ReadyPlanet.com
dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletNOLA-NOLIE
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


A Wave of Love (นวนิยายเรื่อง คลื่นรัก พายุหัวใจ) article

                                                                                                                                                    

 

 

 

 


 

 
คลื่นรักโหมกระหน่ำชีวิต วิกัญญาอย่างไม่ทันตั้งตัว 
 
เธอหอบหัวใจอันบอบช้ำไปรักษาแผลใจยังท้องทะเลที่กว้างไกล
 
เพื่อหวังว่ากาลเวลาจะทำให้เธอลืมเรื่องราวที่เลวร้ายทั้งหมดได้
 
แต่ทว่าบนเส้นทางอันดามัน...ทำให้เธอได้พบกับ อาร์วิน
 
หนุ่มลูกครึ่งไทยอเมริกันที่มาพร้อมกับพายุหัวใจ
 
 
 
 
 
A Wave of Love (คลื่นรัก...พายุหัวใจ)
 
 
 
 
 
คำนำบท
 

          หนึ่งหัวใจของ วิกัญญาได้มอบให้ ชาตรี ทั้งหมด เธอกับเขาหมั้นหมายกันเอาไว้ และกำลังจะแต่งงานกันอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่ทว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคู่หมั้นหนุ่ม ทำให้เธอต้องยกเลิกงานแต่งงานอย่างกะทันหัน หญิงสาวหอบหัวใจอันบอบช้ำไปใช้ชีวิตอยู่ที่เกาะแห่งหนึ่งฝั่งอันดามัน เธอคาดหวังอยู่ลึก ๆ ว่า กาลเวลาจะทำให้เธอลืมเรื่องราวเลวร้ายที่ผ่านมาได้

                บนเส้นทางที่เธอก้าวออกไปจากชีวิตของคู่หมั้นหนุ่ม ทำให้เธอได้พบเจอ อาร์วิน อาจารย์หนุ่มลูกครึ่งไทยอเมริกันที่สนามบิน วิกัญญาไม่เคยคิดเลยว่าชายหนุ่มที่เดินทางมาจากแดนไกลจะเป็นคนที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท ซึ่งเธอและเพื่อน ๆ เป็นสมาชิกอยู่นั้น แรกเริ่มที่เจอกันก่อเกิดเป็นความความประทับใจหลาย ๆ อย่าง ถ้อยคำอ่อนโยนที่คอยให้กำลังใจ และความห่วงใยที่อาร์วินมีให้เธอมาตลอด กลายมาเป็นความรักและความฝันของคนสองคน

ความรักระหว่างเธอและเขามีอุปสรรคเกิดขึ้นตลอด แม้ว่าทะเลแห่งอันดามันจะประสบปัญหาคลื่นยักษ์สึนามิหนักแค่ไหน ไม่ว่าระยะทางจะห่างไกลกันเพียงใด ไม่ว่าคนที่เป็นอดีตจะคอยทำร้ายเธอและเขามากแค่ไหน แต่เธอและเขาก็ยังมั่นคงต่อกัน และก็ไม่มีอะไรที่สามารถหยุดความรักของคนสองคนได้ เพราะว่าเธอและเขาเกิดมาเพื่อคู่กัน

 
 
 
 
 
 
 
คลื่นรัก...พายุหัวใจ  บทที่  1
 

วันนี้ไม่รอกลับพร้อมกันเหรอวะตรี เอ็งจะรีบไปไหนวะงานเขียนแบบยังไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ อนุรงค์ถามเพื่อนสนิทด้วยความสงสัย เพราะเห็นท่าทีของชายหนุ่มดูรีบร้อนเป็นพิเศษ

วันนี้วันเกิดวิเว้ย เราจะพาวิไปกินข้าวข้างนอกสักหน่อย ฝากดูงานให้เราด้วยล่ะ ชายหนุ่มหันมามองเพื่อนสนิทนิดหนึ่ง พลางเก็บอุปกรณ์เขียนแบบใส่กระเป๋า แต่ไม่ได้เก็บแบบที่เขียนไปด้วย

เฮ้ยไอ้ตรี! รอด้วยสิวะ เราลืมไปสนิท เมื่อวานวิก็โทรมาชวนเราเหมือนกัน กลับมาเก็บแบบที่เขียนก่อนเถอะ ค่อยไปพร้อมกัน อนุรงค์มัวแต่ยุ่งกับงานเขียนแบบจนทำให้ลืมไปว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของใครคนหนึ่ง

ไม่ได้หรอกเพื่อน เราเป็นแฟนวิต้องทำคะแนนซะหน่อย นายเป็นเพื่อนที่ดีต้องช่วยเพื่อนจริงไหมล่ะ เราต้องรีบไปก่อนล่ะ กลัวไปไม่ทันนัด ว่าแต่นายช่วยเก็บแบบให้เราด้วยนะ แล้วอย่าลืมตามไปเสียล่ะ ร้านเดิมโต๊ะเดิมนะเว้ยชายหนุ่มตอบพลางวิ่งพรวดพราดออกไปจากห้องเรียนทันที โดยที่ไม่สนใจเพื่อนสนิทเลย

เอาเหอะ เดี๋ยวเราเก็บให้เอง นายไปเถอะ อนุรงค์ตอบรับอย่างเศร้า ๆ

แม้จะหมดคาบเรียนไปแล้ว แต่ก็ยังมีนักศึกษานั่งเขียนแบบกันอยู่หลายคนถึงแม้ว่าเขาจะไม่พอใจนิสัยของเพื่อนอยู่บ้าง แต่ก็พยายามทำใจเพราะรักเพื่อน ซึ่งนิสัยอย่างนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาตรีกระทำ บ่อยครั้งที่มีนัดกับหญิงสาว เขามักจะรีบร้อนเป็นพิเศษ และก็ชอบทิ้งงานให้อนุรงค์คอยเก็บให้อยู่ตลอด

ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่ชาตรีและอนุรงค์เรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ สาขาที่ชายหนุ่มทั้งสองเลือกเรียนก็คือ วิศวกรรมโยธา เพราะความที่มีใจรักทางด้านการออกแบบก่อสร้างต่าง ๆ ทำให้สองหนุ่มเลือกที่จะเรียนด้านนี้

ชาตรีหนุ่มหล่อมาดแมนสูงโปร่ง จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้มดกดำคมเข้ม นัยน์ตาเรียวคล้ายลูกอัลมอนด์มีเสน่ห์ ผิวพรรณไม่ขาวและคล้ำจนเกินไป ด้วยความที่หน้าตาดีทำให้ชายหนุ่มดูโดดเด่นที่สุดในคณะ เวลาเดินไปไหนมาไหนก็มักจะมีนักศึกษาสาวหันมามองและส่งยิ้มให้ตลอด เพื่อนชายที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันรู้ดีว่าชาตรีเจ้าชู้เป็นที่หนึ่ง แต่ก็พากันแปลกใจว่าทำไมเขาถึงคบอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่งได้นานหลายปี โดยที่เธอและเขาก็ยังรักกันดีและไม่เคยมีปัญหาใด ๆ หรือว่าเธอคนนั้นไม่เคยรู้นิสัยที่แท้จริงของคนรัก

อนุรงค์เป็นเพื่อนสนิทที่คบกับชาตรีตั้งแต่เรียนอยู่ปีหนึ่งด้วยกัน ถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่ได้มีหน้าตาที่หล่อเหลาโดดเด่นเหมือนเพื่อนสนิท แต่ถ้าวัดกันที่เรื่องผลการเรียน อนุรงค์ไม่เคยน้อยหน้าใครในคณะ

เมื่อไม่มีชาตรีอยู่ในห้อง อนุรงค์ก็หยิบกล่องของขวัญเล็ก ๆ ในกระเป๋าเป้ออกมาดู เขาควรจะไปหาเธอตามที่รับปากหรือว่าควรจะไม่ไปดี ชายหนุ่มตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไร ถ้าเขาไม่ไปตามที่รับปาก หญิงสาวอาจจะโกรธเคืองก็เป็นได้ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เก็บกล่องของขวัญใส่กระเป๋าเป้ไว้เหมือนเดิม จากนั้นก็หันมาเก็บอุปกรณ์เขียนแบบจนเสร็จ และก็เดินออกมารอรถเมล์

 

บรรยากาศภายในร้านเรือนไม้ดูร่มรื่นยิ่งนัก ร้านอาหารแห่งนี้ตั้งอยู่นอกชานเมือง ซึ่งก็ไม่ไกลจากความเจริญเท่าใด ยังมีรถเมล์วิ่งผ่านหลายสาย การตกแต่งร้านก็เต็มไปด้วยต้นไม้หลากหลายพันธุ์รอบด้าน ภายในร้านถูกประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นหลัก และก็มีดอกกล้วยไม้ประดับเป็นบางจุด ร้านนี้ไม่ใช่ร้านเหมือนคันทรีคลับทั่วไป แต่เป็นร้านอาหารที่เจ้าของร้านตั้งใจเปิดขึ้นมาเพื่อเอาใจคนรักธรรมชาติโดยเฉพาะ

วิกัญญานั่งจ้องแก้วน้ำผลไม้อยู่นาน ใจก็ครุ่นคิดหลายอย่าง พอสักพักก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูครู่หนึ่ง เวลาเลยมาหลายสิบนาทีแล้ว แต่เขายังไม่มาตามนัดสักที ใจของเธอเริ่มหงุดหงิดกับการรอคอยที่ผ่านไปนานหลายนาที ใบหน้าเนียนใสปราศจากเครื่องสำอาง แต่ก็ยังคงความสวยอย่างธรรมชาติ นัยน์ตาสีดำกลมสวยเข้ากับคิ้วที่โก่งได้รูปดุจดั่งคันธนู ผิวพรรณสีน้ำผึ้งเนียนสวย ผมดำสลวยเหมือนเส้นไหมยาวเหยียดตรงถึงกลางหลัง

ถึงจะร่างบอบบางไปหน่อย แต่ก็ดูสมน้ำสมเนื้อโดดเด่นไม่น้อยไปกว่าดาวในมหาวิทยาลัย รอยยิ้มอ่อนหวานและแววตาสดใส ทำให้เธอน่ารักไปอีกแบบ วิกัญญาจัดว่าเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีในคณะ แม้จะถูกชักจูงให้ทำกิจกรรมที่โดดเด่นต่าง ๆในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นเชียร์ลีดเดอร์หรือกิจกรรมอะไรก็ตามแต่ หญิงสาวก็มักจะปฏิเสธเสมอ และก็เลือกที่จะทำกิจกรรมและช่วยงานมหาวิทยาลัยเท่าที่จะทำได้

วิกัญญาไม่ได้สนใจว่าคนสวยจะต้องเลือกทำกิจกรรมที่ต้องเป็นดาวเท่านั้น แต่ผู้หญิงอย่างเธอชอบกิจกรรมที่เหล่าบรรดาคนสวยไม่ค่อยชอบกัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หญิงสาวเลือกที่จะไปช่วยงานค่ายอาสาสมัครพัฒนาชนบทกับรุ่นพี่อยู่ตลอด เพราะเธอชอบชีวิตที่ลุย ๆ เป็นที่สุด ยิ่งได้ช่วยสังคมที่ยากไร้ด้วยแล้ว หญิงสาวยิ่งชอบมากนัก ส่วนเวลาว่างอื่น ๆ ที่เหลือก็ทุ่มเทให้กับการเรียนและอ่านหนังสือมากกว่า สิ่งตรงนี้ส่งผลให้ผลการเรียนของเธออยู่ในอันดับต้น ๆ ของคณะมาหลายปี

วิรอนานมั้ย เสียงถามของเขาทำให้เธอหันไปมองหน้าเขาทันที
ไม่นานค่ะ แค่ยี่สิบนาทีเอง ว่าแต่นุไม่มาด้วยเหรอคะ

วิกัญญาถามคนรักอย่างสงสัย สายตาชะเง้อมองหาเพื่อนสนิท เพราะเมื่อวานได้โทรบอกอนุรงค์แล้วว่าให้มารับประทานอาหารด้วยกัน แต่ไฉนถึงไม่เห็นหน้าชายหนุ่มมาตามที่รับปากเอาไว้

อ้อ! ไอ้นุบอกพี่ว่าจะตามมาทีหลัง

เหรอคะ ทำไมไม่มาพร้อมกันล่ะ เอางี้ดีกว่าวิจะโทรตามนุเอง

ยังไม่ทันจะได้กดเบอร์ก็ถูกคนรักห้ามเอาไว้เสียก่อน ไม่ต้องโทรหรอก เดี๋ยวมันก็มาแหละ

หญิงสาววางมือถือไว้บนโต๊ะ นุนะนุ บอกว่าจะมาให้เร็ว ยังทำแบบนี้อีก ไว้เจอหน้าเห็นทีต้องมีเรื่องคุยกันสักหน่อยวิกัญญายังบ่นไม่จบก็ถูกคนรักปรามไว้ก่อน

ไม่เอาน่าวิ วันนี้วันเกิดวินะ อย่าอารมณ์เสียเลยนะครับ ถึงนุจะมาช้า แต่วิก็มีพี่ไม่ใช่เหรอ แล้วนี่หลินจะมาหรือเปล่าล่ะ

ขานั้นมาไม่ได้หรอกค่ะ แต่แวะเอาของขวัญมาให้วิแต่เช้าแล้ว เห็นบอกว่ามีธุระสำคัญจึงต้องรีบกลับต่างจังหวัดด่วน

ชาตรียิ้มในใจ งั้นเราฉลองกันแค่สองคนก็ได้นี่ครับ ว่าแต่วิสั่งอะไรมาทานหรือยังครับ

ยังค่ะ พี่ตรีหิวไหมคะ

ตอนแรกไม่หิวเลยครับ แต่พอมาเห็นหน้าคนบางคน พี่ชักหิวแล้วสิ

ดูพูดเข้า ทำยังกะว่าหน้าวิเป็นเมนูอาหารชั้นเลิศอย่างนั้นแหละ
ยิ่งกว่านั้นอีกครับ
ยี้ ไม่ต้องมาปากหวานเลยพี่ตรี มุขนี้วิตามทันหมดแหละ

ชาตรีไม่ได้มีแค่ความหล่อที่โดดเด่นเท่านั้น แต่เรื่องคารมคมคายและการพูดจาเอาอกเอาใจคนใกล้ชิด โดยเฉพาะสาว ๆ นั้น ชายหนุ่มก็เป็นต่อกว่าเพื่อนชายหลายคน

เสียงพูดคุยหัวเราะสนุกสนานของคู่รักตรงหน้า ทำให้ใครบางคนต้องหยุดชะงักอยู่ใต้ต้นไม้สูงใหญ่ด้านข้างของร้าน และก็เฝ้ามองดูภาพนั้นอยู่ห่าง ๆ เขาตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้าไปร่วมโต๊ะดีไหม เพราะรู้สึกว่าบรรยากาศอย่างนี้ควรจะมีแค่คนสองคนมากกว่า ไม่ควรจะมีใครคนหนึ่งเป็นส่วนเกิน จากนั้นจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์เข้าเบอร์โทรหญิงสาว

สวัสดีค่ะ

วิเหรอ นี่นุนะ สุขสันต์วันเกิดจ้า

ขอบคุณมากจ๊ะ ว่าแต่นุอยู่ที่ไหนเหรอ รีบมานะ วิกับพี่ตรีรออยู่

นุคงไปไม่ได้หรอกวิ พอดีพี่สาวเพิ่งโทรมาตาม ไม่มีใครไปรับหลานที่โรงเรียน นุต้องไปรับหลาน วิคงไม่ว่านะ ไว้ค่อยพาไปเลี้ยงข้าวเป็นการขอโทษวันหลังนะและเขาก็หาเหตุผลอื่น ๆ มาบอกอ้าง

ไม่เป็นไรจ๊ะ แค่นุโทรมา แค่นี้วิก็ดีใจจะแย่แล้วแหละ
ฝากบอกตรีด้วยนะ ว่านุไปไม่ได้
ได้เลย เดี๋ยวจะบอกให้

เมื่อวางสายจากเพื่อนสนิท หญิงสาวก็หันมาพูดคุยกับคนรักนุโทรมาบอกคะพี่ตรี เห็นบอกว่าต้องไปรับหลานแทนพี่สาว เลยมาตามนัดไม่ได้

มาไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ นุคงจะยุ่งจริง ๆ

หญิงสาวและชายหนุ่มรับประทานอาหารและคุยกันไปด้วย เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ก็พากันกลับ โดยที่ชาตรีมาส่งวิกัญญาที่หอพักด้วย พอมาถึงหน้าหอพักก็หยิบกล่องของขวัญส่งให้คนรัก

สำหรับวิ คนที่พี่รักหมดหัวใจ

หญิงสาวยิ้มแก้มปริเมื่อได้ยินคำนี้จากชายหนุ่ม แม้จะเคยได้ยินมาบ้าง แต่ก็ไม่ชื่นใจเท่าครั้งนี้

ขอบคุณค่ะ ไม่ทันจะได้หยิบกล่องของขวัญนั้นเลย ชายหนุ่มก็เปิดกล่องของขวัญและหยิบสร้อยจี้หัวใจเส้นเล็ก ๆ ออกมา

พี่ใส่ให้นะ หัวใจของพี่จะอยู่กับวิตลอดไป

วิกัญญายอมให้คนรักใส่สร้อยให้แต่โดยดี และก็ช่วยรวบผมไปด้านหลัง เพื่อให้ชายหนุ่มใส่สร้อยได้ง่ายขึ้น

ขอบคุณมากค่ะ

วันเกิดปีนี้พี่ขอให้วิมีความสุขมากๆ มีแฟนหล่อ ๆ นะครับ

หญิงสาวอมยิ้ม พี่ตรีให้พรตัวเองหรือให้พรวิคะ

เปล่าครับ พี่หยอกเล่นน่า
ขอบคุณมากนะคะสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างอาหารอร่อยมากค่ะ

ไม่เป็นไรครับ สำหรับคนที่พี่รัก พี่ให้ได้ทุกอย่างครับ

ขอบคุณค่ะ

หลังจากที่ชาตรีกลับไปแล้ว วิกัญญาก็ขึ้นมาที่ห้องพักทันที เมื่อไขประตูเข้าไปด้านในก็ตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นกล่องของขวัญเล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะรับแขก หญิงสาวแปลกใจว่าใครกันหนอเอาของขวัญชิ้นนี้มาวางเอาไว้ เธอหยิบกล่องของขวัญขึ้นมาดู และกวาดตามองรอบ ๆ บริเวณห้อง จากนั้นก็เดินมาชะโงกมองด้านนอกอพาร์ทเมนต์ก็มิเห็นมีใครอยู่สักคน จึงคิดว่ากล่องของขวัญชิ้นนี้อาจจะเป็นของเพื่อนคนใดคนหนึ่งที่ฝากมลิญดาเอามาให้ตน เมื่อเห็นชื่อกำกับไว้ สุขสันต์วันเกิด วิ ก็ยิ้มแก้มปริ เธอไม่รอช้าเปิดดูสิ่งของด้านในกล่องทันที

 

สุขสันต์วันเกิดวิ

นุขอให้วิมีความสุขมาก ๆ

สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไข้

หวังสิ่งใดก็ขอให้ได้ดั่งใจปรารถนา

มีรอยยิ้มที่สดตลอดไปครับ

                     อนุรงค์

 

นุนะนุนะ ไหนบอกว่าติดธุระ แล้วเอาของขวัญมาให้ตอนไหนล่ะนี่ หรือว่าฝากมากับมลิญดา

หญิงสาวบ่นพลางอมยิ้มในใจเพราะไม่คิดว่าเพื่อนสนิทจะทำเซอร์ไพร้ตนอย่างนี้ อนุรงค์กับวิกัญญาเติบโตมาจากหมู่บ้านเดียวกัน เป็นเพื่อนสนิทและญาติกันด้วย ทั้งคู่เรียนด้วยกันตั้งแต่เด็กจนมัธยมปลาย พอเอ็นท์เข้ามหาวิทยาลัยก็ดันมาติดมหาวิทยาลัยที่เดียวกันอีก ไม่รู้ว่าสวรรค์จงใจแกล้งให้เธอและเขาอยู่ใกล้ชิดกัน หรือว่าเป็นความตั้งใจที่ใครคนใดคนหนึ่งเป็นคนเลือกเอง

วิกัญญาสนิทกับอนุรงค์เป็นอย่างมาก เพราะชายหนุ่มเป็นเพื่อนที่ดีกับเธอเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อใดที่เธอเรียกหาและขอความช่วยเหลือ อนุรงค์ก็มักจะทำเพื่อเธอตลอด คงมีเพียงวันนี้เท่านั้นที่เขายอมขัดใจเธอ เพราะความที่ไม่อยากเป็นส่วนเกินของความรักระหว่างคนสองคน จึงเลือกที่จะไม่เข้าไปตามที่นัดเอาไว้ ด้วยเหตุผลของใจที่หญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อน มันปิดซ่อนเอาไว้อยู่ตลอด เขาเลือกที่จะเป็นคนใกล้ชิดที่มองดูเธอด้วยความสุขใจ และพร้อมที่จะเป็นเงาคอยช่วยเหลือเธอทุกอย่างที่ต้องการและก็พึงพอใจที่จะเป็นอยู่อย่างนี้

         

          บรรยากาศภายในร้านอาหารติด ๆ กับรั้วมหาวิทยาลัยดูสะอาดสะอ้านน่าเข้าไปนั่งที่สุด ร้านอาหารไทยแห่งนี้เป็นร้านที่ขึ้นชื่อของเมืองซานคูเล่ ซึ่งเมืองนี้เป็นเมืองที่มีมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับต้น ๆ ของอเมริกาหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนและของรัฐ เมืองซานคูเล่มีประชากรประมาณห้าหมื่นคน ซึ่งแปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นนักศึกษาเสียส่วนใหญ่ มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีโปรแกรมการเรียนการสอนหลากหลายสาขา ซึ่งบางสาขาก็เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก มีนักศึกษาทั้งอเมริกันและต่างชาติมาเรียนเป็นจำนวนมาก

ค่าหน่วยกิตสำหรับมหาวิทยาลัยแห่งนี้จัดว่าแพงทีเดียว คนที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ได้ต้องมีเกรดเฉลี่ยที่อยู่ในเกณฑ์ดีมากตามกฏระเบียบของมหาวิทยาลัยที่กำหนดไว้ มิเพียงเท่านั้นก็ต้องมีเงินมากเพียงพอสำหรับค่าเทอมที่จะเข้ามาเรียนที่นี่ได้ ซึ่งนอกจากนั้น มหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็มีการพิจารณารับนักศึกษาที่เป็นลูกหลานของศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ด้วย ซึ่งในแต่ละปีทางมหาวิทยาลัยจะมีการตั้งโค้วต้าเปิดรับนักศึกษาที่เป็นลูกหลานศิษย์เก่าในระบบแล็กกาซี่ไว้ตลอด พร้อมทัังมีการคัดเลือกนักศึกษาเข้ามาเรียนตามมาตรฐานที่กำหนดเอาไว้

มหาวิทยาลัยซานคูเล่ยูนิเวอซิตี้จัดว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงพอสมควร นักศึกษาที่จบมาจากมหาวิทยาลัยแห่งนี้มักจะได้รับการยอมรับถึงคุณภาพเป็นอย่างดี ทำให้นักศึกษาแต่ละคนมีการแข่งขันกันสูงมากกับการเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ สำหรับนักศึกษาต่างชาตินั้นจะต้องมีการสอบโทเฟล โทอิค จีอาร์อี หรืออาจจะสอบวัดระดับอื่น ๆ เพื่อเข้ามาเรียนในโปรแกรมที่แตกต่างกันไป สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่อ่อนภาษาอังกฤษ ทางมหาวิทยาลัยก็มีโปรแกรมอีเอสแอลให้กับนักศึกษาต่างชาติด้วย นอกจากนั้นก็มีแผนกไวร้ติ้งเซ็นเตอร์ที่คอยช่วยเหลือนักศึกษาต่างชาติที่มีปัญหาด้านการเขียนงานต่าง ๆ

พัชรพร นักศึกษาสาวจากเมืองไทยที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แม้เกรดเฉลี่ยของเธอจะไม่สูงอยู่ในอันดับต้น ๆ แต่ก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถเข้ามาเรียนได้ หญิงสาวเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ ก็เพราะมีมารดาที่เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ กอปรกับพ่อเป็นนักธุรกิจที่มีเงินอยู่มากโขทำให้เธอได้รับการพิจารณาเข้ามาเรียนที่นี่ได้อย่างไม่มีปัญหาใด ๆ

เทอมนี้เป็นเทอมสุดท้ายที่หญิงสาวจะจบการศึกษาในระดับปริญญาโท และก็ตั้งใจจะกลับไปเมืองไทย เพราะเธอไม่ได้อยากเรียนสูงไปกว่านี้ ที่ต้องทนเรียนปริญญาโทเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็เพราะไม่อยากขัดใจผู้เป็นบิดาที่ขอร้อง อีกอย่างหญิงสาวคิดว่าการมาเรียนเมืองนอกถือว่าเป็นหน้าเป็นตาให้กับตัวเองด้วย ทำให้เธอเต็มใจที่จะมาเรียนในครั้งนี้ ยิ่งเธออยู่ในสังคมที่มีผู้คนรู้จักมาก เธอจึงต้องยกระดับตัวเองให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ บวกทั้งการมาเรียนเมืองนอกกำลังเป็นกระแสนิยมในกลุ่มหนุ่มสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน พัชรพรจึงต้องรีบคว้าโอกาสตรงนี้เอาไว้  เพราะคาดหวังไว้ว่าหากตัวเองจบนอกมา ก็จะต้องได้รับการชื่นชมและนับหน้าถือตาเป็นพิเศษโดยเฉพาะในหมู่เพื่อนฝูง

อาร์วินแน่ใจเหรอคะว่าจะเรียนต่อเอกอีก พัชรพรถามคู่รักด้วยความอยากรู้
ครับ ผมตัดสินใจแล้ว และผมก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยแล้วด้วย ชายหนุ่มตอบรับหนักแน่น

อาร์วินเป็นหนุ่มลูกครึ่งไทยอเมริกันที่หน้าตาหล่อเหล่าทีเดียว ชายหนุ่มเกิดและเติบโตที่อเมริกา พ่อเป็นทหารผ่านศึกที่เคยไปสู้รบในสงครามเวียดนามเมื่อหลายสิบปีก่อน และพบเจอรักกับสิรินยาสาวไทยที่ทำงานร้านอาหารตามสั่ง เมื่อได้เรียนรู้นิสัยใจคอและเกิดเป็นความรัก ทั้งคู่จึงได้แต่งงานและย้ายครอบครัวมาอยู่ที่อเมริกา

นับตั้งแต่เติบโตและจำความได้ ชีวิตของชายหนุ่มมีแต่ความสุข เพราะความที่เป็นลูกชายคนเดียว ทำให้เขาได้รับความรักจากพ่อแม่มากเป็นพิเศษ ช่วงระหว่างที่อาร์วินเรียนอยู่มัธยมศึกษาพ่อก็เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ พอเวลาผ่านไปหนึ่งปี สิรินยาก็แต่งงานใหม่กับแซม ซึ่งเป็นผู้ชายที่มีอายุน้อยกว่ากันเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น และก็ใช้ชีวิตด้วยกันที่บ้านหลังเก่าที่พ่อของชายหนุ่มเป็นคนปลูกไว้

ความรู้สึกของเขาในบางครั้งก็ดีใจที่มารดามีคนรักใหม่คอยดูแล แต่ในบางครั้งก็รู้สึกว่ามารดาไม่ได้รักตนและพ่อเหมือนเดิม เพราะสิรินยาค่อนข้างเอาอกเอาใจสามีใหม่ออกนอกหน้า และภาพที่เห็นทำให้ชายหนุ่มเสียใจอยู่ไม่น้อย ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจบางอย่างเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ จากเด็กหนุ่มที่ร่าเริงแจ่มใสก็กลายเป็นคนที่ชอบเก็บตัวเงียบ ๆ และทุ่มใจให้กับการเรียนเป็นพิเศษพอเรียนจบมัธยมก็สอบเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดังอีกรัฐหนึ่งได้ และก็ย้ายไปเรียนหนังสือที่รัฐนั้นตลอด

อาร์วินกับพัชรพรรู้จักกันโดยการแนะนำของอัลเบิร์ต ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมคณะที่เขาสนิทกว่าใคร ๆ ในช่วงแรก ๆ ทั้งคู่ก็คบกันแบบเพื่อน พอไม่นานก็ตัดสินใจสานสัมพันธ์เป็นคู่รัก พัชรพรเป็นเหมือนดวงใจของอาร์วิน เธอคือคนที่ทำให้โลกอันหม่นเศร้าของเขาเบิกบานอีกครั้ง แม้ความรักของทั้งคู่จะไม่ได้หวานแหววเหมือนคู่รักบางคน และก็มักจะมีเรื่องบาดหมางใจกันเป็นประจำ แต่เพราะชายหนุ่มเป็นคนที่ใจเย็นทำให้สามารถประคับประคองความรักจวบจนทุกวันนี้

 “แล้วเรื่องของเราล่ะคะอาร์วิน คุณจะว่ายังไง พัชรจะต้องกลับเมืองไทยแล้วนะคะ

เรื่องของเราก็ยังเหมือนเดิม ผมยังรักคุณเช่นเดิม

แต่พัชรต้องการมากกว่านั้นค่ะ พัชรอยากให้คุณกลับเมืองไทยพร้อมพัชรค่ะพัชรไม่ต้องการรอแล้ว

เราเคยคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอครับ รอให้ผมเรียนจบเอกก่อนสิ แล้วเราค่อยแต่งงานกันถึงวันนั้นผมจะไปอยู่เมืองไทยกับคุณแน่นอน

แต่พัชรรอไม่ได้ ถ้าคุณรักพัชร คุณกับพัชรต้องแต่งงานกัน แล้วคุณต้องกลับไปอยู่เมืองไทยพร้อมพัชร หญิงสาวยืนกราน

คุณกำลังบังคับผมนะพัชร ตอนที่เราคบกัน คุณไม่ได้ต้องการอย่างนี้นี่หนา คุณบอกว่าจะรอให้ผมเรียนจบเอกเสียก่อน แล้วทำไมวันนี้คุณเปลี่ยนไป มีอะไรเกิดขึ้นเหรอพัชร

จะว่ามีก็ไม่ใช่ พัชรแค่อยากให้คุณทำตามที่พัชรต้องการ พัชรไม่อยากอยู่คนละมุมโลกกับคุณอย่างนี้

ถ้าคุณอยากแต่งงานผมก็จะแต่ง วันนี้พรุ่งนี้ผมก็แต่งกับคุณได้อยู่แล้ว เพราะผมรักคุณ แต่ถ้าจะให้ผมกลับไปอยู่กับครอบครัวคุณที่เมืองไทย โดยที่ไม่มีงานการทำ ผมทำไม่ได้หรอก ผมไม่อยากให้ใครดูถูกผม ที่สำคัญผมสัญญากับพ่อของผมเอาไว้แล้วว่า ผมจะเรียนให้จบเอกให้ได้ ผมหวังว่าคุณคงรอผมได้

ทำไมคุณต้องแคร์คำสัญญากับคนที่ตายไปแล้วคะ ทำไมคุณไม่แคร์พัชรบ้าง

พัชร! คนที่คุณกำลังพูดถึง พ่อของผมนะ

หญิงสาวครุ่นคิดนิดหนึ่งและค่อย ๆ หันมาสบตาคนรัก พัชรเกรงว่าพัชรจะรอคุณไม่ได้

หมายความว่ายังไง

ถ้าคุณไม่กลับเมืองไทยพร้อมพัชร มันก็คงไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเรื่องราวระหว่างเรา

คุณหมายถึงผมจะต้องทำตามที่คุณต้องการยังงั้นเหรอ

ใช่ค่ะ ถ้าคุณรักพัชร คุณก็ต้องทำตามที่พัชรต้องการ

ผมทำตามที่คุณต้องการมาตลอด แต่เรื่องเรียนต่อปริญญาเอกเป็นสิ่งเดียวที่ผมขอ คุณเองก็รู้และคุณก็รับปากว่าให้ผมทำตามที่ฝันเอาไว้ถ้าผมไม่มีความมั่นคงในชีวิต แล้วผมจะเลี้ยงดูคุณได้อย่างไรล่ะ

ก็ไม่เห็นยากเลยนี่ค่ะ พ่อของพัชรมีเงินเยอะแยะ ท่านเลี้ยงคุณได้อยู่แล้ว

แต่ผมไม่ชอบ ไม่อยากให้ใครดูถูกว่าผมเกาะผู้หญิงกิน ผมยังยืนยันคำเดิม และก็ยังรักคุณเสมอ

งั้นก็เก็บคำว่ารักกองไว้ตรงนั้นเถอะค่ะ ถ้าคุณไม่สามารถทำตามที่พัชรต้องการได้ เห็นทีเรื่องระหว่างเราคงจะจบลงแค่นี้

พัชร!”

หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีและก็เดินออกไปจากร้านอย่างเร็ว โดยที่ทิ้งให้ชายหนุ่มวิ่งตามจนมาถึงประตู และก็ต้องหยุดชะงักอยู่กับที่เมื่อเห็นคนที่นั่งอยู่ในรถเป็นชายหนุ่มอีกคน ซึ่งเดินออกมาเปิดประตูรถให้กับเธอ ท่าทางและการกระทำของเขาดูสนิทสนมกันมากทีเดียว เมื่อรถของทั้งคู่เคลื่อนที่ออกไปบนท้องถนนและหายลับไป อาร์วินก็กลับมานั่งที่โต๊ะเหมือนเดิม สมองของเขาตื้อตันไปหมด ไม่เข้าใจว่าทำไมคนรักถึงเปลี่ยนไป ทำไมเธอคนที่เคยเข้าใจเขาทุกอย่าง กลับมีข้อต่อรองให้เขาต้องเลือก

หากเลือกเธอ ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง เขาอาจจะมีความสุขที่ได้อยู่กับเธอ แต่ก็คงอึดอัดใจไม่น้อยกับคนในสังคมของเธอ หากเขาเลือกที่จะสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริง เขาก็อาจจะเสียเธอไปตลอดชีวิต ความรู้สึกสับสนกับเรื่องราวที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกทางเดินอย่างไรให้กับชีวิตตัวเองดี ในตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็คือความเข้าใจ

น้องครับ พี่ขอเบียร์ขวดหนึ่ง
เบียร์อะไรครับพี่
เบียร์สิงห์น้อง

เบียร์สำหรับอาร์วินคือเพื่อนแท้ที่อยู่เคียงข้างเวลาที่ทุกข์ใจ แม้จะแค่ขวดสองขวดก็ทำให้เขาผ่อนคลายเรื่องเครียด ๆ ไปได้

ชายหนุ่มนั่งจิบเบียร์ไปพลาง ๆ และคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาไม่โกหกตัวเองว่ารักพัชรพรมาก และก็ยอมรับว่าความฝันที่เคยมีนั้น มันยอมแพ้ความรักที่มีให้เธอทั้งหมด เมื่อคิดได้ดังนั้นก็หยิบเงินมาวางไว้ที่โต๊ะ ก่อนที่จะเดินออกไปจากร้าน เพราะหวังว่าจะไปบอกให้เธอรู้เกี่ยวกับการตัดสินใจของตัวเอง

เมื่อมาถึงห้องพักของหญิงสาวก็ยืนคิดชั่วขณะก่อนจะเคาะประตู

พัชร เปิดประตูให้ผมหน่อยผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ

เวลาผ่านไปหลายนาทีก็ไม่มีวี่แววหญิงสาว ชายหนุ่มเดินออกไปนั่งรอที่เก้าอี้ใต้ต้นไม้ใกล้ ๆ กับอพาร์ทเมนต์ แม้ว่าจะรอคอยไปนานหลายชั่วโมง แต่ก็ไม่เห็นหญิงสาวกลับมาสักที ใจของเขาก็คิดไปสารพัดอย่าง หรือว่าเธอคนที่เขารักไปกับผู้ชายคนนั้น

เที่ยงคืนแล้วไม่มีวี่แววของเธอกลับมา ชายหนุ่มตัดสินใจนั่งรอต่ออีก เพราะพรุ่งนี้เช้าไม่มีเรียน บวกกับใจที่อยากจะคุยกับเธอให้ได้ ตลอดเวลาที่รอคอยก็กดโทรศัพท์เข้ามือถือของเธอไปด้วย แต่ก็ไม่มีคนรับสาย เขาจึงได้แต่ฝากขอ้ความเท่านั้น

พอประมาณตีสองก็เห็นเงาตะคุ่ม ๆ ของคนสองคนเดินมาแต่ไกล อาร์วินมั่นใจว่าต้องเป็นเธอจึงรีบเดินไปดักรอที่ประตูหน้าอพาร์ทเมนต์ เมื่อเห็นภาพผู้ชายคนนั้นประคองร่างหญิงสาวที่ตัวเองรัก ก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอและเขาไปทำอะไรกันมาถึงกลับดึกดื่นขนาดนี้ ยิ่งหญิงสาวอยู่ในสภาพที่เมาหนักเอาการ ก็ยิ่งเป็นห่วงไม่น้อย และก็พยายามปลอบใจตัวเองว่า ผู้ชายคนนี้อาจจะเป็นแค่เพื่อนของเธอก็ได้

พัชรไปไหนมา ผมนั่งรอตั้งนานแหนะ

หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาโกรธขึ้ง ไปไหนก็เรื่องของพัชร ไม่เกี่ยวกับคุณ

เกี่ยวสิ ผมตั้งใจมาบอกพัชรว่า ผมจะทำตามที่พัชรต้องการทุกอย่าง

มันไม่มีประโยชน์แล้วค่ะ ทุกอย่างมันจบไปแล้ว

ผมรู้ว่าคุณกำลังเมา ผมจะรอให้คุณหายเมาแล้ว เราค่อยคุยกันเรื่องนี้นะพัชร

ไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว ทุกอย่างมันจบแล้วคุณเข้าใจไหม หญิงสาวพูดตัดบท

คุณพูดเองเออเองหมด ทำไมไม่ฟังผมบ้างล่ะ

ไม่ฟังค่ะ มันจบแล้ว คุณออกไปจากชีวิตพัชรได้แล้ว พัชรเกลียดคุณ และก็หันไปออดอ้อนคนที่พยุงร่างอยู่ ก้องค่ะ ก้องพาพัชรเข้าไปข้างในนะคะ พัชรไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกแล้ว

ก้องเกียรติหันมามองอาร์วินนิดหนึ่ง เชิญคุณกลับไปได้แล้ว ท่าทางพัชรคงไม่อยากเห็นหน้าคุณจริง ๆ

แต่ผม...........

พัชรกำลังโกรธคุณอยู่ มันคงไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะคุยกับเขา

อาร์วินจำก้องเกียรติได้ดี เพราะเป็นนักศึกษาไทยที่มาศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ปีเดียวกับพัชรพร แม้จะเรียนอยู่คนละคณะ แต่ทั้งคู่ก็สนิทสนมกันมากทีเดียว ความสนิทสนมลึกซึ้งของทั้งคู่เขาไม่รู้มากนัก เพราะความที่รักเธอมาก ทำให้เขาไว้ใจเธอทุกอย่าง

แล้วผมจะมาหาคุณพรุ่งนี้ตอนบ่าย ๆ ชายหนุ่มฝากคำไว้ ก่อนที่จะเดินออกไป โดยที่มีเสียงตะโกนของหญิงสาวตามหลังอยู่ตลอด

ไม่ต้องมาให้พัชรเห็นหน้าอีก พัชรเกลียดคุณ เกลียดคนเห็นแก่ตัวที่สุด

คำพูดของพัชรพรทำให้ชายหนุ่มนอนไม่หลับทั้งคืน จิตใจก็ครุ่นคิดอยู่ตลอดว่าอะไรทำให้เธอเปลี่ยนไปขนาดนี้ เธอหมดรักเขาแล้วหรือถึงทำกันแบบนี้ หรือว่าเธอมีเขาคนนั้นอยู่เคียงข้าง ทำให้คำพูดของเขาไม่มีความหมายอะไรกับเธออีกเลย หลายครั้งที่โทรไปหาและไปดักรอพบเจอ ก็พบแต่ความผิดหวังกลับมาบ้านตลอด จนทุกอย่างเริ่มกลายเป็นความชินชาที่เคยชินไปเสียแล้ว

นานวันเข้าก็กลายเป็นความห่างเหินที่ทิ้งระยะห่างให้คนสองคน แม้เขาจะพยายามวิ่งตามและง้อเธอมาตลอด แต่ก็เหมือนกับนกน้อยที่บินตามสายลม ซึ่งก็ไม่มีวันที่จะตามได้ทัน และมันก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเธอเปลี่ยนไปจริง ๆแม้ว่าเธอจะไม่ยอมพูดคุยกับเขานานหลายเดือน แต่เขาก็ไม่เคยหยุดรักเธอเลย แม้แต่ในงานวันรับปริญญาของเธอ เขาก็ยังซื้อช่อดอกไม้สวย ๆ พร้อมการ์ดเล็ก ๆ มาฝากด้วย

พัชร ดอกไม้จากผมยินดีด้วยนะครับ ชายหนุ่มยื่นดอกไม้ให้หญิงสาว เธอมองดอกไม้ช่องามด้วยหางตาเหยียด ๆ แต่ก็ไม่ยอมรับดอกไม้แต่อย่างใด ใบหน้าของเธอยังคงบึ้งตึงและเย็นชากับเขามาก

อย่ามายุ่งกับพัชรอีก สั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ก็เจ็บลึกทีเดียว

พัชรต้องการอย่างนั้นจริง ๆ เหรอ พัชรแน่ใจนะผมอยากให้คุณรู้ไว้ว่า ผมยังรักคุณเสมอ

ค่ะ พัชรแน่ใจ อีกสองวันพัชรก็จะกลับไทยแล้วค่ะ ขอให้เรื่องราวระหว่างเราจบแค่นี้ ลืมพัชรเถอะนะคะ เราสองคนไปกันไม่ได้หรอก เราเดินคนละเส้นทาง และก็หยุดรักพัชรได้แล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก หญิงสาวพูดทิ้งท้ายก่อนที่จะวิ่งไปหาชายหนุ่มคนนั้น คนเดิม ก้องเกียรติยืนรอเธออยู่ด้านหน้าประตูของอาคารและจ้องมองมาตลอด

ใจของอาร์วินหล่นอยู่แทบพื้น ดอกไม้ที่ตั้งใจเอามาให้เธอมันห่อเหี่ยวไปกับความรู้สึกของเขา ความรักและความหวังที่เคยมีให้กันมันจบไปแล้ว มันเป็นความจริงหรือเปล่าที่เธอเปลี่ยนไปและหยุดรักกันแล้ว หรือว่าเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบที่เธอพูดออกมาโดยไม่ได้คิดอะไร ซึ่งต่างกับเขาที่ไม่เคยหยุดรักเธอเลย แม้จะถูกจะผลักไล่ใสส่ง เขาก็ยังหน้าด้านมาหาเธอได้ตลอด

พัชรพรคือผู้หญิงที่อาร์วินรักมาก นับตั้งแต่วันที่รับปริญญาเขาก็ไม่ได้เห็นเธออีกเลย พอไปหาที่อพาร์ตเมนท์อีกครั้ง ก็ได้ข่าวจากผู้ดูแลอพาร์ตเมนท์ว่าเธอย้ายกลับไปเมืองไทยเสียแล้ว ชายหนุ่มเดินคอตกกลับมาบ้าน หัวใจพังทลาย ความหวังที่เคยมีให้กันมันจบลงจริง ๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องบาดหมางใจกันที่เคยเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเหมือนแต่ก่อน แต่ในวันนี้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็นความจริงที่เขาต้องยอมรับและเลิกโกหกตัวเองสักที

อาร์วินเป็นอะไรหรือเปล่าลูก สิรินยาถามลูกชายด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นแววตาของชายหนุ่มเศร้าผิดสังเกต
เปล่าครับ ไม่มีอะไรหรอกครับคุณแม่

แล้วเรื่องของอาร์วินกับหนูพัชรล่ะลูก เป็นยังไงบ้างเมื่อไหร่จะมีข่าวดีลูก

ไม่มีพัชรแล้วครับคำตอบเยือกเย็นแววตาเหม่อลอย
หมายความว่ายังไงลูกก็ยังรักกันดี ๆ ไม่ใช่เหรอสิรินยามีสีหน้าตกใจ
แต่ก่อนนะใช่ ปัจุบันผมไม่รู้ครับ แล้วพัชรก็กลับไทยไปแล้ว

อ้าว! ทำไมเป็นยังงั้นล่ะลูก ตอนแรกหนูพัชรบอกว่าจะรอให้อาร์วินเรียนจบและกลับไทยพร้อมกันไม่ใช่เหรอ

ครับ แต่ปัจุบันมันไม่เหมือนเดิมแล้วครับ
อาร์วินทิ้งหนูพัชรเหรอลูก

เปล่าครับ เขาทิ้งผมไปเอง ใจจริงผมก็ตัดสินใจทำตามที่เขาต้องการ เพียงแต่คำตอบของผมบอกเขาช้าไปนิด ทำให้เขาเลือกที่จะเป็นอย่างอื่น

แบบนี้ก็แสดงว่าลูกชายแม่อกหักล่ะสิ พูดถึงก็น่าเสียดายนะลูก หนูพัชรหน้าตาดีแถมมีฐานะอีกด้วย ผู้หญิงที่เพียบพร้อมแบบนี้หายากนะลูกนะ

ชายหนุ่มหันไปมองมารดานิดหนึ่ง และรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์กับคำพูดที่ได้ยินมากนัก

 ผมไม่เคยสนใจตรงนั้นเลยคุณแม่ ผมรักพัชรเพราะเขาเป็นเขาครับ ไม่ใช่ฐานะ

โธ่ลูกรัก แม่ก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ว่าแต่อาร์วินอย่าคิดมากเลยลูก ผู้หญิงดี ๆ ยังมีอีกเยอะสิรินยาปลอบใจลูกชาย

ครับ คุณแม่ไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่เป็นไรแล้วครับ ขอตัวนะครับ

เดี๋ยวก่อนสิลูก ตกลงอาร์วินจะต่อเอกหรือเปล่าล่ะ

ครับ พอดีผมได้รับจดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัยแล้วครับ คงจะไปต่อที่นั่นครับ แถมเขามีทุนให้ผมด้วย จากนี้ต่อไปผมคงมีเวลาทุ่มให้กับการเรียนเต็มที่

ดีแล้วจ้ะ เรื่องผู้หญิงเป็นอะไรที่เข้าใจยาก ไว้อาร์วินเรียนจบและมีงานทำดี ๆ แม่เชื่อว่าจะต้องมีผู้หญิงดี ๆ เข้ามาในชีวิตลูกเอง

เมื่อกลับเข้ามาที่ห้องนอน อาร์วินทรุดตัวนั่งบนโซฟาหนานุ่ม เขาเอื้อมมือหยิบโทรศัพท์กดหาใครบางคน

เลิกกันจริง ๆ เหรอ ไม่น่าเชื่อเลยวะ อัลเบิร์ตยังไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน

เลิกจริง ๆ เพื่อน นายก็รู้ว่าพัชรและเรามีปัญหาตลอด

ตรงนั้นเราเข้าใจ แต่นายก็แคร์พัชรมาก ๆ ไม่อยากเชื่อว่าพัชรจะทิ้งนายได้

เราก็ผิดด้วยแหละที่ให้คำตอบกับพัชรช้าไป ทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่มีความหมายอะไร

เฮ้ย! นายอย่าไปโทษตัวเองเลยอาร์วิน นายไม่ผิดหรอก พัชรต่างหากที่ผิด เพราะเอาแต่ใจตัวเอง แถมไม่ฟังเหตุผลของนาย คนที่เขารักกัน เขาไม่ทำอย่างนี้หรอกวะ

แต่เราก็ยังรักพัชรอยู่นะ

โธ่เอ้ย! นายจะไปรักทำไมผู้หญิงที่ทิ้งตัวเอง ผู้หญิงแบบนี้ลืมไปจากใจได้แล้ว

เราจะพยายาม

ดี ๆ ไม่ต้องไปเก็บมาคิดให้ปวดหัวนะ เอาเวลาไปคิดเรื่องเรียนดีกว่า

ขอบใจเพื่อน ว่าแต่นายเหอะ จะเรียนต่อเอกหรือว่าหางานทำล่ะ ชายหนุ่มถามเพื่อนสนิทถึงอนาคตที่เลือกหลังจากเรียนจบโทพร้อมกัน

เราจะไปหางานทำที่ต่างประเทศ ไม่อยากอยู่อเมริกาแล้ววะ เบื่อ ๆ อยากไปทำงานแถว ๆ เอเชีย ถือโอกาสท่องเที่ยวไปด้วย

นายจะไปประเทศไหนเหรอ

ประเทศไทยก็น่าสนใจดีนะ จากที่อ่านในหนังสือ รู้สึกชอบจริง ๆ เลย

นายชอบประเทศไทยหรือชอบสาวไทยเพื่อน
นายก็รู้ว่าเราชอบผู้หญิงเอเชีย จะไทยจีนญี่ปุ่นเกาหลีเราชอบหมดแหละ

งั้น เราก็อวยพรให้นายโชคดีนะเพื่อน ขออย่าให้นายโชคร้ายเหมือนเราล่ะ ส่วนเราเรื่องผู้หญิงไม่ยุ่งขอมุ่งแต่เรื่องเรียนไว้ก่อน

ยังไงก็ขอให้ได้เป็น ดร. สมใจนะเพื่อน เราเอาใจช่วยนายแล้วกัน

ถ้าไปอยู่ต่างประเทศก็อย่าลืมติดต่อหากันบ้างล่ะ ไม่ใช่หายไปเฉย ๆ

ได้เลยเพื่อน ถ้าเราไปอยู่ที่เอเชีย นายอย่าลืมไปเยี่ยมเราบ้างล่ะ

แน่นอน ไปแน่นอน เราก็อยากไปเอเชียเหมือนกัน โดยเฉพาะเมืองไทย

เมืองไทยนะเหรอ เหอะ ๆ อย่าบอกนะว่านายจะไปง้อพัชรถึงเมืองไทย

เปล่า อาร์วินรีบปฏิเสธ นายอย่าลืมนะว่าแม่เราเป็นคนไทย เราก็ต้องกลับไปดูบ้านเกิดเมืองนอนของแม่เราบ้าง มันไม่เกี่ยวกับพัชรหรอก ถึงวันนั้นพัชรคงมีคนอื่นแล้วแหละ หรืออาจจะมีไปตั้งนานแล้วก็ได้

คิดได้อย่างนี้ก็ดีเพื่อน อย่าไปคิดมากเรื่องพัชรเลย ตั้งใจเรียนให้จบ สักวันหนึ่งนายจะได้พบเจอผู้หญิงดี ๆ สักคน เราเชื่ออย่างนั้น

ขอบใจเพื่อน เราก็ขอให้นายโชคดีนะ

นับตั้งแต่เลิกรากับพัชรพร อาร์วินก็ทุ่มเวลาให้กับการเรียนตลอด ความสัมพันธ์ของเขาและเพื่อนชายยังคงเหมือนเดิม หลังจากที่อัลเบิร์ตไปทำงานเป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่เมืองไทยได้ไม่นาน ชายหนุ่มก็พบรักและแต่งงานกับสาวไทย จากนั้นก็ย้ายไปอยู่ภูเก็ตซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของภรรยา ระยะเวลาเพียงไม่นานก็ลงทุนเปิดสถาบันสอนภาษาอยู่ในตัวเมืองภูเก็ต

ส่วนอาร์วินนั้น ก็กำลังเรียนปริญญาเอกและก็เป็นอาจารย์สอนพาร์ทไทม์ไปในตัว ตลอดเวลาที่ผ่านมาชายหนุ่มทุ่มเทเวลาให้กับการเรียนและงานเป็นอย่างมาก โดยที่ไม่เคยให้ความสนใจหญิงสาวคนไหนเลย ชีวิตก็มีแต่เรื่องเรียนและงานอย่างเดียว พอมีเวลาว่างก็เดินทางท่องเที่ยวไปประเทศอื่น ๆ โดยที่หันมาให้ความสนใจเรื่องการถ่ายภาพเป็นงานอดิเรก  

ชีวิตอาร์วินดูมีความสุขกับการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก ถึงขนาดเปิดเวบไซต์สะสมภาพที่ตัวเองถ่ายทุกแห่งที่ได้เดินทางไปเที่ยว เพื่อเก็บไว้ดูและแบ่งปันผู้คนในโลกอินเตอร์เน็ตนอกจากนั้นก็ใช้เวลาในช่วงปิดเทอมเดินทางไปเป็นครูอาสาให้กับโรงเรียนที่ยากไร้ในแถบเอเชีย และใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติที่ห่างไกลความเจริญ ระยะเวลาที่ผ่านมาทำให้เขาลืมความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นได้มากทีเดียว ซึ่งธรรมชาติที่สวยงามกับงานที่ยุ่งอยู่ตลอด กลายเป็นยารักษาบาดแผลใจชั้นดีที่ช่วยให้เขากลับมาเป็นอาร์วินคนเดิม

 

 

คลื่นรัก...พายุหัวใจ บทที่ 2
 
 

ชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบทของมหาวิทยาลัยดำเนินไปด้วยดี จำรูณยังเป็นหัวหน้าค่ายที่ดูแลเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ มานานหลายปี  ไม่ว่าจะเรื่องออกค่ายแต่ละแห่ง หรือแม้แต่การคอยประสานงานให้กับสมาชิกในค่าย ชายหนุ่มก็ยังทำหน้าที่ได้ดีเสมอ ถึงจะมีหน้าที่การงานทำเป็นหลักเป็นแหล่ง แต่เขาก็ไม่เคยทิ้งการเรียนเลย และก็ยังเรียนต่อปริญญาโทอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ซึ่งก็ใช้เวลาว่างนอกเหนือจากการเรียนและการงาน มาทำงานเกี่ยวกับค่ายอาสาพัฒนาชนบทอย่างต่อเนื่อง และก็ปลีกตัวไปเข้าค่ายกับรุ่นน้องเป็นประจำ

เมื่อเห็นว่าสมาชิกในกลุ่มนั่งพร้อมเพรียงกันเพื่อที่จะรอฟังการประชุม จำรูณก็เปิดการการประชุมทันที

ไตรมาสนี้เราจะไปออกค่ายที่ชัยภูมิ อำเภอที่จะไปนี้ชื่ออำเภอหนองบัวแดง คิดว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินชื่อมาบ้าง หมู่บ้านที่เราจะไปสร้างโรงเรียนกันนั้นเป็นโรงเรียนประถมศึกษาที่เพิ่งเปิดเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทางโรงเรียนยังขาดเหลือสิ่งของวอุปกรณ์การเรียนการสอนอยู่หลายอย่างดังนั้นพี่จึงอยากให้ทุก ๆ คนช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อเห็นแก่น้อง ๆ ที่ยากไร้และอยู่ห่างไกลความเจริญ

จำรูณหันไปมองเลขาสาวซึ่งมีหน้าที่จดข้อมูลต่าง ๆ

 จดให้ครบนะวินะ อย่าให้ขาดเสียล่ะ และก็โปรยยิ้มอย่างเป็นกันเองมาให้หญิงสาว

ได้เลยคะพี่จำรูณ รับรองเลขาคนนี้จะจดให้หมดเลยค่ะ วิกัญญายิ้มรับสดใส

จำรูณพยักหน้าและยิ้มจนเห็นฟันสวยเรียงรายเป็นระเบียบ จากนั้นก็หันมาคุยกับกรรมการและสมาชิกค่ายอีกครั้ง

การเข้าค่ายครั้งนี้ ผมบอกตรง ๆ อยากได้ความร่วมมือจากหลาย ๆ คน เรื่องค่าใช้จ่ายก็อย่างที่เราเคยพูดตกลงกันไว้เมื่อคราวที่แล้ว ตอนนี้ทางฝ่ายประสานงานก็ได้ติดต่อรถบัสคันใหญ่ไว้ให้เราแล้ว เรื่องอาหารการกินนั้นไม่ต้องห่วง พวกชาวบ้านจะช่วยกันดูแลให้พวกเรา ส่วนอุปกรณ์ก่อสร้างต่าง ๆ นั้น พวกเราจะแวะซื้อกันที่ตัวอำเภอหนองบัวแดง โดยที่มีผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านมาช่วยกันนำไปส่งที่โรงเรียน ส่วนทางด้านที่พักนั้นก็เหมือนเดิม เรานอนกันภายในห้องเรียน ซึ่งเป็นอาคารไม้สองชั้น ผู้ชายนอนชั้นล่าง ผู้หญิงนอนชั้นบน คิดว่าหลาย ๆ คนคงพอทนได้นะครับ

เสกสรรค์ยกมือขึ้นอย่างเร็ว พี่จำรูณ แล้วห้องน้ำล่ะพี่ มีหรือเปล่าล่ะ หรือว่าเข้าป่ากันตามเคย

คำถามของเสกสรรค์ทำให้เพื่อนสมาชิกอดขำไม่ได้ เพราะยังจำเรื่องราวขบขันเกี่ยวกับการเข้าค่ายครั้งสุดท้ายได้ดี

ทางโรงเรียนมีห้องน้ำแค่สองห้องเท่านั้น คิดว่าพวกสาว ๆ คงได้ใช้กัน สาว ๆ บางกลุ่มก็คงแยกย้ายกันไปอาบน้ำที่บ้านของชาวบ้าน เพราะเห็นทางผู้ใหญ่บ้านบอกว่าชาวบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนหนุ่ม ๆ ทั้งหลายก็เหมือนเดิมนั่นแหละจำรูณบอกเล่าพลางฉีกยิ้มไปด้วย

ฮึ่ม ผมชักอิจฉาสาว ๆ จริง ๆ เลย ทุกงานที่ไปเข้าค่ายกัน พวกผมไม่เคยได้อาบน้ำในห้องน้ำเลย

จะอิจฉาไปทำไมล่ะพี่เสก อาบน้ำคลองดีจะตาย ได้ชมธรรมชาติไปด้วยจริงไหมหนุ่ม ๆ ธนากรหันไปถามหนุ่ม ๆ ที่นั่งรอบข้างทุกคนอมยิ้มและพยักหน้าเห็นด้วย

เออ ว่าแต่งานนี้มีหนุ่มโยธาไปกี่คนละนี่ใครจะเป็นคนนำพวกเราก่อสร้างโรงเรียนล่ะ หัวหน้าค่ายไม่พูดเปล่าแต่ปรายตามองไปทั่วห้องประชุม

ผมครับ อนุรงค์ยกมือส่งยิ้มมาแต่ไกล ทำให้คนที่นั่งจดข้อมูลเหลือบไปมองและส่งยิ้มให้นิดหนึ่ง

เฮ้ย! ทุกคน ปรบมือให้นุหน่อยซิ งานไหนที่มีการเข้าค่ายและก่อสร้างโรงเรียน นุไม่เคยพลาดเลย แถมยังเป็นหัวหน้าฝ่ายก่อสร้างของค่ายเราโดยเฉพาะชื่นชมจริง ๆ เลยน้องคนนี้

เสียงปรบมือดังลั่น ขอบคุณครับพี่ ผมเกิดมาเพื่อก่อสร้างโดยเฉพาะ แหะ ๆ

เฮ้ย! ก่อสร้างรักหรือก่อสร้างตึกน้อง จำรูณหยอกแซว
โธ่พี่ เล่นแซวยังงี้เลยเหรอ ถอนตัวดีไหมนี่
ดูสิ งอนเป็นกับเขาด้วยเหรอ
เปล่าพี่คนอย่างผมจะทำได้กี่ตำแหน่งล่ะพี่ อย่างมากก็ทำได้แค่ก่อสร้างตึกเท่านั้นแหละ
ดูพูดเข้าสิ เรียนโยธามันก็ต้องอยู่กับก่อสร้างไม่ใช่เหรอน้อง

ครับผม

ไม่แน่นะ งานนี้นุอาจจะได้ก่อสร้างรักไปพร้อม ๆ กับก่อสร้างโรงเรียนก็ได้ เหอะ ๆ ที่สำคัญนะมีสาว ๆ คอยตักน้ำให้ดื่มถึงที่เลยแหละ

อนุรงค์หัวเราะถูกอกถูกใจ จริงหรอพี่

มลิญดาหันไปมองอนุรงค์ จริงซิ จะดื่มกี่ถังเหรอนุ เดี๋ยวหลินตักให้เอง

แก้วเดียวก็พอหลิน แต่เราขอคนน่ารัก ๆ เป็นคนเสิร์ฟน้ำนะ

ทำไมเหรอนุ หลินน่ารักไม่พอเหรอเพื่อน ถึงเรียกร้องแต่จะเอาคนน่ารักให้เสิร์ฟน้ำให้ เดี๋ยวก็ได้กินน้ำผสมปูนแหละ มลิญดาพูดยังไม่ทันจบเพื่อน ๆ ก็พากันหัวเราะลั่น จนอนุรงค์ได้แต่ยิ้มเขินๆ

อย่างไอ้นุนะเหรอ ต้องให้เลขาพี่จำรูณเป็นคนเสิร์ฟโน้นแหนะ คนอื่น ๆ เสิร์ฟมันกินแล้วไม่มีแรงหรอกถ้าเป็นเลขาพี่จำรูณนะ ขอให้สั่งเหอะ ไอ้นุยอมทำตามทุกอย่าง

เพื่อน ๆ ผู้ชายบางคนหันมามองวิกัญญา ส่วนสาว ๆ ก็ได้แต่ยิ้มเพราะคิดว่าทุกคนคงแซวกันเล่น ด้วยความที่อนุรงค์และวิกัญญาเป็นเพื่อนพร้อมทั้งเป็นญาติกัน ทำให้ทุกคนไม่ได้คิดอะไรเกินเลย คงมีแต่เพื่อนชายบางคนเท่านั้นที่พอจะเดาใจชายหนุ่มได้บ้าง คำหยอกแซวของเพื่อน ๆ ทำให้หนุ่มโยธาได้แต่นั่งยิ้มไม่พูดไม่จา โดยที่หญิงสาววางปากกาหันไปมองเพื่อนสนิท

จะเอากี่ถังเหรอนุ เดี๋ยววิเสิร์ฟให้เอง

อนุรงค์ไม่ได้ตอบและก็เลือกที่จะอมยิ้มอยู่อย่างนั้น จำรูณได้ทีก็หันไปมองชายหนุ่ม

ว่าไงนุ จะดื่มกี่ถังน้องเดี๋ยวพี่จัดให้

เปล่าพี่ ผมแค่หยอกเล่นเท่านั้น ผมยังไงก็ได้อนุรงค์ตอบพลางไม่กล้าสบตาคนถาม

เออ ว่าแต่บัดดี้ของนายไม่ไปเข้าค่ายกับพวกเราเหรอ

พี่หมายถึงไอ้ตรีเหรอ ผมไม่รู้เหมือนกัน ไม่เห็นมันตั้งแต่บ่ายแล้ว

ถ้าเจอก็ลองถามมันดูหน่อยนะ เผื่อมันอยากจะไปด้วยกัน

ครับพี่ เดี๋ยวผมจะถามให้
แล้ววิล่ะ เจอตรีบ้างหรือเปล่า
ไม่เจอเลยค่ะ ไว้ถ้าเจอพี่ตรี เดี๋ยววิจะถามให้
ฝากบอกมันด้วยนะ เผื่อว่ามันอยากไปกับพวกเรา
ค่ะ เดี๋ยวจะบอกให้ค่ะ

จำรูณหันมาทางสมาชิกทุก ๆ คน งั้นพี่ขอสรุปการประชุมเลยนะ วันที่ 25 มีนาคม พวกเรามาขึ้นรถกันที่หน้ามหาวิทยาลัยประมาณแปดโมงเช้า ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อม ใครมีสิ่งของที่อยากจะเอาไปบริจาคให้น้อง ๆ ก็ขอให้นำมารวมกันได้ที่รถบัส เพราะทางเราจะมีเพื่อนสมาชิกคอยถือกระเป๋าใบใหญ่ ๆ รอรับบริจาคอยู่ด้านหน้า ส่วนเลขาก็มาแต่เช้าหน่อยนะครับ จะได้ช่วยงานพี่อีกแรง พวกท่านรองประธานทั้งหลาย และบรรดาคณะกรรมการของค่ายก็มาเร็ว ๆ หน่อยนะครับ ถ้าทุกคนมาพร้อมหน้ากันเร็ว เราก็จะได้ออกเดินทางกันแต่เช้า ฝ่ายดนตรีก็อย่าลืมเอากลองกับฉิ่งไปด้วยนะครับ เดี๋ยวพี่จะเอากีต้าร์ไปเอง แต่เรื่องเหล้ากับเบียร์พี่ขอนะ บอกจริง ๆ พี่ไม่อยากให้มี เพราะพวกเราไปทำงานกัน อยากให้งานออกมาดีที่สุด อีกอย่างก็เป็นการให้เกียรติเจ้าภาพและสาว ๆ ที่ร่วมเดินทางไปกับเราด้วย

ครับ/ค่ะ เหล่าบรรดาสมาชิกตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน

หลังจากที่ประชุมค่ายเสร็จ วิกัญญาก็เดินออกมาพร้อมเพื่อนสนิท หญิงสาวพูดคุยหัวเราะกันตามประสา มลิญดาเป็นเพื่อนรักที่เคียงคู่วิกัญญานับตั้งแต่เรียนปีหนึ่งจวบจนปีสุดท้าย ทั้งเธอและเพื่อนสาวพักอาศัยอยู่ด้วยกัน มิเพียงเท่านั้นทั้งคู่ก็เรียนอยู่คณะเดียวกัน แถมเลือกเรียนสาขาเดียวกันอีกด้วย ทำให้เธอทั้งสองเป็นคู่หูที่สนิทกันและมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ

ขณะที่เดินออกมายังไม่พ้นประตูรั้วมหาวิทยาลัย ก็ได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียกตามหลัง

ไม่รอกันบ้างเลยนะอนุรงค์วิ่งกระหืดกระหอบตัวโยนมายืนตรงหน้า สองมือค้ำไว้ที่เข่า

อ้าว! ก็นึกว่านุจะซ้อมกีฬาต่อ ก็เลยไม่ได้รอ ขอโทษจริง ๆ

วิกับหลินจะกลับหอพักเลยเหรอ
จ๊ะ ว่าแต่นุมีอะไรหรือเปล่า
ว่าจะชวนไปซื้อของที่ห้างสักหน่อย แต่ถ้าวิกับหลินไม่ว่างก็ไม่เป็นไรหรอก
พวกเราว่าง จริงไหมวิ มลิญดารับปากพลางหันไปถามเพื่อนสาว
จ๊ะ ว่างจ้า วิกัญญาตอบรับด้วยรอยยิ้มสดใส
ถ้าพวกเราไปช่วยซื้อของ แล้วนุจะเลี้ยงข้าวหรือเปล่าล่ะ มลิญดามักจะมีข้อแม้หยอกเพื่อนเสมอ

ชวนไปซื้อของทีไร มีแววกระเป๋าตังค์แห้งทุกที ก็ได้ อย่ากินอะไรที่แพง ๆ ก็แล้วกัน พักนี้เราไม่ค่อยมีตังค์ด้วย

วันนี้นุใจดีจัง แฮ่ะ พวกเราไม่กินเยอะหรอกนุ อย่างมากก็ก๋วยเตี๋ยวเรือชามสองชามก็พอ วิกัญญาตอบลอย ๆ แกล้งอมยิ้มในใจ

ขอให้ชามสองชามเถอะ อย่าเบิ้ลสามสี่แล้วกัน อนุรงค์รีบพูดดักคอเพื่อนสาว

ทั้งสามคนนั่งรถเมล์มาลงที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัย และก็เข้าไปซื้อข้าวของจนเสร็จ จากนั้นก็พากันไปนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือที่ชั้นล่างสุด เมื่ออิ่มท้องกันแล้ว วิกัญญาก็ชวนเพื่อน ๆ แวะดูหนังสือที่ร้านข้าง ๆ ขณะที่หญิงสาวหยิบหนังสือมาเปิดอ่านได้เพียงไม่กี่หน้า

วิ ๆ ดูนั่นสิ พี่ตรีมากับใครก็ไม่รู้ มลิญดาเอามือสะกิดเพื่อนสาวแต่ตาจดจ้องอยู่ที่ชายหญิงคู่หนึ่ง

วิกัญญาละสายตาจากหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ ใช่ พี่ตรีจริง ๆ ด้วย ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันนะ

เราก็ไม่รู้ ถ้าวิอยากรู้ก็เข้าไปถามซิ มลิญดายุยง
มันจะดีเหรอวิเกรงว่า... หญิงสาวไม่แน่ใจ

ไม่ต้องเลยวิ อยากรู้ก็ต้องไปถาม พี่ตรีเป็นแฟนวิไม่ใช่เหรอ ดังนั้นวิมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

มันก็ใช่ แต่เราไม่ค่อยกล้านะ เอางี้ดีกว่ารอให้นุกลับมาก่อน จะได้ไปพร้อม ๆ กัน

ก็ดีจ้ะ เผื่อมีอะไรนุจะได้ช่วยเราอีกแรง

พอไม่นานอนุรงค์ก็เดินตัวโย่ง ๆ มาแต่ไกล  สาว ๆ รอนานหรือเปล่าครับ

ไม่นานหรอก  มีอะไรจะให้นุดูสักหน่อยมลิญดาตอบรับ

อะไรเหรอ ชายหนุ่มมีท่าทีสนใจ

ดูนั่นสิ พี่ตรีมากับใครก็ไม่รู้ นุพอจะรู้หรือเปล่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร มลิญดาถามด้วยความสงสัย

ไม่รู้ ผู้หญิงคนนี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย

งั้นไปกันเลย เราสามคนไปถามด้วยกัน จะได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ไม่พูดเปล่าแต่ดึงแขนวิกัญญาให้เดินนำหน้า โดยที่มีอนุรงค์เดินเคียงข้างมาด้วย

ชาตรีกำลังช่วยหญิงสาวคนหนึ่งเลือกซื้อหน้ากากมือถืออยู่ กิริยาท่าทางของคนสองคนเห็นได้ว่าคงจะรู้จักกันมานานแล้ว

ไอ้ตรี ไปยังไงมายังไงเพื่อน ไม่เห็นเข้าประชุมค่ายเลย ที่แท้ก็มาอยู่ที่นี่ ๆ เอง อนุรงค์ทักทายแต่ไกล ทำให้ชาตรีหันขวับมาทางเจ้าของเสียงทันที และก็มีท่าทีตกใจไม่น้อยเมื่อเผชิญกับใครบางคน และก็ยิ้มแหย ๆ

พอดีน้องพิมพ์ชวนมาซื้อของเป็นเพื่อนนะ ก็เลยไม่ได้ไปประชุม ทุกคนนี่น้องพิมพ์ เป็นรุ่นน้องจากโรงเรียนเดียวกันกับผมเองและก็หันไปบอกเด็กสาวหน้าใส น้องพิมพ์ นี่เพื่อน ๆ พี่เอง

สวัสดีค่ะ พิมพ์จันทร์ยกมือไหว้ทุก ๆ คนด้วยท่าทางนอบน้อม

สวัสดีจ๊ะน้องพิมพ์ นี่พี่มลิญดานะ คนนั้นพี่อนุรงค์ ส่วนนี่พี่วิ แฟนพี่ตรีเองจ้า มลิญดาแนะนำแต่ละคนให้รู้จัก และก็บอกย้ำให้พิมพ์จันทร์รู้ว่าวิกัญญาเป็นใคร ส่วนพิมพ์จันทร์นั้นก็ได้แต่พยักหน้ายิ้มเจื่อน ๆ

วิกัญญาหันไปมองชาตรีเหมือนต้องการเหตุผลมากกว่านี้

น้องพิมพ์เอ็นท์ติดมหาวิทยาลัยเดียวกับพวกเรา และก็ไม่รู้จักใครเลย น้องเขาไม่เคยมาอยู่กรุงเทพ พี่ก็เลยมาช่วยน้องเขาสักหน่อย สงสารน้องเขา

หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจและก็หันไปถามพิมพ์จันทร์ ถ้าน้องพิมพ์มีอะไรให้พี่ช่วย ก็บอกได้นะ

ขอบคุณพี่วิมากค่ะ สงสัยรอบหน้าพิมพ์คงรบกวนพี่แน่เลย เพราะพิมพ์ยังไปไหนมาไหนไม่ถูกเลยค่ะพิมพ์จันทร์ดูเด็กมาก กิริยาท่าทางเหมือนยังไม่ชินกับชีวิตในเมืองกรุงเท่าไรนัก

ไม่เป็นไรจ๊ะ มีอะไรก็โทรมาหาพี่ได้ตลอดนะ พูดเสร็จก็จดเบอร์มือถือให้สาวน้อย

ชาตรีจูงมือแฟนสาวมาอีกฝั่งหนึ่ง โดยที่ทิ้งให้เพื่อนทั้งสามยืนคุยกันไปพลาง ๆ

วิโกรธพี่หรือเปล่า
โกรธเรื่องอะไรคะ

พี่ก็กลัววิจะโกรธ เกรงว่าวิจะเข้าใจพี่ผิดนะ พิมพ์เป็นแค่รุ่นน้องเท่านั้น ไม่มีอะไรเกินเลย

ค่ะ วิเข้าใจ ไม่ได้คิดอะไรเลย
วันนี้ให้พี่ไปส่งวิไหม ขากลับพี่ค่อยแวะไปส่งน้องพิมพ์ ด้วยความที่กลัวหญิงสาวจะโกรธชายหนุ่มรีบเอาอกเอาใจทันที

วิกัญญาอมยิ้ม ไม่ต้องหรอกคะพี่ตรี วิว่าพี่ตรีไปส่งน้องพิมพ์เถอะ เดี๋ยววิกลับกับหลินและนุเอง ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะคะ

แน่ใจนะ

ค่ะ แน่ใจค่ะ
งั้นไว้กลับมาถึงห้องพักแล้วพี่จะโทรหานะ
ค่ะ
เฮ้ยนุ ฝากดูแลวิให้เราด้วยนะเพื่อน ชาตรีหันมาฝากคำกับเพื่อนสนิท ซึ่งอนุรงค์ได้แต่ยิ้มรับหน้าชื่น

เมื่อเดินพ้นประตูห้างด้านหน้า ทั้งสามก็พากันมายืนรอรถเมล์ มลิญดายังคงข้องใจเรื่องชาตรีไม่น้อย

วิว่าไหม ท่าทางพี่ตรีมีพิรุธเนาะ น้องพิมพ์คนนั้นก็น่ารักเสียด้วย ขอให้เป็นรุ่นน้องจริงๆ เถอะ มลิญดาบ่นพึมพำ

อย่าไปคิดลึกขนาดนั้นสิหลิน พี่ตรีคงไม่ทำอย่างนั้นหรอก อย่าลืมนะน้องเขาเป็นคนบ้านเดียวกับพี่ตรี

บ้านเดียวกันก็เถอะ ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกัน ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้น

แต่เราก็ไว้ใจพี่ตรีนะ

วิก็ไว้ใจพี่ตรีอย่างนี้แหละ พี่ตรีไปทำอะไรไว้บ้างตัวเองไม่เคยรู้ ถ้าเป็นเรานะ จะตามสืบให้ได้เลย

จะไปสืบทำไมล่ะ สืบไปก็แค่นั้น ถ้าพี่ตรีนอกใจวิจริง ๆ สักวันหนึ่งความจริงก็ต้องเปิดเผยและก็หันไปทางอนุรงค์ จริงไหมนุ

อนุรงค์ยิ้มรับเบา ๆ จริงจ๊ะ

นี่ก็เข้าข้างกันตลอดเลย แต่ถ้าเป็นเรานะไม่ปล่อยไว้หรอก สืบให้หมด

วิกัญญาอมยิ้มกับความคิดของเพื่อนสาว

ผู้ชายนะหลิน ถ้าเขารักเรา เขาก็ต้องไม่ทำอะไรผิด ๆ และก็ให้เกียรติเราด้วย แต่ถ้าเราไปตามตื้อและเฝ้าหึงบ่อย ๆ ไปตามสืบนั่นสืบนี่ ผู้ชายก็ไม่ชอบเหมือนกันนะ แม้แต่วิเองก็ไม่ชอบด้วย ความรักมันก็ต้องไว้ใจกันและก็หันไปมองอนุรงค์ตามเคย จริงไหมนุ

อนุรงค์พยักหน้าเห็นด้วย จริงจ้า วิพูดถูกหมดเลย

จ๊ะ แม่คนดี ขอให้พี่ตรีดีจริง ๆ เถอะ มลิญดาหันไปทางอนุรงค์ นี่ก็เหมือนกัน พักอยู่กับพี่ตรีก็เป็นหูเป็นตาให้วิด้วยล่ะ อย่าปล่อยให้เพื่อนกลายเป็นผู้หญิงโง่เสียล่ะ

ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวนุจะดูให้เอง อนุรงค์รับปากพลางยิ้มไปด้วย
 

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ของวิกัญญาและชาตรียังคงเหมือนเดิม ไม่ได้หวานถึงขนาดใคร ๆ เห็นแล้วต้องอิจฉา แต่ก็ไม่เคยมีปัญหาและเรื่องบาดหมางใจกัน ทุก ๆ เย็นถ้าไม่ติดประชุมหรือมีธุระที่อื่น ชายหนุ่มก็มักจะตามมาส่งหญิงสาวอยู่เสมอ

พี่ตรีไม่ไปเข้าค่ายด้วยกันเหรอคะ

พี่คงไปไม่ได้หรอกครับ อาทิตย์หน้าคงจะกลับต่างจังหวัดครับ วิคงไม่ว่าพี่นะ

ไม่ค่ะ ว่าแต่พี่ตรีจะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะ
ก็คงประมาณวันจันทร์นะครับอย่างช้าก็คงวันอังคาร
แล้วอยากได้อะไรหรือเปล่าคะ เดี๋ยววิจะซื้อมาฝาก

ไม่เป็นไรครับ วิไปเที่ยวให้สนุกเถอะ แล้วค่อยเจอกันอาทิตย์หน้า แล้วนุกับหลินไปด้วยหรือเปล่า

ไปค่ะ งานนี้พี่ตรีไม่ไป นุก็คงคุมก่อสร้างคนเดียว ไม่รู้จะรอดหรือเปล่า หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ

คงไหวแหละครับ นุทำงานเก่งจะตาย

เมื่อมาถึงหอพัก ชายหนุ่มก็ส่งหนังสือให้หญิงสาว ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะครับ

ค่ะ หลับฝันดีนะคะ

ความรักของวิกัญญาที่มีให้ชาตรีนั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ถึงขนาดวาดฝันว่าสักวันหนึ่งเธอกับเขาอาจจะแต่งงานและใช้ชีวิตด้วยกัน หญิงสาวรักและไว้ใจเขาเป็นอย่างมาก แม้จะได้ยินเสียงเล็ดลอดของเพื่อน ๆ บอกเล่าเกี่ยวกับความเจ้าชู้ของชาตรีให้ได้ฟังบ้าง แต่เธอก็ไม่เคยสนใจนำมาคิดให้ปวดหัว และก็เชื่อใจคนรักมาตลอด

 

เมื่อถึงวันที่จะต้องเดินทางไปเข้าค่ายอาสาพัฒนาชนบทที่ชัยภูมิ วิกัญญากับมลิญดาก็ออกมาตามที่นัดหมายเอาไว้แต่เช้า หญิงสาวช่วยงานจำรูณทุกอย่าง และก็ยืนเช็ครายชื่อสมาชิกทุกคนที่มาเข้าค่ายในครั้งนี้ ส่วนมลิญดาก็ช่วยจัดข้าวของให้เป็นระเบียบ เพื่อที่จะให้หนุ่ม ๆ ยกขึ้นไปไว้บนรถ

อนุรงค์แบกเป้ขนาดกลางและก็ส่งยิ้มมาแต่ไกล ชายหนุ่มเดินตรงดิ่งมาหาหญิงสาว

วิมาถึงนานหรือยัง
ตั้งแต่เจ็ดโมงครึ่งจ๊ะ
มีอะไรให้ช่วยไหม สายตามองไปรอบ ๆ

นุไปช่วยหลินดีกว่า ทางนี้มีพี่จำรูณช่วยแล้ว

ตกลง ชายหนุ่มเดินไปช่วยมลิญดาจัดข้าวของที่จะนำไปบริจาคให้กับโรงเรียน
สรุปแล้วพี่ตรีไม่ไปเข้าค่ายกับพวกเราเหรอ มลิญดาถามอนุรงค์ เมื่อเห็นชายหนุ่มยืนแยกของอยู่ติด ๆ กัน
ไม่มา เห็นบอกว่าจะกลับต่างจังหวัด

เหรอ ทำไมต้องกลับวันนี้ด้วย วันอื่น ๆ ก็มีเยอะแยะ

เขาคงมีธุระมั้ง เห็นออกไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

ออกไปตั้งแต่เมื่อคืนเหรอ
ก็ใช่นะสิ สงสัยไอ้ตรีกลับรถรอบดึกมั้ง อนุรงค์ตอบพลางยกของไปด้วย
ขอให้จริงเหอะ อย่าให้รู้ว่าไปช่วยน้องพิมพ์คนสวย

ไม่เอาน่าหลิน อย่าไปพูดแบบนี้ให้วิได้ยินเสียล่ะ เดี๋ยววิก็คิดมากอีก หลินก็รู้ว่าวิรักตรีมากแค่ไหน

ก็เพราะรู้นี่แหละ ถึงได้ห่วง แล้วนุล่ะ
เกี่ยวอะไรด้วย อนุรงค์ทำเป็นไม่สนใจคำถาม
เรารู้นะว่านุคิดอะไรอยู่ รู้มาตั้งนานแล้วด้วย เพราะความที่สนิทกันทำให้มลิญดาอดที่จะสงสัยไม่ได้

อนุรงค์มองค้อน เฮ้ยหลิน อย่าคิดแบบนั้นเชียวนะ แค่คิดเราก็เสียหายนะเพื่อน

ผู้ชายเสียหายเป็นด้วยเหรอ เหอะ ๆ มลิญดาหัวเราะถูกอกถูกใจ ส่วนอนุรงค์ก็ได้แต่ส่ายหัวกับความคิดของเพื่อนสาว

เมื่อสมาชิกทุกคนมาครบแล้ว ต่างก็พากันขึ้นไปนั่งบนรถ หนุ่ม ๆ ฝ่ายดนตรีก็พากันร้องเพลงและตีกลองอยู่ด้านหลัง ส่วนสาว ๆ ก็นั่งอยู่เบาะด้านหน้า วิกัญญานั่งคู่กับมลิญดาตลอดทาง สำหรับอนุรงค์นั้นก็นั่งอยู่ท้ายรถกับเพื่อนชายในกลุ่มและก็ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน

รถบัสวิ่งมาถึงจุดหมายปลายทาง ณ อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดที่ขึ้นชื่อทุ่งดอกกระเจียวและธรรมชาติที่สวยงาม จำรูณลุกขึ้นจากที่นั่ง และก็หันไปบอกให้น้อง ๆ ทุกคนนั่งรอในรถ ส่วนตัวเองและรองประธานของค่ายก็ลงไปพบกับผู้ใหญ่บ้าน หลายนาทีผ่านไปจำรูณกับรองประธานก็กลับมาขึ้นรถ และก็บอกให้คนขับรถบัสขับตามรถปิ๊กอัพคันเก่าของผู้ใหญ่บ้าน

บรรยากาศรอบ ๆ เส้นทางเข้าไปในหมู่บ้าน ยังไม่เจริญมากนัก ถนนลูกรังทอดยาวไปไกล สภาพถนนเป็นหลุมเป็นบ่อหลายจุด ทำให้การเดินทางทุลักทุเลมาตลอด บริเวณรอบ ๆ ถนนก็มีแต่ป่าเขา บางจุดก็เป็นท้องทุ่งนากว้างไกล หากมองออกไปทางด้านตะวันออกก็เห็นภูเขาเขียวชะอุ่มเรียงรายกันอย่างสวยงาม  ในบางครั้งก็มีนกน้อยบินอยู่บนท้องฟ้า ความสวยงามของธรรมชาติยังคงสมบูรณ์อยู่มาก วิถีชีวิตของชาวบ้านในละแวกนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่เป็นหลัก

กว่าจะมาถึงจุดหมาย เวลาก็ล่วงเลยมาสี่โมงเย็นกว่า ๆ ทางผู้ใหญ่บ้านได้เกณฑ์ลูกบ้านมาช่วยต้อนรับทุก ๆ คน เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ มายืนมองด้วยความสนใจ เหมือนไม่เคยเห็นผู้คนเยอะแยะอย่างนี้มาก่อน โรงเรียนประถมศึกษาแห่งนี้มีครูเพียงแค่สองคน ซึ่งครูส่วนใหญ่ก็เป็นครูอาสาสมัครมากกว่า โรงเรียนนี้มีนักเรียนแค่ยี่สิบห้าคนเท่านั้น ซึ่งก็เป็นลูกหลานของคนในหมู่บ้านแห่งนี้ และหมู่บ้านข้างเคียงที่อยู่ติดกับภูเขาลงมาเรียนด้วยกัน สมาชิกชิกค่ายพากันลงจากรถและก็ยกมือไหว้ทักทายผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านตามลำดับ จากนั้นก็พากันเอาของขึ้นไปเก็บในอาคารเรียน

นักศึกษาสาวแต่ละคนพากันลงมาช่วยแม่บ้านทำกับข้าว บางส่วนก็แยกไปช่วยงานที่ด้านหน้าอาคาร ซึ่งก็เป็นการแจกอุปกรณ์การเรียนให้กับเด็ก ๆ โดยที่มีเด็ก ๆ มาเรียงแถวตอนลึกรอรับของแจก รอยยิ้มสุขใจของสมาชิกค่ายแต่ละคนห้อมล้อมบรรยากาศทั้งหมด เด็ก ๆ แต่ละคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับของฝากที่ได้รับในครั้งนี้

ตั้งใจเรียนนะครับ ตั้งใจเรียนนะคะ เสียงสมาชิกบางคนที่ไปร่วมแจกสิ่งของให้กับเด็ก ๆ บอกสอนน้อง ๆ ไปด้วย

วิกัญญาหันมายิ้มให้กับมลิญดานิดหนึ่ง ก่อนที่จะหันไปมองภาพเด็ก ๆ แต่ละคนยกมือไหว้จำรูณด้วยความนอบน้อมที่ได้รับของฝาก ในช่วงเวลานั้นอนุรงค์ยืนยิ้มและแอบมองเธออยู่ห่าง ๆ โดยที่เธอไม่เคยรู้ตัวเลย

บางทีความสุขของชายหนุ่มก็คือการได้อยู่ใกล้ชิดและได้มองเธออยู่อย่างนี้ แม้จะไม่ได้ครอบครองหัวใจของหญิงสาว ด้วยเหตุผลบางอย่างกีดกั้นเอาไว้ แต่เขาก็ดูสุขใจไม่น้อยที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ที่ ๆ มีเธออยู่ไม่ไกลมากนัก น่าเสียดายคนที่กุมหัวใจเธอไว้ทั้งดวงกลับไม่คว้าโอกาสดี ๆ แบบนี้เอาไว้ และก็ทิ้งให้เวลาที่ดีที่สุดกลับว่างเปล่าไป

 

อาหารเลี้ยงในตอนค่ำเป็นอาหารท้องถิ่นที่ชาวบ้านช่วยกันปรุง เมื่อทำอาหารเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็บอกให้หนุ่มสาวไปอาบน้ำกัน ซึ่งห้องน้ำมีเพียงไม่กี่ห้อง ชาวบ้านบางคนพาวิกัญญาและเพื่อนสาวสี่ห้าคนไปอาบน้ำที่บ้านของตน ซึ่งก็นับว่าโชคดีที่ผู้คนในหมู่บ้านมีน้ำใจให้พวกเธอ

ส่วนพวกหนุ่ม ๆ นั้นก็ไปอาบน้ำคลองตามเคย โดยที่มีเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ เป็นคนเดินนำทางไปที่ลำธารไม่ไกลจากโรงเรียน ช่วงที่อาบน้ำกันอยู่นั้น โชคชัยหันมาถามอนุรงค์อย่างสงสัย

ถามจริง ๆ เถอะนุ นายรักวิเหรอ
ก็รักนะ เพราะเรากับวิเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก

เฮ้ย! ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ข้าหมายถึงรักแบบคนรักนะ

รักได้ยังไง วิเป็นแฟนกับตรี อนุรงค์ตอบพลางถูสบู่ไปด้วย
เป็นแฟนแล้วยังไง

วิกับตรีรักกัน ได้ยินแว่ว ๆ ว่าอนาคตจะแต่งงานกันด้วยแหละ เราพักอยู่กับตรี เรารู้ว่าตรีตั้งความหวังกับวิไว้มากแค่ไหน และเราก็รู้ว่าวิรักตรีมาก

แล้วไอ้ตรีล่ะ
ก็คงรักวิมากเหมือนกัน

แล้วนายล่ะนุ เท่าที่ดูมา เราว่านายรักวิมากกว่าตรีนะ เพราะนายแคร์วิมาก ๆ เลย ต่างกับตรี ดูสิขนาดวิมาเข้าค่าย ตัวเองยังไม่มาเลย ถ้าเป็นเรานะไม่ยอมให้แฟนสาวมาคนเดียวหรอก แต่นายนี่สิตามวิไปทุกทีเลย โชคชัยขึ้นจากน้ำมายืนเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ที่บริเวณข้าง ๆ คลอง

เราแคร์วิ เพราะเราเป็นเพื่อนวิ อีกอย่างเราก็รักงานนี้ด้วยแหละ
ถ้านายรักวิจริง ๆ ทำไมนายไม่บอกให้วิรู้ล่ะ
เราบอกไม่ได้ เพราะมันไม่เหมาะสม อนุรงค์มีสีหน้าหมองเศร้า

ไม่เหมาะสมตรงไหนว่ะ เป็นเพื่อนกันก็รักกันได้นิ มีอะไรมากกว่านั้นเหรอ โชคชัยถามอย่างสงสัย

ก็เรากับวิเป็นญาติกันยังไงล่ะ ยายของวิเป็นพี่สาวยายเรา มันรักกันได้ตรงไหนเหรอ ถึงจะรักกันก็ไม่มีใครเขาสนับสนุนให้แต่งงานกันหรอกอีกอย่างวิไม่ได้คิดอะไรกับเราเกินเลย นอกจากคำว่าเพื่อนและญาติ

ก็ไม่ได้เป็นญาติสนิทกันมากนิ ก็แค่ยายเป็นเป็นพี่น้องกัน น่าจะรักกันได้ โชคชัยแสดงความคิดเห็น

แต่แถวบ้านเราไม่ได้ มันไม่ควร
แล้วนายจะทำอย่างไรล่ะ โชคชัยถาม

ก็ไม่เห็นทำไรเลย ก็ปล่อยให้เวลาผ่านไป ถ้าวิจะแต่งงานกับตรี เราก็ยินดีและมีความสุข เพราะคนสองคนนี้เป็นคนที่เรารักทั้งคู่

งั้นข้าว่า เอ็งตัดใจจากวิเถอะ สาว ๆ นักศึกษาน่ารักทั้งนั้น เห็นน้องอุ๊หรือเปล่า เด็กปีสามที่มาเข้าค่ายกับพวกเรา ทำไมเอ็งไม่จีบว่ะ หน้าตาน่ารักเชียวนะ โชคชัยแนะนำ

คนที่เป็นญาติกับหลินนะเหรอ ไม่ไหววะ อนุรงค์ส่ายหัวเบา ๆ

อุมารินทร์เป็นลูกพี่ลูกน้องของมลิญดาซึ่งเรียนอยู่ปีสาม เธอเป็นเด็กสาวที่หน้าตาน่ารัก และก็เป็นสมาชิกค่ายอาสาพัฒนาชนบทตั้งแต่เรียนอยู่ปีแรก แม้ว่าความน่ารักของสองพี่น้องจะแตกต่างกัน แต่นิสัยใจคอก็คล้ายกันมากทีเดียว

ทำไมเหรอ น้องเขาก็น่ารักดีนี่

น่ารัก ก็น่ารักอยู่หรอก แต่ปากจัดไม่แพ้หลินเลย เราไม่ชอบผู้หญิงปากจัดวะ

แต่เราเคยได้ยินคนแก่แถวบ้านบอกว่า ผู้หญิงปากจัดใจดีนะเว้ย
ใจดีก็ใจดีไปเถอะ แต่เราไม่ชอบ
แน่ใจนะ ถ้านายไม่จีบ เราจีบนะ โชคชัยส่งยิ้ม
ก็แล้วแต่นาย เรายังไงก็ได้

เมื่อหนุ่มสาวอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จแล้ว ก็มาร่วมวงรับประทานอาหารมื้อค่ำด้วยกัน ซึ่งก็มีชาวบ้านหลายคนมารับประทานอาหารในครั้งนี้ด้วย วิกัญญานั่งติด ๆ กับมลิญดาและอุมารินทร์ ส่วนอนุรงค์ก็นั่งใกล้ ๆ กับจำรูณ โดยที่มีผู้ใหญ่บ้านนั่งถัดไป อาหารมื้อนี้อร่อยมาก โดยเฉพาะยำไข่มดแดง ดูจะเป็นที่ชอบอกชอบใจของหนุ่มสาวที่มาเข้าค่ายในครั้งนี้เป็นอย่างมาก นอกจากนั้นก็มีต้มไก่บ้านใส่ใบมะขามอ่อนที่รสชาติอร่อยมากทีเดียว

หลังจากรับประทานอาหารอิ่มหน่ำสำราญกันหมดแล้ว หนุ่มสาวก็ช่วยกันเก็บกวาดล้างจานให้เรียบร้อย จากนั้นก็มารวมตัวกันที่กองไฟด้านหน้าโรงเรียน ซึ่งก็มีเก้าอี้วางล้อมเป็นวงกลม มีผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านหลายคนมานั่งร่วมวงด้วย จำรูณเป็นหัวหน้าคอยถามไถ่ถึงความต้องการของชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านหลาย ๆ คนเห็นพ้องต้องกันว่าอยากได้อาคารเรียนดี ๆ ไว้ให้เด็กนักเรียน และก็อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลพวกเขาบ้าง วิกัญญายังหยิบสมุดมาจดรายละเอียดไว้ให้จำรูณเหมือนเคย เมื่อจบการปราศัยก็มีการร้องรำทำเพลงกันจนดึก แค่เพียงไม่นานพวกชาวบ้านก็ทยอยพากันกลับบ้านไปก่อน

ลุงกลับก่อนนะ ขอให้ทุกคนพักผ่อนกันตามสบาย มีอะไรก็ไปเรียกลุงได้ตลอด

ผู้ใหญ่บ้านพร้อมภรรยาลุกขึ้น และก็แจ้งให้สมาชิกค่ายได้ทราบ โดยที่มีจำรูณเดินมาส่งและกล่าวขอบคุณก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม

เมื่อไม่มีชาวบ้านอยู่ในบริเวณนั้น หนุ่มสาวก็ร้องเพลงกันอย่างเพลิดเพลิน หญิงสาวบางคนที่ง่วงนอนก็ขึ้นไปนอนก่อนแล้ว ส่วนที่เหลือก็ยังคงนั่งอยู่รอบ ๆ กองไฟ

เอาเพลงอะไรดีล่ะ ไม่มีเพลงจะร้องแล้ว จำรูญยังถือกีตาร์แต่สายตาหันมามองน้อง ๆ ทุกคน
พี่จำรูณ ผมขอเพลงสักเพลงให้หัวหน้าก่อสร้างได้ไหม โชคชัยถาม
ให้ใครวะโชค

ก็ใครล่ะพี่ หัวหน้าก่อสร้างมีแค่คนเดียว ก็ไอ้นุยังไงพี่

อนุรงค์ยังอมยิ้มสบตาโชคชัย ไม่พูดไม่จา

อยากได้เพลงอะไรบอกมา เดี๋ยวพี่จัดให้จำรูณไม่ได้เป็นแค่หัวหน้าค่ายเท่านั้น แต่ก็มีความสามารถด้านดนตรีไม่น้อย

รักเธอแต่เธอไม่รู้นะพี่ ของ หนุ่มเสก ยังไงล่ะ ว่าแต่พี่พอจะร้องได้หรือเปล่าพี่

อ้อ!” จำรูณหันไปยิ้มให้อนุรงค์นิดหนึ่ง ได้เลยน้อง เพลงนี้พี่เกิดทัน พอร้องได้

ว่าแต่นุเหอะ ไปแอบรักใครเหรอ ถึงอยากฟังเพลงนี้จำรูณหันไปถามโชคชัย

ไม่รู้พี่ สงสัยสาว ๆ หน้าตาน่ารักแถวนี้ล่ะมั้ง

น้องอุ๊หรือเปล่า พี่จำรูณแกล้งหยอก

โธ่พี่ คิดไปโน้นแหนะ ผมมิกล้าหรอกครับ อนุรงค์รีบปฏิเสธเพราะแท้จริงหัวใจของเขาไม่ได้คิดอะไรกับอุมารินทร์ แต่คนที่เขาคิดกลับนั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก

จะแอบรักใครก็รักไปเถอะ ถือเสียว่าบทเพลงนี้เป็นการให้กำลังใจนุก็แล้วกันทุกคนช่วยกันร้องด้วยนะ

เสียงกีต้าร์ค่อย ๆ บรรเลงอย่างช้า ๆ ทุกคนหันมายิ้มให้อนุรงค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีวิกัญญาด้วย ที่ยังคงยิ้มให้เพื่อนรักเหมือนเคย รอยยิ้มของเธอไม่เคยเปลี่ยน ดวงตากลมสุกใสเปล่งประกายคงความจริงใจให้เขามาตลอด และด้วยเหตุนี้นี่แหละที่เขาไม่กล้าบอกให้เธอรู้ได้ เพราะเกรงว่าความจริงบางอย่างอาจจะทำให้เสียเธอไป เสียความเป็นเพื่อน เสียความเป็นญาติ และเสียความไว้ใจซึ่งเขาเคยได้รับจากเธอมานานแสนนาน

 

รักเธอ เธอไม่รู้หรอก เก็บไว้ในใจก็พอ

เห็นเธอ เธอไม่เห็นหรอก
แอบเห็นก็เพียงข้างเดียว     


เก็บมาฝันใฝ่ สร้างความหวังใหญ่         
ว่าเราสองเป็นดั่งคนรักเคียงกัน
รักเธอแต่เธอไม่รู้………..

ช่วงระหว่างที่ร้องเพลงนี้อนุรงค์แอบมองวิกัญญาอยู่ตลอด แต่ก็พยายามไม่แสดงออกให้คนอื่น ๆ เห็น โดยที่เลือกมองผ่านอุมารินทร์ไปยังหญิงสาวซึ่งนั่งถัดกันออกไป ทุกคนที่ไม่เคยรู้ความจริงต่างก็คิดว่าชายหนุ่มสนใจน้องปีสามเป็นพิเศษ เมื่อร้องเพลงกันจบแล้ว ทุก ๆ คนก็ปรบมือถูกอกถูกใจ ใบหน้าของอนุรงค์ยังคงเบิกบานและยิ้มค้างอยู่อย่างนั้น จนลืมไปว่าตัวเองต้องกล่าวขอบคุณทุก ๆ คน

“เพลงจบแล้วไอ้นุ ยิ้มจนน้ำลายยืดเลยนะ เช็ดน้ำลายหน่อยเพื่อน เพลงอร่อยขนาดนั้นเลยเหรอ” โชคชัยสะกิดชายหนุ่มและแกล้งแซวไปด้วย

อนุรงค์สะดุ้งทันทีที่ถูกสะกิด หัวเราะหึ ๆ “โทษทีครับ ขอบคุณทุก ๆ คนมากนะครับ ที่อุตส่าห์มอบเพลงนี้ให้คนไร้รักอย่างผม” และก็ยิ้มอย่างเขินอาย ทำให้เพื่อน ๆ ทุกคนได้แต่ยิ้มกับความเหม่อลอยและท่าทางของชายหนุ่ม

                แสงอ่อน ๆ นวลกระจ่างจากพระจันทร์บนท้องฟ้าที่มืดมิดดูงดงามยิ่งนัก เมฆน้อยลอยผ่านช้า ๆ แต่ถ้ามองออกไปยังมุมมืดกว้างไกล ก็เต็มไปด้วยดาวน้อยใหญ่กระจัดกระจายทั่วฟ้า ยิ่งดึกอากาศยิ่งเย็น สมาชิกทุกคนก็ทยอยแยกย้ายกันไปพักผ่อน ค่ำคืนนี้เงียบเหงา แม้จะนอนรวมกับเพื่อนสาวหลายคน แต่ทำไมใจของวิกัญญารู้สึกเหงา ๆ อย่างบอกไม่ถูก เหมือนกับชีวิตขาดอะไรไปสักอย่าง อาจจะเป็นเพราะว่าชาตรีไม่ได้มาเข้าค่ายด้วยกัน ทำให้หญิงสาวรู้สึกคิดถึงเขาเสียอย่างงั้น แม้แต่ยามหลับตาก็ยังมีเขาอยู่ในความฝันเสมอ

                การเข้าค่ายครั้งนี้ผ่านไปด้วยดี โรงเรียนที่ช่วยกันก่อสร้างนั้น แม้จะไม่เสร็จสมบูรณ์ทุกอย่าง เพราะเวลามีน้อยมาก แต่ทางจำรูณก็ยังมีโครงการที่จะกลับมาเข้าค่ายกันที่นี่อีกครั้ง เพื่อที่จะให้ผลงานที่สร้างมาด้วยกันเสร็จสิ้นตามที่ตั้งใจกันเอาไว้ วิกัญญาและเพื่อน ๆ ทุกคนดูมีความสุขกับการเข้าค่ายครั้งนี้เป็นอย่างมาก ส่วนอนุรงค์ก็ถูกเพื่อน ๆ หยอกแซวเรื่องอุมารินทร์อยู่ตลอด จนทุกคนที่ไปเข้าค่ายด้วยกันต่างก็คิดว่าอนุรงค์ชอบอุมารินทร์จริง ๆ ซึ่งก็มีแต่โชคชัยและจำรูณเท่านั้นที่พอจะรู้ว่าแท้จริงชายหนุ่มรักใครกันแน่ และก็ได้แต่มองอยู่ห่าง ๆ พร้อมทั้งคอยให้กำลังใจด้วย

 

 

 

 

 

คลื่นรัก...พายุหัวใจ  บทที่ 3
 

ระหว่างทางที่กลับมาจากการเข้าค่าย จำรูณได้บอกให้คนขับรถจอดที่อำเภอมวกเหล็ก เพื่อที่จะให้น้อง ๆ ที่มาเข้าค่ายในครั้งนี้ได้ทำธุระส่วนตัวและแวะซื้อของฝากไปให้ญาติพี่น้อง วิกัญญาและมลิญดาพร้อมอุมารินทร์พากันเลือกซื้อกุนเชียงและหมูยอ นอกจากนั้นก็แวะซื้อผลไม้พร้อมขนมไปแบ่งปันเพื่อนฝูง ส่วนอนุรงค์นั้นก็ซื้อขนมของกินชนิดอื่น ๆ มาแบ่งปันทุกคนด้วย เมื่อซื้อของเสร็จสรรพก็พากันมานั่งรอที่รถ

“วิซื้ออะไรเหรอ แบ่งกันกินมั้งสิ นุหิวนะ” อนุรงค์ไม่ถามเปล่าแต่มานั่งข้าง ๆ วิกัญญาอย่างคุ้นเคย แถมทำหน้าทำตาออดอ้อนเหมือนเด็กตัวเล็ก ๆ ที่กำลังขอขนมผู้ใหญ่กิน

“นุอยากกินอะไรล่ะ ขนมมีแค่ไม่กี่อย่าง ที่เหลือก็มีแต่ของดิบ ๆ อยากกินไหม อ้าวนี่! เรายกให้หมดเลย” วิกัญญายื่นถุงใบใหญ่ให้เพื่อน

“ขอกินขนมดีกว่า วิจะชิมกล้วยตากไหมล่ะ หวานดีนะ” อนุรงค์ยื่นถุงกล้วยตากให้

วิกัญญาหยิบมาชิ้นหนึ่งและส่งไปให้อุมารินทร์ “น้องอุ๊ลองชิมกล้วยตากดูสิ อร่อยเชียว”

อุมารินทร์หยิบกล้วยตากเข้าปากชิ้นหนึ่ง “หวานดีนะคะ ว่าแต่พี่วิชิมมะพร้าวแก้วไหม”

ทางด้านมลิญดานั้นก็เอาขนมที่ซื้อมาแบ่งปันทุกคนด้วย รถค่อย ๆ เคลื่อนที่ออกไปตามเส้นทางจุดหมาย เมื่อทุกคนทานขนมเอร็ดอร่อยอิ่มแล้ว ต่างก็นอนพักกัน วิกัญญาถือถุงของฝากไว้ในมือแน่น เพราะตั้งใจจะเอาไปฝากคนรัก

เมื่อรถวิ่งมาจอดที่หน้ามหาวิทยาลัย อนุรงค์ก็เดินมาหาสามสาวซึ่งยืนเอาของใส่ในกระเป๋าเป้

“แวะไปกินน้ำที่ห้องนุก่อนดีไหม ช่วงนี้รถกำลังติด เย็น ๆ ค่อยกลับกัน” ชายหนุ่มบอกชวน

“ไปก็ไป เราจะเอาของฝากไปให้พี่ตรีด้วย” วิกัญญาตอบรับ

“แอบมีของฝากให้ไอ้ตรีด้วยเหรอ อิจฉาจังเลย” อนุรงค์พูดหยอก ทำเอาหญิงสาวแก้มแดง

“ก็คนรักกัน มันก็ต้องมีเป็นธรรมดาแหละ” มลิญดาแซว

วิกัญญาได้แต่อมยิ้มเมื่อถูกแซว “หลินกับน้องอุ๊แวะไปห้องนุก่อนได้ไหม เดี๋ยวเราค่อยกลับแท็กซี่พร้อมกัน”

“ได้เลย ไปก็ไป” มลิญดารับปาก ส่วนอุมารินทร์ก็เห็นด้วย

 

เมื่อนั่งรถมาลงที่หน้าอพาร์ตเมนท์ อนุรงค์ก็เดินนำเพื่อนสาวมาที่ห้องพักของตน พอเดินมาถึงหน้าประตูห้อง ชายหนุ่มหันไปมองรองเท้าสองคู่ซึ่งวางไว้ติด ๆ กัน และก็ครุ่นคิดไปด้วย รองเท้าคู่แรกเป็นของชาตรีซี่งเขาจำได้ดี ส่วนรองเท้าผู้หญิงอีกคู่นั้นเขาไม่รู้ว่าเป็นของใคร แม้จะรู้สึกแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จากนั้นก็รีบไขประตูเข้าไปด้านใน

พอเอื้อมมือเปิดประตูลูกบิดเข้าไป ก็ต้องตกใจกับภาพที่เห็น ชาตรีและพิมพ์จันทร์นั่งดูทีวีด้วยกันสองต่อสอง ทั้งคู่มีสีหน้าตกใจเมื่อเห็นทุก ๆ ยืนอยู่ตรงหน้าประตู ชาตรีลุกพรวดพราดเดินออกมาต้อนรับทุก ๆ คน สีหน้าของเขาดูมีพิรุธอยู่ไม่น้อย

“มาถึงก็ไม่ส่งเสียงบ้างเลย ทำเอาตกใจหมด” ชาตรีพูดพลางยิ้มรับเก้อ ๆ

พิมพ์จันทร์ยกมือไหว้ทักทายทุก ๆ คน “สวัสดีคะพี่นุ พี่วิ พี่หลิน”

“สวัสดีจ๊ะ คนนี้พี่อุ๊นะจ๊ะ เรียนอยู่ปีสาม” มลิญดาแนะนำอุมารินทร์ให้ได้รู้จักพร้อมรับไหว้

สามสาวเอาข้าวของวางไว้ข้าง ๆ ประตูห้อง โดยที่อนุรงค์ไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำมาให้ทุก ๆ คนได้ดื่ม

“ตามสบายนะ ห้องรกหน่อย คงไม่ถือกันนะ” ชายหนุ่มยิ้มเขิน ๆ

มลิญดา อุมารินทร์ พิมพ์จันทร์ อนุรงค์ยังคงนั่งดูทีวีกันไปพลาง ๆ วิกัญญาหยิบถุงของฝากยื่นให้ชาตรี

“วิซื้อมาฝาก” หญิงสาวหน้าเปลี่ยนสีไปนิด เหมือนไม่ค่อยพอใจนักกับภาพที่เห็นตรงหน้า
“ขอบคุณครับ”

วิกัญญาเดินออกมายืนที่ระเบียงหลังห้อง ใบหน้ายังคงนิ่งเงียบ เหมือนมีข้อข้องใจหลายอย่าง ชาตรีเดินตามหลังมาติด ๆ เหมือนรู้หน้าที่ เธอยืนทอดสายตามองไปข้างหน้า ใจไม่อยากคิดอะไรไปไกลกว่านี้ ไม่อยากคิดว่าคนรักที่ไว้ใจจะอยู่กับผู้หญิงคนอื่นสองต่อสองอย่างนี้

“ไหนพี่ตรีบอกว่าจะกลับมาวันจันทร์ ธุระเสร็จแล้วเหรอคะ”

“พอดีธุระเสร็จเร็ว พี่ก็เลยได้กลับเร็ว”

“ธุระคงไม่สำคัญเท่าไหร่ใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามเบา ๆ

“พี่ไปทำธุระให้พ่อ กับพี่ไม่สำคัญเท่าไรหรอก แต่กับพ่อของพี่สำคัญมาก”

“แล้วน้องพิมพ์มาอยู่กับพี่ได้ยังไงคะ” และก็พยายามสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้

“อ้อ! พอดีพ่อแม่น้องพิมพ์ฝากของมาให้น้องเขานะครับ พี่ก็กะว่าจะเอาไปให้น้องพิมพ์ที่หอพัก บังเอิญน้องพิมพ์เขาขอมาเอาที่นี่ ก็เลยชวนเข้ามานั่งที่ห้อง ก็อย่างที่เห็นนะแหละ” ชายหนุ่มรีบอธิบาย

หญิงสาวไม่พูดไม่จา ในตอนนี้เธอไม่รู้ว่าควรจะเชื่อเขาดีไหม สิ่งที่เคยได้ยินเกี่ยวกับความเจ้าชู้ของชายหนุ่ม ทำให้เธอเก็บมาคิดไปด้วย เธอยอมรับว่ารู้สึกหวาดกลัวเกี่ยวกับเรื่องนี้

“วิหึงพี่เหรอ” ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ ๆ และก็จับมือเธอมากุมไว้

เธอหลบสายตาเขา ไม่อยากให้เขารู้ว่าแท้จริงเธอทั้งรักและหวงเขาที่สุด

“เปล่า” และก็ปฏิเสธเสียอย่างงั้น

“ไม่จริงหรอก วิไม่เคยเป็นอย่างนี้ หึงก็บอกมาตรง ๆ เถอะ” ชายหนุ่มอมยิ้ม

“เปล่า วิแค่ไม่อยากให้สิ่งที่เคยได้ยินเป็นความจริงเท่านั้น”

“อะไรล่ะที่วิได้ยิน เรื่องที่ใคร ๆ หาว่าพี่เจ้าชู้นะเหรอ เหอะๆ” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอ เหมือนกับเรื่องนี้เป็นเรื่องตลก

“แล้วมันจริงไหมล่ะคะพี่ตรี” สายตาของเธอดูจริงจังไม่น้อย
“แสดงว่าวิไม่ไว้ใจพี่ใช่ไหม”

หญิงสาวดึงมือออกมา “วิไว้ใจพี่มาตลอด แต่ยอมรับว่ากลัว”

“กลัวอะไรเหรอ”

“กลัวเสียใจ” หญิงสาวพูดจบก็เดินกลับมาที่ห้อง โดยที่ชายหนุ่มยังไม่ทันจะได้พูดอะไร

“วิกลับก่อนนะ ค่อยเจอกันวันหลัง” เธอเอ่ยปากบอก แต่ไม่สบตาใคร และก็ไม่เจาะจงว่าลาคนรักหรือเพื่อนสนิทกันแน่ “ไปกันเถอะหลิน วิหมดธุระแล้ว” เธอหันไปมองพิมพ์จันทร์นิดหนึ่ง “พี่กลับแล้วนะน้องพิมพ์”

“คะพี่” พิมพ์จันทร์หันมายิ้มให้วิกัญญานิดหนึ่ง

สองหนุ่มเดินมาส่งสามสาวขึ้นแท็กซี่ วิกัญญาไม่พูดไม่จากับคนรัก และก็สะพายเป้เดินเคียงคู่กับเพื่อนสาว อนุรงค์และเพื่อน ๆ ได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจ แต่ละคนรู้ได้เลยว่าเธอคงจะหึงชาตรีกับพิมพ์จันทร์ แม้ว่าทั้งสองจะเป็นคนบ้านเดียวกัน แต่ภาพที่อยู่ด้วยกันสองต่อสองก็ทำให้อดคิดไม่ได้

“เดี๋ยวคืนนี้พี่จะโทรไปหานะ” ชาตรีบอกหญิงสาว ก่อนที่จะช่วยปิดประตูรถให้

เธอไม่ได้ตอบรับเขาและก็นั่งอยู่ในแท็กซี่เงียบ ๆ โดยที่มีมลิญดานั่งอยู่ข้างเคียง ความเงียบของเธอทำให้เพื่อน ๆ อดไม่ได้ที่จะถามด้วยความเป็นห่วง

“วิทะเลาะกันกับพี่ตรีเหรอ”

วิกัญญาถอนหายใจ “หลินว่าเราควรจะโกรธเขาไหมล่ะ”

“ถ้าเป็นเราก็คงเป็นเหมือนวิแหละ ยัยน้องพิมพ์เห็นใสซื่ออย่างนั้น อาจจะร้ายลึกก็ได้นะ”

“เราก็ไม่อยากคิดร้ายกับน้องเขาอย่างนั้น แต่มันก็อดไม่ได้นะหลิน” น้ำเสียงของหญิงสาวเห็นได้ชัดว่าน้อยใจคนรัก

“ก็วิรักพี่ตรีมาก พอเห็นภาพแบบนี้ก็รับไม่ค่อยได้ เขาอาจจะไม่มีอะไรกันลึกซึ้งก็ได้นะ” มลิญดาพูดปลอบ

“เรารักพี่ตรีมากเกินไปหรือเปล่า รักจนไม่เผื่อใจให้ใครเลย รักถึงขนาดคาดหวังว่าเราจะต้องแต่งงานกับพี่ตรีด้วยแหละ คิดแค่จะมีเขาเพียงคนเดียว” วิกัญญาบอกเล่า น้ำตาเอ่อเบ้า อารมณ์ของเธอในตอนนี้ดูน้อยใจคนรักเป็นที่สุด

มลิญดาโอบกอดเพื่อนเบา ๆ “รักมากก็เจ็บมาก เป็นธรรมดา พี่ตรีก็รักวิมาก เขาคงไม่ทำอย่างนั้นหรอก วิก็ดีทุกอย่าง หลินเชื่อว่าพี่ตรีคงไม่ตาต่ำขนาดนั้นหรอก”

“วิก็ได้แต่ภาวนาให้พี่ตรีรักเดียวใจเดียวเหมือนที่วิรู้สึกกับเขา”

“เฮ้อ...แต่ถ้าพี่ตรีเจ้าชู้จริง ๆ วันหนึ่งวิจะต้องได้เห็นความจริงแหละ ตอนนี้อย่าไปคิดมากเลยนะ พี่ตรีคงไม่ได้คิดอะไรกับน้องพิมพ์ก็ได้ ก็คงแค่มีน้ำใจแบ่งปันช่วยเหลือ”

วิกัญญาเอามือเช็ดน้ำตา เผยอยิ้มนิดหนึ่ง “เราจะไม่คิดมาก จะไม่เป็นคนขี้น้อยใจอย่างนี้”

“นี่แหละมั้งที่เขาพูดกันว่า บางครั้งผู้หญิงก็ขี้น้อยใจไม่เข้าเรื่อง”

วิกัญญาสบตาเพื่อน “เราก็คงเป็นหนึ่งในนั้นล่ะมั้ง”

 

เมื่อกลับถึงห้องพัก สามสาวก็พากันเอาข้าวของเก็บให้เรียบร้อย จากนั้นก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อที่จะพักผ่อนให้หายเหนื่อยจากการเดินทาง โดยที่มานอนดูทีวีด้วยกันที่โซฟาในห้องรับแขก พอสักพักโทรศัพท์ในห้องดังขึ้น

วิกัญญาหันไปมองเพื่อนสาว “ถ้าพี่ตรีโทรมา บอกว่าวิหลับไปแล้วนะ ตอนนี้วิยังไม่อยากคุย”

“แน่ใจนะ”

“จ๊ะ แน่ใจ อยากให้สบายใจกว่านี้ก่อน”

มลิญดารับสาย “พี่ตรีเหรอ ตอนนี้วิหลับไปแล้ว ค่อยโทรมาใหม่นะ”

“วิยังโกรธพี่เหรอหลิน” เสียงปลายสายถามด้วยความเป็นห่วง

“หลินก็ไม่รู้ เห็นบ่นว่าเหนื่อย พออาบน้ำเสร็จก็เข้านอนเลย หลินว่าพี่ตรีรอคุยกับวิวันหลังดีกว่านะคะ”

“ครับ งั้นฝากบอกด้วยนะว่าพี่โทรมาหา”

“ค่ะ เดี๋ยวจะบอกให้”

พอวางสายจากชาตรีเสร็จ มลิญดาก็เดินมานั่งข้าง ๆ หญิงสาว “คงจะโทรมาง้อ”

วิกัญญาอมยิ้ม “ปล่อยให้ง้อไปก่อน”

“นี่ถามจริง ๆ เถอะ เธองอนพี่ตรีจริง ๆ เหรอ หรือว่าแกล้งเขาเล่น”

“ก็อยากให้เขารู้สึกเสียบ้าง ว่าภาพที่เห็นทำให้วิงอนได้เหมือนกัน”

“ยิ่งเธองอน เขาก็ยิ่งคิดว่าเธอรักเขามาก”

“ไม่รู้ล่ะ รู้แต่ว่ายังไม่อยากคุยกับพี่ตรี”

“ตามใจ แล้วอย่ามาร้องไห้ขี้มูกโป่งล่ะ”

วิกัญญาอมยิ้ม นอนกอดหมอนข้าง แอบคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง เธอกลายเป็นผู้หญิงขี้งอนไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ไหนแต่ไรเธอไม่เคยเป็นคนแบบนี้ หรือเป็นเพราะว่าเธอไม่เคยพบเจอคนรักอยู่กับผู้หญิงอื่นสองต่อสองมาก่อน พอเจอแบบนี้จิตใจของเธอก็สับสนว้าวุ่น อารมณ์หึงและน้อยใจตีกันไปมา จนทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงขี้งอนไปแล้ว

 

หนึ่งปีผ่านไปวิกัญญาและเพื่อน ๆ ต่างก็จบการศึกษา ก็คงมีแต่เพียงอุมารินทร์เท่านั้นที่เรียนอยู่ปีสุดท้าย อนุรงค์และชาตรีได้งานทำที่บริษัทก่อสร้างชื่อดังของไทย ซึ่งทั้งคู่เป็นวิศวกรคุมโครงการสร้างถนนยกระดับในเขตกรุงเทพ และมีการคุมงานอยู่คนละเส้นทาง ส่วนวิกัญญานั้นได้งานทำบัญชีกับบริษัทญี่ปุ่นอยู่นอกชานเมือง ทางด้านมลิญดานั้นไม่ได้ทำงานเป็นลูกจ้างแต่อย่างใด เพราะต้องลงไปช่วยงานธุรกิจรีสอร์ทของครอบครัวที่ภูเก็ต

อนุรงค์และชาตรีทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน จึงเลือกพักอยู่ที่บ้านพักพนักงานด้วยกัน ซึ่งบ้านพักของสองหนุ่มเป็นทาวเฮ้าสองชั้นอยู่นอกชานเมือง และตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่พักของวิกัญญามากนัก ทั้งสามคนยังไปมาหาสู่กันเสมอ อนุรงค์ยังเป็นเพื่อนที่ดีของหญิงสาวและก็ไม่มีท่าทีว่าจะจีบสาวคนไหนเลย ส่วนวิกัญญากับชาตรีก็ยังรักกันเหมือนเดิม ทุก ๆ วันหยุดชาตรีก็มักจะมารับเธอไปทานข้าวด้วยกันเป็นประจำ

ร้านเรือนไม้ยังคงเป็นร้านประจำที่วิกัญญาและคนรักมักจะมานั่งรับประทานอาหารด้วยกันบ่อยๆ วันนี้ก็เหมือนวันวานที่ผ่านมา เพียงแต่วันนี้พิเศษกว่าวันก่อน ๆ เพราะเป็นวันแห่งความรัก ที่คู่รักหลาย ๆ คู่มานั่งรับประทานอาหารด้วยกัน

ในวันนี้ชาตรีเลิกงานตั้งแต่บ่าย และก็กลับมาอาบน้ำแต่งตัว จากนั้นก็ขับรถไปรับวิกัญญาที่ทำงาน เพราะหวังจะพาเธอมานั่งรับประทานอาหารด้วยกัน เมื่อเข้ามาในร้านใจของหญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงความสุขแห่งความหลังเมื่อครั้งเก่า โดยเฉพาะเพื่อนสนิทที่เคยมานั่งรับประทานอาหารที่ร้านนี้ด้วยกันบ่อย ๆ

“คิดถึงนุและหลินจังเลย พี่ตรีคิดถึงพวกเขาบ้างหรือเปล่าล่ะ” หญิงสาวบ่น

“ก็คิดถึงครับ คิดว่าทุกคนคงจะสบายดีแหละ โดยเฉพาะนุ”

“พี่ตรีเจอนุบ้างหรือเปล่าคะ”

“เจอหน้ามันทุกวันครับ เห็นพักนี้โครงการที่มันคุมอยู่ยุ่ง ๆ นะครับ”

“แล้วงานพี่ตรีล่ะคะ ยุ่งไหม”

ชาตรียิ้มพริ้มพรายเมื่อถูกถาม “ก็ยุ่งนิดหนึ่ง พี่กำลังเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ”

“ขยันจังเลย” วิกัญญาชมเบา ๆ

“พี่อยากสร้างฐานะ สร้างครอบครัว เพื่อคนที่พี่รัก” สายตาของเขาจดจ้องมาทางหญิงสาวอย่างมีความหมาย

วิกัญญาสบตาเขานิดหนึ่ง “วิดีใจด้วยค่ะ”

ระหว่างนั้นชาตรีเอื้อมจับมือหญิงสาวมากุมไว้ สบตาเธอเหมือนต้องการบอกอะไรสักอย่าง

“เพื่อวิยังไงล่ะ แต่งงานกับพี่นะ”

หญิงสาวยิ้มแก้มปริทันที ตื้นตันใจเป็นที่สุดเมื่อได้ยินคำนี้ แน่นอนเธอไม่ปฏิเสธเขา เพราะหัวใจของเธอรักเขามากเหลือเกิน สามปีที่เรียนรู้ใจกันในรั้วมหาวิทยาลัย และอีกสองปีที่คบดูใจกันจวบจนวันนี้

“ค่ะ” สั้น ๆ แต่ลึกซึ้ง นั่นหมายถึงเธอยินดีฝากชีวิตไว้กับคนรัก

“อีกสามเดือน พี่จะให้ผู้ใหญ่ไปขอวินะ เราจะหมั้นและแต่งทีเดียวเลย ไม่ต้องรอนาน” แววตาของชายหนุ่มดูมีความสุขไม่น้อย

“ค่ะ วิจะรอพี่ตรีนะคะ” หัวใจของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง ชาตรีเป็นรักแรกและรักเดียวของเธอมาตลอด
“งานนี้สงสัยต้องให้ไอ้นุกับไอ้โชคเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวแน่เลย” ชายหนุ่มวาดฝันเอาไว้อย่างสวยงาม
“วิก็คงให้หลินและน้องอุ๊ละมั้ง” วิกัญญาก็คงไม่ต่างกับคนรัก
“งั้นแหวนวงนี้เป็นสัญญาใจระหว่างเรานะครับ” ชาตรีสวมแหวนทองวงเล็ก ๆ ที่สลักด้วยรูปหัวใจให้หญิงสาว

ในตอนนี้นิ้วนางของเธอคือสัญญาแห่งความรักและความหวังที่รอคอย “ค่ะ วิจะเก็บรักษาให้ดีที่สุด และจะรอวันนั้น”

“พี่ให้สัญญาว่าจะรักและดูแลวิให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้วิเสียใจ” ชายหนุ่มสัญญาหนักแน่น

“วิก็รักพี่ตรีค่ะ จะเชื่อใจและไว้ใจพี่เสมอ”

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ชายหนุ่มมาส่งหญิงสาวที่คอนโดเหมือนเคย

“หลับฝันดีนะครับ”
“ค่ะ พี่ตรีเช่นกันนะ”
 

ค่ำคืนนี้วิกัญญานอนไม่หลับทั้งคืน เธอยังคงตื้นตันใจและเต้นเต้นกับเรื่องราวเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็มีแต่สีชมพูหวานแหววรอบตัว เหมือนกับความรักของเธอในตอนนี้ ทุ่งลาเวนเดอร์ที่ว่าสวยสุด ก็ยังไม่เท่าความรักของวิกัญญาในตอนนี้

“วิจะแต่งงานกับพี่ตรีจริง ๆ เหรอ วันไหนเหรอ” น้ำเสียงมลิญดาดูตื่นเต้นไม่น้อย

“พี่ตรีบอกว่าอีกสามเดือน แต่ยังไม่ได้หาฤกษ์เลย” หญิงสาวเล่าด้วยความสุขใจ

“เฮ้ย! ดีใจด้วยจริง ๆ แล้วจะให้หลินเป็นเพื่อนเจ้าสาวหรือเปล่าล่ะ”

“ให้สิ ก็มีหลินและน้องอุ๊เท่านั้น เหมือนที่เราเคยคุยกันไว้ยังไงล่ะ”

“ว้าว! ตื่นเต้นจังเลย แล้วเพื่อนเจ้าบ่าวล่ะ” มลิญดาถามด้วยความอยากรู้

“เห็นพี่ตรีบอกว่าจะเอานุและพี่โชคชัย”

“เหมาะเจาะเลย เราดีใจกับวิจริง ๆ เลย ต่อไปนี้วิก็จะได้เป็นฝั่งเป็นฝาสักที”

“เราดีใจมาก ๆ เลยหลิน ห้าปีเต็ม ๆ ที่เรากับพี่ตรีคบดูใจกัน ไม่คิดว่าจะมีวันนี้”

“ความมั่นคงและความเชื่อใจกันยังไงล่ะ มันทำให้วิกับพี่ตรีมีวันนี้” มลิญดาเสริม

“แล้วหลินล่ะ กับหนุ่มที่มาจีบ เป็นยังไงบ้าง” วิกัญญาอดไม่ได้ที่จะถามถึงชีวิตรักของเพื่อนสาว

“ก็เรื่อย ๆ นะ ยังไม่มีข่าวดีหรอก ไว้มีแล้วจะบอกเอง”

“จ้ะ เพื่อนคนนี้จะรอฟังข่าวดีนะ”

“ฝากบอกพี่ตรีด้วยนะ ว่าเราดีใจด้วย”

“จ้า เดี๋ยวจะบอกให้เอง”

 

เมื่อวางสายจากเพื่อนสาว วิกัญญาก็โทรหาพี่สาวทันที มยุเรศเป็นพี่สาวคนเดียวที่เธอรักมาก พี่สาวคนนี้พักอยู่ในเมืองกรุงและมีโครงการจะย้ายตามสามีไปอยู่ภูเก็ตในเดือนหน้า อันเนื่องมาจากหน้าที่การงานของสามีเป็นเหตุให้ต้องย้าย

“พี่ดีใจด้วยนะ ดีใจที่น้องสาวของพี่จะเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที แล้วถ้าได้ฤกษ์วันไหนก็โทรมาบอกพี่ด้วยนะ พี่จะได้ช่วยกันเตรียมงานให้” มยุเรศดูมีความสุขไม่น้อยที่น้องสาวคนเล็กจะแต่งงานสักที

“ค่ะ ไว้ได้ฤกษ์ได้ยาม วิจะโทรมาบอกพี่อีกทีนะคะ”

“แล้วเราโทรไปบอกพ่อกับแม่หรือยังล่ะ” พี่สาวถามด้วยความสงสัย

 “ยังเลยค่ะ กะว่าได้ฤกษ์แล้ว จะโทรไปบอกท่านค่ะ”

“โทรไปบอกพรุ่งนี้เลย เผื่อพ่อกับแม่จะได้ให้คำแนะนำดีๆ”

“ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้วิจะโทรไปบอกค่ะ”

“ดีแล้วจ้ะ ครอบครัวเราก็มีกันแค่นี้ มีอะไรก็บอกพ่อกับแม่ไปเลย จะได้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ”

“ค่ะ”

ชาตรีมีโอกาสได้พบเจอครอบครัววิกัญญาอยู่บ่อย ๆ มยุเรศรู้ว่าวิกัญญาและชายหนุ่มคบดูใจกันมาหลายปีแล้ว โดยที่ตัวเองยังคงเฝ้ามองดูความรักของน้องสาวอยู่ห่าง ๆ และก็แอบคาดหวังอยู่ลึก ๆ ว่าชายหนุ่มคงจะจริงใจและจริงจังกับน้องสาวตัวเอง พร้อมทั้งภาวนาขอให้น้องสาวมีชีวิตคู่ที่มีความสุข

 

ในเช้าวันต่อมา วิกัญญารีบกดโทรศัพท์ไปบอกพ่อกับแม่เกี่ยวกับข่าวดีของตัวเองทันที

“แล้วจะแต่งกันวันไหนล่ะ” เสียงทุ้มของพ่อดูน่าเกรงขามทีเดียว

“ยังไม่ได้ฤกษ์เลยค่ะ พี่ตรีบอกว่าถ้าได้ฤกษ์แล้วจะให้วิโทรมาแจ้งให้พ่อกับแม่ทราบค่ะ”

“ยังไงก็ขอให้เข้าตามตรอกออกตามประตูนะลูก ตัวเราเองก็รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีล่ะ เป็นผู้หญิงถ้าพลาดแล้ว ผู้ชายจะไม่เห็นคุณค่าหรอก” พ่อยังคงตักเตือนอย่างคนหัวโบราณ

“ค่ะ พ่อไม่ต้องห่วงหรอกนะคะ วิจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด ต่อให้รักมากแค่ไหน วิก็จะรอวันนั้นวันเดียว”

“ดีแล้วลูก อย่าให้ผู้ชายมองว่าเราเป็นผู้หญิงใจง่าย ผู้ชายบางคนมักง่ายจะตาย พอผู้หญิงเสียตัวให้แล้ว ผู้ชายพวกนี้ก็ไม่สนใจอีกเลย”

“พ่อเชื่อใจวินะคะ ที่สำคัญพี่ตรีไม่เคยล่วงเกินวิเลย พี่ตรีให้เกียรติวิมาก ๆ”

“ดีแล้วแหละลูก ถ้าได้ฤกษ์ยังไงก็โทรมาบอกพ่อกับแม่เสียล่ะ พ่อก็อยากคุยกับตรีเหมือนกัน”

“ค่ะ เดี๋ยววิจะโทรมาบอกพ่ออีกทีนะคะ ฝากบอกคุณแม่ด้วยนะคะว่าวิคิดถึง ไว้วันหลังวิจะโทรไปคุยกับคุณแม่”

“จ๊ะ เดี๋ยวพ่อจะบอกให้ วิก็ดูแลตัวเองให้ดีนะลูก”

“คะคุณพ่อ วิรักคุณพ่อนะคะ คุณพ่อดูแลรักษาสุขภาพด้วนะ”

“ขอบใจลูก พ่อกับแม่ก็คิดถึงหนูนะลูก”

วิกัญญาสนิทกับพ่อและแม่มาก เรื่องบางเรื่องที่พ่อบางคนไม่พูดคุยตักเตือนลูกสาว แต่สำหรับครอบครัววิกัญญาแล้ว ทั้งพ่อและแม่บอกสอนได้ทุกเรื่อง

หลังจากที่คุยธุระกับพ่อเสร็จแล้ว วิกัญญาก็ไม่ลืมที่จะกดโทรศัพท์ไปหาอนุรงค์ ถึงแม้จะรู้ว่าคนรักอาจบอกเล่าเรื่องนี้ไปบ้างแล้ว แต่ก็อยากบอกเล่าให้เพื่อนสนิทได้รู้จากตัวเอง

“นุเหรอ งานยุ่งหรือเปล่า”

“ยุ่งอยู่ วิมีอะไรหรือเปล่า” ไม่ว่าจะเหนื่อยล้าแค่ไหน แต่พอได้ยินเสียงเธอ เหมือนมีพายุพลังใจพัดผ่านมายังตัวเขา

“วิมีข่าวดีมาบอกนุ” น้ำเสียงของหญิงสาวดูมีความสุขมากทีเดียว

“ข่าวดี”

“วิกับพี่ตรีจะแต่งงานกันจ้า พี่ตรีบอกให้วิรออีกสามเดือน”

ไม่มีเสียงตอบรับจากชายหนุ่ม มีแต่ความเงียบจนหญิงสาวนึกว่าเคลื่อนหายไป

“นุได้ยินหรือเปล่า ทำไมเงียบไป”

ชายหนุ่มได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจน ณ เวลานี้พายุพลังใจได้พัดผ่านไปจากตัวเขาแล้ว เหลือแต่เพียงพายุแห่งความมืดหม่นและความเสียใจ เขาตั้งสติสักพัก พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ ตั้งสติทุกอย่างให้ดี บอกกับตัวเองว่าเขาควรจะยินดีกับเธอคนนี้ เมื่อใดที่เธอมีความสุข ชายหนุ่มก็ควรจะมีความสุขด้วย จากที่จะค่อย ๆ เอ่ยปากบอกเธอ

“ได้ยิน” น้ำเสียงดูเศร้าผิดสังเกต
“นุไม่ดีใจกับวิเหรอ” หญิงสาวถามอย่างสงสัย

“ดีใจสิ นุดีใจมาก ๆ เลย” และสุดท้ายก็ตอบอย่างไม่ค่อยจะตรงกับใจ

“แต่ทำไมน้ำเสียงของนุดูเศร้าจัง นุมีอะไรหรือเปล่า บอกวิได้นะ” วิกัญญาเอ่ยถามเบา ๆ

“เศร้าเหรอ ไม่ได้เศร้าเลย นุดีใจจริง ๆ ตกลงได้ฤกษ์กันหรือยัง”

“พี่ตรีบอกว่าจะไปดูฤกษ์ในอีกไม่กี่วัน พอได้ฤกษ์แล้ว วิจะบอกนุอีกทีนะ นุต้องไปงานแต่งของวิให้ได้เสียล่ะ เก็บพักร้อนเอาไว้เยอะ ๆ จะได้ไปฉลองด้วยกัน”

“ไปแน่นอน วิกับตรีแต่งงานกันทั้งที นุไม่ไปก็ไม่ใช่เพื่อนแล้ว”

“วิแค่อยากโทรมาบอกนุ คิดว่าพี่ตรีคงจะเล่าให้นุฟังบ้างแล้ว นุก็ดูแลตัวเองบ้างนะ ไว้ว่าง ๆ วิจะแวะไปเยี่ยมนะ”

“ครับ”

เมื่อวางสายจากหญิงสาว อนุรงค์แทบจะไม่มีเรี่ยวแรงจะทำงานต่อ ใจของเขาท้อเหลือเกิน พอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูแวบหนึ่ง ก็ได้เวลาเลิกงานแล้ว ชายหนุ่มรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นที่สุด เหนื่อยกับงานที่ทำอยู่ และก็เหนื่อยกับหัวใจของตัวเอง พยายามทำใจให้แข็งแกร่ง แต่ลึก ๆ ความอ่อนแอก็มีอยู่ตลอด เมื่อเดินมาถึงลานจอดรถ ก็รีบไขกุญแจและก็เข้าไปนั่งในรถอยู่นานหลายนาที คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย จากนั้นก็ขับรถมาที่ร้านเรือนไม้

“เอารีเจนซี่กับโซดาน้อง กับแกล้มเอาแบบง่าย ๆ นะครับ” ชายหนุ่มบอกเด็กเสิร์ฟก่อนที่กดโทรศัพท์หาใครคนใดคนหนึ่ง

“โชค มากินเหล้าเป็นเพื่อนหน่อยสิ” อนุรงค์บอกเพื่อนสนิทอีกคน

“วันนี้เป็นอะไรวะไอ้นุ ผีเข้าหรือเปล่า ปกติข้าไม่เคยเห็นเอ็งกินเหล้าเลยนิ วันนี้นึกยังไงอยากกินเหล้า” โชคชัยถามเพื่อนด้วยความสงสัย

“ก็แค่อยากกิน มานั่งเป็นเพื่อนหน่อยได้ไหม คนกำลังทุกข์ใจ” อนุรงค์ขอร้อง

“ได้ อีกสามสิบนาทีข้าจะไปที่นั่นนะ แล้วเจอกันนะเพื่อน”

“เออ เราจะรอนายนะ โต๊ะเดิมเพื่อน”

เพียงไม่นาน โชคชัยก็เดินเข้ามาในร้าน หันไปมองสภาพเพื่อนสนิทเมาแอ๋ไปเสียแล้ว และก็ได้แต่นั่งพูดคุยให้กำลังใจ

“ก็ข้าเตือนเอ็งมากี่ครั้งแล้ว ให้ตัดใจ ก็ไม่ยอมตัดเสียที ดูสิเมาเหมือนหมาเลย”

“นายก็รู้ว่าเรารักวิมาก”
“ทั้งที่นายรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้อย่างงั้นเหรอ”
“ก็เรามีความสุขที่ได้รักวิ” อนุรงค์พูดระบายความในใจให้เพื่อนสนิทได้รู้

“งั้นนายก็ควรจะมีความสุขที่วิกับตรีแต่งงานกัน นายรักคนสองคนนี้มากไม่ใช่เหรอ”

อนุรงค์หัวเราะหึ ๆ “ก็รัก เราอยากให้ไอ้ตรีรักวิ กลัวไอ้ตรีจะทำให้วิเสียใจ”

“ไม่ต้องไปห่วงเขาหรอก เขาโตขนาดนั้นแล้ว คงตัดสินใจชีวิตตัวเองได้”

“เราห่วงวิ”

“ยังรักวิก็ว่าไปเถอะ นี่ไอ้นุ ฟังข้าให้ดีนะเพื่อน ถ้าไอ้ตรีมันไม่ดีจริง ๆ วิก็ต้องรู้วันยังค่ำ”

เมื่อเห็นสภาพเพื่อนเมาหนักขนาดนั้น และพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง โชคชัยก็ขับรถมาส่งที่บ้านพัก พอมาถึงบ้านพัก ชาตรีก็ลงมาต้อนรับและช่วยพยุงอนุรงค์มานอนที่โซฟาด้านล่าง ขณะที่ชาตรีกำลังเอาหมอนมารองศีรษะให้นั้น อนุรงค์ก็กระชากคอเสื้อชายหนุ่มอย่างแรง

“เอ็งอย่าทำให้วิเสียใจนะไอ้ตรี ไม่งั้นข้าเอาเอ็งตายแน่” พูดยังไม่ทันจบก็ล้มตัวนอนตึ้ง โดยทีชาตรีได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ

คงมีเพียงโชคชัยเท่านั้นที่รู้ว่าอนุรงค์รู้สึกอย่างไรกับวิกัญญา ส่วนชาตรีนั้นก็ไม่ได้สนใจกับคำพูดของเพื่อนสนิทมากนัก เพราะคิดว่าอนุรงค์คงจะรักและห่วงหญิงสาวในฐานะเพื่อนและญาติเท่านั้น เมื่อเห็นอนุรงค์นอนหลับ โชคชัยก็ขอตัวกลับ

“ฝากดูไอ้นุด้วยนะ ช่วยเช็ดตัวให้มันด้วยล่ะ มันไม่เคยกินเหล้าอย่างนี้มาก่อนเลย”

“โชค นายรู้หรือเปล่าทำไมไอ้นุถึงกินเหล้าเมาแอ๋อย่างนี้”
“มันคงจะกินเหล้าฉลองให้นายและวิละมั้ง”

โชคชัยตอบอย่างขอไปที จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งในรถ โดยที่ทิ้งให้ชาตรียืนคิดนานเสียนาน โชคชัยขับรถออกไปอย่างเร็ว ทิ้งให้ชาตรีกลับเข้ามาที่บ้านและก็ช่วยดูแลเพื่อนสนิทไปด้วย

 

ซัมเมอร์ปีนี้อาร์วินไม่ได้สอนหนังสือแต่อย่างใด เพราะตั้งแต่เรียนจบคอร์ทเวิร์ค และสอบคอมพริเฮนซิฟ (Comprehensive = เป็นการสอบวัดระดับความรู้จากเนื้อหาของการเรียนในระดับปริญญาเอกทั้งหมด) จบเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็เหลือแต่ทำวิทยานิพนธ์อย่างเดียว

อาร์วินเรียนเอกอังกฤษทางด้านงานเขียนงานประพันธ์และด้านงานวรรณกรรมเป็นหลัก ทำให้ไม่มีปัญหาในการเขียนวิทยานิพนธ์ ข้อมูลที่เขามีอยู่ในตอนนี้ถือว่าเยอะพอสมควร นอกจากหนังสือที่อ่านเก็บรายละเอียดต่าง ๆ แล้ว ก็ยังมีไฟล์ต่าง ๆ ที่ดาวน์โหลดมาจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัย เพื่อใช้ประกอบในการเขียนวิทยานิพนธ์ในครั้งนี้

งานวิทยานิพนธ์ที่ชายหนุ่มทำนั้น เป็นหนังสือที่เขาเขียนขึ้นเมื่อครั้งที่เรียนปริญญาเอกปีแรก พอได้เข้าไปคุยกับอาจารย์ที่ดูแลเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์ทั้งหมด อาจารย์ที่ปรึกษาก็บอกให้เขาเอาหนังสือที่เขียนเสร็จแล้วมาเป็นวิทยานิพนธ์ได้เลย ซึ่งเขาก็ไม่รีรอแต่อย่างใด ยินดีที่จะทำตามคำแนะนำของอาจารย์เสมอ เพราะใจของเขาก็อยากจะเรียนจบภายในสี่ปี

ซึ่งในช่วงปิดเทอมซัมเมอร์นี้ อาร์วินได้มอบหนังสือที่เขียนเสร็จแล้วให้กับอาจารย์ที่ปรึกษาได้อ่านแต่เนิ่น ๆ พอเปิดเทอมช่วงฤดูใบไม้ร่วง (Fall)ที่จะถึงนี้ เขาก็ตั้งใจจะเข้าไปพบกับอาจารย์ที่ปรึกษาอีกครั้ง ถึงส่วนที่ต้องแก้ไขและเขียนเพิ่มเติมในหนังสือเล่มนี้ 

อาร์วินคาดหวังไว้ว่า จะต้องเรียนให้จบปริญญาเอกประมาณช่วงปลายเทอมฤดูใบไม้ร่วงในปีหน้าให้ได้  ดังนั้นในช่วงที่มีวันหยุดยาว ๆ เขาจึงเลือกที่จะเดินทางไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะในเมืองไทย ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของมารดาโดยเฉพาะ

ชายหนุ่มใฝ่ฝันอยากไปเป็นครูอาสาตามชนบทมานานแล้ว หลังจากที่ได้รู้จักและติดต่อกับจำรูณมาระยะหนึ่ง เขาก็ได้พูดคุยเกี่ยวกับการไปเป็นครูอาสา ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำชักชวนจากจำรูณเป็นอย่างดี ทำให้เขามั่นใจว่าการได้ไปช่วยเหลือเด็กในท้องถิ่นชนบทในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน อาจจะทำให้เขาได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตไม่น้อย ซึ่งก็ตั้งใจไว้ว่าจะเอาเวลาที่เหลือจากการสอนหนังสือให้เด็ก ๆ ไปเขียนรายละเอียดต่าง ๆ ของงานวิทยานิพนธ์ให้เสร็จสิ้น นอกจากนั้นก็ใช้เวลาว่างในยามที่ต้องการผ่อนคลาย โดยการถ่ายรูปและเรียนรู้ชีวิตชาวบ้านไปด้วย หรือถ้ามีเวลาเหลือมากพอก่อนที่จะบินกลับประเทศ เขาก็อาจจะแวะไปเยี่ยมอัลเบิร์ตเพื่อนสนิทที่ภูเก็ตด้วย

“อาร์วินจะไปอยู่ที่นั่นกี่เดือนเหรอลูก” สิรินยาถามลูกชายด้วยความเป็นห่วง

“สองเดือนกว่า ๆ” ตอบพลางจัดข้าวของใส่กระเป๋าไปด้วย

“แล้วจะไปอยู่ยังไงล่ะนี่ อย่าบอกนะว่าจะไปอยู่ตามป่าตามเขา”

“ครับ ก็ประมาณนั้นแหละครับคุณแม่”

“แม่ไม่อยากให้อาร์วินไปอยู่อย่างนั้น มันอันตรายรู้ไหมลูก ยิ่งเราพูดไทยไม่ค่อยชัดด้วย เกรงจะถูกหลอก” สิรินยามีสีหน้าเป็นกังวลกับลูกชายคนโปรด

“คุณแม่ครับ ถึงผมจะพูดไทยไม่ค่อยชัด แต่ผมก็เข้าใจภาษาไทยทุกอย่าง คุณแม่ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”

“ก็ยังห่วงอยู่ดี เกิดไปคุยกับใครแล้วเขาไม่เข้าใจ จะว่ายังไงล่ะ ประเภทคนแถบบ้านนอกฟังภาษาอังกฤษก็ไม่ออก”

“คุณแม่ครับ คนไทยใจดี ผมเชื่ออย่างนั้น ผมไปอยู่ที่นั่นนาน ๆ ก็จะได้เรียนรู้ไปด้วย ที่สำคัญผมจะหัดเรียนรู้พูดภาษาไทยให้ได้ชัดเหมือนคนไทย”

“เราก็เหมือนพ่อไม่มีผิด ถ้าได้ตัดสินใจทำอะไรแล้ว ก็ห้ามไม่ได้เลย” สิรินยาตัดพ้อต่อว่าลูกชาย

ชายหนุ่มเดินมาโอบกอดมารดาด้วยความรัก “คุณแม่ครับ เชื่อใจผมนะครับ ผมเอาตัวรอด เมืองไทยก็บ้านเกิดเมืองนอนของคุณแม่ แล้วคุณแม่จะกลัวทำไมล่ะครับ พี่ป้าน้าอาของผมก็อยู่เมืองไทยเยอะแยะ”

“แม่เข้าใจ แต่แม่ก็ยังเป็นห่วงอยู่ดี”

“คุณแม่อย่าได้ห่วงเลยนะครับ ดูสิเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา ผมยังไปอยู่ประเทศเม็กซิโกเพียงคนเดียวเลย ไม่เห็นมีปัญหาอะไร อย่าได้กังวลเลยนะครับ”

“แล้วนี่อาร์วินจะติดต่อไปหาหนูพัชรบ้างไหมลูก แม่ว่าถ้าอาร์วินมีเวลาก็แวะไปหาเขาบ้างนะ ถึงจะไม่ได้รักกันแล้ว ก็ยังเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”

ชายหนุ่มอมยิ้ม “ผมว่าไม่ต้องเจอหน้ากันดีที่สุดครับ” จากนั้นก็ยกกระเป๋าเดินทางไปไว้ในรถ

สิรินยามีสีหน้าเหนื่อยหน่ายปนเป็นกังวล “แล้วไปถึงเมืองไทยกี่โมงลูก”

“ก็ประมาณเที่ยงคืนครับ พอดีพี่ที่ติดต่อไว้ จะมารับที่สนามบินครับ”

“ไว้ใจได้แค่ไหนลูก แม่กลัวอาร์วินจะโดนหลอก” สิรินยามีทีท่าห่วงลูกชายเสียเหลือเกิน

“ไว้ใจได้ครับ พี่จำรูณเป็นหัวหน้าค่ายอาสาพัฒนาชนบท เป็นที่นับหน้าถือตาของหลาย ๆ คน ที่สำคัญพี่เขาเป็นคนที่ติดต่อให้ผมได้ไปเป็นครูอาสาให้กับเด็ก ๆ ในโรงเรียนที่ยากไร้ด้วย แถมยังติดต่อหาที่พักให้กับผมไว้แล้ว คนดี ๆ แบบนี้หายากนะครับคุณแม่”

อาร์วินรู้จักกับจำรูณโดยการเข้าไปในเวบไซต์ของมหาวิทยาลัย หลังจากที่ได้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ในเวบไซต์แห่งนี้ ชายหนุ่มก็ไปอ่านเจอลิงค์เกี่ยวกับชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบท พอได้เรียนรู้เกี่ยวกับจุดประสงค์และความร่วมมือร่วมใจของนักศึกษาแล้ว ก็ทำให้เขามีความสนใจที่จะเข้าไปช่วยเหลือสังคมในเมืองไทยบ้าง จากนั้นก็ได้ติดต่อพูดคุยกับจำรูณมาหลายเดือน จนเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ จึงตัดสินใจที่จะเดินทางไปร่วมเป็นส่วนหนึ่งในครั้งนี้ โดยรับอาสาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็ก ๆ และช่วยเหลืองานค่ายอาสาเท่าที่จะทำได้

“พอไปถึงนั่นแล้ว ก็อย่าลืมส่งข่าวคราวมาหาแม่บ้างนะลูก”

“ครับ คุณแม่ก็ดูแลตัวเองด้วยนะครับ” และก็หันไปทางสามีใหม่ของสิรินยา “แซม ผมฝากคุณแม่ด้วยนะครับ”

แซมส่งยิ้มอ่อนโยนตอบรับ “ไม่ต้องห่วงหรอกอาร์วิน เดี๋ยวผมจะดูแลคุณแม่ของคุณให้เอง”

เมื่อร่ำลากันเสร็จ ชายหนุ่มก็ขับรถมาจอดไว้ที่สนามบิน และก็รีบเข้าไปเช็คอินทันที การตรวจตราทุกอย่างผ่านไปด้วยดี แม้อาร์วินจะเป็นลูกครึ่งไทยและอเมริกัน แต่เขาก็นับถือสัญชาติไทยเหมือนกัน ดังนั้นการเดินทางเข้ามาประเทศไทยแต่ละครั้ง ใช้หนุ่มใช้พาสปอร์ตไทย จึงเข้าประเทศไทย จึงไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าใด ๆ และสามารถอยู่เมืองไทยได้นานเท่านาน

ขณะที่นั่งอยู่บนเครื่องบิน ใจของเขาก็คิดถึงความหลังเกี่ยวกับชีวิตต่าง ๆ พร้อมทั้งตั้งใจไว้ว่าจะหาโอกาสแวะไปเยี่ยมอัลเบิร์ตและครอบครัวให้ได้ ส่วนพัชรพรนั้นชายหนุ่มไม่เคยมีความคิดที่อยากจะไปพบเลย ไม่ใช่ว่าเขาเกลียดชังเธอ เพียงแต่ไม่อยากเห็นหน้าหญิงสาวเท่านั้น เพราะเกรงว่าความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่เคยมีเมื่อหลายปีก่อน จะกลับคืนมาสู่ความทรงจำในชีวิตอีกครั้ง

ในวันนี้เขามีความสุขกับชีวิตเป็นอย่างดี และก็อยากให้ชีวิตเป็นอย่างนี้ตลอดไป แม้ว่าทั้งชีวิตของเขาจะไม่มีผู้หญิงคนใดเข้ามาในหัวใจ แต่เขาก็รับสภาพชีวิตตัวเองได้ ดีกว่าที่จะพบเจอความเจ็บปวดที่ซ้ำรอยเก่า ๆ

 

 

 
 
 
 
คลื่นรัก...พายุหัวใจ บทที่  4
               

                เมื่อลงจากเครื่องบินและก้าวสัมผัสแผ่นดินไทยอีกครั้ง ความรู้สึกอบอุ่นใจบางอย่างก็แผ่ซ่านเข้ามาที่ใจ เหมือนกับคนที่จากลาถิ่นฐานอันเป็นที่รักไปนานแสนนาน และห่างไออุ่นเก่า ๆ ไปหลายปี อาร์วินเคยมาเมืองไทยครั้งสุดท้ายก็ตอนที่สิรินยาพามาเกณฑ์ทหาร ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ชายหนุ่มจับได้ใบดำ ทำให้ไม่ได้มีโอกาสได้อยู่รับใช้ชาติ จากนั้นก็กลับมาเรียนต่อที่อเมริกานานหลายปี และก็ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะหาโอกาสกลับมาช่วยพัฒนาประเทศไทยให้ได้ และวันนี้ที่เขารอคอยมานานแสนนานก็มาถึง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความฝันที่เคยวาดฝันเอาไว้ แต่มันคือความจริงที่เขากำลังสัมผัสได้ด้วยตัวเองจริง ๆ

                พอเดินมาถึงจุดรอรับผู้โดยสารขาเข้า ชายหนุ่มก็กวาดสายตามองหาคนที่มารับ เมื่อเห็นป้ายชื่อของตัวเองก็ยิ้มให้คนที่ถือป้ายทันที

                “สวัสดีครับคุณจำรูณ” อาร์วินประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม

                จำรูณแทบจะรับไหว้ไม่ทัน เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มจะทักทายอย่างธรรมเนียมไทย ๆ

“สวัสดีครับ เรียกพี่จำรูณก็ได้นะ กันเอง สบาย ๆ” วันนี้จำรูณเอ่ยบอก ระบายยิ้มเต็มใบหน้า ดูเป็นมิตรมาก

“ครับพี่จำรูณ” อาร์วินยิ้มพยักหน้ารับ

                วันนี้จำรูณและเพื่อนสนิทมารับอาร์วินที่สนามบินแค่เพียงสองคน ซึ่งในวันถัดไปช่วงเช้าก็จะพากันออกเดินทางไปต่างจังหวัด

                “คุณอาร์วิน นี่ประสิทธิ์ เป็นรองประธานชมรมค่ายอาสาของเรา” และก็หันไปมองเพื่อนสนิท “สิทธิ์ นี่คุณอาร์วิน นักศึกษาปริญญาเอกที่ผมเคยพูดให้คุณฟังบ่อย ๆ ยังไงล่ะ”

                “สวัสดีครับ” ทั้งคู่ไหว้ทักทายกันและกัน

                “การเดินทางเป็นยังไงบ้างครับคุณอาร์วิน” จำรูณถามเสียงใส แววตาเปล่งประกายแฝงดีใจที่ได้พบเจอกัน

                “พี่จำรูณเรียกผม อาร์วิน เฉย ๆ ก็ได้นะครับ” และก็ยิ้มอย่างเป็นกันเอง “การเดินทางผ่านไปด้วยดีครับ พนักงานสายการบินนี้น่ารักมากๆ ครับ ไม่ทราบว่าคุณทั้งสองรอผมนานหรือเปล่าครับ”

                “งั้นอาร์วินก็เรียกพวกผมว่าพี่ก็ได้นะ ถือว่าเป็นพี่เป็นน้องกัน พวกพี่รอไม่นานหรอก แค่ครึ่งชั่วโมงเองครับ”

                “ขอบคุณมากนะครับที่มารับผมในครั้งนี้”
                “อย่าเกรงใจเลย ทางพวกเราต่างหากที่ต้องขอบคุณ อาร์วิน ที่สละเวลามาช่วยงานค่ายในครั้งนี้”
                “ด้วยความยินดีครับ ผมอยากมาเมืองไทยนานแล้วครับ นี่ก็เพิ่งจะมีโอกาสตอนนี้นี่เอง”

                เมื่อเดินทางมาถึงลานจอดรถ รถกะบะตอนครึ่งจอดไว้ไม่ไกลนัก ประสิทธิ์ช่วยชายหนุ่มเอากระเป๋าเดินทางใส่ในเบาะด้านหลังรถ จากนั้นทุกคนก็เข้ามานั่งในรถอย่างเร็ว

                “แอร์เย็นพอหรือเปล่าอาร์วิน” ประสิทธิ์ถาม
                “เย็นครับ ขอบคุณมากพี่”

                จากนั้นประสิทธิ์ก็ขับรถมายังจุดหมาย ซึ่งก็เป็นคอนโดสูงสิบเจ็ดชั้นที่จำรูณพักอาศัยอยู่ เมื่อรถจอดสนิททุกคนก็ก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็ว ประสิทธิ์เดินไปเปิดประตูหลังรถเอากระเป๋าเดินทางออกมา โดยที่อาร์วินเข้าไปช่วยอีกแรง

                “คอนโดของพี่เองนะ หวังว่าอาร์วินคงพักได้” จำรูณบอกด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง แหงนมองคอนโดนิดหนึ่ง

                ชายหนุ่มแหงนหน้ามองตึกข้างบนและก็ส่งยิ้มให้เจ้าของห้องพัก “ได้ครับ ผมยังไงก็ได้”

                “งั้นเชิญข้างบนเลย” จำรูณเดินนำพร้อมช่วยถือกระเป๋า โดยที่ประสิทธิ์เดินตามมาติด ๆ

                เมื่อทุกคนเข้ามาด้านในห้องพัก “ห้องนี้พี่จัดไว้ให้อาร์วินนะ”

                ชายหนุ่มพิจารณาสภาพภายในห้อง แม้ว่าห้องนี้จะเล็กไปนิด แต่ก็ดูสะอาดสะอ้านมากทีเดียว

“ขอบคุณมากครับพี่”
                “พี่ว่าอาร์วินไปอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่กับพี่สิทธิ์จะพาไปหาของกินกัน”
                “ครับ” ชายหนุ่มตอบรับ และก็เดินไปอาบน้ำแต่งตัว         

                สิบนาทีผ่านไปชายหนุ่มเดินออกมาด้วยใบหน้าสดชื่น แววตาของเขาดูมีชีวิตชีวามากขึ้น จากที่ดูเหนื่อยล้ามาตลอด แต่ในตอนนี้กลับดูสดใสกว่าเก่า

                “อาร์วินกินอาหารไทยได้หรือเปล่า” จำรูณถามเพื่อความแน่ใจ

                “ได้ครับ ผมชอบอาหารไทยมากครับ ที่บ้านคุณแม่ก็ทำอาหารไทยตลอดเลย” แม้จะเป็นลูกครึ่งแต่ชายหนุ่มก็รับประทานอาหารไทยตั้งแต่เด็ก ๆ
                “พี่ก็นึกว่าเราจะกินเป็นแต่ขนมปังเหมือนฝรั่งคนอื่น ๆ เสียอีก แหะ ๆ” จำรูณหัวเราะหึ ๆ
                “เปล่าพี่ ผมกินไม่เลือกครับ”

                ประสิทธิ์เดินมาตบไหล่เบา ๆ “แบบนี้ดีมากน้อง คนที่กินไม่เลือกอย่างอาร์วินนะ อยู่เมืองไทยได้สบาย ๆ”

                การต้อนรับอย่างเป็นกันเองของจำรูณและประสิทธิ์ ทำให้อาร์วินสุขใจไม่น้อย อาหารการกินที่เมืองไทยแตกต่างที่อเมริกาอยู่บ้าง รสชาติอาหารที่นี่อร่อยกว่าที่อเมริกามากทีเดียว แม้จะเป็นแค่ร้านอาหารข้างทาง แต่รสชาติดีกว่าร้านอาหารที่ขึ้นชื่อในเมืองที่เขาพักอาศัยอยู่หลายเท่า

                อาร์วินเป็นผู้ชายที่อัธยาศัยดี ไม่ถือตัวและเป็นกันเองกับทุก ๆ คน ทำให้เข้ากับคนในสังคมได้ง่าย ตอนสมัยเรียนเขามักจะอยู่ร่วมกลุ่มกับเด็กต่างชาติบ่อย ๆ ทำให้เขาเป็นคนที่ไม่เคยมีปัญหากับการปรับตัวเขากับเพื่อนใหม่ต่างวัฒนธรรมเลยสักครั้ง บวกทั้งการเป็นคนที่ใจกว้าง ชอบเรียนรู้สังคมภายนอกพร้อมทั้งให้เกียรติคนอื่น ๆ ด้วย จึงทำให้เขาสามารถอยู่กับเพื่อนใหม่ได้อย่างมีความสุขและไม่มีปัญหาใด ๆ

                “อาหารพอกินได้หรือเปล่า” ประสิทธิ์ถาม

                “ได้ครับ อร่อยมาก ๆ ครับ” ชายหนุ่มพยักหน้ายิ้มพริ้มพรายกับรสชาติอาหารที่อร่อยที่สุด

                “กินให้อิ่มนะ เดินทางมาเหนื่อย ๆ” จำรูณบอก

                “ครับ” ชายหนุ่มค่อย ๆ รับประทานอาหารและพูดคุยกันตามประสา

                เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว จำรูณก็พาทุกคนกับมาที่ห้องพัก เพราะอยากให้คนที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงได้พักผ่อนให้มากที่สุด

                “ถ้าอาร์วินง่วงก็ไปนอนได้นะ” จำรูณบอก
                “ยังครับ ยังอยากนั่งคุยกับพี่ ๆ ก่อนครับ”

                “งั้นก็ตามใจนะ” จำรูณเดินไปเปิดน้ำในตู้เย็น รินใส่แก้วสามใบ ส่งให้คนละแก้ว จากนั้นมานั่งลงที่โซฟาข้าง ๆ

                “เรื่องไปเป็นครูอาสาให้กับโรงเรียนที่พวกพี่ไปสร้างเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เด็ก ๆ ดูตื่นเต้นมากที่จะได้เรียนภาษาอังกฤษกับอาร์วิน ส่วนทางผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านก็ดีใจไม่น้อยไปกว่ากัน ทางผู้ใหญ่บ้านได้จัดบ้านพักให้อาร์วินแล้วนะ” จำรูณเล่ารายละเอียดให้ชายหนุ่มทราบ

                “แล้วจะเดินทางไปวันไหนครับ ใช่มะรืนนี้หรือเปล่าครับ”

                “ครับ มะรืนนี้ครับ คงจะออกเดินทางกันไปแต่เช้า รอบนี้พวกเราจะไปเยี่ยมค่ายกัน ถือโอกาสไปส่งอาร์วินด้วยแหละ” จำรูณส่งยิ้ม

                “อาร์วินคงอยู่ที่นั่นได้นะ มีครูอาสาสองคน นิสัยดีมาก ๆ เลย” ประสิทธิ์เสริม
                “อ้อ ไม่มีปัญหาครับ”
                “เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาเพิ่งจะมีไฟฟ้าใช้ คิดว่าอาร์วินคงได้ใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์งาน” จำรูณเอ่ยบอก
                “ขอบคุณครับ พอดีผมก็แบกหนังสือมาหลายเล่ม จะถือโอกาสเขียนงานไปด้วยครับ”

                “เด็ก ๆ ที่โรงเรียนนี้น่ารักมาก ว่านอนสอนง่าย พี่ว่าอาร์วินต้องรักเด็ก ๆ ที่นั่นแน่ ๆ” แววตาเปล่งประกายดูจริงใจไม่น้อย

                “ครับ ผมก็มีความสุขที่ได้แบ่งปันความรู้ให้กับเด็ก ๆ”

                “พรุ่งนี้พี่สองคนจะไปธุระแต่เช้า อาร์วินนอนพักตามสบายเลยนะ เดี๋ยวสาย ๆ พี่จะมารับไปทานข้าวด้วยกัน ถ้ามีใครโทรมาก็ช่วยรับโทรศัพท์แทนพี่ด้วยนะ”

                “ครับ พี่ไม่ต้องห่วงนะครับ”

                หลังจากที่คุยกันได้ไม่นาน แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปนอน คืนนี้ประสิทธิ์นอนค้างที่คอนโดของจำรูณ เพราะรอกลับห้องพักในวันพรุ่งนี้เช้า อาร์วินดูมีความสุขเป็นอย่างมากกับน้ำใจที่ได้รับจากจำรูณและเพื่อน ทำให้ความรู้สึกที่เคยหวาดกลัวหายไปจากใจเป็นปลิดทิ้ง

 

                รุ่งเช้าวันใหม่ อากาศสดใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง สภาพอากาศโดยทั่วไปไม่เย็นและร้อนเกินไป วันนี้วิกัญญาตื่นแต่เช้าและก็ขับรถไปซื้อข้าวของที่ตลาดเพื่อที่จะเอาไปฝากน้องๆ ที่จะไปเยี่ยมค่าย เมื่อซื้อของเสร็จแล้วก็รีบบึ่งรถกลับมาที่ห้องพัก หญิงสาวลาพักร้อนสามวัน เพราะเป็นช่วงที่ทางบริษัทบังคับให้ทุกคนใช้พักร้อนที่เหลือให้หมด ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะใช้พักร้อนในครั้งนี้เพื่อที่จะไปเยี่ยมค่ายอาสากับเพื่อน ๆ

                ช่วงระหว่างที่จัดข้าวของใส่กระเป๋านั้น จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หญิงสาววางมือจากสิ่งของทั้งหมดและรีบไปรับสาย

                “อะไรนะคะ คุณแม่พี่มลเสียเหรอคะ ท่านเสียตอนไหนคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวตกใจไม่น้อย

                “เมื่อคืนจ้ะ” คนปลายสายบอกเล่าอย่างเศร้า ๆ
                “วิเสียใจด้วยจริง ๆ พี่มลให้วิช่วยอะไรไหมคะ”

                “อืม พี่ขอให้วิอย่าพึ่งลาพักร้อนได้ไหม เพราะพี่จะลากลับบ้านประมาณเจ็ดวัน ถ้าพี่กับวิไม่อยู่ที่บริษัท งานของเราสองคนคงมีปัญหาแน่เลย”

                นฤมลเป็นเพื่อนรุ่นพี่ที่ทำงานด้านบัญชีอยู่ในบริษัทแห่งนี้ วิกัญญาและเพื่อนรุ่นพี่ทำงานควบคู่กันมาตลอด หากคนใดคนหนึ่งลาพักร้อน ก็จะต้องมีอีกคนอยู่ทำงานที่บริษัท แต่ในวันนี้นฤมลมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลางานกลับไปต่างจังหวัดโดยด่วน

                วิกัญญาไม่รอช้าตัดสินใจโดยเร็ว “ไม่เป็นไรคะพี่มล เดี๋ยววิจะไม่ลาพักร้อน วิจะเข้างานแทนพี่เอง พี่มลกลับไปช่วยงานศพคุณแม่พี่เถอะนะคะ”

“ขอบใจมากนะวิ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ว่าแต่พี่มลจะเดินทางกลับตอนไหนคะ”

                “วันนี้ตอนเย็น ๆ จ้ะ”
                “เดี๋ยววิจะขับรถไปหาพี่นะคะ อยากช่วยทำบุญด้วยค่ะ”
                “ขอบใจวิมากนะ แล้วเรื่องเยี่ยมค่ายของเราล่ะ”

                “ก็คงยกเลิกค่ะ แต่พี่มลไม่ต้องห่วงนะคะ การเยี่ยมค่ายยังมีอีกหลายหน ถึงไม่ได้ไปวันนี้ไปวันหน้าก็ได้ค่ะ” แม้จะรู้สึกเสียดายโอกาสดี ๆ ของตน แต่หญิงสาวก็มีจิตสำนึกที่ดีว่าสิ่งที่สำคัญที่ควรทำในตอนนี้คืออะไร

                “พี่ขอบใจวิจริง ๆ ไว้ค่อยเจอกันนะ”
                “ค่ะ ไว้ตอนบ่าย ๆ วิจะไปหานะคะ”

                เมื่อวางสายจากนฤมลแล้ว วิกัญญาก็นั่งซึมอยู่สักพัก ใจก็สงสารเพื่อนจับใจที่สูญเสียมารดา แต่อีกใจหนึ่งก็สงสารเด็ก ๆ ที่รอคอย เธอมองดูสิ่งของที่ตั้งใจเอาไปฝากเด็ก ๆ ด้วยแววตาเศร้า รู้สึกเสียใจที่ไม่มีโอกาสไปมอบสิ่งของให้กับเด็กนักเรียนได้ด้วยตัวเอง เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ไปเห็นรอยยิ้มของเด็ก ๆ จากนั้นก็รีบกดโทรศัพท์ไปหาใครคนหนึ่ง

                เสียงโทรศัพท์ที่ห้องรับแขกดังหลายครั้ง ชายหนุ่มยังคงนอนซมอยู่บนเตียง เมื่อไม่เห็นมีใครรับโทรศัพท์ จึงลุกขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียเพื่อที่จะมารับโทรศัพท์ เพราะจำได้ว่าจำรูณบอกให้ตนเองรับสายแทน

                “สวัสดีครับ ไม่ทราบต้องการพูดสายกับใครครับ” แม้จะพูดไทยแต่ก็ยังมีสำเนียงฝรั่งอยู่บ้าง

                วิกัญญางงนิดหนึ่ง แต่พยายามคิดว่าคนที่รับสายอาจจะเป็นญาติจำรูณที่มาพักอาศัยอยู่ด้วยก็ได้

                “ขอสายพี่จำรูณค่ะ” น้ำเสียงของหญิงสาวเหมือนพลังบางอย่างที่ทำให้เขาตาสว่างทันที
                “พี่จำรูณไม่อยู่ครับ ออกไปข้างนอก มีอะไรก็ฝากไว้ได้นะครับ เดี๋ยวผมจะบอกพี่จำรูณให้”
                “งั้นฝากบอกว่าวิกัญญาโทรมานะคะ เดี๋ยวสักพักจะโทรมาใหม่”

                “วิกานญา ถูกต้องไหมครับ” ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองออกเสียงถูกหรือไม่

                “วิกัญญาค่ะ หรือจะบอกว่าวิเฉย ๆ ก็ได้ค่ะ”
                “ครับ คุณวิ เดี๋ยวผมจะบอกพี่จำรูณให้นะครับ”
                “ขอบคุณมากค่ะ”

                เมื่อวางสายจากหญิงสาวแล้ว ชายหนุ่มก็เดินกลับมานอนอยู่บนเตียง ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่เขามีโอกาสได้พูดคุยด้วย นับตั้งแต่ที่เดินทางมาถึงเมืองไทย เขายังไม่ได้พูดคุยกับผู้หญิงไทยคนไหนเลย ก็มีแต่สาว ๆ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเท่านั้นที่พอจะมีโอกาสได้คุยช่วงระหว่างที่บินมาเมืองไทย น้ำเสียงของหญิงสาวต้นสายทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจไปอีกแบบ เหมือนกับเคยคุยกับเธอที่ใดสักแห่ง สัมผัสบางอย่างเหมือนเคยรู้จักเธอมาก่อน  

                เสียงย่ำฝ่าเท้าเข้ามาใกล้ เพียงไม่นานจำรูณก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง แถมหิ้วของพะรุงพะรังเหมือนกับไปเหมาตลาดทั้งตลาดมาอย่างนั้นแหละ อาร์วินไม่รอช้ารีบวิ่งไปช่วยอีกแรง เมื่อเอาข้าวของไปเก็บเสร็จแล้ว จำรูณก็เดินมานั่งที่โซฟา ชายหนุ่มเห็นว่าเพื่อนรุ่นพี่เหนื่อยล้าเอาการ ก็เลยไปหยิบน้ำจากตู้เย็นมารินใส่แก้วแล้วยื่นให้ได้ดื่ม

                “ขอบใจมาก” จำรูณยังมีทีท่าเหนื่อยหอบอยู่บ้าง
                “ตะกี้มีผู้หญิงชื่อวิกัญญาโทรมาหาพี่จำรูณด้วยครับ เธอบอกว่าจะโทรมาใหม่”
                “สงสัยมีเรื่องสำคัญแน่เลย ปกติน้องคนนี้ไม่ค่อยโทรมาแต่เช้าอย่างนี้” พูดพลางยกหูโทรศัพท์และกดไปหาหญิงสาวทันที
                พอสักพักคนต้นสายก็กล่าวทักทาย “สวัสดีค่ะ”
                “ว่าไงวิ พี่เห็นเราโทรมาหาแต่เช้า มีธุระสำคัญหรือเปล่า”
                “โอ้โฮพี่จำรูณ รู้ไหมพี่โทรมาได้จังหวะเหมาะเจาะเลยค่ะ พอดีวิก็กำลังจะโทรไปหาพี่เหมือนกัน”
“มีอะไรด่วนหรือเปล่า”

“คือยังงี้นะคะ วิคงไปเยี่ยมค่ายไม่ได้แล้วค่ะ เพราะพี่มลคนที่ทำบัญชีคู่กับวิ แม่พี่เขาเกิดเสียชีวิตเมื่อคืนนี้ วิต้องเข้างานแทนพี่เขาค่ะ พี่จำรูณคงไม่ว่าวินะ”

                จำรูณนึกเสียดาย “พี่ไม่ว่าหรอก ปกติเราก็ช่วยงานค่ายตลอด แต่ก็อดเสียดายไม่ได้”

                “วิก็อยากไปค่ะ สงสารเด็ก ๆ เหมือนกัน นี่วิซื้อของมาเต็มเลยนะคะ อุตส่าห์จัดของไว้แล้วด้วย”

                “เสียดายจริง ๆ เลยนะ ถ้าวิไปก็คงสนุกน่าดู แต่ไม่เป็นไรหรอก รอบนี้ไปไม่ได้ รอบหน้ายังมีอีก” จำรูณพูดปลอบใจ

                “วิก็เสียดายเหมือนกันค่ะ แต่ก็คงทิ้งงานไม่ได้ค่ะ เดี๋ยววิจะขับรถเอาของฝากไปให้ที่จุดขึ้นรถนะคะ”
                “แล้ววิลำบากหรือเปล่าล่ะ” จำรูณถามอย่างเกรงใจ เพราะรู้ว่าหญิงสาวพักอยู่ไกล
                “ไม่ลำบากเลยค่ะ วิอยากให้จริง ๆ ค่ะ”
                “งั้นก็มาแต่เช้าหน่อยนะ พี่จะรออยู่หน้ารถ”
                “ค่ะไว้เจอกันนะคะ”

                หญิงสาวรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ตอนแรกก็คิดว่าหัวหน้าค่ายจะตำหนิเอาที่ไม่สามารถไปร่วมงานในครั้งนี้ได้ แต่พอได้พูดคุยก็ดีใจไม่น้อยที่จำรูณรับฟังเหตุผล ตัวเธอเองก็ยอมรับว่าเสียใจที่ไปเยี่ยมค่ายไม่ได้ เพราะมีหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ เหตุสุดวิสัยที่เกิดขึ้นทำให้เธอต้องพลาดโอกาสตรงนี้ไป

                วิกัญญาเดินมาเก็บของใส่กล่องจนเสร็จสิ้น จากนั้นก็ปิดกล่องให้เรียบร้อย และก็แบกเอากล่องลงมาไว้ในรถ อันเนื่องมาจากข้าวของมีเยอะมาก ทำให้เธอขึ้นลงคอนโดหลายรอบ แม้จะเหนื่อยล้าแค่ไหนก็รู้สึกอิ่มเอิบใจกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำ เมื่อเอากล่องใส่ในรถหมดแล้ว หญิงสาวก็ล้มตัวนอนลงบนโซฟาหนานุ่มเพื่อผ่อนคลายกับความเหนื่อยเมื่อไม่กี่นาที พอสักพักโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น

                “วิเหรอ ตกลงพรุ่งนี้วิไปเยี่ยมค่ายใช่ไหมครับ” ชาตรีถามเพื่อความแน่ใจ
                “ค่ะ แต่ไม่ได้ไปแล้วค่ะ พอดีมีคุณแม่พี่มลเสีย พี่มลเลยโทรมาขอให้วิเข้างานแทนพี่เขานะคะ” วิกัญญาเล่าให้คนรักได้ฟัง
                “น่าเสียดายจริง ๆ พี่เองก็ไปไม่ได้เลย ช่วงนี้งานยุ่งจริง ๆ”
                “แล้วตกลงนุไปหรือเปล่าคะ” หญิงสาวไม่ลืมที่จะถามถึงเพื่อนสนิท
                “คงไม่ได้ไปหรอก เพราะงานโครงการที่ไอ้นุคุมอยู่นั้น มีปัญหานิดหน่อย”

                “สรุปแล้วงานนี้พวกเราไม่มีใครได้ไปเยี่ยมน้อง ๆ เลย” หญิงสาวถอดใจเหมือนกับเสียดาย

                “อย่าไปคิดมากเลยครับ โอกาสหน้ามีเยอะแยะ” ชายหนุ่มปลอบโยน

                “แล้วงานพี่ตรีเป็นยังไงบ้างคะ”
                “ก็ยุ่ง ๆ นะครับ แต่ไม่หนักมากหรอก ว่าแต่เย็นนี้วิว่างหรือเปล่าล่ะ”
                “ว่างค่ะ พี่ตรีมีอะไรหรือเปล่าคะ”

                “เดี๋ยวพี่มารับสักหนึ่งทุ่มนะ ไปทานข้าวด้วยกันหน่อย พอดีพี่อยากคุยเรื่องฤกษ์งานแต่งของเราสองคนด้วย”

                “ได้เลยค่ะ ร้านเดิมหรือเปล่าคะ”
                “ครับ เดี๋ยวพี่แวะไปรับนะครับ”
                “ค่ะ วิจะรอนะคะ”

                เมื่อวางสายจากคนรักเสร็จแล้ว ตอนบ่าย ๆ วิกัญญาก็บึ่งรถไปที่บ้านนฤมล เพื่อที่จะเอาเงินไปช่วยทำบุญงานศพของแม่เพื่อนสาว จากนั้นก็รีบขับรถกลับมาที่ห้องพัก ความเหนื่อยล้าทั้งวันทำให้หญิงสาวเลือกที่จะนอนดูทีวีไปพลาง ๆ พอตกเย็นคนรักก็มารับเพื่อที่จะไปนั่งทานอาหารด้วยกันที่ร้านประจำ ร้านเรือนไม้เหมือนเดิม และบรรยากาศเดิม ๆ ที่อบอุ่นไม่คลาย

                “หมั้นกันในวันแรกพอวันถัดไปก็จัดงานแต่งเลย พ่อพี่ไปดูฤกษ์ไว้แล้ว วันที่ 29 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ถือว่าฤกษ์ดีมาก ๆ เลยครับ ไม่รู้ว่าวิจะเตรียมตัวทันหรือเปล่า เหลือเวลาอีกแค่สามเดือนเอง แต่ถ้าไม่ทันเราเลื่อนช้าไปกว่านี้ก็ได้นะครับ” ชายหนุ่มสบตาหญิงสาวเหมือนรอคำตอบ

                “คิดว่าน่าจะทันค่ะ เดี๋ยววิจะได้โทรบอกครอบครัวไว้แต่เนิ่น ๆ”
                “แล้ววิอยากให้งานเป็นแบบไหน จัดที่บ้านหรือเช่าสถานที่ดี พี่อยากให้วิเป็นคนเลือก”

                “ถ้าจัดที่บ้านก็คงลำบากแขกเหรื่อที่มาช่วยงาน วิว่าเราจัดที่โรงแรมสักแห่งดีไหมคะ เอาโรงแรมนอกชานเมืองนะคะ จะได้มีที่จอดรถกว้าง ๆ” หญิงสาวออกความคิดเห็น

                “ก็ดีครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะลองโทรเช็คโรงแรมนอกชานเมืองดูครับ ส่วนเรื่องชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาว เดี๋ยวอาทิตย์หน้าพี่จะพาวิไปดูชุดนะครับ”

                “ค่ะ”

                ชายหนุ่มสบตาหญิงสาวและจับมือเธอกุมไว้ “แต่งงานแล้ว วิไม่ต้องทำงานก็ได้นะครับ”

                “ถ้าไม่ทำงานพี่ตรีจะให้วิทำอะไรล่ะคะ” รอยยิ้มสดใสถามอย่างสงสัย

                “ก็อยู่บ้านคอยทำอาหารอร่อย ๆ ให้พี่ได้ทานยังไงครับล่ะ เดี๋ยวพี่จะดูแลวิเอง”
                “วิก็อยากทำอย่างนั้นค่ะ แต่ถ้าให้อยู่บ้านอย่างเดียวก็คงเบื่อแย่เลย ให้วิทำงานก่อนได้ไหมคะ”

                “ได้ครับ แต่อย่าทำงานจนลืมพี่เสียล่ะ” ชายหนุ่มตัดพ้อ

                หญิงสาวหัวเราะคิก “ไม่หรอกค่ะ”

                “พี่ก็ไม่แน่ใจว่าอีกสี่ห้าเดือนจะต้องออกต่างจังหวัดหรือเปล่า เห็นผู้จัดการใหญ่เปรย ๆ ไว้ว่าจะมีงานโครงการใหญ่แถว ๆ ต่างจังหวัด นี่แหละที่พี่อยากจัดงานแต่งเราให้เสร็จเสียแต่เนิ่น ๆ ถ้าเราแต่งงานกันแล้ว พี่ก็หายกังวลเรื่องของเรา ไม่ต้องห่วงว่าจะมีหนุ่มคนไหนมาวนเวียนจีบวิ บอกตรง ๆ พี่ห่วงนะ หวงด้วยแหละ” สายตาดูจริงจังไม่น้อย

                หญิงสาวหัวเราะคิก ๆ กับประโยคหลัง “พี่ตรีก็คิดไปโน้น ใครจะมาจีบค่ะ หัวใจของวิเป็นของพี่ตลอด”

                “จริงนะ”
                “จริงสิค่ะ ถ้าวิไม่รักพี่ตรี วิไม่แต่งงานกับพี่หรอกนะคะ”
                “ครับ พี่เชื่อใจวิ”

                หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ชายหนุ่มก็ขับรถมาส่งหญิงสาวเหมือนเคย ชีวิตรักของเธอและเขายังคงมีความสุขเหมือนเดิม หัวใจของวิกัญญาตั้งความหวังไว้มากสำหรับการแต่งงานที่จะเกิดขึ้น เธอรักชาตรีมากถึงขนาดไม่เคยเผื่อใจไว้เลย และก็วาดฝันหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตหลังแต่งงาน อยากมีครอบครัวอบอุ่นเหมือนพี่สาว อยากมีลูกน้อยที่เป็นโซ่คล้องใจระหว่างเธอและเขา

 

                รถบัสคันใหญ่จอดอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัย สมาชิกค่ายทุกคนช่วยกันยกสิ่งของใส่ในท้องรถ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าเดินทางของแต่ละคน และอุปกรณ์กีฬาต่าง ๆ ที่จะเอาไปฝากน้อง ๆ นอกจากนั้นก็มีพวกขนมและอุปกรณ์การเรียนรวมอยู่ด้วย อาร์วินมิได้นิ่งดูดายไปช่วยจับนั่นจับนี่ตลอด จนเพื่อน ๆ หลายคนเห็นแล้วก็ตะลึงในความไม่ถือตัวของชายหนุ่ม จำรูณแนะนำให้อาร์วินได้รู้จักเพื่อน ๆ ทุกคน

                “น้อง ๆ ครับ นี่อาร์วินครับ หนุ่มลูกครึ่งไทยอเมริกันที่พี่เคยเล่าให้พวกเราฟังเมื่อหลายเดือนก่อน อาร์วินเรียนปริญญาเอกอยู่ที่อเมริกาครับ ช่วงนี้อยู่ในระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ พอปิดเทอมก็ตัดสินใจมาทำงานที่เมืองไทย งานที่เขาทำนั้นไม่ได้หวังเงินเดือนค่าตอบแทนอะไรหรอก ก็คงจะเหมือน ๆ กับพวกเราทุกคน สิ่งที่อาร์วินขอนั้นก็มีแค่ที่พักและอาหารการกินเท่านั้น ซึ่งเขาก็ได้ติดต่อพี่ไว้นานหลายเดือนแล้ว ตัวพี่เองก็ประสานงานเรื่องที่พักและเรื่องอาหารการกินกับทางผู้ใหญ่บ้านไว้เรียบร้อย ทุกอย่างไม่มีปัญหาอะไร”

จำรูณยังคงมองสมาชิกค่ายทุก ๆ คน “พี่เห็นว่าอาร์วินเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษโดยตรง มีความสามารถในเรื่องนี้ จึงชวนมาทำกิจกรรมกับพวกเรา งานนี้อาร์วินขอไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็ก ๆ ที่ค่ายอำเภอหนองบัวแดงสองเดือน พี่ขอน้อง ๆ ทุกคนช่วยกันปรบมือต้อนรับสมาชิกคนใหม่ด้วยครับ”

                เสียงปรบมือดังลั่น เพื่อน ๆ ทุกคนพูดคุยชื่นชม อาร์วินประนมมือไหว้ทักทายและกล่าวขอบคุณสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น

                “แบบนี้ถ้าผมอยากเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง ๆ คุณอาร์วินพอจะสอนผมได้ไหมครับ” เสกสรรค์มีสีหน้าจริงจัง เพราะรู้ตัวว่าอ่อนภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก
                “ได้ครับ มีอะไรให้ผมช่วยก็ถามได้เลยครับ ผมยินดีช่วยทุก ๆ คนเสมอครับ” ชายหนุ่มตอบรับหนักแน่นอ่อนโยนและรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง “ถ้าจะให้ดี เรียกผมอาร์วินเฉย ๆ ก็ได้นะครับ”

                ทุก ๆ คนส่งยิ้มมาให้ชายหนุ่มอย่างเป็นกันเอง “แล้วคิดตังค์หรือเปล่าครับ” เสกสรรค์ถามอีกครั้ง

                อาร์วินหัวเราะหึ ๆ “ไม่คิดครับ ฟรีสำหรับทุก ๆ คน”

                เสกสรรค์ยิ้มถูกอกถูกใจ “สงสัยผมต้องขอให้อาร์วินช่วยติวให้บ่อย ๆ แล้วแหละ”

                “ไม่มีปัญหาครับ ด้วยความยินดี”
                “แล้วหล่อ ๆ แบบนี้มีแฟนหรือยังคะ”

พิมพ์จันทร์หนึ่งในสมาชิกค่ายอาสาพูดหยอกแซวกลางวง ปีนี้เป็นปีแรกที่หญิงสาวยอมเข้ามาเป็นสมาชิกในค่ายอาสาพัฒนาชนบท โดยที่ใคร ๆ ในกลุ่มรู้ดีว่า เธอเข้ามาเป็นสมาชิกในค่ายจากการชักชวนจากชาตรี  หนุ่มรุ่นพี่ที่เป็นคนบ้านเดียวกัน และจุดตรงนี้ทำให้สองคนนี้สนิทสนมกันมากทีเดียว

                ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ รอยยิ้มของเขาทำเอาสาว ๆ ประทับใจไม่น้อย “ไม่มีครับ”

                “จ้างให้ พิมพ์ก็ไม่เชื่อหรอก” ไม่พูดเปล่าแต่ส่งตาหวานให้ชายหนุ่มด้วย

                คำพูดของพิมพ์จันทร์ทำให้ชายหนุ่มยิ้มปนเศร้า ความจริงเขาก็เคยมีคนรักเมื่อหลายปีก่อน ผู้หญิงคนนั้นป็นหญิงไทยที่เขารักมาก แต่ความรักของเขามันเหมือนกับสายลมที่พัดผ่านเท่านั้น เธอคนนั้นเข้ามาในชีวิต ให้ความรักและความสุขในหัวใจ แต่พอไม่นานก็หายจากไป ทิ้งไว้แค่ความเจ็บปวด เจ็บขนาดที่เขาไม่กล้าที่จะรักใครอีกเลย

                จำรูณหันไปเอ็ดสาว ๆ ให้หยุดแซวก่อนที่จะสั่งงานต่อ

“พี่ว่าทุกคนขึ้นรถได้แล้ว ตอนนี้พี่รอเอาของฝากจากวิอยู่ ซึ่งน้องเขาฝากไปให้เด็ก ๆ ด้วย คิดว่าไม่นานคงจะมาถึงแล้ว”

“พี่วิไม่ได้ไปด้วยเหรอคะพี่จำรูณ” พิมพ์จันทร์ถามอย่างสงสัย แต่แววตาแฝงไว้ด้วยความอยากรู้

“วิไปไม่ได้หรอกครับ พอดีน้องเขามีธุระนะ แต่งานนี้วิไม่ไป พี่คิดว่าตรีเองก็คงไม่ไปเหมือนกัน” จำรูณแจ้งให้พิมพ์จันทร์ทราบ เหมือนต้องการสื่ออะไรบางอย่างให้เธอได้รู้

“น่าเสียดายจัง” พิมพ์จันทร์ถอดใจ ไม่รู้ว่าเธอเสียดายที่วิกัญญาไม่ไปร่วมงานในครั้งนี้ หรือว่าเสียดายที่ชาตรีไม่มาด้วยกันแน่

                “อาร์วินขึ้นไปนั่งบนรถเถอะ เดี๋ยวสักพักรถก็ออกแล้ว” จำรูณหันไปบอกชายหนุ่ม

                อาร์วินขึ้นไปนั่งบนรถกับเสกสรรค์ พูดคุยสนุกสนานตามประสา นิสัยเป็นกันเองของเสกสรรค์ทำให้ชายหนุ่มมีความสุขไม่น้อย ความที่เป็นคนไม่ถือตัว ทำให้การสนทนาเหมือนกำลังคุยกับเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยเป็นสิบ ๆ ปี

                พอสักพักรถเก๋งสีบลอนวิ่งมาจอดด้านหน้าของรถบัส ประตูรถถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว หญิงสาวร่างระหงในชุดกระโปรงสั้นถึงเข่าสีชมพูสดใส เสื้อเชิ้ตสีขาวคอปกแขนสั้นมีรูปดอกไม้สีชมพูเป็นจุด ๆ เสื้อยัดในกระโปรงดูเรียบร้อยเหมือนสาวออฟฟิศทั่วไป เข็มขัดหนังรัดเข้ากับชุดที่ใส่ไว้ดูกระชับมากขึ้น รองเท้าส้นสูงสีขาวช่วยขับให้ร่างหญิงสาวดูสง่างาม ผมยาวสลวยไหวพลิ้วถึงกลางหลัง รอยยิ้มสดใสเมื่อเห็นจำรูณเดินมาทักทาย เธอประนมมือไหว้และพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ถึงจะเห็นหน้าแค่แวบเดียวก็รู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยไม่น้อย

                เพียงครู่เดียวร่างของหญิงสาวเดินไปเปิดประทุนรถโดยที่มีจำรูณไปช่วยยกของออกมาวางไว้ข้าง ๆ และก็มีสมาชิกค่ายคนหนึ่งไปช่วยขนของจากรถของเธอมาใส่ในรถบัส กิริยาท่าทางของเธอดูรีบร้อนอยู่มาก เหมือนกับว่ามีนัดที่จะต้องไปต่อที่ใดที่หนึ่ง อาร์วินยังนั่งจดจ้องไปทางหญิงสาวอยู่ตลอด โดยที่มีเสกสรรค์นั่งคุยอยู่ข้าง ๆ

                “ผมนะอาร์วิน เรียนมาตั้งหลายปีไม่จบสักที ดีนะที่มหาวิทยาลัยนี้ให้โอกาสตั้งแปดปี นี่ผมก็เรียนปาไปปีที่หกแล้วนะเนี่ย ยังไม่มีวี่แววจะได้จบสักที ติดอยู่แค่วิชาเดียวเท่านั้น สอบทีไรก็ไม่ผ่านทุกที บางทีก็เกือบผ่าน เหมือนมันแกล้งให้ผมดีใจเล่น ๆ แต่มันก็ไม่ผ่าน ไอ้ผมก็ไม่ชอบไปเสียตังค์ให้พวกคนติวเสียด้วย ก็เลยเรียนตามมีตามเกิด จนน้อง ๆ เขาจบไปกันหมดแล้ว ผมเองก็ไม่รู้ว่าทำไมวิชานี้มันยากจัง”

                “เห็นทีผมต้องขอให้คุณช่วยผมสักหน่อยแล้ว ภาษาอังกฤษของผมนะอ่อนมาก ๆ เลยคุณ ผมไม่รู้เป็นไรไม่ค่อยถูกโฉลกกับมันเลย ทีวิชาอื่น ๆ ผมก็ไม่มีปัญหาเลยนะ ผมไม่ได้โม้นะคุณ ผมพูดจริง ๆ อาร์วินรู้ไหมผมนะไม่ได้กลับบ้านหลายเดือนแล้วครับ คือเวลาผมกลับไปบ้านทีไรพ่อแม่มักจะถามตลอด ว่าเมื่อไหร่จะเรียนจบสักที ผมล่ะขี้เกียจตอบครับ ตอบไม่ถูกเหมือนกัน”

                เสกสรรคุยติดตลก หัวเราะไปตามประสา และก็คุยไปเรื่อย ๆ มิได้สนใจเลยว่าคนฟังจะฟังตนหรือไม่ เมื่อได้คุยทีไรชายหนุ่มหยุดไม่ได้ทุกที เวลาผ่านไปไม่มีเสียงคนฟังพูดคุยด้วย ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง

พอเห็นอาร์วินจดจ้องมองอยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่งอย่างสนใจ ก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ นี่ก็แสดงว่าที่ตนคุยจ้อเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา คงจะมีแค่ลมเท่านั้นที่รับฟัง ใจก็อดไม่ได้ที่จะเอามือโบกผ่านไปมาตรงหน้าชายหนุ่ม

                “มองตาไม่กะพริบเลยนะอาร์วินนะ เหอะ ๆ” เสกสรรค์แซวและก็หัวเราะกับการกระทำของชายหนุ่ม

                อาร์วินหันมายิ้มอย่างเขินอายเมื่อถูกทักติง “ผมไม่เคยเห็น............”

                “ไม่เคยเห็นคนสวยอย่างนี้มาก่อนใช่ไหมล่ะ” เสกสรรค์พูดดักคอ

                ชายหนุ่มอ้ำอึ้ง ไม่รู้จะพูดอะไรดี เหมือนกับถูกจับผิดอย่างนั้นแหละ

                “ผู้หญิงคนนี้นะเหรอ ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยนี้ หน้าตาสวยทีเดียว เรียนเก่งด้วยแหละ ผมนะเรียนก่อนน้องเขาตั้งหนึ่งปี ก็ยังไม่จบเลย ดูสิน้องเขาเรียนจบและได้งานทำเป็นหลักแหล่งแล้วด้วย ผมยังเป็นตาเฒ่าเฝ้าตำราในมหาวิทยาลัยอยู่เลย แหะ ๆ”

                “ดูท่าทางเธอคงจะเป็นผู้หญิงที่มั่นใจน่าดูเลยนะครับ” อาร์วินเอ่ยปากชมเบา ๆ

                “ไม่มั่นอย่างเดียวนะอาร์วิน คนนี้เก่งมาก ๆ เลย แต่ก่อนเป็นเลขาประจำค่ายอาสาของเรานี่แหละ จัดว่าเป็นเลขาคนโปรดของพี่จำรูณก็ว่าได้ นิสัยดีมากเลย เป็นกันเองและไม่ถือตัว กับรุ่นพี่รุ่นน้องนะน่ารักมาก ๆ เลย” เสกสรรค์เล่าเกี่ยวกับหญิงสาวให้ฟังอย่างคุ้นเคย

                “ชื่ออะไรเหรอครับ” ปากถามแต่สายตาอยู่ยังจ้องอยู่ที่สาวสวยตรงหน้า

                “วิกัญญา ชื่อเล่น วิ”

                อาร์วินสะดุ้งทันทีที่ได้ยินชื่อเธอ ใช่ผู้หญิงคนนี้จริง ๆ ด้วย ผู้หญิงที่เขาพูดคุยด้วยตอนที่รับโทรศัพท์ให้จำรูณเมื่อวานนี้ ไม่คิดว่าจะได้เห็นตัวจริง เธอไม่ได้เป็นผู้หญิงที่สวยเปรี้ยวเหมือนกับอดีตคนรักของเขาเลย ไม่ใช่ผู้หญิงที่เย่อหยิ่งคิดว่าตัวเองสวยที่สุด แต่เธอคนนี้ดูอ่อนหวานและอ่อนโยนมากทีเดียว กิริยาท่าทางมีจริตมารยาทที่ดูมีเสน่ห์ไม่น้อย ซึ่งก็ตรงกับน้ำเสียงที่เขาได้พูดคุยกับเธอ

                “น้องเขากำลังจะแต่งงาน เห็นบอกว่าอีกประมาณสามเดือนแหนะ คนรักของเขาก็เป็นสมาชิกค่ายเหมือนกัน ขานี้ไม่ค่อยร่วมกิจกรรมบ่อยนัก ต่างกับเธอที่ไปร่วมงานตลอด แต่วันนี้เห็นพี่จำรูณบอกว่าเธอไปด้วยไม่ได้ มีงานด่วนต้องทำ เลยเอาของที่ซื้อไว้ให้เด็ก ๆ มาฝากไปกับพี่จำรูณ”

                เมื่อรู้ว่าสาวเจ้ากำลังจะแต่งงาน อาร์วินใจหายอยู่ไม่น้อย อีกใจหนึ่งก็ยังชื่นชมถึงความมีน้ำใจของเธออยู่บ้าง
                “ดูท่าทางเป็นคนใจดีนะครับ”
                “คนนี้ใจดีครับ ผมละอิจฉาแฟนน้องเขามาก ๆ เลย”
                อาร์วินหันมามองเสกสรรค์และยิ้มนิด ๆ “ทำไมต้องอิจฉาครับ”

                “ก็อิจฉาสิครับ เพราะน้องเขาทั้งสวยทั้งนิสัยดี ผู้หญิงแบบนี้หายากมาก ๆ เลยครับ แถมรักเดียวใจเดียวอีกด้วย นี่สมัยเรียนอยู่ปีหนึ่งนะมีหนุ่มมาจีบเยอะแยะ น้องเขาไม่เคยสนใจใครเลย พอคบกับแฟนก็คบแค่คนเดียวเท่านั้น”

“ก็ดีนี่ครับ รักเดียวใจเดียว”

“มันก็ดีนะอาร์วิน แต่แฟนของน้องเขานะ โคตรเจ้าชู้เลย ขนาดมีแฟนสวย ๆ นิสัยดีอย่างนี้ยังไม่เลิกนิสัยเจ้าชู้เลย แถมเจ้าชู้เงียบอีกนะคุณ ผมว่าน้องเขาคงไม่เคยรู้อะไรลึกซึ้ง ถึงรักและเชื่อใจมาตลอด ในบางครั้งผมก็นึกกลัวนะ กลัวว่าวันหนึ่งน้องเขาจะเสียใจ”

อาร์วินตั้งใจฟังอย่างสนใจ “แล้วผู้ชายนิสัยเป็นยังไงบ้าง”

“ก็ดีนะ แต่ไม่ถึงกับดีมาก แถมเจ้าชู้ด้วย ก็เลยฟันธงไม่ได้ว่าดีแค่ไหน ก็ต้องรอดูกันไป”

“น่าเป็นห่วงเธอนะครับ”

“ก็นั่นนะสิครับ ไม่แน่หรอก ถ้าสวรรค์มีตาคงทำให้เธอได้เห็นนิสัยที่แท้จริงของคนรัก ดีไม่ดีอาจจะยกเลิกงานแต่งงานกลางคันก็ได้ครับ”

ชายหนุ่มมองเสกสรรค์อย่างไม่เข้าใจ “ทำไมคุณพูดยังงี้ล่ะครับ”

“ผมก็แค่อยากให้น้องเขาเจอคนที่ดีกว่านี้ ก็เป็นห่วงในฐานะรุ่นพี่นะครับ”

“แต่ผมว่าความรักก็สอนให้เราฉลาดขึ้นเหมือนกันนะครับ การอกหักไม่ได้ทำให้เราเป็นคนที่ล้มเหลวเสมอไป บางทีถ้าเธอคนนี้ได้รู้ความจริงแต่เนิ่น ๆ ก็ยังดีกว่าที่อะไร ๆจะสายไปกว่านี้”

แม้รถเก๋งคันงามจะพาร่างของหญิงสาวคนสวยหายลับไปแล้ว แต่สองหนุ่มก็ยังสนทนาเกี่ยวกับเธออยู่ตลอด

“พูดเหมือนคนเคยอกหักเลยนะอาร์วิน” เสกสรรค์หัวเราะหึ ๆ

“ครับ ผมเคยอกหัก มันเกิดขึ้นหลายปีแล้ว ตอนนี้รู้สึกเฉย ๆ แล้วครับ”

เสกสรรค์ทำตาโตเหมือนไม่อยากเชื่อ “หล่อ ๆ อย่างคุณก็อกหักเป็นกับเขาด้วยเหรอ ผมก็นึกว่าคนหล่อน้อยอย่างผม อกหักเพียงคนเสียอีก เหอะ ๆ”

“ความหล่อมันไม่ได้ช่วยอะไรได้หรอกครับ เรื่องของหัวใจมันต้องเจอเป็นธรรมดา”

“อย่าไปสนใจเลยอาร์วิน อยู่อย่างผมนี่ดีกว่า ไม่มีแฟนให้ปวดหัว เอาแต่เรียนและงานเท่านั้น ชีวิตมีความสุขไปอีกแบบ”

เรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังจากเสกสรร ก็ทำให้ชายหนุ่มคิดตามไปด้วย เขาไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังเป็นอะไร ทำไมต้องอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวด้วย ใช่ความสวยของเธอใช่ไหมที่ทำให้เขาสะดุด หรือว่าน้ำเสียงที่ได้คุยกับเธอเมื่อวานนี้ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างแทรกซึมเข้ามา

ถึงแม้เขาจะชอบเธอก็คงได้เพียงแค่ชอบเท่านั้น เพราะเธอคนนี้กำลังจะแต่งงานและมีชีวิตที่มีความสุข เขาควรจะบอกหัวใจตัวเองให้หยุดคิดทุกอย่าง หันมาสนใจเป้าหมายชีวิตตัวเองอีกครั้ง เป้าหมายที่จะต้องไปเป็นครูสอนเด็กนักเรียนที่ยากไร้ และการเขียนวิทยานิพนธ์ให้เสร็จตามที่ตั้งใจเอาไว้ ส่วนเรื่องหัวใจนั้นเขาคงจะปล่อยมันไปตามวิถีที่ควรจะเป็น พร้อมทั้งดูแลรักษาหัวใจดวงน้อย ๆ ให้เข้มแข็งและแกร่งกว่านี้

 

 

 
 
 
 

 คลื่นรัก...พายุหัวใจ บทที่ 5

 

เมื่อเดินทางไปถึงจุดหมาย ผู้ใหญ่บ้านและลูกบ้านพากันมาต้อนรับครูคนใหม่ รวมทั้งให้กันต้อนรับเพื่อนๆ สมาชิกค่ายทุกคนด้วยบรรยากาศที่แสนอบอุ่นและเป็นกันเอง อาร์วินดูตื่นตากับบรรยากาศชนบทในเมืองไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยได้สัมผัสบรรยากาศอย่างนี้มาก่อน บ่อยครั้งที่มีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมเมืองไทยมารดา ชายหนุ่มกับครอบครัวก็ล้วนแต่พักอยู่ในโรงแรมของตัวเมืองใหญ่ ๆ ทำให้เขาไม่เคยเห็นธรรมชาติที่สวยงามอย่างนี้มาก่อน

ช่วงระหว่างที่เยี่ยมค่ายนั้น พิมพ์จันทร์ก็มักจะหากโอกาสมานั่งคุยกับชายหนุ่มบ่อย ๆ

“คุณอาร์วินจะกลับอเมริกาวันไหนคะ”

“อีกสองเดือนกว่า ๆ ครับ”

“ยังไงคุณอาร์วินก็อย่าลืมส่งข่าวคราวมาบอกพิมพ์บ้างนะคะ” น้ำเสียงออดอ้อน แววตายิ้มพริ้มพรายสื่อความลึกซึ้งบางอย่างออกมาอย่างเห็นได้ชัด

“ครับ ถ้ากลับอเมริกาวันไหน ผมจะแจ้งให้ทราบนะครับ” ชายหนุ่มตอบแบบไม่ค่อยจะเต็มใจนัก เหมือนกับถ้อยคำที่พูดออกไปเป็นการรักษามารยาทเท่านั้น ถึงแม้ว่าพิมพ์จันทร์จะมีหน้าตาที่สะสวย แต่แปลกทำไมเขาไม่มีความสนใจในตัวเธอเลย

“คุณอาร์วินสอนที่นี่แค่สองเดือนไม่ใช่เหรอคะ เวลาที่เหลือก่อนกลับอเมริกาก็แสดงว่าว่างนะสิคะ” พิมพ์จันทร์เป็นคนที่รอบคอบเสมอ โดยเฉพาะกับหนุ่ม ๆ ที่เธอแอบรักแอบชอบ

“ครับ ผมว่างประมาณหนึ่งเดือน แต่คิดว่าจะลงไปเยี่ยมเพื่อนสนิทที่ภูเก็ตครับ”

“ภูเก็ตเหรอคะ ทำไมใจตรงกันอย่างนี้ คุณอาร์วินรู้ไหมคะว่าพิมพ์ชอบภูเก็ตมาก ๆ เลยค่ะ ขอพิมพ์ไปด้วยได้ไหมคะ บ้านของลุงพิมพ์ก็อยู่ที่ภูเก็ตเหมือนกันค่ะ”

อาร์วินไม่รู้จะตอบรับพิมพ์จันทร์ว่าอย่างไรดี เขายังไม่พร้อมที่จะมีผู้หญิงสักคนเข้ามาในชีวิต บวกทั้งไม่ได้รู้สึกคิดชอบอะไรกับพิมพ์จันทร์เลย ทำให้เขาพยายามที่จะแยกตัวออกมา แม้จะในฐานะเพื่อนสนิท ชายหนุ่มก็รู้สึกไม่ค่อยไว้ใจหญิงสาวเอาเสียเลย เพราะกิริยาท่าทางการพูดจาของพิมพ์จันทร์ที่แสดงออกมาให้เห็นนั้น มันเรียกความทรงจำเก่า ๆ เกี่ยวกับพัชรพรได้มากทีเดียว และด้วยความรำคาญจึงเลือกที่จะตัดปัญหา

“ผมยังไม่แน่ใจเลยว่าจะได้ไปหรือเปล่า บางทีอาจจะกลับอเมริกาเร็วกว่ากำหนดก็ได้ครับ”

“แต่ถ้าคุณอาร์วินเปลี่ยนใจจะไปภูเก็ต ก็อย่าลืมบอกพิมพ์บ้างนะคะ พิมพ์จะได้ลงไปด้วย ถือโอกาสไปเยี่ยมครอบครัวคุณลุงด้วยค่ะ”

“ครับ” ชายหนุ่มตอบรับเบา ๆ

หญิงสาวขยับเข้ามานั่งติด ๆ กับอีกฝ่ายหนึ่ง  “คุณอาร์วินค่ะ ถ้าพิมพ์อยากจะไปต่อโทที่อเมริกา พิมพ์จะติดต่อคุณได้อย่างไรคะ พิมพ์ไม่รู้จักใครเลยค่ะ ญาติ ๆ ที่เคยไปเรียนที่อเมริกา ต่างก็เรียนจบกันหมดแล้ว แบบนี้คุณอาร์วินพอจะช่วยพิมพ์ได้ไหมคะ”

แม้จะรู้สึกรำคาญแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีให้หญิงสาวได้รู้ เขายังคงรักษามารยาทเอาไว้ และก็เลือกที่จะขยับถอยห่างออกไป ซึ่งไกลจากตัวหญิงสาวพอประมาณ

“ยังไงก็ติดต่อทางอีเมลก็ได้ครับ ง่ายดีออก มีอะไรอยากให้ผมช่วยก็บอกได้นะครับ”

“แหม โทรคุยกันไม่ได้เหรอคะ”

“ได้ครับ แต่ค่าใช้จ่ายคงสูงน่าดู”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ พิมพ์โทรได้อยู่แล้ว” ยิ่งได้พูดคุยกับพิมพ์จันทร์มากขึ้น ก็เหมือนกับได้รู้จักพัชรพรในร่างใหม่อีกครั้ง พิมพ์จันทร์มีนิสัยคล้ายกับพัชรพรเป็นอย่างมาก

“คุณพิมพ์ครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีจะต้องไปช่วยลุงผู้ใหญ่บ้านจัดข้าวของสักหน่อย”

ชายหนุ่มบอกด้วยถ้อยคำสุภาพ ก่อนที่จะลุกเดินไปหาลุงผู้ใหญ่บ้านซึ่งนั่งจัดของอยู่ด้านข้างอาคารไม่ไกลกับจำรูณมากนัก

พิมพ์จันทร์รู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากที่ชายหนุ่มลุกหนีไป โดยที่ไม่สนใจเกี่ยวกับตัวเธอเลย ทั้งชีวิตของเธอไม่เคยมีผู้ชายคนไหนที่เดินหนีมาก่อน ทำให้หญิงสาวเคืองใจอยู่ไม่น้อย

“ผู้ชายลูกครึ่งคงจะไร้ความรู้สึกและงี่เง่ายังงี้แหละมั้ง ถึงว่าแหละ พี่พัชรถึงทิ้งพวกนี้มาซบอกพี่ก้อง”

พี่พัชรที่พิมพ์จันทร์พูดถึงอยู่นั้น ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพัชรพรอดีตคนรักเก่าของอาร์วินนั่นเอง โลกช่างกลมเสียเหลือเกิน แต่น่าเสียดายที่ชายหนุ่มไม่เคยรู้มาก่อนว่าพิมพ์จันทร์นั้นเป็นญาติห่าง ๆ กับพัชรพร เพราะถ้าเขารู้ความจริงก็คงจะถอยห่างไม่อยากจะสุงสิงพูดคุยกับหญิงสาวเป็นแน่

พิมพ์จันทร์เดินหน้ามุ่ยมานั่งข้าง ๆ เพื่อนสาว โดยที่มีเสกสรรค์และจำรูณเหลือบไปมองแวบหนึ่ง

“น้องพิมพ์คงจะอ่อยตามเคยแหละมั้งพี่ ดีนะที่ไอ้ตรีกับวิไม่มาด้วย ไม่งั้น ผมไม่อยากคิดเลยพี่” เสกสรรค์พูดเป็นนัย ๆ

“เรื่องของเขาเสก อย่าไปยุ่งเลย” จำรูณทำทีไม่สนใจ แต่ในใจยอมรับว่าไม่ค่อยชอบการกระทำของพิมพ์จันทร์มากนัก

“โธ่พี่ ไอ้ผมก็ไม่อยากยุ่งหรอก แต่เวลาเห็นยัยน้องพิมพ์ไปตามตื้อคุณอาร์วินทีไร ผมรู้สึกรำคาญแทนจริง ๆ เลย ผู้หญิงอะไรหน้าด้านมาก ๆ เลย ขนาดผู้ชายเดินหนีแล้ว ยังไม่รู้ตัวเองอีก”

“ถ้าอาร์วินไม่เล่นด้วย ต่อให้น้องพิมพ์ตื้อแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก” จำรูณเสริม

“ใช่พี่ อย่างน้องพิมพ์นะเหรอ ต้องเจอเสืออย่างไอ้ตรีพี่ แบบคุณอาร์วินไม่เหมาะหรอกพี่”

 

การเยี่ยมค่ายผ่านไปด้วยดี เมื่อจำรูณและเพื่อนสมาชิกทุกคนกลับกรุงเทพไปแล้ว อาร์วินก็ตั้งหน้าตั้งตาสอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ วันนี้ก็เหมือนกับวันก่อน ๆ ที่เขาสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนที่นี่ ซึ่งเวลาสอนภาษาอังกฤษนั้น ทางโรงเรียนได้จัดให้นักเรียนทุกระดับชั้นมาเรียนรวมกันในตอนบ่ายที่ด้านล่างของอาคาร โดยที่มีครูอาสาอีกสองคนคอยกำกับดูแลและให้ความช่วยเหลืออยู่ในบริเวณนั้นด้วย

เมื่อให้นักเรียนทุกคนจดคำศัพท์บนกระดานดำเสร็จแล้ว ชายหนุ่มก็เดินตรวจสมุดนักเรียนแต่ละคนไปตามโต๊ะ พอเดินมาถึงโต๊ะเด็กชายสมชาย ก็หยุดยืนดูหนังสือเล่มเก่า ๆ ที่เด็กน้อยกำลังเปิดดูรูปอยู่

“สมชาย จดคำศัพท์บนกระดานดำเสร็จหรือยังครับ”

เด็กชายรีบปิดหนังสือทันที และก็มีท่าทีลุกลี้ลุกลนเหมือนคนกำลังทำผิด

“ผมจดเสร็จแล้วครับครู” ปากตอบแต่ไม่กล้าสบตาครูหนุ่มมากนัก

“แล้วเธออ่านหนังสือของใครเหรอ ครูเห็นรูปใครแวบ ๆ”

เด็กน้อยค่อย ๆ แหงนมองครู “หนังสือพี่วิครับครู พอดีหนังสือเล่มนี้พี่วิให้ผมเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมาครับ”

ชายหนุ่มพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ก็ยังสงสัยอยากดูรูปอยู่ดี

“ขอครูดูหน่อยได้ไหม”

“ได้ครับ” เด็กชายตัวน้อย ๆ รีบยื่นหนังสือให้ครูทันที “มีรูปพี่วิกับเพื่อน ๆ ด้วยครับ หน้านี้เลยครับครู”

อาร์วินจดจ้องอยู่รูปสี่เหลี่ยมที่แนบติดมากับหนังสือ ใจของเขารู้สึกกระชุ่มกระชวยอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน รอยยิ้มของหญิงสาวในรูปดูน่ารักไปอีกแบบ ซึ่งก็ทำให้ใจที่เคยเจ็บช้ำและห่อเหี่ยวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อเห็นภาพผู้ชายอีกคนที่ยืนข้าง ๆ เธอ เขาก็แอบคิดว่าคงจะเป็นคู่หมั้นหนุ่มของเธอเป็นแน่

“คนในรูปนี้สมชายรู้จักทั้งหมดหรือเปล่า”

“รู้จักครับ คนนี้พี่วิ คนนี้พี่หลิน คนนี้พี่อุ๊ คนนี้พี่นุ คนนี้พี่ตรีครับ พี่วิกับพี่ตรีเป็นแฟนกันด้วยครับ”

“สมชายรู้ได้ยังไงว่าพี่วิกับพี่ตรีเป็นแฟนกัน” ครูหนุ่มถามเหมือนไม่อยากเชื่อ แต่ในความจริงเขาเชื่อเต็มอก
“ก็พี่ตรีเป็นคนบอกผมเองครับ”

อาร์วินพยักหน้าหงึก ๆ “หน้าตาหล่อดีนะ ดูเขาก็เหมาะสมกันดี” อาร์วินอมยิ้มนิด ๆ ชายหนุ่มคนนี้นี่เองที่เขาได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับความเจ้าชู้โดยผ่านเสกสรรค์

“พี่ตรีหล่อก็จริง แต่แปลกพี่ตรีไม่ค่อยชอบเล่นกับพวกผมเลยครับ ส่วนใหญ่จะอยู่แต่กับกลุ่มพี่ ๆ ผู้ชาย มีแต่พี่วิกับพี่นุชอบมาเล่นกับพวกผมครับ”

“แล้วคนชื่อนุล่ะ”

“พี่นุนิสัยดีมาก ๆ เลยครับครู ใจดีด้วยครับ แถมเป็นพี่น้องกับพี่วิครับ”

ชายหนุ่มรู้สึกสนใจกับสิ่งที่ได้ยิน อดไม่ได้ที่จะถามอีก “แล้วสมชายรู้ได้ยังไงว่าพี่นุกับพี่วิเป็นญาติกัน”

เด็กน้อยยิ้มแก้มป๋อง “ก็พี่วิเป็นคนบอกผมเองครับ”

ครูหนุ่มฟังเรื่องราวที่ได้ยินจากเด็กน้อยอย่างเข้าใจ “สรุปแล้วรูปนี้พี่วิมอบให้กับสมชายเหรอ” ครูหนุ่มถามเด็กน้อยอีกครั้ง

“เปล่าครับครู ผมว่าพี่วิต้องลืมรูปนี้เอาไว้ในหนังสือแน่เลย ครูจะว่าอะไรไหม ถ้าผมฝากครูให้เอารูปนี้ไปให้พี่วิด้วย ผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พี่วิจะกลับมาเยี่ยมพวกผมอีก” เด็กน้อยมีสีหน้าออดอ้อน แววตาที่เคยสดใสดูเศร้าไปนิด

อาร์วินอมยิ้มให้เด็กน้อย ลูบหัวเบา ๆ อย่างเอ็นดู “ครูไม่ว่าหรอกครับ เดี๋ยวครูเอารูปนี้ไปให้พี่วิเอง แต่ก็คงจะฝากกับพี่จำรูณไปให้นะ”

“ยังไงก็ได้ครับครู ขอแค่รูปนี้ไปถึงมือพี่วิ ขอบคุณครูมาก ๆ ครับ”

ครูหนุ่มหยิบรูปแผ่นนั้นใส่กระเป๋าเสื้อและเดินมาอยู่หน้าชั้น

“วันหยุดเสาร์อาทิตย์นี้ ครูขอให้นักเรียนทุกคนลองแต่งประโยคง่าย ๆ มาส่งครูคนละห้าประโยค ใครแต่งไม่ได้ก็ขอให้เอาตัวอย่างที่ครูเพิ่งจะสอนไปเมื่อกี้มาอ่านซ้ำและทำความเข้าใจอีกนะครับ ถ้ายังไม่ได้อีก ก็มาหาครูที่บ้านพักได้ตลอด เดี๋ยวครูจะช่วยสอนให้อีก” ครูหนุ่มกวาดสายตามองนักเรียนทุก ๆ คนด้วยความรักและเอ็นดู

“วันหยุดเสาร์อาทิตย์อย่าลืมเป็นเด็กดี ช่วยพ่อแม่ทำงานล่ะ”

“ครับ/ค่ะ” เสียงตอบรับของนักเรียนพร้อมเพรียงกัน

“ถ้างั้นนักเรียนทุกคนเลิกเรียนได้แล้วครับ ไว้เจอกันวันจันทร์นะครับ”

“นักเรียนเคารพ” เสียงหัวหน้านักเรียนพูดนำ
“ขอบคุณค่ะคุณครู/ขอบคุณครับคุณครู”

นักเรียนทุก ๆ คนพร้อมเพรียงกันกล่าวขอบคุณพร้อมทั้งประนมมือไหว้ครูหนุ่มด้วยความนอบน้อม

เมื่อนักเรียนทุกคนเข้าแถวทำพิธีกรรมในตอนเย็นกันเสร็จแล้ว ต่างก็เดินเป็นแถวแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยที่มีนักเรียนคนที่อายุมากกว่าเป็นหัวหน้านำน้อง ๆ เดินทางกลับบ้านไป อาร์วินยืนมองภาพเด็ก ๆ ด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบใจที่สุด รู้สึกชอบและประทับใจในความน่ารักของนักเรียนที่นี่เป็นอย่างมาก พอสักพักก็เดินมาคุยกับเพื่อนครูสองคนก่อนที่จะเดินกลับไปที่บ้านพักของตน

ช่วงระหว่างทางชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะหยิบรูปแผ่นนั้นมาดูอีกครั้ง “วิกัญญา” เขาเผลอเอ่ยชื่อหญิงสาวออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าอะไรทำให้เขาต้องสนใจเธอคนนี้ด้วย ทั้งที่หญิงสาวก็มีคู่หมั้นและก็ใกล้จะแต่งงานแล้ว จิตใจของเขาว้าวุ่นเป็นกังวลไปหมด ไม่รู้จะเอารูปไปคืนเธอได้อย่างไร สิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้ก็คือฝากจำรูณให้เอาไปให้เธอเท่านั้น ซึ่งกว่าจะได้พบจำรูณอีกครั้งก็ต้องรอจนกว่าจะหมดวาระการสอนหนังสืออยู่ที่นี่

พระอาทิตย์อัสดงในยามเย็นดูมีเสน่ห์ยิ่งนัก ชายหนุ่มยังคงมองทิวทัศน์รอบ ๆ บ้านพักอยู่เนิ่นนาน อากาศในตอนเย็นที่ชัยภูมิไม่ร้อนและหนาวจนเกินไป อาจจะเป็นเพราะว่ารอบ ๆ หมู่บ้านห้อมล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่และภูเขาที่เขียวชะอุ่มไปด้วยแมกไม้ใหญ่ ทำให้ความเขียวชะอุ่มของต้นไม้ช่วยลดความร้อนได้มากทีเดียว และก็ช่วยให้อากาศสดชื่นและดูอบอุ่นไปอีกแบบ ภาพภูเขาที่ซ้อนเรียงรายกันดูสวยงามเหมือนดั่งภาพวาดที่เขาเคยเห็น ฟ้าสีครามเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อน ๆ และจางหายไปกับค่ำคืนที่เงียบเหงาอีกครั้ง...และทุก ๆ เย็นที่เขาพบเจอ

 

ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ ติ๊ด ๆ หญิงสาวอยู่ในสภาพงัวเงีย ตายังคงครึ่งหลับครึ่งตื่น มือเรียวเล็กค่อย ๆ เอื้อมไปคว้าโทรศัพท์มือถือข้าง ๆ เตียง

“สวัสดีค่ะ”
“วิเหรอ นี่หลินนะ” มลิญดาเพื่อนสนิททักทายด้วยน้ำเสียงสดใส

“อ้าวหลิน โทรมาแต่เช้าเลย ตอนนี้อยู่ไหนเหรอ” เมื่อรู้ว่าเป็นเพื่อนซี้วิกัญญาลุกพรวดพราดมานั่งบนเตียงทันที

 “อยู่ดอนเมือง พอดีขึ้นมาทำธุระให้แม่นะ โทษทีที่ไม่ได้โทรบอกล่วงหน้า”

“มาพักกับวิสักคืนสองคืนดีไหม อย่าเพิ่งกลับภูเก็ตเลย ว่าแต่ทำธุระเสร็จหรือยังล่ะ”

“ยังเลย วิพาไปหน่อยสิ หลินขี้เกียจนั่งแท็กซี่ ว่าแต่วิต้องออกไปธุระที่ไหนหรือเปล่า”

“ก็มีตอนเย็น ๆ นะ วิต้องแวะเอาการ์ดแต่งงานไปให้พี่ตรีที่ห้องแหนะ ยังไม่ได้โทรบอกเลย กะว่าจะเซอร์ไพร้สักหน่อย พูดถึงหลินมาก็ดี จะได้นัดทานข้าวด้วยกันสักหน่อย”

“ดี ๆ เราไม่มีปัญหาอยู่แล้ว อยากเห็นเพื่อน ๆ เก่าเหมือนกัน ขอให้เราทำธุระให้แม่เสร็จก่อน เรื่องไปกินกันนั้น เพื่อนคนนี้ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” มลิญดาเห็นด้วย

“งั้นรอหน่อยนะ เดี๋ยวขอวิอาบน้ำแป๊บหนึ่ง ค่อยเจอกันนะเพื่อน”

“จ้า เรารออยู่ในร้านแม็คโดนัลเหมือนเดิมนะ”

“ได้เลยจ้ะ ไว้เจอกันนะ”

“จ๊ะ บาย ๆ”

หลังจากที่วางสายจากเพื่อนสาว วิกัญญาก็รีบอาบน้ำแต่งตัวอย่างเร็ว ซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานเธอก็แต่งตัวเสร็จ จากนั้นก็ขับรถตรงดิ่งไปที่สนามบินดอนเมือง ช่วงที่อยู่ในรถก็กดโทรศัพท์หาแฟนหนุ่ม เพื่อที่จะชวนไปรับประทานอาหารด้วยกัน เสียงสัญญาณสายว่างหลายครั้งแต่ไม่มีคนรับสาย แม้จะพยายามโทรเข้าหลายรอบก็ยังเป็นเหมือนเดิม จึงทำได้แค่ฝากข้อความเท่านั้น

“พี่ตรีค่ะ นี่วินะคะ หากพี่ตรีว่างช่วยโทรหาวิด้วยนะคะ พอดีมีเรื่องจะคุยด้วยค่ะ พี่ตรีอย่าทำงานหนักนะคะ วิเป็นห่วงค่ะ”

หลังจากที่ฝากข้อความเสร็จแล้ว หญิงสาวก็ไม่ลืมกดโทรศัพท์หาอนุรงค์ พอสัญญาณสายว่างสองครั้ง ก็มีคนรับสาย

“นุเหรอ งานยุ่งไหม” เสียงทักทายยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

“ยุ่งนิดหน่อย วิมีธุระอะไรหรือเปล่า”

“พอดีหลินขึ้นมาทำธุระที่กรุงเทพ เย็นนี้วิกับหลินอยากชวนนุไปทานข้าวด้วยกันซะหน่อย”

“ได้เลยครับ ร้านไหนเหรอ”

“ร้านเดิมนะนุ”
“เรือนไม้เหรอ”

“จ้า เรือนไม้ที่เก่าที่เดิมของพวกเรา”

“ตกลง นุคงไปหาได้ประมาณทุ่มกว่า ๆ นะ ไปช้าหน่อยคงไม่ว่ากันนะ เพราะอยากเคลีย์งานให้เสร็จเสียก่อน” ชายหนุ่มยิ้มกว้างทันทีที่รู้ว่าจะได้เจอเธอและเพื่อนสนิทอีกครั้ง

“เออ ว่าแต่นุเจอพี่ตรีหรือเปล่าล่ะ” อดไม่ได้ที่จะถามเพื่อนสนิทเกี่ยวกับคนรัก

“ไม่เจอมาหลายวันแล้ว นุเองก็มัวแต่ยุ่ง ๆ กับเรื่องงาน ไม่ค่อยได้คุยกันเลย ไม่รู้ว่าไอ้ตรีเป็นยังไงบ้าง”

“วิโทรหาตั้งหลายครั้งก็ไม่มีคนรับสาย มีแต่ให้ฝากข้อความ ไม่รู้พี่ตรีไปธุระที่ต่างจังหวัดหรือเปล่า”

“ไม่รู้เหมือนกัน คงไม่ได้ไปไหนหรอกมั้ง หรือไม่ก็อาจจะคุยเรื่องงานอยู่ จึงรับสายไม่ได้”

“วิเอาการ์ดแต่งงานมาด้วย กะจะเอาไปให้พี่ตรีไว้แจกญาติ ๆ ไม่รู้จะเอาไปให้ได้ยังไง เข้าบ้านก็ไม่ได้” หญิงสาวบ่นให้เพื่อนฟัง

“ไม่เห็นยากเลย วิกับหลินก็มาเอากุญแจบ้านกับนุสิ เดี๋ยวนุค่อยตามไปทีหลัง” ชายหนุ่มแนะนำ

“ดีเหมือนกัน ถือโอกาสไปชวนพี่ตรีด้วยตัวเองเสียเลย แล้วค่อยเจอกันนะนุนะ อย่าทำงานหนักเสียล่ะ”

“ครับ งานไม่หนักหรอก แต่ปวดหัวเป็นครั้งคราวเท่านั้น”

“พารามีขายเยอะ เดี๋ยววิซื้อไปฝาก จะเอาไหมล่ะ”

“หยอกเล่นน่า ไว้เจอกันนะ” เสียงหัวเราะของเพื่อนชายทำให้วิกัญญาอมยิ้มไปด้วย

“จ้า ไว้เจอกันนะ”

เมื่อไปถึงสนามบิน เพื่อนสาวก็ยืนยิ้มแป้นมาแต่ไกล วิกัญญารีบเดินตรงดิ่งไปหามลิญดาทันที

“มาทันเวลาจริง ๆ เลย ว่าแต่วิกินอะไรมาหรือยัง” มลิญดาถามด้วยความห่วงใย

“ยังไม่หิวเลย ไปทำธุระก่อนดีกว่า”

“งั้นไปกันเถอะ จะได้เสร็จธุระเร็ว ๆ”

วิกัญญาช่วยเพื่อนถือกระเป๋าเดินทางและวางไว้ที่เบาะด้านหลังรถ จากนั้นก็บึ่งรถไปยังเป้าหมาย มลิญดาขึ้นไปทำธุระจนเสร็จ จากนั้นก็ลงมาหาหญิงสาวซึ่งนั่งรออยู่ที่ล็อบบี้ชั้นล่าง

“จะแวะไปเอาการ์ดแต่งงานที่ร้านเลยหรือเปล่า” มลิญดาถาม

“จ้า วินัดเขาไว้วันนี้ ไม่อยากผิดนัด”

“ตกลง ขากลับแวะหาอะไรกินหน่อยดีไหม”

“ได้เลยจ้า อยากกินอะไรก็บอกนะ เดี๋ยวพาไปกินให้หน่ำใจ” วิกัญญายิ้มรับสดใส

“พักนี้ยิ้มหน้าบานเลยนะเพื่อน คนที่กำลังจะเป็นเจ้าสาว อะไร ๆ ก็สวยงามไปหมด” มลิญดาแซว

“ก็ยิ้มแบบนี้มาตั้งนานแล้ว” เมื่อถูกแซวก็เขินอายเป็นธรรมดา

“แต่หลินว่าวินะ ยิ้มหน้าบานกว่าตอนที่เจอกันครั้งที่แล้วนะ” มลิญดาทักท้วง

“หลินพูดไปโน้น เราก็ยิ้มของเรายังงี้ตลอด”

“ว่าแต่เจ้าบ่าวของวิเป็นยังไงบ้าง” มลิญดาอดไม่ได้ที่จะถามถึงคนรักของเพื่อน

วิกัญญาหันมายิ้มให้เพื่อนสาวนิดหนึ่ง “พี่ตรีสบายดีจ้ะ วันนี้ก็พยายามโทรหาอยู่เหมือนกัน ว่าจะชวนไปกินข้าวด้วยกันสักหน่อย แต่ติดต่อไม่ได้ คงจะงานยุ่ง”

มลิญดาพยักหน้าเหมือนอยากจะเชื่อ แต่ลึก ๆ ก็ไม่ค่อยจะเชื่อ “ขอให้งานยุ่งจริง ๆ เถอะ”

“พี่ตรีทำงานหนักมากเลยนะหลิน เห็นบอกว่าจะเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ”

“จ้า เชื่อแล้วจ้ะ ก็พี่ตรีเล่นขยันขนาดนี้ ใครไม่รักก็บ้าแล้ว” และก็หัวเราะคิก ๆ

พอเข้าไปรับการ์ดแต่งงานเสร็จ หญิงสาวก็พาเพื่อนสาวแวะรับประทานอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านทำการ์ดมากนัก เมื่อทานข้าวกันเสร็จแล้วก็พากันขับรถกลับมาที่คอนโดเหมือนเก่า

“นอนพักก่อนเถอะ เย็น ๆ ค่อยออกไปเอากุญแจบ้านกับนุ พอดีวิจะเอาการ์ดไปให้พี่ตรีด้วย”

วิกัญญารินน้ำใส่แก้วขนาดกลางยื่นให้เพื่อนสาว มลิญดารับแก้วน้ำไปดื่มแต่โดยดี จากนั้นก็พากันนอนดูทีวีไปพลาง ๆ สองสาวยังคงพูดคุยกันเรื่องต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะเรื่องความรัก ดูเหมือนจะเป็นเรื่องราวที่พูดคุยกันได้ไม่รู้จักเบื่อ เมื่อตะวันคล้ายพลบค่ำก็พากันอาบน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะไปเอากุญแจกับอนุรงค์

ช่วงระหว่างที่ขับรถอยู่นั้น วิกัญญาอดไม่ได้ที่จะกดโทรศัพท์ไปหาคนรักอีกครั้ง แต่ก็ไร้วี่แววคนรับสาย หญิงสาววางมือถือลงในกระเป๋า

“พี่ตรีไม่อยู่เหรอ” มลิญดาจ้องมองเพื่อนสาว

วิกัญญามีสีหน้าหมองเศร้าเมื่อถูกถาม “ไม่อยู่ คิดว่าพี่ตรีคงจะงานยุ่งหรือไม่ก็คุยธุระอยู่กับผู้จัดการใหญ่”

“คุยธุระตั้งแต่เช้านะ มันจะธุระอะไรกันนักหนาเหรอ” มลิญดาถอดใจรับไม่ได้

“ก็คงธุระสำคัญแหละ” วิกัญญาพยายามเข้าข้างตัวเอง

 “แล้วพี่ตรีเป็นแบบนี้บ่อยไหม” สีหน้ามลิญดาดูจริงจังไม่น้อย

“มาช่วงหลัง ๆ พี่ตรีจะโทรมาบอกว่างานยุ่งตลอด บางทีโทรไปก็ไม่ได้คุยกัน ซึ่งวิก็ได้แต่ฝากข้อความ คิดว่าเขาคงยุ่งจริง ๆ”

“แล้วเขาโทรกลับมาหาวิหรือเปล่าล่ะ”

“ก็โทรกลับจ้า แต่จะช้าหน่อย เวลาโทรกลับมาก็บอกว่าคุยธุระเรื่องงานอยู่ตลอด”

“เชื่อใจได้แค่ไหน”

มลิญดาพอจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับความเจ้าชู้ของชาตรีจากเพื่อนชายมาบ้าง แต่ก็ไม่เคยเชื่อเป็นตุเป็นตะสักที แม้จะนึกสงสัยหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยจับได้คาหนังคาเขา ยิ่งเพื่อนสนิทกำลังจะแต่งงานกับชายหนุ่มด้วย ก็ไม่อยากคิดในทางที่เลวร้าย เพราะไม่อยากให้เพื่อนรักต้องคิดมากไปด้วย

วิกัญญาเลิกคิ้วหันไปมองเพื่อนสาวแวบหนึ่ง สายตากลับมาสนใจท้องถนนที่กำลังขับรถอยู่

“เชื่อใจได้จ้า พี่ตรีคงจะงานยุ่งจริง ๆ แหละ”

“ขยันจริง ๆ เลย แล้วเรื่องงานแต่งล่ะ ใครเป็นคนจัดการเรื่องสถานที่ทั้งหมด”

“ก็ช่วยกันทั้งสองฝ่าย แต่แบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ ตอนนี้ทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว เหลืออีกแค่เดือนกว่า ๆ เอง”

“ก็ดีแล้วแหละ ถ้าวิยังยืนยันว่าเชื่อใจพี่ตรีได้ หลินเองก็หายห่วงไปด้วย พี่ตรีอาจจะงานยุ่งจริง ๆ ก็ได้” แม้จะไม่เชื่อใจชาตรีเต็มร้อย แต่ก็ไม่อยากเห็นเพื่อนสาวทุกข์ใจไปด้วย จึงได้แต่บอกปัดเห็นพ้องกับสิ่งที่เพื่อนพูด

เมื่อขับรถมาจอดที่หน้าสำนักงานด้านล่าง สองสาวก็เดินตรงดิ่งไปที่ออฟฟิศของอนุรงค์

“มาเร็วจัง งานยังไม่เสร็จเลย” ชายหนุ่มวางปากกาที่กำลังจดเอกสารอยู่ และหันมาสนใจสองสาวซึ่งยืนอยู่หน้าออฟฟิศ

“เหลือเยอะไหมล่ะ” มลิญดาถาม

“ไม่เยอะหรอก แต่รอให้ลูกน้องมาเอางานเสียก่อน”

“นานหรือเปล่า” วิกัญญาถาม

“ก็ประมาณครึ่งชั่วโมงได้ ลูกน้องคนนี้บ้านอยู่ไกลหน่อย เอายังงี้ดีไหม วิกับหลินไปรอนุที่บ้านดีกว่า ป่านนี้ไอ้ตรีคงกลับถึงบ้านแล้วมั้ง เดี๋ยวให้งานลูกน้องเสร็จแล้วนุจะตามไป”

“ก็ดีเหมือนกัน เผื่อได้คุยธุระกับพี่ตรีด้วย”

“งั้นค่อยเจอกันนะ” อนุรงค์พูดพลางยื่นกุญแจให้หญิงสาว

รอยยิ้มของชายหนุ่มดูสดใสเป็นพิเศษ แววตาของเขายังคงห่วงหาอาทรเธออยู่มาก นิสัยของอนุรงค์ไม่เคยเปลี่ยน นับตั้งแต่เด็ก ๆ ที่เติบโตและเรียนหนังสือมาด้วยกัน อนุรงค์ในตอนเด็กเป็นยังไง ทุกวันนี้เขาก็ยังเป็นอนุรงค์คนเดิมเสมอ แม้จะรู้ว่าหญิงสาวกำลังจะแต่งงาน แต่ชายหนุ่มก็ยังยิ้มอย่างสุขใจให้กับเธอเสมอ

วิกัญญาหยิบกุญแจใส่กระเป๋า “นุอย่าลืมรีบกลับนะ อย่าปล่อยให้เพื่อนรอเก้อล่ะ แล้วเจอกันที่บ้าน”

“ครับ” เสียงตอบรับหนักแน่น อ่อนโยน ที่ปะปนมากับรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง ซึ่งเพื่อน ๆ ในกลุ่มล้วนแต่คุ้นเคยกับอุปนิสัยของเขาอยู่เสมอ

สองสาวส่งยิ้มให้เพื่อนชายนิดหนึ่งก่อนที่จะเดินไปที่รถ จากนั้นก็พากันขับรถมายังทาวเฮ้าส์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากออฟฟิศของอนุรงค์ บริเวณรอบ ๆ บ้านยังเงียบสนิท มีไฟเปิดไว้ที่ประตูทางเข้าแค่ดวงเดียว วิกัญญาอมยิ้มนิด ๆ เมื่อเห็นรถของคู่หมั้นจอดอยู่ที่ด้านล่าง

“พี่ตรีคงกลับมาแล้ว” เธอหันไปบอกเพื่อนสาวขณะที่ไขกุญแจอยู่
“เดี๋ยวเราไปเซอร์ไพร้พี่ตรีดีไหม”  

“ดีเหมือนกันหลิน อยากรู้จังเลยพี่ตรีจะทำหน้ายังไง เมื่อรู้ว่าเราสองคนแอบย่องขึ้นมาจ้ะเอ๋แบบนี้”

“เดี๋ยวได้รู้แหละว่าพี่ตรีจะทำหน้ายังไง เหอะ ๆ ไม่อยากคิดเลย”

สองสาวค่อย ๆ เดินเข้าไปในบ้าน โดยที่ไม่ได้ส่งเสียงดังแต่อย่างใด เพราะเกรงว่าชาตรีจะรู้ตัวเสียก่อน วิกัญญาเลือกที่จะเดินนำหน้าเพื่อนสาวขึ้นบันไดไปอย่างช้า ๆ พอมาถึงหน้าประตูห้อง เธอก็ยืนเงียบเอียงหูฟังเสียงเล็ดลอดที่ดังมาจากห้องของคู่หมั้นหนุ่ม และก็หันไปมองมลิญดา

ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร “สงสัยพี่ตรีดูหนังอยู่” มลิญดากระซิบบอก

“หนังอะไรเหรอ หลินฟังเสียงดูสิ มันเสียงในทีวี หรือว่าเสียงคนจริง ๆ” วิกัญญากระซิบถามเพื่อนสาวเพื่อความแน่ใจ สองสาวพยายามเอียงหูฟังชัด ๆ

“สงสัยหนังสดล่ะมั้ง หรือไม่ก็หนังโป๊” มลิญดาเดาไปตามที่คิด พูดติดตลกไปด้วย เพราะเคยได้ยินเพื่อนชายเล่าให้ฟังว่า ผู้ชายบางคนชอบดูหนังแนวนี้เมื่ออยู่ตัวคนเดียว

แม้จะได้ยินเต็มสองหูว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของคนสองคนกำลังทำอะไรกันอยู่ แต่เพราะไม่แน่ใจว่าเสียงนี้เป็นเสียงมาจากทีวีหรือเสียงคนจริง ๆ จึงทำให้สองสาวใคร่อยากรู้เป็นอย่างมาก เมื่อหมุนลูกบิดและเห็นว่าประตูไม่ได้ล็อก เธอจึงผลักประตูเข้าไป

ยังไม่ทันจะได้พูด จ๊ะเอ๋ สองสาวก็ยืนมองตาค้างกับสิ่งที่พบเห็นบนเตียงนอน ภาพชาตรีกับผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเล่นบทรักกันอยู่อย่างมีความสุข สองร่างเปล่าเปลื่อยกอดกันแน่น เสียงหัวเราะปะปนเสียงอู้อี้ที่ฟังไม่ได้ศัพท์ดั่งลั่นห้อง วิกัญญาจำผู้หญิงคนนี้ได้ดี ไม่มีเพื่อนคนไหนในกลุ่มของเธอที่จะจำพิมพ์จันทร์ไม่ได้ เด็กสาวรุ่นน้องที่เป็นคนบ้านเดียวกับชาตรี คนที่เธอเคยให้ความช่วยเหลือและเอ็นดูมาตลอด ความสุขของคนสองคนที่ถ่ายทอดถึงกัน ทำให้ใจของเธอแตกสลายชั่วพริบตา หญิงสาวไม่เคยคิดว่าคู่หมั้นและรุ่นน้องที่เคยไว้ใจจะกล้าทำกับตนอย่างนี้

ในตอนนั้นวิกัญญายืนแน่นิ่งตลึงกับภาพที่เห็น น้ำตาไหลรินพรั่งพรูดั่งสายน้ำ หัวใจและความรักที่มีให้กับชายหนุ่มถูกบดขยี้ไปกับภาพที่เห็น ความฝันทุกอย่างที่เฝ้ารอคอยมานานมันจบไปแล้ว ณ ช่วงเวลานี้เธอพูดอะไรไม่ออก ปากสั่นระริก เนื้อตัวอ่อนแรงไปหมด และก็ได้แต่จ้องมองภาพชาตรีกับพิมพ์จันทร์ด้วยความเจ็บปวด โดยที่ไม่รู้จะเริ่มต้นทำอะไรเป็นอันดับแรก เธอไม่รู้ว่าคนสองคนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอเป็นผู้หญิงที่โง่มาก ๆ ความเชื่อใจที่มีให้คนรักกลับทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงตาบอดไปแล้วหรือนี่

วิกัญญาไม่ได้เข้าไปตบตีชาตรีเหมือนในละครไทยที่เมื่อรู้ว่าคนรักนอกใจตัวเอง  หากแต่หญิงสาวเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจอ่อนโยนเกินกว่าที่จะทำร้ายใครได้ ถึงจะรู้คู่หมั้นหนุ่มทำร้ายจิตใจตัวเองเกินที่จะให้อภัยได้ แต่เธอก็เลือกที่จะอดทนให้ถึงที่สุด และก็ระบายมันออกมาด้วยน้ำตา คงมีแต่มลิญดาเท่านั้นที่ทนไม่ได้

พี่วิมาได้ยังไงพี่ตรี พิมพ์จันทร์หน้าซีดเหมือนไก่ต้ม และก็ทำอะไรไม่ถูก สิ่งที่ทำได้ในตอนนั้นก็คือรีบดึงผ้าห่มมาห่มร่างน้อย ๆ ที่เปล่าเปลื่อยไปด้วย

ชาตรีหน้าซีดและชาไปหมด พอตั้งสติได้ก็รีบดึงผ้าขนหนูข้าง ๆ เตียงมาพันกาย  เขาไม่รอช้าลุกขึ้นจากเตียง

วิ  วิฟังพี่อธิบายก่อนนะ เขาวิ่งมาจับมือหญิงสาว ซึ่งยืนร้องไห้ตัวโยน โดยที่มีมลิญดาคอยพยุงอีกแรง

นึกแล้วพี่ตรีต้องเป็นอย่างนี้ หญิงก็ร้ายชายก็ชั่ว มลิญดาจ้องมองชาตรีและพิมพ์จันทร์เหมือนจะกินเลือด

พี่หลินว่าใครชั่วว่าใครร้ายเหรอ พิมพ์จันทร์ดูโกรธเคืองเมื่อได้ยินคำด่าทอจากมลิญดา

ผู้หญิงชั่วก็น้องพิมพ์ยังไงล่ะ ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ ส่วนผู้ชายเลว ๆ ก็พี่ตรีนี่แหละ เหมาะสมกันจังเลย

พิมพ์จันทร์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงชั่ว เธอดึงเสื้อคลุมใส่อย่างเร็ว กรี้ดร้องและเดินกระทืบเท้าซ้ำ ๆ แถมเดินเข้ามาหามลิญดา ทำท่าจะตบให้รู้แล้วรู้รอด

มลิญดาไม่เคยยอมแพ้ใครที่ไหน เดินเข้าหาเหมือนกัน

เอาซี่ ยัยน้องพิมพ์ ตบให้ตายไปคนละข้างเลย ผู้หญิงชั่ว ๆ อย่างเธอต้องเจอกับฉัน

นึกว่าพิมพ์กลัวเหรอ พิมพ์จันทร์ไม่พูดเปล่าแต่จู่โจมเข้าหามลิญดาอย่างเร็ว ซึ่งมลิญดาก็ใช่จะน้อยหน้าตั้งท่ารับไว้เป็นอย่างดี สองสาวแลกบทตบกันพัลวัน ส่วนวิกัญญานั้นก็รีบไปห้ามเพื่อนสาวเอาไว้

หลินอย่าไปตบเขาเลยนะ ปล่อยเขาไปเถอะวิขอนะ วิกัญญาร้องไห้และอ้อนวอนเพื่อนไปด้วย

ไม่ได้หรอก ขอหลินคนนี้ตบสั่งสอนมันหน่อย อีนี่หมั่นไส้ตั้งแต่เห็นวันแรกแล้ว วิเชื่อหลินหรือยังล่ะว่ามันกับพี่ตรีมีอะไรกันตั้งนานแล้ว คนแบบนี้ต้องตบให้เข็ด

มลิญดาไม่พูดเปล่าแต่ยังคงเข้าไปตบถีบพิมพ์จันทร์ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยที่ชาตรีก็ดึงพิมพ์จันทร์ไว้เช่นเดียวกัน แต่ก็ใช่ว่าจะห้ามกันได้ สองคนนี้ตะเกียกตะกายวิ่งหากันตลอด จนสักพักอนุรงค์ก็เข้ามาเห็นเหตุการณ์

หยุดเดี๋ยวนี้นะ

เสียงของอนุรงค์ดังขึ้น ทำให้ทุก ๆ คนหยุดชะงักกับสิ่งที่ตัวเองกำลังกระทำอยู่ ชายหนุ่มหันไปมองหญิงสาวซึ่งพยายามดึงเพื่อนสาวเอาไว้ น้ำตาไหลพราก ถึงไม่ต้องบอกเล่าเรื่องราวก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะน้ำตาของเธอทำให้เขาเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่ากัน เขารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมากกับเพื่อนชายคนนี้ ไม่คิดว่าชาตรีจะยังไม่เลิกนิสัยเจ้าชู้ ชายหนุ่มได้แต่กัดกรามแน่นกับความโกรธที่พุ่งจี๊ดเข้ามาที่หัวสมอง

มีเรื่องอะไรกัน และก็ตวาดถามทุก ๆ คนด้วยความโมโห แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ก็อยากรู้จากปากทุก ๆ คน

ก็ยัยน้องพิมพ์หน้าซื่อยังไงล่ะนุ กินไม่เลือก ไอ้พี่ตรีก็เลวพอ ๆ กัน ดูให้เต็มตาซะ ว่าเพื่อนที่นุพักอาศัยอยู่ด้วยกัน เพื่อนที่พวกเรารักและไว้ใจ สุดท้ายก็หักหลังพวกเราจนได้ มลิญดาไม่ด่าเปล่าแต่เดินมาประคองวิกัญญาเอาไว้ ซึ่งหญิงสาวยังคงร้องไห้ไม่หยุด ไม่พูดไม่จา เงียบจนน่ากลัว

อนุรงค์ส่ายหัวรับไม่ได้ ตายังจ้องชาตรีอยู่ตลอด เขาโกรธเพื่อนสนิทคนนี้เหลือคณา ไม่อาจจะให้อภัยได้อีกแล้ว ถ้าฆ่าได้เขาก็อยากจะฆ่าเพื่อนคนนี้ให้ตายไปจากโลกนี้เสีย

ฝากไว้ก่อนนะยัยน้องพิมพ์ อย่าให้ฉันเห็นหน้าแกอีก ไม่งั้นแกกลายเป็นศพแน่ มลิญดาชี้หน้าด่าพิมพ์จันทร์ก่อนที่จะเดินไปประคองเพื่อนสาวลงมาข้างล่าง

ชาตรีวิ่งลงมาดึงแขนวิกัญญาเอาไว้ วิฟังพี่ก่อนนะ พี่ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆพี่อธิบายได้

อารมณ์โกรธเกินที่พรรณาได้ หญิงสาวสะบัดแขนออกจากเขาอย่างเร็ว รู้สึกขยะแขยงที่จะให้เขาแตะต้องตัวเอง ความรู้สึกในตอนนี้เกลียดชังเขาจับใจ ด้วยอารมณ์ที่เจ็บปวดปนความเจ็บแค้นเกินที่จะยับยังไว้ได้ หญิงสาวเอื้อมมือตบหน้าชายหนุ่มอย่างจังหนึ่งครั้ง ไม่พูดไม่จากับเขาเลยแม้แต่คำเดียว ไม่ต้องการรับฟังอะไรทั้งนั้น จากนั้นก็วิ่งออกไปจากบ้าน โดยที่มีมลิญดาวิ่งตามมาติด ๆ พอไม่นานสองสาวก็พากันขับรถออกไปอย่างเร็ว

เก็บผ้าและออกไปจากบ้านผมเดี๋ยวนี้ อนุรงค์ชี้หน้าด่าไล่พิมพ์จันทร์ โดยไม่เกรงอกเกรงใจเพื่อนชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เลย

          จากนั้นก็หันมามองชาตรี สายตาของเขาลุกโชนราวกับเปลวไฟ ต่อให้มีน้ำแข็งก้อนใหญ่อยู่ข้างหน้า ก็ไม่สามารถหยุดอารมณ์โกรธที่ร้อนแรงของเขาได้ อนุรงค์เดินตรงมาหาเพื่อนชาย เพื่อนที่เขาเคยรักและไว้ใจมาตลอด

 ณ บัดนี้คำว่าเพื่อนระหว่างเขา มันแตกหักไปหมดแล้ว ชายหนุ่มไม่มีศรัทธาและความนับถือให้กับเพื่อนคนนี้อีกแล้ว คงมีแต่ความเจ็บปวดที่อยากจะแก้แค้นให้สาแก่ใจ เขากระชากคอเสื้อชาตรีมาอย่างแรง

          “นึกแล้วไม่มีผิด ผู้ชายอย่างเอ็งเลวจริง ๆ หาคนเลวอย่างเอ็งไม่มีแล้วไอ้ตรี กำปั้นหนักแน่นที่กำเอาไว้เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา ถูกซัดเข้าที่หน้าชาตรีอย่างจัง จนทำให้ร่างของอีกฝ่ายเซไปล้มกับพื้น ซึ่งก็มีเลือดไหลจากปากซิบ ๆ

                ชาตรีเอานิ้วโป้ป้ายเลือดที่ริมฝีปาก แววตาของเขาดูโกรธเคืองอนุรงค์เช่นเดียวกัน

เรื่องของข้า เอ็งไม่เกี่ยวไอ้นุ ถอยไป แม้จะเพิ่งถูกชกหน้าไปหยก ๆ แต่ชาตรีก็ใช่จะยอมรับความจริง

                ใจจริงข้าก็ไม่อยากเกี่ยวหรอก ถ้าความรักระหว่างเอ็งกับวิไม่มีมือที่สาม แต่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเอ็งเป็นคนทำทั้งนั้น ในเมื่อเอ็งไม่รักวิอย่างจริงใจ แล้วเพื่อน ๆ อย่างข้าจะยอมได้ยังไง ตอนแรกข้าก็นึกว่าเอ็งจะเลิกนิสัยเจ้าชู้เสียอีก เลิกกับน้องพิมพ์อย่างเด็ดขาด ที่ไหนได้ ผู้ชายอย่างเอ็งมันก็แค่นั้น ปากอย่างใจอย่าง และก็ชั่วเกินกว่าที่จะคู่ควรกับผู้หญิงอย่างวิ น่าเสียดายนะที่ผู้หญิงดี ๆ คนหนึ่งคอยรักและห่วงใยเอ็งมานานหลายปี สุดท้ายเอ็งก็ทำร้ายจิตใจเขาได้ลงคอ อย่าหวังเลยว่าจะได้ความรักจากวิอีก แม้แต่คำว่าเพื่อนจากพวกข้า ก็ไม่มีอีกแล้วนับแต่นี้ต่อไป ข้าไม่เคยมีเพื่อนอย่างเอ็ง

          อนุรงค์ฮึดฮัดเดินออกมาจากบ้านอย่างเร็ว หยิบกุญแจรถได้ก็เดินไปยังรถซึ่งจอดอยู่ไม่ไกล เขาไม่รู้ว่าเพื่อนสาวทั้งสองขับรถไปทางไหน ชายหนุ่มตัดสินใจกดโทรศัพท์ไปหาอีกฝ่ายอย่างเร็ว จนแล้วจนเล่าก็ไม่มีคนรับสาย สุดท้ายจึงตัดสินใจขับรถไปยังคอนโดของวิกัญญา พอถึงไปที่นั่นกลับไม่มีคนอยู่ อนุรงค์เดินออกมาด้วยความรู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวจับใจ เขารู้เสมอว่าในยามคับขันอย่างนี้ วิกัญญาไม่กลับไปที่คอนโดแน่นอน เพราะเกรงว่าชาตรีจะตามไปเจอ เธออาจจะไปหลบพักอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ถ้าจะให้เดาวิกัญญาคงไม่กลับไปหาพ่อแม่เหมือนหญิงสาวบางคนที่เมื่อทุกใจก็กลับไปหาครอบครัว

ส่วนพี่สาวของวิกัญญานั้น ก็เพิ่งจะย้ายบ้านตามสามีไปอยู่ภูเก็ตเมื่อไม่นานมานี้ วิกัญญาคงไม่ลงไปหาพี่สาวในตอนนี้ เขารู้จักนิสัยหญิงสาวดี ยิ่งในยามที่เจ็บปวดเสียใจ เธอไม่ชอบให้พี่สาวรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น เพราะไม่อยากให้พี่สาวเสียใจไปด้วย นิสัยของเธอเป็นคนที่ไม่ชอบเอาความทุกข์ไปให้ญาติพี่น้องรับรู้ อันนี้อนุรงค์รู้ดี คนเดียวที่เธออาจจะแวะไปหาก็คืออุมารินทร์เพื่อนรุ่นน้องที่เพิ่งจะเรียนจบเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

 

 
 
 

 

 



Writing in Thai

Enjoy Life and Be Happy article
เธอคือ "สามกาญจนา" article
เพื่อชีวิตที่ไม่ใช่เพื่อเธอ article
คำสัญญาที่พรากเธอไป article
เลือดข้น แต่ใจคนจาง article
ทำดีในมุมมองที่แตกต่าง article
คนที่เคยใจดีในวันนั้น article
เข้าใจชีวิตและหัวใจเราเอง article
วิถีคนขยันที่แสนดื้อ article
วันแม่ของเด็กกำพร้า...ชีวิตที่ขาด article
กระโปรงบาน คอซอง แอบชอบรุ่นน้อง ม.3/1 ละลมวิทยา article
30 พฤศจิกายนของทุกปี article
"น้องเนาะ" ความฝันที่เคยเกิดขึ้นจริง article
The Leech (ปลิง...ฝันร้ายในชีวิตจริง) ตอนที่ 1 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 16 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 15 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 14 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 13 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 12 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 11 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 10 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 9 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 8 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 7 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 6 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 5 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 4 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 3 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 2 article
สาวไทย สะใภ้เท็กเซียน่า (Texiana) บทชีวิตที่ 1 แรกเริ่มการเป็นสะใภ้ article
มนต์รักข้ามคลอง article
รวมบันทึกความรู้สึกที่งดงาม ปี 2015 ณ มลรัฐโอกลาโฮม่า สหรัฐอเมริกา article
ภาพเล่าเรื่องราว...ปลายซัมเมอร์ที่งดงาม (August 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (June 22, 2014) article
ภาพเล่าเรื่องราว...ซัมเมอร์ที่งดงาม (May 28, 2014)
ความทรงจำวันวานระหว่างเราสองคน article
Spring 2014 at Lawton Oklahoma article
ชีวิตที่ไม่แน่นอน...แต่ใจที่มั่นคง (September 1, 2012) article
ฝันที่มีชีวิต...Associate of the month....(November 2011) article
บันทึกชีวิต.....หนึ่งชีวิตที่ฉันเกิดมา...เทียบไม่ได้กับสี่แผ่นดินที่พ่อสัมผัส article
บันทึกชีวิต รักสุดท้ายที่ปลายปืน article
ฉันนี่แหละ เพื่อน "เรยา" ตัวจริง (ของแท้) article
ด้วยดวงใจหนึ่งเดียว article
หน้าที่การงาน เที่ยวกิน ศิลปะ กับคู่รักอารมณ์ดี article
ความจำฝังใจความฝันน่ากลัว.....(ความจริงเธอยังคงมีฉันตลอด) article
บันทึกความทรงจำ...น้องเนาะ (มุย กันทรารมย์) article
ลำดวนสามกลีบ (บันทึกความทรงจำระหว่างคำว่าเพื่อน)
บันทึกความทรงจำในหัวใจ.....แค่เพียงฝันร้ายในความรักที่สวยงาม article
เรื่องเล่าในความทรงจำ....ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
บันทึกเรื่องเล่าในอดีต สาวเบบี๋ซิท (เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนขอให้หนูเป็นพี่เลี้ยงเด็กฝรั่ง) article
ความทรงจำเจ็บลึกยาวนาน "อภัยได้แต่ไม่เคยลืม" article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน...ไฟไหม้และหัวใจที่ติดดิน article
อดีตที่ไม่ค่อยน่ารักของฉัน....ตอน...(: เสียตังค์ห้าบาทดูของประหลาดกัน:) article
เรื่องเล่าต่างแดน...เพื่อรัก..เพื่อสองเรา...และเพื่อคนที่อยู่ข้างหลัง article
ความคล้ายคลึงในช่วงเวลาที่แตกต่าง
หนึ่งอาทิตย์กับชีวิตที่มีเจ้าเป็นดั่งลูกชาย "กัมโบ" น้อย
วิถีชีวิตสาวบ้านนา...และคำสัญญาของพ่อ article
เธอคือ ดร. ในดวงใจ article
เรื่องเก่า ๆ อยากเล่าให้ฟัง ตอนที่ 1 เหตุผลที่พ่อไม่ยอมนั่งเครื่องบิน article
เจ้ากัมโบน้อย (Gumbo) สมาชิกใหม่ในครอบครัว article
เพียงแค่ฝันร้าย.....ชีวิตสาวบ้านนา (แรกเริ่มของความฝัน)
"พ่อ" ผู้ชายที่มีแต่ให้ โดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ article
ความจำฝังใจ...ความฝันน่ากลัว (บันทึกความฝันเดือนเมษายน 2553) article
นิยายเรื่อง สาวไทย สะใภ้ Texiana article
ภาพเรื่องเล่างาน Scissortail Creative Writing Festival 2010 article
ถ้าพี่ไม่กลับ..ไปรับหลานมาอยู่ด้วย article
คุณไสย์และชีวิตชายผ้าเหลือง article
บันทึกเรื่องราวความทรงจำชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน" (Sony & DDK, Thailand) article
บันทึกเรื่องราวชีวิต "เพื่อนเก่าสาวโรงงาน (PSK & Seagate)" article
ความฝันของสาวรากหญ้า article
ส่วนเกินของหัวใจ...ตอน มือที่สามอย่างไม่ตั้งใจ article
ทุกลมหายใจของผู้หญิงคนนี้ "เพื่อชีวิตและเพื่อเธอ" article
เรื่องเล่าต่างแดน...สิ่งที่ดีที่สุดในรอบปีนี้ (The Saints ) และเรื่องราวทั่วไปในชีวิต article
เรื่องเล่าต่างแดน...Trust Fund และ Living Trust / Life Estate เกี่ยวพันกันอย่างไร article
บันทึกเรื่องเล่าทั่วไป.....สิ่งที่ฉันเป็นอยู่....สิ่งที่เคียงคู่ด้วยใจ article
เรื่องเล่าต่างแดน...เขียนเช็คเด้ง ติดหนี้ธนาคาร ค้างหนี้บัตรเครดิต ใครว่าไม่สำคัญ article
เรื่องเล่าต่างแดน...วันขอบคุณพระเจ้าและเรื่องราวของเราในวันนี้ article
ภาพเก่าเล่าเรื่อง ครอบครัวร่วมกันทำบุญเพื่อพ่อและแม่ในปี 2006 article
เรื่องเล่าครั้งเยาว์วัย...พ่อหลวงในดวงใจของพ่อ article
จดหมายถึงพ่อ...จากลูกสาวคนเล็ก article
หากแม้เลือกเกิดได้ (ผู้หญิงคนนี้ชื่อสมหมาย) article
ความทรงจำ...ชายแดนกัมพูชา article
ความจำฝังใจ ความฝันน่ากลัว article
เมื่อหนูอยากเป็นลูกลิง+ดาวลูกไก่และในชีวิตจริง article
คุณไสย์...และหัวใจของพ่อ article
แอบดูเป็น...แอบลุ้นแทบตาย article
มดแดงและนมของหนู article
คุณค่าที่เธอไม่เคยรัก.....กุมภาพันธ์
คำว่า"แม่" จากใจคนที่ไม่เคยสัมผัส และคำว่า"พ่อ" คือที่สุดในชีวิต
แหวนวงนี้ที่รอการพิสูจน์
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยลบล้างความเร้นลับ (ผีปอบ)
เรื่องเล่าต่างแดน...ชีวิตที่ไม่ได้ปรุงแต่ง article
วันสารทขะแมร์...งัยแขเบญ...งัยโดนตา
ต้นมะพร้าวของยาย
The Best Memories of Alabama 2007 article
First Step Of My College 2007 at Auburn University article
บทกลอน...มายาริษยา article



Opinion
Opinion *
By  *
E-Mail 
Don't Display E-mail



Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones