ReadyPlanet.com
dot dot
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletFree Speech Open Mic 2014
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletAbout Our Life
bulletOur profesional work
bulletOur Books
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletเรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย (Thai-Cajun House)
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "ช่างไม่รู้เลย"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletFolktales
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletBook Reviews "First They Killed My Father by Loung Ung"
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Cameron University
Sam
Blacklawrencepress
Memoirjournal


คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article

สภาพบ้านเรือนที่จากมาเมื่อไม่กี่ปี ยังคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แม้จะมีเทคโนโลยี่สมัยใหม่เข้ามาในหมู่บ้าน แต่ชีวิตความยากไร้ของผู้คนบางครอบครัวก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ผู้คนบางครอบครัวยังคงหาเช้ากินค่ำกันเหมือนเดิม แม้วิถีชีวิตบ้านนาจะยากลำบากแค่ไหน แต่ผู้คนเหล่านี้ก็ล้วนแต่มีความสุขตามอัธภาพกับสิ่งที่ตนมีอยู่

การกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ ทำให้หนูอดที่จะคิดถึงเรื่องราวเก่า ๆ ไม่ได้ แม้บรรยากาศงานขึ้นบ้านใหม่ของพี่สาวจะดูครึกครื้นเต็มไปด้วยผู้คน แต่ความรู้สึกเหงาในส่วนลึกของจิตใจก็บังเกิดขึ้นกับตัวหนูได้ตลอด หนูพยายามช่วยพี่สาวดูแลแขกที่มาช่วยงานอย่างขยันขันแข็ง ช่วยจับนั่นจับนี่พอให้พี่สาวเบามือได้บ้าง แม้จะยุ่งมากมายแต่ใจก็มิอาจลืมเรื่องราวเก่า ๆ ไปได้เลย

ในวันนี้พี่ ๆ ทุกคนมาร่วมงานพร้อมหน้าพร้อมตากันหมด มีญาติสนิทมิตรสหายมาช่วยงานมากมาย หนูเฝ้ามองดูคนเฒ่าคนแก่ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่ออย่างเนื่องนิตย์ คนเหล่านี้อายุประมาณ 80 กว่าปีได้ บางคนดูแก่ชราลงไปมาก แต่บางคนยังดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปกว่าเมื่อยี่สิบปีก่อนเลย

ใบหน้าชายชราบางคน ทำให้หนูอดที่จะนึกถึงใบหน้าชายชราผู้ที่หนูคุ้นเคยคนหนึ่งไม่ได้ เพราะชายชราคนนี้คือชีวิตและดวงใจของหนู เก้าปีแล้วที่ชายชราคนนี้จากหนูไปอย่างไม่มีวันกลับมา ชายชราคนนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคนนี้คือพ่อผู้บังเกิดเกล้าผู้ให้ชีวิตกับหนูนี้เอง เวลาที่หนูเห็นเพื่อน ๆ ของพ่อมาช่วยงานขึ้นบ้านใหม่ของพี่สาว หนูก็อดที่จะจินตนาการภาพเก่า ๆ เกี่ยวกับพ่อไม่ได้เลย หนูคิดถึงใบหน้าและรอยยิ้มของพ่อเสมอ หนูคิดถึงสิ่งดี ๆ ต่าง ๆ ที่พ่อเคยทำเอาไว้ให้หนูและพี่ ๆ ทุกคนได้จดจำและกระทำตามเป็นแบบอย่างมาตลอด

นอกจากจะมีงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่ของพี่สาวในตอนเช้าแล้ว ก็ยังมีการกินเลี้ยงโต๊ะจีนพร้อมวงดนตรีในตอนค่ำด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เพราะเป็นความตั้งใจของหนูที่อยากจะทำก็คือ การซื้อเสื้อผ้าไปแจกคนแก่คนเฒ่าในหมู่บ้านด้วย การกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ทำให้หนูอยากทำบุญกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่การทำบุญที่ต้องเข้าวัดอย่างเดียวเหมือนที่ใคร ๆ เขานิยมทำกัน หนูเชื่อว่าการได้ให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นสิ่งควรค่าที่น่าจะทำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นในวันนี้นอกจากจะมีการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ของพี่สาวแล้ว ก็ยังมีการแจกเสื้อผ้าให้กับคนเฒ่าคนแก่ที่ยากไร้ในหมู่บ้านด้วย

ข่าวคราวการทำบุญแจกเสื้อผ้านั้นเป็นที่รู้ของทุกคน โดยเฉพาะผู้คนที่เข้ามาช่วยงานขึ้นบ้านใหม่ของพี่สาว เหล่าบรรดาผู้คนในหมู่บ้านที่มาช่วยงานในครั้งนี้ ก็ล้วนแต่ได้รับผ้าถุง เสื้อผ้า ผ้าขาวม้า ติดไม้ติดมือกลับบ้านกันแทบทุกคน หนูและครอบครัวล้วนแต่มีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นรอยยิ้มจากผู้ที่ได้รับสิ่งของเหล่านี้ นอกจากรอยยิ้มที่คนเหล่านี้มีให้กับหนูและครอบครัวแล้ว ผู้คนเหล่านี้ต่างก็ให้พรแก่หนูและครอบครัวแทบทุกครั้ง การกระทำของหนูและครอบครัวล้วนแต่ทำให้คนเหล่านี้อดที่จะนึกถึงพ่อกับแม่ของหนูไม่ได้ เพราะทุกคนในหมู่บ้านรู้ดีว่าพ่อกับแม่เป็นคนที่ใจบุญสุนทานมากที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้

วันนี้หลังจากที่หนูช่วยพี่สาวต้อนรับแขกที่มาช่วยงานเสร็จแล้ว หนูก็ไม่ลืมที่จะแวะไปช่วยเหล่าบรรดาแม่ครัวหั่นผักเพื่อจัดเตรียมเอาไว้ในการทำกับข้าวเลี้ยงฉลองงานในตอนเย็นด้วย ส่วนเหล่าบรรดาญาติพี่น้องทุกคนต่างก็มาช่วยงานกันอย่างกุลีกุจอ แต่ละคนไม่นิ่งดูดายช่วยกันทำงานคนละไม้คนละมือเพื่อให้งานในครั้งนี้ผ่านไปด้วยดี พอสักพักหนูก็ต้องหยุดหั่นผักเพราะพี่สาวมาเรียกหนูให้ไปนั่งคุยกับคนแก่ท่านหนึ่ง ซึ่งคนแก่ท่านนี้อยากพบเจอเห็นหน้าหนูมานานแสนนาน

“ตังค์ พ่อพี่ไรเขามาช่วยงานด้วยนะ เขาบอกว่าอยากเห็นตังค์ พอดีเขาได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า วันนี้ตังค์เอาเสื้อผ้ามาแจกคนเฒ่าคนแก่ด้วย พ่อพี่ไรและญาติมาทำบุญและก็มาขอรับของแจกด้วยนะ”

พี่ตองบอกให้ทราบถึงคนที่อยากพบเจอหนูเป็นพิเศษนั้นเป็นใคร

“พี่ตอง แล้วพ่อพี่ไรเขามากันกี่คนล่ะคะ?”

หนูถามพี่สาวทันทีเพราะอยากจะรู้ว่าคนที่อยากพบเจอหนูนั้นมีกันกี่คน เพราะจะได้เตรียมของแจกไว้ให้ครบทุกคน

“สามคนจ๊ะ ก็มียายแสน และก็ยายพรรณมาด้วยนะ ตังค์จำแกได้หรือเปล่าล่ะ?” พี่ตองบอกหนูถึงยายสองคนที่หนูเคยเห็นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งยายสองคนนี้ต่อให้ตายไปจากโลกนี้หนูก็คงไม่อาจลืมไปได้เลย

“จำได้สิ ทำไมจะจำไม่ได้...สมัยเด็กๆ ตังค์ชอบไปขอมะเฟืองที่บ้านแกตลอดค่ะ”

“งั้นก็รีบไปเถอะ แกนั่งรออยู่ในบ้านตรงห้องรับแขกนะ เดี๋ยวพี่จะขึ้นไปเอาของแจกมาให้นะตังค์จะได้มอบให้แกทั้งสามคนด้วยตัวเองเลย”

“ค่ะ งั้นตังค์ขอตัวก่อนนะคะ”

หลังจากที่พูดคุยกับพี่สาวเสร็จ หนูก็เดินเข้าไปภายในบ้านทันที ภาพชายชราสวมแว่นดำนั่งอยู่ตรงกลาง กับหญิงชราสองคนนั่งอยู่ข้าง ๆ หนูยังจดจำใบหน้าของพวกเขาเหล่านี้ได้ตลอด ตาใบ ยายแสน และยายพรรณหน้าตายังเหมือนเดิม แม้จะดูแก่ลงไปบ้างแต่รูปหน้ายังไม่เปลี่ยนไปมากนัก หนูรีบเดินมานั่งข้าง ๆ หญิงชายชราทั้งสามคนนี้พร้อมทั้งยกมือไหว้ไปด้วย

“สวัสดีค่ะตา สวัสดีค่ะยาย” หนูทักทายตากับยายตามมารยาท

“ไหว้พระเถอะแม่คุณ ยายไม่นึกไม่ฝันเลยว่าหนูจะโตเป็นสาวขนาดนี้”

ยายพรรณรับไหว้พลางขยับมานั่งติด ๆ กับหนู เธอเอามือมาลูบศรีษะหนูเบา ๆ ยายพรรณคนนี้ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก หนูเคยเห็นยายพรรณตอนเด็กๆ แบบไหน ยายพรรณในวันนี้ก็ยังคงแบบนั้น แม้ยายพรรณจะพิการเนื่องมาจากขาทั้งสองข้างเป็นโปลิโอ แต่ยายพรรณก็เป็นคนแก่ที่ใจดีมาก ๆ

“ยายสบายดีไหมคะ? นานมากแล้วที่หนูไม่เคยได้เห็นยายเลย” หนูพูดคุยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของยายพรรณไปด้วย

“ยายก็เรื่อย ๆ นะลูก คนแก่สามวันดีสี่วันไข้นะ วันนี้ยายได้ข่าวคราวจากชาวบ้านว่าหนูกลับมาเยี่ยมบ้าน....ยายก็เลยอยากมาเห็นหน้าหนูสักครั้ง”

พูดพลางยิ้มอย่างเป็นกันเอง และเอามือลูบผมหนูเบา ๆ

“หนูหน้าตายังเหมือนเดิมไหมจ๊ะยาย? ยายคงจะจำเด็กที่ปีนต้นมะเฟืองเก่ง ๆ ได้นะคะ?” หนูยังคงพูดคุยหยอกเล่นกับยายเหมือนตอนที่หนูยังเด็ก ๆ

“โอ๊ย! ยายไม่เคยลืมหรอกลูก เพราะหนูเหมือนเด็กคนอื่นเขาซะที่ไหน ยายเห็นหนูตั้งแต่ตัวแดง ๆ ตอนที่หนูเกิดได้แค่สองเดือน แล้วแม่หนูก็มาด่วนเสียชีวิตไปอย่างไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ยายไม่นึกไม่ฝันว่าหนูจะโตมาได้ขนาดนี้ ยายอดที่จะปลื้มและภูมิใจแทนพ่อหนูไม่ได้”

ยายพรรณพูดพลางเอามือมาจับตรงแก้มของหนูเบา ๆ น้ำตายายไหลรินออกมาอย่างไม่รู้ตัว เหมือนกับยายเก็บความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจมานานแสนนาน ส่วนยายแสนก็นั่งลูบหลังหนูเช่นกัน และก็พูดเสริมขึ้นมาทันที

“หนูหน้าตาไม่เหมือนแม่หนูเลยนะลูก หนูหน้าตาเหมือนพี่สาวคนที่เลี้ยงหนูมากกว่า...เหมือนกันยังกะแกะเลยนะ”

ยายแสนได้บอกหนูว่าใบหน้าของหนูเหมือนพี่สาวต่างมารดาของหนูมาก และพี่สาวคนนี้ก็เป็นคนที่ช่วยพ่อเลี้ยงดูหนูมาหลังจากที่แม่เสียชีวิตไป ซึ่งพี่สาวคนนี้ก็เป็นคนที่หนูเคยคิดว่าเป็นแม่ของตัวเองมาตลอด แต่พอไม่นานหนูก็ได้รู้ความจริงจากพ่อจนได้ หนูหันไปสบตายายพรรณอย่างนอบน้อม และก็ต้องตกใจเมื่อเห็นยายพรรณร้องไห้

“ทำไมยายต้องร้องไห้คะ? ยายมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ?”

พูดพลางเอื้อมมือไปจับมือยายพรรณ และก็บีบเบา ๆ เหมือนต้องการให้กำลังใจยายพรรณไปด้วย

“ยายคิดถึงพ่อของหนูนะลูก พ่อหนูดีกับยายและครอบครัวมาก ๆ เลย ถ้าไม่มีพ่อของหนูป่านนี้ตาใบคงตายไปแล้ว คงไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้หรอกนะ” ยายพรรณพูดพลางร้องไห้ไปด้วย

ส่วนตาใบนั้นก็พูดขึ้นมาบ้าง “ตาเป็นหนี้บุญคุณพ่อของหนูมากเลย...ที่ตามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ได้ก็เพราะพ่อของหนูแท้”

“ตาค่ะ ตาอย่าไปคิดเรื่องบุญคุณเลยนะคะ พ่อเป็นคนที่ใจดีและชอบช่วยชีวิตคนค่ะ เรื่องแค่นี้พ่อไม่คิดเป็นเรื่องบุญคุณหรอกนะคะ ตาทำใจให้สบายนะ อย่าไปคิดมาก”

วันนี้นอกจากหนูจะได้พบเจอคนเฒ่าคนแก่ที่เคยเห็นเมื่อตอนยังเด็ก ๆ แล้ว หนูก็ยังมานั่งช่วยปลอบโยนชายชราและหญิงชราสองคนนี้ที่รำลึกถึงความหลังเสียด้วย

“ตาไม่เคยลืมพ่อของหนูเลยนะ แม้ทุกวันนี้ตาก็ยังจดจำวันนั้นได้เสมอ”

“ตาค่ะ ตัวหนูเองก็ยังจำมันได้เหมือนกัน แม้ตอนนั้นหนูจะยังเด็กแต่หนูก็จดจำเหตุกาณ์ทุกอย่างได้หมดค่ะ”

แม้ภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นจะผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว แต่หนูก็ยังจำสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นได้เสมอ ในคืนวันนั้นหนูกับพ่อและพี่สาวเข้านอนกันแต่หัวค่ำ หลังจากที่พ่อพาหนูกับพี่สาวสวดมนต์เสร็จแล้ว พ่อก็ให้หนูกับพี่สาวเข้านอนเสียก่อน ตอนนั้นหนูมีอายุเพียงแปดขวบและยังคงนอนกับพ่อเหมือนเด็กทั่วไป ครอบครัวของหนูสูญเสียแม่ไปตั้งแต่หนูเกิดได้เพียงสองเดือน แม่เสียชีวิตด้วยโรคอหิวาตกโรคอย่างกะทันหัน

ดังนั้นพ่อจึงเป็นทั้งพ่อและแม่ในตัวที่คอยเลี้ยงดูหนูและพี่ ๆ เพียงคนเดียวเท่านั้น หนูและพี่สาวติดพ่อมากและมักจะนอนห้องนอนเดียวกับพ่อมาตลอด บางค่ำคืนพ่อมักจะเล่านิทานให้หนูและพี่สาวฟังเสมอ หนูชอบนิทานที่พ่อเล่าให้หนูฟังมาก เพราะมันล้วนแต่แฝงไปด้วยคติธรรมความดีต่าง ๆ ที่มนุษย์พึงจะปฏิบัติกัน

บ่อยครั้งที่หนูเผลอนอนหลับก่อนที่พ่อจะเล่านิทานจบ คืนไหนที่พ่อเหนื่อยเพราะพ่อมีเรื่องต้องคิดมาก พ่อก็มักจะจุดตะเกียงนั่งเคี้ยวหมากอยู่ตรงชานบ้านคนเดียว ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่หนูเห็นจนชินตา ในตอนนั้นที่หมู่บ้านของหนูยังไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้กันเลย ทุกๆ ครอบครัวยังคงดำเนินชีวิตแบบพึ่งพาธรรมชาติให้มากที่สุด ธรรมชาติหลายๆ อย่างหนูเคยเห็นมาตลอด แต่มีธรรมชาติหนึ่งอย่างที่ไม่เหมือนสิ่งใดๆ และหนูก็เห็นมันมากับตาพร้อมทั้งได้สัมผัสด้วยตัวเอง

ไสยศาสตร์ คือ พลังอันเร้นลับที่เกิดมาจากศาสตร์ของมนุษย์ หรือที่แถวบ้านหนูเรียกว่า คุณไสย์ พ่อมักจะเล่าให้หนูฟังว่า คุณไสย์มีทั้งหมดสองแบบ อย่างแรกก็คือคุณไสย์ไว้ทำลาย ส่วนแบบที่สองก็คือคุณไสย์ไว้ป้องกันรักษา คนที่เรียนวิชาคุณไสย์นั้นมักจะเรียนแบบแรกกันมากที่สุด แต่แปลกพ่อนั้นเรียนมาทั้งสองแบบ แต่พ่อจะใช้แบบป้องกันรักษาไว้ช่วยชีวิตคนเพียงอย่างเดียว

พ่อบอกหนูว่า พ่อไม่เคยใช้คุณไสย์ในการทำลายหรือฆ่าคน พ่อเรียนวิชาเหล่านี้มาเพียงเพื่อศึกษาเอาไว้เท่านั้น แต่สิ่งที่พ่อต้องใช้บ่อยครั้งก็คือการรักษาผู้คนที่ถูกคุณไสย์หรือของสั่งเท่านั้น บ่อยครั้งที่พ่อมักจะต้องไปช่วยชีวิตและรักษาคนที่ถูกคุณไสย์นั้น พ่อก็มักจะกลายเป็นที่เกลียดชังของคนที่ทำคุณไสย์เสมอ

ในตำบลและหมู่บ้านที่หนูอยู่มีหมอที่รักษาคุณไสย์เพียงแค่สองคนเท่านั้น นอกจากพ่อแล้วก็ยังมีตาเสริมซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพ่อที่พอจะมีวิชานี้หลงเหลืออยู่บ้าง ในบางครั้งที่มีคนที่ถูกคุณไสย์แบบแรง ๆ นั้น พ่อกับตาเสริมก็ต้องไปช่วยกันปัดเป่ารักษาคนเหล่านี้ให้รอดชีวิตมาจนได้

นอกจากนั้นคนที่ทำคุณไสย์เพื่อพยายามฆ่าชีวิตคนอื่น ไม่ว่าจะฆ่าเพื่อความสนุก ความเกลียดชัง การลองของ หรือการรับจ้างฆ่า พวกคนเหล่านี้มักจะเกลียดชังคนที่รู้วิธีการรักษาและแก้คุณไสย์มาก ดังนั้นหนูและพี่ ๆ มักจะถูกพ่อสอนให้ระมัดระวังตัวเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในแต่ละวันเสมอ การจะทำการแต่ละอย่างพ่อจึงจำเป็นต้องมีวิชาหลาย ๆ อย่างเพื่อปกปักษ์รักษาครอบครัว ให้อยู่เย็นเป็นสุขให้มากที่สุด

ในคืนนั้นพ่อบอกหนูว่าเป็นคืนค้างแรมอาจจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ซึ่งพ่อก็มักจะมีลางสังหรณ์ในใจที่เม่นยำเสมอ วันไหนที่พ่อมีความรู้สึกว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น พ่อก็มักจะอยู่ติดกับบ้านอย่างเดียวและจะไม่ออกไปนอกบ้านเลย หลังจากที่หนูและพี่สาวนอนหลับกันไปแล้ว พ่อก็เข้านอนข้าง ๆ หนู พ่อยังคงคอยห่มผ้าห่มให้หนูและพี่สาวเหมือนเดิม หนูไม่รู้ว่าหนูหลับไปนานแค่ไหน แต่จู่ ๆ หนูกับพ่อก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงคนมาเคาะประตูบ้าน

โป๊ก....โป๊ก...โป๊ก ๆๆๆๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นเรื่อย ๆ

“ลุงสุม.....ลุงสุม....เปิดประตูให้ฉันด้วยเถิด” เสียงเรียกจากคนเคาะประตูดังมาแว่ว ๆ

พ่อยังคงนิ่งเงียบเอียงหูฟังเจ้าของเสียงนิดหนึ่ง พอสักพักเสียงผู้หญิงคนนี้กับเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง โป๊ก ๆๆๆๆๆๆ เสียงเคาะประตูยังดังมาเรื่อย ๆ เหมือนคนที่มาเรียกพ่อในคืนนี้กำลังมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจเป็นอย่างมาก

“ลุงสุม! ช่วยเปิดประตูให้ฉันด้วยเถิด”

เสียงผู้หญิงคนนี้ยังคงเรียกพ่อเหมือนเดิม พ่อนั้นไม่รอช้าเพราะคงจะจำเจ้าของเสียงได้บ้าง จากนั้นพ่อก็เดินออกไปที่ประตูด้านหลังตรงห้องครัว ส่วนหนูก็ลุกขึ้นมานั่งรอพ่ออยู่ตรงห้องโถงใหญ่ด้วย

“เอ็งเป็นใครว่ะ? มาเคาะประตูบ้านข้าดึกดื่นป่านนี้ มีอะไรหรือเปล่า?” พ่อตระโกนถามคนที่มาเคาะประตูด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขามยิ่งนัก

“ลุงสุม ฉันอุไร ลูกสาวตาใบบ้านอยู่ฝั่งห้วย พ่อของฉันกำลังไม่สบายมาก ฉันจึงมาหาลุงเพื่อที่จะขอให้ลุงไปช่วยดูพ่อของฉันให้หน่อย” สิ้นเสียงผู้หญิงคนนี้พ่อก็เปิดประตูให้ทันที

ทันทีที่พ่อเปิดประตูออกไป ภาพพี่อุไรและสามีนั่งลงยกมือไหว้พ่อ พร้อมทั้งขันดอกไม้ธูปเทียนชุดหนึ่งที่เอามาให้พ่อด้วย

“ลุงสุม พ่อฉันไม่สบายมาก ๆ เลย เป็นอะไรก็ไม่รู้ ให้กินยาก็ไม่หาย ท้องแข็งมากเลย หายใจระรวนเหมือนจะตายให้ได้ ลิ้นไก่ก็แข็งทื่อเลย กรามก็แข็งขึ้นเรื่อย ๆ ฉันว่าพ่อของฉันต้องโดนยาสั่งเขาแน่นอน ดังนั้นฉันและสามีเลยมาขอให้ลุงไปช่วยดูพ่อให้ด้วยเถิด” พี่อุไรอธิบายเกี่ยวกับอาการของตาใบให้พ่อได้ฟัง

“พ่อเอ็งไปกินอะไรมาผิดหรือเปล่า?” พ่อไม่ลืมที่ซักไซ้ถึงที่มาที่ไปเกี่ยวกับอาการของตาใบด้วย

“จ๊ะ เมื่อตอนเย็นพ่อของฉันไปกินเลี้ยงงานแต่งงานที่หมู่บ้านฝั่งโน้นลุง แต่พอกลับมาถึงบ้านอาการก็เริ่มเลย นี่ก็ผ่านไปหกชั่วโมงแล้วไม่ดีขึ้นสักนิด ฉันก็หายาหมอให้กินก็ไม่หาย หายาสมุนไพรมาต้มให้กินก็ไม่หาย พวกฉันคิดว่าพ่อคงโดนยาสั่งแน่นอน แม่ถึงรีบบอกให้ฉันมาตามลุงให้ไปช่วยดูพ่อให้เร็วที่สุด”

“พ่อเอ็งอาจจะโดนยาสั่งเขาก็ได้ รอแป๊บหนึ่งนะ ข้าขอเก็บข้าวของใส่กระเป๋าแป๊บหนึ่ง” พ่อพูดกับพี่อุไรเสร็จก็พลางหันมาพูดกับหนู

“ตังค์ไปช่วยหยิบกระเป๋าย่ามให้พ่อหน่อยสิลูก อย่าลืมหยิบเอาก้อนสารส้มเขียวใส่กระเป๋าให้พ่อด้วยนะ แล้วก็เอาของที่พ่อห่อกับผ้าขาวบนหิ้งครูด้วยนะลูก....เอาใส่กระเป๋าให้หมด.....เดี๋ยวพ่อขอเปลี่ยนเสื้อก่อน” พูดเสร็จพ่อก็รับเอาขันดอกไม้ธูปเทียนจากพี่อุไรแล้วก็เดินเข้าไปในห้องโถงถัดไปซึ่งเป็นห้องพระ

“ค่ะพ่อ”

หนูรับปากทำตามคำสั่งของพ่อทันที แม้หนูจะเป็นเด็กแต่หนูก็เสมือนเป็นมือขวาคนสำคัญให้กับพ่อเสมอ เวลาที่พ่อมีเรื่องต้องไปช่วยชีวิตคนที่ถูกคุณไสย์และยาสั่งนั้น หนูมักจะติดตามพ่อไปด้วยตลอด หนูเองก็ไม่เข้าใจทำไมหนูถึงชอบติดตามพ่อไปทุกฝีก้าว ทั้งที่พวกพี่ ๆ ของหนูมักจะนอนอยู่บ้านไม่เคยสนใจเรื่องแบบนี้เอาเสียเลย แต่หนูกลับชอบที่จะไปช่วยชีวิตคนกับพ่อดั่งตัวเองเป็นฮีโร่ไม่มีผิด โดยที่หนูไม่รู้จักอยากหลับอยากนอนตามประสาเด็กในวัยนี้เลยสักนิด
จากนั้นหนูก็ได้จัดเตรียมของทุกอย่างตามที่พ่อสั่งใส่ย่ามให้กับพ่อ และก็มานั่งรอพ่ออยู่ที่เดิม หนูสังเกตเห็นใบหน้าของพี่อุไรและสามีดูเศร้าหมองผิดปกติ พี่อุไรและสามีคงจะเป็นกังวลกับพ่อของเธอเอามาก ๆ

หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จพ่อก็เข้าไปไหว้พระที่ห้องพระอีกรอบ และก็คงสวดมนต์นิดหน่อยตามประสาคนโบราณที่มักจะถือเรื่องการเดินทางในยามดึกดื่นเป็นกิจสำคัญ จากนั้นพ่อก็เดินมาหาหนูกับพี่อุไรและสามี พ่อไม่ลืมที่แวะมาถามหนูอีกครั้ง

“ของที่พ่อสั่งทั้งหมดเอาใส่ในย่ามครบหรือเปล่าลูก?” เสียงอ่อนโยนที่ดูเคร่งขรึมทำให้หนูรีบพยักหน้าทันที

“ครบทุกอย่างคะพ่อ” หนูตอบรับพ่อพร้อมทั้งยื่นกระเป๋าย่ามใบนั้นให้กับพ่อทันที

“ตังค์จะไปกับพ่อหรือจะนอนอยู่กับพี่สาวที่บ้าน?” พ่อไม่ลืมที่จะถามความสมัครใจของหนูตามเคย

“ตังค์ขอไปกับพ่อนะคะ” พูดพลางเดินมาเกาะแขนพ่อเหมือนเป็นการออดอ้อนผู้เป็นพ่อไปด้วย

“ไปก็ไปลูก แล้วอย่าไปนั่งหลับเสียล่ะ” พ่ออนุญาตให้หนูไปด้วยแต่ก็ไม่ลืมที่จะทักท้วงหนูตามประสาผู้เป็นพ่อ

“สัญญาค่ะ ตังค์จะไม่หลับเด็ดขาด”

แม้หนูจะเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ แต่หนูก็ได้รับการสอนสั่งให้มีความอดทนไม่ต่างกับเด็กผู้ชายทั่วไปเลย พ่อสอนให้หนูเป็นทั้งผู้หญิงและผู้ชายในตัวเสมอ

หลังจากที่พ่อพูดคุยกับหนูเสร็จ พ่อก็จัดการล็อกประตูบ้านให้เรียบร้อย จากนั้นพี่อุไรและสามีก็เปิดไฟฉายเดินนำทางหนูกับพ่อฝ่าความมืดไปอย่างรีบเร่ง ระยะทางจากบ้านหนูไปบ้านพี่อุไรนั้นประมาณหนึ่งกิโลเมตรได้ และก็ต้องเดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำห้วยไปด้วย พ่อเดินจูงมือหนูมาตลอดทางเหมือนกับท่านกลัวว่าอันตรายอาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหนูเชื่อมั่นเสมอว่าพ่อสามารถปกป้องหนูได้แน่นอน

บรรยากาศตามทางที่เดินไปบ้านพี่อุไรนั้นดูน่ากลัวยิ่งนัก ความมืดกับเสียงร้องของเรไรและเสียงจิ้งหรีดดังก้องไปตลอดทางที่พวกเราเดินผ่าน พ่อสั่งห้ามหนูไม่ให้หันหน้าไปมองซ้ายมองขวาและหันไปมองด้านหลังเด็ดขาด พ่อบอกให้หนูมองทางด้านหน้าเพียงอย่างเดียว หนูเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงบอกให้หนูทำแบบนั้นด้วย แต่เพราะความที่หนูเป็นเด็กที่เชื่อฟังพ่อเป็นอย่างดี หนูจึงไม่เคยทำอะไรที่ผิดจากคำสั่งของพ่อเลย แม้ในใจจะอยากรู้หลายอย่างแต่หนูก็ยังคงไม่กล้าทำให้พ่อผิดหวัง

พอพวกเราเดินมาถึงบ้านตาใบ หนูมองเห็นผู้คนมากมายนั่งอยู่ในบ้านของตาใบ เหล่าคนแก่คนเฒ่าบางคนนั่งเคี้ยวหมากและสนทนาเกี่ยวกับอาการของตาใบไปด้วย พวกบรรดาญาติพี่น้องตาใบและยายแสนรีบเดินมายกมือไหว้พ่อหนูทันที

“พี่สุม ช่วยสามีฉันด้วยเถิด ถ้าพี่ไม่ช่วย สามีฉันต้องตายแน่นอน”

ยายแสนรีบขอร้องอ้อนวอนพ่อให้รีบช่วยชีวิตสามีของเธอไว้ด้วย ส่วนญาติพี่น้องและลูกหลานของตาใบต่างก็พูดเสียงเดียงกัน

“พี่สุม ช่วยพี่ชายผมด้วยเถิด พี่จะให้ผมทำอะไรให้ผมก็ยอมทั้งนั้น ขอได้โปรดช่วยชีวิตพี่ชายผมด้วยเถิด” ตาไผ่น้องชายของตาใบยกมือไหว้พ่อพร้อมขอร้องเป็นเสียงเดียวกัน

พ่อไม่รอช้า เพราะทุกอย่างเป็นไปตามแบบที่พ่อเคยทำมาตลอด

“ข้าก็ตั้งใจจะมาช่วยอยู่แล้ว...แต่ตามธรรมเนียมวิชาที่ข้าเรียนมาก็ต้องมีการตั้งครูด้วย ส่วนค่าตั้งครูนั้นก็แล้วแต่จิตศรัทธาของพวกเอ็ง”

พ่อบอกเกี่ยวกับค่าตั้งครูในการรักษาให้กับเหล่าบรรดาญาติพี่น้องของตาใบได้ทราบทั่วกัน เพราะคนที่ร่ำเรียนวิชาแต่ละคนล้วนแต่มีการตั้งครูกันทั้งนั้น พอรักษาคนนั้นหายแล้ว สัญญาที่ได้บอกกล่าวเอาไว้ก็ต้องมีการไปสมาครูตามหลังด้วย

ยายแสนรีบปรึกษาลูกหลานกันทุกคนอย่างรีบเร่ง จากนั้นก็ให้ตาไผ่ได้บอกค่าตั้งครูกับพ่อไป

“พี่สุม ผมและญาติพี่น้องขอตั้งครู 500 บาท พร้อมทั้งข้าวปลาอาหาร ข้าวต้มมัด ดอกไม้ธูปเทียนให้พี่ชุดหนึ่ง ขอแค่พี่ช่วยรักษาพี่ชายของผมให้หาย พวกผมจะรีบไปสมาครูให้ภายใน 7 วันนี้แน่นอน” ตาไผ่รีบยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับการตั้งครูให้พ่อทันที

“ข้าขอรับทราบเกี่ยวกับการตั้งครูของพวกเอ็ง ในเมื่อพวกเอ็งเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวข้าแล้ว ข้าคนนี้ก็จะขอรักษาตาใบด้วยสุดฝีมือของข้า” พูดเสร็จพ่อก็รีบกระซิบตาไผ่ทันที

หนูรู้ว่าพ่อพูดกับตาไผ่เกี่ยวกับเรื่องอะไร วิธีการรักษาคนที่ถูกยาสั่งนั้น พ่อจะขอให้คนไข้อยู่ในห้องนอนโดยที่ไม่ต้องมีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องภายในห้องเด็ดขาด พ่อต้องการให้ลูกหลานตาใบเท่านั้นที่เข้ามาช่วยเหลือในห้องได้ จากนั้นก็พ่อก็จัดการสั่งตาไผ่ให้ไปหาสิ่งของที่จัดเตรียมในการรักษาคนที่ถูกยาสั่ง

“ไอ้ไผ่ ข้าอยากให้เอ็งไปช่วยหา มะนาวที่มีน้ำเยอะ ๆ มาหลาย ๆ ลูก น้ำนมแม่ลูกอ่อนมาสักครึ่งแก้วเล็ก ๆ น้ำผึ้งเดือนห้ามาสักครึ่งแก้ว ไข่ไก่สด ๆ สามสี่ฟอง…เอ็งต้องรีบหามาให้เร็วที่สุดนะ...เพราะอาการของพี่ชายเอ็งท่าจะทรุดหนักแล้ว....ต้องรีบรักษาก่อนพระอาทิตย์ขึ้น”

พ่อจัดการสั่งตาไผ่ให้ไปหาสิ่งของเหล่านี้มาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะหามาได้

หลังจากนั้นพ่อก็สั่งให้พี่อุไรไปหาน้ำเปล่ามาให้หนึ่งขันเงินใหญ่ พร้อมทั้งหินลับมีดมาให้พ่อด้วย ส่วนหนูก็นั่งอยู่ข้าง ๆ พ่อเสมอ ภายในบนบ้านของตาใบมีเพียงห้องนอนหนึ่งห้องเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็ปล่อยโล่ง ญาติพี่น้องของตาใบก็มานั่งดูร่างหลับไหลของตาใบอยู่ห่าง ๆ ส่วนคนที่ไม่ใช่ญาติสนิทนั้นก็ถูกกำชับให้นั่งอยู่ชั้นล่างเท่านั้น

พอพี่อุไรหาของที่พ่อต้องการได้ครบหมดแล้ว เธอก็รีบเอามาให้พ่อทันที พ่อจัดการรับของทั้งหมดอย่างรีบเร่งและก็ไม่รอช้าที่จะรีบจัดการเตรียมข้าวของให้พร้อมที่จะทำการผสมยาเพื่อรักษาตาใบให้เร็วที่สุด

สามสิบนาทีผ่านไปตาไผ่ก็กลับมาพร้อมทั้งสิ่งของที่พ่อต้องการทั้งหมด พ่อได้นำสารส้มเขียวถูกับหินลับมีดผสมกับน้ำนิด ๆ เพื่อให้ส่วนของสารส้มผสมกับน้ำให้ได้ครึ่งแก้ว จากนั้นพ่อก็ควักเอารากสมุนไพรที่พ่อจัดเตรียมเอาไว้ในย่ามมาถูผสมกับน้ำตามเคย พอได้ทุกอย่างครบตามสัดส่วนที่พ่อต้องการแล้ว พ่อก็ได้เอาน้ำนมแม่ลูกอ่อน น้ำผึ้งเดือนห้า และก็น้ำมะนาวสด ๆ ไข่ไก่สดสองฟองตอกเข้ากัน แล้วก็ผสมกับสมุนไพรที่พ่อได้เตรียมเอาไว้ให้เข้ากัน จากนั้นก็คนให้ทุกอย่างให้เข้ากันจนได้ที่

เมื่อได้ยาที่ต้องการแล้ว พ่อก็ขอให้ทุกคนอยู่ในความสงบ เพราะพ่อต้องการสมาธิในการร่ายมนต์คาถา พอทุกคนเงียบกันหมดพ่อก็จัดการร่ายมนต์เป็นภาษาเขมรในใจพึมพำอยู่คนเดียว ไม่มีใครรู้ว่าพ่อร่ายมนต์อะไร แม้แต่ตัวหนูเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มนต์ของพ่อที่หนูจำได้ก็มีแต่มนต์ที่พ่อสวดก่อนนอนทุกคืนเท่านั้น มนต์ที่พ่อกำลังสวดอยู่นี้ไม่รู้ว่าใช่มนต์อันเดียวกันหรือเปล่า หนูนั่งเงียบ ๆ มองดูสภาพของตาใบด้วยความสงสาร

ร่างกายของตาใบนอนหายใจแผ่ว ๆ เหมือนคนกำลังจะตาย ญาติพี่น้องพากันเอาช้อนใส่ปากตาใบเอาไว้ เพื่อป้องกันกรามของตาใบแข็งจนไม่สามารถอ้าปากได้ ที่สำคัญก็ป้องกันไม่ให้ตาใบกัดลิ้นของตัวเองด้วย ใบหน้าของตาใบไม่ต่างกับสภาพคนป่วยที่นอนรอการรักษาอย่างด่วนที่สุด ตาของตาใบนั้นหลับสนิท ส่วนหูนั้นก็ไม่ได้ยินไม่รับรู้เรื่องใด ๆ จากคนอื่น ๆทั้งสิ้น ร่างของตาใบที่หนูเห็นในวันนั้นไม่ต่างกับคนที่ถูกวางยาสลบเลย

หลังจากที่พ่อร่ายมนต์เสร็จแล้ว พ่อก็บอกให้ตาไผ่ช่วยพยุงร่างของตาใบให้ลุกนั่ง พ่อจัดการเอาช้อนคนยาให้เข้ากันอีกครั้ง จากนั้นก็ให้ญาติตาใบช่วยกันจับปากตาใบให้อ้ากว้าง ๆ ส่วนพ่อก็รีบใช้ช้อนค่อย ๆ บรรจงตักยาเข้าปากให้ตาใบทีละช้อนจนหมดยาไปครึ่งขันน้ำใหญ่ และก็ปล่อยให้ตาใบนอนพักประมาณ 5 นาที

หนูมองเห็นพ่อทุ่มเทแรงใจให้กับการรักษาตาใบเป็นอย่างมาก บรรยากาศที่ร้อนอบอ้าวไปกับแสงตะเกียงทำให้พ่อเหงื่อแตกตลอด พ่อนั่งมองดูตาใบอย่างใจจดใจจ่อ พ่อคงต้องการดูว่าปฏิกิริยาของยาที่พ่อให้ตาใบกินไปนั้นได้ผลหรือเปล่า สำหรับหนูนั้นก็ให้ความสนใจไม่น้อยไปกว่าพ่อ ยายพรรณน้องสาวของตาใบก็นั่งจับมือตาใบไปพลาง ๆ พอเธอเริ่มรู้สึกว่ากล้ามเนื้อของตาใบเริ่มคลายออกมาบ้าง เธอรีบบอกพ่อทันที

“พี่สุม...นิ้วมือของพี่ใบเริ่มคลายออกมาบ้างแล้ว...ฉันว่ายานี้ใช้ถูกแน่นอน”

“ไหนขอข้าดูหน่อยสิ”

พ่อพูดพลางเอื้อมมือไปจับข้อแขนตาใบตรงจุดชีพจรด้วย และก็สังเกตดูร่างกายของตาใบไปพลาง ๆ พอพ่อเห็นว่าร่างกายของตาใบตอบรับยาที่พ่อผสมให้กินนั้น พ่อก็รีบสั่งยายพรรณช่วยจับปากตาใบให้อ้าขึ้นอีกรอบ ส่วนพ่อนั้นก็รีบเอาช้อนตักยากรอกใส่ปากตาใบอย่างช้า ๆ เพื่อไม่ให้ตาใบสำลักยาด้วย

ร่างกายของตาใบตอบสนองยาของพ่อมากขึ้น หนูสังเกตเห็นตาใบเริ่มกลืนยาที่พ่อกำลังป้อนอยู่ จนพ่อป้อนยาให้ตาใบประมาณ 10 ช้อนได้ เสร็จจากนั้นก็สั่งให้ตาไผ่ปล่อยให้ตาใบนอนพักอีกประมาณ 10 นาที เพื่อที่จะสังเกตดูอาการต่อไป หากตาใบดีขึ้นเรื่อย ๆ นั่นก็หมายถึงต้องป้อนยาให้ตาใบกินให้หมดขันเลย

เวลาแห่งความวุ่นวายนั้นผ่านไปรวดเร็วมาก เสียงไก่ขันในแต่ละบ้านบอกเวลาของเช้าวันใหม่ดังขึ้นเรื่อย ๆ หนูนั้นก็เริ่มรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่กล้านอนเพราะเกรงว่าจะทำให้พ่อไม่พอใจ หนูได้แต่พยายามนั่งลืมตามองดูผู้ใหญ่ช่วยเหลือเยียวยารักษาตาใบไปเรื่อย ๆ สามสิบนาทีผ่านไปร่างกายตาใบเริ่มขยับเขยื้อนได้บ้าง พ่อก็รีบสั่งให้พี่อุไรป้อนยาให้ตาใบอีกรอบ โดยที่มีพ่อนั่งอยู่ข้าง ๆ คอยช่วยเหลือพี่อุไรไปด้วย ส่วนตาไผ่นั้นก็ให้สามีพี่อุไรมาผัดเปลี่ยนการพยุงร่างกายของตาใบด้วย

พอพี่อุไรป้อนยาเสร็จไปชุดหนึ่ง พ่อก็สั่งให้สามีพี่อุไรวางร่างของตาใบนอนลงข้าง ๆ พ่อ ส่วนยายแสนนั้นก็หาหมากหาพลูมาให้พ่อกินด้วย สำหรับยายพรรณและครอบครัวก็หาน้ำหาท่ามาให้พ่อดื่มด้วย เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์เริ่มคลี่คลายพ่อก็ขอพักเหนื่อยด้วยการนั่งเคี้ยวหมากไปพลาง ๆ

จนพ่อเห็นว่าอาการตาใบเริ่มดีขึ้น พ่อก็จัดการส่วนมนต์ร่ายคาถาใส่ตัวตาใบอีกครั้ง โดยในการสวดมนต์ครั้งนี้พ่อจะทำการเป่ามนต์ใส่ร่างของตาใบด้วย ทุกครั้งที่พ่อพ่นมนต์ออกมานั้นเศษน้ำหมากกระเด็นออกมาใส่ตัวตาใบอย่างเห็นได้ชัด ร่างของตาใบเริ่มแสดงปฏิกิริยามากขึ้น คราวนี้ตาใบลืมตาได้แล้ว แต่ก็ยังพูดอ้ำอึ้งอยู่ตลอด

พ่อเห็นอาการของตาใบดีขึ้นก็รีบบอกให้พี่อุไรป้อนยาตาใบทุก ๆ สามสิบนาที และก็กำชับให้พี่อุไรให้ตาใบกินยาในขันเงินนี้ให้หมด เพราะจะได้ทำให้พิษและมนต์ยาสั่งที่อยู่ในตัวของตาใบหมดไป พี่อุไรทำตามที่พ่อบอกเสมอ ทุก ๆ สามสิบนาทีหนูเห็นพี่อุไรตั้งใจป้อนยาให้ตาใบตลอด เหมือนเธอต้องการให้ผู้เป็นพ่อหายจากสิ่งนี้ให้เร็วที่สุด

ส่วนพ่อนั้นก็ดูหายห่วงตาใบมากขึ้น พ่อลุกขึ้นมานั่งกินหมากกับยายพรรณไปพลาง ๆ ส่วนหนูก็ไม่รอช้าที่จะขยับไปนอนหนุนตักพ่อช่วงที่พ่อนั่งกินหมากอยู่นั้น หนูพยายามที่จะไม่หลับเพราะไม่อยากผิดสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ แต่เพราะความที่หนูยังเป็นเด็กทำให้หนูเผลอหลับไปจนได้ หนูไม่รู้ว่าหนูหลับไปนานแค่ไหน มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่พ่อปลุกให้ตื่น

“ตังค์ตื่นเถอะลูกได้เวลากลับบ้านกันแล้ว” เสียงปลุกของพ่อทำให้หนูรีบตื่นขึ้นมาทันที

“เช้าแล้วเหรอคะพ่อ?” หนูเอามือขยี้ตาตามประสาเด็กด้วยความงัวเงีย และก็ไม่ลืมที่จะถามผู้เป็นพ่อ

“สว่างแล้วลูก พ่อว่าเรากลับบ้านได้แล้ว”

หนูมองดูสภาพผู้คนภายในบ้านตาใบไปทั่ว เห็นทุกคนต่างก็เริ่มแยกย้ายกันกลับบ้านไป ที่สำคัญหนูเห็นตาใบนั่งพิงหมอนพูดคุยกับญาติพี่น้องเหมือนคนที่เพิ่งจะหายป่วย ตาใบดูมีชีวิตชีวามากกว่าที่หนูเห็นเมื่อคืนนี้ หนูดีใจที่พ่อได้มาช่วยรักษาชีวิตตาใบเอาไว้ มันก็เหมือนกับการได้มอบชีวิตให้ตาใบอีกครั้ง ส่วนชีวิตของพ่อนั้นก็เสี่ยงตายไปอีกรอบ การที่พ่อมาช่วยรักษาตาใบนั้นก็ย่อมทำให้คนที่ใส่ยาสั่งตาใบนั้นเกลียดชังพ่อไปอีกคน การช่วยชีวิตคนของพ่อคือการสร้างศัตรูไปเรื่อย ๆ และหนูก็เชื่อมั่นเสมอว่าพวกคนเหล่านั้นก็คงจะหาโอกาสที่จะฆ่าพ่อเหมือนกัน

หนูรู้ว่าเวลาที่พ่อมารักษาคนที่ถูกยาสั่งนั้น พ่อจะไม่เดินทางกลับบ้านจนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น หนูไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเชื่อที่พ่อมีอยู่ หรือว่าเพราะความปลอดภัยในชีวิตของพ่อกับหนูกันแน่ หลังจากนั้นพ่อก็ร่ำลาตาใบและญาติพี่น้องของตาใบทุกคน เสร็จแล้วก็พาหนูเดินทางกลับมาบ้านตามเคย หนูรู้ว่าการที่พ่อมารักษาตาใบในครั้งนี้ พ่อต้องเหนื่อยล้าสาหัสอดหลับอดนอนและต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงมากขึ้น แต่หนูก็ภูมิใจที่มีพ่อเป็นคนใจบุญและชอบช่วยเหลือผู้คนมาตลอด แม้วันนี้พ่อจะยังแข็งแรงอยู่มากทำให้มนต์ขลังทุกอย่างยังคงช่วยพ่อได้บ้าง แต่ถ้าหากวันหนึ่งที่พ่อแก่ลงขนาดลืมมนต์คาถาไป วันนั้นก็อาจจะเป็นวันตายของพ่อก็ได้

หลังจากนั้นห้าวันผ่านไป ครอบครัวของตาใบก็ไม่ลืมที่จะเอาข้าวของที่ได้พูดเอาไว้มาสมาครูกับพ่อ หนูเห็นพ่อตอบรับของสมาครูทั้งหมดด้วยตัวเอง พร้อมทั้งเอาเงินบางส่วนที่ได้รับในการสมาครูไปทำบุญ ส่วนอาหารที่ได้รับจากการสมาครูนั้นพ่อก็เอามาแจกลูกหลานและคนข้างบ้านให้ได้รับประทานกันถ้วนหน้า หนูรู้ว่าสิ่งที่พ่อทำนั้นไม่ได้ทำเพื่อตัวเองหรือเห็นแก่สิ่งของเหล่านี้ แต่ทั้งหมดมันเป็นความเชื่อแบบที่พ่อเติบโตและเรียนรู้มา พ่อเรียนวิชานี้มาเพื่อมาช่วยชีวิตคนโดยเฉพาะ และก็มีคนไม่น้อยที่ศรัทธาในสิ่งที่พ่อได้ทำ แม้แต่ตัวหนูเองก็อยากทำให้ได้เหมือนพ่อเช่นกัน

ช่วงระหว่างที่หนูนั่งคิดเรื่องราว 20 ปีที่ผ่านมาไปเรื่อย ๆ พี่ตองก็เอาผ้าถุงสองผืนมาให้หนู พร้อมกับเสื้อเชิ๊ตหนึ่งตัวและผ้าขาวม้ามาให้หนูด้วย

“พี่เอาเสื้อและผ้าขาม้ามาให้ตังค์มอบให้ตาใบ ส่วนยายแสนกับยายพรรณนั้นมอบผ้าถุงให้แกนะ” พี่ตองพูดพลางยื่นสิ่งของเหล่านี้มาให้หนูทันที หนูรีบรับของทั้งหมดแล้วก็หันไปพูดกับตาใบ

“ตาค่ะ หนูขอมอบเสื้อกับผ้าขาวม้าให้ตาไว้ใส่นะคะ หนูไม่มีอะไรมากมายให้ตา...แต่เสื้อตัวนี้กับผ้าขาวม้าผืนนี้ หนูอยากมอบให้ตาเป็นของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ” พูดพลางยื่นสิ่งของให้ตาใบทันที

ตาใบรับเสื้อเชิ๊ตจากหนูพร้อมทั้งพนมมือไหว้อธิฐานขอพรจากเทวดาฟ้าดินให้กับหนู เสร็จจากนั้นก็หันมาพูดกับหนู

“ขอให้เจริญนะลูก...บุญใดที่หนูได้ทำได้ช่วยเหลือคนก็ขอให้บุญนั้นส่งผลให้หนูและครอบครัวมีแต่ความสุขนะลูกนะ”

หนูยกมือไหว้รับพรจากตาใบ “สาธุ ขอบคุณมากคะตา” จากนั้นหนูก็ยื่นผ้าถุงให้กับยายแสนกับยายพรรณคนละตัว

“หนูให้ผ้าถุงยายคนละผืนนะคะ หนูไม่รู้ว่ายายชอบหรือเปล่า แต่หนูขอมอบให้ยายจากใจค่ะ”

“แม่คุณเอย ใจบุญสุนทานเหมือนพ่อกับแม่ไม่มีผิด ยายขอพรให้หนูมีความสุขมาก ๆ นะลูก ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ อยู่ที่ไหนก็ขอให้มีแต่คนรักคนคนเอ็นดู”

ยายแสนกับยายพรรณให้พรหนูพร้อม ๆ กัน หนูรีบยกมือรับพรจากยายทั้งสองทันที ความรู้สึกอิ่มเอิบใจที่เห็นรอยยิ้มของผู้ได้รับสิ่งของนั้น ทำให้หนูมีความสุขไม่น้อยไปเลย

“แล้วหนูจะกลับต่างประเทศเมื่อไหร่ลูก?”

ยายพรรณไม่ลืมที่จะถามถึงชีวิตของหนู

“คงอีกสองเดือนหนูถึงจะกลับคะยาย หนูมีเรื่องที่ต้องจัดการหลายอย่างค่ะ”

“ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก็ดูแลตัวเองบ้างนะลูก ยายเชื่อมั่นว่าชีวิตหนูจะมีแต่ความสุข เพราะหนูเป็นคนดีที่ยายเห็นมาตลอด”

“ค่ะยาย หนูจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดค่ะ ยายเองก็รักษาสุขภาพบ้างนะค่ะ กลับมาเที่ยวบ้านรอบหน้าหนูจะแวะไปเยี่ยมยายที่บ้านนะ”

“ไปนะลูก ยายจะรอ ยายอยากให้หนูไปดูต้นมะเฟืองที่หนูเคยปีนเมื่อตอนที่หนูยังเด็ก ๆ หนูรู้ไหมต้นมะเฟืองต้นนี้มันสูงขึ้นตั้งเยอะเลยนะ แถมยังมีลูกมีผลดกอีกต่างหาก”

ยายพรรณไม่ลืมที่จะชักชวนให้หนูไปเยี่ยมบ้านของเธอ พร้อมทั้งเอาเรื่องต้นมะเฟืองมาเล่าให้หนูฟังด้วย

“ค่ะยาย หนูจะหาโอกาสไปเยี่ยมยายแน่นอนค่ะ” หนูตอบรับหญิงชราสองคนนี้ด้วยรอยยิ้มทีที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ

“ยายขอขอบใจหนูมาก ๆ สำหรับสิ่งของที่มอบให้พวกยาย แล้วยายจะเก็บรักษามันไว้เป็นอย่างดี”

“ยายค่ะ ผ้าถุงหนูให้ยายไว้ใส่นะคะ อย่าไปเก็บไว้เลย กลับบ้านรอบหน้าหนูจะซื้อมาฝากยายอีกค่ะ”

“ขอบใจลูก ขอบใจจริง ๆ ไม่เสียแรงที่ยายเฝ้ามองหนูมาตั้งแต่เด็กไม่เสียแรงที่เกิดเป็นลูกพี่สุม” นอกจากยายจะกล่าวขอบใจกับสิ่งที่หนูได้มอบให้แล้ว ยายก็ยังชื่นชมหนูที่เกิดเป็นลูกสาวพ่อเสียด้วย

หลังจากที่พูดคุยกับหญิงชายชราเหล่านี้ได้สักพัก จากนั้นพวกเขาก็ขอตัวกลับบ้านโดยที่มีหนูและพี่ตองเดินออกมาส่งตายายทั้งสามคนที่หน้าบ้านด้วย ส่วนพี่ตองนั้นก็ไม่ลืมที่จะตักกับข้าวหลาย ๆ อย่างใส่ถุงให้ตากับยายทั้งสามคนได้เอากลับไปรับประทานที่บ้าน

หนูยืนมองตามหลังตายายไปพลาง ๆ ในใจของหนูนั้นก็อดที่จะนึกถึงใบหน้าของพ่อไม่ได้ เก้าปีแล้วที่พ่อเสียชีวิตอย่างไร้สาเหตุ หมอที่โรงพยาบาลบอกว่าพ่อเป็นโรคชราตาย ใบสูติบัตรที่อำเภอเขียนไว้ว่าพ่อตายเพราะโรคชราเหมือนกัน แล้วทำไมตาใบอายุแปดสิบกว่าปียังมีชีวิตอยู่ หนูและพี่น้องทุกคนรู้ว่าพ่อตายเพราะโดนยาสั่ง เป็นยาสั่งที่ไม่สามารถแก้ได้และสั่งให้พ่อตายอย่างช้า ๆ และทรมานพ่อให้มากที่สุด

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2541 ซึ่งเป็นวันมาฆบูชาของปีนั้น คือวันที่หนูสูญเสียผู้เป็นพ่อไป... คือวันที่หนูต้องสูญเสียฮีโร่ในดวงใจไป คือวันที่หนูไม่มีโอกาสได้เห็นพ่ออีกแล้ว คือวันที่หนูไม่ได้ยินเสียงพ่อเรียกหนูเหมือนที่เคยเป็น คือวันที่หนูไม่มีโอกาสได้เห็นชายชราคนนี้นั่งเคี้ยวหมากในชานบ้านอีกแล้ว คงมีเพียงเรือนร่างของชายชราที่หนูรักนอนหลับอยู่ในโลงศพให้หนูได้เห็นเป็นอุทาหรณ์ในวันนั้นเท่านั้น


ในวันนั้นหนูและพี่ ๆ ร้องให้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้หนูจะเจ็บแค้นคนที่มาพรากชีวิตพ่อไปจากหนู แต่หนูก็ได้พยายามอโหสิกรรมให้คนเหล่านั้นไปแล้ว คงมีเพียงส่วนบุญกุศลที่หนูและพี่น้องทุกคนพยายามสร้างมันมาตลอด เพื่อให้ดวงวิญญาณของพ่อได้อยู่ที่สงบ และหนูก็เชื่อมั่นเสมอว่า ความดีต่าง ๆ ที่พ่อได้สร้างสมเอาไว้ยังคงติดตรึงอยู่ในใจของทุกคนเสมอ

แม้วันนี้จะไม่มีพ่อเหลืออยู่ แต่หนูก็ยังคงเป็นลูกสาวที่สืบทอดเจนตนารมณ์และสิ่งดี ๆ ของพ่อเสมอมา หนูไม่เคยเรียนวิชาคุณไสย์ต่าง ๆ จากพ่อ หนูยังคงใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปปกติ หนูมีชีวิตที่มีความสุขในระดับหนึ่ง หนูช่วยเหลือคนยากไร้ตามแต่หนูจะทำได้ หนูยังคงดำเนินชีวิตเรียบง่ายและยังคงพึงพาธรรมชาติไปด้วยเสมอ ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่เรื่องคุณไสย์นั้นก็ยังไม่เคยตายไปจากคนที่เคยพบเจอ และหนูก็ยังจำมันได้เสมอ พร้อมทั้งเชื่อมั่นว่ามันยังมีอยู่และไม่เคยตายไปจากโลกนี้




Writing in Thai

ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
บัวรินทร์กับมลทินที่เปรียบดั่งตราบาป article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
Music Hidden in the Memory "คนที่เธอไม่รัก" บทเพลงซ่อนความทรงจำ article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: ไฟไหม้ และ หัวใจที่ติดดิน :) article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
บันทึกความทรงจำ "แม่กร คำวงษ์" ผู้หญิงที่ฉันรักมากคนหนึ่ง article
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
เหตุผลของคนเราไม่เหมือนกัน article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
คนดี....ที่ฉันไม่เคยลืม article
นิยายเรื่อง กุมภาพันธ์...ฉันรักเธอ
นิยายเรื่อง เส้นทางรัก...ข้ามพรมแดน (เวอร์ชั่นเก่า) article
นิยายเรื่อง เธอคือเงารักในฝัน article
นิยายเรื่อง คลื่นรัก...พายุหัวใจ article
นิยายเรื่อง มนต์รักข้ามคลอง article
นิยายเรื่อง หัวใจของผมเพื่อเธอ article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
เพราะรักแท้ของฉัน...มีแค่ครั้งเดียว article
คนดีที่ฉันไม่ได้รัก (ต๊ะ = เพื่อนรักเพื่อนสนิท)
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail
Authentication Code *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones.