dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "ร้องไห้กับฉัน"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนที่เธอไม่รัก"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
bulletMusic Hidden in the Memory "ช่างไม่รู้เลย"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


Music Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"


 

 

บทเพลงมาลีฮวนน่าค่อย ๆ บรรเลงอย่างช้า ๆ ฉันฟังเพลงนี้ทีไร อดที่จะคิดถึงอดีตตอนวัยรุ่นไม่ได้ ฉันไม่เคยอายเลยที่จะเล่าเรื่องราวในอดีตของตัวเองให้คนอื่นฟัง เพราะฉันมีความสุขกับการได้คิดถึงมัน ไม่ว่าอดีตจะสวยงามหรือเลวร้ายสักเพียงใด แต่อดีตเหล่านี้ก็มีคุณค่าอยู่ในตัวมันเสมอ และฉันก็รู้สึกแบบนี้มาตลอด

ฉันชอบบทเพลงเพื่อชีวิต ฉันชอบนักร้องวงมาลีฮวนน่าและนักร้องปักษ์ใต้หลายคน ฉันเองไม่เข้าใจทำไมต้องรู้สึกชอบด้วย อาจจะเป็นเพราะว่าฉันเป็นคนชอบเสียงดนตรี ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงกันตรีม หมอลำ ลูกทุ่ง สตริง ป๊อบ หรือแม้แต่บทเพลงเพื่อชีวิต ก็ล้วนแต่เป็นเพลงที่ฉันชอบเป็นอย่างมาก

ทุกครั้งที่ฟังเพลงของมาลีฮวนน่า ฉันมักจะคิดถึงอดีตเก่า ๆ ของตัวเองอยู่เสมอ อดีตที่ทำให้ฉันได้เดินทางมารู้จักกับบทเพลงของคนปักษ์ใต้ ฉันยังจำวันแรกที่ฉันได้ยินบทเพลงของมาลีฮวนน่าได้แม่น แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปีแล้ว แต่ฉันก็จำเรื่องราวเหล่านั้นได้ขึ้นใจ


* เมื่อสิบห้าปีที่ผ่านมา สมัยที่ฉันอายุสิบหกกว่า ๆ และก็ทำงานอยู่ในโรงงานแถว ๆ ถนนสุขสวัสดิ์ พี่รองไม่พอใจเป็นอย่างมากที่รู้ว่าฉันขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ และพักอยู่กับเพ็ญ พี่รองไม่ชอบเพ็ญเอาเสียเลย และไม่ต้องการให้ฉันติดต่อสุงสิงกับเพ็ญและครอบครัว ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่พี่ชายคิด และไม่เข้าใจทำไมพี่ชายถึงไม่ชอบเพื่อนของฉัน ทั้งที่เพ็ญและครอบครัวดีกับฉันมาก ๆ ฉันรู้แต่ว่าพี่รองอยากให้ฉันแยกจากเพ็ญและอยู่กันคนละมุม ไม่ต้องติดต่อไปมาหาสู่กัน เหมือนต้องการตัดขาดความเป็นเพื่อนระหว่างฉันและเพ็ญให้จบสิ้น พี่รองต้องการให้ฉันอยู่ที่บ้านนากับพ่อเท่านั้น ไม่เคยมีความคิดต้องการให้ฉันเข้ามาทำงานในเมืองกรุงเลย *


หลายอย่างที่พี่รองต้องการให้ฉันทำตามคำสั่ง แต่พี่รองไม่รู้หรอกว่า การที่ฉันคบเพ็ญนั้น เพราะเพ็ญคือเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต และพี่รองไม่เคยเข้าใจเลยว่า การที่ฉันต้องอยู่บ้าน ไม่มีงานการทำที่มั่นคง ไม่มีรายได้อะไร ทำให้ฉันและพ่อลำบากเพียงใด ฉันไม่ชอบเป็นเด็กสาวที่ขอเงินพี่ ๆ ใช้ไปวัน ๆ ฉันอยากทำงานและมีรายได้เป็นของตัวเอง อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ฉันมีความฝันเพียงน้อยนิดและฝันมาตลอดว่า ฉันจะทำงานและจะส่งเงินมาให้พ่อได้ใช้ทุก ๆ เดือน หากมีวันหยุดฉันก็จะไปเรียนหนังสือให้จบอย่างที่ตั้งใจ เพราะฉันคิดว่าการศึกษาจะทำให้ฉันมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

แต่ชีวิตของฉันไม่เคยได้ทำตามฝันของตัวเองเลยสักครั้ง ตราบใดที่ฉันยังเป็นน้องสาวคนเล็กของพี่รอง ฉันก็ต้องทำตามคำสั่งของพี่ชายทุกอย่าง หากเมื่อใดที่ฉันขัดคำสั่ง พี่รองก็มักจะตบตีฉันตลอด ฉันร้องไห้แก่พี่ชายคนนี้บ่อยมาก และได้รับบาดแผลหลายอย่างไว้ดูต่างหน้าเสมอ ไม่ว่าฉันจะถูกพี่ชายตีสักกี่ครั้ง แต่ฉันก็ไม่เคยปริปากบอกพ่อเลยสักครั้ง ฉันยอมรับว่าเจ็บ เสียใจมากมาย แต่บนความเจ็บนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกของพ่อ ฉันทนได้ทุกอย่างเพื่ออยากเห็นพ่อมีความสุข ฉันรู้ว่าหากพ่อทราบเรื่องที่พี่รองรังแกฉัน พ่อคงจะโกรธและเคืองพี่รองน่าดู ฉันไม่อยากให้พ่อเกลียดพี่รอง อยากให้ครอบครัวของเรารักกันให้มากที่สุด

ฉันไม่ใช่นางเอกเหมือนในละคร แต่ฉันเป็นน้องและเป็นลูกสาวของพ่อที่มีความอดทนพอ่สมควร ชีวิตของฉันเป็นอะไรก็ได้ ที่ทำให้พ่อและพี่น้องมีความสุข อะไรก็ได้ที่ทำเพื่อหน้าตาครอบครัว ฉันทำได้หมดและไม่เคยบ่นเลยสักคำ เหตุการณ์ในวันนั้นก็เช่นเดียวกับหลาย ๆ เรื่องราวที่ผ่านมา ฉันไม่มีทางเลือก เพราะพี่รองบีบบังคับให้ฉันต้องเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง

ซึ่งเส้นทางที่พี่รองขีดเอาไว้นั้น ก็คือระหว่างกลับไปอยู่บ้านนากับพ่อหรือจะทำงานในกรุงเทพฯ โดยที่ฉันจะต้องย้ายไปพักอยู่กับพี่รองและภรรยาเท่านั้น และไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้ชีวิตอิสระพักอยู่กับเพื่อน ๆ อย่างที่ใจปรารถนาอีก

ครอบครัวของฉันมีความเชื่อแบบเก่า ๆ ที่ว่าลูกผู้หญิงจะต้องเชื่อฟังพ่อและพี่ชายทุกอย่าง หากใครขัดคำสั่งถือว่าเป็นน้องที่ไม่ดี และการเป็นน้องที่ดีคือการทำทุกอย่างตามที่พ่อและพี่ชายได้สั่งไว้ แม้ว่าฉันจะไม่ชอบเส้นทางที่พี่ชายวางไว้ให้ แต่ฉันก็ไม่อาจจะขัดใจพี่ชายได้เลย ด้วยเหตุผลหลัก ๆ ก็คือไม่อยากให้พ่อเสียใจ

วันนั้นฉันนั่งรถเมล์หลายต่อจากพระประแดงมาลงที่ป้ายตลาดรังสิต และก็ต่อรถเข้าไปในหมู่บ้านที่พี่รองพักอาศัยอยู่ พอรถวินมอเตอร์ไซต์รับจ้างวิ่งมาจอดหน้าบ้าน พี่รองก็ยืนกอดอกรออยู่ที่หน้าบ้าน ส่วนพี่พรนภาภรรยาของพี่รองก็ยืนทำกับข้าวให้กับลูกค้า ทางด้านแม่ของภรรยาพี่รองก็นั่งปอกกระเทียมและแกะหอมอยู่ที่ม้าหินอ่อนด้านหน้าร้าน ฉันจ่ายเงินค่าวินมอเตอร์ไซต์เสร็จ ก็เดินเข้ามาหน้าบ้าน ยกมือไวห้พี่ชายและภรรยาทันที

“หน้าไปโดนอะไรมาเนี่ย”

ภรรยาพี่รองถาม ทำหน้าทำตารังเกียจ เหมือนกับฉันไปเตะตีกับเพื่อน ๆ มาอย่างนั้นแหละ ฉันไม่ได้ตอบเธอเลยสักนิด ไม่ได้บอกให้เธอรู้ว่า การที่หน้าบอบช้ำของฉันเป็นแบบนี้เพราะเป็นฝีมือของพี่รองที่ตบตีฉันในพระประแดง ฉันหลบสายตาจากพี่สะใภ้แต่ก็ยังเอามือลูบแก้มเบา ๆ จากนั้นก็เดินตามหลังพี่ชายเข้ามาภายในบ้าน เอากระเป๋าเสื้อผ้าเก็บไว้ ฉากชีวิตของฉันในตอนนั้นเหมือนกับวันวานที่ผ่านมาทั้งหมด ฉันจะต้องนอนกับแม่ของพี่พรนภา และก็ต้องช่วยเหลือพี่พรนภาทำกับข้าวและดูแลงานบ้านทั้งหมด

“ไปช่วยงานพี่ภา เขาสั่งให้ทำอะไรก็ทำ อย่าโต้เถียงเขาเด็ดขาด” พี่รองบอก

ฉันค่อย ๆ ปลีกตัวมาช่วยงานพี่สะใภ้ด้านนอก ยายพรมแม่ของพี่พรนภามองหน้าฉันอย่างสงสัย เพราะคงจะอยากรู้ว่าหน้าฉันไปโดนอะไรมา ปากถึงได้แตกและเจ๋ออย่างนั้น

“ไปมีเรื่องกับเพื่อนมาเหรอเรา เป็นเด็กเป็นเล็กก็หัดทำตัวดี ๆ หน่อย ดูสิลำบากพี่ชายต้องไปรับมาอยู่ที่นี่อีก” ยายพรมบ่น กึ่งบอกกึ่งสอน

ฉันมองหน้ายายพรมนิดหนึ่ง ไม่ได้ตอบคำถาม เด็ดใบกะเพราไปพลาง ๆ พอประมาณเที่ยงวันพี่รองก็เดินมานั่งทานข้าว เพราะจะต้องไปเข้างานช่วงกะบ่าย

“หิวข้าวหรือเปล่า...ณัฐ”

“ค่ะ” ฉันพยักหน้า เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้ทานอาหารเลย คงมีแต่น้ำเท่านั้นที่ประทังชีวิตตัวเองมาตลอดทั้งวัน

“หิวก็ไปตักข้าวมานั่งกินกับพี่สิ นั่งอยู่ทำไม”

ฉันค่อย ๆ ลุกขึ้นและไปตักข้าวมานั่งข้าง ๆ พี่ชายทันที มองหน้าพี่พรนภาและยายพรมนิดหนึ่ง รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าฉันจะลุกเดินหรือทำอะไร พี่พรนภากับแม่เป็นต้องจับตามองฉันตลอด บางทีก็พากันซุบซิบนินทาฉันด้วย ฉันยอมรับว่าทั้งทรมาน ทั้งอึดอัด และจิตใจหงอยเหงาเหลือเกิน คิดถึงพ่อ คิดถึงเพื่อน ๆ ที่เคยทำงานด้วยกัน อยากมีชีวิตที่มีอิสระเหมือนคนอื่น ๆ เขา อยากทำอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องมีคนมาจับตามองอยู่อย่างนี้

หลังจากที่พี่รองกลับไปทำงาน ฉันก็ช่วยพี่พรนภาซักผ้าและก็รีดผ้าทั้งหมด ส่วนน้องพีลูกชายพี่พรนภาก็เล่นเตะฟุตบอลที่หน้าบ้านกับเพื่อน ๆ ฉันกับน้องพีไม่สนิทกันมากนัก เพราะน้องพีเป็นเด็กที่ซน แถมไม่เชื่อฟังคำบอกของฉันเลย บางทีก็แกล้งฉันตลอด พอฉันบอกก็ไปฟ้องแม่ ฉันเลยต้องปล่อยให้น้องพีเล่นอะไรตามใจตัวเอง แอบคิดในใจถ้าน้องพีเป็นหลานชายแท้ ๆ คงไม่มีโอกาสได้แผลงฤทธิ์กับฉันเป็นแน่ แต่น้องพีไม่ใช่หลานแท้ ๆ ดังนั้นฉันจึงทำอะไรไม่ได้เลย

หลังจากที่พักอยู่กับครอบครัวพี่รองได้สามวัน พี่รองก็ให้ฉันไปสมัครทำงานที่ร้านเคเอฟซีกับคนที่รู้จัก ฉันไปสมัครทำงานและก็ได้งานทำทันที ฉันรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ไม่ต้องจมปลักอยู่ในบ้านกับพี่พรนภาและยายพรม แต่โชคไม่ได้เข้าข้างฉันเสียเลย หลังจากที่ฉันทำงานได้ห้าวัน ฉันก็ถูกเพื่อน ๆ ที่ทำงานด้วยกัน แกล้งให้ฉันเข้าไปที่ห้องแช่แข็ง และก็ขังฉันไว้อยู่ในห้องแช่แข็งหลายนาที ฉันยอมรับว่าหนาวสุด ๆ รู้สึกโกรธเคืองเพื่อน ๆ เป็นอย่างมากที่แกล้งฉัน เพื่อน ๆ ทุกคนเห็นฉันเป็นเด็กต่างจังหวัด ไม่รู้อีโหน่อีเหน่จึงคิดจะแกล้งได้อย่างที่ปรารถนา แม้หลาย ๆ คนจะบอกว่าเป็นวิธีการรับน้องใหม่ แต่ฉันบอกจากใจเลยว่า ฉันรับการกระทำของพวกเขาไม่ได้เลย หากไม่มีคนไปเปิดประตูให้ ฉันก็อาจจะกลายเป็นศพแช่แข็งกับไก่เคเอฟซีก็ได้

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ฉันได้เล่าเรื่องราวให้พี่รองฟัง เพราะคิดว่าพี่ชายคงจะช่วยหาทางออกให้ได้

“ไม่ต้องกลับไปทำงานที่นั่นอีกนะ อยู่ช่วยงานพี่ภาที่บ้านนะดีแล้ว”

ถึงพี่รองจะไม่ให้ฉันกลับไปทำงานอีก แต่ฉันก็ขอพี่รองไปลาออกจากงาน เพราะไม่อยากมีประวัติที่ไม่ดีกับการทำงาน โดยที่ฉันไม่ได้แจ้งให้ผู้จัดการทราบว่าตนเองถูกเพื่อน ๆ แกล้ง และก็อ้างเหตุผลต้องไปช่วยงานพี่สะใภ้แทน

หลังจากนั้นหนึ่งเดือนผ่านไป ญาติห่าง ๆ คนหนึ่งซึ่งทำงานอยู่ที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิตก็ชวนฉันไปสมัครงานที่ร้านอาหารเพื่อชีวิตแห่งหนึ่ง ฉันเองไม่เคยรู้จักร้านนี้มาก่อน เพราะไม่เคยทำงานแบบนี้

ร้านอาหารแห่งนี้เป็นร้านอาหารกึ่งผับ ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นใต้ดินของห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ในช่วงค่ำมีวงดนตรีสด ๆ มาแสดงทุก ๆ วัน

“ให้ไอ้ณัฐไปสมัครเถอะพี่ ร้านนี้เขารับเด็กวัยรุ่น หน้าตาน่ารัก ๆ หน่อย เขายิ่งรับ ถ้าขยันทำงานนิดหนึ่ง ลูกค้าใจดีให้ทิปเยอะด้วยนะ” ญาติคนนี้เล่าให้พี่รองฟัง

“เออ ๆ ยังไงก็พามันไปสมัครหน่อยล่ะ และก็ช่วยดูมันด้วยนะ”

“ครับ ถึงจะทำกับผมคนละร้าน แต่เดี๋ยวผมให้เพื่อน ๆ ช่วยดูให้”

วันนั้นฉันไปสมัครงานที่ร้านอาหารเพื่อชีวิตในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ ครั้งแรกที่เดินเข้าไปในร้าน ฉันรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก เห็นเด็กสาววัยรุ่นใส่กระโปรงลายสก็อตยาวขนาดหัวเข่า ใส่เสื้อยืดยัดในเป็นลายการ์ตูนน่ารัก ๆ เด็กสาวทุกคนใส่รองเท้าหนังหุ้มส้นซึ่งก็ดูน่ารักไปอีกแบบ ฉันรู้สึกกลัวอยู่มาก เพราะตั้งแต่โตเป็นสาว ฉันไม่เคยใส่กระโปรงหรือกางเกงขาสั้นเลย หากสมัยเด็ก ๆ ฉันยอมรับว่าใส่บ่อย แต่เพราะฉันถูกพ่อสอนแบบโบราณ เมื่อใดที่โตเป็นสาว หากไม่ใส่กางเกงขายาวก็ต้องใส่ผ้าถุงเท่านั้น ฉันเองยังกลัว ๆ และไม่คุ้นที่จะทำแบบนั้น

“เข้าไปสิ ยืนอยู่ทำไม” ญาติคนนี้กระซิบบอก

“ไม่ใส่กระโปรงได้ไหม” ฉันหันไปถามญาติ

“กฏเขามีแบบนี้ ก็ต้องตามกฏเขา มันก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไรนิ พี่ว่าน่ารักออก”

ฉันมองหน้าญาติคนนี้ ทำหน้ามุ่ยใส่เขา ถึงแม้ว่ากระโปรงจะไม่สั้นมาก แต่ก็ยังตะหงิดใจอยู่บ้าง หรืออาจจะเป็นเพราะว่าฉันไม่คุ้นเคยกับชีวิตแบบนี้ ถึงได้รู้สึกกลัวและประหม่าอยู่ตลอด

ฉันกัดฟันเดินเข้าไปในร้านทันที คิดอยู่ในใจว่าจะต้องทำงานเก็บเงินส่งให้พ่อ คิดแต่ว่าคนอื่นทำงานที่นี่ได้ ฉันก็ต้องทำได้เหมือนเขาเช่นเดียวกัน

“สวัสดีค่ะ” ฉันยกมือไหว้ทักทายชายหนุ่มด้านหน้า

“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มร่างท้วม ๆ แต่สูงพอสมควร แต่งตัวดูดีส่งยิ้มอย่างเป็นกันเองให้ฉัน ถ้าจะให้ฉันเดาก็คงจะเป็นผู้จัดการ

“พอดีหนูเห็นป้ายรับสมัครพนักงานเสิร์ฟนะคะ ไม่ทราบว่ายังเปิดรับอยู่ไหมคะ”

“ยังรับอยู่ครับ ว่าแต่น้องอายุเท่าไร”

“สิบหกย่างสิบเจ็ดค่ะ”

“ได้เลยครับ งั้นน้องมากรอกใบสมัครเลย”

ในตอนนั้นร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่ได้มีกฏห้ามเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีทำงานในร้านนั้น หรืออาจจะมีแต่ฉันไม่รู้ ผู้จัดการคนนี้พาฉันเดินมาที่โต๊ะด้านหลัง และก็ให้ฉันกรอกใบสมัคร เพื่อน ๆ ที่ทำงานในร้านต่างก็แซวผู้จัดการ

“เด็กใหม่เหรอพี่ สงสัยต้องฝึกกันเยอะแน่เลย ฮ่า ๆ” ไม่แซวเปล่าแต่พากันหัวเราะเหมือนกับฉันเป็นตัวประหลาด

ฉันได้แต่ส่งยิ้มให้เพื่อน ๆ ไม่รู้หรอกว่าพวกเขาคิดอะไรกัน ไม่ได้สนใจเสียด้วย คิดแต่ว่าทำงานเสิร์ฟที่นี่คงจะไม่ได้ยุ่งยากอะไร คงจะเหมือนงานที่สโมสรสุขภาพที่ฉันเคยทำช่วงปิดเทอม

“น้องผสมเหล้าเป็นหรือเปล่าครับ”

ฉันทำหน้าแหย ๆ เพราะเกิดมาไม่เคยทำเลย ที่เคยเห็นก็เหล้าสี่สิบดีกรีที่พ่อและญาติ ๆ ดื่มกันที่บ้านนอกเท่านั้น

“ไม่เป็นค่ะ แต่ถ้าพี่สอน หนูจะตั้งใจเรียนรู้และหัดให้เป็นค่ะ”

“งานก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ น้องแค่กล่าวทักทายเวลาลูกค้ามานั่งที่โต๊ะ แล้วก็รับออร์เดอร์อาหารและเครื่องดื่มจากลูกค้า จากนั้นน้องก็ยืนคอยผสมเหล้าให้ลูกค้า เวลาลูกค้าต้องการเรียกสั่งอะไรเพิ่มก็รับออร์เดอร์ไปให้ที่เค้าเตอร์ แค่นี้แหละ” ผู้จัดการหนุ่มเล่ารายละเอียดของงานให้ฟังคร่าว ๆ

“แล้วหนูต้องทำอะไรอีกไหมคะ”

“ถ้าลูกค้าชวนคุย ก็คุยบ้าง แต่ไม่ต้องให้สนิทนะ คุยแค่ตามมารยาท ถ้าคนไหนที่น้องไม่ชอบ หรือทำท่าลวนลาม น้องมาเรียกพี่ได้เลย เดี๋ยวพี่จัดการให้ ส่วนเรื่องคิดเงินนั้น ทางแคชเชียร์จะเป็นคนจัดการให้เอง น้องแค่ดูแลบิลโต๊ะน้องให้ดี ๆ อย่าให้ขาดเสียล่ะ”

“ค่ะ”

“งั้นเริ่มงานเย็นนี้ได้ไหม น้องกลับไปแต่งตัว เดี๋ยวพี่จะให้ชุดไปเลย คืนนี้พี่ขาดคนพอดี”

“ได้ค่ะ”

ฉันกลับมาบ้านด้วยรอยยิ้มสดใสที่ได้งานทำ ไม่เคยรู้หรอกว่าการทำงานร้านอาหารแบบนี้ ชีวิตตัวเองจะต้องผจญกับอะไรบ้าง รู้แต่ว่าดีใจเป็นที่สุดที่ได้งานทำ เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ดีกว่าการต้องอยู่บ้านเผชิญกับเสียงซุบซิบนินทาและความอึดอัดที่ภรรยาพี่รองมอบให้

หลังจากที่ฉันอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว พี่รองก็หันมามองฉันนิดหนึ่ง

“เดี๋ยวพี่จะขับรถไปส่ง”

“ค่ะ” ฉันพยักหน้าและก็เดินไปนั่งซ้อนท้ายพี่ชาย

พอพี่รองขับรถมาจอดที่หน้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ก็กำชับฉันอีกว่า “เดี๋ยวพี่มารับหลังงานเลิก รอพี่อยู่ด้านหน้าห้างนะ ยืนรอพี่ตรงจุดที่มีคนเยอะ ๆ อย่าไปยืนอยู่คนเดียวในที่เปลี่ยวเสียล่ะ”

“ค่ะ”

“ตั้งใจทำงานล่ะ ผู้จัดการจะได้รักและเอ็นดู”

“ค่ะ”

เมื่อพี่รองขับรถกลับไปบ้าน ฉันก็เดินเข้ามาภายในร้าน ยกมือไหว้ผู้จัดการอีกรอบ โดยที่ผู้จัดการพาฉันไปแนะนำให้เพื่อน ๆ แต่ละคนที่ได้รู้จัก

“อายุเท่าไรเรา” เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งถาม

“สิบหกย่างสิบเจ็ดค่ะ”

“รอบนี้พี่แบงค์รับไก่อ่อนมาเหรอพี่ คิดว่าจะอยู่ได้นานไหมเนี่ย” เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งพูดหยอกผู้จัดการ

ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าไก่อ่อนแปลว่าอะไร คิดว่าพี่คนนี้คงจะแซวตามประสา แอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่าที่นี่คงไม่มีการรับน้องเหมือนที่ร้านเคเอฟซี เพราะฉันไม่ชอบเอาเสียเลย หลังจากที่พี่แบงค์ (ผู้จัดการ) แนะนำให้ฉันรู้จักกับเพื่อน ๆ เสร็จแล้ว ก็มอบงานให้ฉันทำ โดยที่ให้ฉันยืนอยู่ข้าง ๆ บาร์เทนเดอร์ เพื่อให้บาร์เทนเดอร์สอนฉันเกี่ยวกับการผสมเหล้า และก็สอนเรื่องเมนูอาหารต่าง ๆ ด้วย

พอประมาณหกโมงเย็น ร้านก็เปิดทำการ เสียงเพลงบรรเลงไปอย่างช้า ๆ ร้านถูกตกแต่งแบบคันทรี มีดอกกุหลาบสด ๆ สีแดงปักอยู่บนแจกันทุก ๆ โต๊ะ ทางด้านหน้าจะเป็นเวทีสำหรับนักร้องที่จะมาเล่นดนตรีในแต่ละคืน แสงไฟที่นี่ไม่ได้สว่างเจิดจ้าแต่อย่างใด แต่แสงไฟที่นี่เป็นไฟสลัว ๆ ที่มองแล้วดูมืดหม่นพอสมควร ลูกค้าโต๊ะแรกเดินเข้ามา โดยที่มีผู้จัดการยืนต้อนรับด้านหน้าและพามานั่งที่โต๊ะ

“อิ๋วเทคแคร์โต๊ะนี้นะ พาณัฐไปดูด้วยว่าต้องทำยังไงบ้าง” พี่แบงค์บอก โดยที่ฉันเดินตามพี่อิ๋วมาดูวิธีการรับออร์เดอร์ด้วย

ลูกค้าหนุ่มสามคนหันมามองพี่อิ๋วและก็มองผ่านมาทางฉัน ชายหนุ่มคนหนึ่งมองฉันจากหัวจรดเท้า ตอนนั้นฉันรู้สึกประหม่า ไม่มีความมั่นใจเลย ทั้งกลัว ๆ กล้า ๆ ยิ้มรับแต่ก็ข่วยเขินอยู่มากทีเดียว

“น้องใหม่เหรอคนนี้” ลูกค้าหนุ่มคนหนึ่งถามพี่อิ๋ว

“คะพี่ คนนี้เพิ่งรับมาวันนี้สด ๆ เลยค่ะ” พี่อิ๋วหันมาทางฉัน “ไหว้ลูกค้าสิณัฐ”

“สวัสดีค่ะ” ฉันประนมมือไหว้ลูกค้าสามคน ไม่กล้าสบตาแม้แต่นิดเดียว รู้สึกกลัวสายตาของชายหนุ่มทั้งสามคนเป็นอย่างมาก

“พี่ขอน้องคนนี้ดูแลโต๊ะพี่ได้ไหม” ลูกค้าคนหนึ่งหันไปบอกพี่อิ๋ว

“จะดีเหรอคะพี่ น้องคนนี้เพิ่งจะมาทำงานวันนี้เป็นวันแรก ยังไม่เคยทำงานแบบนี้มาก่อน คือหนูเกรงว่าน้องเขาจะทำให้พี่ลำบากใจนะคะ เขายังทำอะไรไม่เป็นเลย” พี่อิ๋วตอบเก้ ๆ กัง ๆ ด้วยความเป็นห่วงกึ่งเกรง ๆ

“พี่ว่าน้องเขาก็ดูฉลาดดี เด็กใหม่ ๆ บอกสอนได้ไม่ยาก พี่ชอบเด็กใหม่ ๆ”

ชายหนุ่มคนหนึ่งตอบ สายตาของเขาดูใจดีไม่น้อย รอยยิ้มอ่อนโยนที่พูดคุยกับพี่อิ๋ว ทำให้สาว ๆ พนักงานเสิร์ฟแอบซุบซิบกันอยู่ตลอด ฉันเองก็ไม่รู้หรอกว่าพวกเขาคุยอะไรกัน รู้แต่ว่าผู้ชายกลุ่มนี้กำลังขอให้ฉันเป็นเด็กเสิร์ฟโต๊ะเขานั่นเอง

“ก็ได้พี่ งั้นหนูให้น้องเขาหัดรับออร์เดอร์เลยนะ”

พี่อิ๋วยื่นกระดาษรับออร์เดอร์ให้ฉัน “รับออร์เดอร์สิณัฐ ว่าแต่เขียนหนังสือเป็นหรือเปล่าเรา”

ฉันรู้สึกเจ็บจี๊ดกับคำถามพี่อิ๋วไม่น้อย รู้สึกว่าพี่อิ๋วแอบว่าแดกว่าดันให้เสียด้วย ในขณะนั้นฉันพยายามข่มใจเอาไว้ เพื่อที่จะเผชิญกับลูกค้าสามคนนี้เสียก่อน

“ดื่มอะไรดีคะพี่”

ฉันถามเขา ตัวสั่น ใจเต้นไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่เข้าใจทำไมต้องรู้สึกแบบนั้นด้วย หรือว่าความไม่คุ้นเคยและความที่ฉันยังเด็กและเป็นครั้งแรกทำให้ฉันรู้สึกใจสั่นอยู่ตลอด

“พี่ขอเหล้าน้อง แบล็ค โซดา น้ำแข็ง และน้ำเปล่านะครับ” ชายหนุ่มคนหนึ่งตอบ รอยยิ้มของเขาคงจะดูออกว่าฉันเริ่มสั่นและกลัว

ฉันจดออร์เดอร์มือสั่นหงิก ๆ เขียนถูกเขียนผิดไม่สนใจ รู้แต่ว่าจำได้ดีในหัวสมอง

“น้องชื่ออะไรเหรอครับ” ผู้ชายคนหนึ่งถาม

“เฮ้ย...อ่านภาษาไทยไม่ออกเหรอว่ะ น้องเขาติดป้ายชื่อตัวเบอเร่อ” ชายหนุ่มอีกคนทักท้วง

“นั่นนะสิว่ะ....ชื่อณัฐนี่เอง” เขามองฉันนิดหนึ่ง “เรียนอยู่เหรอน้อง”

“เปล่าคะ”

“นึกว่าเรียนอยู่ งั้นพี่ขอกับแกล้มด้วยนะน้อง” ชายหนุ่มอีกคนหนึ่งสั่ง

ฉันจดรายการกับแกล้มที่ชายหนุ่มต้องการจนเสร็จ

“พี่จะรับอะไรอีกไหมคะ”

“พอแล้วครับน้อง ไว้หมดแล้วค่อยสั่งเพิ่ม”

“งั้นหนูขอตัวแป๊บนะคะ”

"ครับ"

พอฉันเดินถอยออกมาที่เค้าเตอร์ เห็นพี่แบงค์ยืนอมยิ้มด้วยความเอ็นดู “เทคแคร์ลูกค้าโต๊ะนี้ดี ๆ นะณัฐ โต๊ะนี้เป็นลูกค้าประจำของร้านเลยแหละ”

“ค่ะ”

ฉันเดินไปสั่งออร์เดอร์ จากนั้นก็เอาเหล้าใส่ถาดพร้อมแก้วสามใบ น้ำแข็งและโซดา โดยที่มีพี่แบงค์เดินมายืนข้าง ๆ แสร้งทำเป็นทักทายพูดคุยกับลูกค้า พร้อมทั้งช่วยดูฉันผสมเหล้าให้ลูกค้าด้วย

ฉันค่อย ๆ ผสมเหล้าให้ลูกค้า มองหน้าพี่แบงค์เป็นระยะ ๆ กะจะรอดูว่าตัวเองทำถูกไหม ซึ่งพี่แบงค์เองก็พยักหน้าให้ตลอด พอผสมเหล้าเสร็จแล้ว ฉันก็ตั้งไว้ด้านหน้าของชายหนุ่มทั้งสามคน ผู้ชายคนหนึ่งยกแก้วเหล้าขึ้นมาจิบนิดหนึ่ง

“ผสมครั้งแรกเหรอน้อง" ยิ้มให้ฉันนิดหนึ่ง "อร่อยดีนี่”

ฉันยิ้มทันที ดีใจที่ตัวเองผสมเหล้าได้ถูกใจลูกค้า ซึ่งในตอนแรกฉันก็คิดกลัวว่าตัวเองจะทำไม่เป็น กลัวจะถูกลูกค้าตำหนิเอา แต่พอรู้ว่าลูกค้าชอบ ฉันก็ดีใจเป็นที่สุด

คืนนั้นฉันดูแลลูกค้าเพียงโต๊ะนี้โต๊ะเดียว เพราะพี่แบงค์ไม่กล้าให้ฉันดูแลลูกค้าหลาย ๆ โต๊ะ กลัวว่าฉันจะสับสนและสร้างปัญหาให้กับลูกค้า พอช่วงดึก ๆ นักร้องแต่ละวงก็ทยอยพากันมาเล่นดนตรีด้านหน้าเวที ฉันยืนฟังเพลงยิ้มในใจ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันรู้จักบทเพลงเพื่อชีวิต และก็เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ฟังคนร้องสด ๆ

เสียงเพลงที่กระหึ่มดังก้องกังวาลอยู่ในหัวใจฉันตลอด บทเพลง “เรือรักกระดาษ” ที่นักร้องชายคนหนึ่งร้องซ้ำแล้วซ้ำอีกผสมผสานกับบทเพลงอื่น ๆ ตามลำดับ ทำให้ฉันคล้อยไปกับอารมณ์และท่วงทำนองด้วย ฉันไม่รู้หรอกว่าใครเป็นคนร้อง แต่ฉันจำชื่อเพลงได้ขึ้นสมอง เพราะเป็นบทเพลงที่ฉันหลงรักมากทีเดียว

ลูกค้าหนุ่มสามคนหันมามองฉันเป็นระยะ ๆ เห็นฉันยืนยิ้มอย่างสุขใจ นัยน์ตาเหม่อลอยไปกับเสียงเพลง ก็พากันอมยิ้มกับความไร้เดียงสาของฉัน สายตาที่พวกเขาหันมามองฉัน ทำให้ฉันรู้ตัวตลอด แต่ฉันก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น พอเพลงจบฉันก็เดินมาหยิบแก้วบนโต๊ะผสมเหล้าให้ลูกค้าอีกครั้ง

“น้องชอบเพลงแนวนี้เหรอครับ”

ฉันพยักหน้ายิ้ม รู้สึกเขิน ๆ อยู่ไม่น้อย “ค่ะ เพราะดี”

“พี่ก็ชอบเพลงแนวเพื่อชีวิตเหมือนกัน พี่ว่านักร้องวงนี้ร้องดีนะครับ”

“ค่ะ”

“เคยฟังเพลงแนวนี้มาก่อนหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ”

“เพลงแนวนี้เขาเรียกว่าเพลงเพื่อชีวิต เพลงที่กำลังเล่นอยู่นี้ชื่อเพลงว่า 'เรือรักกระดาษ' ส่วนนักร้องที่ร้องเพลงนี้มาจากปักษ์ใต้ คนบ้านเดียวกับพี่เลยนะน้อง”

ฉันพยักหน้าอย่างเข้าใจ ทั้งที่ส่วนลึกในใจไม่รู้หรอกว่าปักษ์ใต้ที่ชายหนุ่มพูดถึงเป็นยังไงบ้าง รู้แต่ว่าถ้าดูจากแผนที่ประเทศไทย จะอยู่ทางใต้และมีน้ำทะเลขนาบทั้งสองข้าง ทั้งทะเลอันดามันและอ่าวไทย แต่ฉันไม่รู้หรอกว่านักร้องที่ร้องเพลงนี้อยู่จังหวัดไหน ผู้คนที่นั่นมีชีวิตเหมือนคนแถวบ้านนาของฉันหรือไม่

ช่วงจังหวะนั้นผู้ชายคนหนึ่งก็หันมาคุยกับหนุ่มคนนี้ ซึ่งก็ไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นภาษาที่ฉันไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย บางครั้งก็ดูเหมือนภาษาไทย แต่เป็นคำสั้น ๆ และพูดเร็วมาก ฉันฟังไม่รู้เรื่อง และก็ไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร

ชายหนุ่มคนนี้หันมามองฉันอีกครั้ง และก็ชอบถามเรื่องส่วนตัวของฉันอยู่ตลอด

“น้องพักอยู่กับใครครับ”

“พี่ชายค่ะ”

“พี่ชายจริงๆ หรือเปล่าครับ”

“จริงค่ะ” ฉันตอบสั้น ๆ แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรอีก และก็เดินไปเอาน้ำแข็งมาไว้ที่โต๊ะ จากนั้นก็เดินมายืนอยู่ที่เดิม

“คืนนี้หลังเลิกงาน ให้พี่ไปส่งไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากค่ะ พอดีพี่ชายมารับนะคะ”

“พี่ชายคงจะหวงน่าดูเลยนะครับ”

ฉันพยักหน้า ยิ้มนิดหนึ่ง ไม่รู้ว่าพี่รองหวงหรือห่วงฉันบ้างไหม รู้แต่ว่าพี่รองจะมารับฉันหลังเลิกงาน

ยิ่งดึกอากาศก็ยิ่งหนาว แม้ว่าจะมีลูกค้าเต็มทุกโต๊ะ ควันบุหรี่ที่คลุ้งเต็มไปหมด แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ฉันอุ่นเลยสักนิด ฉันไม่ชอบควันบุหรี่ที่สุด เพราะมันทำให้ฉันลืมตาไม่ค่อยขึ้น และเวียนหัวมากทีเดียว

พอใกล้เวลาร้านจะปิด ลูกค้าทั้งสามคนก็ขอบิลค่าอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด ฉันยื่นบิลในใส่ถาดให้ลูกค้าและก็เดินเลี่ยงเอาขวดโซดาไปเก็บ จากนั้นก็กลับมาโต๊ะ

ราคาอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดประมาณหนึ่งพันเจ็ดร้อยบาท ฉันรับเงินมากล่าวขอบคุณตามมารยาท และก็เดินเอาเงินไปให้แคชเชียร์

“โต๊ะนี้ทิปหนักนะน้อง ทำตัวน่ารัก ๆ หน่อยนะ”

แคชเชียร์บอกฉัน ส่งยิ้มอย่างมีความหมายมาให้ แต่แปลกฉันกลับตีความหมายบนรอยยิ้มนั้นไม่ออก รู้แต่ว่าโต๊ะนี้ใจดี อาจจะให้เงินทิปเยอะ

ฉันเดินเอาเงินมาวางไว้ที่โต๊ะ กล่าวขอบคุณอีกครั้ง และก็ถอยห่างมายืนที่มุม ชายหนุ่มคนหนึ่งหยิบเงินยื่นให้ฉัน

“ของน้องครับ ขอบใจมากที่ดูแลโต๊ะพี่”

“ไม่เป็นไรคะพี่” ฉันปฏิเสธเขา ไม่รู้จะรับดีไหม เพราะเป็นจำนวนเงินที่มากทีเดียว

“พี่ให้น้อง เป็นเงินทิป รับไว้เถอะนะครับ”

ฉันยิ้มอ่อนโยน ยกมือไหว้ด้วยความนอบน้อม และแบมือรับเงินด้วยความซึ้งใจ เงินที่ชายหนุ่มวางบนมือของฉัน และสัมผัสมืออุ่น ๆ ที่เขาส่งผ่านมือของฉัน ทำให้มือที่เคยเย็นอยู่แล้ว กลับเย็นมากขึ้น หัวใจร้อนวูบวาบอยู่ตลอด รีบชักมือกลับมาอย่างเร็ว ตามองหน้าชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ แอบกลัวว่าตัวเองจะถูกลูกค้าแกล้งเหมือนกับเพื่อน ๆ ที่เคยทำงานในร้านเคเอฟซีด้วยกัน

“ไม่ต้องกลัวหรอกนะน้อง พี่ไม่ทำอะไรหรอก” ชายหนุ่มปลอบใจ คงจะรู้ว่าฉันไม่คุ้นกับภาพชีวิตแบบนี้

ฉันถอยห่างมายืนอยู่ตรงจุดเดิม รู้สึกหน้าแดงเรื่อ ๆ ที่ได้ยินชายหนุ่มคนนั้นพูด ใจก็คิดไปเรื่อยเปื่อยว่าตนเองจะทนทำงานที่นี่ได้นานแค่ไหน รู้สึกเริ่มไม่ชอบการกระทำของลูกค้าคนนี้มากนัก การแตะเนื้อต้องตัวเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กเสิร์ฟบางคน แต่สำหรับฉันแล้ว รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องเอาเสียเลย

ชายหนุ่มทั้งสามคนลุกขึ้น ยิ้มให้ฉันอีกครั้ง

“แล้วพี่จะกลับมาที่นี่อีก หวังว่าคงได้เจอน้องอีกนะครับ”

ฉันพยักหน้ายิ้มรับ แต่ใจรู้สึกไม่ค่อยดีมากนัก

“ขอบคุณมากค่ะ”

ชายหนุ่มคนนี้หันมามองฉัน ยิ้มอย่างเป็นมิตรก่อนเดินจากไป หลังจากที่ไม่มีลูกค้า ฉันก็เริ่มเก็บกวาดโต๊ะให้เรียบร้อย ส่วนลูกค้าโต๊ะอื่น ๆ ก็ทยอยกลับบ้านไป ทำให้ร้านเริ่มซาลง ฉันยืนนับเงินทิปที่ได้ทั้งหมดของคืนแรก สองร้อยห้าบาท เป็นอะไรที่ดีใจมาก ๆ ซึ่งเงินจำนวนนี้มากว่าเงินค่าแรงขั้นต่ำที่ฉันเคยทำในโรงงานเสียอีก

หลังเลิกงานฉันก็ไปยืนรอพี่รองที่หน้าห้าง พอพี่รองขับรถมาจอด ก็ถามฉันด้วยความเป็นห่วง

“งานเป็นยังไงบ้าง ลูกค้าใจดีไหม”

“ใจดีค่ะ ทุกคนน่ารัก ลูกค้าให้เงินณัฐตั้งสองร้อยกว่าบาทแหนะ”

“ดี ๆ ประหยัดเอาไว้เสียล่ะ อย่าฟุ่มเฟือยรู้ไหม”

“ค่ะ หนูให้พี่รองหนึ่งร้อยนะ ส่วนอีกหนึ่งร้อยหนูจะเก็บไว้ใช้”

ฉันหยิบเงินให้พี่ชายหนึ่งร้อยบาท ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้ใช้เอง พี่รองรับเงินใส่ในกระเป๋ากางเกงและก็พาฉันขับรถกลับมาบ้าน

คืนนั้นฉันนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย คิดถึงพ่อ คิดถึงเพื่อน และก็คิดถึงหนุ่ม ผู้ชายคนหนึ่งที่ดีที่สุดสำหรับฉัน ผู้ชายที่ฉันรู้จักเมื่อครั้งที่ทำงานอยู่พระประแดง ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับพี่รอง ฉันไม่ได้ติดต่อไปหาหนุ่มและเพื่อนคนไหนเลย เพราะเกรงพี่รองจะเคือง พี่รองต้องการแยกฉันออกมาจากพระประแดง และไม่ต้องการให้ฉันเกี่ยวข้องกับชีวิตตรงนั้นอีก ฉันไม่ค่อยเข้าใจทำไมพี่รองถึงไม่ชอบให้ฉันไปอยู่กับเพื่อน ๆ พี่รองคงต้องการให้ฉันอยู่ในสายตาตัวเองตลอด แต่พี่รองคงไม่รู้หรอกว่า โลกภายนอกที่ฉันไปเผชิญมาวันนี้มันน่ากลัวแค่ไหน หากพี่รองเก็บฉันไว้ในโลกแคบ ๆ ชีวิตของฉันอาจจะเป็นอันตรายก็ได้ เพราะความไร้เดียงสา และความที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจจะทำให้ฉันพลาดพลั้งชีวิตในวันหนึ่งก็ได้

ก่อนหลับตาลงในคืนนั้น ฉันอดไม่ได้ที่จะคิดถึงใบหน้าของลูกค้าหนุ่มที่มาจากปักษ์ใต้ คิดถึงน้ำเสียงที่ลูกค้าคนนี้พยายามเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับบทเพลงเพื่อชีวิตให้ฉันได้เข้าใจ แม้ว่าฉันจะไม่รู้เกี่ยวกับปักษ์ใต้มาก่อน แต่ในคืนนั้นผู้ชายคนนี้ทำให้ฉันได้รู้ว่า บทเพลง "เรือรักระดาษ" เป็นเพลงของวงมาลีฮวนน่านั่นเอง

* กี่ปีแล้วที่เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นกับตัวฉัน แต่แปลกฉันกลับลืมฉากชีวิตส่วนตรงนี้ไม่ได้เลย และก็ไม่เคยคิดจะลืมเสียด้วยซ้ำ บทเพลงมาลีฮวนน่าค่อย ๆ บรรเลงไปตามจังหวะ ฉันหลับตาลงช้า ๆ เห็นภาพมากมายวิ่งเข้ามาให้ระลึกถึง ในชีวิตของฉันไม่ได้ผูกพันแค่เสียงเพลงของคนปักษ์ใต้เท่านั้น แต่ในอดีตฉันเคยมีความผูกพันกับคนใต้หลายอย่าง

ใช่สิฉันเคยใช้ชีวิตที่นั่นสองปีเต็ม ๆ เคยมีคนรักเป็นคนปักษ์ใต้ เคยหัดแหลงใต้กับทุก ๆ คนที่รู้จัก เคยเรียนหนังสือกับเพื่อน ๆ ที่ห้อมล้อมไปด้วยคนใต้ เคยนั่งดูโนราห์และหนังตะลุงในงานเดือนสิบ เคยเที่ยวงานชักพระที่ยิ่งใหญ่ในวัดพระธาตุฯ และอีกหลายๆ อย่างที่ฉันประทับใจ ฉันยอมรับว่าชอบทานขนมลา ขนมไข่ปลา และชอบอาหารปักษ์ใต้เป็นอย่างมาก ฉันชอบธรรมชาติที่สวยงามในเมืองปักษ์ใต้ ชอบทะเล ชอบภูเขา ชอบน้ำตก และชอบเสียงดนตรีที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เพราะเสียงเพลงเพื่อชีวิตเหล่านี้ มันเรียกความทรงจำที่งดงามของฉันกลับคืนมาอีกครั้ง *









Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones