราซื้อประกันไว้แล้วด้วย"

ปณัฐดายืนคุยกับคนรักและเพื่อนสนิทสักพัก จากนั้นก็ขอตัวไปช่วยมิสซิสเมเบิ้ลทำงานในห้องครัว พออาหารเย็นเตรียมพร้อมเสร็จแล้ว ทุก ๆ คนก็มาร่วมโต๊ะอาหาร หญิงสาวช่วยตักอาหารให้แต่ละคน ซึ่งมิสซิสเมเบิ้ลเป็นคนกล่าวขอบคุณพระเจ้าในครั้งนี้ ปณัฐดานั่งติด ๆ กับรอยคีนส์

เมื่อมารดาคนรักกล่าวคำขอบคุณพระเจ้าเสร็จแล้ว ทุก ๆ คนก็ลงมือรับประทานอาหาร รอยคีนส์หันไปบอกเพื่อนสนิท

"ทานให้อิ่มนะคีส์ท นายเดินทางมาไกล จะได้มีแรงไว้สำหรับพรุ่งนี้"

คีสท์ยิ้มรับและพยักหน้านิดหนึ่ง หันไปทางมิสซิสเมเบิ้ลไม่ค่อยกล้าสบตานัก และก็ไม่ได้พูดอะไร พลางตักอาหารใส่ปากและเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ปณัฐดาค่อย ๆ ตักอาหารใส่ปากและก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองมารดาคนรักไปด้วย เกรงว่ามารดาคนรักจะไม่พอใจที่มีเพื่อนสนิทของรอยคีนส์มาร่วมโต๊ะอาหารด้วย

"อาหารฝีมือฉันเป็นยังไงบ้างคีสท์" มิสซิสเมเบิ้ลถามขึ้น

"อร่อยครับ อร่อยมาก ๆ เลย"

มิสซิสเมเบิ้ลตักอาหารเข้าปากและเคี้ยวช้า ๆ เธอยิ้มนิด ๆ แต่สายตาดูไม่ค่อยเต็มใจกับภาพตรงหน้าเลย

"เธอคงไม่เคยได้ทานอาหารอร่อย ๆ อย่างนี้มาก่อนล่ะซิ ดูท่าทางเธอคงจะชอบ"

คำพูดของมิสซิสเมเบิ้ลทำให้คีสท์เคี้ยวข้าวช้าลง และก็สบตาคนพูดนิดหนึ่ง ท่าทางกิริยาของคีสท์ดูนอบน้อมพอสมควร

"ครับ คุณแม่ผมทำอาหารไม่อร่อยอย่างนี้หรอกครับ"

"บ้านเธอยากจนละสิ แล้วแม่เธอไม่เคยพาไปทานอาหารอร่อย ๆ ตามร้านอาหารเลยเหรอ"

"ครับ บ้านผมจน" คีสท์ตอบ น้ำเสียงเศร้า ๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยชอบคำถามมากนัก

"ว่าแต่แม่ของเธอเป็นคนที่ไหนเหรอ เท่าที่ฉันจำได้ พ่อเธอเสียชีวิตนานแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วแม่เธอแต่งงานใหม่หรือเปล่าเนี่ย"

"ครับ คุณพ่อของผมเสียตอนผมอายุแปดขวบ คุณแม่แต่งงานใหม่และก็อาศัยอยู่กับพ่อเลี้ยงในเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria)"

"ทำไมแม่เธอถึงได้แต่งงานใหม่ล่ะ ฉันก็นึกว่ายังครองโสดเสียอีก" มิสซิสเมเบิ้ลถามอย่างต่อเนื่อง เธอคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าบ้านมีสิทธิ์ที่จะถามคำถามอะไรกับใครก็ได้ แต่คำถามของเธอดูทิ่มแทงหัวใจคนที่ถูกถามไม่น้อย รอยคีนส์ไม่ชอบใจการกระทำของมารดาจึงอดไม่ได้ที่จะตอบแทน

"ก็คงจะแต่งเหมือนที่คุณแม่แต่งงานกับจอห์นนั่นแหละ ผมว่าอย่าคุยเรื่องนี้อีกเลยนะครับ เดี๋ยวอาหารจะไม่อร่อยเสียเปล่า ๆ คุยเรื่องอื่นดีกว่า"

มิสซิสเมเบิ้ลไม่ค่อยชอบใจนักที่ถูกลูกชายพูดดักคอ เธอวางช้อนลงบนจานทันทีและก็ยกแก้วน้ำมาดื่ม เชิงให้ทุกคนรู้ว่า การถูกพูดดักคอทำให้การรับประทานอาหารของเธอไม่อร่อยอีกเลย ปณัฐดานั่งทานอาหารเงียบ ๆ แต่ก็ได้ยินเรื่องราวทุกอย่าง เธอรู้สึกสงสารคีสท์เป็นอย่างมาก รู้สึกไม่ดีเลยที่มารดาคนรักชอบถามอะไรที่เป็นส่วนตัวเกินไป และแฝงไว้ซึ่งความดูถูกดูแคลน หญิงสาวรู้สึกว่าคำถามที่มารดาคนรักมีให้คีสท์ดูไม่มีมารยาทมากนัก

คีสท์ทานอาหารจนหมดจาน พลางหยิบแก้วน้ำมาดื่ม พร้อมกล่าวขอบคุณมิสซิสเมเบิ้ลตามมารยาท ปณัฐดาทานข้าวจนเสร็จก็รีบลุกขึ้นเก็บจานของทุก ๆ คนเอาไปล้างเศษอาหารออกให้หมดก่อนที่จะเอาลงใส่ในเครื่องล้างจาน

รอยคีนส์พาคีสท์ไปนั่งที่ชานบ้านด้านหน้า ทั้งสองนั่งคุยกันหลายอย่าง พอปณัฐดาเก็บกวาดห้องครัวเสร็จแล้วก็มานั่งร่วมวง

"เราขอโทษแทนแม่เราด้วยนะคีสท์ ที่ท่านพูดไม่ดีกับนาย เราเสียใจจริง ๆ" รอยคีนส์พูดขึ้น

คีสท์ระบายลมหายใจพร้อมยิ้มนิด ๆ "เราไม่ถือหรอก เรารู้ว่าแม่นายเป็นคนอย่างไร"

"ขอบใจที่นายเข้าใจเรา"

"ไม่ต้องคิดมาก แม่นายก็ไม่ต่างกับพ่อเลี้ยงเราหรอก นิสัยคล้าย ๆ กัน"

"แต่เราว่าพ่อเลี้ยงของนายใจดีออก"

"ก็ใจดีอยู่หรอก แต่ก็ชอบว่าแดกว่าดันให้เราประจำ ตอนนี้เฉย ๆ ไปแล้ว" คีสท์ตอบ เหมือนกับเรื่องราวที่ประสบนั้นเป็นอะไรที่ชินชาไปแล้ว

ทั้งสามนั่งคุยกันเสียนาน พอตกดึกต่างก็แยกย้ายกันเข้านอน รอยคีนส์ได้ช่วยปณัฐดาจัดห้องนอนให้คีสท์อีกห้องหนึ่ง ซึ่งก็มีความพร้อมหลายอย่าง

"หลับฝันดีนะเพื่อน พรุ่งนี้ค่อยเจอกัน"

"เช่นกัน ถ้าเราตื่นสาย อย่าลืมปลุกด้วยนะ" คีสท์บอก

"เอ่อ เดี๋ยวจะปลุกเอง"


"ราตรีสวัสดิ์นะคีสท์" ปณัฐดาเอ่ยขึ้นขณะที่เกาะแขนคนรักเอาไว้

"เช่นกันครับ"

ปณัฐดาและรอยคีนส์กลับมาที่ห้องนอนของตัวเอง หญิงสาวอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สดชื่น จากนั้นรอยคีนส์ก็อาบน้ำ ช่วงระหว่างที่ชายหนุ่มยืนแต่งตัวอยู่ที่ห้องแต่งตว ปณัฐดาก็อดไม่ได้ที่จะคุยกับคนรักเรื่องมารดา

"ทำไมคุณแม่ชอบว่าแดกว่าดันคนอื่นจังเลยคะ ณัฐไม่เข้าใจการกระทำของท่านจริง ๆ" ปณัฐดาเอ่ยขึ้น

"คุณแม่ของผมเป็นแบบนี้แหละ ถ้าไม่ได้ว่าแดกว่าดันคนที่ด้อยกว่าตัวเอง คงจะไม่มีความสุข"

"ท่านก็อายุมากแล้ว ไม่น่าจะทำตัวแบบนี้เลย ดูสิเพื่อนคุณคงจะเสียใจไม่น้อย นับว่าโชคดีที่เพื่อนคุณเขาไม่ถือสาอะไร"

"คุณแม่ผมเป็นแบบนี้นานแล้ว ไม่รู้จะเปลี่ยนนิสัยให้ดีกว่านี้ได้หรือเปล่า ผมเองก็รำคาญ บางทีก็อดไม่ได้ที่จะพูดดักคอ คุณไม่ต้องคิดมากนะที่รัก พรุ่งนี้เราก็ย้ายออกไปแล้ว ต่อไปคุณคงไม่ได้ยินแม่ของผมพูดกระทบใครอีก ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบเรื่องแบบนี้เอามาก ๆ" รอยคีนส์ตอบ

"ค่ะ ณัฐไม่ชอบคนแบบนี้ที่สุด สงสารคนที่ถูกว่าแดกว่าดัน ทั้งที่เขาก็ออกจะดีกับเรา"

"วันเวลาจะทำให้คุณรู้จักคุณแม่ผมมากขึ้น อย่าไปคิดมากเลยนะที่รัก"

"ณัฐดีใจที่คุณนิสัยไม่เหมือนคุณแม่ ณัฐดีใจที่คุณรับทุกอย่างจากคุณพ่อของคุณมาทั้งหมด ถ้าคุณนิสัยเหมือนคุณแม่ ณัฐคงอยู่กับคุณไม่ได้แน่เลย"

"ผมรับรองครับ รับรองว่าผมไม่มีนิสัยเหมือนคุณแม่แน่นอน และไม่มีวันเหมือนทุก ๆ คนในครอบครัวคุณแม่ด้วย คุณเชื่อใจผมนะที่รัก"

ปณัฐดาพยักหน้า ยิ้มนิด ๆ "ค่ะ ณัฐไว้ใจและเชื่อคุณค่ะ"

คืนนั้นปณัฐดากินยาแก้ไอตามที่หมอจัดให้ก่อนเข้านอน เธอนอนไม่ค่อยหลับเพราะยังคงไอตลอด พอตื่นเช้าขึ้นมาก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเร็ว ส่วนรอยคีนส์นั้นก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเช่นเดียวกัน จากนั้นก็ปลุกให้คีสท์ตื่นนอน เมื่อคีสท์ตื่นแล้วก็พากันไปดื่มกาแฟที่ห้องครัว ซึ่งในห้องครัวมีเพียงมารดาคนรักนั่งอยู่เพียงคนเดียว

"จอห์นไปไหนครับคุณแม่" รอยคีนส์ถามขึ้น

"นั่งอยู่หลังบ้านคนเดียว"

"ตกลงจอห์นจะมาช่วยผมขนของหรือเปล่าเนี่ย"

"แม่ไม่รู้"

รอยคีนส์ไม่ได้ถามอะไรอีกเลย คิดว่าพ่อเลี้ยงคงจะยังโกรธเคืองเรื่องที่ทะเลาะกันเมื่อหลายวันก่อน จอห์นคงไม่พอใจที่รอยคีนส์ไม่ได้คืนเงินสามหมื่นบาทให้กับตัวเอง จอห์นคงจะผิดหวังในตัวมารดาชายหนุ่มที่โกหกตัวเองตลอด ทำให้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวใด ๆ อีกเลย

"แต่จอห์นรับปากว่าจะช่วยผมขนของวันนี้"

"อย่าไปหวังพึ่งเขาเลย คีนส์จะทำอะไรก็ทำไปเถอะลูก"

"ทำไมคุณแม่กับจอห์นยังไม่เคลียร์ปัญหากันเหรอครับ" รอยคีนส์อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น

"แม่พยายามคุยกับเขา แต่เขาไม่คุยด้วย เขาคงจะเกลียดแม่จริง ๆ"

"ผมว่าจอห์นคงไม่ได้เกลียดคุณแม่หรอก เพียงแต่รับไม่ได้ที่คุณแม่โกหกเขามาตลอด"

"แม่ไม่ได้ตั้งใจจะโกหกเขานะลูก"

"แต่คุณแม่ก็ทำไปแล้ว ผู้ชายนะ ไม่ชอบผู้หญิงที่โกหกมากที่สุด ไม่ว่าจอห์นหรือผม เราสองคนรู้สึกไม่ต่างกันเลย" รอยคีนส์ตอบหนักแน่น น้ำเสียงของเขาดุดัน ทำให้มารดาเงียบไม่ได้พูดอะไรอีกเลย

ปณัฐดาเห็นบรรยากาศไม่ค่อยดี จึงชวนคนรักและคีสท์คุยเรื่องอื่น พอสองหนุ่มดื่มกาแฟเสร็จแล้ว ทั้งสามคนก็ช่วยกันขนของขึ้นรถ โดยที่ไม่มีจอห์นเข้ามาช่วยอย่างที่รับปากเอาไว้ ทั้งสามคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ ปณัฐดาเห็นพ่อเลี้ยงนั่งไขว่ห้างอยู่ที่ใต้ต้นไม้หลังบ้านเพียงคนเดียว และก็นั่งมองทั้งสามคนทำงานอย่างที่ไม่รู้สึกอะไรเลย

ไม่มีน้ำใจเสนอความช่วยเหลือจากจอห์น ไม่มีสัจจะของพ่อเลี้ยงที่เคยบอกไว้ คงมีแต่ความรู้สึกที่เฉยชาและใบหน้าที่หม่นเศร้า ปณัฐดาเห็นภาพทุกอย่างแต่ก็ไม่ได้สนใจนัก เธอหันไปมองคนหน้าคนรัก ซึ่งรับรู้ได้เลยว่าเขารู้สึกอย่างไร ตัวเธอเองก็รู้สึกไม่ต่างกันเลย หญิงสาวเริ่มเข้าใจแล้วว่า พ่อเลี้ยงก็เป็นได้แค่พ่อเลี้ยงวันยังค่ำ ไม่มีวันที่จะมาแทนที่พ่อแท้ ๆ ได้เลย เมื่อใดที่เขาไม่พอใจเรา เขาก็จะไม่สนใจช่วยเหลือใด ๆ เกี่ยวกับชีวิตเรา แต่เมื่อใดที่เรามีประโยชน์ทำให้เขาพึงพอใจ เมื่อนั้นเขาจะเห็นคุณค่าของเรา หญิงสาวจดจำทุกอย่างไว้ในใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะจากนี้ต่อไปเธอก็คงไม่ต้องเผชิญหน้ากับมารดาคนรักและพ่อเลี้ยงอีกนาน

พอขนของขึ้นรถเสร็จแล้ว ทั้งสามคนก็พากันมาร่ำลามิสซิสเมเบิ้ลในห้องครัว

"พากันขับรถดี ๆ นะลูก"

"ครับ คุณแม่ดูแลตัวเองด้วยนะ"

"ขอบใจลูก"

"ลาก่อนนะคะคุณแม่" ปณัฐดาร่ำลาพร้อมโอบกอดมารดาคนรัก

"ฝากดูแลลูกชายฉันให้ดีด้วยนะปณัฐดา"

"ไม่ต้องห่วงค่ะ ณัฐจะดูแลคีนส์ให้ดีที่สุด"

"ขอบใจ" มิสซิสเมเบิ้ลตอบ ใบหน้าเศร้า ๆ

"ผมลาก่อนนะมิสซิสเมเบิ้ล ขอบคุณสำหรับอาหารมากครับ"

"โชคดีนะคีสท์ ขอบใจมาก ๆ ที่มาช่วยลูกชายฉันย้ายของ"

"ไม่เป็นไรครับ คีนส์เป็นเพื่อนผม ยังไงผมก็ต้องช่วยเพื่อน" คีสท์ตอบ ยิ้มรับนิดหนึ่งก่อนที่จะเดินไปที่รถของตัวเอง

รอยคีนส์เดินไปสตาร์ทเครื่องยนต์ เพียงไม่นานปณัฐดาก็เดินมานั่งข้าง ๆ เบาะคนขับ เธอหันไปมองมารดาคนรักพลางโบกมือร่ำลาไปด้วย ซึ่งมิสซิสเมเบิ้ลยืนโบกมือร่ำลาอยู่ที่ลานหน้าบ้าน เมื่อรถค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกห่างไป ปณัฐดาสัมผัสได้ถึงอิสรภาพในชีวิตคู่ที่มีความสุขกำลังจะมาถึง เธอมองใบหน้ามารดาคนรักครั้งสุดท้าย ใจก็ให้อภัยกับความเจ็บปวดที่มารดาคนรักเคยทำไว้กับเธอ หญิงสาวภาวนาให้สิ่งศักดิ์และคุณความดีต่าง ๆ ที่เธอได้ทำเอาไว้ ช่วยปกป้องคุ้มครองให้มารดาคนรักมีความสุข

รถสองคันวิ่งจากเมืองดีริดเดอร์มายังเมืองเล็คชาร์ค (Lake Charles) จากนั้นก็ขับเข้าถนนสายหลัก I - 10 ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกของอเมริกา รถของรอยคีนส์และปณัฐดาวิ่งนำมาก่อน โดยที่คีสท์ขับตามหลัง เพื่อช่วยดูความปลอดภัยด้านหลังให้ด้วย เพราะเกรงว่ารถเช่านั้นจะมีปัญหา ระยะทางจากเมืองดีริดเดอร์ไปยังเมืองลาฟาเยทใช้เวลาประมาณสองชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณหนึ่งร้อยสิบสามไมล์

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-03-10 16:09:02


Opinion No. 28 (133776)

อ่านมาถึงตอนนี้แล้วจ๊ะ.. ดูแลตัวเองด้วยจ๊ะ

รักจ๊ะ

By พี่ลานนา Date 2010-03-13 17:01:34


Opinion No. 29 (133961)

สวัสดีค่ะ พี่ลานนา

 

ขอบคุณมากนะคะที่ตามอ่านงานเขียนชิ้นนี้มาตลอดค่ะ วันนี้ได้ฤกษ์เอาอีกตอนมาลงให้พี่ได้อ่านอีกค่ะ แล้วยีนส์จะพยายามเขียนเรื่อย ๆ ให้จบและเอามาให้อ่านอีกนะคะ ช่วงนี้ต้องขอโทษที่แบ่งเวลาไปอ่านหนังสือสอบและเขียนงานอื่น ๆ ทำให้เรื่องนี่้ได้เขียนไม่บ่อยนัก  แต่จะพยายามเขียนให้จบอย่างที่ตั้งใจค่ะ ขอบคุณค่ะ

 

รักและคิดถึงพี่ลานนาเสมอนะคะ

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-04-13 16:09:42


Opinion No. 30 (133962)

 



บทชีวิตสะใภ้ที่ 23

เมืองลาฟาเยท (Lafayette) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองบาตั้นรูจ (Baton Rouge) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมลรัฐหลุยส์เซียน่า เมืองลาฟาเยทถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1821 โดยชาวอะคาเดี่ยน (Acadian) จากเมือง Nova Scotia ชื่อ จีน มอร์ตั้น (Jean Mouton) เมืองนี้มีชื่อดั้งเดิมว่าเวอร์มิเลี่ยนวิล (Vermillionville) ต่อมาในปี ค.ศ. 1844 ได้เปลี่ยนชื่อจากเวอร์มิเลี่ยนวิลเป็นลาฟาเยทตามชื่อของนายพล ลาฟาเยท (General: Gilbert Du Motier, Marquis De Lafayette) ซึ่งนายพลคนนี้จัดว่าเป็นคนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการสู้รบในสงครามระหว่างประเทศอเมริกากับประเทศอังกฤษ โดยที่สมัยนั้นประธานาธิบดีวอชิงตันเป็นผู้นำประเทศอเมริกา

เมื่อร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ผู้คนในเมืองลาฟาเยทมีอาชีพทำการเกษตรเสียส่วนใหญ่ จากนั้นในปี ค. ศ. 1940 มีการค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในมลรัฐหลุยส์เซียน่าขึ้น จึงได้มีการจัดตั้งเมืองลาฟาเยทให้เป็นศูนย์กลางสำนักใหญ่ของบริษัทน้ำมัน หรือที่รู้จักกันของคนในเมืองนี้ก็คือออยเซ็นเตอร์ (Oil center) ซึ่งออยเซ็นเตอร์ตั้งอยู่ในดาวน์ทาวน์ของเมืองลาฟาเยทนั่นเอง

นอกจากนั้นเมืองลาฟาเยทก็ยังเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมประเพณีของคนเคจั่นประจำมลรัฐหลุยส์เซียน่า โดยเฉพาะอาหารเคจั่นจัดว่าเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อในมลรัฐหลุยส์เซียน่าและเป็นที่รู้จักของผู้คนในอเมริกาเป็นอย่างมาก ประชาชนส่วนใหญ่ในเมืองนี้นับถือศาสนาคริสต์นิกายแคทอลิค ในเมืองลาฟาเยทมีประชากรประมาณหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นคน มีงานประเพณีสำคัญหลากหลายทุกปี ไม่ว่าจะเป็นงานประเพณี เคจั่นมิวสิคเวฟติวอล ที่มีการจัดขึ้นในทุก ๆ ปีในบริเวณจีราดพาร์คซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดของเมืองนี้ หรือแม้แต่งานอินเตอร์เนชั่นนอลเฟสติวอลที่จัดขึ้นทุก ๆ ปีในเดือนเมษายนที่ดาวน์ทาวน์ของเมืองนี้

รถของรอยคีนส์กับปณัฐดาเลี้ยวเข้ามาในถนนสายหลักประจำเมืองนี้ ซึ่งในช่วงสาย ๆ ถนนยังว่างและไม่มีรถติดแต่อย่างใด เพียงไม่นานก็เลี้ยวรถเข้ามาจอดด้านหน้าของสำนักงานของอพาร์ทเมนต์ รอยคีนส์และปณัฐดารีบเปิดประตูลงจากรถอย่างเร็ว ทั้งสองคนเดินไปดูความเรียบร้อยกับข้าวของที่ขนมาทั้งหมด โดยที่คีสท์จอดรถอยู่ไม่ไกลนักเดินมาสมทบด้วย

"เดี๋ยวเราจะเข้าไปเอากุญแจ นายจะเข้าไปด้วยกันไหมคีสท์" รอยคีนส์หันไปถามเพื่อนสนิท

"ไม่หรอก เราขอนั่งเฝ้าของอยู่ด้านนอกดีกว่า นายกับปณัฐดาเข้าไปเถอะ" คีสท์ตอบและเดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ข้าง ๆ สำนักงาน

รอยคีนส์กับปณัฐดาส่งยิ้มให้เพื่อนสนิทนิดหนึ่งก่อนจะพากันเดินเข้าไปในสำนักงานของอพาร์ทเมนต์ ซึ่งทั้งสองคนได้เซ็นเอกสารสัญญาเช่าเรียบร้อยแล้ว รอแต่มารับกุญแจห้องเท่านั้น อพาร์ทเมนต์แห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่สะดวกสบายติดกับถนนใหญ่ มีเครื่องเอื้ออำนวยความสะดวกหลายอย่าง มีสระว่ายน้ำประมาณสี่จุด มีสนามเทนนิสประมาณสี่จุด และมีศูนย์ฟิสเนตขนาดใหญ่ตั้งอยู่เป็นศูนย์กลาง มีบริการซักรีดประมาณสี่จุด ซึ่งคอยให้บริการแก่ผู้พักอาศัย ทางด้านหน้าไม่ว่าจะเป็นประตูทางเข้าและออก มียามคอยรักษาความปลอดภัยยี่สิบสี่ชั่วโมง

เพียงไม่นานปณัฐดาและรอยคีนส์ก็เดินออกมาจากสำนักงานของอพาร์ทเมนต์ด้วยรอยยิ้มสดใสที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ในที่สุดเธอและคนรักก็มีบ้านเป็นของตัวเอง แม้จะเป็นเพียงอพาร์ทเมนต์แต่ก็เป็นบ้านที่เธอรักและพอใจเป็นอย่างมาก รอยคีนส์ได้เช่าอพาร์ทเมนต์ขนาดสองห้องนอนสองห้องน้ำ เพราะตั้งใจจะทำห้องนอนอีกห้องเป็นห้องนอนกึ่งห้องทำงานไปด้วย เพราะชายหนุ่มมีหนังสือที่เก็บสะสมมากพอสมควร แม้ราคาห้องพักจะสูงมากแต่เพื่อความสะดวกสบายหลาย ๆ อย่าง รอยคีนส์ยินดีจ่ายเสมอ

ปณัฐดารีบเดินเข้าไปด้านในรถและเอาพระมาถือไว้ เพราะเธอมีความเชื่ออย่างไทย ๆ เมื่อใดที่ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ ก็จะต้องเอาพระเข้าเป็นอันดับแรก จากนั้นก็พากันขับรถกลับไปยังอพาร์ทเมนต์ห้องพักของตัวเอง ซึ่งตั้งอยู่ชั้นแรกในบริเวณมุมซ้ายสุดของตึก ในส่วนด้านหน้ามีสนามหญ้าให้คนพักอาศัยได้พักผ่อนกับธรรมชาติ ซึ่งก็มีต้นโอ๊คขนาดใหญ่ให้ร่มเงาตลอด ห่างจากสวนหย่อมขนาดเล็กมีรั้วเล็ก ๆ ล้อมเอาไว้ พอเดินเข้าไปด้านในจะเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีน้ำใสสะอาดและน่าว่ายเล่นเป็นอย่างมาก ติด ๆ กันนั้นก็มีสนามเทนนิสขนาดใหญ่คอยให้ความสะดวกสบายแก่ผู้พักอาศัย ภาพเหล่านี้ทำให้ปณัฐดาตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก หญิงสาวบอกกับตัวเองเสมอว่า เมื่อใดที่มีเวลาว่าง เธอจะพาคนรักมาตีเทนนิสบ่อย ๆ หากเมื่อไหร่ที่คิดอยากจะว่ายน้ำ ก็สามารถไปว่ายได้อย่างสบาย โดยที่ไม่ต้องกังวลใด ๆ เพราะสระว่ายน้ำอยู่ติดกับห้องพักของตัวเอง

เมื่อทั้งสามคนหยุดอยู่ตรงประตูทางเข้า คีสท์กันหันไปทางรอยคีนส์

"นายอย่าลืมความเชื่อเก่า ๆ เสียล่ะคีนส์"

รอยคีนส์ยิ้มที่มุมปากนิด ๆ กล่าวขอบคุณเพื่อนรักตามมารยาทที่คอยบอกเตือนตัวเองตลอด ชายหนุ่มหันไปบอกปณัฐดาเกี่ยวกับความเชื่อเหล่านี้

"ผมต้องอุ้มคุณเข้าบ้านคนแรกนะที่รัก"

ปณัฐดายิ้ม "นี่เป็นความเชื่อของคนอเมริกันเหรอคะ"

"ผมไม่แน่ใจว่าความเชื่อหรือเปล่า แต่หลาย ๆ คู่ที่แต่งงานกันและมีบ้านพักของตัวเองก็ล้วนแต่ทำแบบนี้"

"ก็ได้ค่ะ"

ปณัฐดายังถือพระไว้แน่น ส่วนรอยคีนส์ก็ก้มลงช้อนร่างหญิงสาวมาอุ้มไว้ จากนั้นก็ค่อย ๆ พาเดินเข้าไปในประตูจนไปถึงห้องนอนใหญ่ เขาค่อย ๆ วางหญิงสาวลง ปณัฐดารีบยืนให้ติดพื้นอย่างเร็ว รู้สึกแปลกไปอีกแบบที่เห็นคนรักมีความเชื่ออย่างนี้ เพราะตั้งแต่เกิดมาในชีวิต ปณัฐดาไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน

จากนั้นก็เอาพระตั้งไว้บนหัวนอน เธอไหว้พระสามครั้งก่อนจะพากันออกไปขนของเข้ามาในห้อง โดยที่ปณัฐดาเป็นคนจัดบ้าน ส่วนรอยคีนส์และคีสท์จะเป็นคนขนของเข้ามาด้านใน อพาร์ทมเม้นท์ที่ทั้งสองเช่าอยู่นั้นมีสองห้องนอนสองห้องน้ำ จัดว่ากว้างขวางสำหรับครอบครัวที่กำลังเริ่มต้น เมื่อจัดของเสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็เดินมานั่งที่โซฟากับเพื่อนสนิท ส่วนปณัฐดาก็นั่งพับผ้าไปพลาง ๆ

"คุณหิวหรือเปล่าที่รัก"

ปณัฐดาค่อย ๆ วางผ้าลงในตะกร้า "นิดหนึ่งค่ะ"

"แล้วอาการไข้คุณดีขึ้นไหม"

"ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ"

"เราสั่งอาหารมาทานที่บ้านดีไหม หรือว่าคุณอยากไปนั่งทานที่ร้านอาหาร"

"ถ้าไปนั่งทานที่ร้านอาหาร ณัฐคงไม่สะดวกหรอกค่ะ ณัฐยังไอตลอด กลัวคนในร้านจะรังเกียจ เราสั่งอาหารมาทานที่บ้านดีไหมคะ"

"ก็ดีครับ เดี๋ยวผมถามคีสท์ดูก่อน ว่าเขาจะเอาแบบไหน"

รอยคีนส์หันไปถามเพื่อนสนิทซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนัก "เรายังไงก็ได้ แล้วแต่นายกับปณัฐดา" คีสท์ตอบอย่างอารมณ์ดี เหมือนคนที่ไม่ค่อยถือตัวอะไร

"งั้นก็เอาตามนี้แล้วกัน เดี๋ยวผมจะให้ปณัฐดาโทรสั่งอาหารที่ร้านอาหารไทยในเมืองนี้ แล้วเราสองคนค่อยขับรถไปรับ ว่าแต่นายทานเผ็ดหรือเปล่า"

คีสท์หัวเราะทันที "ก็พอได้ แต่อย่าเผ็ดมากนะ"

"ได้ ๆ เพื่อน เผ็ดปานกลางดีไหม"

"ดี ๆ"

รอยคีนส์เดินไปหยิบสมุดหน้าเหลืองมาวางที่โต๊ะ เปิดหาเบอร์โทรร้านอาหารไทยในเมือง จากนั้นก็กดโทรศัพท์ให้ปณัฐดาคุยพนักงานในร้าน เพราะคิดว่าคนในร้านอาหารแห่งนี้ต้องพูดภาษาไทยได้ เมื่อมีคนรับสายปณัฐดาก็ทักทายเป็นภาษาอังกฤษและถามคนปลายสายว่าสามารถพูดไทยได้ไหม เพราะเธอจะได้สั่งอาหาร พนักงานปลายสายตอบรับ "ค่ะ" อย่างชัดเจน ทำให้ปณัฐดาชื่นใจขึ้นมาบ้าง เธอรีบสั่งอาหารทันที ซึ่งก็มีทั้งต้มยำ ยำวุ้นเส้น ผัดผักรวม แกงเขียวหวาน พร้อมข้าวสามกล่อง และแจ้งให้พนักงานทราบว่า รอยคีนส์และคีสท์จะไปรับอาหารในอีกยี่สิบนาที พนักงานสาวจดรายละเอียดก่อนที่จะกล่าวขอบคุณทิ้งท้าย

เวลาผ่านไป รอยคีนส์และคีสท์พากันไปรับอาหารที่สั่งเอาไว้ในร้านอาหารไทย จากนั้นก็กลับมาพร้อม ๆ กับอาหารถุงใหญ่ ปณัฐดาลุกขึ้นเอาจานที่ล้างสะอาดจัดอาหารใส่จานให้เรียบร้อย ก่อนที่จะเปิดตู้เย็นเอาน้ำดื่มมาให้คนรักและคีสท์คนละขวด ก่อนจะมานั่งรับประทานอาหารร่วมกันอย่างมีความสุข

ในวันนั้นหญิงสาวสัมผัสได้ถึงความสุขของชีวิตคู่ ที่ไม่ต้องกังวลว่าเวลาทำอะไรจะมีคนจับตามองคอยตำหนิติเตียนต่าง ๆ นานา เธอรู้สึกว่าห้องพักห้องนี้คือบ้านของเธอและคนรัก บ้านที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ความอบอุ่น แม้จะไม่ใช่บ้านเดี่ยวหลังใหญ่โต หากแต่เป็นบ้านที่ทั้งเธอและเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน เพื่อที่จะสร้างอนาคตในวันข้างหน้าไปพร้อม ๆ กัน

พอช่วงบ่าย ๆ คีสท์ก็ขอตัวกลับ เพราะจะต้องไปธุระให้กับมารดาอีกเมืองหนึ่ง รอยคีนส์หยิบเงินในกระเป๋ายื่นให้เพื่อนสนิท ซึ่งตอนแรกคีสท์ไม่ยอมรับเงิน แต่พอรอยคีนส์บอกว่า

"นายยอมสละเวลามาช่วยเรากับปณัฐดาย้ายบ้าน เราก็อยากตอบแทนนาย รับไว้เถอะนะ วันหน้าถ้านายมีอะไรให้เราช่วย ก็ขอให้บอกแล้วกัน"

"นายไม่ต้องคิดมาก เราสองคนเป็นเพื่อนกัน" คีสท์ตอบยิ้มนิด ๆ

"ขอบใจมากนะเพื่อน" รอยคีนส์บอกพลางตบไหล่เพื่อนสนิทอย่างเป็นกันเอง

"ด้วยความยินดี"

"ขอบคุณมากนะคีสท์ วันหน้าถ้าว่างก็แวะมาเยี่ยมกันบ้างนะ คีนส์กับณัฐอยู่ที่นี่ตลอด ยินดีต้อนรับ เดี๋ยวณัฐจะทำอาหารไทยให้ทาน"

"ครับ ขอบคุณครับ" คีสท์ตอบก่อนที่จะหันไปคุยกับรอยคีนส์

"ตกลงมหาวิทยาลัยเปิดเทอมวันไหน"

"ก็วันที่สิบสองมกราคมนี่แหละ เราว่าจะพาปณัฐดาไปสมัครเรียนภาษาในมหาวิทยาลัยที่นี่ด้วย"

"เราขอให้นายและปณัฐดาโชคดีนะ เราเอาใจช่วยเสมอ ไว้ว่าง ๆ ค่อยเจอกันนะ เราขอตัวก่อนล่ะ"

คีสท์ตอบก่อนที่จะเดินไปเปิดประตูรถ โดยที่มีรอยคีนส์และปณัฐดายืนส่งอยู่ที่ลานจอดรถ เมื่อคีสท์สตาร์ทเครื่องยนต์และบอกลา ทั้งปณัฐดาและรอยคีนส์ต่างก็โบกมือร่ำลาพร้อมกับส่งยิ้มให้คีสท์พร้อม ๆ กัน



ชีวิตรักของปณัฐดาในบ้านหลังใหม่เป็นอะไรที่มีความสุขมากที่สุด นับตั้งแต่มาใช้ชีวิตที่อเมริกากับคนรัก ปณัฐดาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน เธอรู้สึกว่าเวลาจะทำอะไรก็ปรึกษาเพียงคนรักเท่านั้น ไม่ต้องมีคนที่สามคอยให้คำปรึกษาที่อาจจะมีคำตอบที่ต่างกัน เวลาจะทำอาหารไทยแต่ละอย่างก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนบ่นว่ากลิ่นอาหารไทยเหม็น เวลารับประทานอาหารแต่ละวันแต่ละมื้อก็ไม่ต้องห่วงว่าจะมีคนบ่นว่ากินเยอะให้ได้ยิน เวลาอาบน้ำเช้าเย็นก็ไม่ต้องได้ยินคนบ่นว่าค่าน้ำแพง หลายอย่างกับอิสระภาพที่ปณัฐดาได้รับจากการย้ายออกมาอยู่ตามลำพังกับรอยคีนส์ แม้ว่าชีวิตเริ่มต้นจะขลุกขลักบ้าง แต่ก็เป็นภาพที่สวยงามที่สุดที่ปณัฐดาได้สัมผัสจากใจ

"เดี๋ยวเตรียมเอกสารให้พร้อมนะที่รัก พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปสมัครเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัยเดียวกับผม"

รอยคีนส์บอกหญิงสาว ขณะที่เอาเอกสารสำคัญหลายอย่างเก็บไว้ในตู้เซฟใบเล็ก

"ค่ะ"

หญิงสาวพยักหน้าและก็เอาเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ในการสมัครเรียนเตรียมเอาไว้ ชีวิตในตอนนั้นปณัฐดาคิดแต่ว่า จะตั้งเรียนให้ดีที่สุด จะเรียนภาษาให้เก่ง ๆ เพื่อที่จะได้หางานทำช่วยรอยคีนส์สร้างฐานะให้ดีขึ้น เธอมีคำถามหลายอย่างที่อยากจะถามคนรัก อยากรู้ว่าชายหนุ่มยังไม่ได้ทำงาน ทำไมมีเงินส่งให้เธอเรียนหนังสือ เธอได้แต่ถามตัวเอง แต่ไม่กล้าถามคนรักตรง ๆ เพราะรู้สึกเกรงใจ ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเธอสอดรู้สอดเห็นเรื่องเงินทองของเขา แม้ว่าในใจลึก ๆ จะเกรงใจคนรักอยู่มาก เพราะตัวเธอเองมาแต่ตัวและหัวใจ ไม่มีอะไรติดตัวมาเลยสักชิ้น หญิงสาวได้แต่บอกกับตัวเองว่า เธอจะไม่ทำให้คนรักผิดหวัง จะทำหน้าที่ภรรยาให้ดีที่สุด ทำหน้าที่นักเรียนให้รอยคีนส์ได้ภาคภูมิใจไปด้วย

ค่ำคืนแรกที่ย้ายมาอยู่ด้วยกันตามลำพัง ปณัฐดานอนซบอยู่ใต้อ้อมกอดของรอยคีนส์ เธออดไม่ได้ที่จะคิดถึงพี่น้องที่เมืองไทย ไม่รู้ว่าพวกเขามีชีวิตเช่นใด อยากเล่าให้ครอบครัวที่เมืองไทยฟังเหลือเกินว่า เธอและรอยคีนส์ได้ย้ายออกมาอยู่ตามลำพัง ช่วงระหว่างนั้นก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงมารดาของคนรัก ไม่รู้ว่าเธอย้ายออกมาอยู่กับรอยคีนส์ตามลำพังแบบนี้ มารดาคนรักจะเป็นอย่างไรบ้าง เขาจะคิดถึงเธอและรอยคีนส์บ้างไหม หรือว่าเขาสบายใจที่ไม่มีเธอและรอยคีนส์คอยเป็นภาระให้พูดบ่นอยู่ทุก ๆ วัน สารพัดอย่างที่ปณัฐดานอนคิดในคืนนั้น

ถึงแม้ว่าปณัฐดาจะไม่ชอบการกระทำของมารดาคนรัก แต่เธอก็ยังรักและนับถือมารดาคนรักเสมอ ส่วนลึก ๆ ปณัฐดาห่วงมารดาคนรักอยู่มาก อยากจะไปช่วยเก็บกวาดบ้านให้อย่างที่เคยทำ อยากช่วยซักผ้าและรีดผ้าให้ทุก ๆ ครั้ง แต่เพราะเมืองที่เธอและรอยคีนส์พักอยู่นั้นไกลกันนัก จะได้ไปเยี่ยมมารดาคนรักอีกครั้งก็ในช่วงวันหยุดยาว ๆ เท่านั้น ซึ่งเธอกับคนรักก็ได้แต่โทรพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบเท่านั้น

ในเช้าวันถัดมา รอยคีนส์พาปณัฐดาไปสมัครเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัยในเมืองลาฟาเยท ซึ่งโปรแกรมที่เธอเข้าไปเรียนนี้ เป็นโปรแกรมที่สอนภาษาอังกฤษให้กับนักศึกษาต่างชาติ หรือที่รู้จักกันก็คือ IEP Program โดยเฉพาะนักศึกษาที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง ซึ่งทางอาจารย์ที่ดูแลเกี่ยวกับโปรแกรมนี้ได้จัดให้ปณัฐดาสอบ ซึ่งหญิงสาวสอบวัดระดับได้ที่ระดับสาม และก็ได้มีการจัดห้องให้เธอเรียนกับเพื่อนที่มีความรู้ภาษาอังกฤษในระดับเดียวกัน ซึ่งในโปรแกรมนี้มีเพียงห้าระดับเท่านั้น ปณัฐดาตั้งมั่นว่าจะต้องเรียนให้จบทั้งห้าระดับ โดยที่รอยคีนส์บอกว่า ถ้าเธอเรียนจบห้าระดับเมื่อไหร่ เขาต้องการให้เธอเข้าไปเรียนต่อในระดับปริญญาให้จบ

หลังจากที่สมัครเรียนเสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็พาปณัฐดาแวะซื้อของที่ร้านคนเอเชีย แต่พอเข้าไปในร้าน หญิงสาวก็ได้ยินเจ้าของร้านสื่อสารเป็นภาษาลาว ซึ่งเป็นภาษาที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดี ปณัฐดารีบเข้าไปยกมือทักทายเจ้าของร้านด้วยความดีใจ พร้อมทั้งแนะนำตัวเองไปด้วย

"เจ้ามาอยู่อเมริกาดนแล้วบ่" เอื้อยบัวรินเจ้าของร้านเอเชียถามเป็นภาษาอีสาน

"สี่เดือนแล่วค่ะ"

"แต่งงานบ่ถึงได้มาอยู่พี้"

"ค่ะ"

ปณัฐดาพูดคุยกับเจ้าของร้านอย่างมีความสุข เธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นเหมือนแถบอีสานบ้านนาของเธอ ที่มีผู้คนพูดคุยหลายภาษา ปณัฐดาไม่เคยรู้สึกเลยว่าคนที่พูดภาษาลาวมาจากประเทศลาวแตกต่างจากคนอีสานบ้านเธอ ปณัฐดารู้สึกแต่เพียงว่า ผู้คนเหล่านี้เหมือนพี่เหมือนน้องสำหรับเธอเสมอ

ในวันนั้นเจ้าของร้านเอเชียยังใจดี ให้คำแนะนำเธอหลาย ๆ อย่าง ซึ่งก็ทำให้ปณัฐดาและคนรักประทับใจเป็นอย่างมาก อาหารไทยต่าง ๆ ที่เธอต้องการก็มีขายแทบทุกอย่าง หญิงสาวเลือกซื้ออาหารด้วยความสุขใจ ไม่คิดว่าการมาอยู่เมืองลาฟาเยทจะทำให้เธอโชคดีได้เจอคนบ้านเดียวกัน

"เจ้ามีหมู่คนไทยอยู่บ่"

"บ่ค่ะ" ปณัฐดาตอบไปตามความจริง เธอเคยเจอคนไทยที่ร้านอาหารไทยในเมืองนิวออร์ลีนส์เพียงครั้งเดียว และก็ไม่ได้ติดต่อพูดคุยแต่อย่างใด

"คนไทยในเมืองนี่ก็มีอยู่หลายคนตั้ว"

"นางบ่ฮู้จักผู้ได๋เลยคะเอื้อย" ปณัฐดาบอก ยิ้มนิด ๆ เธอมักจะแทนตัวเองว่า "นาง" เสมอที่พูดกับคนอีสานด้วยกัน ซึ่งก็แปลว่า "หนู" นั่นเอง

"คั่นเจ้าอยากฮู้จัก เดี๋ยวเอื้อยสิไปขอเบอร์โทรให้ สิได้โทรเว้าภาษาไทยนำกัน"

ปณัฐดายกมือไหว้ทันที "ขอบคุณหลาย ๆ คะเอื้อยบัวริน"

รอยคีนส์ยิ้มแก้มปริที่เห็นปณัฐดาพูดภาษาอีสานกับเจ้าของร้าน ชายหนุ่มมีความสุขที่เห็นหญิงสาวยิ้มสดใสและไม่รู้สึกเหงา วันนั้นนอกจากปณัฐดาจะได้เครื่องปรุงอาหารไทยอร่อย ๆ กลับมาบ้านแล้ว เธอก็ยังได้มิตรภาพใหม่จากต่างแดนที่น่ารัก แม้ว่าปณัฐดากับเอื้อยบัวรินจะอายุต่างกันหลายสิบปี แต่ปณัฐดาก็รู้สึกนับถือน้ำใจของเอื้อยบัวรินเป็นอย่างมาก หญิงสาวยกมือไหว้เอื้อยบัวรินก่อนพากันขับรถกลับมาบ้าน

ชีวิตของปณัฐดาก็ไม่ได้ต่างกับหญิงไทยทั่วไปที่แต่งงานมาอยู่ต่างแดน เวลาที่มีโอกาสได้รู้จักคนไทยด้วยกันหรือแม้แต่คนที่พูดภาษาเดียวกันได้ ถึงจะไม่ได้มาจากประเทศเดียวกัน แต่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่รู้จัก ปณัฐดาก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้พูดคุยด้วย นัยน์ตาของเธอเป็นประกายดูสดใสเหมือนเด็กน้อยที่ได้รับขนมอร่อย ๆ จากผู้หลักผู้ใหญ่ หญิงสาวไม่รู้สึกเหงาเดียวดายอีกแล้ว เพราะการย้ายมาอยู่เมืองลาฟาเยท เธอได้รู้จักพูดคุยกับคนที่พูดภาษาเดียวกัน มีโอกาสได้ไปเรียนหนังสือรู้จักกับเพื่อน ๆ จากประเทศอื่น ๆ ได้เห็นโลกกว้างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

การเรียนของปณัฐดาผ่านไปด้วยดี คอร์สที่เธอเรียนจะมีระยะเวลาแค่สองเดือนเท่านั้น ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะสอนการเขียน การอ่าน การพูดและพวกไวยากรณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ หากเรียนผ่านระดับที่สามแล้ว ก็สามารถเข้าไปเรียนต่อระดับที่สี่ได้เลย ปณัฐดารักการเรียนเป็นอย่างมาก เธออ่านหนังสือทุกวัน ทำการบ้านไม่เคยขาดตกบกพร่อง จุดไหนที่ไม่เข้าใจก็มีรอยคีนส์คอยให้คำแนะนำอยู่ตลอด

ส่วนทางด้านรอยคีนส์นั้นก็เข้าไปเรียนปริญญาเอกในคณะที่ชอบ ชายหนุ่มเป็นอาจารย์สอนพาร์ทไทม์ไปด้วย เพราะทางมหาวิทยาลัยได้ให้ทุนเรียนโดยที่มีกฏเกณฑ์ไว้ว่า รอยคีนส์จะต้องสอนพาร์ทไทม์ให้กับมหาวิทยาลัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะจ่ายค่าเทอมให้ทั้งหมด และก็ให้เงินเดือนไว้ใช้จ่ายต่อเดือนด้วย

ถึงแม้ว่าเงินเดือนต่อเดือนของนักศึกษาปริญญาเอกจะไม่มากมาย แต่ปณัฐดาก็ไม่เคยใช้จ่ายเงินฟุ่งเฟือย เธอช่วยคนรักประหยัดเท่าที่จะทำได้ หญิงสาวทำอาหารทุก ๆ เย็นหลังจากเลิกเรียนและก็ทำเผื่อในตอนเช้าด้วย ทุก ๆ วันก่อนไปเรียนหนังสือ เธอจะเตรียมอาหารใส่กล่องไปรับประทานกับคนรักที่มหาวิทยาลัย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้แบ่งออฟฟิศส่วนตัวให้กับรอยคีนส์ไว้ต่างหาก และออฟฟิศของชายหนุ่มนั้นมีเพื่อนนักศึกษาปริญญาเอกสี่คนประจำอยู่ด้วย

ห้าเดือนผ่านไป ปณัฐดาเรียนหนังสืออยู่ในระดับที่ห้า และก็เตรียมพร้อมที่จะเริ่มต้นเข้าไปเรียนระดับปริญญาตรีที่นี่อีกครั้ง โดยที่มีการวางแผนไว้ว่า เธอจะขอโอนหน่วยกิตที่เคยเรียนอนุปริญญาที่เมืองไทยมายังมหาวิทยาลัยที่นี่ หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เรียนอย่างจริงจังเสียที เพราะการแต่งงานกับรอยคีนส์และย้ายมาอยู่ต่างประเทศ ทำให้เธอหยุดเรียนทันที เพื่อเดินทางมาอยู่ต่างประเทศกับคนรัก และเพื่อคนรักได้ทำในสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน

นับตั้งแต่ที่แต่งงานกับรอยคีนส์ ปณัฐดาบอกกับตัวเองเสมอ "ความฝันของคนรัก สำคัญกว่าความฝันของเธอ" และหญิงสาวรู้สึกเสมอว่า เธอจะต้องเสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อให้คนรักได้ดิบได้ดี มีความสำเร็จในหน้าที่การงาน


เย็นวันหนึ่งขณะที่ปณัฐดายืนทำกับข้าวอยู่ในห้องครัว เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น รอยคีนส์ลุกขึ้นจากโซฟาเดินไปรับโทรศัพท์ ชายหนุ่มคุยอยู่กับคนปลายสายเพียงลำพัง ซึ่งปณัฐดาพอจะได้ยินบ้าง เธอรู้ว่าคนรักกำลังพูดคุยกับมารดา

"คุณแม่จะผ่าตัดวันไหนครับ"

มิสซิสเมเบิ้ลขยับตัวนิดหนึ่ง เอนกายนอนบนโซฟาเบา ๆ

"อาทิตย์หน้า แม่ผ่าตัดเปลี่ยนไขข้อเข่า แม่คงจะเดินไม่ได้เลยแหละ ไม่รู้จอห์นจะดูแลแม่ได้หรือเปล่า"

"ผมเป็นห่วงคุณแม่จังเลย ไว้วันหยุดผมไปเยี่ยมคุณแม่ได้ไหม ช่วงนี้ผมต้องสอนทุกวัน ไหนจะเรียนด้วย ปณัฐดาเองก็มีเรียนทุกวัน"

"คีนส์ไม่ต้องมาเยี่ยมแม่หรอกลูก ลำบากเปล่า ๆ แม่ไม่อยากให้เราสองคนเสียการเรียน" มิสซิสเมเบิ้ลตอบอย่างเกรงใจ

"มีอะไรที่ผมช่วยคุณแม่ได้บ้าง"

"ก็ไม่มีอะไรหรอก แม่ก็โทรมาคุยเฉย ๆ ก็อยู่ที่จอห์นเขาจะดูแลแม่ดีไหม เดี๋ยวยังไงแม่จะโทรมาคุยใหม่นะลูก บอกปณัฐดาว่าแม่คิดถึง"

"ครับคุณแม่ ดูแลตัวเองด้วยนะครับ"

หลังจากที่วางสายจากมารดา รอยคีนส์ก็เดินมายืนข้าง ๆ ปณัฐดา ชายหนุ่มช่วยหญิงสาวตักข้าวใส่จานเอาไปวางที่โต๊ะอาหาร ทางด้านปณัฐดาก็ตักกับข้าวใส่ถ้วยและเดินมาวางไว้ที่โต๊ะ จากนั้นก็รินน้ำใส่แก้วให้คนรัก และจัดเตรียมช้อนกับส้อมไปด้วย

ทั้งเธอและเขานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน ปณัฐดาตักอาหารให้คนรัก เธอได้ยินทุกอย่างที่คนรักพูดคุยกับมารดา รู้ว่ารอยคีนส์รักมารดามาก อยากจะไปเยี่ยมไปดูแลด้วยตัวเอง

"ไม่ต้องห่วงคุณแม่หรอกนะคะ ถ้าพ่อเลี้ยงของคุณไม่สามารถดูแลคุณแม่ได้ เดี๋ยวณัฐจะหยุดเรียนเอง ณัฐจะอยู่บ้านดูแลท่านจนกว่าท่านจะหาย"

หญิงสาวเอ่ยปากบอกคนรักเบา ๆ พร้อมทั้งตักอาหารใส่จานให้กับตัวเอง เธอรู้ว่าการทำหน้าที่สะใภ้ที่ดีในเวลานี้ เธอจะต้องแลกกับการทิ้งเรื่องเรียนและอนาคตที่วาดฝันเอาไว้ทั้งหมด

ความสุขของปณัฐดาไม่ใช่การได้เรียนจบสูง ๆ แต่อย่างใด นับตั้งแต่ที่เธอแต่งงานและใช้ชีวิตกับรอยคีนส์ เธอมีความสุขกับการได้ทำหน้าที่ภรรยามากกว่าที่จะทำตามฝันของตัวเอง การได้ดูแลใส่ใจทุกข์สุขของคนรักเป็นสิ่งที่สำคัญกับเธอมาก หากในวันนี้เธอไม่เสียสละตัวเอง รอยคีนส์ก็จะมีแต่ความกังวลเป็นห่วงมารดาอยู่ตลอด ปณัฐดากลัวว่าความห่วงใยที่คนรักมีให้มารดานั้น จะส่งผลให้เขาไม่มีสมาธิในการเรียนหนังสือ และผลกระทบที่ตามมาอาจจะมีหลายอย่าง

รอยคีนส์มองหน้าหญิงสาว "คุณจะทิ้งการเรียนของคุณเพื่อมาดูแลคุณแม่ของผมจริง ๆ เหรอ ผมห่วงคุณนะที่รัก คุณไม่ต้องทำขนาดนั้นก็ได้"

ปณัฐดาจับมือคนรักเบา ๆ เหมือนต้องการให้กำลังใจเขา อยากให้เขารู้ว่า ทุกสิ่งที่เธอได้พูดออกไปนั้น เป็นสิ่งที่เธออยากจะทำ และจะทำเพื่อคนรักให้ดีที่สุด

"คุณไม่ต้องห่วงหรอกนะ เรื่องเรียนจะทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เรื่องดูแลคุณแม่ของคุณสำคัญกว่า และณัฐก็เต็มใจจะทำเพื่อท่าน"

"แล้วเรื่องเรียนของคุณล่ะ คุณกำลังจะเข้าไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีในเร็ว ๆ นี้นะครับ"

"ค่ะ ก็ต้องหยุดไว้ก่อน เราควรจะทำในสิ่งที่สำคัญกว่าเสียก่อน ณัฐไม่อยากเห็นคุณห่วงคุณแม่ ถ้าเราไปรับท่านหลังจากที่ท่านผ่าตัดเสร็จก็คงจะดี เราพาท่านมาอยู่ด้วย เดี๋ยวณัฐจะดูแลท่านเอง คุณไม่ต้องห่วงนะ ณัฐดูแลท่านได้ ถึงณัฐจะไม่ได้จบพยาบาลมา แต่ณัฐดูแลคนแก่คนเฒ่าได้ค่ะ"

"ผมรู้ว่าคุณทำได้ แต่ผมเกรงใจคุณนะที่รัก คุณไม่ต้องสละทำเพื่อคุณแม่ผมขนาดนี้หรอกนะ เพราะคุณแม่ของผมก็ทำไม่ดีกับคุณไว้เยอะเหมือนกัน"

"เรื่องมันผ่านไปแล้วค่ะ ณัฐไม่ถือสาท่านหรอก ณัฐอภัยให้ท่านทั้งหมด ณัฐแค่คิดว่าถ้าเราทำดีกับคนที่เรารัก เราก็จะเจอแต่สิ่งดี ๆ ต่อให้เราเจอเรื่องเลวร้ายแค่ไหน เราก็สามารถก้าวผ่านอุปสรรคนนั้นไปได้ ความดีสามารถเอาชนะทุกอย่างค่ะ" ปณัฐดาบอกคนรัก เธอบอกเขาทุกอย่างกับสิ่งที่เธอคิดและอยากจะทำ

"ผมต้องขอบคุณ คุณมาก ๆ นะที่ไม่โกรธคุณแม่ของผม ขอบคุณที่คุณยอมเสียสละเพื่อที่จะมาดูแลท่าน เดี๋ยวทานข้าวเสร็จแล้ว ผมจะโทรไปบอกคุณแม่ คิดว่าท่านคงจะดีใจมาก ๆ ที่คุณจะหยุดเรียนและมาดูแลท่าน"

"ค่ะ บอกท่านให้รักษาสุขภาพด้วยนะคะ ไว้ท่านผ่าตัดเสร็จเมื่อไหร่ เราค่อยไปรับท่านด้วยกัน"

"ครับ แล้วผมจะบอกคุณแม่"

ปณัฐดาเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของคนรัก เธอยิ้มให้เขาด้วยความรัก ในใจรู้สึกเหมือนจะร้องไห้ ซึ่งก็ไม่ใช่ความรู้สึกเสียใจหรือเสียดายแต่อย่างใด หากแต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกที่ว่า ก้าวแต่ละก้าวในทุก ๆ วินาทีที่เธอได้สัมผัสนั้น เธอได้ทำหน้าที่ภรรยาทุก ๆ วัน และก็ทำหน้าที่สะใภ้ที่ดีไปด้วย อุปสรรคที่เกิดขึ้นมีไว้ให้เธอต่อสู้เพื่ออยู่เคียงข้างคนรัก หญิงสาวไม่รู้หรอกว่า การที่รับมารดาคนรักมาพักอาศัยรักษาตัวอยู่ด้วย เธอจะต้องพบเจออะไรบ้าง ปณัฐดาบอกกับตัวเองเสมอว่า เธอจะอดทนและจะดูแลมารดาคนรักให้ดีที่สุด ให้สมกับสะใภ้คนหนึ่งที่ได้รับเลือกจากคนรัก


 

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-04-13 16:13:43


Opinion No. 31 (133968)







บทชีวิตสะใภ้ที่ 24


เหลือเวลาเพียงแค่สองอาทิตย์ปณัฐดาก็จะเรียนจบระดับที่ห้าแล้ว หลังจากหมดคาบเรียน ปณัฐดาก็มานั่งรอรอยคีนส์ที่หน้าล้อบบี้ หญิงสาวหยิบหนังสือพิมพ์ประจำเมืองมานั่งอ่านไปพลาง ๆ เพียงครู่เดียวอแมนดาเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนนักศึกษาต่างชาติก็เดินมาคุยกับเธอ ปณัฐดาวางหนังสือพิมพ์เก็บไว้กับที่ และนั่งคุยกับอแมนดาไปพลาง ๆ


"ตอนนี้เธอเรียนใกล้จบคอร์สแล้ว ไม่ทราบว่าเธอมีแผนการจะเรียนต่อในระดับปริญญาในมหาวิทยาลัยเลยไหมปณัฐดา" อแมนดาถาม

"คงจะยังคะอแมนดา บังเอิญคุณแม่แฟนกำลังจะผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าค่ะ ณัฐมีแผนจะไปรับท่านมาอยู่ด้วย อยากให้ท่านพักรักษาตัวให้หายเสียก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องเรียนอีกที"

"คุณแม่แฟนเธอโชคดีจังเลยนะ ฉันไม่เคยเห็นสะใภ้คนไหนที่ยอมทิ้งการเรียนและดูแลแม่สามีเลย เธอเป็นสะใภ้ที่น่ารักมาก ๆ เลยนะปณัฐดา" อแมนดาชม นัยน์ตาของเธอดูสดใสเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างจริงใจ

"ขอบคุณคะอแมนดา ณัฐแค่อยากทำหน้าที่สะใภ้ให้ดี คุณแม่แฟนก็เหมือนคุณแม่ของณัฐค่ะ"

"ฉันลืมถามเธอเสียสนิท ว่าแต่พ่อกับแม่เธอเป็นยังไงบ้าง ทุกคนยังอยู่ที่เมืองไทยหรือเปล่า"

ปณัฐดายิ้มเศร้า ๆ กับคำถาม รู้สึกคิดถึงพ่อและครอบครัวที่เมืองไทยขึ้นมาทันที

"พ่อกับแม่ของณัฐเสียชีวิตนานแล้วค่ะ ตอนนี้ก็มีแต่พี่น้องเท่านั้น"

อแมนดาจับมือปณัฐดาเหมือนต้องการให้กำลังใจ

"ฉันเสียใจจริง ๆ ที่ทราบเรื่องนี้ ฉันขอโทษนะถ้าคำถามของฉันทำให้เธอไม่สบายใจ"

ปณัฐดายิ้มรับอย่างเป็นกันเอง "ไม่เป็นไรคะอแมนดา คำถามนี้ณัฐตอบเสียจนเคยชินไปแล้ว ถึงพ่อกับแม่จะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ณัฐก็รู้สึกว่าท่านอยู่กับณัฐตลอด"

"เธอเข้มแข็งมากเลยนะ ถ้าฉันเป็นเธอไม่รู้จะเป็นยังไง ตอนนี้ฉันก็ยังพักอยู่กับพ่อกับแม่อยู่เลย กะว่าจะดูแลท่านอยู่อย่างนี้"

"คุณพ่อคุณแม่ของคุณโชคดีมาก ๆ เลยนะคะที่มีลูกสาวคอยดูแลเอาใจใส่"

อแมนดายิ้มแก้มปริ ใบหน้าเขินอายนิดหนึ่ง "ฉันแค่อยากตอบแทนบุญคุณของท่าน"

ปณัฐดานั่งคุยกับอแมนดาหลายเรื่อง เธอไม่เคยคิดเลยว่าในโลกนี้จะมีคนที่มีความรู้สึกคล้าย ๆ กับเธอ ความรู้สึกที่ต้องทำหน้าที่ตอบแทนบุญคุณคนที่มีบุญคุณ ถึงแม้ว่าเขาคนนี้จะเป็นผู้บังเกิดเกล้าตัวเองโดยตรงหรือไม่ หากแต่มีความเกี่ยวพันกันในครอบครัว ปณัฐดาก็ถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณ

เพียงไม่นานรอยคีนส์ก็ขับรถมาจอดที่หน้าอาคารศูนย์นักศึกษาต่างชาติ ปณัฐดาบอกลาอแมนดาก่อนจะเดินไปที่รถซึ่งจอดอยู่ไม่ไกลนัก เมื่อเห็นคนรักนั่งรออยู่ก็รีบเปิดประตูขึ้นมานั่งที่เบาะด้านข้างอย่างเร็ว

"วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ เรียนสนุกไหม" รอยคีนส์ถาม

"สนุกค่ะ วันนี้มีกิจกรรมดี ๆ หลายอย่าง ตอนที่นั่งรอคุณ ณัฐคุยกับอแมนดา เธอถามว่าณัฐจะเรียนต่อระดับปริญญาเลยไหม"

"แล้วคุณตอบอแมนดาว่ายังไง"

"บอกว่ายังค่ะ คุณแม่กำลังจะผ่าตัด จะไปรับท่านมาอยู่ด้วยจนกว่าจะหายดี"

"ถ้าคุณจะเปลี่ยนใจเรียนก็ได้นะที่รัก คุณไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้"

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เรื่องเรียนณัฐรอได้ค่ะ อยากช่วยคุณเสียก่อน ตอนนี้คุณแม่ก็อายุมากแล้ว พี่น้องคนอื่น ๆ ของคุณก็ไม่มีใครเข้ามาดูแลท่าน จะมีก็แต่คุณและณัฐเท่านั้นที่พอจะช่วยท่านได้บ้าง"

"ขอบคุณครับที่คุณมีน้ำใจกับคุณแม่"

ปณัฐดาเอื้อมไปจับมือคนรักเอาไว้ "ไม่เป็นไรค่ะ เราแต่งงานกัน เป็นสามีภรรยากัน เราก็ต้องช่วยกันสิคะ และณัฐก็จะเป็นภรรยาที่ทำทุกอย่างเพื่อให้คุณมีความสุข"

"ขอบคุณครับ ผมจะดูแลคุณให้ดีที่สุด"

"คุณเป็นผู้ชายที่ดีที่สุด นอกจากพ่อแล้ว คุณเป็นผู้ชายคนที่สองที่ดีที่สุดในโลกและในชีวิตของณัฐ คุณไม่ได้ให้ความรักกับณัฐเท่านั้น แต่คุณมีน้ำใจ มีบุญคุณมอบสิ่งดี ๆ ให้ณัฐตลอด ขอบคุณมากนะคะ"

"ไม่เป็นไรครับที่รัก ผมรักคุณนะ"

ปณัฐดายิ้มรับอย่างสุขใจ "ณัฐก็รักคุณค่ะ"

เมื่อขับรถมาถึงที่พัก ปณัฐดาก็ช่วยคนรักถือกล่องอาหารเดินเคียงข้างกัน มือข้างหนึ่งก็ถือกระเป๋าหนังสือเรียน ส่วนรอยคีนส์นั้นก็ถือกระเป๋าใบใหญ่ เพราะนอกจากจะมีหนังสือสมุดเรียนของตัวเอง ก็มีพวกหนังสือและแผนการเรียนการสอนของนักศึกษาด้วย

พอเข้ามาภายในบ้าน ปณัฐดาก็เอาของไปเก็บ เธออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมอาหารเย็นไปพลาง ๆ อาหารในมื้อเย็นเธอทำประมาณสองเมนู และก็ทำเผื่อในตอนเช้าด้วย เพราะจะได้เตรียมอาหารไปรับประทานกับรอยคีนส์ที่มหาวิทยาลัย ชีวิตคู่ของปณัฐดาอบอุ่นสวยงาม ไม่มีการทะเลาะวิวาทใด ๆ ทุกอย่างมีแต่ความสุขที่เต็มไปด้วยความรัก รอยคีนส์เป็นผู้ชายที่อ่อนโยน ใจเย็นและสุขุมเยือกเย็น แต่ก็ไม่ใช่ผู้ชายที่เย็นชา เขายิ้มทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องตลก ๆ หรือพูดคุยเรื่องสนุก เขาใส่ใจเธอทุกครั้งที่รู้ว่าเธอคิดถึงเมืองไทยและมีอาการเศร้า ๆ

"คุณรอได้ไหมที่รัก รอให้ผมเรียนจบคอร์สเวิร์คก่อนได้ไหม แล้วเราค่อยกลับไทยกัน"

"ได้ค่ะ ณัฐรอได้ค่ะ ณัฐก็แค่คิดถึงเท่านั้น ไม่ได้อยากกลับไทยตอนนี้ซะหน่อย ถ้าให้กลับคนเดียว ณัฐไม่กลับหรอกค่ะ ณัฐจะไปก็ต่อเมื่อมีคุณเท่านั้น"

"ขอบคุณครับ"

หลังจากที่ทำอาหารเสร็จแล้ว ปณัฐดาและรอยคีนส์นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน ทั้งเธอและเขาแบ่งปันอาหารกันทานอย่างมีความสุข พอรับประทานอาหารเสร็จแล้ว รอยคีนส์ก็ช่วยเก็บกวาดโต๊ะให้เรียบร้อย โดยที่ปณัฐดาเอาจานไปล้างเศษอาหารออกก่อนที่จะเอาลงเข้าเครื่องล้างจานเอาไว้ ทั้งเธอและเขาช่วยเหลือกันทำงานบ้านคนละไม้ละมือ จากนั้นก็พากันเอาการบ้านมานั่งทำไปพลาง ๆ ขณะที่นั่งทำการบ้านอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น รอยคีนส์ลุกขึ้นไปรับโทรศัทท์ ปณัฐดาไม่ได้สนใจสิ่งที่คุณรักพูดคุยกับคนปลายสาย เพราะรู้ว่าคนรักกำลังคุยอยู่กับมารดา

รอยคีนส์คุยกับมารดานานหลายนาที พอวางสายจากมารดาชายหนุ่มก็เดินมาหาปณัฐดาที่ห้องทำงาน ใบหน้าของเขาเศร้าผิดสังเกต ดูมีความกังวลสารพัดอย่าง

"มิสเตอร์สมิทธตายแล้วนะที่รัก"

ปณัฐดารู้สึกงง ๆ อยู่มาก ไม่รู้ว่ามิสเตอร์สมิทเป็นญาติฝ่ายไหนของรอยคีนส์ เสียชีวิตเมื่อไหร่เธอก็ไม่รู้ แล้วเขาเป็นอะไรตาย เธอไม่รู้จักผู้ชายคนนี้มาก่อน แม้จะเคยได้ยินรอยคีนส์ให้ได้ยินบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนักและเธอก็ไม่ได้สนใจอะไร วันนั้นปณัฐดาสงสัยหลายอย่าง หญิงสาวตัดสินใจถามความจริงจากรอยคีนส์ทันที

"มิสเตอร์สมิทธเป็นญาติฝ่ายไหนของคุณคะที่รัก แล้วตกลงเราต้องไปงานศพเขาไหมคะเนี่ย"

ในช่วงเวลานั้น ปณัฐดาแอบคิดในใจ งานศพฝรั่งจะเหมือนงานศพคนไทยหรือเปล่า ที่ต้องไปช่วยงานเป็นรูปเงินเหมือนบ้านนาของเธอ จะต้องมีเหล้าสี่สิบดีกรีพร้อมกับข้าวห่อให้คนที่มาช่วยงานเอากลับไปรับประทานที่บ้าน ระหว่างที่คิดนั้น ปณัฐดาก็อดที่จะนึกถึงรสชาติอาหารอร่อย ๆ ที่บ้านนาของเธอไม่ได้ เพราะอาหารตามงานต่าง ๆ รสชาติล้วนแต่อร่อยไม่แพ้กัน

หญิงสาวยอมรับว่าไม่ชอบอาหารฝรั่งเอามาก ๆ วันนั้นปณัฐดานั่งคิดลบคูณหารตามนิสัยคนจบบัญชี แอบคิดอยู่ในใจตลอดว่าจะไปช่วยเหลืองานศพของมิสเตอร์สมิทธเท่าไรดี ถ้าเอาตามแบบที่เมืองไทย ในบรรดาคนที่สนิท ๆ กันก็คงประมาณสองร้อยเหรียญขึ้น แต่ถ้าหากไม่สนิทกันหนึ่งร้อยเหรียญก็น่าจะพอ

"มิสเตอร์สมิทธไม่ใช่ญาติผมหรอกครับ เขาเป็นทรัสตี้ของครอบครัวผม คุณจำได้หรือเปล่า ที่เขาดูแลธุรกิจและทรัสฟันรวมทั้งหุ้นต่าง ๆ ให้ครอบครัวผม" รอยคีนส์บอก น้ำเสียงเรียบง่าย

สิ่งที่ได้ยินทำให้ปณัฐดามองหน้ารอยคีนส์อีกครั้ง เธอรู้สึกงงกับคำศัพท์ต่าง ๆ ที่รอยคีนส์บอก ไม่รู้ว่าแท้จริงศัพท์เหล่านี้แปลว่าอะไรกันแน่ แม้ว่าหญิงสาวจะคุ้นกำคำศัพท์ว่าหุ้น เพราะเคยมีในศัพท์วิชาบัญชีที่เรียนมาบ้าง ส่วนคำศัพท์อื่น ๆ เธอไม่เคยรู้จักเลยว่าเป็นอย่างไร ไม่รู้ว่ารอยคีนส์ไปเอาคำศัพท์ยาก ๆ มาพูดกับเธอทำไม เพราะตอนนั้นเธอเรียนภาษาใกล้จบระดับห้าก็จริง แต่ในห้องเรียนไม่มีการสอนคำศัพท์เหล่านี้เลย แต่เพราะปณัฐดาเป็นคนที่ขยันเรียนรู้และอยากค้นหาคำตอบที่ไม่เข้าใจ จึงตัดสินใจถามคนรักอย่างตรงไปตรงมา

"ช่วยแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาอังกฤษให้ชัดเจนหน่อยได้ไหมคะที่รัก ณัฐไม่เข้าใจสิ่งที่คุณกำลังพูดอยู่" หญิงสาวเอามือกุมขมับพยายามคิดหาความหมายไปด้วย

เมื่อรอยคีนส์เห็นปณัฐดาไม่เข้าใจสิ่งที่พูดอยู่ ก็มานั่งลงข้าง ๆ และอธิบายรายละเอียดให้เธอได้เข้าใจไปพลาง ๆ สิ่งที่ได้ยินจากคนรักพูด ทำให้ปณัฐดาสับสนและไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน เธอแอบคิดในใจรอยคีนส์กำลังพูดอะไรอยู่

"ที่รักขา ช่วยอธิบายชัด ๆ หน่อยนะคะ ณัฐไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ อย่าเอาคำศัพท์หรู ๆ มาอธิบายเลยนะ ณัฐไม่เข้าใจ ช่วยอธิบายแบบง่าย ๆ ได้ไหมคะ หรือจะแปลความหมายของเรื่องที่พูดถึงด้วยก็ได้นะ หรือจะวาดรูปประกอบไปด้วยก็ยิ่งดีค่ะ"

วันนั้นปณัฐดาไม่ค่อยสนใจสิ่งที่รอยคีนส์อธิบายเท่าไร เพราะเธอไม่ค่อยเข้าใจคำศัพท์ที่รอยคีนส์พูดถึง เธอไม่รู้ว่าคำว่า "ทรัสฟัน" แปลว่า อะไรกันแน่ รู้แต่ว่าเป็นสวัสดิการทางครอบครัวที่ได้รับตกทอดกันมาจากพ่อแม่หรือปู่ย่าตาทวดที่ได้มอบให้ตามพินัยกรรมม ปณัฐดาปิดหนังสือที่ทำการบ้านอยู่ จากนั้นก็เดินต้อย ๆ มานั่งที่ห้องรับแขก ส่วนรอยคีนส์ก็เดินตามหญิงสาวมาที่ห้องรับแขกด้วย

รอยคีนส์นั่งลงข้าง ๆ ปณัฐดา ชายหนุ่มรวบรวมสติ เพราะจะต้องเล่าเรื่องสำคัญให้เธอฟังทั้งหมด ช่วงเวลานั้นปณัฐดาหันไปมองหน้าคนรักอีกครั้ง เห็นแววตาแปลก ๆ ของเขาก็อดสงสัยอยู่ไม่น้อย แอบคิดในใจทำไมรอยคีนส์ต้องทำหน้าเครียดด้วย ไม่อยากเห็นเขามีสีหน้าเปลี่ยนไป

"คือคุณสมิทธเขาดูแลธุรกิจให้ครอบครัวผม เขาได้รับแต่งตั้งจากคุณย่าให้เป็นทรัสตี้ ซึ่งทรัสตี้หมายถึง คนที่ดูแลเกี่ยวกับทรัพทย์สินต่าง ๆ ตามที่ทนายความและเจ้าของทรัพย์สินได้แต่งตั้งเอาไว้นะครับ"

ปณัฐดหันไปมองหน้ารอยคีนส์นิดหนึ่ง สีหน้าของเธอยังไม่เข้าใจความหมายลึก ๆ อยู่ดี ในวันนั้นปณัฐดาไม่รู้จริง ๆ ว่าทรัสฟันที่รอยคีนส์ได้รับแต่ละเดือนคืออะไรกันแน่ ใช่ลม ฟ้า อากาศหรือที่นาผืนน้อยอย่างที่พ่อเธอมอบให้เธอที่เมืองไทยหรือไม่

"ณัฐยังไม่เข้าใจสิ่งที่คุณพูดค่ะ ช่วยอธิบายยาว ๆ หน่อยนะคะที่รัก" และเธอก็ลากเสียงยาว ๆ อย่างคนขี้เกียจที่จะฟังเรื่องที่ไม่เข้าใจ สายตาก็หันไปมองทีวีไปพลาง ๆ

วันนั้นรอยคีนส์มีทีท่าอึดอัดใจที่จะเล่าความจริงให้หญิงสาวได้ฟัง แต่ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตาย ถึงแม้ว่าวันนี้ปณัฐดาไม่รู้ แต่วันหนึ่งเธอก็รู้วันยังค่ำ รอยคีนส์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนตัดสินใจบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด

"ทรัพย์สินก็เป็นพวกเงินที่คุณย่าทิ้งไว้ให้ผมและคุณแม่ได้ใช้ นอกจากนั้นก็เป็นเงินรายได้จากบ่อน้ำมันที่รัฐเท็กซัสนะครับ"

สิ่งที่ได้ยินทำให้ปณัฐดาอึ้งอยู่สักพัก หญิงสาวไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน บ่นในใจคนรักเอาอะไรมาพูด สิ่งที่เธอได้ยินไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม เธอหูฝาดไปหรือเปล่า คำว่าบ่อ ๆ ที่ได้ยินจากคนรัก ใช่บ่อน้ำหลังบ้านคุณแม่คนรักหรือไม่ คิดในใจมีใครฝังไหเงินไหทองไว้ในนั้นหรือเปล่า ทำไมเรื่องแบบนี้ยังมีอยู่ที่อเมริกา สารพัดอย่างที่ปณัฐดาคิดไปได้เรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับการลำดับเรียบเรียงความหมายให้ชัดเจน ถึงจะยังไม่เชื่อและไม่เข้าใจสิ่งที่ได้ยิน หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะหันไปถามคนรักอีกครั้ง

"คุณว่าบ่ออะไรนะคะที่รัก"

"บ่อน้ำมันครับ"

"บ่อน้ำมัน" ปณัฐดาพูดซ้ำและแปลความหมายไปในตัว

ช่วงระหว่างนั้นปณัฐดาแทบจะหยุดหายใจ หัวมึนไปหมด รู้สึกเหมือนกำลังถูกตบหน้าเข้าฉาดหนึ่ง แอบคิดในใจทำไมเรื่องราวชีวิตรักของเธอช่างตาลปัตรอย่างนี้ เพราะตั้งแต่แต่งงานด้วยกัน ปณัฐดาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้จากรอยคีนส์และมิสซิสเมเบิ้ลเล่าให้ฟังเลย ด้วยความที่อยากรู้ความจริงทั้งหมด ปณัฐดาตัดสินใจถามรอยคีนส์อีกครั้ง

"ที่รักคะ คุณเอาอะไรมาพูดคะ ก่อนที่ณัฐจะแต่งงานและบินมาอยู่กับคุณที่อเมริกา คุณก็บอกแต่ว่าบ้านคุณจนมาก ๆ ที่บ้านปลูกข้าวเหมือนเมืองไทย พอณัฐมาถึงบ้านคุณ ไม่เห็นมีต้นข้าวแม้แต่ต้นเดียว เรื่องนี้ณัฐยอมรับว่าผิดหวังอยู่ไม่น้อย แล้วเรื่องที่คุณว่าจนนะ คุณยังจนสู้คนที่บ้านนาของณัฐไม่ได้เลย อย่าล้อเล่นนะคะที่รัก มันไม่สนุกเลยนะคะ มุขเดิม ๆ ณัฐไม่ชอบเลยค่ะ"

ตั้งแต่คบหาดูใจกันจวบจนแต่งงานกันมาหลายเดือน ปณัฐดาไม่เคยรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองของรอยคีนส์มาก่อน เธอไม่เคยเห็นแม้แต่เงาสมุดบัญชีธนาคาร รู้แต่ว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งรอยคีนส์ต้องเปิดสมุดบัญชี เขาพาเธอไปด้วยและให้เซ็นเอกสารมีชื่อในบัญชีธนาคารด้วยกัน นอกจากนั้นปณัฐดาก็ไม่รู้เลย ว่าแต่ละเดือนมีเงินเข้าบัญชีเท่าไร เพราะเธอไม่ได้ทำงานและไม่มีรายได้อะไร กอปรกับนิสัยที่ไม่ชอบสอดรู้สอดเห็นเสียด้วย ทำให้เธอไม่เคยรู้อะไรเลย ชีวิตตอนนั้นยอมรับว่ามีความสุขมาก ๆ ที่รอยคีนส์เลี้ยงดูเป็นอย่างดี อยากรับประทานอะไร รอยคีนส์ก็พาไปซื้อหมด แถมมีเงินส่งให้เธอเรียนอีกต่างหาก ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เธอเรียนก็ใช่ว่าจจะถูก ๆ

อันที่จริงปณัฐดาก็แปลกใจอยู่เหมือนกันว่า รอยคีนส์เอาเงินที่ไหนมาค้ำประกันทำวีซ่าให้เธอ ทำไมวีซ่าของเธอช่างผ่านง่ายดายกว่าคนอื่น ๆ ปกติคนที่ทำวีซ่าคู่หมั้นต้องรอไม่ต่ำกว่าหกเดือน แต่ในเคสของปณัฐดาใช้เวลาทำวีซ่าแค่ไม่กี่วันเท่านั้น และก็ผ่านฉลุย ทั้งที่ตอนทำวีซ่านั้น รอยคีนส์ไม่ได้มีงานทำเป็นหลักแหล่ง เพราะหมดสัญญาจ้างงานที่ประเทศเกาหลีใต้ไปแล้ว และก็ไม่ได้ทำงานอะไรอีกเลย จะว่าเป็นคนตกงานก็ว่าได้ ส่วนปณัฐดาก็ไม่ได้ทำงาน เพราะหลังจากที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ รอยคีนส์ก็ให้เธอลาออกจากงานและรออยู่ที่กรุงเทพ ปณัฐดาไม่มีเงินในบัญชีสักบาท เธอมีแต่ความรักความจริงใจที่มอบให้รอยคีนส์ เธอไม่ได้รักเงินทองของเขา ไม่ได้สนใจอยากรู้เกี่ยวกับเงินทองของเขา และก็ไม่เคยถาม หญิงสาววางตัวเฉย ๆ มาตลอด ยิ่งได้ยินรอยคีนส์บอกว่ายากจน เธอก็ยิ่งรักเขามาก ๆ เพราะปณัฐดาไม่ชอบรักผู้ชายที่ฐานะดีกว่า เธอกลัวผู้ชายที่ฐานะดีกว่าดูถูกดูแคลน ปณัฐดารู้สึกมาตลอดว่า ผู้หญิงที่ยากจนเหมือนเธอไม่คู่ควรกับคนที่มีฐานะร่ำรวย แต่ในวันนี้ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่เธอคิดเลย

"ผมไม่ได้ล้อคุณเล่นนะที่รัก ผมพูดจริง ๆ ปู่กับย่าของผมมีที่ดินที่มีบ่อน้ำมันและแร่ต่าง ๆ ในรัฐเท็กซัส"

วันนั้นปณัฐดารู้สึกเหมือนถูกโกหก ตั้งแต่คบดูใจและแต่งงานอยู่ด้วยกัน รอยคีนส์สัญญาว่าจะซื่อสัตย์ต่อกัน เวลามีอะไรจะพูดความจริงให้กันและกันฟัง จะไม่โกหกกันและกัน ความรู้สึกที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ปณัฐดาไม่ได้ดีใจเลยสักนิด เธอรู้สึกหน้าชาเหมือนถูกตบหน้าอีกครั้ง รู้สึกเสียใจที่คนรักไม่บอกความจริงทั้งหมด หญิงสาวไม่เคยดีใจเลยที่ได้รับรู้ว่าตัวเองกลายเป็นสะใภ้บ่อน้ำมันแห่งรัฐเท็กซัส และไม่ได้เป็นสะใภ้ทุ่งนารัฐหลุยส์เซียน่าเหมือนที่คิดหวังเอาไว้เลย ทำไมชีวิตของปณัฐดาเป็นอย่างนี้ หญิงสาวรู้สึกเจ็บปวดจี๊ด ๆ ที่ใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

"ทำไมคุณต้องโกหกณัฐด้วย ทำไมคะ?...ทำไม"

พูดเสร็จน้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลเอ่อเบ้า หญิงสาวไม่เข้าใจตัวเองทำไมต้องร้องไห้ แต่ยอมรับไม่ได้ดีใจและยินดีอะไรเลยกับสิ่งที่ต้องรับรู้จากรอยคีนส์ เธอรู้สึกเสียใจที่ความจริงตรงนี้รอยคีนส์ปิดเธอมาตลอดและไม่เคยเล่าให้ฟังเลย

รอยคีนส์รู้สึกเศร้าไปด้วยที่เห็นปณัฐดาไม่ได้ยินดีกับสิ่งที่เขาบอกเล่า น้ำตาของเธอทำให้ชายหนุ่มโอบกอดเบา ๆ จับไหล่ของเธอตั้งตรงและก็สบตาไปด้วย

"ผมรู้ว่าผมผิดที่ไม่เคยบอกคุณเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทุกอย่าง แต่ผมไม่ได้โกหกคุณนะที่รัก ผมเพียงแค่ต้องการลองใจคุณ อยากรู้ว่าคุณไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่หวังมาปอกลอกผม พอผมหมดเงินแล้วก็จากไป อย่างที่หลาย ๆ คนทิ้งผมไป ผมเสียใจจริง ๆ"

ในวันนั้นปณัฐดาร้องไห้อยู่เงียบ ๆ ยิ่งได้ยินคำอธิบายของคนรัก น้ำตาเจ้ากรรมก็ไหลรินไม่ได้หยุดเลย เธอรู้สึกเหมือนเขาไม่ไว้ใจในความรักที่เธอมีให้มาตลอด ปณัฐดายอมทิ้งทุกอย่างที่รักมากในเมืองไทยเพื่อมาอยู่ที่นี่กับรอยคีนส์ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีด้วยกัน เธอไม่เข้าใจทำไมรอยคีนส์ต้องโกหกเธอ ชายหนุ่มทำเพื่ออะไรกันแน่

"คุณก็รู้ว่าณัฐไม่เคยหลอกคุณเลย ต่อให้คุณรวยหรือจนแค่ไหน หัวใจของณัฐก็เป็นของคุณ"

ช่วงระหว่างนั้นใบหน้าของรอยคีนส์เศร้าผิดปกติ น้ำเสียงของเขาอ่อนลง

"ผมขอโทษที่มองคุณผิดไป นับตั้งแต่เราอยู่ด้วยกัน ผมเชื่อว่าคุณเป็นผู้หญิงที่ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นผมไม่แต่งงานกับคุณหรอก"

"แต่คุณก็กลัวว่าณัฐจะมาแย่งทรัพย์สินของคุณใช่ไหม คุณกลัวว่าณัฐจะเป็นเหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ใช่ไหม" วันนั้นปณัฐดาไม่สามารถเก็บความอัดอั้นตันใจไว้ได้ เธอระบายความรู้สึกทุกอย่างออกมาพร้อม ๆ กับน้ำตาของผู้หญิงคนหนึ่ง

"ผมยอมรับว่าตอนคบกันใหม่ ๆ ผมเคยกลัว เพราะผมไม่อยากมีชีวิตเหมือนผู้ชายบางคนที่ถูกผู้หญิงปอกลอกจนหมดตัว นับตั้งแต่ที่เราคบหาดูใจกัน ผมรู้ว่าคุณไม่ใช่คนอย่างนั้น ไม่เช่นนั้น ผมไม่พาคุณมาที่นี่หรอก คุณเข้าใจผมนะที่รัก ผมไม่ได้โกหกคุณนะ เพียงแต่ผมต้องการหาจังหวะและโอกาสที่จะบอกความจริงกับคุณทั้งหมด อภัยให้ผมนะที่รัก"

นัยน์ตาเศร้า ๆ และน้ำเสียงที่เหมือนสำนึกผิดของรอยคีนส์ ทำให้ปณัฐดาคลายความเสียใจได้บ้าง ช่วงระหว่างนั้นชายหนุ่มโอบกอดของหญิงสาวเบา ๆ เมื่อได้ฟังเหตุผลที่คนรักบอกเล่าให้ฟัง ปณัฐดาก็ใจอ่อนทันที เพราะคิดว่าชีวิตแต่ละคนที่ค้นหารักแท้ ในบางครั้งก็มักจะมีการทดลองใจกันเป็นธรรมดา

วันนั้นปณัฐดานั่งซบอกรอยคีนส์อยู่ตลอด เธอฟังเขาอธิบายเรื่องทุกอย่างให้ฟังเกี่ยวกับเหตุผลที่เขาไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ได้ฟัง อันที่จริงรอยคีนส์ก็ไม่ได้ผิดอะไรเลย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเหตุผลส่วนตัวที่เขามีสิทธิ์ที่จะบอกหรือไม่บอกความจริงกับเธอ เพราะทรัพย์สินตรงนี้เป็นทรัพย์สินของรอยคีนส์โดยตรง ไม่ใช่สินสมรสแต่อย่างใด ปณัฐดาเข้าใจทุกอย่างที่รอยคีนส์อธิบาย เธอไม่เคยบังคับเขาอีกแล้ว คลายความเสียใจทุกอย่าง ณ วินาทีนั้นเธอรู้สึกแต่ว่า เธอรักรอยคีนส์ด้วยหัวใจ และยินดีที่จะให้กาลเวลาพิสูจน์รักแท้ที่เธอมีให้เขา

"อย่าโกรธผมนะที่รัก คุณเข้าใจผมนะ" รอยคีนส์อ้อนวอน น้ำเสียงอ่อนโยน ใบหน้าดูเศร้านิด ๆ แต่เขาน่ารักสำหรับเธอเสมอ มืออันแข็งแกร่งลูบผมของปณัฐดาด้วยความรักและถนุถนอม

ปณัฐดามองหน้าคนรัก ยิ้มทั้งน้ำตา "ณัฐจะโกรธคุณได้อย่างไรล่ะ ณัฐโกรธคุณไม่ลงหรอก หัวใจของณัฐรักคุณมากเกินที่จะโกรธคุณได้ แต่สัญญาได้ไหมคะ จากนี้ต่อไป เราจะไม่มีอะไรปกปิดกันอีก เราจะบอกกันทุก ๆ เรื่องในชีวิตของกันและกัน"

"ครับ ผมสัญญา"

วันนั้นปณัฐดาหอมแก้มรอยคีนส์ฟอดใหญ่ รอยคีนส์เองก็หอมแก้มเธอเช่นเดียกวัน เขาโอบกอดเธอเบา ๆ ด้วยไออุ่นที่มีความสุขที่สุด

"วันจันทร์หน้าเราสองคนจะต้องเดินทางไปเมืองอมาริลโล่ (Amarillo) รัฐเท็กซัสด้วยกัน คุณแม่ของผมได้ติดต่อทนายความที่ดูแลเรื่องต่าง ๆ ของครอบครัวไว้หมดแล้ว คุณแม่ออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้เรา และท่านก็ต้องการแต่งตั้งให้ผมเป็นทรัสตี้ดูแลทรัพย์สินต่าง ๆ แทนมิสเตอร์สมิทธทั้งหมด ผมจะต้องไปเดินเรื่องที่นั่น โดยที่มีศาลเป็นคนอนุมัติ เราจะต้องไปขึ้นศาลด้วยกันนะที่รัก"

รอยคีนศ์เล่ารายละเอียดทุกอย่างให้ปณัฐดาฟังอย่างช้า ๆ โดยที่ในตอนนั้นหญิงสาวไม่เคยรู้เรื่องอย่างนี้มาก่อน เธอรับรู้แต่ว่ารอยคีนส์จะพาเธอไปไหน และเธอก็พร้อมที่จะเดินทางเคียงข้างเขาเสมอ ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะสุขและทุกข์แค่ไหน เธอก็พร้อมที่จะยืนเคียงข้างเขาตลอด และเธอก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว

"แล้วเมืองอมาริลโล่มีบ่อน้ำมันของคุณอยู่ที่นั่นเหรอคะ"

"เปล่าครับ บ่อน้ำมันของครอบครัวผมอยู่ที่เมืองลู๊บเบิค (Lubbock) ครับ ที่จริงก็ไม่ได้เยอะหรอกนะครับ แต่มันก็ช่วยผมและครอบครัวได้มากทีเดียว ผมอยากพาคุณไปเห็นทุกอย่าง อยากให้คุณไปเห็นทุกสิ่งที่ปู่ย่าและพ่อของผมเก็บไว้ให้เราสองคน หากน้ำมันยังไม่หมด ลูกหลานของเราก็คงได้กินได้ใช้กันบ้าง" รอยคีนส์บอกเล่าอย่างสุขใจ

"แล้วใครขุดเจาะบ่อน้ำมันของคุณคะ จะต้องจ้างคนเหมือนนาข้าวบ้านณัฐไหมคะ"

รอยคีนส์หัวเราะหึ ๆ แต่รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความรัก

"บ่อน้ำมันของครอบครัวผมอนุญาตให้บริษัทน้ำมันสามแห่งสัมปทานครับ เราไม่ต้องลงทุนอะไร แต่ละเดือนรอรับเช็คอย่างเดียว ผมกับคุณแม่แบ่งกันคนละครึ่ง ค่าตอบแทนมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันตลาดครับ"

"แบบนี้ดีกว่าทำนาทำไร่เลยนะคะ"

"มันก็ดีครับ แต่ทำนาทำไร่ก็ดีเหมือนกันนะ ตรงที่เราไม่ต้องซื้อข้าวใครเขา"

ปณัฐดาเห็นด้วยกับรอยคีนส์ เธอยิ้มสดใสจับมือคนรัก

"ถ้าเรากลับไปอยู่เมืองไทย เราไม่ต้องซื้อข้าวใครหรอกนะคะ เพราะณัฐจะทำนาด้วยตัวเอง เราสองคนจะได้มีข้าวไว้กิน สำหรับที่นาที่ไร่และของทุกอย่างในเมืองไทยที่พ่อมอบให้ณัฐนั้น ทุกสิ่งเหล่านี้จะเป็นของคุณและลูกเท่านั้น"

"ขอบคุณครับ ทุกอย่างที่เป็นของผมก็เป็นของคุณเหมือนกัน ทุกอย่างจะเป็นของเราสองคน และลูกหลานของเราตลอดไป ถึงเราไม่รวย แต่เราจะรักษามันไว้ให้ลูกหลานของเรานะที่รัก"

"ค่ะ เพื่อลูกหลานของเราทั้งสองคน"

รอยคีนส์หอมแก้มปณัฐดาและโอบกอดเธอไว้แน่น ปณัฐดาเองก็กอดคนรักไว้แน่น เธอแหงนมองหน้าคนรักเป็นระยะ ๆ ยิ้มสดใสกับความสุขที่ได้สัมผัส เธอบอกกับตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เธอจะรักและดูแลคนรักให้ดีที่สุด จะทำทุกอย่างเพื่อเขา และจะให้กาลเวลาพิสูจน์รักแท้ที่เธอมีต่อเขา ปณัฐดารู้สึกมาตลอดว่า เธอเกิดมาเพื่อรักและอยู่เคียงข้างรอยคีนส์เท่านั้น

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-04-15 16:09:06


Opinion No. 32 (133976)







บทชีวิตสะใภ้ที่ 25


ในช่วงบ่ายของวันเดินทาง ปณัฐดาจัดเสื้อผ้าและสิ่งของจำเป็นใส่กระเป๋าให้พร้อม หลังจากนั้นก็หุงข้าวและตำน้ำพริกของโปรดห่อไปด้วย หญิงสาวเป็นกังวลสารพัดเกี่ยวกับอาหารการกิน เธอเกรงว่ารสชาติอาหารที่เมืองอมาริลโล่จะไม่อร่อยเหมือนเมืองลาฟาเยท รอยคีนส์เล่าให้เธอฟังว่า อาหารที่รัฐเท็กซัสก็คงไม่ต่างกับรัฐหลุยส์เซียน่านัก จะมีก็แต่รัฐหลุยส์เซียน่าที่โดดเด่นเรื่องอาหารเคจั่น ทางด้านรัฐเท็กซัสก็มีอาหารที่ขึ้นชื่อ เช่น พวกสเต็กมากที่สุด หากจะรับประทานอาหารเคจั่นก็คงจะมีขายในเมืองที่ติด ๆ กับเขตแดนระหว่างรัฐหลุยส์เซียน่าและรัฐเท็กซัส


"ไปเท็กซัสถ้าไม่ทานสเต็กก็เหมือนไปไม่ถึงเท็กซัสนะที่รัก" รอยคีนส์หันไปบอกปณัฐดา

"แต่ณัฐไม่ชอบทานเนื้อวัวนี่คะ"

"ก็ทานอย่างอื่นก็ได้ครับ ปกติตามร้านอาหารเขาจะปรุงกันหลายแบบหลายสไตล์ รับรองคุณต้องชอบแน่ ๆ "

"แล้วอาหารแถวนั่นอร่อยไหมคะ" ปณัฐดาถามอย่างสงสัย เพราะไม่เคยรู้เกี่ยวกับผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองทางเหนือของรัฐเท็กซัสเลย

"ก็อร่อยครับ สมัยเด็ก ๆ คุณพ่อมักจะพาผมไปเยี่ยมคุณย่าที่เมืองอมาริลโล่บ่อย ๆ ผมกับคุณพ่อทานแต่สเต็กตลอดเลย ไว้ไปถึงผมจะพาคุณไปทานอาหารอร่อย ๆ ที่นั่นนะ"

"ค่ะ ณัฐทานได้หมด ขอแค่มีข้าว"

รอยคีนส์ยิ้มทันที "ผมไม่รับประกันเรื่องข้าวครับ ขอเป็นเนื้อกับผักได้ไหม"

"ได้ค่ะ"

ปณัฐดาและรอยคีนส์คุยกันไปพลาง ๆ ในขณะนั้นรอยคีนส์เองก็นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เพื่อจองโรงแรมกับหาร้านอาหารต่าง ๆ และก็ปริ้นแผนที่ออกมาด้วย ถึงแม้ว่าในรถจะมีแผนที่ใหญ่ที่เคยซื้อเอาไว้ แต่รอยคีนส์ก็มักจะมีแผนสองเอาไว้เสมอ เพราะแผนที่ในอินเตอร์เน็ตจะคำนวณระยะเวลาในการเดินทางได้อย่างชัดเจน ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ปณัฐดาและรอยคีนส์จะต้องเดินทางกลับไปเอาเอกสารสำคัญที่เมืองดีริดเดอร์เสียก่อน และในเช้าวันถัดไปจึงจะออกเดินทางยิงตรงจากเมืองดีริดเดอร์ไปยังเมืองอมาริลโล่

"เมืองนี้มีร้านอาหารเม็กซิกันเยอะมากเลยครับ เห็นมีร้านอาหารไทยด้วยนะ รู้สึกว่าจะมีหลายร้านด้วย" ชายหนุ่มเล่าอย่างอารมณ์ดี ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"ขอบคุณค่ะ เรื่องอาหารยังไงก็ได้ค่ะ คุณอย่าได้กังวลเลย ณัฐมีข้าวและน้ำพริกไปด้วย ณัฐคงอยู่ได้"

"ครับ ถ้าคุณอยากทานอะไรก็ขนไปได้เลยนะ เพราะเราคงจะอยู่ที่นั่นหลายวัน"

"ณัฐจะเอาน้ำพริกหนุ่ม และน้ำพริกปลาแห้งไปเยอะ ๆเลยค่ะ ไม่รู้ว่าที่โรงแรมเขาว่าอะไรไหมคะ ถ้าเขาเห็นอาหารของณัฐ" หญิงสาวเป็นกังวล เกรงว่าทางโรงแรมจะไม่ให้นำอาหารไปรับประทาน

"ไม่ครับ โรงแรมที่อเมริกาไม่ว่าอะไรครับ เท่าที่ผมทราบเป็นสิทธิส่วนบุคคล เราจ่ายค่าห้อง ก็เหมือนกับห้องนั้นเป็นสิทธิ์ของเราที่ได้จ่ายไป เราไม่ได้ทำอะไรเสียหายซะหน่อย แค่นำอาหารไปรับประทานเท่านั้น"

เมื่อได้ยินคนรักพูดแบบนั้น ปณัฐดาก็ชื่นใจขึ้นมาบ้าง กลัวเหลือเกินว่าการเดินทางครั้งนี้จะทำให้มีอุปสรรคในเรื่องอาหารการกิน ยิ่งเธอเป็นคนที่ทานอาหารอเมริกันได้เพียงไม่กี่อย่าง แต่เธอก็ไม่เคยสร้างปัญหาให้คนรักแต่อย่างใด เธอจะเตรียมอาหารทุกอย่างไว้ให้กับตัวเองเสมอ นั่นก็คือข้าวสวยที่หุงสุกและน้ำพริกเท่านั้น

"ที่รัก ผมเห็นสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากทีเดียว คุณเคยเห็นแกรนด์แคนย่อนไหม" รอยคีนส์ถามด้วยใบหน้าตื่นเต้น

"ไม่เคยเลยค่ะ เคยเห็นแต่อาจารย์สอนเท่านั้น ไม่ทราบว่าที่เท็กซัสมีแกรนด์แคนย่อนด้วยเหรอคะ"

"ครับมีครับ เขาเรียกว่าพาโลดูโรแคนย่อนครับ (Palo Duro Canyon) อยู่ไม่ไกลจากเมืองอมาริลโลเลยครับ ประมาณเกือบยี่สิบไมล์ รู้สึกว่าจะเป็นแคนย่อนที่ใหญ่อันดับสองในอเมริกานะครับ ผมว่าเอาไว้ให้เราเสร็จธุระแล้ว เราไปเที่ยวกันดีไหม ผมอยากพาคุณไปเห็นกับตาตัวเอง"

ปณัฐดายิ้มแป้นทันที เพราะในชีวิตไม่เคยเห็นแกรนแคนย่อนมาก่อน

"ไปก็ไปสิคะ ณัฐอยากไปเห็น อยากรู้ว่าสวยแค่ไหน เคยเห็นแต่แกรนด์แคนย่อนที่ใหญ่ ๆ ในทีวีเท่านั้น ที่อื่น ๆ ณัฐไม่เคยเห็นเลยค่ะ"

"หลังจากที่เราทำธุระที่เมืองอมาริลโล่เสร็จแล้ว ผมสัญญาว่าจะพาคุณขับรถเที่ยวชมวิวต่าง ๆ พอเราชมแกรนด์แคนย่อนเสร็จ ผมจะพาคุณขับรถไปทางเมืองลู๊บเบิค (Lubbock) จากนั้นเราค่อยขับรถกลับมาหลุยส์เซียน่า ระหว่างทางถ้าหิว เราก็ค่อยจอดแวะหาอาหารรับประทานข้างทาง ถ้าเหนื่อยก็ค่อยหาโรงแรมพักกัน ทริปนี้ถือว่าเป็นทริปฮันนี่มูนของเราไปในตัวดีไหมที่รัก" รอยคีนส์ตอบ

"ดีมากเลยค่ะ ทุก ๆ ทริปจะเป็นทริปฮันนีมูนของเรา"

รอยคีนส์จำได้ ตั้งแต่แต่งงานกัน ชายหนุ่มยังไม่มีโอกาสพาปณัฐดาไปฮันนีมูนเหมือนคู่บ่าวสาวทั่วไป ช่วงนั้นรอยคีนส์ต้องเรียนหนังสือไปด้วย และเตรียมตัวสอบจีอาร์อีเพื่อเข้าไปเรียนในระดับปริญญาเอก ไหนจะต้องเตรียมตัวย้ายบ้านด้วย ทำให้การดำเนินชีวิตของการเริ่มต้นค่อนข้างทุลักทุเล ชายหนุ่มบอกแต่ว่า ถ้ามีเวลาว่างจะหาเวลาพาปณัฐดาไปเที่ยวสักแห่ง ซึ่งจากที่เคยวางแผนกันไว้ก็คือแคลิฟอร์เนียร์

รอยคีนส์เอาเอกสารการจองโรงแรมและแผนที่ใส่กระเป๋า นอกจากนั้นก็มีเอกสารสำคัญสองสามอย่างใส่ไปในกระเป๋าด้วย และก็มีพวกเครื่องดื่มสำคัญ ๆ ที่จัดใส่ถุงเอาไว้ โดยที่ปณัฐดาเตรียมอาหารและสิ่งของจำเป็นที่ต้องใช้ระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นพวกยาและอุปกรณ์รักษาพยาบาลเบื้องต้น เมื่อจัดของเสร็จหมดแล้ว รอยคีนส์ก็พาปณัฐดาเอารถไปตรวจเช็คที่ร้านก่อนที่จะพากันมาเอาของขนขึ้นรถ เพื่อที่จะเดินทางไปยังเมืองดีริดเดอร์

ระหว่างการเดินทางนั้น รอยคีนส์และปณัฐดาแวะที่ร้านเอเชีย เพราะปณัฐดาตั้งใจจะซื้อลิ้นจี่ไปฝากมารดาคนรัก เธอจำได้ว่ามารดาคนรักเคยได้รับประทานลิ้นจี่ตอนไปเที่ยวเมืองไทย แต่พอกลับมาอเมริกาก็ไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มรสอีกเลย ปณัฐดาอยากให้มารดาคนรักได้ทานลิ้นจี่อีกครั้ง จึงถือโอกาสแวะซื้อไปฝาก เมื่อซื้อของเสร็จแล้วก็พากันออกเดินทางไปยังจุดหมาย

ช่วงที่นั่งอยู่บนรถ ทั้งปณัฐดาและรอยคีนส์เปิดเพลงฟังไปพลาง ๆ ปณัฐดาชอบเสียงเพลงเหมือนกับคนรัก เพราะทุกเสียงเพลงและดนตรีเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ ทำให้เธอรู้สึกว่าชีวิตนี้มียาบำรุงหัวใจให้สดใสได้ตลอด

ปณัฐดามีสมุดบันทึกเล็ก ๆ ที่ไว้เขียนเรื่องราวประสบการณ์ชีวิตในแต่ละวันที่ได้สัมผัส นัยน์ตาของหญิงสาวเพ่งมองผ่านหน้าต่างรถไปยังทุ่งนากว้างด้านนอกข้างทาง หัวใจก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงพี่น้องที่เมืองไทย เธออยากให้พี่น้องที่เมืองไทยรับรู้เหลือเกินว่า ชีวิตของเธอในอเมริกาค่อนข้างเรียบง่ายแต่ก็มีความสุขในทุก ๆ นาทีที่ได้เจอ มีสิ่งดี ๆ ให้เรียนรู้ในทุก ๆ วัน และเธอก็ภูมิใจกับชีวิตรักตรงนี้เป็นอย่างมาก

"ถ้าคุณง่วงนอนก็นอนพักนะที่รัก ไม่ต้องห่วงผม เดี๋ยวผมขับรถเอง" รอยคีนส์เอ่ยขึ้น หันมายิ้มให้เธอนิดหนึ่ง ใบหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความรักที่มีให้หญิงสาว

"ค่ะ แต่ณัฐไม่ง่วง ณัฐชอบดูวิวทิวทัศน์ข้างทาง สวยจังเลยนะคะ"

"ทุ่งนาแถวนี้ ชาวนาไม่ได้ทำนาอย่างเดียว ในช่วงฤดูครอฟิช (Crawfish) พวกชาวนาก็พากันเลี้ยงครอฟิชครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นรายได้เสริมอย่างหนึ่ง บางคนก็เลี้ยงเป็นอาชีพหลักเลยนะครับ"

ปณัฐดาเห็นน้ำเอ่อทุ่งนาแต่ละจุด มีเครื่องปั่นน้ำ ทำให้เธอรู้สึกได้เลยว่า ในน้ำนั้นจะต้องมีสิ่งมีชีวิตแน่นอน ซึ่งลักษณะทุ่งนาที่เลี้ยงครอฟิชไม่ได้เหมือนกับบ่อเลี้ยงกุ้งที่เธอเคยเห็นสมัยอยู่เมืองไทย

"คนที่เลี้ยงครอฟิชคงรวยน่าดูเลยนะคะ ดูสิมีที่นากว้างใหญ่อย่างนี้"

"ก็แล้วแต่คนครับ บางคนก็รวย บางคนก็พอมีพอกิน บางคนก็ขาดทุนก็มี อยู่ที่การดูแลและบริหารงานด้วย"

"ณัฐอยากได้ครอฟิชไปเลี้ยงที่ทุ่งนาที่เมืองไทยจังเลยค่ะ อยากให้ชาวบ้านได้ทานเจ้าครอฟิชสักครั้ง ณัฐเชื่อว่าชาวบ้านที่บ้านนาของณัฐจะต้องชอบแน่ ๆ เลย"

รอยคีนส์ยิ้มนิดหนึ่ง "ถ้าจะเอาไปเลี้ยงก็ต้องทำเรื่องหลายอย่าง ไม่รู้รัฐบาลอเมริกันจะยอมหรือเปล่า"

"ถ้าสมมุติว่า ท่านประธานาธิบดีอเมริกันบอกณัฐว่า ให้เอาสิ่งหนึ่งมาอเมริกาได้ และสามารถนำสิ่งหนึ่งจากอเมริกากลับไทยได้ คุณรู้ไหมว่าณัฐจะเอาอะไรแลกกับรัฐบาลอเมริกัน"

รอยคีนส์ส่ายหัวนิดหนึ่ง "ผมไม่รู้ครับ"

"ณัฐอยากเอาควายที่เมืองไทยมาเลี้ยงที่หลุยส์เซียน่า คุณดูสิที่รัก ดูทุ่งนาที่ด้านนอกสิ ทุ่งนาที่ไม่มีวัวควาย มันดูเหงา ๆ ยังไงก็ไม่รู้" ปณัฐดาบอกเล่าไปเรื่อย หัวใจของเธอนึกถึงอดีตเมื่อครั้งเยาว์วัย คิดถึงตอนเด็ก ๆ ที่เคยไปเลี้ยงควายบนท้องทุ่งกับญาติพี่น้อง ภาพเหล่านั้นเป็นภาพความทรงจำที่เธอจำได้ไม่รู้ลืม

"เป็นความคิดที่ดีมาก ๆ ครับ แต่ผมไม่รู้ว่าท่านประธานาธิบดีจะยอมไหม"

"แล้วณัฐก็จะขอเอาควายแลกกับครอฟิช ณัฐจะเอาครอฟิชจากที่นี่ไปให้ชาวบ้านเลี้ยง และจะเอาควายมาให้ชาวบ้านที่นี่ได้เลี้ยงเช่นกัน ถือว่าเราแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตของกันและกัน"

"เป็นความคิดที่ดีและดูน่ารักมากครับ แต่ความจริงรัฐบาลคงจะไม่ยอมแน่เลย คุณก็รู้ว่ารัฐบาลอเมริกันค่อนข้างเข้มงวดเรื่องแบบนี้" รอยคีนส์ตอบขณะที่มือข้างหนึ่งเอื้อมมือมาลูบผมหญิงสาวเบา ๆ

"ณัฐรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่แค่ได้คิดก็มีความสุขนะคะ"

"ครับ ผมก็มีความสุข"

"ณัฐอยากให้พี่น้องที่เมืองไทยได้ลองชิมครอฟิชดูบ้าง และอยากให้คนหลุยส์เซียน่าได้ขี่ควายบ้านณัฐ เพราะควายที่บ้านของณัฐไม่ได้ดุเหมือนควายอเมริกันเลยนะคะ"

รอยคีนส์ยิ้มถูกอกถูกใจ "ผมรู้ และผมก็รู้ว่าคนอเมริกันหลายคนไม่รู้เกี่ยวกับเมืองไทยนัก"

"เสียดายจังเลยนะคะที่เราได้แค่คิด แต่ทำอะไรไม่ได้เลย"

"ครับ เราก็ทำในสิ่งที่เราทำได้เท่านั้น ถ้าทำอะไรที่เกินกำลังและเป็นไปไม่ได้ เราสองคนก็จะลำบาก"

ปณัฐดาพยักหน้าเห็นด้วยกับคนรัก บางเรื่องราวก็ทำได้แค่คิดและฝัน ในชีวิตจริงไม่สามารถทำได้เลย หรือทำได้แต่ก็มีอุปสรรคมากมาย บางคนประสบความสำเร็จ และบางคนก็ล้มเหลวกับชีวิต หญิงสาวได้เรียนรู้ว่า การดำเนินชีวิตในแต่ละก้าวจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะความโชคดีไม่ได้เกิดขึ้นได้ตลอด เมื่อมีความโชคดีก็ย่อมมีปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ให้ต่อสู้ฝ่าฟันแลกกับความโชคดีมาเช่นกัน

เมื่อรถเลี้ยวเข้าถนนฮาโมนี่แทรล ปณัฐดายังคงมองภาพวิวด้านนอกรถ แม้ว่าถนนสายนี้จะยังไม่มีบ้านผู้คนเยอะ แต่ก็เป็นถนนที่เต็มไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติ มีฟาร์มวัวที่กว้างขวางข้างทาง มีต้นไม้สูงใหญ่คอยให้ร่มเงาตลอด พอรถเลี้ยวเข้าไปในลานจอดรถหน้าบ้าน ปณัฐดาก็หันไปยิ้มให้คนรัก และก็สอดส่องสายตามองหามารดาคนรัก

รอยคีนส์จอดรถไว้ที่ลานหน้าบ้าน ปณัฐดารีบลงจากรถและเดินไปหยิบถุงลิ้นจี่พร้อมของฝากเพื่อที่จะเอาไปให้มารดาคนรัก ส่วนรอยคีนส์ก็ถือกระเป๋าเอกสารสำคัญเข้ามาไว้ในบ้าน รอยคีนส์ไขกุญแจเสร็จก็ให้ปณัฐดาเดินเข้าไปในบ้านก่อน

รอยยิ้มของมิสซิสเมเบิ้ลส่งมาให้แต่ไกล หญิงชรานั่งฟังซีดีเพลงเคจั่นอยู่ที่ห้องครัว รอยคีนส์และปณัฐดาเดินเข้าไปทักทายโอบกอดตามมารยาท

"การเดินทางเป็นยังไงบ้างลูก มีอุปสรรคอะไรหรือเปล่า" มิสซิสเมเบิ้ลถาม


"ทุกอย่างไม่มีปัญหาครับ ว่าแต่จอห์นไม่อยู่เหรอครับ"

"จอห์นออกไปที่สนามบิน คงจะกลับมาค่ำ ๆ"

"แล้วตกลงคุณแม่จะผ่าตัดวันไหนครับ"

"อีกสองวันจ้ะ"

"แล้วแบบนี้ใครจะไปเฝ้าคุณแม่ล่ะ จอห์นเล่นไปสนามบินทุกวันแบบนี้"

"ก็คงจะเป็นจอห์นมั้ง"

"ไว้ผมกับปณัฐดากลับมาจากทำธุระ หากคุณหมออนุญาตให้คุณแม่นั่งรถเดินทางไกลได้ ผมจะมารับคุณแม่ไปพักอยู่ด้วย"

มิสซิสเมเบิ้ลยิ้มอย่างมีความสุข ใบหน้าหญิงชราดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง

"จะพาแม่ไปอยู่ด้วย เราสองคนลำบากหรือเปล่า"

"ไม่ลำบากหรอกค่ะ ณัฐเรียนใกล้จบแล้ว กะว่าจะยังไม่เรียนต่ออีก ณัฐจะดูแลคุณแม่เอง" ปณัฐดาตอบ

"จะดีเหรอปณัฐดา"

ปณัฐดาจับมือมารดาคนรักเอาไว้ เธอสบตาหญิงชราด้วยความรักและสงสาร เห็นแววตาแห่งความเดียวดายได้ชัดเจน

"ณัฐเต็มใจที่จะดูแลคุณแม่ค่ะ ไม่ต้องเกรงใจหรอกนะคะ"

"ขอบใจเธอมากนะปณัฐดา"

"ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้ณัฐเอาลิ้นจี่มาฝากคุณแม่ด้วย คุณแม่จำได้ไหมคะ คุณแม่เคยทานผลไม้นี้ตอนไปเที่ยวเมืองไทย"

มิสซิสเมเบิ้ลหยิบลูกลิ้นจี่ขึ้นมาพินิจพิจารณา "ที่รสชาติหวาน ๆ ใช่ไหมเนี่ย"

"ค่ะ เนื้อนุ่ม ๆ ด้านใน" ปณัฐดาปอกลิ้นจี่และยื่นให้มารดาคนรัก "ลองชิมดูสักลูกสิคะ"

มิสซิสเมเบิ้ลหยิบลิ้นจี่ในมือปณัฐดาใส่ปากและก็เคี้ยวช้า ๆ เธอกลืนลิ้นจี่เสร็จก็หันมาทางปณัฐดาทันที

"ฉันจำได้แล้วปณัฐดา ผลไม้ที่เธอและคีนส์ชอบซื้อมาฝากฉันบ่อย ๆ ใช่ไหม"

"ใช่ค่ะ พอดีที่ร้านเอเชียในเมืองลาฟาเยทมีขาย ณัฐเลยอยากซื้อมาฝากคุณแม่ค่ะ"

"ขอบใจมากนะ ไว้จอห์นกลับมาฉันจะให้จอห์นได้ชิมรสชาติบ้าง"

เย็นวันนั้นปณัฐดาและรอยคีนส์นั่งคุยกับมารดาคนรักเสียนาน หญิงสาวเอากระเป๋าไปเก็บในห้องนอนประจำของรอยคีนส์ และก็กลับมาช่วยมารดาคนรักทำอาหารเย็น พอตอนเย็นจอห์นก็กลับมาจากทำงานและร่วมโต๊ะอาหารด้วย หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จปณัฐดาก็อาสาเก็บกวาดจานช้อนให้เรียบร้อย ส่วนจอห์นก็ออกไปทำธุระข้างนอก

มิสซิสเมเบิ้ลพารอยคีนส์เดินมานั่งที่ห้องรับแขก เธอยื่นเอกสารสำคัญให้ชายหนุ่ม ซึ่งเป็นแฟ้มขนาดใหญ่และก็มีจดหมายฉบับหนึ่งแนบอยู่ด้วย

"นี่เอกสารที่แม่เตรียมไว้ให้"

"ขอบคุณครับ" รอยคีนส์ค่อย ๆ เปิดอ่านเอกสารทั้งหมด จากนั้นก็เก็บเข้าแฟ้มให้เรียบร้อย

มิสซิสเมเบิ้ลยื่นเงินให้รอยคีนส์ "แม่ช่วยค่าน้ำมันและค่าโรงแรมห้าร้อยเหรียญ ไม่รู้ว่าจะพอไหม"

รอยคีนส์รับเงินมาตั้งไว้กับแฟ้ม "ขอบคุณครับ คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะ ค่าใช้จ่ายที่เหลือผมจะจ่ายเอง เราช่วยกันคนละครึ่งทาง ผมคิดว่าคงจะอยู่หลายวัน เพราะผมคุยกับทนายความเอาไว้หมดแล้ว เธอบอกว่าผมต้องไปเอาเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับทรัสทั้งหมดในออฟฟิศของเธอ และก็ต้องไปที่ศาลประจำเมืองอมาริลโล่กับเธอด้วย ผมจะต้องไปยื่นเรื่องต่อหน้าศาลด้วยตัวเอง โดยทนายความคนนี้จะดูแลผมทุกอย่าง และผู้พิพากษาจะเป็นคนเซ็นเอกสารในครั้งนี้ ซึ่งทนายความบอกไว้แล้วว่า เธอได้ติดต่อกับผู้พิพากษาไว้เรียบร้อยแล้ว"

"แบบนี้ค่อยดีหน่อย ลูกจะได้ไม่บาก"

"ครับ แม้ค่าทนายจะแพงหน่อย แต่เพื่อความสะดวก เราก็ต้องยอมจ่าย คุณแม่จะว่าอะไรไหม ถ้าผมจะให้เธอหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอาจากเงินในทรัสฟันก้อนนี้"

"แม่ไม่ว่าหรอก จ่าย ๆ ไปเถอะ จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก แม่อยากให้เรื่องราวทุกอย่างจบลงด้วยดี จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้อีก"

"ครับ เดี๋ยวผมจะคุยกับเธอเอง คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะ ไว้ถ้าผมเดินทางไปถึงโรงแรมที่พัก ผมจะโทรศัพท์มาบอกคุณแม่นะ"

"จ้า ถ้าคีนส์โทรมาไม่เจอแม่ ก็ขอให้โทรเข้ามือถือของจอห์นนะ เพราะบางทีแม่อาจจะยังอยู่ที่โรงพยาบาล"

"ครับ แล้วตกลงจอห์นกับคุณแม่ดีกันหรือยัง"

"จอห์นโกรธแม่ได้ซะที่ไหน แม่กับจอห์นดีกันแล้ว"

"คุณแม่ปรับความเข้าใจกันแล้วเหรอครับ" รอยคีนส์ถามเพื่อความแน่ใจ

"ชีวิตคู่นะลูก บางทีก็ไม่เข้าใจกัน อยู่กันไปคุยกันทุกวัน ทุกอย่างก็เข้าใจกันเอง ถึงจอห์นไม่เข้าใจก็ต้องเข้าใจแหละ คีนส์ไม่ต้องห่วงแม่นะ ยังไงจอห์นก็ต้องฟังแม่อยู่แล้ว"

รอยคีนส์ไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวมารดาอีกเลย ชายหนุ่มหันไปสนใจเรื่องการผ่าตัด ซึ่งมิสซิสเมเบิ้ลบอกกับลูกชายหลายอย่าง

"ถ้าแม่ออกจากโรงพยาบาล และหมออนุญาตให้เดินทางไกลได้ แม่จะโทรบอกลูกนะ"

"ครับ"

"ปณัฐดา ยังไงฉันก็ฝากลูกชายฉันด้วยนะ เธอช่วยดูแลคีนส์ให้ดีเสียล่ะ เวลาขับรถถ้าลูกชายฉันเหนื่อย ก็ให้เขาหยุดพักเสียก่อน อย่าพากันทำอะไรรีบเร่ง เพราะทางไปอมาริลโล่ต้องใช้ถนนใหญ่ ซึ่งมีรถวิ่งเยอะมาก เวลาขับรถต้องระมัดระวังมาก ๆ เธอก็ช่วยเป็นหูเป็นตาให้คีนส์เสียล่ะ"

"ค่ะ คุณแม่ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวณัฐจะดูแลคีนส์เองค่ะ"

"ขอบใจเธอมากนะปณัฐดา"

"ไม่เป็นไรค่ะ"

หลังจากที่คุยกันเสร็จ รอยคีนส์กับปณัฐดาก็ขอตัวเข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อพักเอาแรงไว้สำหรับเดินทางในตอนเช้า เพราะจะต้องตื่นเดินทางตั้งแต่ตีห้า ซึ่งระยะทางจากเมืองดีริดเดอร์ไปยังเมืองอมาริลโล่ใช้เวลาประมาณสิบชั่วโมงกว่า ๆและก็เป็นระยะทางประมาณหกร้อยกว่าไมล์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ไกลที่สุดในชีวิตปณัฐดา

ก่อนเข้านอนปณัฐดาและรอยคีนส์พากันไหว้พระสวดมนต์ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือให้ช่วยคุ้มครองตนเองในการเดินทางครั้งนี้ เพื่อให้ประสบแต่ความสำเร็จและอย่าได้มีภัยอันตรายต่าง ๆ เข้ามากล้ำกลาย ปณัฐดาขอพรจากดวงวิญญาณของปู่ย่าตาทวดของรอยคีนส์ รวมทั้งดวงวิญญาณของคุณพ่อของรอยคีนส์และดวงวิญญาณของพ่อแม่ตนเองให้ช่วยคุ้มครองตนเองและคนรัก

หลังจากที่ไหว้พระเสร็จแล้วทั้งสองคนก็เข้านอนแต่หัวค่ำ ราตรีนั้นเป็นราตรีที่ปณัฐดานอนไม่ค่อยหลับ ทุกครั้งที่จะต้องเดินทางไกล หญิงสาวมักจะตื่นเต้นเป็นประจำ เธอนอนพลิกตัวไปมาหลายครั้ง และก็พยายามหลับตาลงเพื่อเก็บแรงไว้สำหรับการเดินทางในวันพรุ่งนี้


ในเช้าวันรุ่งขึ้น ปณัฐดาและรอยคีนส์ตื่นประมาณตี่สี่ครึ่ง ทั้งสองคนอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จ จากนั้นก็เดินไปที่ห้องครัว รอยคีนส์ชงกาแฟและนั่งดื่มอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหาร ส่วนปณัฐดาก็ดื่มนมอุ่นตามเคย ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั้นมิสซิสเมเบิ้ลก็ค่อย ๆ เปิดประตูออกมาจากห้องนอน เธอเดินเอื่อยเฉื่อยมานั่งที่เก้าอี้ รอยคีนส์ลุกขึ้นชงกาแฟให้มารดาอย่างรู้ใจ และก็กลับมานั่งข้าง ๆ

"ขอบใจลูก ว่าแต่เราสองคนเตรียมน้ำเตรียมเครื่องดื่มอะไรเพียงพอหรือเปล่าลูก" มิสซิสเมเบิ้ลถาม

"พอครับ ปณัฐดาเตรียมทุกอย่างพร้อม มีเสบียงเต็มไปหมด"

"ดีแล้วลูก แล้วคีนส์จะเอากาแฟไปดื่มระหว่างทางด้วยไหม แม่มีแก้วสำหรับพกพาด้วยนะ"

"ครับ ผมคิดว่าต้องเอาไปด้วย ถ้าหมดแล้วค่อยแวะซื้อตามปั๊มน้ำมัน คิดว่าคงจะมีขายหลายยี่ห้อ"

"ดีลูก เวลาเดินทางระมัดระวังด้วยนะ ถ้ารู้สึกเพลียและขับไม่ไหว ก็อย่าฝืนตัวเองเสียล่ะ แม่เป็นห่วงมากรู้ไหม"

"ครับคุณแม่ ไม่ต้องห่วงผมหรอกนะ ผมมีปณัฐดาคอยพูดคุยด้วย คงไม่หลับหรอกครับ"

มิสซิสเมเบิ้ลหันไปมองปณัฐดานิดหนึ่ง ก่อนที่จะจิบกาแฟอีกครั้ง พอวางแก้วเสร็จแล้วก็เอื้อมมือไปแตะไหลปณัฐดาเบา ๆ

"ฉันฝากลูกชายฉันด้วยนะปณัฐดา"

"ค่ะ คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ณัฐจะดูแลคีนส์ให้ดีที่สุด"

รอยคีนส์ดื่มกาแฟจนหมดแก้ว จากนั้นก็พากันขนกระเป๋าเอกสารสำคัญและกระเป๋าเดินทางไปไว้ที่รถ มิสซิสเมเบิ้ลเดินมาส่งที่รถโดยที่ไม่มีจอห์นมาด้วย ปณัฐดาสัมผัสได้ถึงความห่างเหินของมารดาคนรักและสามีที่เกิดขึ้น แต่เธอก็บอกกับตัวเองเสมอว่า พ่อเลี้ยงก็เป็นได้แค่พ่อเลี้ยง ไม่สามารถเปรียบเทียบกับพ่อแท้ ๆ ได้เลย ไม่ว่าจอห์นจะปฏิบัติตัวอย่างไร รอยคีนส์กับปณัฐดาก็ยังให้ความนับถือจอห์นในฐานะสามีของมารดาเท่านั้น หากจะให้รักเหมือนพ่อแท้ ๆ ก็คงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ขึ้นอยู่ที่ว่าจอห์นจะยังคงดีกับมิสซิสเมเบิ้ลเสมอต้นเสมอปลายไหม จะอยู่เคียงข้างกันไปตลอดชีวิตหรือไม่

"เดินทางปลอดภัยนะลูก ไปถึงโรงแรมที่พักก็อย่าลืมโทรมาบอกแม่เสียล่ะ"

"ครับ"

"ปณัฐดา ดูแลคีนส์ให้ดีเสียล่ะ"

"ค่ะ คุณแม่ไม่ต้องห่วงนะคะ"

รถค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกจากบ้านอย่างช้า ๆ โดยที่มิสซิสเมเบิ้ลยืนโบกมือร่ำลาอยู่ที่หน้าบ้านเพียงคนเดียว แสงไฟข้างทางสลัว ๆ แต่ก็ยังมองเห็นถนนได้ชัดเจน ปณัฐดาโบกมือร่ำลามารดาคนรักและยิ้มให้เธอครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหน้ามาทางรอยคีนส์ซึ่งกำลังขับรถอยู่

"ขับดี ๆ นะที่รัก ถ้าเหนื่อยก็ขอให้บอก จะได้หยุดพัก"

"ครับ"

ในวันนั้นปณัฐดาเดินทางเคียงคู่ไปกับรอยคีนส์ เธอตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องทำหน้าที่ภรรยาและสะใภ้ให้ดีที่สุด เพราะคำฝากฝังของมารดาคนรักมีความหมายกับเธอมากเหลือเกิน ไม่ว่าเส้นทางสายข้างหน้าจะเป็นเช่นใด ปณัฐดาตั้งมั่นว่าจะยืนเคียงข้างและดูแลรอยคีนส์ให้ดีที่สุด เพื่อให้คนรักได้ทำหน้าที่ตัวเองให้ดี และเธอจะเป็นแรงหนุนที่อยู่ข้างหลังคนรักเสมอ

By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-04-18 09:56:40


Opinion No. 33 (133978)







บทชีวิตสะใภ้ที่ 26



ปณัฐดาและรอยคีนส์หยุดพักรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งระหว่างทาง เสร็จแล้วก็พากันแวะเติมน้ำมันก่อนที่จะเดินทางไปยังจุดหมาย รอยคีนส์ตั้งใจไว้ว่าจะหยุดพักอีกทีก็ต่อเมื่อผ่านเมืองฟอร์ทเวิร์ท (Fort Worth)ไปแล้ว เพราะรอยคีนส์จะขับรถเข้าเส้นทางไฮเวย์ I - 20 ไปยังเมืองดัลลัส (Dallas) ผ่านไปยังเมืองฟอร์ทเวิร์ท จากนั้นจึงจะขับรถเข้าเส้นทางถนนไฮเวย์สายเล็ก เพื่อเดินทางไปยังเมืองวิชิต้าฟอล (Wichita Falls) เมื่อไปถึงเมืองวิชิต้าฟอลแล้ว ก็จะขับรถไปยังถนนไฮเวย์ 287 สายตะวันตกเพื่อยิงตรงไปยังเมืองแห่งจุดหมาย


เมืองอมาริลโล่ (Amarillo) มีชื่อเดิมว่าโอไนดา (Oneida) หรือเป็นที่รู้จักของหลาย ๆ คนในนาม "กุหลาบสีเหลืองแห่งเท็กซัส" (The yellow rose of Texas) คำว่า Amarillo มาจากภาษาสเปนซึ่งแปลว่าสีเหลืองนั่นเอง เมืองอมาริลโล่ตั้งอยู่ตอนบนของมลรัฐเท็กซัส ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตแดนระหว่างมลรัฐโอกลาโฮม่า (Oklahoma) และมลรัฐนิวเม็กซิโก (New Mexico) มีจำนวนประชากรประมาณสองแสนกว่าคน ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้ากว้างที่เป็นเนินสูงต่ำสลับกัน มีต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ไม่สูงมากนัก หากแต่ต้นไม้ชนิดนี้จะขึ้นเป็นหย่อม ๆ ตามจุด อากาศในช่วงฤดูร้อนจัดว่าอบอ้าว แต่ก็มีลมพัดผ่านได้ตลอด ทำให้อากาศไม่ร้อนจนเกินไป แต่ในช่วงฤดูหนาวสภาพอากาศในเมืองนี้มีหิมะปกคลุมเป็นระยะ ๆ

รอยคีนส์กับปณัฐดาเดินทางมาถึงโรงแรมที่พักประมาณห้าโมงครึ่ง ทั้งสองพากันเช็คอินโรงแรม จากนั้นรอยคีนส์ก็โทรแจ้งให้มารดาทราบเกี่ยวกับการเดินทางก่อนจะพากันออกไปหาอาหารรับประทาน ซึ่งโรงแรมที่พักตั้งอยู่ในตัวเมืองอมาริลโล่ ทำให้ทั้งสองคนไม่มีปัญหาในการหาร้านอาหารรับประทาน

"คุณอยากทานอาหารร้านไหน ผมให้คุณเลือกตามใจชอบนะที่รัก" รอยคีนส์ถามขึ้น ชายหนุ่มมักจะเอาอกเอาใจหญิงสาวเสมอ

ตอนนั้นปณัฐดาหิวข้าวมาก อาหารชนิดใดเธอก็สามารถรับประทานได้เสมอ

"ร้านไหนก็ได้ค่ะ ที่มีข้าวขาย"

รอยคีนส์ยิ้มอย่างรู้ใจ "ร้านเม็กซิกันดีไหมครับ ร้านนี้เขามีข้าวขายด้วยนะ"

"ดีค่ะ ณัฐจะได้เก็บอาหารของณัฐไว้ทานมื้ออื่น ๆ"

ทั้งปณัฐดาและรอยคีนส์พากันไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารเม็กซิกันใกล้ ๆ กับโรงแรม ซึ่งร้านอาหารนี้มีพนักงานเป็นคนเม็กซิกันเสียส่วนใหญ่ หากมองโดยทั่วไปคล้าย ๆ ร้านอาหารครอบครัว รสชาติอาหารจัดว่าอร่อยมีเมนูหลายอย่างให้เลือก ปณัฐดาเลือกรับประทานอาหารเมนูง่าย ๆ ที่คิดว่าตัวเองน่าจะทานได้ ส่วนรอยคีนส์นั้นก็สั่งเมนูที่ตัวเองชอบ พอรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็พากันกลับมานอนพักที่โรงแรม

เมื่อกลับมาถึงโรงแรม รอยคีนส์ก็โทรแจ้งให้ทนายความทราบตามที่ได้นัดหมายเอาไว้ ทางทนายความได้บอกเส้นทางให้รอยคีนส์ทราบ เพื่อที่จะได้ขับรถไปหาในช่วงเช้าที่ออฟฟิศในตัวเมืองได้ถูก ซึ่งออฟฟิศของทนายความอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมมากนัก จากนั้นทั้งสองก็นอนดูทีวีไปพลาง ๆ เพื่อฆ่าเวลาก่อนที่จะเข้านอน เพื่อเตรียมพร้อมกับการเดินเรื่องเอกสารต่าง ๆ ในเช้าวันรุ่งขึ้น


ด้วยความเพลียทำให้ปณัฐดาและรอยคีนส์หลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ หญิงสาวตื่นนอนอีกทีก็เช้ารุ่งเสียแล้ว เธอได้ยินเสียงใครบางคนที่ห้องน้ำ จึงลืมตามองชัด ๆ ภาพรอยคีนส์ยืนแปรงฟันอยู่ที่ห้องน้ำ ทำให้ปณัฐดารีบลุกขึ้นทันที เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าและก็อาบน้ำอย่างเร็ว เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็พากันออกมารับประทานอาหารเช้าที่ร้านไอฮ็อบ (I-hop) ซึ่งเป็นร้านอาหารที่เปิดบริการยี่สิบสี่ชั่วโมง มีหลากหลายสาขาทั่วอเมริกา ร้านอาหารแห่งนี้มีบริการอาหารเช้าและอาหารมื้ออื่น ๆ หลากหลายชนิด และราคาก็สมน้ำสมเนื้อพอสมควร

"คุณนัดทนายไว้กี่โมงคะที่รัก" ปณัฐดาถามขึ้น

"ผมนัดไว้แปดโมงครึ่งครับ เรายังมีเวลาอีกเยอะ"

ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั้น อาหารที่สั่งก็ทยอยเข้ามาเสิร์ฟ พนักงานเสิร์ฟวางอาหารบนโต๊ะเสร็จแล้วก็หันมาถามทั้งสองคนว่าต้องการอะไรเพิ่มหรือไม่ ปณัฐดาและรอยคีนส์ยิ้มรับนิดหนึ่งก่อนที่จะปฏิเสธพร้อมคำขอบคุณทิ้งท้าย

"ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกนะคะ" พนักงานเสิร์ฟกล่าวทิ้งท้ายพร้อม ๆ กับรอยยิ้มที่เป็นมิตร

"ครับ/ค่ะ" ทั้งรอยคีนส์และปณัฐดาตอบแทบจะพร้อม ๆ กัน

รอยคีนส์ขยับซอสมะเขือเทศให้ปณัฐดา "ทานให้อิ่มนะที่รัก"

"ค่ะ"

ช่วงระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารกันอยู่ รอยคีนส์ก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวให้ฟังหลายอย่าง

"คุณรู้ไหม ถ้าคุณย่าผมยังมีชีวิตอยู่ ท่านคงจะดีใจมาก ๆ ที่ผมและคุณมาหา"

"เสียดายจังเลยนะคะ ณัฐก็อยากเจอท่านค่ะ ณัฐรู้สึกเสียดายที่คุณเองก็ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นหน้าพ่อกับแม่ของณัฐเลย ตัวณัฐเองก็ไม่มีโอกาสได้เห็นคุณพ่อของคุณเลย นี่ถ้าคุณเจอกับณัฐตอนที่ณัฐอายุสิบแปดปี คุณคงจะได้เห็นพ่อของณัฐแน่ ๆ ค่ะ"

"ครับ ผมอยากเจอคุณพ่อคุณแม่ของคุณมาก ๆ บอกตรง ๆ ผมอยากให้ทุก ๆ คนที่เราทั้งสองคนรักมีชีวิตอยู่จังเลย ผมอยากรู้ว่าถ้าทุกคนมีชีวิตอยู่ เราสองคนจะมีชีวิตอย่างไรบ้าง จะมีโอกาสได้รักและแต่งงานกันแบบนี้ไหม"

"ถ้าทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตของเราสองคนก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เราอาจจะได้รักและแต่งงานกัน เพียงแต่ความรับผิดชอบและเรื่องครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง ทั้งทางครอบครัวคุณและทางครอบครัวของณัฐ"

"นั่นนะสิครับ คิดว่าเรื่องให้คิดหลายอย่าง"

"ค่ะ ก็แบบยังไงล่ะคะที่เขาว่าชีวิตคู่ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของคนสองคน แต่เอาเข้าจริง ๆ เรื่องครอบครัวก็เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอแหละคะ"

"ครับ ผมเห็นด้วยมาก ๆ"

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว รอยคีนส์หยิบเงินจำนวนหนึ่งมาจ่ายค่าอาหารพร้อมทิปน้ำใจ จากนั้นก็พากันขับรถไปยังออฟฟิศของทนายความ รอยคีนส์ขับรถไปจอดที่ลานจอดรถ ปณัฐดาลงจากรถพร้อมช่วยรอยคีนส์ถือเอกสารสำคัญในกระเป๋าใบใหญ่

"เดี๋ยวผมถือเองนะที่รัก กระเป๋าใบนี้หนักมาก" รอยคีนส์บอก

"ค่ะ"

ทั้งสองพากันขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นห้า เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก รอยคีนส์ก็พาปณัฐดาเดินไปยังออฟฟิศด้านซ้ายสุด จากนั้นก็เข้าไปที่ทักทายหญิงวัยกลางคนที่เค้าเตอร์ด้านหน้า

"สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมคะ ไม่ทราบต้องการพบใครคะ" หญิงวัยกลางคนผมบลอนผิวขาวกล่าวทักทาย

"ผมมีนัดกับทนายแมรี่ คาร์ลเจอร์ แปดโมงครึ่งครับ"

"คุณชื่ออะไรคะ"

รอยคีนส์แจ้งชื่อให้หญิงวัยกลางคนทราบ ก่อนที่จะเซ็นชื่อในกระดาษขนาดเอสี่ด้านหน้า

"เชิญนั่งรอตรงล็อบบี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวสักพักทนายแมรี่จะออกมาพบคุณทั้งสองค่ะ"

"ขอบคุณครับ"

รอยคีนส์และปณัฐดาพากันนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ล็อบบี่ได้เพียงครู่เดียว หญิงวัยกลางคนแต่งตัวในชุดสูทสีน้ำตาลอ่อน รองเท้าส้นสูงสีน้ำตาลอ่อนเข้ากับเสื้อผ้าที่สวมใส่ เธอเดินออกมายืนอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มอย่างเป็นมิตรทำให้ปณัฐดาและรอยคีนส์มั่นใจว่าต้องเป็นทนายความที่นัดเอาไว้

ทนายแมรี่ทักทายทั้งสองคนพร้อมจับมือเช็คแฮนด์ตามมารยาทอเมริกัน จากนั้นก็ทำความรู้จักกันและกัน เสร็จแล้วก็พาทั้งสองคนเดินเข้าไปในออฟฟิศขนาดใหญ่

"การเดินทางเป็นยังไงบ้าง ลำบากไหม"

"ทุกอย่างดีมาก ๆ ครับ อมาริลโล่พัฒนาไปตั้งเยอะเลยนะครับ ผมจำได้มาเมืองอมาริลโล่ครั้วสุดท้ายตอนงานศพคุณย่า"

"ถ้าฉันจำไม่ผิด คุณย่าของคุณอาศัยอยู่ที่อมาริลโล่ใช่หรือเปล่าคะ" ทนายแมรี่ถาม

"ครับ บั้นปลายชีวิตคุณย่าของผมใช้ชีวิตที่อมาริลโล่ หลุมฝังศพของท่านก็ยังอยู่ในเมืองนี้ครับ แต่ผมไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เพราะท่านเสียชีวิตนานมากแล้ว บวกกับคุณพ่อไม่ได้บอกไว้เลย ทุก ๆ คนเสียชีวิตหมดแล้ว ผมเองไม่มีข้อมูลอะไรเลย ถ้าอยากจะไปเยี่ยมหลุมฝังศพก็คงต้องไปสืบหาข้อมูลกันเสียก่อน"

"เมืองนี้ไม่ใหญ่นัก ถ้าคุณอยากรู้จริง ๆ เดี๋ยวฉันจะช่วยหาข้อมูลให้แล้วกัน"

"ครับ ขอบคุณครับ"

ทนายแมรี่ลุกขึ้นจากเก้าอี้และเดินไปที่กล่องสีขาวใบใหญ่หกกล่อง

"ในกล่องนี้เป็นเอกสารเกี่ยวกับทรัสของครอบครัวคุณทั้งหมด มีเอกสารสำคัญหลายอย่างรวมอยู่ในนี้ เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาฉันได้ดำเนินเรื่องให้ภรรยามิสเตอร์สมิทธนำเอกสารพวกนี้มาไว้ที่ออฟฟิศทั้งหมด คิดว่าคุณคงต้องการนำมันกลับไปด้วย"

"ขอบคุณครับ"

"เดี๋ยวเราจะออกไปที่ศาลประจำเมืองอมาริลโล่ด้วยกัน เพราะฉันนัดผู้พิพากษาไว้ตอนสิบโมงเช้า คิดว่าเราออกไปแต่เนิ่น ๆ ดีกว่า ถ้าเคสคนอื่น ๆ เสร็จก่อน ทางผู้พิพากษาจะได้ดูแลเคสของคุณต่อ" ทนายแมรี่บอกเล่าไปพลาง ๆ

"ก็ดีครับ ผมเห็นด้วย"

ทนายแมรี่หยิบกระเป๋าสะพายพร้อมถือกระเป๋าเอกสารใบใหญ่เดินนำหน้า ระหว่างทางไปที่ลิฟต์นั้น ทั้งรอยคีนส์และทนายแมรี่ต่างก็พูดคุยกันต่าง ๆ นานา

"ไว้ให้เสร็จธุระที่ศาลแล้ว ฉันจะพาคุณไปรับเงินอีกออฟฟิศหนึ่ง ซึ่งฉันนัดคุณคริสโตเฟอร์ไว้เรียบร้อยแล้ว คุณคริสโตเฟอร์เป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับเงินลงทุนที่ทางทรัสตี้คนเก่าได้มอบหมายไว้ให้ ตอนนี้ทางคุณคริสโตเฟอร์ได้เตรียมเช็คไว้ให้คุณแล้วนะ"

"ครับ ขอบคุณครับ"

ระยะเวลาจากออฟฟิศของทนายแมรี่ไปยังศาลประจำเมืองใช้เวลาประมาณห้านาที เมื่อไปถึงศาลประจำเมืองอมาริลโล่ ทนายแมรี่ก็พาทั้งสองเดินเข้าไปที่เค้าเตอร์ขนาดเล็กตรงด้านหน้าและแจ้งจุดประสงค์ให้ทราบ ทางหญิงสาวที่เค้าเตอร์ยื่นใบเสร็จให้ชุดหนึ่ง ทนายแมรี่แจ้งให้รอยคีนส์ทราบ

"เราต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อน จึงจะเข้าไปได้"

"ครับ" รอยคีนส์หยิบกระเป่าสตางค์ออกมาและก็จ่ายชำระค่าธรรมเนียมจนเสร็จ

จากนั้นทนายแมรี่ก็พาทั้งสองคนเดินทางไปที่ห้องขนาดใหญ่ ซึ่งตอนนั้นมีลูกความและทนายความกลุ่มหนึ่งกำลังดำเนินเรื่องสำคัญบางอย่างอยู่ โดยที่มีผู้พิพากษายืนอยู่ตรงบังลังก์ด้านหน้า ทนายแมรี่บอกให้ปณัฐดาและรอยคีนส์นั่งลงที่เก้าอี้ด้านหลังสุด เพื่อรอให้ผู้พิพากษาได้ทำงานและทนายความพร้อมทั้งลูกความชุดแรกทำงานให้เสร็จ เพียงไม่นานเคสของทนายความและลูกความคนแรกก็จบลง

ทนายแมรี่พาทั้งสองคนเดินเข้าไปด้านหน้า เธอเอ่ยแนะนำตนเองแก่ผู้พิพากษาอย่างเป็นทางการ และก็ยื่นเอกสารให้ผู้พิพากษาฉบับหนึ่ง ช่วงเวลานั้นปณัฐดาและรอยคีนส์ยืนเคียงข้างกันตลอด หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะในชีวิตไม่เคยมีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสเรื่องราวแบบนี้เลย เธอมองหน้าผู้พิพากษาอย่างพินิจพิจารณา อดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความเก่งความสามารถของผู้พิพากษาท่านนี้ ยิ่งได้เห็นลูกความทุก ๆ คนให้ความเคารพนอบน้อมนับถือก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้

จากนั้นทนายแมรี่ก็กล่าวแนะนำรอยคีนส์พร้อมนามสกุลอย่างเป็นทางการ และก็แจ้งให้ผู้พิพากษาทราบถึงจุดประสงค์ที่มาศาลในครั้งนี้

"ทรัสตี้คนเก่า มิสเตอร์สมิทธ ฟูลตั้น ได้เสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยโรคหัวใจ โดยที่ไม่ได้มีการมอบหมายแต่งตั้งให้ใครเป็นผู้ดูแลมรดกส่วนนี้ ดิฉันเห็นควรว่าทรัสส่วนนี้ควรจะมีการแต่งตั้งผู้ดูแลอย่างถูกต้อง จึงขอแต่งตั้ง รอยคีนส์ โจนส์ เจอาร์ เพื่อดูแลทรัสก้อนนี้ตามพินัยกรรมของมิสซิสเบสซี่ โจนส์ และมิสเตอร์รอย โจนส์ ซึ่งทั้งสองคนมีความเกี่ยวพันกับรอยคีนส์ทางสายเลือด ทั้งสองคนเป็นปู่กับย่ากับรอยคีนส์ พร้อมทั้งเป็นเจ้าของทรัพย์สินในมรดกทั้งหมด โดยที่ทรัสส่วนนี้ได้มีการแบ่งปันเงินรายได้ให้บุคคลที่มีชื่อในพินัยกรรมฉบับนี้ไว้ตามลำดับโดยละเอียด ซึ่งดิฉันได้แนบเอกสารไว้กับแฟ้มที่มอบให้ท่าน เมื่อมิสเตอร์สมิทธ ฟูลตั้นได้เสียชีวิตลง จึงเห็นควรที่จะต้องแต่งตั้งให้หลานชายคนเดียวของมิสซิสเบสซี่ โจนส์ และ มิสเตอร์รอย โจนส์เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินในทรัสทุกอย่าง"

ผู้พิพากษาฟังทนายแมรี่แจ้งเรื่องราวให้ทราบ พร้อมทั้งอ่านเอกสารไปด้วย พอสักพักก็เงยหน้ามองรอยคีนส์กับปณัฐดา

"ผมคิดว่าคุณคงได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคนที่เป็นทรัสตี้แล้วนะ" ผู้พิพากษาเอ่ยขึ้น

"ครับท่าน" รอยคีนส์ตอบรับหนักแน่น

"แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร" ผู้พิพากษาถามขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับขยับแว่นตานิดหนึ่ง เพื่อเพ่งมองมายังปณัฐดา เพราะคงจะคิดว่าปณัฐดามีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสารตรงหน้าด้วย

ปณัฐดารู้สึกเย็นวูบทันทีเมื่อได้ยินคำถามจากผู้พิพากษาที่ถามถึงตนเอง เธอมองหน้าผู้พิพากษาและหันไปมองหน้าคนรักสลับกับมองหน้าทนายแมรี่ไปด้วย ไม่คิดว่าผู้พิพากษาจะถามถึงตัวเองอย่างนี้ เพราะในวันนี้เธอมายืนเคียงข้างให้กำลังใจคนรักเท่านั้น เธอไม่มีส่วนได้เกี่ยวกับเรื่องมรดกตรงนี้เลย

"เธอชื่อ ปณัฐดา เป็นภรรยาของผมครับท่าน" รอยคีนส์ตอบ

"มิสซิส ปณัฐดาเป็นภรรยาของลูกความดิฉันเองค่ะ" ทนายแมรี่ตอบหนักแน่น ยืนยันชัดเจน

ผู้พิพากษาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนที่จะก้มอ่านเอกสารต่อ เพียงครู่เดียวก็เซ็นเอกสารทั้งหมด ก่อนจะรวบรวมไว้ในแฟ้มเดียวกัน

"ด้วยอำนาจศาลประจำเมืองอมาริลโล่ ผมผู้พิพากษาสตีเว่นส์ ขอแต่งตัว รอยคีนส์ โจนส์ เจอาร์ เป็นทรัสตี้ดูแลเกี่ยวกับทรัพย์สินในส่วนทรัสของ มิสซิสเบสซี่ โจนส์ และมิสเตอร์ รอย โจนส์ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป"

เสร็จสิ้นขั้นตอนทุกอย่าง ทนายแมรี่กล่างขอบคุณผู้พิพากษาอย่างเป็นทางการ ปณัฐดาและรอยคีนส์กล่างขอบคุณพร้อมก้มหน้าลงนิดหนึ่งเหมือนแสดงความเคารพ ก่อนที่จะพากันออกไปจากห้องอย่างเร็ว เพราะช่วงระหว่างนั้นมีทนายความและลูกความกลุ่มอื่น ๆ นั่งรอว่าความของตัวเองตามลำดับ

หลังจากนั้นทนายแมรี่ก็พาทั้งสองขับรถไปที่ออฟฟิศใหญ่ ซึ่งเป็นตึกสูงประมาณสิบชั้น ด้านในเป็นบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่เป็นศูนย์กลางของการลงทุนแห่งเมืองอมาริลโล่ ผู้คนที่ทำงานส่วนใหญ่แต่งตัวภูมิฐานเหมือนนักธุรกิจทั่วไป ปณัฐดาและรอยคีนส์เดินตามทนายแมรี่เข้ามาด้านใน จากนั้นก็ขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้นเจ็ดของตึก พอประตูลิฟต์เปิดออกมา ทางด้านซ้ายมือก็เป็นเค้าเตอร์ของบริษัทลงทุนของแมรี่ลีนอินเวสเม้นท์ ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ในระดับต้น ๆ ของอเมริกัน

"สวัสดีค่ะ ไม่ทราบต้องการพบใครคะ" พนักงานสาวด้านหน้าเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มที่เป็นกันเอง

"ดิฉันมาพบคุณ คริสโตเฟอร์ค่ะ พอดีนัดเอาไว้ประมาณสิบเอ็ดโมง"

"เชิญนั่งก่อนค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะแจ้งให้คุณคริสโตเฟอร์ทราบค่ะ"

"ค่ะ ขอบคุณค่ะ"

ทั้งทนายแมรี่และรอยคีนส์รวมทั้งปณัฐดาต่างก็พากันนั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ เวลาผ่านไปไม่กี่นาที ชายหนุ่มวัยกลางคนในชุดสูทสีดำเข้มผูกเน็คไทด์ สวมกางเกงสแล็คที่สมส่วนเดินออกมาอย่างกระฉับกระเฉง

"สวัสดีครับแมรี่" ชายหนุ่มจับมือทักทายทนายแมรี่อย่างคุ้นเคย

"ว่ายังไงคริส ทุกอย่างโอเคไหม"

"โอเคมาก ๆ ครับ"

"คริส นี่คุณรอยคีนส์และภรรยา ทรัสตี้คนใหม่ของตระกูลโจนส์ที่มาดูแลทรัพย์สินส่วนตรงนี้แทนมิสเตอร์สมิทธ ฟูลตั้น" ทนายแมรี่แนะนำทั้งสามคนให้รู้จักกัน

ทั้งปณัฐดาและรอยคีนส์เอ่ยคำทักทายพร้อมจับมือตามมารยาท จากนั้นคริสโตเฟอร์เชิญทุก ๆ คนเข้าไปนั่งในออฟฟิศของตนเอง เพียงไม่นานก็ยื่นเอกสารแฟ้มฉบับหนึ่งให้กับรอยคีนส์

"เงินสดทั้งหมดจากทรัสฟันของครอบครัวคุณที่ได้ลงทุนเอาไว้กับบริษัทผม ตอนนี้ผมได้ถอนออกมาหมดแล้ว และก็เปลี่ยนเป็นเช็คอยู่ในนี้ทั้งหมด อยากให้คุณเปิดอ่านรายละเอียดทั้งหมดก่อนเซ็นชื่อให้ผมตรงนี้" คริสโตเฟอร์พูดขึ้นพร้อมยื่นเอกสารให้รอยคีนส์

รอยคีนส์เปิดอ่านรายละเอียดทั้งหมด พร้อมตรวจดูเช็คที่แนบมาด้วย

"ขอบคุณครับ"

"ถ้าคุณต้องการลงทุนกับเราอีก ก็ขอให้ติดต่อมาทางผมได้นะครับ" คริสโตเฟอร์พูดพลางยื่นนามบัตรให้ด้วย

รอยคีนส์รับนามบัตรมาอ่านนิดหนึ่งก่อนใส่ลงในกระเป๋าเสื้อ "ขอบคุณครับ ถ้าผมคิดจะลงทุนกับเงินก้อนนี้ ผมจะติดต่อมาหาคุณนะครับ"

"ด้วยความยินดีครับ"

เนื่องมาจากพินัยกรรมที่คุณย่าของรอยคีนส์ได้ทำเอาไว้ซับซ้อนหลายอย่าง การเสียชีวิตของมิสเตอร์สมิทธไม่ได้จบลงแค่มีการแต่งตั้งทรัสตี้คนใหม่เท่านั้น หากแต่การเสียชีวิตของมิสเตอร์สมิทธนั้น ทางพินัยกรรมได้ระบุไว้ว่า ให้ขายหุ้นและทรัพย์สินจำนวนหนึ่งที่อยู่ในส่วนดูแลต่าง ๆ ที่มิสเตอร์สมิทธเคยดูแลรับผิดชอบ จากนั้นให้นำเงินจำนวนนี้แบ่งออกเป็นสองส่วน โดยมอบให้มิสซิสเมเบิ้ลและรอยคีนส์คนละครึ่งตามพินัยกรรม ซึ่งรอยคีนส์ก็ตั้งมั่นว่าจะทำตามพินัยกรรมของคุณย่าที่ได้มอบหมายไว้ทั้งหมด

ส่วนเงินรายได้จากบ่อน้ำมันที่ได้รับจากรัฐเท็กซัสจะถูกโอนเข้าบัญชีทรัสทุก ๆ เดือน โดยที่รอยคีนส์เป็นคนดูแลทุกอย่าง ซึ่งเงินจำนวนนี้จะต้องแบ่งเป็นสองส่วนมอบให้รอยคีนส์และมารดาคนละครึ่งหนึ่งในส่วนที่เท่ากัน ทางบริษัทน้ำมันจะเป็นคนส่งเช็คมาให้รอยคีนส์โดยตรง และรอยคีนส์จะเป็นคนที่เขียนเช็คส่งให้มารดาทุก ๆ เดือน หากเมื่อไหร่ที่มิสซิสเมเบิ้ลเสียชีวิต ทรัพย์สินในส่วนของเธอจะตกเป็นของรอยคีนส์แต่เพียงผู้เดียตามพินัยกรรมที่ระบุเอาไว้

"เอกสารทุกอย่างครบถ้วน ขอบคุณคุณคริสมาก ๆ นะครับ"

"ครับ ผมได้หักค่าใช่จ่ายในส่วนของผมและทนายแมรี่ไว้หมดแล้ว จำนวนเงินในเช็คนี้เป็นของคุณและมารดาทั้งหมด"

"ครับ ขอบคุณครับ"

เมื่อเสร็จธุระ ทนายแมรี่พาทั้งสองคนร่ำลาคริสโตเฟอร์ก่อนที่จะขับรถกลับมาที่ออฟฟิศของตนอีกครั้ง ทนายแมรี่ได้สั่งให้พนักงานชายคนหนึ่งช่วยรอยคีนส์ขนเอกสารสำคัญทั้งหมดมาใส่ในรถ ซึ่งปณัฐดาและรอยคีนส์ต่างก็ขอบคุณน้ำใจของทนายแมรี่เป็นอย่างมาก รอยคีนส์และปณัฐดาต้องการเลี้ยงอาหารทนายแมรี่เป็นการขอบคุณ หากแต่ทนายแมรี่มีนัดสำคัญกับทนายความอีกคนหนึ่งเอาไว้ เพราะเป็นเรื่องของลูกความคนสำคัญที่เธอได้ว่าความเกี่ยวกับคดีเอาไว้ จึงได้ขอตัวและก็ร่ำลาทั้งสองให้โชคดีกับการเดินทางกลับ

ปณัฐดาและรอยคีนส์พากันขับรถกลับมาที่โรงแรม ทั้งสองคนพากันขนเอกสารสำคัญทุกอย่างมาเก็บไว้ในโรงแรม จากนั้นก็พากันขับรถไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านสเต็คขึ้นชื่อประจำเมืองอมาริลโล่ ขณะที่นั่งรออาหาร รอยคีนส์ก็ชวนคุยหลายอย่าง

"ผมไม่คิดเลยว่าเรื่องทุกอย่างจะจบลงง่ายดายอย่างนี้"

"ณัฐดีใจด้วยนะคะ ต่อไปนี้คุณก็ไม่ต้องคิดหนักอีกแล้ว"

"ครับ แต่ค่าทนายก็แพงมากเลยนะครับ คุณรู้ไหมที่รัก ทนายแมรี่คิดค่าใช้จ่ายทุกอย่าง แม้แต่ผมโทรศัพท์ไปคุยธุระด้วย ทนายแมรี่ก็คิดหมด ถึงผมจะเป็นคนจ่ายเงินค่าโทรศัพท์เธอก็คิด ถ้าเธอโทรไปหาผมที่หลุยส์เซียน่า เธอก็จะคิดทั้งค่าโทรศัพท์และค่าเสียเวลาด้วยนะครับ"

"โห ขนาดนั้นเลยเหรอคะ"

"ครับ แต่ผมก็เข้าใจครับ อย่างที่คุณพ่อของผมเคยบอกไว้ คนที่ทำงานเป็นทนายความค่าตอบแทนสูง เวลาทุกวินาทีเป็นเงินเป็นทองหมด ทนายน้อยคนนักที่จะไม่คิดเรื่องแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็จะคิดกันหมด จะว่าไปแล้วก็เป็นอาชีพของพวกเขา คนอย่างเรา ๆ ไม่รู้เรื่องกฏหมายก็ต้องจ่ายเงินเป็นธรรมดา แต่ผมก็พอใจมากครับ เพราะถ้าไม่ได้ทนายแมรี่ เราสองคนคงต้องเดินเรื่องยุ่งยากอยู่หลายวันแน่ ๆ เลย" รอยคีนส์ตอบอย่างสุขใจ ใบหน้าสดใสเหมือนคนที่มีความสุข

"ช่างมันเถอะค่ะ อย่างน้อย ๆ เราก็ถือว่าเสียเงินตรงนี้เพื่อซื้อความสุขและความสะดวกสบายให้กับตัวเอง เราจ่ายเยอะแต่เราไม่ต้องเสียเวลายุ่งยากปวดหัว แค่ทุกอย่างลงตัวณัฐก็ดีใจแล้วค่ะ"

"ผมก็คิดเหมือนคุณที่รัก ว่าแต่คุณหิวไหมครับ"

"หิวค่ะ"

"เดี๋ยวสักพักอาหารก็คงจะเสร็จ เดี๋ยวพนักงานเสิร์ฟคงเอามาให้"

"ค่ะ"

รอยคีนส์จับมือปณัฐดา สบตาหญิงสาว "ขอบคุณมากนะที่รัก ที่คุณยืนเคียงข้างผมตลอด ผมภูมิใจในตัวคุณ ที่คุณไม่เคยกลัวเลยที่จะเดินทางไกลและผจญภัยกับปัญหาชีวิตกับผม"

ปณัฐดายิ้มรับอย่างเต็มใจ "ไม่เป็นไรค่ะ เราแต่งงานกันแล้ว เราก็ต้องอยู่เคียงข้างกันค่ะ"

"คุณแต่งงานกับผม คุณต้องรับรู้ปัญหาหลายอย่าง บางอย่างคุณไม่เคยรู้และไม่เข้าใจ แต่คุณก็ไม่เคยกลัว จากนี้ต่อไปเราต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ คุณกลัวไหมที่รักที่จะต้องต่อสู้เคียงคู่กับผม"

"ไม่ค่ะ ไม่มีอะไรน่ากลัวเลย ณัฐขอแค่มีเราสองคน จะลำบากแค่ไหน ณัฐก็สู้เสมอและไม่มีท้อเด็ดขาด"

"ขอบคุณครับ"

"ไม่เป็นไรคะ"

"เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปเที่ยวพาโลดูโรแคนย่อนนะครับ ถ้ามีเวลาผมจะพาคุณไปชมพิพิธภัณฑ์ในเมืองนี้ด้วย ไว้ช่วงสาย ๆ เราจะขับรถแวะไปที่เมืองลู๊บเบิคด้วยกัน เราจะไปดูที่ดินของคุณปู่ของผมด้วยกันนะครับ"

"ค่ะ"

ปณัฐดาและรอยคีนส์พูดคุยกันหลายอย่าง ทั้งสองคนรับประทานอาหารด้วยกันอย่างมีความสุข หญิงสาวมองผ่านหน้าต่างไปยังถนนด้านนอก เห็นภาพชีวิตผู้คนที่เดินผ่านไปมา เธอคิดหลายอย่างกับสิ่งที่ได้สัมผัส ในชีวิตไม่เคยคิดเลยว่าจะมายืนอยู่จุดนี้ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะต้องเรียนรู้อะไรหลายอย่างแบบนี้ เธอคิดว่าการแต่งงานกับหนุ่มอเมริกันคนหนึ่ง เธอคงจะมีชีวิตธรรมดา ๆ เหมือนคู่รักคนอื่น ๆ แต่แปลกคู่ชีวิตของเธอไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา รอยคีนส์เป็นลูกชายคนเดียวของพ่อ และเป็นหลานชายคนเดียวของตระกูลโจนส์ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ชายหนุ่มมีภาระหน้าที่ซึ่งต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ปณัฐดาในฐานะภรรยาก็ต้องช่วยส่งเสริมดูแลรอยคีนส์ให้ดีที่สุด เธอเป็นทั้งภรรยาที่ดูแลทุกสุขและเป็นทุก ๆ อย่างเพื่อรอยคีนส์โดยเฉพาะ


By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-04-18 14:48:58


Opinion No. 34 (133981)









บทชีวิตสะใภ้ที่ 27


ในเช้าวันรุ่งขึ้น ปณัฐดาและรอยคีนส์ตื่นแต่เช้า พากันเช็คเอ้าท์โรงแรมและเดินทางไปชมพิพิธภัณฑ์อเมริกันควอเตอร์ฮอร์ส (American Quater Horse) ในตัวเมืองอมาริลโล่ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีการจำลองชนิดของม้า รวมทั้งรายละเอียดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับม้า ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการขี่ม้า ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ เมื่อชมรายละเอียดต่าง ๆ จนเสร็จ ปณัฐดาและรอยคีนส์พากันขับรถไปยังพาโลดูโรแคนย่อน ซึ่งใช้เวลาประมาณสามสิบนาทีก็มาถึงจุดหมาย


พาโลดูโรแคนย่อน (Palo Duro Canyon) เป็นวนอุทยานที่โดดเด่นในมลรัฐเท็กซัส ซึ่งจัดว่าเป็นแคนย่อนที่ใหญ่อันดับสองของอเมริกา พาโลดูโรตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จากเมืองอมาริลโล่ ระยะทางจะเมืองอมาริลโล่ไปยังวนอุทยานแห่งนี้ใช้เวลาประมาณยี่สิบเจ็ดไมล์ และตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองลู๊บเบิคมากนัก พาโลดูโรแคนย่อนค้นพบโดยผู้บุกเบิกชาวสเปนกลุ่มหนึ่ง คำว่า "พาโลดูโร" ในภาษาสเปนแปลว่า "ไม้เนื้อแข็ง" นั่นเอง ซึ่งหมายถึงต้นไม้ที่เติบโตในบริเวณนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นต้นเมสกีส (Mesquite) และต้นสน (Juniper)

พาโลดูโรแคนย่อนเป็นวนอุทยานที่เกิดจากการกัดเซาะของแม่น้ำโดยธรรมชาติ ซึ่งแม่น้ำที่กัดเซาะนั้นมีชื่อว่าแม่น้ำแดง (Red River) แม่น้ำแดงสายนี้ไหลผ่านพื้นที่ตอนบนในมลรัฐเท็กซัส และก็เป็นแม่น้ำที่กั้นขวางเขตแดนระหว่างมลรัฐเท็กซัสและมลรัฐโอกลาโฮม่าด้วย พาโลดูโรแคนย่อนมีการเปิดให้ประชาเข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม ค.ศ. 1934 พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทัศนียภาพที่สวยงามโดยมีเนื้อที่ประมาณสองหมื่นเก้าพันหนึ่งร้อยแปดสิบสองไมล์ แต่ละจุดจะเป็นเนินเขาที่สูงสลับซับซ้อน หากโดยรวมแล้วมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณสามพันห้าร้อยฟุต อากาศในบริเวณนี้ถึงจะร้อนในฤดูร้อน แต่ก็จัดว่ามีลมที่พัดผ่านแรงพอสมควร ทำให้อากาศเย็นสบายไม่อบอ้าวจนเกินไป

การเข้าชมพาโลดูโรแคนย่อนจะต้องเสียบัตรเข้าชมห้าเหรียญดอลล่าร์ต่อคน ในบริเวณด้านหน้าของแคนย่อนแห่งนี้มีกระท่อมไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่ต้องการพักด้วย ซึ่งราคาแตกต่างกันไป สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการตั้งกางเต็นท์ในช่วงกลางคืน ก็สามารถเสียค่าบริการในราคาที่ถูกกว่า ปณัฐดาและรอยคีนส์ไม่ได้วางแผนกันว่าจะนอนค้างที่แคนย่อนแห่งนี้ ทั้งคู่ต้องการขับรถชมวิวและเก็บภาพความสวยงามไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น

เมื่อรอยคีนส์ขับรถเข้าไปในบริเวณกว้าง ปณัฐดากดกระจกรถลดลงและก็ถ่ายภาพความสวยงามด้านหน้า ในชีวิตหญิงสาวไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาชมภาพความงามเหล่านี้

"สวยจังเลยค่ะ ตรงนั้นก็สวย ตรงนี้ก็สวย สวยไปหมดเลย" หญิงสาวพูดเจื้อยแจ้ว ใบหน้าตื่นเต้นกับภาพที่เห็น สายตาก็มองแต่ภาพทิวทัศน์อยู่ตลอด

"สวยจริง ๆ ครับ ธรรมชาติสร้างสิ่งสวยงามให้มนุษย์เราได้เชยชมมากมาย ผมดีใจที่ผู้คนในเมืองนี้มีการจัดตั้งเป็นวนอุทยานและดูแลรักษาเป็นอย่างดี ไม่อย่างนั้นธรรมชาติที่สวยงามคงจะหายไปกับความมักง่ายของมนุษย์แน่นอน"

"ณัฐเห็นด้วยค่ะ ถึงแม้ว่าเราจะต้องเสียค่าเข้าชม แต่ก็ถือว่าเงินตรงนี้ช่วยทำนุบำรุงรักษาความสวยงามเอาไว้ให้ลูกหลานได้เชยชม"

"ครับ"

ปณัฐดาและรอยคีนส์พากันเดินชมภาพหินย้อยแต่ละจุด ทั้งสองคนถ่ายรูปเก็บไว้ที่ระลึก หลังจากที่ชมภาพข้างนอกจนพึงพอใจก็พากันเข้าไปในจุดหน่วยบริการข้อมูล ซึ่งด้านในมีภาพประวัติศาสตร์ต่าง ๆ เกี่ยวกับชนเผ่าอเมริกันอินเดียที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น นอกจากนั้นก็มีข้อมูลรวบรวมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและต้นไม้ที่เติบโตอาศัยอยู่ในบริเวณแคนย่อนแห่งนี้ด้วย ปณัฐดาและรอยคีนส์ยืนอ่านรายละเอียดและชมภาพอย่างสนใจ ทั้งคู่รู้สึกชื่นชมเกี่ยวกับคนในพื้นที่ที่ให้การรักษาและช่วยปกป้องความสวยงามของแคนย่อนแห่งนี้เอาไว้

หลังจากชมภาพความสวยงามของพาโลดูโรแคนย่อนเสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็พากันขับรถเข้ามาในเมืองลู๊บเบิค รอยคีนส์พาปณัฐดาเข้าไปรับประทานอาหารกลางวันด้านนอกเมืองนี้ เมืองลู๊บเบิค (Lubbock) เป็นเมืองที่ใหญ่ไม่น้อยไปกว่าเมืองอมาริลโล่ มีจำนวนประชากรประมาณสองแสนหกหมื่นคน มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายจุด มีสวนองุ่นที่มีการผลิตไวน์ประจำเมืองด้วย หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ รอยคีนส์พาปณัฐดาเดินชมตึกในบริเวณไม่ไกลจากร้านอาหารสักพัก เสร็จแล้วก็พากันขับรถออกมาด้านนอกเมืองมุ่งสู่บริเวณขุดเจาะน้ำมันดิบบนที่ดินของคุณปู่ของชายหนุ่ม

เมืองลีเวอร์แลนด์ (Levelland) ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของฮ็อคลี่เค้าตี้ (Hockley County) ซึ่งมีพื้นที่อยู่ทางทิศตะวันตกติด ๆ กับเขตแดนมลรัฐนิวเม็กซิโก พื้นที่ส่วนใหญ่มีการปลูกฝ้ายเป็นหลัก ต่อในปี ค.ศ. 1937 ได้มีการสำรวจน้ำมันดิบเกิดขึ้น และมีการพบน้ำมันดิบอย่างจริงจังเมื่อประมาณ ค.ศ. 1950

"คุณปู่ของผมเป็นคนที่ขยันมาก ๆ ท่านเรียนจบแค่เกรดสามเท่านั้น จากนั้นท่านก็ไม่เรียนหนังสืออีกเลย ท่านทำงานเก็บฝ้ายให้คนมีฐานะในสมัยนั้น ท่านเป็นคนที่ประหยัดมาก ๆ เก็บหอมรอบริบ และเป็นคนที่ฉลาดมาก ๆ พอท่านเริ่มโตเป็นหนุ่มก็มีเงินก้อนหนึ่ง ท่านเริ่มเดินทางหาซื้อที่ดินเก็บไว้ในเขตเท็กซัส ท่านทำธุระกิจด้านค้าไม้ และก็มีฟาร์มวัวขนาดใหญ่ มีลูกน้องหลายคน ปู่เป็นคนที่มีความสุขกับการติดต่อทำธุรกิจต่าง ๆ ท่านจะมีหัวคิดในการวางแผนที่ดีมาก ๆ ถึงท่านจะไม่ได้เรียนจบสูง ๆ แต่นักธุรกิจที่เรียนจบสูง ๆ ที่ทำการค้ากับท่านยังต้องยอมรับในหัวคิดของท่านเลย" รอยคีนส์เล่าเกี่ยวกับปู่ให้ฟัง

"คนที่ไม่ได้เรียนจบสูงแต่หัวคิดดี ประสบความสำเร็จก็มีเยอะนะคะ คนที่เรียนจบสูงแต่เอาตัวไม่รอดก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อยเช่นกัน"

"ครับ ผมเองไม่เคยเห็นปู่หรอกนะครับ แต่คุณพ่อของผมท่านมักจะเล่าเรื่องปู่ให้ฟังตลอด จะว่าไปแล้วผมอยากเก่งเหมือนคุณปู่จังเลย ผมไม่รู้ว่าตัวเองได้ไปทางไหน ไม่ค่อยชอบเรื่องธุรกิจเลย หัวสมองชอบแต่การอ่าน การเขียน และการสอนมากกว่า ผมไม่ถนัดเรื่องตัวเลข"

"แต่คุณก็มีความสามารถที่แตกต่างจากคุณปู่ของคุณ อาจจะได้ไปทางน้องชายคุณปู่ของคุณก็ได้ ณัฐจำได้คุณเคยเล่าให้ฟังว่า น้องชายคุณปู่เป็นศาสตราจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัส ซึ่งจะว่าไปแล้วคุณก็มีส่วนคล้ายคนในครอบครัวคุณปู่นะคะ ถึงจะมีความสามารถที่แตกต่างกัน แต่คุณก็ทำได้ดีมาก ๆ นะที่รัก อย่าไปคิดมากเลยนะคะ ทุกอย่างที่คุณมีอยู่ในตัว ณัฐภูมิใจในตัวคุณเสมอ" ปณัฐดาให้กำลังใจคนรัก

"ขอคุณครับ"

"จะว่าไปแล้วคุณปู่ของคุณเหมือนพ่อของณัฐเลยนะคะ ขยันเหมือนกัน พ่อของณัฐก็ไม่ได้ไปเรียนหนังสือเหมือนกัน แต่ท่านอ่านออกเขียนได้ โดยอาศัยเรียนจากลูก ๆ พ่อมาจากครอบครัวคนเก่าคนแก่ในเขตสุรินทร์ ชีวิตของท่านมีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่าง พอโตเป็นหนุ่มท่านก็ได้มาอยู่ในเมืองติด ๆ กับชายแดนกัมพูชาเพื่อตั้งหลักปักฐานที่นั่น สมัยแต่ก่อนพ่อของณัฐขยันตัวเป็นเกลียวเลยค่ะ ทุก ๆวันท่านจะซื้อสิ่งของจากไทยลงไปค้าขายที่กัมพูชา และซื้อของที่กัมพูชามาขายให้คนไทยในเมืองไทย ตอนนั้นไทยกับกัมพูชายังไม่มีการสู้รบกันค่ะ การค้าขายแต่ละครั้งพ่อได้กำไรเยอะมาก จนเป็นที่รู้จักของผู้คนแถบนั้น สมัยที่ณัฐยังไม่เกิด ผู้คนในหมู่บ้านมักจะบอกว่า พ่อและแม่ของณัฐมีชื่อเสียงและฐานะในตำบลละแวกที่อาศัยอยู่ ใคร ๆ ที่รู้จักต่างก็เรียกพ่อว่า"เถ้าแก่" แต่พอณัฐเกิด และแม่มาเสียชีวิตกะทันหัน พ่อเหมือนคนสิ้นหวัง ไม่มีกำลังใจต่อสู้และทำมาหากินอีกเลย ชีวิตจมปลักอยู่แต่กับความเศร้า อาจจะเป็นเพราะว่าพ่อรักแม่มาก ทรัพย์สินที่หามาได้ก็ต้องเลี้ยงดูณัฐและพี่ ๆ ทั้งหกคน ไหนจะต้องจ้างคนช่วยเลี้ยงณัฐและพี่ ๆ ด้วย กว่าณัฐและพี่ ๆ จะโตมาได้ ครอบครัวของเราเริ่มยากจนลงทุก ๆ วัน หมดสิ้นทุกอย่างกับความมั่งคงที่เคยมี แต่โชคดีที่พ่อเป็นคนที่รักษาทรัพย์สินเอาไว้บ้าง ถึงจะจนแค่ไหนท่านก็จะสะสมที่ดินและบ้านไว้ให้ลูก ๆ ณัฐบอกตรง ๆ ณัฐได้ฟังเรื่องราวของคุณปู่ของคุณ ทำให้ณัฐอดไม่ได้ที่จะคิดถึงคุณพ่อของณัฐ ท่านทั้งสองมีชีวิตคล้าย ๆ กันนะคะ"

"อยากรู้จังเลยว่า ถ้าปู่ของผมกับคุณพ่อของคุณทำธุรกิจด้วยกันคงจะดีนะครับ แต่ละคนมีความคิดที่ดีด้านการทำมาค้าขายทำธุรกิจ แต่แปลกรุ่นลูกหลานไม่มีใครสนใจเรื่องตรงนี้เลย"

"ค่ะ ณัฐก็คิดแบบนั้น เสียดายที่พวกเราต่างก็เกิดคนละประเทศ" ปณัฐดาตอบ ยิ้มนิด ๆ

"สมัยปี ค.ศ. 1925 คุณปู่ของผมเริ่มมีเงินเก็บเยอะ ท่านรู้สึกอิ่มตัวกับการทำธุรกิจกับผู้คนในละแวกทางตะวันออกของมลรัฐเท็กซัส คุณปู่ของผมเดินทางไปทิศตะวันตกของรัฐเท็กซัส ท่านกวาดซื้อที่ดินได้จากเจ้าของฟาร์มฝ้ายคนหนึ่ง ซึ่งก็ได้มาประมาณห้าพันเอเคอร์ ตอนนั้นที่ดินราคาไม่สูงเท่าไร ปู่ตั้งใจว่าจะให้คนเช่าทำฟาร์มฝ้ายจนท่านจะเสียชีวิต เก็บเงินรายได้ตรงนี้ไว้กินไว้ใช้ ก็คงจะมากพอ ไหนจะเงินฟาร์มวัวและเงินจากโรงไม้ที่ท่านมีอยู่แถว ๆ เมืองเบอร์ม่อนในมลรัฐเท็กซัสและในเมืองเลคชาร์ลมลรัฐหลุยส์เซียน่า แค่นี้ท่านก็อยู่ได้สบาย ๆ แต่คุณปู่ของผมไม่ชอบชีวิตสบาย ๆ ท่านไม่ชอบการแต่งตัวหรู ๆ พวกที่ชอบอวดร่ำอวดรวย ท่านชอบแต่งตัวธรรมดา ๆ เป็นคนที่สมถะมาก ๆ ในแต่วันท่านชอบเรื่องเข้าฟาร์มเดินทางหาซื้อที่ดินติดต่อกับคนอื่น ๆ มากที่สุด ถ้าอะไรที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทำมาค้าขาย ต้องยกให้ท่านเพียงคนเดียว ส่วนคุณย่าของผมก็เป็นคุณนายใช้เงินสบาย ๆ ครับ" รอยคีนส์บอกเล่าพลางยิ้มอย่างมีความสุข

"ท่านขยันจังเลยนะคะ"

"ครับ คุณปู่เป็นคนที่ขยันมาก ๆ คุณย่าของผมโชคดีมาก ๆ เลยที่แต่งงานกับคุณปู่ จะว่าไปแล้วคุณปู่เป็นผู้ชายที่ดูแลครอบครัวทุกอย่างไม่ให้ขาดเหลือแต่อย่างใด ปู่กับย่ามีลูกแค่สองคน นั่นก็คือพ่อของผมและน้าสาวเท่านั้น สมัยหนุ่ม ๆ พ่อของผมต้องทำงานในฟาร์มตลอด ใช้ชีวิตเหมือนหนุ่มคาวบอยทั่วไป ต้องคุมวัวออกหากิน ดูแลเรื่องทุกอย่างในฟาร์ม คุมลูกน้องหลายคน ไหนจะต้องเดินทางไปหลาย ๆ เมือง พ่อของผมไม่มีเวลาได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นมากนัก ชีวิตต้องทำงานอย่างที่ปู่ต้องการ ส่วนน้าสาวนั้นก็ใช้ชีวิตสบาย ๆ ปิดเทอมไม่ต้องทำอะไร เดินทางท่องเที่ยวกับย่าไปเรื่อย ๆ ซึ่งปู่ก็ไม่เคยว่าอะไร แต่ลูกผู้ชายนี่สิลำบากมาก ๆ ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดเลย" รอยคีนส์บอกเล่าไปเรื่อย ๆ

"แบบนี้คุณพ่อของคุณคงเหนื่อยน่าดูเลยนะคะ"

"ครับ คุณพ่อเหนื่อย บางครั้งก็แอบน้อยใจคุณปู่เหมือนกันที่บังคับให้ทำงานตลอด"

"สงสารท่านจังเลยค่ะ"

"พ่อผมแต่งงานกับภรรยาคนแรก พอสงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น คุณพ่อของผมเลยเข้าไปร่วมรบที่เกาะแห่งหนึ่งในเขตทะเลแปซิฟิก ภรรยาคนแรกสวมเข่าให้คุณพ่อ มีลูกกับชายอื่นในช่วงที่คุณพ่อไปรบอยู่ในสงครามสามปีเต็ม ๆ แต่ภรรยาของคุณพ่อไม่ยอมบอกว่าลูกในท้องเป็นลูกใคร ยืนยันแต่เป็นลูกคุณพ่อ ซึ่งคุณพ่อโกรธมาก ๆ แถมเธอยังไปบอกกับคุณย่าว่ามีลูกกับคุณพ่อ ในตอนแรกคุณย่าก็คิดว่าเป็นหลานแท้ ๆ รักเอ็นดูเสียอย่างนั้น พอความจริงถูกเปิดเผย คุณย่ากับคุณปู่เสียความรู้สึกมาก ๆ คุณพ่อก็หย่าขาดกับภรรยาคนแรก คิดดูนะที่รัก คุณพ่อผมไปรบที่สงครามสามปีเต็ม ๆ ไม่เคยกลับมาบ้านเลย จู่ ๆ ภรรยาก็มีลูก แล้วเด็กคนนี้เป็นลูกใครล่ะ ไม่มีใครบอกได้ คนที่รู้ก็คือภรรยาคุณพ่อเท่านั้น แต่เธอไม่ยอมตอบ เพราะเธอต้องการยัดเยียดความเป็นพ่อให้คุณพ่อของผม ด้วยความที่ปู่กับย่าห่วงชื่อเสียงวงศ์ตระกูล รู้ว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่หลานแท้ ๆ แต่เพราะไม่อยากให้ผู้คนนินทา จึงรับเด็กคนนี้เป็นน้องบุญธรรมของคุณพ่อผม โดยที่คุณพ่อของผมไม่รู้เลย ไม่มีใครบอกสักคำ ทุกอย่างเป็นความลับหลายสิบปี คุณพ่อของผมมารู้อีกทีก็ตอนที่คุณย่าเสียชีวิตแล้ว ตอนที่พินัยกรรมทุกอย่างถูกเปิดออกทั้งหมด" รอยคีนส์บอกเล่าไปเรื่อย ๆ สายตาก็มองเส้นทางไปด้วย

"น่าสงสารคุณพ่อคุณจังเลยนะคะ ท่านคงจะเสียใจเสียความรู้สึกมาก ๆเลย"

"ครับ เรื่องเหล่านี้ซับซ้อนมาก ๆ ครับ เป็นชีวิตที่เป็นยิ่งกว่างานเขียนของการ์เซีย มาร์เก็ตส์เสียอีก" รอยคีนส์ตอบติดตลกอมยิ้มไปด้วย

"แบบนี้ต้องถ่ายทอดเรื่องราวเป็นอักษรค่ะ ณัฐสนับสนุนคุณทุกอย่าง"

"ขอบคุณครับ ผมก็พยายามทำอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้จะทำได้ดีแค่ไหน" รอยคีนส์ยิ้มรับ

"แล้วคุณปู่ของคุณเป็นอะไรเสียชีวิตคะ"

"ท่านเป็นโรคหัวใจ ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต ท่านบอกคุณพ่อผมว่า 'I can't die now. I've just started making big money. I can't die.' (พ่อตายตอนนี้ไม่ได้ พ่อกำลังเริ่มต้นทำธุรกิจจะได้จับเงินก้อนใหญ่ พ่อตายไม่ได้) คุณรู้ไหมที่รัก คำพูดครั้งสุดท้ายของคุณปู่ทำให้ผมเศร้ามาก ๆ คุณปู่เป็นผู้ชายที่มีความสุขกับการทำงานและสร้างเงินทองให้กับครอบครัว แม้แต่วินาทีสุดท้ายที่ท่านกำลังจะสิ้นลมหายใจ ท่านยังไม่พร้อมที่จะไปเลย ท่านเป็นคนที่ขยันทำมาหากิน หาเงินเก่งมาก ๆ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เที่ยว เพราะสมัยเด็ก ๆ คุณปู่เกิดมาในครอบครัวยากจน ท่านรู้ว่าความจนมันลำบากแค่ไหน ท่านบอกแต่ว่า เหล้า บุหรี่และสิ่งมึนเมาเป็นตัวกัดกร่อนเวลาการทำมาหากินของท่าน" รอยคีนส์บอกเล่าอย่างเศร้า ๆ

ปณัฐดาเอื้อมไปจับมือคนรักเอาไว้ "บางครั้งเราก็รู้สึกว่า เวลามันสั้น ยิ่งเรารู้ว่าเวลาแห่งความสุขกำลังจะหมดไป เราก็อยากจะย้อนกลับไป เป็นเรื่องธรรมดาที่คุณปู่ของคุณเสียดายเวลาตรงนั้นที่ท่านไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อได้"

"ในตอนแรกที่มีการสำรวจน้ำมันดิบในเขตพื้นที่ตะวันตกของมลรัฐเท็กซัส คุณปู่ของผมก็ไม่ยอมให้สำรวจ เพราะกลัวว่าการขุดเจาะสำรวจหาน้ำมันดิบจะทำให้ต้นฝ้ายที่ท่านปลูกไว้ได้รับความเสียหาย ท่านปฏิเสธลูกเดียว"

"แล้วใครทำให้ท่านใจอ่อนยอมให้บริษัทขุดเจาะน้ำมันสำรวจหาน้ำมันดิบบนที่ดินของท่านคะ" ปณัฐดาถามอย่างสงสัย

"ก็คุณย่า คุณพ่อของผม และน้องสาวเป็นคนอ้อนวอน พอคุณปู่เห็นเพื่อนบ้านเจ้าของฟาร์มเหมือนกันให้บริษัทน้ำมันสำรวจพื้นที่ และค้นพบว่ามีน้ำมันดิบอยู่ คุณปู่เห็นค่าตอบแทนที่ได้รับสูง คุณปู่เลยยอมให้บริษัทน้ำมันสำรวจครับ"

"คุณปู่ออกมาคุมหรือเปล่าคะ"

"เปล่าครับ ช่วงนั้นคุณปู่ไม่สบายมาก ๆ เป็นช่วงระยะปีสุดท้ายที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัว คุณพ่อของผมกับคุณย่าเป็นคนที่ต้องติดต่อทำธุรกิจกับบริษัทบ่อน้ำมันโดยตรงครับ"

"คุณปู่กับคุณย่าของคุณโชคดีที่คุณพ่อของคุณดูแลตรงนี้"

"คุณพ่อของผมเรียนจบด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อในมลรัฐเท็กซัส ท่านอาศัยประสบการณ์ความรู้ตรงนี้ช่วยดูแลธุรกิจของคุณปู่"

"แบบนี้ดีมาก ๆ เลยค่ะ"

"ครับ พอบริษัทน้ำมันค้นพบน้ำมันดิบ ก็ขอสัมปทานเป็นสัดส่วน ซึ่งมีบริษัทน้ำมันสามแห่งที่แบ่งกันสัมปทาน บริษัทแรกที่สัมปทานนั้นเป็นบริษัทน้ำมันที่ใหญ่ติดอันดับหนึ่งในสามของโลก และอีกสองบริษัทที่สัมปทานขุดเจาะน้ำมันนั้น ก็เป็นบริษัทเล็กของคนในมลรัฐเท็กซัสครับ" รอยคีนส์บอกเล่าทุกอย่างให้ปณัฐดาได้ฟัง เพราะเธอไม่เคยรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนเลย

"ค่าสัมปทานเขาคิดกันยังไงคะ" ปณัฐดาถามอย่างสงสัย

"ในตอนนั้นคุณย่าของผมให้บริษัทสัมปทานโดยที่ไม่มีค่าเช่าใด ๆ แต่จะตอบแทนกันในส่วนรายได้จากน้ำมันดิบที่ขุดเจาะขึ้นมา นั่นก็คือครอบครัวของผมได้รับค่าตอบแทน 1 ใน 8 ของรายได้ทั้งหมด นั่นหมายถึงว่า หากบริษัทดูดน้ำมันขึ้นมาแปดแกนลอน ครอบครัวของผมก็จะได้รับรายได้หนึ่งแกนลอน ส่วนก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่บางส่วนนั้น ค่าตอบแทนจะน้อยกว่าน้ำมันมาก ๆครับ แต่ที่ดินของคุณปู่ทุกจุดในจำนวนนี้มีทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติครับ"

"แล้วครอบครัวของคุณต้องลงทุนอะไรหรือเปล่าคะ"

"ไม่เลยครับ ผมเองก็ชอบตรงนี้มาก ๆ ถึงจะได้ไม่เยอะ แต่เราก็รอรับเงินอย่างเดียว ไม่ต้องเสียค่าบำรุงใด ๆ เหมือนคนมีบ้านให้เช่า ไม่ต้องห่วงเรื่องอื่น ๆ เรารับรายได้ตรงนี้อย่างเดียว ในแต่ละเดือนบริษัทน้ำมันจะส่งเช็คมาให้ทุก ๆ เดือน จะมีก็แต่เสียค่าภาษีที่ดินให้กับรัฐเท็กซัสเท่านั้นครับ คิดดูสิตอนนี้ครอบครัวผมไม่ได้อยู่ที่รัฐเท็กซัส แต่เราก็เสียเงินให้รัฐเท็กซัสทุก ๆ ปี และรับรายได้จากรัฐนี้ทุก ๆ เดือน สำหรับผมแล้วเท็กซัสคือสายเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผมไม่น้อยไปกว่าหลุยส์เซียน่าครับ"

"ณัฐก็รู้สึกแบบนี้เช่นกันค่ะ รู้สึกว่าการแต่งงานกับคุณนั้น ณัฐไม่ได้สัมผัสแค่ชีวิตในหลุยส์เซียน่า แต่ณัฐได้สัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างจากฝ่ายคุณพ่อคุณจากรัฐเท็กซัสด้วย จะว่าไปแล้วคุณโชคดีจังเลยนะคะที่คุณปู่คุณย่าสร้างหลายอย่างไว้ให้"

"ครับ ผมเองก็รู้สึกอย่างนั้น ผมโชคดีที่ปู่กับย่ารวมทั้งคุณพ่อสร้างทุกอย่างไว้ให้ ผมโชคดีที่มีคุณเป็นภรรยา เป็นหลานสะใภ้ของคุณปู่กับคุณย่า ถ้าท่านทั้งสามยังมีชีวิตอยู่ คงจะถามผมหลายอย่างเกี่ยวกับคุณ ท่านคงจะอยากรู้ว่าทำไมผมแต่งงานกับผู้หญิงต่างชาติที่ไม่ใช่ผู้หญิงผิวขาว" รอยคีนส์ตอบ

"คุณปู่คุณย่าของคุณไม่ชอบคนต่างชาติเหรอคะ"

"เปล่าครับ แต่ท่านคงจะคิดว่า ผมกับคุณพ่อมีอะไรคล้าย ๆ กัน ชอบผู้หญิงที่มีความผสานที่ไม่ต้องเหมือนคนผิวขาวครับ"

ปณัฐดายิ้มอย่างมีความสุข "เพราะแบบนี้ใช่ไหมคะที่คุณต้องเดินทางไปอยู่เอเชีย เพื่อค้นหาผู้หญิงที่มีความแตกต่างจากหญิงสาวอเมริกัน"

รอยคีนส์พยักหน้าหงึก ๆ หันมายิ้มให้หญิงสาว "ครับ เพราะแบบนี้ผมจึงต้องเดินทางเพื่อค้นหาคุณ"

"ขอบคุณฟ้าดินที่ทำให้เราพบกัน ณัฐโชคดีที่เจอคุณ เพราะคุณเป็นผู้ชายที่ดีที่สุด ขอบคุณมากนะคะที่ไม่เคยรังเกียจทุกอย่างที่เป็นณัฐ"

"ผมรักทุกอย่างที่เป็นคุณ ไม่ว่าคุณเป็นใคร มีชีวิตอย่างไร ถ้าผมได้แต่งงานกับคุณแล้ว ผมก็จะรักคุณคนเดียวเท่านั้น"

"ณัฐก็เช่นกันค่ะ"

รอยคีนส์กับปณัฐดาพูดคุยหลายอย่างเกี่ยวกับความหลังของครอบครัว ชายหนุ่มขับรถมาจอดที่บริเวณกว้าง ซึ่งด้านหน้าเป็นออฟฟิศขนาดใหญ่ มีชื่อกำกับชัดเจนว่าเป็นบริษัทขุดเจาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ

"บริษัทนี้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันบนที่ดินของคุณปู่ของผม" รอยคีนส์เอ่ยขึ้น

"ดูเงียบ ๆ เหมือนไม่ค่อยมีคนเลยนะคะ"

"เป็นบริษัทเล็ก ๆ ในสาขาประจำเมืองนี้ สาขาใหญ่อยู่เมืองอื่นครับ"

"เราต้องเข้าไปทักทายเขาไหมคะ"

"แล้วแต่คุณครับ อยากเข้าไปไหม"

"สำหรับณัฐ แล้วแต่คุณค่ะ" ปณัฐดามอบให้คนรักเป็นคนตัดสินใจ

"งั้นเข้าไปทักทายเขานิดหนึ่งนะครับ แล้วเราค่อยขับรถไปดูที่ดินของคุณปู่ของผม จากนั้นเราค่อยขับรถกลับหลุยส์เซียน่ากัน"

"ก็ได้ค่ะ"

วันนั้นรอยคีนส์พาปณัฐดาเข้าไปในบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งเป็นออฟฟิศขนาดเล็ก หญิงวัยกลางคนผิวขาวซึ่งอายุก็ประมาณห้าสิบปลาย ๆ นั่งอยู่ด้านหน้าออฟฟิศ เมื่อทั้งสองเดินเข้าไป ผู้หญิงคนนี้ก็เอ่ยทักทายด้วยความเป็นมิตร รอยคีนศ์พูดคุยกับผู้หญิงคนนี้ไปพลาง ๆถามข่าวคราวเกี่ยวกับที่ดินของคุณปู่ไปด้วย หญิงวัยกลางคนบอกเล่าเกี่ยวกับน้ำมันที่ขุดเจาะอยู่ในตอนนี้ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องให้รอยคีนส์ได้รับฟัง ทางด้านปณัฐดาก็นั่งฟังทั้งสองสนทนากันอยู่เงียบ ๆ รอยคีนส์บอกหญิงวัยกลางคนว่า ผ่านมาทำธุระที่เมืองอมาริลโล พอเสร็จธุระจึงขับรถมาดูที่ดินของคุณปู่เท่านั้น ซึ่งหญิงวัยกลางคนเข้าใจเป็นอย่างดี เธอรู้จักชื่อของคุณปู่และคุณย่าของรอยคีนส์ และก็จำพ่อของรอยคีนส์ได้

"คุณพ่อของคุณเป็นยังไงบ้าง"

"คุณพ่อเสียชีวิตนานแล้ว คงเหลือแต่คุณแม่ครับ"

"คุณแม่ของคุณอยู่กับใคร"

"กับสามีใหม่"

หญิงวัยกลางคนได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย ใบหน้าของเธอเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ยินดีดีใจอะไรที่เห็นมารดาของรอยคีนส์แต่งงานใหม่ เพราะเธอคงจะเป็นคนหัวโบราณเหมือนคุณย่าของรอยคีนส์ ที่มีความเชื่อที่ว่า หากสามีเสียชีวิตก็จะไม่มีการแต่งงานใด ๆ เกิดขึ้นเด็ดขาด

"ฝากความคิดถึงจากฉันไปให้เธอด้วยนะ คิดว่ามิสซิสเมเบิ้ลคงจะจำฉันได้" หญิงวัยกลางคนตอบ

"ครับ"

หลังจากที่พูดคุยกันสักพัก รอยคีนส์กับปณัฐดาก็ขอตัวกลับ ทั้งสองขับรถมาจอดที่บริเวณลานกว้าง ซึ่งแต่ละจุดมีเครื่องจักรที่ใช้ขุดเจาะน้ำมันอย่างครบถ้วน เครื่องจักรแต่ละจุดทำงานโดยอัตโนมัติดั่งสิ่งมีชีวิต มีการโยกขึ้นโยกลงเหมือนกับปั๊มน้ำบ่อบาดาล รอยคีนส์ยืนเคียงข้างปณัฐดา เขาโอบกอดหญิงสาวไว้แน่น ๆ สายตาเพ่งมองไปยังพื้นที่ด้านหน้าที่กว้างไกล ลมเย็น ๆ พัดผ่านเข้ามาเป็นระยะ ๆ กลิ่นไอน้ำมันให้สัมผัสถึงจมูก ปณัฐดาไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้มาเห็นภาพและยืนอยู่ตรงนี้กับคนรัก แม้ว่ากลิ่นเหล่านี้จะไม่ได้หอมเหมือนดอกไม้ในสวน หากแต่กลิ่นนี้เป็นกลิ่นที่หล่อเลี้ยงชีวิตของรอยคีนส์และครอบครัวมาตลอด

"ทุกวันนี้มีบริษัทหลายแห่งส่งจดหมายมาขอซื้อที่ดินตรงนี้ แต่คุณพ่อของผมไม่ยอมขาย ต่อให้ราคาเป็นล้านหรือมากแค่ไหน ผมก็จะไม่ขายเด็ดขาด เพราะทรัพย์สินตรงนี้เป็นทรัพย์สินที่ปู่กับย่าเก็บไว้ให้พวกเรา เป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นเท็กซัสอยู่ในสายเลือดผม" รอยคีนส์บอก น้ำเสียงหนักแน่น แต่มีมนต์ขลัง

ปณัฐดาหันไปสบตาคนรักอย่างรู้ใจ เธอรู้ว่ารอยคีนส์รักปู่กับย่าและคุณพ่อเป็นอย่างมาก หญิงสาวสัมผัสได้จากเรื่องราวที่ได้ยินคนรักเล่าให้ฟังบ่อย ๆ

"ต่อให้ลำบากแค่ไหน ณัฐก็จะไม่ยอมให้คุณขายที่ดินตรงนี้ ณัฐจะช่วยคุณสร้างฐานะและดูแลทรัพย์สินของคุณไว้ให้ดีที่สุด"

"ขอบคุณครับ เราสองคนจะรักษามันไว้เพื่อลูกหลานของเรา"

"ค่ะ"

แสงแดดในช่วงสาย ๆ จัดว่าร้อนมาก โชคดีที่มีลมพัดผ่านทำให้อากาศเย็นลงบ้าง รอยคีนส์จูงมือปณัฐดาเดินลัดเลาะไปยังบริเวณทุ่งหญ้ากว้าง แม้ว่าบริเวณนี้ไม่มีการปลูกฝ้ายเหมือนหลายสิบปีก่อน แต่บริเวณนี้ก็ยังคงมีความสวยงามของธรรมชาติหลงเหลืออยู่บ้าง โดยที่ทางบริษัทขุดเจาะน้ำมันยังอนุรักษ์ธรรมชาติบนพื้นดินเอาไว้ทั้งหมด จะมีก็แต่เครื่องจักรเท่านั้นที่แทรกรวมอยู่กับธรรมชาติในบริเวณนี้ เพื่อดูดน้ำมันจากใต้ดินมาหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในโลกนี้


By Natthinee Khot-asa Jones Date 2010-04-19 06:43:07



[1]


Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones