dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "ร้องไห้กับฉัน"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนที่เธอไม่รัก"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
bulletMusic Hidden in the Memory "ช่างไม่รู้เลย"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


The best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)

 

 บันทึกความทรงจำดี ๆ แด่เพื่อนรัก เพื่อนแท้ "จันทร์เพ็ญ"

 

 

 

พระจันทร์กลมโตส่องแสงนวลผ่องท่ามกลางความมืดของราตรี ดาวดวงน้อยใหญ่ส่องแสงระยิบระยับแข่งกัน วันนี้ฉันเลิกงานมาเสียดึก เวลาขับรถกลับมาบ้านคนเดียวรู้สึกเหงาอย่างไรก็ไม่รู้ ยิ่งเวลาที่มองพระจันทร์กลมโตแสนสวย ก็ทำให้ใจฉันคิดถึงใครบางคนเป็นอย่างมาก
          เมื่อมาถึงบ้าน ฉันเดินตรงดิ่งไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าจนเสร็จ จากนั้นก็พาความเหนื่อยล้าและความเศร้าหมองที่เก็บไว้ระหว่างทางมานั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงาน ฉันนั่งลูบไฟล์นิยายเรื่องหนึ่งที่ฉันพริ้นเก็บไว้เมื่อหลายวันก่อนเบา ๆ แม้ว่าไฟล์นิยายเรื่องนี้จะหนามาก แต่ก็แปลกที่ฉันกลับถ่ายทอดมันออกมาได้ทั้งหมด แต่สายตาก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองดูรูปของใครบางคนที่ฉันรักมาก เสียงเพลง "คนเก่ง" ของเต๋า สมชาย เข็มกลัดจากเวบไซต์แห่งหนึ่งบรรเลงอย่างต่อเนื่อง เพลงนี้ไม่ใช่เพลงที่ฉันโปรดปรานนัก หากแต่ว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่เจ้าของรูปที่ฉันนั่งดูอยู่ตอนนี้ชอบที่สุด
          ความเงียบแห่งราตรีกาลพัดผ่านเข้ามาพร้อมกับความเหงา และความคิดถึงที่ฉันมีให้ใครคนหนึ่ง คิดถึงมากและคิดถึงเขามาตลอด ต่อให้ชาตินี้ฉันหลับตาลง ฉันเองก็ไม่เคยลืมเขาคนนี้ไปได้เลย เพราะเขาคนนี้เป็นคนที่เข้ามาในชีวิตของฉันเมื่อครั้งยังเยาว์วัยและก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของฉันไปแล้ว เขาคือเพื่อนรักและเพื่อนแท้ของฉัน และเปรียบเหมือนพี่สาวคนหนึ่ง เวลาที่คิดถึงเขา ฉันก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงอดีตเก่า ๆ ระหว่างสองเรา
          จันทร์เพ็ญเป็นเพื่อนที่ฉันสนิทกว่าใคร ๆ ในบรรดาเพื่อนทุกคน เราสองคนสนิทกันมาก ๆ และก็เรียนด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก ฉันและเพ็ญปั่นจักรยานไปเรียนหนังสือด้วยกันทุกวัน เราสองคนเรียนอยู่ห้องเดียวกันมาตลอด แถมเลขประจำตัวติดกันอีกต่างหาก เลขประจำตัวนักเรียนของฉันอยู่ลำดับที่สอง ส่วนเพ็ญเลขประจำตัวอยู่ลำดับที่สาม เวลาที่อาจารย์ให้จับกลุ่มทำงาน ฉันกับเพ็ญก็ได้อยู่กลุ่มเดียวกันเป็นประจำ
          เพ็ญกับฉันไม่ได้แค่มีเลขประจำตัวที่ติดกันเท่านั้น แต่เราสองคนนั่งเรียนข้าง ๆ กันเสียด้วย ความสนิทสนมและความผูกพันของเราสองคนเป็นที่รู้ของเพื่อนๆ ในโรงเรียนอย่างดี หรือแม้แต่ครูบาอาจารย์ต่างก็เห็นมาตลอด วันไหนที่ไปโรงเรียนและเพ็ญถูกเพื่อนบางคนรังแก ฉันก็มักจะเข้าไปช่วยตลอด และชีวิตความเป็นเพื่อนเราสองคนก็เป็นแบบนี้ไม่เคยเปลี่ยน
            มีอยู่วันหนึ่งเพ็ญไปมีเรื่องกับตุ๋น ซึ่งเป็นลูกอาจารย์ที่สอนในโรงเรียนติด ๆ กัน ฉันเองก็เห็นภาพของเพื่อนสนิทและตุ๋นทะเลาะกันบ่อย ๆ แต่ก็พยายามปรามเพื่อนเสมอ เพราะไม่อยากให้เพื่อนมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียน เพราะถ้าหากวันใดที่เพ็ญและตุ๋นมีการตบตีกัน อาจารย์ฝ่ายปกครองก็ต้องเรียกทั้งสองคนเข้าไปพบ และเรื่องราวน่าปวดหัวก็จะตามมาติด ๆ ซึ่งก็อาจจะส่งผลให้ครอบครัวของเพ็ญมีปัญหาด้วย
            วันนี้ก็เหมือนกับวันก่อน ๆ ที่เพ็ญมีเรื่องไม่สบายใจมาปรึกษากับฉัน และฉันก็มักจะทำตัวเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้เพื่อนเสมอ ฉันยอมรับตัวเองเป็นผู้หญิงที่แก่นแก้วแต่ความรู้สึกนึกคิดค่อนข้างนิ่งและละเอียด ซึ่งต่างกับเพ็ญที่เป็นคนที่แก่นแก้วแต่เป็นคนที่พูดจาโผงพางและเปิดเผย แม้ว่าเราสองคนจะมีส่วนคล้ายและต่างกันอยู่เยอะ แต่แปลกเราสองคนกลับเป็นเพื่อนที่รักและเข้าใจกันเสมอ
            "เฮ้ย ณัฐ ยัยตุ๋นปากไม่ค่อยดีเลยวะ วันนี้มันด่าเราด้วยแหละ มันท้าเราว่า ถ้าแน่จริงนัดตบกันข้าง ๆ เหล้าไก่ด้านหลังโรงเรียนดีไหม เรานี่อยากจะตบมันจริง ๆ เลย มันชอบพูดจากวนตีนเราตลอด เราว่าจะตบปากมันซักรอบดีไหม เอาหมาออกจากปากมันให้หมด " เพ็ญบอกฉันด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง
            ฉันมองหน้าเพื่อนสนิท อดที่จะยิ้มในความโมโหในอารมณ์ของเพื่อนไม่ได้
            "ยัยตุ๋นตัวใหญ่จะตาย เธอกล้าตบเหรอเพ็ญ"
            "คนอย่างเราไม่เคยกลัวใครหรอก ตบเป็นตบ" เพ็ญตอบรับหนักแน่น ใบหน้าดูจริงจังพอสมควร ฉันเห็นแล้วก็อดที่จะเชื่อไม่ได้ว่าเพ็ญต้องอยากทำแบบนั้นจริงๆ
            ไม่เคยเลยที่ฉันจะทิ้งให้เพ็ญตบตีกับเพื่อนเพียงคนเดียว เมื่อถึงคราที่เพื่อนถูกตบหรือถูกรังแก ฉันก็มักจะร่วมด้วยอยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าฉันเป็นคนไม่ดีอะไร เพียงแต่ฉันทิ้งเพื่อนไม่ได้ และไม่เคยทิ้งเพื่อน
            "แล้วไอ้ตุ๋นมันนัดเธอจริงๆ เหรอเพ็ญ" ฉันถาม
            "จริงสิ มันบอกว่าเย็นนี้หลังเลิกเรียนคาบสุดท้าย มันรออยู่ข้าง ๆ เหล้าไก่"
            "แล้วเธอจะไปจริงๆ เหรอ" ฉันถามเพ็ญเพื่อความแน่ใจ
            "ไปสิ มันท้าแล้ว ถ้าไม่ไปเดียวมันหาว่ากลัว"
            "งั้นเดี๋ยวเราไปเป็นเพื่อน"
            เย็นวันนั้นฉันเดินเคียงข้างเพ็ญไปตามเวลานัดของตุ๋น สองคนมีปากเสียงกัน โดยที่มีฉันยืนอยู่ข้าง ๆ ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ นั้นต่างก็พากันยืนมองอยู่ห่าง ๆ เพราะทุกคนล้วนแต่กลัวบารมีของพ่อตุ๋นเป็นอย่างมาก คงมีแต่ฉันและเพ็ญเท่านั้นที่ไม่เคยกลัวใคร
            "พ่อแม่มึงเหี้ยสุด ๆ มึงถึงได้นิสัยเหี้ย ๆ ไม่รู้เหรอว่ากูเป็นลูกใคร" ตุ๋นด่ากราดใส่เพ็ญ
            "ลูกใครกูไม่สนใจ แต่วันนี้กูขอตบมึงสักรอบ"
            เพ็ญพูดยังไม่ทันจบก็กระโจนเข้าหาตุ๋นทันที ฉันเองก็ทำอะไรไม่ถูก อยากจะเข้าไปช่วยเพ็ญ แต่ก็กลัวคนอื่น ๆ หาว่าสองรุมหนึ่ง ช่วงนั้นฉันตัดสินใจไปแยกตุ๋นกับเพ็ญออกจากกัน แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว เลยถูกตุ๋นตบหน้าไปฉาดหนึ่ง ฉันเซไปข้างหนึ่ง เมื่อเพ็ญเห็นตุ๋นตบหน้าฉันก็ทำให้โกรธเคืองนัก เธอตบตีตุ๋นแถมจิกผมอีกต่างหาก ส่วนตุ๋นนั้นได้เปรียบที่ตัวใหญ่กว่า เลยจับเพ็ญผลักลงไปกับพื้น และก็นั่งคร่อมทำท่าจะตบเพ็ญ ฉันทนไม่ได้เลยวิ่งไปขี่หลังตุ๋นและจับมือตุ๋นเอาไว้ เพราะไม่อยากเห็นตุ๋นตบเพ็ญ
            เย็นวันนั้นเราสามคนตบตีกันอุตลุด ซึ่งก็มีเพื่อนๆ หญิงชายยืนเชียร์อยู่ด้านหลัง และก็ไม่มีใครมาแยกพวกเราออกจากกันเลย ฉันกับเพ็ญไม่เคยย่อท้อ เราสองคนสู้ตายด้วยกัน พอตีกันได้สักพัก เราสามคนได้ยินเสียงนกหวีดจากด้านหลัง พวกเราพากันหยุดทันที เพ็ญและฉันมองหน้ากัน เราสองคนไม่มีอะไรจะพูดกัน คงมีแต่ตุ๋นที่น้ำตารื้นและมีเศษผงกับหญ้าอยู่เต็มหัวและใบหน้า แววตาของเธอเหมือนจะร้องไห้ให้ได้ แต่ก็ไม่เห็นร้องไห้ออกมาเสียที เพ็ญเห็นแล้วก็หัวเราะถูกใจ
            "แม่งตัวใหญ่เท่าควาย ยังจะร้องไห้อีก"
            "กูไม่ได้ร้องไห้เว้ย ผงเข้าตา"
            ฉันเป็นคนขี้สงสาร พอเห็นสภาพของตุ๋นก็รู้สึกผิดไปด้วย เหมือนตัวเองเป็นคนไม่ดีที่ช่วยเพื่อนรุมตบผู้หญิงแค่คนเดียว
            "เจ็บหรือเปล่าตุ๋น" ฉันเผลอถามออกไป
            "ไม่เจ็บ แล้วเธอล่ะ" คำถามของตุ๋นดูเป็นมิตรมากขึ้น
            "หน้าชานิดหนึ่ง" ฉันตอบ ยิ้มเศร้า ๆ
            "โทษทีนะ มือหนักไปหน่อย" ตุ๋นตอบพลางยิ้มนิด ๆ เหมือนเธอก็รู้สึกผิดเหมือนกัน
            "ก็หนักกันทุกคนแหละ ว่าแต่เราทำเธอเจ็บไหม" เพ็ญจากที่เคยโกรธเอาเป็นเอาตาย แต่ไฉนอารมณ์ของเธอตอนนี้กลับเปลี่ยนไป
            อาจารย์บุญจงซึ่งเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองเดินมาพร้อมกับสมุดบันทึกประวัตินักเรียนและไม้เรียวยาว ๆ หนึ่งอัน ทำให้เราสามคนหันไปมองทันที
            "ว่ายังไงธนัญญา ครูได้ข่าวว่าเธอทั้งสามคนมีเรื่องตบตีกันเหรอ" อาจารย์บุญจงหันไปถามตุ๋น ทำให้ตุ๋นหันมายิ้มให้ฉันและเพ็ญนิดหนึ่งก่อนที่จะตอบคำถาม
            "เปล่านี่คะ พวกหนูแค่หยอกกันเล่นคะอาจารย์"
            อาจารย์บุญจงหันมามองเพ็ญซึ่งยืนปัดฝุ่นที่กระโปรงนักเรียนไปด้วย "ว่ายังไงจันทร์เพ็ญ"
            เพ็ญยิ้มแหย ๆ ทำตาพริบ ๆ "พวกหนูหยอกกันเล่นค่ะ"
            อาจารย์บุญจงขมวดคิ้วเล็กน้อย พยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ "วันหลังอย่าพากันเล่นหยอกแรง ๆ เสียล่ะ ไม่งั้นพวกเธอโดนไม้เรียวแน่"
            "ค่ะ" ตุ๋น เพ็ญ และฉันขานรับพร้อมกัน จากนั้นอาจารย์ฝ่ายปกครองก็เดินกลับไปที่ตัวอาคาร คงมีแต่เราสามคนที่ยืนมองหน้ากันไปมา
            ตุ๋นเดินมาจับมือเพ็ญ และดึงมือฉันไปประสานด้วยกัน "เราขอโทษนะ ต่อไปเราจะไม่หาเรื่องพวกเธออีกแล้ว เรามาเป็นเพื่อนกันนะ"
            ฉันยิ้มทันที "ได้เลยตุ๋น เราเองก็ขอโทษเธอเช่นกัน"
            เรื่องราวในวันนั้นจบลงด้วยดี หลังจากนั้นฉันและเพ็ญกับตุ๋นก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน จะมีแต่เพื่อนผู้ชายในห้องเรียนเท่านั้นที่ยังพูดหยอกล้อพวกฉันตลอด
            "วันนั้นเห็นกางเกงในของใครก็ไม่รู้ สีชมพูอ่อน"
            ตุ๋นหันไปมองค้อนเพื่อนผู้ชายทันที แววตาไม่สบอารมณ์นัก
            "พวกมึงอยากได้ไหมล่ะ เดี๋ยวกูถอดให้ ที่บ้านกูมีกางเกงในเยอะ จะเอาสีอะไรล่ะ มีเจ็ดสีเลยแหละ" ตุ๋นตอบไปตามประสาคนตรงไปตรงมา แต่ว่าเพื่อนบางคนในห้องเรียนมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตุ๋นเป็นผู้หญิงปากจัดที่สุด
            "พวกผมไม่กล้าหรอกครับ ไซต์นั้นผมไม่ชอบครับ ผมชอบไซต์เล็ก ๆ ครับ" และก็หันมาทำหน้าทำตาใส่ฉันและเพ็ญ
            เพ็ญและฉันก้มหยิบก้อนหินทันที "เอาหินนี้ไปก่อนดีไหม" เพ็ญกับฉันยังไม่ได้ขว้างหินออกไป แต่เพื่อนชายกลับวิ่งเตลิดหนีไปด้านหลังโรงเรียน
            ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพียงวีระกรรมที่ฉันและเพ็ญมีด้วยกัน เราสองคนทำอะไรด้วยกันตลอด ไม่ว่าจะไปโรงเรียน รับประทานอาหารด้วยกัน หรือแม้แต่นอนและอาบน้ำ เราก็ทำด้วยกันเป็นประจำ
            ฉันและเพ็ญแยกจากกันตอนที่เราสองคนเรียนจบชั้นมัธยม เพ็ญขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพและแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง ส่วนฉันทำงานอยู่ที่ต่างจังหวัดและพยายามถีบส่งตัวเองให้เรียนจบสูง ๆ ทว่าพหรมลิขิตดลบันดาลให้ฉันและเพ็ญได้เจอกันอีกครั้ง แม้ว่าพี่ชายของฉันจะพยายามแยกเราออกจากกันและขัดขวางทุกวิธีทาง เพราะพี่ชายกลัวว่าฉันจะมีชีวิตที่คล้ายเพ็ญที่แต่งงานเมื่ออายุยังน้อยอยู่ แต่ความสนิทและความผูกพันที่ฉันและเพ็ญมีให้กันนั้น มันมากเกินกว่าที่จะพรากจากกันไปได้
            สิบกว่าปีที่ผ่านมาฉันขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพได้ก็เพราะมีเพ็ญคอยช่วยเหลือทุกอย่าง เวลาที่ฉันประสบปัญหาชีวิต เพ็ญก็เป็นเพื่อนที่ให้ความช่วยเหลือและปลอบโยน ชีวิตฉันไม่ได้สวยงามเหมือนนางเอกในละครทีวี แต่ชีวิตฉันก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดทำให้ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่ในโลก ฉันมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพื่อความรัก ความหวังและเพื่อทุก ๆ คนที่ฉันรัก ฉันเรียนรู้ความทุกข์ทุกอย่างที่ได้พบเจอเป็นประสบการณ์ชีวิต ฉันเรียนรู้ความเจ็บปวดเป็นครูที่คอยบอกสอนให้เข้มแข็ง ฉันเรียนรู้ทุก ๆ ก้าวที่เดินไปข้างหน้าจะต้องรอบคอบและระมัดระวังให้มากที่สุด
            เมื่อแปดก่อน ชีวิตฉันกับเพ็ญแยกจากกัน เพ็ญแต่งงานกับผู้ชายที่มีเชื้อสายจีนและเป็นเจ้าของโรงงานแถวพระประแดง ส่วนฉันมีชีวิตโสดที่ยังไม่ได้ลงเอยแต่งงานกับใคร เพราะชีวิตยังกลัวเรื่องราวความรัก ไม่อยากเจอความรักที่ทำให้เสียใจเหมือนครั้งก่อน ๆ การได้ใช้ชีวิตคนเดียว ทำงานและเรียนหนังสือก็นับเป็นชีวิตที่สนุกไปอีกแบบ แต่เรื่องความเหงานี่สิมันเข้ามาเยี่ยมฉันตลอด ทำให้ฉันเผลอใจไปรักใครคนหนึ่งเข้าจนได้ และเขาคนนี้ก็เป็นคนที่ดีที่สุดกับฉัน เราสองคนคบหาดูใจกันตลอด
            ก่อนที่ฉันจะบินไปอยู่ต่างประเทศกับคนรัก ฉันได้ติดต่อไปหาเพ็ญ เพราะอยากจะพบเธอเป็นครั้งสุดท้าย ตอนนั้นสามีของเพ็ญเปิดร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ให้เพ็ญบริหารงานเอง
            "เพ็ญ เราจะไปอยู่ต่างประเทศกับแฟนเรานะ เราอยากเจอเพ็ญจริง ๆ"
            "เธอจริงจังกับคนนี้จริง ๆ เหรอณัฐ" เพ็ญถาม
            "เราจริงจังเพ็ญ เรารักเขามาก ๆ เลย"
            "เธอก็แบบนี้แหละนะณัฐ เวลารักใครก็รักจริง ว่าแต่คนนี้ดีจริง ๆ นะ เราอดห่วงไม่ได้ กลัวเขาจะทำร้ายจิตใจเธอเหมือนพวกผู้ชายไทยที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ"
            "ตลอดเวลาที่คบกัน เขาคนนี้ดีมาก ๆ เพ็ญ เรามีแต่ความสุข ไม่เคยเสียใจหรือผิดหวังในตัวเขาเลยนะ"
            "ถ้าเธอมั่นใจขนาดนั้น เราก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะณัฐ เราเองก็แอบลุ้นให้เธอเจอคนที่ใช่ที่ดีที่สุด ยิ่งไม่ใช่ผู้ชายไทยเรายิ่งสนับสนุนมาก ๆ เราไม่คิดหรอกว่าเส้นทางความรักของเธอสุดท้ายลงเอยกับผู้ชายต่างชาติ" เพ็ญเป็นเพื่อนคนเดียวที่เห็นภาพชีวิตฉันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรักหรือเรื่องเรียน
            "เราก็ไม่เคยคิดหรอกเพ็ญ แต่ดูดวงทีไร หมอดูก็บอกแต่ว่าเราแต่งงานกับต่างชาติ เธอก็ยังเคยแซวเราว่าใช่พวกญี่ปุ่นที่เราทำงานด้วยหรือเปล่า แต่เปล่าเลยนะเพ็ญ กับพวกคนญี่ปุ่นที่เป็นผู้จัดการของเรานะ เราไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลย"
            "ดวงชีวิตคู่ของคนเรานะณัฐนะ บางทีสิ่งที่เราฝันก็ไม่ได้ดั่งใจสักนิด แต่สิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดกลับเป็นสิ่งที่ใช่"
            "แล้วตกลงเธอจะออกมาหาเราได้ไหมเพ็ญ เราจะเดินทางอีกไม่กี่วันแล้วนะ เราอยากเจอเธอจริง ๆ" เมื่อคุยเรื่องราวความรักกับเพื่อนสนิทหมดแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะถามคำถามเดิมอีกครั้ง
            "เราก็อยากเจอเธอเหมือนกัน แต่พี่อินนี่สิ ไม่ชอบให้เราคบเพื่อนเลย" เพ็ญตอบด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ
            "ทำไมเขาต้องมาห้ามเราสองคนคบกันด้วยล่ะ" ฉันถาม แต่ความจริงฉันรู้มานานแล้ว เรื่องที่พี่อินธภพสามีของเพ็ญสั่งห้ามเพ็ญคบเพื่อนทุกคน แม้แต่เพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ และก็รวมไปถึงญาติพี่น้องของเพ็ญด้วย
            "เราก็ไม่รู้เหมือนกัน นี่เราจะออกไปไหนไม่ได้เลย พี่อินตามคุมตลอด กลัวผู้ชายมาติดเรา"
            ฉันได้ยินสิ่งที่เพ็ญบ่นให้ฟังก็อมยิ้มทันที เพราะเข้าใจสิ่งที่สามีเพ็ญหวงภรรยา เพราะเพ็ญหน้าตาน่ารัก จึงเป็นธรรมดาที่มีหนุ่ม ๆ มาส่งตาหวานและชอบเธออยู่ตลอด
            "ออกมาเจอเราสักนิดได้ไหมเพ็ญ เราอยากเจอเธอจริง ๆ" แม้ฉันจะเข้าใจสิ่งที่เพื่อนบอก แต่หัวใจของฉันมันเรียกร้องอยากเห็นหน้าเพื่อนรักให้ได้
            "เราไม่รู้จะออกไปได้ไหม แต่เราจะลองดู ว่าแต่เธอจะมาเจอเราที่ไหนเหรอ"
            "บิ๊กซีพระประแดง ตรงหน้าเอ็มเคนะ เราจะรอเธออยู่ที่นั่น เวลาเที่ยงตรงนะเพ็ญนะ"
            "เราจะพยายาม ไม่สัญญาหรอกว่าจะออกไปได้ไหม หากเกินหนึ่งชั่วโมง เธอไม่เห็นเรา ก็กลับบ้านไปเถอะนะ แสดงว่าพี่อินไม่ให้เราออกไป"
            "เราจะรอนะเพ็ญ นานแค่ไหนเราจะรอเธอมาตามนัด"
            วันนั้นฉันบอกเพ็ญก่อนที่จะวางสายไป เพ็ญเป็นเพียงเพื่อนคนเดียวที่ฉันอยากเห็นหน้าก่อนที่จะจากเมืองไทยไปอยู่แดนไกล ฉันรู้สึกอยากกอดและอยากบอกลาเพื่อนสนิทด้วยตัวเอง อยากเห็นใบหน้าความน่ารักของเพื่อน เพราะฉันอยากเก็บภาพใบหน้าของเพื่อนไว้ในความทรงจำ อยากทานข้าวกับเพื่อนสักครั้ง และสิ่งที่อยากบอกที่สุดก็คือ ให้เพื่อนดูแลตัวเองให้ดี ๆ
            วันถัดมาฉันนั่งรถจากมีนบุรีไปหาเพ็ญที่บิ๊กซีพระประแดง ระยะทางไม่ใช่จะใกล้ แต่ถ้าหากเปรียบเทียวกับค่าความรักที่ฉันมีให้เพื่อนั้น มันเทียบกันไม่ได้เลย ความห่างไกลของเส้นทางไม่อาจจะกั้นใจฉันไปได้
            วันนั้นฉันไปยืนรอเพ็ญอยู่คนเดียวเสียนาน ตาก็มองดูนาฬิกาข้อมือตลอด แม้ว่าจะเลยเวลานัดผ่านไปเกือบสามสิบนาทีแล้ว แต่ฉันก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น เพราะรู้สึกว่าเพื่อนต้องมาเจอฉันแน่นอน
            "รอนานหรือเปล่า" เสียงเพ็ญถามจากด้านหลัง ทำให้ฉันดีใจเป็นอย่างมาก
            ฉันวิ่งโผไปกอดเพ็ญทันที "ไม่นานหรอก นานแค่ไหนก็รอได้"
            "พูดเหมือนคนรักเลยนะ" เพ็ญพูดหยอก
            "ก็เรารักเธอจริง ๆ ไม่งั้นเราไม่ดั้นด้นมาหาเธอหรอก หรือว่าเธอไม่เชื่อ"
            "ถ้ารักแบบทอมกับดี้เราไม่เล่นด้วยหรอกนะ เราชอบผู้ชายวะ" เพ็ญบอกติดตลกพลางหัวเราะ แหะ ๆ
            ฉันเดินไปเกาะแขนเพื่อนรัก "เราไม่ได้คิดแบบนั้นซะหน่อย เราก็ชอบผู้ชายเหมือนกัน แต่เธอเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวที่เรารักมากยังไงล่ะ"
            "ไม่ต้องบอกมากหรอก เรารู้" เวลาที่เพ็ญได้ยินฉันบอกรักเธอ เพ็ญทำท่าน่ารำคาญทุกที แต่ฉันรู้ว่าเพ็ญรู้ว่าการกระทำฉันเป็นเช่นใด และเพ็ญเองก็คงรักฉันไม่น้อยไปกว่าใคร
            วันนั้นฉันและเพ็ญไปนั่งทานอาหารที่ร้านเอ็มเคในบิ๊กซี เราสองคนนั่งคุยกันไปพลาง ๆ
            "จะไปอยู่อเมริกาจริงๆ เหรอ" เพ็ญถามขณะที่มือก็ตักน้ำซุปสุกี้ยากี้เข้าปาก
            ฉันกลืนน้ำซุปทันที ยิ้มอย่างสุขใจ "จริงสิ เราตัดสินใจแล้ว และพี่สาวเราก็สนับสนุน แฟนเราเขาเป็นคนดีนะเพ็ญ เราเชื่อใจเขา"
            "ถ้าเธอมั่นใจขนาดนั้นเราก็สบายใจ เรากลัวแต่จะเป็นเหมือนคนเก่า" เพ็ญตอบ สีหน้าของเธอดูห่วงใยฉันไม่น้อย
            "คงไม่หรอกเพ็ญ แฟนเราเขาต่างกับคนเก่ามากเลย เทียบกันไม่ได้เลย เราตัดสินใจแล้ว และไม่คิดจะเปลี่ยนใจหรอก ต่อให้หนทางข้างหน้าน่ากลัวแค่ไหน เราจะก้าวไม่ถอย"
            "ไปอยู่ที่โน้นก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ ว่าแต่จะจัดงานแต่งงานที่เมืองไทยวันไหนล่ะ"
            "กลางเดือนนี้ เธอไปงานแต่งเรานะเพ็ญ"
            "จะพยายามหาเวลานะ แต่ไม่รับปากหรอก"
            "เราอยากให้เธอไป อยากให้เธอได้รู้จักผู้ชายที่เราตัดสินใจแต่งงานด้วย"
            "เราก็อยากเห็นอยู่หรอก แต่พี่อินนี่สิ ขี้หึงขี้หวง" เพ็ญบ่นเบา ๆ
            "เธอก็ชวนพี่อินไปด้วยสิ เราอยากให้เธอกับพี่อินมาด้วยกันนะ"
            เพ็ญระบายลมหายใจลึก ๆ "เราไม่อยากพูดเลย บางทีก็เบื่อ ๆ พี่อินนะเขามีผู้หญิงคนอื่นอยู่แล้ว เพียงแต่เขาไม่ได้แต่งงานกัน เขาเคยมีอะไรกันและมีลูกด้วยกัน ถึงเราจะเป็นเมียแต่งที่ถูกต้องตามประเพณี แต่ก็อย่างว่าแหละวะ บางทีเขาก็ยังมีเยื่อใยให้คนเก่าและลูกเขาด้วย เราไม่รู้ว่าเรากับเขาใช่เนื้อคู่กันหรือเปล่า หรือจะเป็นคู่กรรมก็ไม่รู้"
            ฉันเอามือแตะไหล่เพื่อนเบา ๆ "แต่เพ็ญก็เป็นภรรยาของพี่อินนะ"
            "ภรรยาที่แต่ง แต่เราสองคนไม่ได้จดทะเบียนกันนี่ หากเขาจะทิ้งเราไปหาผู้หญิงคนไหน เขาก็ทำได้อยู่แล้ว เพราะไม่มีอะไรผูกมัดกันเลย"
            "ถามจริง ๆ เธอรักเขาไหมเพ็ญ" ฉันถามเพ็ญด้วยความห่วงใยใคร่อยากรู้ใจที่แท้จริงของเพื่อนรัก
            "บางครั้งก็รักมาก แต่บางครั้งก็เฉย ๆ"
            "หัวใจของเธอมันตายด้านหรือเปล่า" ฉันถาม
            "เปล่า แต่อยู่ด้วยกันนาน ๆ ก็รู้สึกเบื่อ ๆ ยิ่งเห็นอุปนิสัยที่แท้จริงของเขาก็เอื่อมระอาเหมือนกัน"
            "แล้วเธอจะทำอย่างไรล่ะ"
            "ก็อยู่อย่างนี้แหละ ถ้าอยู่ไม่ได้ก็แยกกันไป"
            "แล้วพี่อินยอมไหมล่ะ"
            "ขานั้นไม่ยอมหรอก แต่เราจะหนีไปเอง"
            "ถ้าเธอมีอะไรให้เราช่วยก็บอกนะเพ็ญ เรายินดีเสมอ แล้วเราจะเอาที่อยู่แฟนเรากับเบอร์โทรศัพท์ให้ เธอโทรมาหาเราได้ตลอดนะ"
            วันนั้นฉันกับเพ็ญคุยกันหลายเรื่อง ความจริงบางอย่างที่ฉันไม่เคยรู้เกี่ยวกับเพ็ญมาก่อน  ฉันก็ได้รู้ในวันนั้น ฉันเองรู้สึกเห็นใจเพื่อนเป็นอย่างมาก ได้แต่ปลอบโยนให้กำลังใจ ไม่ว่าวันข้างหน้าเพื่อนจะตัดสินใจทำอะไร ฉันก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างเพื่อนเสมอ
          ในวันแต่งงานของฉันเพ็ญเดินทางมาร่วมงานด้วย แม้เธอจะอยู่ด้วยได้ไม่นาน แต่ฉันก็ยังยินดีและดีใจที่เพื่อนรักมาให้เกียรติในงานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของฉัน หลังจากที่เพ็ญพูดคุยอวยพรให้ฉันและแฟนเสร็จ เธอก็ขอตัวขึ้นรถกลับกรุงเทพ เพราะเกรงว่าพี่อินธภพจะเป็นห่วง ซึ่งฉันก็เข้าใจเป็นอย่างดี
          เมื่อฉันแต่งงานเสร็จแล้ว ก็เดินทางมาอยู่ต่างประเทศกับคนรัก ฉันพยายามติดต่อไปหาเพ็ญหลายครั้ง ก็ติดต่อไม่ได้ เพราะเพ็ญย้ายที่อยู่และไม่มีใครรู้ที่อยู่ใหม่ของเธอเลย เราสองคนขาดการติดต่อกันประมาณสามปี พอเดือนสุดท้ายก่อนที่ฉันจะบินกลับไทย ฉันได้ขอให้พี่สาวติดต่อหาที่อยู่และเบอร์โทรของเพ็ญมาให้ ซึ่งฉันก็ได้โทรศัพท์ไปคุยกับเพ็ญหลายอย่าง
            "มารับเราที่สนามบินได้ไหมเพ็ญ เราอยากเห็นเธอ"
            "เราอยากไปนะณัฐ แต่เราคงไปไม่ได้ พี่อินไม่ยอมให้เราไปแน่ ๆ เลย"ฃ
            ปกติฉันจะเป็นคนที่พยายามเข้าใจเพื่อน การไปอยู่ต่างประเทศหลายปีทำให้ฉันได้เรียนรู้การเคารพสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเพื่อนมากขึ้น
            "ถ้ามารับไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้ามีเวลาว่าง เราอยากนัดทานข้าวกับเธอนะ เรามีของจะให้เธอด้วย"
            "เอาอะไรมาให้เหรอ"
            "ไม่บอก ถ้าอยากรู้ก็มาเอาเองนะ"
            "ไม่ต้องมาเล่นมุขเลย บอกมาซะดี ๆ"
            "บอกก็ได้ เราเอาน้ำหอมไปให้ และก็ชุดเครื่องแต่งหน้า เราเห็นเธอชอบแต่งหน้าและทำสวย เราอยากให้เธอได้ใช้ของดี ๆ"
            "แล้วเธอล่ะ แต่งหน้าเป็นหรือยัง" เพ็ญถาม เพราะรู้ว่าฉันเป็นคนที่แต่งหน้าไม่ค่อยเป็น ฉันจำได้ว่าเป็นเพื่อนคนแรกที่สอนให้ฉันทาลิปสติก ฉันหัวเราะ แหะ ๆ ผ่านโทรศัพท์ด้วยอารมณ์ขัน
            "เราก็หัดแต่งแหละ แต่ก็ไม่สวยหรอก เราทำไม่ค่อยเป็น"
            "อะไรวะ ไปอยู่ต่างประเทศตั้งหลายปี ทำไมเชยอย่างนี้ เราเคยเห็นคนที่ไปอยู่ต่างประเทศ แต่งหน้าแต่งตาเริ่ดหรูทั้งนั้น" เพ็ญบอก
            "ก็ความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกันนี่เธอ จะให้เราไปแต่งหน้าเหมือนคนอื่นเขาไม่ได้หรอก เพราะเราไม่ค่อยชอบนัก ถ้าแต่งก็แบบพื้น ๆ เท่านั้นแหละ อันที่จริงก็อยากสวยอยู่หรอก แต่ขี้เกียจนะ อีกอย่างเราชอบคิดว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเสียด้วย"
            "เดี๋ยวนี้งกเป็นด้วยเหรอ แต่ก่อนไม่เคยเห็นเธอคิดแบบนี้เลยนะณัฐ"
            "เราไม่ได้งก แต่เราคิดว่าการเสียเครื่องสำอางเยอะ ๆ ทั้งที่ตัวเองไม่ค่อยชอบแต่งหน้า เรามองว่าเป็นของสิ้นเปลือง แต่ถ้าเราชอบแต่งหน้าก็ว่าไปอย่างนะ"
            "เออ ๆ เราเข้าใจ เอางี้ดีกว่า ถ้าเราหาวันหยุดวันว่างได้เมื่อไหร่ เราจะไปหาเธอนะ แล้วเบอร์โทรของเธอใช้เบอร์พี่สาวเหมือนเดิมหรือเปล่า"
            "จ๊ะ ก็เบอร์พี่สาวแหละ พอไปถึงที่นั่นเราจะซื้อมือถือที่เมืองไทย แล้วเราจะโทรไปบอกเธอนะ"
            "ได้เลย ยังงั้นค่อยคุยกันใหม่นะ"
            วันนั้นฉันมีความสุขมากที่ได้คุยกับเพื่อนรักก่อนกลับไปเมืองไทย นั่งคิดอยู่หลายอย่างว่าสามปีที่ไม่เจอหน้ากัน เราสองคนจะรู้สึกอย่างไร เวลาที่ได้คิดถึงวันข้างหน้าที่มีความสุข ฉันก็พลอยสุขใจไปด้วย
            พอกลับไปถึงเมืองไทยได้หนึ่งอาทิตย์ เพ็ญก็มาหาฉันที่คอนโดที่พัก วันนั้นเพ็ญมากับเพื่อนชายคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่สามีของเธอ ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความแปลกใจ
            "เธอพาใครมาเป็น"
            "เพื่อนเราเอง"
            "แล้วเธอมากับผู้ชายคนอื่นแบบนี้ พี่อินไม่ว่าเหรอ"
            "ว่าอะไร อีนี่มันไม่ใช่ผู้ชาย มันเป็นเกย์"
            "เธอแน่ใจนะว่าผู้ชายคนนี้เป็นเกย์"
            "แน่ใจสิ เราสองคนเป็นเพื่อนกันหลายปีแล้วนะ" เพ็ญตอบรับหนักแน่นและก็ยิ้มติดตลก
            "เกย์จริงหรือเกย์เทียมวะ หรือว่า Gay for pay" ฉันยังคงถามเพ็ญอีก
            "อะไรเกย์ฟอร์เพย์ พูดออกมาได้ มันเป็นเกย์จริง ๆ เพื่อนฉันนะมันรักผู้ชายเว้ย มันไม่ชอบผู้หญิงหรอก"
            "งั้นก็แล้วไป เราก็นึกว่าเธอแอบเอาหนุ่ม ๆ มาแทนพี่อินเสียอีก"
            "จะบ้าเหรอ ใครจะกล้าทำแบบนั้น"
            "เราดีใจที่เธอไม่ทำ ผู้ชายนะต่อให้เลวแค่ไหน แต่เราเป็นผู้หญิงไม่ต้องไปทำตัวเลว ๆ เหมือนเขาหรอก เขามีกิ๊กมีน้อยก็ปล่อยให้เขาทำไป เราเป็นคนดีอย่างที่เราเป็น หากเราอยู่ด้วยแล้วไม่มีความสุขก็เลิกกันไป มันจะได้ไม่มีบาปติดตัวเรา"
            "จ้า แม่พระแสนดี ตั้งแต่ไปอยู่ต่างประเทศ ธรรมะธรรมโมมากขึ้นเลยนะเธอ"
            "เราได้เห็นทางสว่างยังไงล่ะ ได้เรียนรู้ว่าการทำดีย่อมได้เจอสิ่งดี ๆ"
            วันนั้นฉันและเพ็ญรวมทั้งพี่น้อง ๆ หลาย ๆ คนทำอาหารรับประทานด้วยกัน พอตอนค่ำเพ็ญค้างคืนที่คอนโดกับฉัน เธอนอนอีกห้องหนึ่งกับพี่สาวของฉัน ส่วนฉันกับคนรักก็นอนอีกห้องหนึ่ง
            คืนนั้นฉันนอนไม่หลับ เลยขอคนรักไปนอนคุยกับเพ็ญ เราสองคนคุยกันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสมัยวัยรุ่นและเรื่องทุกวันนี้ แม้แต่เรื่องแปลกประหลาดเราก็ยกมาคุยกันได้ทั้งคืน
            "เธอรู้หรือเปล่า เรานะถูกผีขมขืน" เพ็ญบอกเล่า น้ำเสียงดูจริงจัง
            "พูดเป็นเล่นน่าเพ็ญ ผีที่ไหนจะมาข่มขืน" ฉันหันไปมองหน้าเพื่อน ไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินเลย
            "เราไม่ได้พูดเล่นนะณัฐ เราพูดจริง เราถูกผีข่มขืนจริง ๆ แม่งเสร็จมันไปสองครั้ง"
            "เสร็จจริง ๆ เหรอ ทำไมเธอรู้ว่าเสร็จล่ะ" ด้วยความที่ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เพื่อนพูด ฉันจึงมีคำถามให้เพื่อนตลอด
            "ก็เสร็จเหมือนนอนกับผู้ชายจริง ๆ"
            ฉันหัวเราะทันที รู้สึกเหมือนกำลังฟังเรื่องตลก "ไหนเล่ามาสิ เรื่องเป็นยังไง เล่าให้หมดนะ ถ้าเล่าไม่หมด เราไม่เชื่อหรอก"
            "ไม่เชื่อเหรอ เธอเองก็เกือบเสียตัวให้ผีที่คอนโดแถวพระสมุทย์เจดีย์มาก่อนไม่ใช่เหรอ ทีเรื่องของเราทำเป็นไม่เชื่อ" เพ็ญต่อว่าฉัน
            ฉันอมยิ้มทันที ที่จริงเรื่องที่เพ็ญพูดเล่าก็เป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นกับฉันเมื่อครั้งยังสาว ซึ่งฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะเอาเหตุการณ์ครั้งนั้นมาเขียนบันทึกเรื่องสั้น "เธอคือเงารักในฝัน" เก็บไว้อ่านเป็นประสบการณ์ความทรงจำที่แปลก ๆ
            "เราเชื่อเธอ แต่เราอยากฟังเรื่องทั้งหมด" ฉันบอกเพ็ญ
            คืนนั้นฉันและเพ็ญลงมานอนบนพื้นไม้ในห้องนอนของพี่สาว ซึ่งที่คอนโดที่พักของฉันมีสองห้องนอนและสามห้องน้ำ และก็เป็นห้องสูทขนาดใหญ่ ในส่วนของห้องพี่สาวมีเตียงนอนคู่สองเตียง ซึ่งพี่สะใภ้กับหลานสาวนอน ส่วนอีกเตียงหนึ่งก็พี่เขยและหลานชายนอน ฉันและพี่สาวรวมทั้งเพ็ญนอนพื้นไม้โดยที่มีผ้านวมปูนอนกัน สำหรับคนรักของฉันก็นอนอ่านหนังสืออยู่ที่ห้องอีกด้านหนึ่ง และเพื่อนชายของเพ็ญก็นอนบนโซฟาที่ห้องรับแขก
            "วันนั้นเราทะเลาะกับพี่อิน เรากับพี่อินทะเลาะกันบ่อยมาก ๆ พี่อินนะมีเราอยู่แล้ว และผู้หญิงคนเก่าที่มีลูกด้วยกัน แค่นี้ไม่พอนะณัฐนะ พี่อินยังไปติดพวกนักศึกษาสาว ๆ อีก เราเห็นแล้วเบื่อมาก ๆ บางครั้งเราไปตามเจอที่โรงแรมนอนกกกันอยู่นะ เธอลองคิดดูนะณัฐ หัวอกผู้หญิงคนหนึ่งจะทนได้แค่ไหน เวลาทะเลาะกันเราก็ออกจากบ้าน ไปนอนโรงแรมคนเดียวตลอด เราอยากหนีไปที่ไหนก็ได้ที่พี่อินหาเราไม่เจอ แต่เราก็ไม่รู้จะหนีไปไหน เราก็เลยไปเช่าโรงแรมนอนดีกว่า"
            "แล้วเธอไม่กลัวเหรอเพ็ญ ถ้าเป็นเราไม่กล้าไปนอนโรงแรมคนเดียวหรอก" ฉันบอกเพ็ญ
            "เวลาโกรธนะไม่มีความกลัวหรอก ขอแค่ได้ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ไกล ๆ จากคนที่ทำให้เราเสียใจ"
            "แล้วโรงแรมนั่นอยู่แถวไหนล่ะ"
            "ก็อยู่พระประแดงนี่แหละ คืนนั้นเราไปเช่าโรงแรมนอนคนเดียว เราเองก็ไม่ได้คิดอะไรนะ พอเปิดห้องได้ก็เข้าไปนอนบนเตียงทันที ด้วยความโกรธปนเสียใจ ทำให้เรานอนคิดอยู่หลายอย่าง จนเผลอหลับไป"
            "แล้วยังไงต่อล่ะ" ฉันเองก็อยากรู้เรื่องทั้งหมดให้ได้
            "เราฝันวะณัฐ ฝันว่ามีผู้ชายตัวใหญ่ ๆ ผิวคล้ำคนหนึ่ง นุ่งโจงกระเบนเหมือนผู้ชายสมัยโบราณ หน้าตาดุและหน้ากลัวมาก ๆ สายตาของผู้ชายคนนี้ดูมีอำนาจมาก ๆ เลย ผู้ชายคนนี้ยืนมาองเราและก็ปรายยิ้มอย่างพึงพอใจอะไรสักอย่าง ในฝันเราก็ถามว่าเขาเป็นใคร ผู้ชายคนนี้ไม่ได้บอก แต่ก็เคลื่อนตัวมาช้า ๆ และขึ้นมานั่งคร่อมร่างของเราทันที เราพยายามดิ้นรนต่อต้านนะ แต่เราสู้ไม่ได้เลย เราไม่มีแรงเลย เราก็ร้องขอว่าอย่าทำอะไรเราเลย แต่ผู้ชายคนนี้ไม่สนใจ เราก็ด่าว่าผู้ชายคนนี้สารพัด ผู้ชายคนนี้ตอบเราคำเดียวว่า ผู้หญิงทุกคนที่มานอนห้องนี้ จะต้องตกเป็นเมียมันทุกคน ความรู้สึกในตอนนั้นเรากลัวมาก ๆ แม้จะรู้สึกตัวอยู่ แต่เราก็รู้ว่าไม่ใช่ความฝัน เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าผู้ชายคนนี้มีชีวิตจริง ๆ หรือไม่"
            "ขนลุกวะ" ฉันบอกเพ็ญ ยอมรับว่ารู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก และฉันแป็นคนที่ค่อนข้างเชื่อเรื่องวิญญาณเสียด้วย
            "ผู้ชายคนนี้นะก็เข้ามาหอมแก้มเรานะ และก็หอมซอกคอเราต่าง ๆ ส่วนมือของมันก็จับมือเรากดลงไปบนเตียง ถึงเราจะดิ้นแค่ไหนก็สู้ไม่ได้เลย ผู้ชายคนนี้แข็งแรงมาก ๆ เลย เธอเคยดูหนังเรื่องบางระจันทร์วันเพ็ญหรือเปล่า" เพ็ญหันมาถามฉัน
            "เคยดู"
            "หน้าตาผู้ชายคนนี้เหมือนคนสมัยนั้นเลยนะณัฐ ตัวแข็งแกร่งแบบนั้นเลย ผิวคล้ำเหมือนคนที่ผ่านการต่อสู้มาเยอะ"
            "แล้วยังไงต่อ"
            เพ็ญหันมามองหน้าฉันอีกครั้ง สีหน้าของเธอดูซีเรียสอยู่มาก "เสร็จมันล่ะสิ"
            "เสร็จยังไง เธอยังเล่าไม่จบเลย"
            "อยากรู้ล่ะสิว่าเวลาเอากับผีเป็นยังไง" เพ็ญย้อนให้ฉัน
            "ก็อยากรู้สิ ใครจะไม่อยากรู้ เล่าต่อนะเพ็ญนะ เผื่อเราเอามาเขียนนิยาย"
            "เออ ๆ เราเล่าก็ได้ แต่อย่าลืมเขียนเสียล่ะ"
            "ไม่ลืมหรอก เราสัญญาเลย"
            เพ็ญนอนมองฝ้าเพดานและเล่าเรื่องราวต่อไป โดยที่มีฉันนอนตะแคงและหันไปทางเธอตลอด เพื่อที่จะฟังเรื่องราวของเพื่อนสนิททั้งหมด
            "ไอ้ผีตัวนี้มันก็ทำเหมือนผู้ชายทั่วไปนะ มันก็จูบ ดูดเลียนมของฉัน มันขยี้อย่างเมามันเลยแหละเธอ ไอ้ฉันก็ทั้งดิ้นทั้งขัดขืน แต่แหมผู้หญิงเราต่อให้ต่อต้านแค่ไหนนะ อารมณ์บางส่วนมันก็คล้อยไปด้วยนะ แล้วมันก็เลียให้เราด้วยแหล่ะ"
            "เลียอะไรเหรอเพ็ญ" ฉันเองก็อดที่จะถามไม่ได้ เพราะไม่ค่อยเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
            "ก็เลียโม๊ะยังไงล่ะ มันเลียเก่งด้วยนะ ฉันนี่นะเสร็จเสียด้วย พอมันเห็นว่าฉันอารมณ์คล้อยนะ มันก็สอดใส่ของมันนะ แม่งโคตรใหญ่เลย เรานะฉันเจ็บทั้งทรมานตัวเองมาก ๆ พยายามขัดขืนมัน แต่การกระทำของมันทำให้ความรู้สึกของเราตบตีกันเป็นพาลวัน ไม่รู้จะร่วมรักกับมันหรือจะจัดขวางดี" เพ็ญบอกเล่าเหมือนเคียดแค้นที่เสียท่าให้เจ้าผีนั่น และก็ยิ้มติดตลกกับเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตตัวเอง
            "แล้วยังไงต่อล่ะเพ็ญ เธอรู้สึกอะไรไหม"
            "รู้สึกสิ เหมือนเสียตัวกับคนเป็น ๆ จริง ๆ นะเธอ เราก็เสร็จมันนะ ตั้งสองรอบเลยแหละ บางทีเราก็เหมือนถูกมนต์สะกดนะ ทำอะไรไม่ได้เลย ได้แต่ยอมให้มันทำทุกอย่าง พอมันทำเสร็จแล้ว มันก็หยิบผ้าของมันและเดินหายไป สักพักมันก็เดินออกมาในชุดเดิม ชุดผู้ชายโบราณนะเธอ แล้วมันบอกเราทิ้งท้ายว่า ผู้หญิงทุกคนที่นอนห้องนี้จะต้องเป็นเมียมันหมด"
            "อึ๊ย มันพูดแบบนั้นจริง ๆ เหรอเพ็ญ"
            "จริงสิ เราจะโกหกเธอทำไมล่ะ แล้วเรื่องก็ไม่ได้จบแค่นั้นนะณัฐ"
            น้ำเสียงทิ้งท้ายของเพ็ญ ทำให้ฉันรู้สึกสนใจอยากรู้เรื่องทั้งหมดต่อไปอีก
            "เกิดอะไรขึ้นเหรอเพ็ญ"
            "พอเรารู้สึกตัว เราก็ออกจากห้องนั้นทันที เราเช็คอินทันที แม้ว่าทางพนักงานโรงแรมบอกว่าเช็คอินไม่ได้ ต้องรอเช็คอินตอนเช้า เราไม่สนใจ เราวางเงินค่าโรงแรมไว้ที่เค้าเตอร์ และก็กดโทรศัพย์ตามให้พี่อินมารับที่หน้าโรงแรม เรากลัววะณัฐ แม้เราจะโกรธพิ่อินมาก แต่เวลาที่เราเจอเรื่องร้ายเราก็อยากให้พี่อินมาดูแลเรา"
            "แล้วเธอก็คืนดีกันใช่ไหมล่ะ"
            "ก็ใช่นะสิ พี่อินพาเรานั่งรถกลับมาบ้าน แต่เรากับพี่อินก็ยังทะเลาะกันอยู่เรื่อย ๆ นะ ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้น เราก็เล่าให้พี่อินฟัง พี่อินก็หัวเราะเหมือนว่าเราโกหกนะณัฐ แต่เราสาบานให้ตายได้เลย ว่าเราเจอเรื่องนี้จริง ๆ"
            "เราเชื่อเธอนะเพ็ญ เล่าต่อสิ เราอยากฟังอีก" ฉันบอกเพ็ญ
            "มาช่วงหลัง ๆ ที่เรานอนหลับ เรามักจะฝันแปลก ๆ ตลอด บางคืนนะณัฐ เราฝันว่ามีอะไรกับพี่อิน เราก็ถอดชุดนอนออกหมดเลย และก็คล้อยไปตามทุกอย่าง แต่เธอรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น"
            "เกิดอะไรขึ้น" ฉันถามเพ็ญ
            "เพราะความฝันที่เราว่ามันไม่ใช่ความฝันนี่สิ แต่มันเป็นความจริง เรานอนถอดชุดนอนออกหมด นอนทำอะไรกับใครก็ไม่รู้ แต่เราคิดว่าเป็นพี่อิน และที่เราตกใจมาก ๆ เพราะช่วงที่เรากำลังเคลิ้มกับอารมณ์รักสุด ๆ ตาของเราเหลือบมองไปเห็นพี่อินนอนหลับสนิทอยู่ข้าง ๆ เรา แล้วคนที่เรากำลังมีอะไรด้วยคือใครล่ะ แค่นั่นแหละณัฐเอย เรากรี้ดร้องดังลั่นห้องไปหมด พี่อินตกใจโผล่เข้ามากอดเราทันที เราร้องไห้หวาดกลัวซบอกพี่อิน เรายอมรับว่าเรากลัวมาก ๆ และเราก็ไม่รู้ว่าไอ้ผีตนนั้นมันเป็นใคร ทำไมมันตามเราตลอด" เพ็ญบอกเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ
            "แล้วพี่อินว่ายังไงบ้าง"
            "ก็บอกให้เราไปทำบุญกรวดอุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้าผีตนนั้น เราก็ทำนะณัฐ วัดไหนดัง ๆ เราไปมาหมด ใครชวนไปทำบุญอะไรเราก็ไปนะ นี่อีกไม่กี่วันเรานัดกับเพื่อนว่าจะไปทำบุญที่วัดแถว ๆ เยาวราชนะ เธอไปกับเราไหมล่ะ" เพ็ญเอ่ยชวน
            "เราอยากไปเพ็ญ แต่ไม่รู้จะว่างหรือเปล่า เพราะเราธุระเยอะเหลือเกิน ถ้าวันนั้นเราไม่ยุ่งเราจะไปด้วย แต่ถ้ายุ่งคงไม่ได้ไปหรอก ส่วนใหญ่เราจะทำบุญที่วัดแถว ๆ คอนโดที่พักเรานี่แหละ แถวนี้มีวัดไม่ไกลเลยนะ"
            "แล้วเรื่องมันก็มีมาเรื่อย ๆ นะณัฐ พี่อินเปิดร้านเกมส์และอินเตอร์เน็ตให้เราบริหาร บางวันนะช่วงที่เราอยู่คนเดียว รู้สึกเหมือนมีเงาผู้ชายคนหนึ่งคอยตามเราตลอด ทุกวันนี้เราก็ยังรู้สึกเลยนะณัฐ เรากลัววะ"
            "สวดมนต์ก่อนนอนสิเพ็ญ ทำทุก ๆ คืน ทำบุญเยอะ ๆ คิดว่าบุญกุศลจะทำให้เงาวิญญาณของผีตนนั้นไม่มายุ่งเกี่ยวกับเธออีก"
            "เราทำมาหมดแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกแบบเดิม ๆ เราไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไร"
            "อย่าคิดมากเลยนะ เธอเป็นคนดี คงไม่มีอะไรร้าย ๆ เกิดขึ้นกับเธอหรอก โบราณเขาว่า คนดีผีคุ้มยังไงล่ะ" ฉันบอกเพ็ญ
            "มันจะคุ้มหรือมันจะตามข่มขืนอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้" เพ็ญบอก น้ำเสียงเศร้าไปมาก
            "พูดแล้วก็น่ากลัวนะ แบบนี้เราคงไม่กล้าไปนอนโรงแรมคนเดียวหรอก"
            "อย่าไปนะณัฐ แต่ละโรงแรมนะมันมีประวัติของมันเอง เราเคยอ่านหนังสือเจอเรื่องแบบนี้เยอะ" เพ็ญบอกฉัน
            "เราคงไม่ไปหรอก เวลาเราไปไหนมาไหน เราก็ไปกับแฟนเราตลอด"
            คืนนั้นฉันกับเพ็ญนอนคุยกันจนตีสอง ฉันยังนอนไม่หลับ รู้สึกกลัวยังไงก็ไม่รู้ แถมไม่กล้ากลับไปนอนกับคนรัก เพราะกลัวผีเสียอย่างนั้น
            "เราจะไปนอนกับแฟนเรา แต่เราไม่กล้าไป เธอไปส่งเราหน่อยได้ไหมเพ็ญ" ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จู่ ๆ ก็เกิดอาการกลัว ชนิดที่ว่าไม่กล้าเดินผ่านห้องรับแขกผ่านไปยังห้องนอนของตัวเอง
            "เธอกลัวจริง ๆ เหรอณัฐ" เพ็ญถาม
            "กลัวสิ"
            "เราก็กลัว เดี๋ยวปลุกพี่สาวเธอให้ไปด้วยนะ"
            สรุปแล้วคืนนั้นพี่สาวของฉันและเพ็ญพากันเดินมาส่งฉันถึงประตูห้องนอน จากนั้นทั้งสองคนก็กลับไปนอนที่ห้อง คืนนั้นฉันนอนกอดคนรักเสียแน่น หลับตาอยู่ใต้อ้อมอกของเขา ไม่กล้าลืมตาขึ้นมา เพราะกลัวผีในเรื่องเล่าของเพ็ญจะมาปรากฏตัวให้เห็น
 
            เช้าวันถัดมาพี่กันต์ตื่นแต่เช้าทำกับข้าวให้ฉันและทุกคนได้รับประทาน ฉันตื่นขึ้นมาก็อาบน้ำล้างหน้าแต่งตัวจนเสร็จ จากนั้นก็มาช่วยพี่สาวเรื่องในครัว เพ็ญตื่นขึ้นมาหน้าตัวงัวเงีย เธอนั่งช่วยฉันเด็ดพริกใส่จานไว้ตำน้ำพริก
            "หลับฝันดีไหมเมื่อคืน" ฉันถามเพื่อนรัก
            "หลับอะไร เราไม่กล้าหลับ กลัวว่าเล่าเรื่องให้เธอฟังแล้วไอ้ผีตัวนั้นจะมาตามรังควานเราอีก"
            "ผีอะไรเหรอ" พี่กันต์ถาม
            "ผีที่เพ็ญเจอนะพี่กันต์ น่ากลัวมาก ๆ เลย"
            เพ็ญตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้พี่กันต์ฟังอีก พี่กันต์บอกให้เพ็ญทำบุญ สวดมนต์ทุกคืนก่อนนอน และกรวดน้ำไปให้ดวงวิญญาณนั้น พี่กันต์ยังใจดีจดบทสวดมนต์ให้เพ็ญได้หัดสวดด้วย แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเพ็ญสนใจจะทำตามหรือไม่
            วันนั้นหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ฉันกับเพ็ญก็ออกไปเดินเที่ยวตะวันนาด้วยกัน เราสองคนเดินชมนั่นชมนี่ตามประสาผู้หญิง ส่วนเพื่อนชายของเพ็ญก็ขอตัวกลับบ้านไปเสียก่อน เพราะมีนัดกับคนสำคัญในช่วงสาย ๆ ทางด้านคนรักของฉันขอตัวนอนอ่านหนังสืออยู่ที่คอนโด และพี่กันต์ก็กลับไปธุระที่คอนโดที่พักของตัวเอง เมื่อซื้อของกันเสร็จแล้ว เพ็ญก็ขอตัวกลับไปบ้าน เพราะพี่อินธภพโทรมาตาม ฉันเดินมาส่งเพ็ญขึ้นแท็กซี่ด้านหน้าคอนโดกับแฟน เราสองคนโบกมือร่ำลาเพ็ญด้วยรอยยิ้ม ฉันยอมรับว่าอยากอยู่กับเพื่อนนาน ๆ ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่มีโอกาสได้อยู่เมืองไทย แต่เพราะเราสองคนต่างมีครอบครัวทำให้ไม่สามารถทำแบบนั้นได้
 
            ตั้งแต่วันนั้นฉันกับเพ็ญไม่ได้เจอกันหลายวัน แต่เราสองคนก็โทรคุยกันตลอด คืนวันศุกร์ก่อนที่ฉันจะเดินทางกลับต่างประเทศหนึ่งวัน พี่สาวและพี่เขยได้พาฉันไปกินเลี้ยงที่ร้านอาหารเพื่อชีวิตแห่งหนึ่งแถว ๆ ถนนรามอินทรา คืนนั้นฉันได้ชวนเพ็ญและพี่อินธภพให้มาร่วมทานข้าวด้วย ซึ่งคราวนี้พี่อินธภพยอมมากับเพ็ญ ฉันดีใจมาก ๆ ที่ได้เห็นเพ็ญและคนรักไปไหนมาไหนด้วยกัน อยากเห็นชีวิตคู่ของเพื่อนมีความสุขอย่างที่ฉันเป็นอยู่
          วันนั้นฉันวิ่งไปเปิดประตูต้อนรับเพื่อนและคนรักด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า พี่อินธภพมองหน้าฉันไม่มากนัก ฉันยกมือไหว้เขาตามมารยาท แม้จะรู้อยู่ลึก ๆ ว่าสามีเพื่อนสนิทไม่ค่อยชอบตัวเอง แต่ฉันก็ไม่ได้เกลียดชังพี่อินธภพเลยสักนิด จะมีก็แต่คำถามอยู่ในใจว่าทำไมพี่อินธภพถึงไม่ชอบฉัน และไม่ชอบเพื่อน ๆ ทุกคนของเพ็ญ
            "เราดีใจจังเลยที่เพ็ญและพี่อินมาได้ พี่อินเป็นยังไงบ้างคะ เห็นเพ็ญบอกว่างานพี่ยุ่งตลอดเลย" ฉันหันไปทักทายเพ็ญและสามีตามมารยาท
            "พี่ก็ยุ่ง ๆ ว่าแต่ณัฐล่ะ ไม่เห็นหลายปี ชีวิตไปไกลเลยนะ"
            "ไม่ไกลหรอกคะพี่อิน หนูก็ยังเหมือนเดิมแหละ"
            "เหมือนเดิมอะไร ไปแต่งงานอยู่ต่างประเทศนะเนี่ย พี่ว่าไกลมาก ๆ เลยนะ ไกลกว่าที่พี่คิดไว้เสียอีก"
            ฉันได้แต่ยิ้มรับกับคำพูดพี่อิน และก็ไม่ลืมแนะนำพี่อินให้ได้รู้จักกับคนรักของฉันด้วย พี่อินพูดภาษาอังกฤษแบบเขิน ๆ กับคนรักของฉัน ทำให้ฉันเองก็อดที่จะยิ้มในความน่ารักของเพ็ญและพี่อินไม่ได้ ฉันได้เชิญให้พี่อินและเพ็ญนั่งเล่นบนโซฟา โดยที่มีพี่กันต์และฉันช่วยยกขนมจีนน้ำยาและอาหารอื่นๆ มาเสิร์ฟบนโต๊ะ
            "ทานขนมจีนก่อนนะพี่อิน" พี่กันต์บอก เพราะจำพี่อินได้ เมื่อครั้งที่ฉันยังอายุยี่สิบปีต้น ๆ เพ็ญเคยพาพี่อินมาแนะนำให้ฉันกับพี่กันต์ได้รู้จัก
            "ขอบคุณครับ" พี่อินยิ้มรับนิดหนึ่ง ส่วนเพ็ญก็นั่งข้าง ๆ พี่อิน
            "ดื่มน้ำอะไรพี่อิน มีน้ำผลไม้ น้ำอัดลมหลายอย่างเลย"
            "พี่ขอโค้กแล้วกัน"
            วันนั้นฉันและคนรักนั่งคุยกับพี่อินไปพลาง ๆ ส่วนพี่กันต์ก็นั่งอยู่ที่โซฟาตรงห้องรับแขก เราคุยกันหลาย ๆ เรื่อง จนมีอยู่เรื่องหนึ่งที่เพ็ญหยิบยกมาคุย
            "นี่ณัฐเธอรู้ไหม พี่อินนะเขาไม่เชื่อหรอกว่าอีเมล์ที่เธอส่งมาให้เราล่าสุด เธอเป็นคนเขียนเอง พี่อินไม่เชื่อว่าเธอเขียนภาษาอังกฤษได้"
            ฉันมองหน้าพี่อินนิดหนึ่ง อมยิ้มตามประสา "ณัฐเขียนเองพี่อิน แฟนไม่ได้ยุ่งหรอก"
            พี่อินไม่ตอบ แต่ฉันรู้สึกว่าพี่อินยังไม่เชื่อว่าฉันเขียนภาษาอังกฤษได้เหมือนกัน แม้ว่าฉันจะไม่ใช่คนเก่ง แต่ฉันเชื่อว่าทุก ๆ คนที่อ่านบันทึกรายวันของฉัน พอจะเข้าใจว่าฉันสื่อสารถึงเรื่องอะไรบ้าง
            "เดี๋ยวหนูขอตัวแป๊บหนึ่งนะ" ฉันเดินเข้าไปในห้องนอน หยิบสมุดไดอารี่ออกมาจากตู้ข้าง ๆ เตียง จากนั้นก็เดินกลับมา
            "พี่อินลองอ่านดูสิค่ะ หนูเขียนไดอารี่เป็นภาษาอังกฤษทุกวันค่ะ เพราะหนูอยากให้คนรักของหนูเขารับรู้ว่าหนูทำอะไรบ้างในชีวิตแต่ละวัน"
            เพ็ญหยิบสมุดบันทึกของฉันไปเปิดอ่านอย่างช้า ๆ และก็ยื่นให้พี่อิน "อ่านเสียพี่อิน วันหน้าจะได้หูตาสว่างเสียที"
            พี่อินวางช้อนลง และก็เปิดสมุดไดอารี่ฉันอ่านหน้าแรกและหน้าที่สอง จากนั้นก็วางมันลงและมองหน้าฉันนิดหนึ่ง
            "ไม่น่าเชื่อว่าณัฐจะเขียนไดอารี่ได้ขนาดนี้ เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด"
            "หนูเขียนมาสามปีแล้วคะพี่อิน อันนี้เป็นสมุดไดอารี่ของปีนี้ค่ะ ของปีก่อนหนูเก็บไว้ที่อเมริกา"
            "ดี ๆ พี่เองก็ดีใจที่เห็นณัฐเก่งอย่างนี้ เพ็ญนี่ไม่ได้เรื่องเลยนะ พี่ส่งให้ไปเรียนตั้งหลายแห่ง เรียนไม่จบสักที ตอนนี้เลยเปิดร้านเกมส์ร้านเน็ตให้บริหารเองเสียเลย" พี่อินบอกเล่าไปพลาง ๆ
            ฉันหันทางเพื่อนสนิท "แล้วทำไมเธอไม่เรียนให้จบล่ะเพ็ญ"
            เพ็ญถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย "เรียนอะไร ยากจะตาย เราไปเรียน ปวช. บริหารธุรกิจ เอกบัญชีอย่างเธอก็ทำไม่ได้ มันยากจริง ๆ เลย"
            "แล้วทำไมไม่อ่านหนังสือ ทำความเข้าใจ มันไม่ได้ยากเลยนะเพ็ญ ถ้าเราตั้งใจ" ฉันบอกเพื่อน
            "นั่นนะสิ พี่ก็บอกให้อ่านหนังสือ ให้ตั้งใจเรียน แต่ไม่เอาไหนเลยนะณัฐ นี่พี่ก็พยายามบังคับให้ไปเรียนก็ไม่ยอมไป บอกว่าไม่ค่อยชอบ อยากไปเรียนที่อื่น พี่ก็ยอมให้ไปเรียนที่อื่น แต่ก็ไม่จบสักที่" พี่อินบอกเล่าเรื่องราวไปด้วย
            "ทำไมละเพ็ญ ทำไมเธอไม่เรียนให้จบ โอกาสใช่จะมีกันง่าย ๆ นะเพ็ญ" ฉันถามเพื่อน
            "ก็เราไม่ได้ชอบบัญชีนี่ เราไม่ถนัดเรื่องนี้"
            "แต่เรารู้ว่าเธอเป็นคนที่หัวดี" ฉันค้านเพื่อน
            "เราหัวดี แต่เราไม่อยากทำอะไรที่เราไม่ถนัด พี่อินอยากให้เราเป็นนักบัญชีเก่ง ๆ อยากให้เราเรียนได้เกรดดี ๆ แบบเธอ"
            "เธอก็บอกพี่อินไปสิว่าเธอไม่ถนัด ขอเรียนแบบที่ตัวเองถนัด" ฉันบอกเพื่อน และหันไปทางพี่อิน ส่วนพี่อินนั้นก็นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ
            "พี่อินอยากให้เราเก่งบัญชี จะได้ช่วยบริหารโรงงานด้วยกัน"
            "ก็ดีไม่ใช่เหรอเพ็ญ พี่อินจะได้ไม่ต้องจ้างคนงานมาทำบัญชีให้"
            "แต่เราไม่ชอบ และไม่เรียนหรอก"
            ฉันรู้ว่าเพ็ญเป็นคนที่มีความสามารถด้านการวาดรูป เป็นผู้หญิงที่เคยชนะเลิศวาดรูประดับมัธยมในจังหวัดที่ฉันอยู่ด้วย และเพ็ญก็ไม่ได้มีความสามารถแค่นี้ เพ็ญเป็นคนที่คัดภาษาไทยได้สวยงาม และเป็นคนที่ร้องเพลงเก่งมาก ๆ หลากหลายความสามารถที่เพ็ญมีอยู่ในตัว แต่แปลกเพ็ญไม่เคยเลือกเอาความสามารถตรงนี้มาปูทางชีวิตให้เธอเลย
            "เธอชอบวาดรูปไม่ใช่เหรอเพ็ญ ทำไมไม่ขอพี่อินเรียนล่ะ ที่วิจิตรศิลป์เขาก็เปิดสอนศิลปะโดยตรง จบแล้วไปต่อที่ ม. ศิลปากรก็ยังได้เลย" ฉันบอกเพื่อนตามที่คิด
            "พี่อินบอกว่าเรียนวาดรูปก็ตกงานเสียเปล่า ๆ เราเลยไม่รู้จะว่ายังไง"
            "ก็พี่คิดอย่างนี้นะณัฐ ไอ้เรื่องวาดรูปพี่ไม่ว่าหรอก ขอให้เป็นงานอดิเรก แต่ชีวิตที่แท้จริงของคนเรามันต้องช่วยกันทำมาหากันนะ พี่ก็เลยอยากให้เขาเรียนแบบที่สามารถเอาวิชาความรู้ใช้ในชีวิตประจำวันได้" พี่อินหันมาบอกฉัน และฉันเองก็เข้าใจเป็นอย่างดี
            ฉันเองก็ไม่ได้รักบัญชีมากนัก ฉันยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่มีอารมณ์ความเป็นศิลปินพอสมควร แต่ด้วยความที่ครอบครัวของฉันยากจน ฉันไม่มีพ่อกับแม่คอยรับผิดชีวิต ฉันจึงจำเป็นต้องเรียนอะไรก็ได้ที่จบออกมาสามารถหางานเลี้ยงชีพได้ และด้วยเหตุนี้ทำให้ฉันเลือกเรียนด้านบัญชี
            "ที่พี่อินพูดก็ถูกนะเพ็ญ เรียนบัญชีก็ดีอย่าง"
            "ไม่ดีหรอก เราปวดหัว ไม่ชอบนั่งคิดคำนวณตัวเลข" เพ็ญบอกปัดอย่างไม่สนใจ
            "ก็เป็นเสียแบบนี้แหละ พี่ถึงได้เบื่อที่จะบังคับ" พี่อินตัดพ้อต่อว่าให้เพ็ญ
            เพ็ญหันไปทางพี่อินด้วยอารมณ์ที่ไม่ค่อยพอใจ "พี่จะให้เอาแบบณัฐทุกอย่างไม่ได้หรอกนะ หนูไม่ได้เก่งเหมือนณัฐหรอกนะพี่อิน หนูกับณัฐนะต่างกันนะ เราสองคนเป็นเพื่อนสนิทกันก็จริง แต่คนละคนและคนละความคิดด้วย หนูทำไม่ได้หรอก"
            วันนั้นฉันแทบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่เคยรู้ว่าพี่อินอยากให้เพ็ญเอาฉันเป็นแบบอย่าง ทั้งที่สิ่งที่ฉันเคยรู้มาตลอดพี่อินไม่ค่อยชอบฉัน แต่แปลกทำไมวันนี้พี่อินอยากให้ภรรยาตัวเองเอาแบบอย่างจากฉัน
            "อย่างไม่ได้สักครึ่งหนึ่งก็ยังดี กลับไปเรียนให้จบ ๆ"
            "โอ๊ย อย่ามาบังคับเลย หนูเบื่อพี่อิน" เพ็ญพูดตัดบทและก็ไม่สนใจเลย
            ฉันไม่รู้จะทำอย่างไร แต่คิดว่าจะหาโอกาสพูดปลอบเพื่อนให้ได้ อยากให้เพื่อนเรียนหนังสือ สำหรับฉันไม่เคยบังคับให้เพื่อนเรียนแบบที่ตัวเองเรียนมา แต่ก็อยากให้เพื่อนเรียนอะไรสักอย่างให้จบ ได้มีความรู้ติดตัว แม้ว่าจะเรียนวาดรูปและต้องมานั่งวาดรูปขายตามถนนหนทาง ฉันก็อยากให้เพื่อนทำ เพราะอย่างน้อยเป็นสิ่งที่เพื่อนรัก
            เมื่อเห็นว่ายิ่งพูดกันเรื่องนี้ก็ทำให้เพ็ญและพี่อินทะเลาะกัน ฉันเลยชวนคุยเรื่องอื่น ๆ พอประมาณหนึ่งทุ่มพวกเราทุกคนก็พากันขับรถไปที่ร้านอาหารเพื่อชีวิต ซึ่งร้านแห่งนี้เป็นร้านใหม่ที่เพิ่งเปิดไม่นานนี่เอง ฉันไม่เคยไปเที่ยวร้านอาหารที่มีดนตรีเพื่อชีวิตเล่นหลายปีแล้ว นับตั้งแต่ที่ทำงานอยู่ในโรงงานแถวนวนคร
            บรรยากาศในร้านอาหารเพื่อชีวิตแห่งนี้มีผู้คนเยอะมาก อาจจะเป็นเพราะว่าคืนวันศุกร์มีสาวโคโยตี้มาเต้นโชว์ด้วย ทำให้หนุ่ม ๆ เข้ามานั่งดื่มกินกันเต็มทุกโต๊ะ โต๊ะของฉันดูจะแปลกหน่อยเพราะมีคนรักของฉันซึ่งเป็นชาวต่างชาติเพียงคนเดียวที่เข้ามารับประทานอาหารในร้านแห่งนี้
            ฉันเอาไวน์ที่นำมาอเมริกาให้เพ็ญและสามีได้ดื่ม "ไวน์อะไรเหรอ" เพ็ญถาม
            "ไวน์ขาว ผลิตจากเมืองแคลิฟอร์เนียแหนะ เห็นเขาบอกว่าอร่อย แต่เราดื่มไม่เป็น เธอกับพี่อินดื่มกันเถอะ
            "ขอบใจนะ"
            พี่อินสั่งให้เด็กเสิร์ฟเอาไวน์ไปเปิดให้พร้อมแก้วไวน์สามใบ เพื่อให้พี่เขยของฉันได้ดื่มด้วย ส่วนฉันและคนรักพร้อมพี่สาวไม่ดื่มแอลกอฮอล์กัน
            "อร่อยดีนะ" หลังจากที่จิบไวน์ไปรอบหนึ่ง เพ็ญก็หันมาบอกฉัน
            "เราดีใจที่เธอชอบ" ฉันบอกเพื่อนด้วยรอยยิ้มอย่างสุขใจ
            "ชอบสิ ไม่เคยดื่มไวน์ที่ไหนอร่อยอย่างนี้เลย ทำไมเธอไม่หัดดื่มบ้างล่ะณัฐ ของดี ๆ อย่างนี้หายากนะ เราเคยเห็นพวกคนรวย ๆ เขาชอบดื่มไวน์ดื่มแชมเปญกันนะ"
            "ก็เราไม่ใช่คนรวยยังไงล่ะ และเราก็ไม่สนใจด้วยแหละ แต่เราชอบเก็บสะสมและเอามาฝากคนที่เรารักนะ อยากให้พวกเขาได้ลองดื่มกัน"
            "วันหน้าถ้ากลับไทย เอามาฝากเราอีกนะ เราชอบ" เพ็ญบอก
            "จ้า ถ้ามีโอกาสจะเอามาฝากนะ หากพวก ตม. ไม่จำเราเสียก่อน"
            "พวก ตม. จับเหรอ"
            "เขาจับให้ปรับเรื่องภาษีนำเข้านะ เพราะเราขนมาเยอะเหลือเกิน นี่งานขึ้นบ้านใหม่พี่กันต์ก็มีแต่เหล้าและไวน์จากอเมริกาทั้งนั้น ดีหน่อยที่ ตม. ไม่ตรวจ เราเลยรอดพ้นมาได้ แต่รอบหน้าไม่รู้จะกล้าไหม" ฉันบอกเล่าให้เพื่อนฟังตามความจริง
            "งั้นรอบหน้าเอามาแค่ขวดเดียวก็แล้วกันนะ"
            "เราจะพยายามนะ ถ้าเอามาไม่ได้ เราจะซื้อที่สนามบินมาให้แล้วกัน"
            ขณะที่นั่งทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย นักร้องบนเวทีก็ขับร้องเพลงอย่างช้า ๆ พี่กันต์จดอะไรสักอย่างใส่กระดาษแผ่นหนึ่งให้พนักงานเสิร์ฟ โดยที่พนักงานเสิร์ฟเอากระดาษแผ่นนั้นเดินไปยื่นให้กับนักร้องบนเวที พอเพลงที่กำลังบรรเลงจบลง นักร้องบนเวทีก็ยื่นกระดาษให้กับเจ้าหน้าที่ของร้านคนหนึ่ง เพียงครู่เดียวภาพสไล้ด์โชว์ชื่อของฉันและสามีโดดเด่นอยู่ตรงหน้าจอมอนิเจอร์ยักษ์ใหญ่บนเวที พร้อม ๆ กับเพลง เดือนเพ็ญ ที่บรรเลงช้า ๆ ตามจังหวะ
 
            พี่ขอให้น้องณัฐและน้องชิพมีแต่ความสุข ความเจริญ
          ขอให้น้องทั้งสองเดินทางกลับอเมริกาด้วยปลอดภัย
          พี่น้องและเพื่อน ๆ ทุกคนที่เมืองไทยยังคงรักและคิดถึงน้องเสมอ
          และจะรอน้องกลับมาในวันข้างหน้า
                   รักมากมาย
                   จากพี่กันต์และครอบครัวตัว อ. พร้อมเพื่อน ๆ ทุกคน 
         
          นักร้องนำวงประกาศชื่อฉันและสามีดังก้อง ทำให้แปลกใจเป็นอย่างมาก ความตื้นตันใจและปลื้มใจทำให้น้ำตาเอ่อเบ้า ฉันและคนรักยิ้มทั้งน้ำตา ฉันกระซิบบอกคนรักเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้เขาหันไปขอบคุณพี่กันต์และทุก ๆ คน
          ทางทีมงานและเพื่อน ๆ ทุกคนในร้านนี้ ขอให้อวยพรให้คุณณัฐและคุณชิพเดินทางกลับอเมริกาด้วยความปลอดภัยนะครับ บทเพลงนี้ทางเราจะเล่นเป็นพิเศษตามคำขอของคุณกันต์ครับ ขอเสียงปรบมือต้อนรับและอวยให้คู่รักคู่นี้ด้วยครับ
          เสียงปรบมือดังลั่นทั้งร้าน ทุกคนหันมาทางโต๊ะฉัน ทำให้ฉันและสามีลุกขึ้นยกมือไหว้กล่าวขอบคุณทุก ๆ คนตามมารยาท สามีของฉันดูจะตื่นเต้นหน่อย เพราะไม่เคยมาเที่ยวในร้านอาหารที่มีแต่คนไทยมาก่อน
            ภาพความสุขทุกอย่างในช่วงเวลานั้นผ่านไปเร็วมาก โดยที่ฉันและคนรักพร้อมทั้งครอบครัว รวมทั้งเพ็ญนั่งดื่มด่ำความสุขด้วยกัน หากแต่ว่าความสุขตรงนั้นมันผ่านไปเร็วมาก เมื่อจู่ ๆ ก็มีเรื่องที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
            เสียงแก้วของโต๊ะข้าง ๆ ที่ติดกันร่วงลงบนพื้น ฉันหันไปมองทางเสียงและกิริยาท่าทางของลูกค้าโต๊ะข้าง ๆ ซึ่งกำลังเมากันได้ที่ เพียงครู่เดียวคนรักก็สะกิดฉันให้ดูอะไรสักอย่าง
            "แก้วบาดผม"
            ฉันตกใจไม่น้อย จับขาของคนรักและให้พี่สาวเอาไฟตะเกียงบนโต๊ะส่องดู เห็นเศษแก้วขนาดครึ่งนิ้วปักอยู่บนหัวเข่าของคนรัก แถมมีเลือดไหลซิบ ๆ ฉันรีบเอากระดาษทิชชูซับเลือดให้คนรัก พร้อมทั้งบอกให้พี่สาวไปบอกให้ผู้จัดการร้านมาช่วยดูให้ ฉันค่อย ๆ ดึงเศษแก้วออกจากหัวเข่าของคนรัก และพูดปลอบโยนเขาไปด้วย
            "ไม่ต้องกลัวนะที่รัก เดี๋ยวผู้จัดการร้านจะมาดูแลให้ คุณเจ็บมากไหมคะ"
            "ไม่เจ็บมากหรอกครับ แต่เกิดอะไร ทำไมทุกอย่างเป็นแบบนี้"
            "โต๊ะนั้นคงเมา เลยทำแก้วแตกนะคะ"
            ทางด้านเพ็ญและพี่อินลุกขึ้นเดินมาดูอาการของคนรักของฉัน โดยที่ชายหนุ่มโต๊ะกรณีเดินมายกมือไหว้ขอโทษฉันและสามีไปด้วย
            "ผมขอโทษนะพี่ ผมเมาไปหน่อย อภัยให้ผมด้วยนะครับ" ผู้ชายอายุประมาณยี่สิบปีปลาย ๆ ยกมือไหว้ขอโทษอยู่ตลอด
            ฉันหันไปยิ้มให้เขานิดหนึ่ง ยกมือรับไหว้ตามมารยาท
            "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คิดเสียว่าอุบัติเหตุแล้วกัน" ฉันบอก
            "แฟนคุณเป็นอะไรมากไหมครับ เห็นมีเลือดไหลด้วย"
            "ค่ะ แต่ไม่เยอะหรอกนะคะ นิดเดียวเองค่ะ"
            "ผมขอโทษนะครับคุณ ผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ" ผู้ชายคนนี้เดินอ้อมไปยกมือขอโทษคนรักของฉัน นัยน์ตาของเขาดูเหมือนรู้สึกผิดจริง ๆ
            "ไม่เป็นไรครับ" คนรักของฉันเขาพูดภาษาไทยได้ชัดเจน โดยเฉพาะคำว่า ไม่เป็นไรครับ
          "คุณฝรั่งพูดไทยได้ด้วย" ผู้ชายคนนี้ดูตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าคนรักของฉันพูดไทยได้
            "ผมพูดไทยได้นิดหน่อยครับ" คนรักของฉันตอบได้เหมือนกัน เพราะสอนเขาเอาไว้ว่าควรพูดอย่างไร
            "คุณพูดได้ตั้งเยอะ ผมขอโทษนะคุณ" จากนั้นผู้ชายคนนี้ก็พูดไทยกับคนรักของฉันตลอด ซึ่งเขาฟังไม่รู้เรื่อง ฉันได้แต่แปลให้ฟัง
            ด้วยความเมาทำให้ผู้ชายคนนี้ไม่ได้ยกมือไหว้ขอโทษฉันและแฟนเท่านั้น แต่กลับยกมือไหว้ขอโทษกับทุก ๆ คนที่นั่งร่วมโต๊ะกับฉัน เพียงครู่เดียวผู้หญิงวัยประมาณสามสิบปีกลาง ๆ ก็เดินมาที่โต๊ะของฉัน และก็ลากผู้ชายคนนี้ห่างออกไปจากโต๊ะนิดหนึ่ง ซึ่งลูกค้าโต๊ะอื่น ๆ ต่างก็หันมามองโต๊ะของฉันและคู่กรณี
            "จะไปยกมือไหว้พวกมันทำเหี้ยอะไรวะ มันยังไม่มีใครตายสักหน่อย หรือว่ามีใครจะตาย" น้ำเสียงและถ้อยคำของผู้หญิงคนนี้ทำให้ฉันเสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก ฉันหันไปมองเธอทันทีพร้อมกับเพ็ญที่จ้องหน้าผู้หญิงคนนี้อย่างเอาเรื่อง
            "ก็แฟนเขาได้รับบาดเจ็บจากเศษแก้วที่ผมทำตกนี่คุณ จะไม่ให้ผมขอโทษเขาได้อย่างไร" ผู้ชายคนนี้บอกหญิงสาว
            "ไหนให้ฉันดูสิ ว่าเลือดไหลเยอะหรือเปล่า แกถึงได้ต้องยกมือไหว้ขอโทษพวกมันอยู่ตลอด"
            ผู้หญิงคนนี้เดินทางมาทางฉันและแฟน ยกมือไหว้อย่างไม่เต็มใจ สีหน้าบอกได้เลยว่าไม่มีความเป็นมิตรเลยสักนิด กลิ่นเหล้าที่เหม็นหึ่งทำให้ฉันต้องเบือนหน้าหนีนิดหนึ่ง
            "นี่คุณน้อง แฟนคุณนะเป็นอะไรมากไหม ฉันขอโทษแทนสามีฉันด้วยนะ"
            "ไม่เป็นไรคะพี่ อุบัติเหตุนิดหน่อย" ฉันตอบ
            "แล้วนี่จะไปหาหมอที่โรงพยาบาลไหม ค่าเสียหายจะเอาเท่าไรก็บอกมา เดี๋ยวฉันจ่ายให้เอง" ผู้หญิงคนนี้พูดขึ้น
            "ไม่เป็นไรหรอกพี่ หนูจัดการเองได้"
            "ถ้าจะเอาค่าเสียหายเท่าไรก็บอกมาแล้วกัน"
            "หนูไม่ได้ต้องการเงินหรอกนะคะ แค่คำขอโทษอย่างจริงใจสักคำ แค่นี้หนูกับแฟนก็พอใจแล้วแหละ"
            "อ้าว แล้วที่ฉันขอโทษเธอยังไม่พอใจอีกเหรอ หรืออยากให้ฉันกราบไหว้เหมือนสามีของฉัน" ผู้หญิงคนนี้ไม่พูดเปล่า แต่เข้ามาใกล้ ๆ ฉันและจับเนื้อต้องตัวฉันและสามีด้วย ทำให้ฉันต้องปัดมือออกไป
            ฉันหันไปทางพี่สาว รู้สึกว่าเรื่องทุกอย่างกำลังจะบานปลาย ฉันไม่ได้อยากมีเรื่องกับใคร แต่ก็ยอมรับว่าไม่ชอบคำพูดผู้หญิงคนนี้มาก ที่คิดว่าฉันและสามีต้องการค่ารักษาและค่าเสียหาย แม้ฉันจะอยู่ต่างประเทศหลายปี แต่ฉันก็ไม่ใช่คนหน้าเลือดที่เห็นอะไรเป็นเงินเป็นทองไปหมด
            ฉันลุกขึ้นทันที ป้องผู้หญิงคนนี้ไม่ให้เข้ามาใกล้คนรัก "หนูขอนะพี่ หนูรับคำขอโทษของพี่ แต่ขอให้พี่กลับไปที่โต๊ะเถอะนะ เรื่องค่ารักษาอะไรไม่ต้องห่วง เพราะแผลไม่ใหญ่มาก หนูดูสามีหนูได้"
            "ดูแลได้ แล้วทำไมสามีของเธอถึงทำสำออยเหมือนกับจะตายให้ได้"
            "เขาไม่ได้สำออย แต่เขาตกใจ เพราะไม่คิดว่าครั้งแรกที่เข้ามาดื่มกินในคลับที่มีแต่คนไทย จะเจอเรื่องราวแบบนี้ หนูขอเถอะพี่ กลับไปที่โต๊ะของพี่เถอะนะ"
            ช่วงจังหวะนั้นผู้จัดการร้านเดินตรงมาหาฉัน และถามไถ่อย่างสุภาพ ฉันบอกเล่าเรื่องราวให้เขาฟังทั้งหมด ผู้จัดการบอกว่าไม่มีพลาสเตอร์ให้คนรักของฉันได้ปิดแผล แต่ได้ให้เงินลูกน้องคนหนึ่งขับมอร์เตอร์ไซต์ไปซื้อพลาสเตอร์ที่ร้านเซเว่นอีลีฟเว่นแล้ว
            "เดี๋ยวสักพักลูกน้องของผมจะเอาพลาสเตอร์มาให้นะครับ แฟนคุณเป็นอะไรมากไหม"
            "ขอบคุณมากค่ะ แฟนไม่เป็นอะไรมากหรอกค่ะ แต่เลือดไหลตลอด ถ้าไม่ปิดแผลเอาไว้ เลือดก็คงไม่หยุด แต่ดู ๆ แล้วแผลไม่ได้ลึกอะไร แฟนขอแค่พลาสเตอร์ปิดแผลเท่านั้นค่ะ" ฉันบอกผู้จัดการร้าน
            "ทางผมต้องขอโทษมาก ๆ ที่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น"
            "ไม่เป็นไรค่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ"
            "เดี๋ยวผมจะเข้าไปคุยกับลูกค้าโต๊ะนั้นให้นะครับ จะบอกให้เขาระมัดระวังให้มากกว่านี้"
            "ขอบคุณค่ะ"
            ฉันระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ทรุดตัวนั่งลงข้าง ๆ คนรัก โดยที่มีเพ็ญเดินมายืนอยู่ข้าง ๆ
            "เราก็นึกว่าอีผู้หญิงคนนี้จะหาเรื่องเธอเสียอีก นี่เรากะว่าจะถอดส้นสูงตบหน้าแล้วนะ ผู้หญิงคนนี้นิสัยไม่ดีเลย ผิดก็ยอมรับผิด แถมพูดจาดูถูกเธอเอามาก ๆ เลย เราเห็นแล้วหมั่นไส้วะ" เพ็ญบอกฉัน
            "ช่างเขาเถอะเพ็ญ อย่าไปใส่ใจเลย ผู้จัดการไปคุยให้แล้ว เขาคงไม่มาก่อกวนพวกเราอีกแล้วแหละ"
            เพ็ญยอมเดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามกับฉันและติด ๆ กับพี่อิน เมื่อผู้จัดการเดินกลับมาบอกฉันอีกครั้ง ฉันก็หันไปคุยกับผู้จัดการร้านคนเดิม
            "ผมเคลีย์ให้แล้วนะครับ ถ้าเขาหาเรื่องอีก ให้เด็กไปเรียกผมนะ เดี๋ยวผมจะส่งคนมาช่วยดูแลโต๊ะคุณให้"
            "ขอบคุณค่ะ"
            ฉันยอมรับว่าพึงพอใจบริการต่าง ๆ ที่ทีมงานร้านอาหารแห่งนี้ดูแลฉันและคนรักพร้อมทุก ๆ คนเป็นอย่างดี เพียงไม่นานผู้จัดการร้านก็เดินกลับมาหาฉันอีกครั้ง
            "พลาสเตอร์ครับ ผมให้เด็กซื้อมาหลายอัน"
            "ขอบคุณมากนะคะ" ฉันรับพลาสเตอร์ และเอาทิชชู่ที่เช็ดเลือดให้คนรักกองไว้ตรงก้าวอี้ว่าง และก็ติดพลาสเตอร์ตรงแผลให้คนรัก
            "ผมขอโทษด้วยนะครับคุณ ขอโทษที่มีเรื่องแบบนี้ขึ้น" ผู้จัดการร้านยกมือไหว้ขอโทษคนรักของฉันอีกครั้ง
            "ไม่เป็นไรครับ" คนรักของฉันตอบรับอย่างใจดี
            "หากมีอะไรให้ทางผมช่วยก็บอกนะครับ เรื่องค่าอาหารและเครื่องดื่มทุกอย่าง ทางเราให้ส่วนลดคุณห้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นการขอโทษนะ" ทางผู้จัดการร้านบอก
            ฉันรู้สึกดีใจกับน้ำใจที่ทางผู้จัดการร้านมีให้ แต่ฉันไม่ได้ตอบรับแต่อย่างใด เพราะคิดว่าเป็นการเอาเปรียบกันเกินไป และอีกอย่างฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
            "ไม่เป็นไรคะคุณ ดิฉันกับแฟนจ่ายค่าอาหารทุกอย่างเต็มราคาเหมือนคนอื่นค่ะ ไม่ต้องคิดมากนะคะ เรามาทานข้าวมาหาความสุข ทางร้านดูแลเราดีทุกอย่าง เราก็ควรจะจ่ายเต็มราคา อย่าไปคิดเล็กคิดน้อยเลยนะคะ ดิฉันเป็นคนไทย และสามีของดิฉันก็เหมือนคนไทยคนหนึ่ง"
            "ขอบคุณ คุณมากเลยนะครับ"
            ฉันเพิ่งจะเข้าใจจากพี่เขยว่า ลูกค้าบางคนที่มาทานอาหารในร้านนี้ เวลาที่มีเรื่องราวเกิดขึ้น บางครั้งทางร้านขอโทษลูกค้าด้วยการให้ส่วนลดค่าอาหาร แต่แปลกฉันไม่ได้สนใจตรงนี้ เพราะเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
            "ไม่เป็นไรค่ะ"
            เมื่อผู้จัดการร้านเดินออกไป พนักงานชายคนหนึ่งก็มายืนดูเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ พี่สาวบอกฉันว่าผู้ชายคนนี้เป็นเหมือนบอร์ดี้การ์ดของร้านที่คอยดูแลความสุขของลูกค้าทุก ๆ คน ไม่ให้มีเรื่องราวกัน
            ขณะที่ฉันกับคนรักนั่งคุยกับเงียบ ๆ ผู้หญิงคนเดิมก็เดินกลับมา
            "นี่เธอ คิดยังไงถึงไปฟ้องผู้จัดการร้าน"
            "ดิฉันไม่ได้ฟ้อง แต่ดิฉันบอกความจริงกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด"
            "ก็แค่บาดแผลนิดเดียว ยังไม่ตายสักหน่อย ไม่เห็นต้องให้ผู้จัดการร้านมาจัดการเลย" ผู้หญิงคนนี้ตอบ และทำหน้าทำตาเหมือนไม่พอใจเอามาก ๆ
            "ถ้าผู้จัดการไม่มาจัดการ คุณก็คงไม่กลับไปที่โต๊ะ และเรื่องก็คงไม่จบหรอกมั้ง" ฉันตอบ
            "แล้วเธอจะเอายังไง จะให้ฉันกราบตีนเหรอ" ผู้หญิงคนนี้ตวาดใส่ฉัน
            "เรื่องมันจบแล้วนะคะ ขอให้คุณกลับไปที่โต๊ะเถอะ" ฉันลุกขึ้นจากเก้าอี้ และบอกผู้หญิงคนนี้ด้วยถ้อยคำหนักแน่น สายตาก็จ้องมองเธอตลอด แต่ยังคงเก็บความอดทนไว้ในใจ
            "แม่งเหี้ย พูดทำเป็นผู้ดีเลยนะหล่อน คิดว่ามีผัวฝรั่งแล้วยิ่งใหญ่นักเหรอ"
            ฉันตัวสั่นทันที รู้สึกโกรธมาก ๆ แต่ก็พยายามควบคุมตัวเองเอาไว้
            "จะพูดจะจาอะไรระมัดระวังด้วยนะคะ" ฉันบอกเตือนผู้หญิงคนนี้
            เพียงสักพักผู้ชายคนเดิมก็เดินกลับมาลากผู้หญิงคนนี้กลับไปที่โต๊ะ และยกมือขอโทษฉันและทุก ๆ คนอีกครั้ง
            "กูไม่ไป มึงปล่อยกูนะ มึงโง่หรือยังไง ไปไหว้มันทำไม"
            ผู้หญิงคนนี้ด่าทอให้ผู้ชายคนนี้ ฉันเห็นแล้วก็นึกสงสารผู้ชายมาก ๆ เพราะดูท่าทางของเขาไม่ได้เลวร้ายเลย แต่นิสัยของผู้หญิงนี่สิดูน่ากลัวกว่าที่ฉันคิดเอาไว้
            "เรื่องมันจบไปแล้ว จะไปต่อว่าเขาทำไม เขาไม่เอาเรื่องก็บุญเท่าไรแล้ว" ผู้ชายคนนี้ต่อว่าผู้หญิงคนนี้
            ทางด้านบอดี้การ์ดของร้านก็เข้ามาปรามผู้หญิงคนนี้ออกห่างไป แต่เพราะอารมณ์ที่ดื้อรั้นของผู้หญิงคนนี้ ทำให้เธอเผลอเข้ามาประชิดกับฉันได้ไม่ยาก
            "ถ้าพวกมันจะเอาเรื่องก็เอาสิ จะขึ้นโรงพักกูก็ไม่กลัวหรอก อีแค่เมียฝรั่งแค่นี้ กลัวทำไมวะ" พูดจบก็เดินมาทางฉัน
            "อยากได้เงินไหม จะเอาเท่าไรบอกมา เรื่องจะได้จบ ๆ" ผู้หญิงคนนี้ถามฉัน
            ฉันอารมณ์ฉุนขึ้นมาทันที "เรื่องมันจบไปแล้ว และหนูก็มีเงินพอที่จะดูแลรักษาสามีของหนูได้ พี่กลับไปซะ"
            "อีลาว อีเหี้ย กูพูดกับมึงดี ๆ นะเว้ย ตกลงมึงจะเอาค่าเสียหายเท่าไร ไม่ต้องมาทำตัวเหมือนพวกผู้ดีเลยนะมึง"
            ช่วงเวลาตอนนั้น ทั้งพี่สาวและพี่เขยลุกขึ้นและเดินมาป้องฉันและคนรักเอาไว้ ส่วนเพ็ญและสามีก็เดินอ้อมไปข้าง ๆ ผู้หญิงคนนี้ เพ็ญถอดรองเท้ามาถือเอาไว้ ทางพี่อินนั้นก็แกล้งเดินตัดหน้าผู้หญิงคนนี้และกระทืบเท้าแรง ๆ ทำให้เรื่องราววุ่นวายเกิดขึ้น ทางผู้จัดการร้านและตำรวจสองนายวิ่งเข้ามาที่โต๊ะของฉัน โดยที่โต๊ะข้าง ๆ ยืนเชียร์ให้ตบกันตลอด นักร้องบนเวทีหยุดบรรเลงเพลงทันที และก็เปิดไฟให้สว่างทั้งร้าน ทุกคนมองมายังโต๊ะของฉัน
            "เป็นอะไรมากไหมคุณ"
            "ไม่เป็นไรค่ะ แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ยอมหยุดเลย คุณช่วยจัดการให้หน่อยนะคะ บอกเธอว่าดิฉันไม่ได้ต้องการเอาเรื่องอะไร ขอให้เรื่องจบ ๆ กันเสียที"
            "ครับคุณ เดี๋ยวผมจัดการให้"
            ช่วงจังหวะนั้นตำรวจสองนายต้อนผู้หญิงคนนี้และเพื่อนบางคนให้ออกไปข้างนอกร้าน คงเหลือแต่ผู้ชายคู่กรณีที่เข้ามายกมือไหว้ขอโทษฉันและคนรักอีกครั้ง
            "ผมขอโทษแทนแฟนผมด้วยนะครับคุณ เธอคงเมาเลยอารมณ์ร้อนไปหน่อย"
            "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ วันหน้าก็ระมัดระวังหน่อย"
            "ผมขอโทษทุกๆ คนด้วยนะครับ" ผู้ชายคนนี้ยกมือไหว้ทุก ๆ คน และก็เป็นช่วงจังหวะที่หญิงสาวคนเดิมเดินกลับมา และก็มาลากตัวผู้ชายคนนี้ออกไปที่โต๊ะของตัวเอง
            "เหี้ย แม่งไปไหว้พวกมันทำไมวะ ไม่ต้องไหว้มันหรอก อีพวกนี้นะบ้านนอก อยากรวยเลยหาผัวฝรั่ง พอได้ผัวฝรั่งก็คิดว่าตัวเองเป็นผู้ดีตีนแดง ทำเป็นพูดเหมือนผู้ดี"
            ฉันรู้สึกอึ้งทันที เพราะคำพูดของผู้หญิงคนนี้ดูถูกดูแคลนเหลือเกิน พี่สาวเดินไปตามตำรวจที่อยู่หน้าร้านและผู้จัดการร้าน เพียงไม่นานตำรวจและบอดี้การ์ดทุกคนสั่งให้โต๊ะคู่กรณีจ่ายค่าอาหารทั้งหมด และก็คุมให้ออกไปจากร้าน
            เมื่อทุกคนออกไปหมดแล้ว เพลงบนเวทีก็เริ่มบรรเลงเพลงอีกครั้ง ทุกคนกลับมาสนุกเหมือนเดิม ฉันรู้สึกอารมณ์ไม่คอ่ยดี เพราะหงุดหงิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น พอไวน์หมดก็เลยชวนทุก ๆ คนกลับบ้านกัน ส่วนเหล้าที่เหลือก็ยกให้กับทางร้านไว้ให้คนที่อยากดื่มได้ดื่มกัน
            วันนั้นเพ็ญกับฉันนั่งรถมาด้วยกัน เราสองคนนั่งคุยกันกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
            "ทำไมเธอใจเย็นจังเลยณัฐ ถ้าเป็นเรานะ อีนั่นนะหัวแหกไปนานแล้ว"
            "เราไม่อยากมีเรื่องเพ็ญ พรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับอเมริกา เราไม่อยากยุ่งกับใคร"
            "แต่มันหาเรื่องเธอชัด ๆ นะ ดูถูกเสียด้วย"
            "เราห้ามคำพูดของคนไม่ได้หรอกเพ็ญ และเราจะทำอะไรตามอารมณ์ตัวเองไม่ได้หรอกนะ"
            "แต่มันด่าเธอนะณัฐ"
            "เรารู้ แต่เราไม่สนใจหรอก เพราะเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดกัน"
            "แต่เราแค้นแทนเธอนะ ถ้าอีผู้หญิงคนนั้นไม่เลิกนะ เรานี่แหละจะเอาส้นสูงตบหน้ามันให้เข็ดไปเลย"
            "อย่าไปทำแบบนั้นเลยนะเพ็ญ คนที่เขาไม่ดีนะ เขาก็จะมีชีวิตอยู่อย่างนี้ตลอดไป เราอย่าเอาพิมเสนไปแลกเกลือเลย มันไม่คุ้มหรอกเพ็ญ สู้เราเอากฏหมายมาแก้ปัญหาดีกว่า"
            "พูดถึงเธอก็พูดถูกนะ เพราะถ้าเธอต่อปากต่อคำด้วย ทางร้านก็คงไม่ชอบใจนัก แต่นี่ทางร้านเขาดูแลเธอดีมาก ๆ เลยนะ เรานะแอบชื่นชมเขาอยู่มากทีเดียว" เพ็ญบอก
            "ตั้งแต่เราแต่งงานไปอยู่ต่างแดน ความคิดความอ่านเราบางส่วนเปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นคนอารมณ์ร้อน โกรธง่าย แต่เราก็ควบคุมตัวเองได้"
            คืนนั้นฉันกับเพ็ญคุยกันหลายอย่าง เพ็ญและฉันโตขึ้นมาก แต่นิสัยของเราบางส่วนก็ยังเหมือนเดิม และบางส่วนก็เปลี่ยนไป หากแต่ส่วนที่เปลี่ยนไปนั้น เป็นส่วนที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่าเดิม
            เมื่อกลับมาถึงคอนโด ฉันขอให้เพ็ญและสามีค้างที่คอนโดด้วยกัน แต่พี่อินบอกว่ามีงานต้องทำแต่เช้า เลยขอกลับบ้าน และเพ็ญก็ต้องกลับพี่อินด้วย ฉันและสามีเดินมาส่งเพ็ญที่หน้าคอนโดกับพี่สาวและพี่เขย ฉันกอดเพ็ญเป็นการร่ำลาและยกมือไหว้ขอบคุณพี่อินที่มากินเลี้ยงส่งด้วยกัน
            "เธอจะขึ้นเครื่องกี่โมงล่ะ" เพ็ญถาม
            "หกโมงเช้าวันจันทร์ แต่คงออกไปสนามบินประมาณตีสามตีสี่นะ จะไปเช็คอินคนแรกเลย เพราะกระเป๋าเราเยอะ" ฉันจับมือเพ็ญไว้แน่น "เธอมาส่งเราที่สนามบินได้ไหมเพ็ญ"
            เพ็ญมองหน้าพี่อินเหมือนต้องการคำตอบ "เราไม่อยากรับปากเลย กลัวจะมาไม่ได้"
            "เราอยากให้เธอมา ถ้ามาได้ก็มานะเพ็ญ เราจะรอ เราอยากเห็นเธอนะ เพราะไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนเราจะได้เห็นเธออีก"
            "เราก็อยากไปอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าพี่อินจะว่างไหม"
            "เธอนั่งแท็กซี่มาก็ได้ เดี๋ยวเราจ่ายค่าแท็กซี่ให้เอง"
            "มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะณัฐ" เพ็ญถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนมีเรื่องบางอย่างอยู่ในใจที่เธอไม่สามารถบอกฉันได้เลย "เอาเป็นว่าถ้าเรามาได้ก็จะมานะ แล้วเธอไปอยู่ที่ต่างแดนก็ดูแลตัวเองด้วย มีลูกเมื่อไหร่อย่าลืมส่งรูปมาให้เราดูด้วยนะ ส่งมาทางเบอร์อีเมลเก่าของเพื่อนเรานี่แหละ ง่ายดี เดี๋ยวเราให้มันช่วยเช็คอีเมลให้"
            "แล้วทำไมเธอไม่มีอีเมลของตัวเองหรอกหรือ"
            "ไม่มี ทำไม่เป็น"
            "เธอไม่ได้เรียนเลยเหรอเพ็ญ แล้วพี่อินไม่สอนเธอเหรอ"
            "สอนอะไร พี่อินไม่มีเวลาหรอก วัน ๆ ก็ยุ่งตลอด เราก็ให้เพื่อนสอนให้"
            "แล้วเธอเปิดร้านเกมส์ร้านเน็ตได้อย่างไรล่ะ"
            "ก็ทำแบบที่พี่อินบอก แต่ให้มีอีเมลนั้น พี่อินไม่ได้สอน"
            ฉันได้ฟังเรื่องราวของเพื่อนก็นึกสงสารอยู่มาก "เอางี้ดีกว่านะ แล้วเราจะโทรหาเธอนะ เราจะสอนเธอเอง เราจะสอนทุกอย่างที่เราเป็นทั้งหมด"
            "ได้ ๆ เราจะรอนะ"
            คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่ฉันได้กอดเพ็ญอย่างสุขใจ เราสองคนร่ำลากันอีกครั้ง ซึ่งไม่รู้ว่านานแค่ไหนถึงจะได้เจอกันอีก
            เมื่อถึงคราวที่ต้องเดินทางกลับต่างประเทศ พี่น้องหลายคนและเพื่อนสนิทอีกคนและสามีมาส่งฉันที่สนามบิน แต่วันนั้นไม่มีเงาของเพ็ญมาหาฉันเลย ขณะที่เช็คกระเป๋าเดินทางกันเสร็จแล้ว พวกเราทุกคนก็มานั่งคุยกันตรงเก้าอี้ด้านขวามือสุดติด ๆ กับร้านอาหาร
            เสียงโทรศัพท์มือถือของฉันที่ยกให้พี่สาวไว้ใช้ดังขึ้น พี่สาวยื่นโทรศัพท์ให้ฉัน
            "เพ็ญโทรมา"
            ฉันระบายยิ้มอย่างสุขใจทันที ดีใจที่เพื่อนสนิทโทรมา "เพ็ญ เธออยู่ไหนเหรอ"
            "เราขอโทษนะณัฐ เราไปส่งเธอไม่ได้เลย ตอนนี้เราอยู่ต่างจังหวัดกับพี่อิน" น้ำเสียงของเพ็ญดูเศร้าไปมาก
            "พี่อินพาเธอไปเหรอเพ็ญ"
            "เออ" เพ็ญตอบสั้น ๆ ซึ่งฉันเข้าใจเป็นอย่างดี "ถึงจะมาส่งไม่ได้ แค่โทรมา เราก็ดีใจมากแล้วแหละ" ฉันบอกเพื่อนรัก
            "ไปอยู่ที่นั่นดูแลตัวเองให้ดีล่ะ แล้วเรื่องผีที่เราเล่าให้เธอฟังอย่าลืมเอามาเขียนนะ เราจะรออ่าน"
            "ได้เลย เราจะเขียนทุกอย่างที่เธอต้องการ"
            "แล้วถ้ามีลูก อย่าลืมส่งรูปมาให้เราดูด้วยนะ ลูกเธอคงน่ารักน่าดู"
            "จ้า จะส่งไปให้ดูแน่นอน"
            "เราขอให้เธอเดินทางปลอดภัยนะ และฝากขอโทษแฟนเธอด้วยที่เราไม่สามารถไปส่งได้ เรามีความจำเป็นจริง ๆ" เพ็ญบอกย้ำอีกครั้ง
            "ไม่เป็นไรหรอก แฟนเราเข้าใจ และเราก็เข้าใจเธอนะเพ็ญ" ฉันบอกเพื่อนรัก
            "โชคดีนะณัฐ เพื่อนคนนี้จะรอดูความสำเร็จของเธอ และจะรอวันที่เธอกลับมา"
            "เช่นกันเพ็ญ ดูแลตัวเองให้ดีนะ มีอะไรก็โทรหาเราได้ตลอด ยังมีเบอร์โทรศัพย์เราหรือเปล่า"
            "มี ๆ"
            "อย่าทำหายเสียล่ะ มีอะไรก็โทรมาได้ตลอด ไม่ต้องเกรงใจนะ เราเป็นเพื่อนเธอนะเพ็ญ และเราก็รักและห่วงเธอ"
            "ขอบใจ เรารู้ งั้นแค่นี้นะ"
            การจากเมืองไทยมาอยู่ต่างแดนในวันนั้น เป็นวันที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขมากมาย แม้จะเศร้าไปบ้างกับการร้างลาพี่น้องและเพื่อน ๆ ที่น่ารักหลายคน หากแต่ทุกอย่างคือความทรงจำที่ฉันจดจำได้ทั้งหมด และมันก็ฝังแน่นอยู่ในใจฉันทุกลมหายใจ
 
            ตั้งแต่เดินทางมาถึงอเมริกา ฉันก็พยายามติดต่อกลับไปหาเพ็ญ แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้เลย ทำให้เราสองคนห่างกันไป หากแต่หัวใจของฉันก็ยังคิดถึงเพื่อนคนนี้อยู่เสมอ ได้แต่ภาวนาสวดมนต์ให้เธอมีความสุข ทุกครั้งที่โทรศัพท์หาพี่สาวที่เมืองไทย ฉันก็มักจะถามหาข่าวคราวเกี่ยวกับเพ็ญเสมอ ซึ่งพี่สาวเองก็พยายามช่วยฉันสืบหาข่าวคราวเกี่ยวกับเพ็ญให้ ฉันไม่รู้หรอกว่า เพ็ญจะเคยรู้ตัวบ้างไหม ว่าเพื่อนคนนี้ห่วงใยเขามากแค่ไหน
             เมื่อปลายปีที่ผ่านมา พี่สาวโทรมาหาฉันด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เหมือนร้องไห้กับเรื่องบางอย่าง ฉันรับโทรศัพท์และตั้งใจฟังอย่างดี เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับพี่สาวและคนที่ฉันรักที่เมืองไทย
            "ณัฐฟังพี่ใหดีนะ พี่ได้ข่าวจากพี่บุหงาว่าเพ็ญเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ไม่รู้จะมีชีวิตอีกนานแค่ไหน ตอนนี้เพ็ญไม่ได้อยู่กับพี่อินแล้วนะ เพ็ญย้ายไปอยู่กับเพื่อนคนหนึ่งแถวสุขุมวิท เห็นว่าทำงานร้านกาแฟกับเพื่อนอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง"
            เสียงบอกเล่าผ่านโทรศัพท์จากพี่สาวทำให้ใจที่เคยแข็งแกร่งของฉันอ่อนล้าไปหมด เหมือนกับมีคนเอามีดกรีดหัวใจของฉัน
            "เพ็ญเป็นอะไรมากไหมพี่กันต์"
            "พี่ไม่รู้ แต่พี่เพิ่งได้เบอร์จากแม่ของเพ็ญ พี่โทรไปหาเขาแล้ว พี่อยากให้ณัฐโทรหาเพ็ญนะ"
            "ค่ะ เดี๋ยวหนูจะโทรหาเดี๋ยวนี้เลย"
            วันนั้นฉันกดโทรศัพท์หาเพ็ญทันที ดีใจที่ได้ยินเสียงของเพื่อนรักอีกครั้ง เพ็ญกับฉันคุยกันเหมือนไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น เพ็ญถามฉันเรื่องเขียนนิยายต่าง ๆ ที่ฉันทำยามที่มีเวลาว่าง ฉันบอกเล่าให้เพ็ญฟังและถามเรื่องชีวิตของเธอ เพ็ญไม่ได้เล่าเรื่องชีวิตให้ฉันฟังมากนัก บอกแต่ว่าเลิกกันกับพี่อินนานแล้ว
            "เกิดอะไรขึ้นเหรอเพ็ญ ทำไมถึงเลิกกัน" ฉันถามเพื่อน
            "อยู่ไปก็ไม่มีความสุขนะณัฐ จะทนอยู่เพื่ออะไร ต่างคนต่างไปดีกว่า ตอนนี้พี่อินก็มีคนใหม่ เราก็มีคนใหม่" เพ็ญบอกเล่าเล็กน้อย
            "แล้วคนใหม่ของเธอเขาดีไหมเพ็ญ"
            "ก็ดีนะณัฐ ทำงานเป็นหนุ่มโรงงานเหมือนที่เธอเคยทำนั่นแหละ นิสัยดีและรักเรามาก ๆ"
            "แล้วเธอรักเขาหรือเปล่า"
            "บอกยากนะ แต่ก็ยอมรับว่าอยู่กับคนนี้ก็มีความสุขดี เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ คนนี้ดีจริง ๆ แถมเป็นคนอีสานเหมือนพวกเราด้วยแหละ"
            "ถ้าเขารักและดีกับเธอจริง ๆ เราก็ดีใจมาก ๆ เพ็ญ เราอยากเห็นเธอมีความสุข"
            "เราก็มีความสุขดีนี่"
            "แต่เธอไม่สบายใจใช่ไหมเพ็ญ" ฉันถามเพื่อน แทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ยอมรับว่าเสียงสั่นเครือเหมือนคนจะร้องไห้ให้ได้
            "เธอรู้ได้ยังไง พี่กันต์บอกเหรอ" เพ็ญถาม
            "ใช่ ทำไมเธอไม่บอกเราบ้างเพ็ญ เธออย่าตายนะเพ็ญ เธอต้องรอเรากลับไปเมืองไทยก่อนนะ" และแล้วฉันก็เผลอปล่อยความอ่อนแอออกมา
            "จะบ้าเหรอ ฉันไม่ตายง่าย ๆ หรอก โรคแค่นี้ไม่ทำให้ฉันตายหรอก" คำพูดของเพ็ญดูแข็งแกร่งมาก ๆ ทำให้ฉันเบาใจลงได้บ้าง
            "ไม่ตายจริง ๆ นะ ห้ามตายล่ะ"
            เพ็ญหัวเราะ ฉันจำน้ำเสียงเธอได้ดี ดีใจที่สุดที่ได้ยินเสียงหัวเราะของเพื่อน "ห้ามกันตายได้ด้วยเหรอวะ"
            "ไม่รู้ แต่เราห้ามไ ม่ให้เธอตายนะเพ็ญ อย่าตายนะ"
            "เราไม่ตายหรอก ว่าแต่เธอนะ ได้ข่าวว่าเขียนนิยายเหรอ มีหนังสือออกมากี่เล่มแล้วล่ะ"
            "ไม่กี่เล่มเอง เราก็เขียนเล่น ๆ สนุก ๆ ไม่ได้ยึดเป็นอาชีพหรอก" ฉันตอบเพื่อนไปตามความจริง เพราะงานเขียนเป็นงานที่รัก แต่ไม่ใช่อาชีพที่ฉันยึดเอาไว้เลย
            "ดี ๆ เขียนเยอะ ๆ นะดี แล้วเขียนเรื่องอะไรบ้างล่ะ"
            "เรื่องทั่วไป เรื่องแต่งบ้าง เรื่องจริงบ้าง แล้วแต่อารมณ์พาไป อ้อ มีเรื่องตอนที่เราเด็ก ๆ ด้วยแหละ สมัยเข้ามาทำงานกรุงเทพครั้งแรก เรายังเขียนไม่จบเลย เราเขียนได้แค่เจ็ดตอนเอง" ฉันบอกเล่าเพ็ญอย่างมีความสุขเมื่อได้พูดถึงเรื่องราวที่ขีดเขียน
            "ชื่อเรื่องอะไรเหรอ" เพ็ญถาม
            "ชีวิตรันทดแต่งดงามยังไงล่ะเพ็ญ ชีวิตของเราทั้งหมด"
            "จริงเหรอ เขียนชีวิตเราด้วยสิ เราอยากให้เธอเอาเรื่องของเรามาเขียนเป็นนิยาย เราอยากเป็นตัวละครในนิยายของเธอ เราอยากอ่านณัฐ" น้ำเสียงของเพ็ญดูตื่นเต้นอยู่มาก
            "เอาจริงเหรอ" ฉันถามเพื่อนรักเพื่อความแน่ใจ
            "เอาจริงสิ นะ ๆ ช่วยเขียนด้วย เราจะรออ่าน"  
            "ก็ได้เพ็ญ แต่เธอต้องสัญญานะว่าเธอจะรออ่านนิยายเรื่องนี้" ในวันนั้นฉันบังคับให้เพื่อนสัญญากับฉัน เพราะฉันอยากเจอเพื่อนอีกครั้ง อยากให้เพื่อนรักมีชีวิตอยู่นาน ๆ
            "เออน่า เราสัญญา ว่าแต่เธอจะกลับมาเมืองไทยเมื่อไหร่ล่ะ" เพ็ญถามฉัน
            "ถ้าไม่ติดปัญหาอะไรก็ซัมเมอร์ปีหน้า แต่ถ้ามีภาระอื่น ๆ ก็คงประมาณซัมเมอร์ปี 2010 จ้า"
            "ยังไงถ้ากลับมาเยี่ยมเมืองไทย ก็แวะมาหาเราบ้างนะ เอานิยายมาให้เราอ่านด้วย"
            "จ้า ไปแน่นอนแหละ"
            วันนั้นฉันคุยกับเพ็ญหลายอย่าง เราคุยกันสนุกสนานเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนกับว่าเพ็ญไม่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย เราสองคนสนิทกันมาก เพ็ญเป็นเพื่อนคนเดียวที่เติบโตมากับฉัน เราเรียนหนังสือด้วยกันตั้งแต่ ป. 1 จนถึงมัธยมต้นและก็ย้ายมาทำงานที่กรุงเทพด้วยกัน จากนั้นชีวิตฉันและเพ็ญก็แยกย้ายกันไปตามเหตุผลชีวิต แม้จะพรากจากกันหลายหนหลายคราเหมือนกับเรื่องราวข้างต้นที่เคยเล่าไปแล้ว แต่ทว่าเราสองคนก็ติดต่อหากันเสมอ และก็ไปมาหาสู่กันอย่างต่อเนื่อง แม้จะขาดตอนไปบ้าง แต่ก็หากันเจอวันยังค่ำ
            เพ็ญคือเพื่อนที่ฉันรักมากที่สุดในชีวิต คือเพื่อนตายที่ฉันมอบหัวใจให้ทั้งหมด เพ็ญไม่ได้เป็นแค่เพื่อนเท่านั้น แต่เธอเป็นเหมือนพี่สาวของฉันด้วย เราสองคนผจญภัยชีวิตด้วยกัน ร้องไห้ด้วยกัน ยิ้มด้วยกัน และก็ปรับทุกข์สุขด้วยกัน เราสองคนมีอะไรคล้ายกัน แต่แปลกชีวิตเราสองคนกลับเดินคนละเส้นทางที่ไกลกันเหลือเกิน อยู่กันคนละประเทศแต่หัวใจรับรู้ถึงความคิดถึงที่มีให้กันตลอด
            หลังจากที่คุยกับเพ็ญในวันนั้น ฉันก็กลับมาเขียนนิยายเรื่อง "ชีวิตรันทดแต่งดงาม" จนจบ ฉันตั้งใจเขียนนิยายเรื่องนี้มาก ๆ เพราะรู้สึกว่ามีคนที่รออ่านอยู่ และเขาคนนี้มีเวลาอยู่น้อยมาก ฉันตั้งใจไว้ว่าจะปริ้นงานเขียนชิ้นนี้ไปให้เพื่อนสนิทได้อ่านและเก็บเอาไว้ เพราะเรื่องราวตรงนี้คือชีวิตของฉันและชีวิตของทุก ๆ คนที่ฉันรัก โดยเฉพาะเพื่อนที่ชื่อ "จันทร์เพ็ญ"
            ปลายเดือนที่ผ่านมาฉันรู้สึกคิดถึงเพ็ญมาก ๆ ตั้งแต่เขียนนิยายจบ ฉันก็พยายามกดโทรศัพท์ไปบอกเพ็ญ แต่ก็ติดต่อไม่ได้เลย เพราะโทรศัพท์เพ็ญติดต่อยากมาก ๆ ตอนนั้นฉันเองก็คิดว่าคงไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยโทรหาเพ็ญวันหลังก็ได้ และก็ตั้งใจทำงานอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้าไปเรียนด้วย โดยที่ไม่ได้ติดต่อหาเพ็ญอีกเลย เพราะใจบอกว่าปีหน้าก็คงได้กลับเมืองไทยแล้ว คงได้ไปเห็นหน้ากันและทานข้าวด้วยกันอีก
 
            มีอยู่วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังนอนหลับอยู่ พี่กันต์โทรศัพท์มาตอนตีสามและบอกฉันว่าเพ็ญอาการหนัก เข้าโรงพยาบาล เพ็ญนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา ไม่รับรู้ใด ๆ ฉันได้ยินเสียงพี่สาวน้ำตาไหลไปด้วย
            "ณัฐต้องรีบโทรหาเพ็ญนะ เพ็ญเขาไม่ยอมไป เขาคงรอณัฐอยู่" พี่กันต์บอกฉัน น้ำเสียงสั่น ฉันได้ยินเสียงสะอื้นของพี่สาวชัดเจน
            "ค่ะ หนูจะโทรหาเพ็ญทันที"
            คืนนั้นฉันนั่งกดโทรศัพท์เข้ามือถือเพ็ญประมาณตีสาม มือสั่นไปหมด น้ำตาก็ไหลไม่หยุด ช่วงระหว่างที่มีสัญญาณสายว่าง ใจของฉันก็เต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย รู้สึกปวดร้าวไปด้วย พอมีคนรับสาย ฉันก็แทบจะพูดอะไรไม่บอก เพราะเสียงคนที่ทักทายปลายสายไม่ใช่ใคร แต่เป็นน้องสาวของเพ็ญนั่นเอง
            "น้องดาวเหรอคะ นี่พี่ณัฐนะ เพ็ญเป็นยังไงบ้าง"
            "พี่ณัฐ หนูดีใจจังเลยที่พี่โทรมา รู้ไหมพี่เพ็ญเขาหลับไม่ตื่นเลยนะพี่ นี่ก็ปาวันที่สามแล้วนะ พี่คุยกับเขาหน่อยไหม หนูว่าเขารอคุยกับพี่อยู่นะ หนูว่าเขาต้องรอพี่แน่ ๆ เลย"
            "จ้า ๆ ขอพี่คุยกับเขานะ"
            "พี่ณัฐ หนูบอกพี่ก่อนนะว่าพี่เพ็ญนะเขาไม่สามารถพูดกับพี่ได้ แต่เขาฟังพี่อยู่นะ เขาได้ยินพี่ทุกอย่าง แต่ร่างกายเขาไม่สามารถขยับเขยื่อนได้แล้ว พี่ณัฐอย่าลืมบอกเขานะว่าอย่าได้ห่วงพี่ ขอให้เขาหลับให้สบาย" น้องดาวบอกเล่าอย่างเศร้า ๆ น้ำเสียงแหบ ๆ เห็นได้ชัดว่าร้องไห้มาตลอด
            "จ้า ไม่เป็นไรจ้า พี่จะบอกเขาเอง"
            ฉันตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง เดินไปนั่งในห้องแต่งตัวที่อยู่ติด ๆ กับห้องน้ำทันที เปิดไฟในห้องน้ำและห้องแต่งตัวสว่างจ้า ปิดตัวเองอยู่ในห้องแคบ ๆ นั่งกอดเข่าตัวเองถือโทรศัพท์ไว้ตลอด น้ำตาไหลไม่หยุด แม้จะยังไม่ได้เอื้อนเอยคำพูดใด ๆ ออกไป แต่ก็กลั้นสะอื้นไว้ไม่อยู่ พอน้องดาววางสายเปิดลำโพงมือถือ ฉันก็พยายามที่จะรวบสติของตัวเองให้เข้มแข็งที่สุด แต่จนแล้วจนเล่าฉันก็อ่อนแอมาก ๆ
            "เพ็ญ....เพ็ญ...นี่เรานะ เพ็ญเป็นยังไงบ้าง"
            ฉันร้องไห้ไปด้วยและคุยกับเพื่อนไปด้วย หัวใจเจ็บจี๊ด ๆ อยู่ตลอด "เรารู้นะว่าเธอได้ยินที่เราคุย เราคิดถึงเธอมาก ๆ เลยนะเพ็ญ แฟนเราก็ฝากความคิดถึงมาให้เธอด้วยนะ เรากับแฟนเป็นกำลังใจให้เธอนะเพ็ญ ขอให้เธอลุกขึ้นต่อสู้กับโรคร้ายให้ได้ เธออย่ายอมแพ้มันนะ เธอต้องเอาชนะมันให้ได้" ฉันสะอื้นไห้อีกครั้ง ได้ยินเสียงคุณแม่ของเพ็ญและญาติพี่น้องที่อยู่ในห้องร้องไห้ไปด้วย
            "เพ็ญจำได้ไหม เพ็ญเคยสัญญากับเราว่าเพ็ญจะรออ่านนิยายเรื่องที่เราเขียนให้เธอ นิยายเรื่องนี้ชื่อว่า "ชีวิตรันทดแต่งดงาม" เราเขียนมันจบแล้วนะเพ็ญ เขียนจบตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เราตั้งใจว่ากลับไปเมืองไทยจะปริ้นไปให้เธออ่านให้ได้ เธอต้องหายนะเพ็ญ หายจากโรคร้ายให้ได้นะเพื่อน เธอไม่อยากรู้เหรอว่าเราเขียนอะไรบ้าง เธอคงจำไม่ได้หรอกว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเราสองคนทำอะไรกันไว้บ้าง เราอยากให้เธอได้อ่านนะเพ็ญ เธอเคยบอกว่าเธอลืมเรื่องราวในอดีตทุกอย่างไปหมดแล้ว แต่เราไม่เคยลืมมันเลยนะเพ็ญ เราเขียนมันทุกอย่าง และเราเชื่อว่าถ้าเธอได้อ่าน เธอจะต้องตกใจที่เราจดจำทุกอย่างได้ทั้งหมด ตื่นขึ้นมานะเพ็ญ อย่าทำแบบนี้เลยนะ อย่าทิ้งเราไปเลยนะ เธอรู้ไหมเรามาอยู่ที่นี่ไกลแสนไกล เรามีความสุขแต่เราคิดถึงเพื่อน ๆ และญาติพี่น้องที่เมืองไทยจังเลย เรามีเพื่อนที่ดีที่สุดคือเธอคนเดียว ไม่มีใครดีกับเราเท่าเธอเลย เราอยากให้เธอเป็นเพื่อนกับเราจนแก่เฒ่า อย่าจากเราไปได้ไหม เราขอร้องนะเพ็ญ เธอสัญญาว่าจะรอเรากลับไปเมืองไทย เธอต้องรอเรานะเพ็ญ เธออยากเห็นแฟนเราเรียนจบปริญญาเอกไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เขาเรียนจบเอกแล้วนะเพ็ญ และเขาก็ดูแลเราดีมาก ๆ เลยนะ เธอไม่ต้องห่วงเรา หายห่วงเราได้แล้วนะ"
            ฉันพร่ำพูดทางโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศคนเดียว ทั้งที่คนปลายสายไม่ได้โต้ตอบแม้แต่คำเดียว ฉันสะอื้นไห้เหมือนคนบ้าอยู่ในห้องแต่งตัวเพียงคนเดียว เพียงไม่นานแฟนของฉันก็ตื่นขึ้นมานั่งกอดฉันเบา ๆ เขาคงรับรู้ว่าฉันคงมีเรื่องไม่สบายใจ เขาคงรู้ว่าเพ็ญกำลังจะจากฉันไป เขาได้แต่ปลอบโยนในขณะที่ฉันก็ยังคงพูดกับคนที่หลับเหมือนเจ้าหญิงนิทราที่เมืองไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง
            "เราไม่รู้จะบอกเธอว่าอย่างไร เราอาจจะไม่เคยบอกรักเธอ หรือเธออาจจะไม่เคยเชื่อสิ่งที่ได้ยิน เราอาจจะไม่เคยบอกเธอว่าเรารักเธอมากแค่ไหน เรารักเธอนะเพ็ญ รักเหมือนเพื่อนเหมือนพี่สาว ไม่เคยรักเพื่อนคนไหนมากเท่าเธอเลย ขอบคุณมาก ๆ ที่เธอดูแลเราดีมาก ๆ ขอบคุณที่เธอคอยชี้แนะและผลักดันให้ชีวิตเรามีวันนี้ ขอบคุณที่ทำให้เราได้พบเจอคนรัก ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง หากอะไรที่เราทำเพื่อเธอได้ ขอให้เธอบอกเรานะ ไม่ต้องเกรงใจ และขอให้จำเอาไว้เสมอว่า เพื่อนคนนี้มีแต่ความรักและความจริงใจให้กับเธอ"
            พอสักพักคุณแม่ของเพ็ญก็หยิบโทรศัพท์มาคุยกับฉัน เพราะท่านคงจะได้ยินฉันสะอื้นไห้มาก ท่านคงจะห่วงฉัน กลัวว่าฉันจะเจ็บจะไข้เหมือนเพ็ญด้วย
            "ณัฐเหรอลูก นี่แม่ของเพ็ญนะลูก"
            "แม่...แม่....เพ็ญเป็นแบบนี้นานหรือยังคะแม่"
            "ก็เพิ่งเป็นเมื่อไม่กี่วันเองลูก เขาก็หลับอยู่อย่างนี้ตลอด หมอบอกว่าเหมือนเขานอนรอใครสักคน เขาคงจะรอคุยกับณัฐนะลูก แม่ไม่เคยรู้ว่าณัฐสัญญากับเพ็ญว่าจะเขียนนิยายให้ แม่ไม่เคยรู้ว่าเพ็ญเขาติดสัญญากับณัฐเอาไว้" แม่เพ็ญเล่าพลางร้องไห้ไปด้วย
            "คะแม่ หนูกับเพ็ญสัญญาให้กันเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และหนูก็ทำมันสำเร็จแล้วนะคะแม่ เพียงแต่หนูยังไม่ได้ปริ้นนิยายเรื่องนี้ออกมา ยังไม่มีโอกาสได้กลับเมืองไทยเอาไปให้เพ็ญอ่าน"
            "เพ็ญเขาคงอยากขอโทษที่เขาอาจต้องผิดสัญญากับหนู แม่ดีใจที่หนูโทรมาคุยกับเขา เพ็ญเขาคงห่วงหนูนะลูก หนูกับเขาสนิทกันมาก ๆ แม่คิดไม่ผิดเลยว่าหนูสองคนต้องมีอะไรผูกพันกันเอาไว้แน่ ๆ ด้วยเหตุนี้แหละมั้งที่ลูกสาวแม่เขาไม่ยอมไปสักที ตอนนี้เขาได้ฟังที่หนูพูด เขาคงหายห่วงหนูแล้วแหละ คราวนี้เขาคงนอนตาหลับสักที เขาคงไม่ทรมานอีกต่อไป" แม่ของเพ็ญบอกเล่าและสะอื้นไห้ไปด้วย
            "แม่คะ แม่บอกเพ็ญนะว่าหนูรักเขา บอกเขานะคะว่าหนูจะโทรมาเขาทุก ๆ คืนที่หนูกลับมาจากทำงาน บอกเขานะคะว่าให้เขาเข้มแข็งและหายไว ๆ หนูจะกลับไปหาเขาที่เมืองไทยปีหน้าแน่นอนค่ะ ปีนี้หนูยังกลับไม่ได้คะแม่ หนูยังทำงานอยู่ หนูเพิ่งได้งานทำกับบริษัทแซม ซึ่งเป็นบริษัทที่มั่นคงพอสมควร หนูลางานไม่ได้เลยคะแม่"
            "ไม่เป็นไรลูก แม่ไม่ว่าอะไร แค่หนูอุตส่าห์โทรมาและไม่ลืมลูกสาวแม่ แค่นี้แม่ก็สุขใจเหลือเกิน แม่เชื่อว่าเพ็ญเขาเข้าใจหนู และคงไม่ว่าอะไรหรอกที่หนูมาเยี่ยมเขาไม่ได้"
            "ขอบคุณแม่มากค่ะ หากแม่มีอะไรให้หนูช่วย แม่บอกหนูได้ตลอดนะ หรือจะบอกผ่านพี่กันต์ก็ได้"
            "จ้าลูก แม่ขอบใจหนูมาก ๆ นะ"
            คืนนั้นฉันร้องไห้จนหมดแรง ตาบวมไปทำงานอีกต่างหาก แต่ฉันก็พยายามใส่ยาหยอดตาเพื่อไม่ให้ตาแดง และพยายามเอาทำใจให้สบาย ทำสีหน้าให้สดชื่น เพราะเวลาทำงานฉันก็ไม่อยากให้ใครเห็นภาพความอ่อนแอและความทุกข์ที่ฉันได้รับ ฉันมีความสุขกับที่ทำงานเสมอ ไม่เคยเลยที่จะเก็บความทุกข์กลับมาบ้าน
            ทุก ๆ คืนที่กลับมาจากทำงาน ฉันก็จะกดโทรศัพท์ไปหาเพ็ญที่เมืองไทยเสมอ แม้ว่าเพ็ญไม่สามารถสื่อสารได้ ฉันก็ได้แต่ฝากบอกกับน้องสาวเพ็ญให้เขารู้ว่า ฉันได้โทรมาให้กำลังใจเขา อยากให้เขาต่อสู้กับโรคร้ายให้ถึงที่สุด ชีวิตฉันเป็นแบบนี้อยู่สองสามวัน ยอมรับว่าบางช่วงก็เศร้าสุด ๆ เคยยืนน้ำตาไหลที่ทำงาน แต่ก็เอามือซับน้ำตาเอาไว้ตลอด เพราะไม่อยากให้ลูกค้าเห็น อยากจะร้องไห้ระบายออกมาให้หมด แต่ก็ไม่กล้าทำ ได้แต่เก็บความห่วงใยที่มีให้เพื่อนมาระบายที่บ้านเท่านั้น
            ตอนเที่ยงคืนของวันเสาร์ฉันยืนทำงานอยู่เงียบ ๆ ใจก็ห่วงเพื่อนที่อยู่เมืองไทยเหลือเกิน ฉันรู้สึกเจ็บปวดจี๊ด ๆ ตรงหัวใจ  รู้สึกหัวใจเหมือนถูกใครทิ่มแทงทำร้าย รู้สึกเสียใจและเศร้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกคิดถึงเพื่อนก็ลอยไปลอยมาอยู่ในสมองตลอด ทั้งที่ใบหน้ามีแต่รอยยิ้มให้ลูกค้าที่เจอในที่ทำงาน แต่หามีใครรู้ว่าเบื้องหลังรอยยิ้มบนใบหน้าของฉันนั้น มันมีแต่ความเศร้าและความห่วงใยไปให้เพื่อนรักที่เมืองไทย
            ฉันกลับมาถึงบ้าน เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ กำลังเปิดเครื่องคอม พี่สาวก็โทรทางไกลจากเมืองไทยมาหา
            "ณัฐ ณัฐฟังพี่นะน้อง เพ็ญตายแล้ว เพ็ญเขาจากพวกเราไปแล้ว" พี่กันต์ร้องไห้โฮให้ฉันได้ยินดัง ๆ ผ่านโทรศัพท์ ทำให้ฉันช็อคและน้ำตาไหลออกมาเป็นทาง
            "เพ็ญจากไปตอนไหนพี่กันต์" ฉันถามพี่สาวด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
            "ตอนเที่ยงคืนที่ผ่านมานี่เอง"
            ฉันร้องไห้ทันที เพราะช่วงเวลาที่เพ็ญจากโลกไปนั้น เป็นช่วงที่ฉันซึ่งอยู่คนละมุมโลกกลับสัมผัสถึงความเจ็บปวดตลอด แม้ว่าฉันจะยืนทำงานอยู่ แต่ฉันก็รู้สึกว่ามีบางอย่างที่ไม่ดีกำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตของฉัน และมันก็เป็นจังหวะเดียวกันที่เพ็ญขาดใจและลาโลกนี้ไป ฉันเสียใจที่สุดในรอบสิบปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สูญเสียพ่อไปจากโลกนี้ ฉันไม่เคยมีความสูญเสียใด ๆ ที่เสียใจเท่ากับการเสียเพื่อนรักคนนี้ไป ฉันคิดถึงเพื่อนและทำอะไรไม่ถูก
            "ณัฐอย่าเพิ่งทำอะไรนะ เดี๋ยวพี่ขอโทรไปคุยกับแม่เพ็ญเอง จะถามเขาเกี่ยวกับงานศพทุกอย่าง พี่จะจัดการทุกอย่างแทนณัฐนะ ไม่ต้องห่วง"
            "หนูอยากกลับเมืองไทยไปช่วยงานศพเพื่อน"
            "เพ็ญเขาไปสบายแล้ว"
            "แต่หนูคงลางานไม่ได้แน่เลยพี่กันต์ เพราะหนูเพิ่งทำงานที่นี่แค่เดือนกว่า ๆ เอง ผู้จัดการคงไม่ให้หนูลาแน่นอน อีกอย่างชิพก็คงกลับด้วยไม่ได้ หนูคงไม่กล้ากลับเมืองไทยคนเดียว"
            "ณัฐไม่ต้องกลับหรอก อย่าให้เสียงานเลยนะน้อง พี่เชื่อว่าเพ็ญเขาไม่ต้องการเห็นณัฐเสียงานเสียอนาคต ด้วยเหตุนี้แหละมั้งที่เพ็ญเขาไม่ยอมเล่าถึงความเจ็บปวดที่ประสบให้ณัฐฟัง เขาคงไม่อยากให้ณัฐห่วงเขาและเป็นกังวลเกี่ยวกับตัวเขา"
            "แล้วถ้าหนูกับแฟนกลับไม่ได้ มีอะไรบ้างที่หนูจะช่วยเพื่อนได้บ้างล่ะพี่กันต์"
            พี่กันต์บอกเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ให้ฉันฟัง "แล้วหนูจะโอนเงินไปให้พี่จัดการทุกอย่างทั้งหมด หนูจะโทรไปหาคุณแม่ของเพ็ญ บอกเล่าให้ท่านได้เข้าใจ หนูคงไม่ใจร้ายใช่ไหมพี่กันต์ที่หนูไม่ได้กลับไปงานศพเพื่อน"
            "ไม่หรอกณัฐ แค่ณัฐโทรหาเขา มีน้ำใจโอนเงินไปช่วยเหลือครอบครัวเขา ไม่เคยลืมเพื่อนและครอบครัวเขา แค่นี้พี่ว่าณัฐทำดีที่สุดแล้วนะ คนอื่น ๆ เขายังไม่สนใจที่จะทำอะไรเลย ณัฐอย่าเสียใจนะ พี่จะลางานและลงไปต่างจังหวัดสักวันสองวัน จะไปเป็นตัวแทนของณัฐและไปช่วยเหลืองานศพเพ็ญทั้งหมด" พี่กันต์ตอบรับหนักแน่น
            "ขอบคุณพี่กันต์มาก ๆ ค่ะ"
            วันถัดมาฉันและชิพพากันโอนเงินเดือนของฉันกลับเมืองไทยไปให้ครอบครัวของเพ็ญและช่วยเหลืองานศพทั้งหมด ฉันมีโอกาสได้คุยกับน้องสาวของเพ็ญและคุณแม่ของเพ็ญตลอด ทุกคนดีใจที่ฉันไม่ลืมเพ็ญ ทุกคนดีใจที่รู้ว่าฉันรักเพ็ญไม่น้อยไปกว่าใคร โดยเฉพาะคุณแม่ของเพ็ญที่ร้องไห้ทุกครั้งที่คุยกับฉัน
            "แม่ขอบใจหนูมาก ๆ นะณัฐที่ช่วยเหลือแม่ทุกอย่าง ขอบคุณที่หนูและครอบครัวดีกับแม่และลูก ๆ ทุกคน" แม่เพ็ญร้องไห้ให้ฉันได้ยินตลอด
            "แม่ค่ะ หนูรักเพ็ญ เพราะเป็นเพ็ญเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของหนู เป็นเหมือนพี่สาวคนหนึ่ง หากไม่มีเพ็ญหนูก็คงไม่มีวันนี้ได้หรอก รอไว้ให้หนูได้กลับไปเมืองไทย หนูจะไปทำบุญให้เพ็ญอีกนะคะ ฝากขอโทษเพ็ญด้วยนะที่หนูไม่สามารถไปร่วมงานศพเขาได้ บอกเขาด้วยนะคะว่าหนูรักเขาเสมอ และเขาจะเป็นเพื่อนในหัวใจหนูตลอดไป"
            "จ้าลูก เดี๋ยวแม่จะบอกให้"
            วันที่ทางครอบครัวของเพ็ญได้จัดฐาปนกิจศพของเพ็ญ เป็นเที่ยงคืนของอเมริกา ฉันนอนไม่หลับและก็เลือกที่จะนั่งเขียนบันทึกเกี่ยวกับเพ็ญเอาไว้ ฉันรู้สึกเหมือนมีใครยืนมองฉันอยู่ข้าง ๆ ลมเย็น ๆ พัดผ่านมาตลอด ทำให้ขนลุกวูบวาบอยู่เรื่อย ฉันรู้สึกแบบนี้ตลอดจนไม่สามารถที่จะเขียนบันทึกต่อไปได้ จึงปิดเครื่องคอมและนั่งสวดมนต์ให้เพ็ญ ฉันนั่งสมาธิไปด้วยเพื่อต้องการสื่อให้เพ็ญรู้ว่าฉันเสียใจที่ไม่ได้ไปช่วยงานศพเขา หากแต่ฉันอยากให้เขารู้ว่า ฉันรักเขาเสมอ.....และไม่มีวันลืมเขาไปได้เลย 
            สองคืนแล้วที่ฉันนอนฝันเห็นเพ็ญทุกคืน นับตั้งแต่ที่เพื่อนรักเสียชีวิตไปเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ฉันก็ยังใจหายไม่น้อย และก็ยอมรับว่ายังตัดใจไม่ได้ รู้สึกคิดถึงเพื่อนตลอด คิดถึงเสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย และคำสอนที่เพื่อนคอยบอกเตือนฉันตลอด ความผูกพันของความเป็นเพื่อนมีมากเหลือเกิน ฉันเป็นคนรักเพื่อน ขอให้เพื่อนดีกับฉันเสมอต้นเสมอปลาย ฉันยอมยกหัวใจให้เพื่อนเต็มร้อย มีเท่าไหร่ฉันทุ่มให้หมดใจ
            พวงหรีดจากฉันและคนรัก พร้อมทั้งเงินก้อนหนึ่งที่ส่งไปช่วยเหลือญาติของเพ็ญ ผู้คนในหมู่บ้านต่างก็ตะลึงที่เห็นฉันและคนรักทุ่มเทกับเพื่อนมากกว่าใคร ๆ พี่น้องแต่ละคนต่างก็ตะลึงและก็อึ้งไปตาม ๆ กันเมื่อรู้ว่าฉันโอนเงินไปช่วยงานศพเพื่อนคนนี้เยอะเป็นพิเศษ ทุกคนได้แต่คิดและก็คิด..... มีแต่พี่กันต์คนเดียวที่เข้าใจและก็บอกกับทุกคนว่า
            "หากไม่มีเพ็ญ ณัฐจะไม่มีชีวิตที่ดีขนาดนี้"
            และมันก็เป็นจริง ฉันคงไม่ได้เป็นผู้หญิงที่โชคดีและมีความสุขอย่างนี้ หากไม่มีเพื่อนดี ๆ คนหนึ่งอย่างเพ็ญที่คอยช่วยผลักดันชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้า ฉันก็คงไม่สามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้      ฉันเสียใจเป็นอย่างมากกับการสูญเสียเพื่อนไป เสียใจที่ไม่สามารถลางานกลับไปเมืองไทยได้ ด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง แต่ก็ยอมรับว่าสวดมนต์ภาวนาให้เพื่อนตลอด ปีหน้าตั้งใจไว้ว่ากลับไปเมืองไทยจะไปทำบุญไปให้เพื่อนอีกครั้ง และก็คงจะทำบุญให้ดวงวิญญาณของพ่อแม่ที่ล่วงลับไปด้วย
            ฉันมองดูผ้าสะไบลายสวยที่วางไว้ตรงห้องรับแขก ซึ่งเป็นผ้าที่เพ็ญให้กับฉันก่อนที่จะบินกลับมาอเมริกา
            "เราไม่มีอะไรมาฝากเธอเลย มีแต่ผ้าสะไบผืนนี้ จำได้ไหมที่เราเคยไปซื้อที่ตลาดจตุจักรด้วยกัน"
            "เราจำได้ เธอยังเก็บมันไว้อีกเหรอ"
            "เก็บสิ เราเก็บทุกอย่างเลย แต่เราอยากให้เธอเก็บมันเอาไว้"
            "ขอบคุณมากนะ เราจะเก็บมันไว้ให้ดีที่สุด" วันนั้นฉันบอกเพื่อนอย่างนั้น
            ทุกครั้งที่ฉันมองผ้าสะใบสีเขียวหลายครามสวยงามก็อดที่จะคิดถึงใบหน้าคนให้ไม่ได้ หากแต่คนที่มอบให้ฉันในวันนี้เขาไม่ได้อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว แต่ฉันก็รักและระลึกถึงเขาเสมอ ชีวิตของฉันทุกวันนี้มีความสุข และก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้นึกถึงความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับเพื่อนรักคนนี้ และยามใดที่ฉันได้เห็นพระจันทร์กลมสวยโดดเด่น มักจะทำให้ฉันคิดถึงใครบางคน ฉันยอมรับว่าชอบมองดูความสวยงามของพระจันทร์ให้นาน ๆ เพราะมีความรู้สึกว่า เพื่อนที่ฉันรักมากที่สุดในชีวิต เพื่อนที่ชื่อ "จันทร์เพ็ญ" กำลังนั่งอยู่บนฟากฟ้า บนความงามในเส้นทางที่ไม่ไกลจากฉันนัก และเพื่อนคนนี้ก็เฝ้ามองดูชีวิตของฉันอยู่ตลอด
 
เพื่อนรัก เพื่อนแท้ ถึงจะมีเพียงแค่คนเดียว ก็ภูมิใจที่สุดในชีวิต
 
                       ณัฐฑินี โคตรอาสา โจนส์
                               15 กันยายน 2552



 




 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones