dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "ร้องไห้กับฉัน"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนที่เธอไม่รัก"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
bulletMusic Hidden in the Memory "ช่างไม่รู้เลย"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


Music Hidden in the Memory "รักเธอ"

บทเพลง "รักเธอ" ของ "แซ้งค์ ปฏิวัติ เรืองศรี" บรรเลงไปตามจังหวะ น้ำเสียงร้องของคนร้องช่างมีเสน่ห์ชวนให้หลงใหล เนื้อหาของเพลงนี้บ่งบอกถึงความรักของผู้ชายคนหนึ่งที่มอบให้หญิงที่รัก เป็นความรักที่ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ขอแค่ได้รักก็มีความสุขมากพอแล้ว เพลง "รักเธอ" ไม่ใช่แค่เพลงธรรมดาทั่วไป แต่เป็นเพลงประกอบละครเรื่อง "ศิลามณี" ด้วย

ฉันและเพื่อน ๆ ที่ทำงานในโรงงานต่างก็ติดละครเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งละครเรื่องนี้คนที่รับบท "เจ้าหญิงแสนงาม" ก็คือ สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ส่วนพระเอกก็คือ โดโด้ ยุทธพิชัย ชาญเลขา เพื่อนรักของฉันหลายคนชอบพระเอกและนางเอกเป็นอย่างมาก แต่แปลกฉันกลับชอบพระเอกรองมาก ซึ่งพระเอกรองคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น แซ้ง ปฏิวัติ คนที่ร้องเพลง "รักเธอ" นั่นเอง และเพลงนี้ก็ใช้ประกอบละครเรื่องศิลามณีเสียด้วย

ทุกครั้งที่ฉันได้ฟังเพลงนี้ ทำให้ฉันนึกถึงใบหน้าผู้ชายคนหนึ่ง คนที่เคยเข้ามาในชีวิตให้ฉันได้รู้จักในช่วงเวลาสั้น ๆ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ฉันก็ยังจดจำเรื่องราวและความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กันได้ตลอด "หนุ่ม" ชื่อสั้น ๆ แต่ก็มีคุณค่าในความทรงจำของฉันมากทีเดียว คุณค่าที่ให้ฉันได้ระลึกถึงทุกครั้งที่ได้ยินบทเพลงรักเพลงนี้

หลังจากที่เพ็ญและวรรณช่วยเหลือฉันให้ได้เข้าไปทำงานในโรงงานพลาสติกแถว ๆ พระประแดง ฉันก็ตั้งใจทำงานเป็นอย่างดี โดยที่ไม่เคยขาดลางานเลยแม้แต่วันเดียว และก็ทำงานล่วงเวลาทุกครั้งที่เจ้าของโรงงานต้องการ พอเวลาผ่านไปสักพัก ฉันก็เริ่มปรับตัวเข้ากับสภาพชีวิตในสังคมได้มากขึ้น เรื่องอาหารการกินก็ไม่เคยมีปัญหาแต่อย่างใด ยามที่ลำบากก็กินกันตามมีตามเกิด โดยที่ไม่เคยบ่นเลยสักคำ

ขณะที่ฉันและเพื่อน ๆ นั่งทำงานอยู่ที่ชั้นสอง ฉันก็ได้ยินเพื่อน ๆ สาวที่อยู่ชั้นสามพากันแซวใครสักคนที่ชั้นล่าง เปี๊ยกและน้าวัฒน์ซึ่งทำงานอยู่กะเดียวกับฉันพากันเดินไปดู ทั้งสองคนอมยิ้มให้กับคนที่อยู่ด้านล่าง ฉันไม่รู้หรอกว่า เปี๊ยกอมยิ้มให้ใคร และด้วยความอยากรู้จึงชะเง้อหน้าลงไปดูที่หน้าต่างด้านหน้า

หนุ่มร่างสูงโปร่ง ผมยาวประบ่า เข้ากับรูปหน้าที่ดูดีพอควร ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้คนที่สนทนาด้วยชอบอกชอบใจไม่น้อย ผู้ชายคนนี้ยืนอมยิ้มกับเพื่อนชายสองคนที่ด้านหน้าประตูทางเข้าโรงงาน ซึ่งก็มีพี่เทพและพนักงานชายหลายคนกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน ทันทีที่สบตากัน ผู้ชายคนนี้ก็หันมาส่งยิ้มให้ฉันอย่างเร็ว ซึ่งฉันเองก็เผลอส่งยิ้มให้เขาด้วย และก็รีบหลบหน้าทันที แต่เพราะเปี๊ยกยืนอยู่ข้างหลังโดยที่ฉันไม่รู้ตัว ทำให้หัวของฉันกับหัวของเปี๊ยกชนกันอย่างแรง

โป๊ก

ฉันลูบหัวเบา ๆ เพราะรู้สึกเจ็บเหลือเกินกับแรงชน ส่วนเปี๊ยกนั้นก็คงจะเจ็บไม่น้อยไปกว่าฉัน

“อะไรเปี๊ยก มายืนอยู่ข้างหลังทำไมไม่บอกพี่บ้าง ไม่ให้ซุ่มไม่ให้เสียงกันเลยนะเรา ดูสิ โคตรเจ็บเลย ไม่รู้หัวโนหรือเปล่า”

“พี่ณัฐนั่นแหละ หลบอะไร ทำยังกะเห็นผีนั่นแหละ”

ฉันหัวเราะแหะ ๆ เพราะไม่รู้จะบอกเปี๊ยกยังไงดี จะบอกว่าฉันหลบรอยยิ้มผู้ชายคนข้างล่างนะหรือ ฉันก็อาจจะถูกเปี๊ยกแซวเล่นเป็นแน่ ยิ่งเปี๊ยกชอบจับคู่คนนั้นคนนี้ให้กับพนักงานในโรงงานบ่อย ๆ ฉันยิ่งต้องระมัดระวังตัวเองให้มาก

“เปล่า พี่ไม่ได้หลบอะไร” และฉันก็เดินกลับมานั่งที่เครื่องตัดพลาสติกตามเคย ซึ่งฉันเป็นคนคุมงานเครื่องนี้เพียงคนเดียวเท่านั้น

เปี๊ยกชะเง้อหน้าไปดูอีกครั้ง ก็ไม่เห็นมีใครอยู่ข้างล่าง นอกจากสองหนุ่มหน้ามนที่เพิ่งจะมาสมัครงานทำในโรงงานแห่งนี้

“พี่ชื่ออะไรเหรอ” เปี๊ยกตะโกนถาม

“ชื่อหนุ่ม แล้วน้องล่ะ” เสียงชายหนุ่มถามกลับมา

“ผมเปี๊ยกครับ”

“แล้วสาวคนตะกี้ล่ะ”

เปี๊ยกยิ้มทันที “อ้อ! ชื่อพี่ณัฐ ว่าแต่พี่หนุ่มสนใจจะจีบหรือเปล่า พี่ณัฐยังไม่มีแฟนนะพี่”

“จริงดิ๊ อย่ามาอำกันเล่นน๊ะ”

“จะอำทำไมล่ะพี่ พนันก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่งไหมล่ะ”

ฉันได้ยินทุกถ้อยคำที่เปี๊ยกสนทนากับผู้ชายชื่อหนุ่ม และก็มองค้อนให้เปี๊ยกเป็นระยะ ๆ หวังจะใช้สายตาข่มขู่ให้เปี๊ยกเลิกทำตัวเป็นกามเทพเสียที แต่เปี๊ยกใช่จะหยุด แถมเอาเรื่องฉันไปเล่าให้ผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ได้ฟังอีกด้วย

“เปี๊ยก หยุดเดี๋ยวนี้นะ ถ้าไม่หยุดเดี๋ยวมะเหงกลอยแหละ แล้วจะหาว่าพี่ไม่เตือน” ฉันตะโกนบอกเปี๊ยก เพราะรู้สึกรำคาญกับนิสัยกามเทพของเปี๊ยกเสียเหลือเกิน

เปี๊ยวหัวเราะสนุกสนาน หันมามองฉันด้วยความกลัว และก็ค่อย ๆ เดินกลับมาคุมเครื่องของตัวเอง แต่ช่วงระหว่างเดินผ่านนั้น เปี๊ยกก็เดินมาที่เครื่องของฉันเสียก่อน

“พี่ณัฐ....พี่ณัฐ ผู้ชายคนนั้นเขาสนใจพี่แหนะ”

“บ้า ไม่ต้องมาพูดเลยนะเปี๊ยก”

“นี่พี่ณัฐ ผมไม่ได้บ้านะ พี่หนุ่มสนใจพี่จริง ๆ”

“ไม่ต้องมาพูดเลยเปี๊ยก พี่ไม่ชอบ เข้าใจไหม”

“แต่พี่หนุ่มเขาสนใจพี่นะ พี่ไม่ชอบเขาเหรอ” เปี๊ยกยังคงพูดหยอกเย้าฉันอยู่เรื่อย ๆ

ฉันทำทีไม่สนใจ แต่ไม่เข้าใจทำไมต้องรู้สึกเขินอายสายตาผู้ชายคนนั้นด้วย พยายามนึกถึงหน้าวายุเข้าไว้ ซึ่งวายุเป็นผู้ชายที่ฉันรักมาก และเป็นรักแรกของฉันเสียด้วย อีกอย่างช่วงเวลานั้นฉันไม่อยากจะให้ใครเข้ามาแทรกตรงกลางใจในตอนนี้ และก็ทำเป็นไม่ได้ยินสิ่งที่เปี๊ยกบอก พอเปี๊ยกเห็นฉันไม่สนใจก็เดินกลับไปทำงานเหมือนเดิม

พอตกเย็นฉันก็ลงไปเข้าห้องน้ำที่ชั้นล่าง และก็ต้องเดินผ่านผู้ชายกลุ่มนั้นด้วย ฉันรู้สึกประหม่าเหลือเกินที่ต้องเดินผ่านกลุ่มผู้ชาย ทั้งที่แต่ก่อนไม่เคยรู้สึกแบบนั้นเลย และก็ไม่กล้าสบตาผู้ชายสักคน แกล้งเดินทำเหมือนกับว่าถนนสายนั้นไม่มีคนมีชีวิตอยู่รอบข้าง

“ชื่อณัฐเหรอ” เสียงถามจากผู้ชายชื่อหนุ่ม ทำให้ฉันหันไปมองหน้าเขานิดหนึ่ง ไม่ได้พูดจา แต่พยักหน้ายิ้มนิดๆ

“ผมชื่อหนุ่มครับ”

“ไม่ได้ถาม” ฉันรีบตอบทันที

“แต่ผมอยากบอกให้คุณรู้”

ฉันไม่สนใจสิ่งที่หนุ่มพูดและก็เดินไปเข้าห้องน้ำอย่างเร็ว พอเสร็จธุระก็ขึ้นไปที่ห้องพักพนักงาน เพื่อที่จะฝากวรรณช่วยซื้อกับข้าวตอนเย็นมาให้ด้วย พอเปิดประตูเข้าไปที่ห้องพักก็เห็นน้องต้อยและเพื่อนสาวอีกสองสามคนยืนแซวพนักงานใหม่กันอย่างสนุกสนาน ฉันได้แต่อมยิ้มสบตาเพื่อนสนิท

“เห็นพนักงานใหม่หรือเปล่า คนที่ชื่อหนุ่มนะ น้องต้อยเขาจองนะเธอ” วรรณกระซิบบอก

ฉันแทบจะกลั้นหัวเราะ ผู้ชายคนนี้เพิ่งจะเข้ามาสมัครงานที่นี่ และก็ยังไม่ได้ทำงานเลย จู่ ๆ ก็มีสาว ๆ จับจองแล้วหรือนี่

“ตามสบายเลยจ้า”

น้องต้อยหันมามองหน้าฉัน “พี่ณัฐ ตะกี้พี่หนุ่มคุยอะไรกับพี่เหรอ เห็นเขามองตามหลังพี่ตลอดเลยนะ”

“ก็แค่ถามชื่อเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรหรอกจ้า”

“จริง ๆ นะพี่ ผู้ชายคนนี้หนูจองได้ไหมพี่”

“ถามพี่ทำไม ก็ไปถามเขาสิ พี่ไม่ใช่เจ้าของ ๆ เขาซะหน่อย”

“เอ้า! หนูก็บอกพี่ไว้ก่อน เผื่อเขาคิดจะจีบพี่ขึ้นมา พี่จะได้รู้ว่าหนูรักเขา”

“ไม่ต้องห่วงหรอกน้องรัก พี่ไม่ชอบผู้ชายคนไหนที่เพื่อนชอบอยู่แล้ว พี่ถือคตินะ ไม่รักผู้ชายที่เพื่อนรัก...และก็ไม่แย่งแฟนเพื่อนด้วย”

“แบบนี้ค่อยโล่งอกหน่อย หนูน๊ะกลั้ว..กลัว เกรงว่าพี่หนุ่มจะรักพี่เสียอีก” น้องต้อยบ่นพลางทำตาละห้อย

“ไม่ต้องห่วงหรอกจ้า เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะพี่รักวายุ น้องต้อยก็รู้ไม่ใช่เหรอ”

“อ้าว! ก็พี่เพิ่งอกหักจากพี่วายุไม่ใช่เหรอ” น้องต้อยถามอย่างข้องใจ

“อกหักหรือเปล่าพี่ไม่รู้ สิ่งที่พี่รู้ก็คือพี่ไม่สามารถรักใครได้หรอก มีแต่วายุอยู่ในใจ”

“ฮึ่ม....รักตราตรึงจังเลยนะคะ”

“จ้า”

ฉันยอมรับว่ายังทำใจเลิกรักวายุไม่ได้สักที หัวใจของฉันตอนนั้นปักใจอยู่กับรักแรกเท่านั้น หลังจากที่คุยกับเพื่อน ๆ เสร็จ ฉันก็กลับเข้าไปทำงานจนหมดกะ พอเลิกงานก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นก็นั่งทานข้าวกับเพื่อนผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็มีเปี๊ยกมานั่งทานข้าวที่ห้องด้วย เปี๊ยกไม่ได้พักอยู่กับห้องหนุ่ม ๆ ในโรงงานแต่อย่างใด และก็อาศัยอยู่ห้องเดียวกับน้าวัฒน์ ซึ่งน้าวัฒน์เป็นชายไม่จริงหญิงไม่แท้ที่อายุมากแล้ว แต่ก็มีความรักและเอ็นดูเปี๊ยกเหมือนน้องชายคนหนึ่ง



ช่วงวันหยุดทุกวันอาทิตย์ถ้างานไม่เร่ง พนักงานทุกคนก็ได้หยุดพัก ฉันและเพื่อน ๆ มักจะพากันไปเที่ยวสวนจัตุจักร และนัดพบกับญาติพี่น้องเพื่อนฝูงแถวบ้านเป็นประจำ ซึ่งนาน ๆ ครั้งจะได้พบเจอกัน อาทิตย์นี้เฮียเจ้าของโรงงานบอกกับพวกฉันว่า งานที่ผลิตอยู่ตอนนี้มีมากเกินเป้าที่ตั้งเอาไว้ จึงให้พวกฉันหยุดพัก ฉันและเพื่อน ๆ ดีใจเป็นอย่างมาก และก็รีบพากันโทรนัดเพื่อน ๆ แถวบ้านทันที เพราะอยากเห็นหน้าเพื่อน ๆ ที่ไม่ได้พบนานหลายปี

เพ็ญและแฟนก็ไปเที่ยวสวนจัตุจักรกับพวกฉันด้วย ฉันและเพื่อน ๆ นั่งรถสองแถวจากปากซอยที่พักไปต่อรถเมล์ที่พระประแดง ซึ่งก็ต้องขึ้นทางด่วนไปด้วย จากนั้นพวกฉันก็พากันมาลงที่ป้ายตึกทหารไทย พอไม่นานก็พากันเดินมาที่จุดที่เป็นนาฬิกาดิน (จัตุจักรยุคปีเก่าก่อน) ทันทีที่เดินมาถึงจุดหมาย ฉันและเพื่อนๆ ผู้หญิงต่างก็พากันยิ้มไม่หุบ เพราะได้เจอเพื่อน ๆ เก่าที่เคยเรียนสมัยประถมศึกษาด้วยกันหลายคน และเพื่อนเหล่านี้ต่างก็มาทำงานในกรุงเทพนานหลายปี

เพื่อนผู้ชายหลายคนที่เคยเป็นคู่กัดกับฉันตอนเด็ก ๆ นิสัยก็เปลี่ยนไปมาก แต่ละคนสุภาพอ่อนโยนและเป็นผู้ชายที่ใจกว้างมาก ๆ เพื่อนเหล่านี้พากันซื้อขนมและอาหารเลี้ยงฉันและเพื่อน ๆ ผู้หญิงตลอด ซึ่งพวกฉันก็หยิบเงินช่วยออกค่าอาหาร แต่ก็ไม่มีใครยอม ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

"ไม่ต้องหรอก นาน ๆ เจอกัน ขอเพื่อนเลี้ยงเอง"

ฉันและเพื่อนสาวซาบซึ้งน้ำใจที่เพื่อนบ้านเดียวกันมอบให้เป็นอย่างมาก พวกเรานั่งคุยกันจนถึงช่วงบ่าย จากนั้นก็พากันขึ้นรถกลับโรงงานของตัวเอง พอลงจากรถที่แยกพระประแดง พวกเราก็พากันนั่งรถโดยสารเล็กมาลงที่ตลาดบางครุ จากนั้นก็แวะซื้ออาหารก่อนจะพากันนั่งสามล้อปั่นเข้าไปในปากซอย พอมาถึงโรงงานก็พากันเอาข้าวของเก็บและนอนพักนิดหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พากันแบ่งหน้าที่ของแต่ละคนทำกับข้าวในตอนเย็น

ในเย็นวันนั้นฉันและเพื่อน ๆ พากันทำต้มยำไก่และก็ผัดพริกหมู เนื่องมาจากต้มยำไก่มีเยอะมา พวกเราทุกคนจึงตักแบ่งไปให้พี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่พักอาศัยอยู่แถวนั้น ฉันอาสาถือต้มยำไก่ไปให้ป้าสาที่ห้องพัก เพราะรู้สึกสนิทสนมและถูกชะตากับป้าสากว่าใคร ๆ

ป้าสากับลุงหนวดเป็นคู่สามีภรรยาที่มาจากภาคอีสาน ทั้งสองคนทำงานในโรงงานนี้มานานหลายปี ทั้งสองคนมีลูกสามคนซึ่งอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัด ฉันชอบคุยกับป้าสาและชอบฟังเรื่องเล่าของป้าสาด้วย ป้าสามักจะสอนฉันหลายอย่าง ซึ่งฉันก็ได้แต่นั่งฟังและคิดตามไปด้วย

“พากันไปเที่ยวไซมาล่ะหนูนาง” ป้าสามักจะเรียกฉันว่าหนูนาง

“นางไปเที่ยวสวนจตุจักรคะป้า ไปพ้อดหมู่คนบ้านเดียวกันค่ะ” ฉันตอบป้าสาเป็นภาษาอีสาน

“หมู่ผู้บ่าวหรือผู้สาวล่ะ” ป้าสาถามยิ้มนิด ๆ

“ผู้บ่าวค่ะ เรียนนำกันตั้งแต่นางโตน้อย ๆ เป็นญาติกันนำ”

“ดีแล้วล่ะ อย่าไปหัดฮักผู้บ่ายเลย อายุยังน้อย ทำงานเก็บเงินเรียนให้จบสูง ๆ เด้อนาง”

ถึงแม้ว่าป้าสาจะเรียนจบแค่ชั้นประถม แต่เรื่องความคิดความอ่านก็กว้างไกลพอสมควร ป้าสาไม่ค่อยสุงสิงกับใครในสังคมโรงงาน คนที่เธอสนิทกว่าใคร ๆ ก็มีแต่ฉันเพียงคนเดียว ส่วนสามีของป้าสา (ลุงหนวด) เป็นผู้ชายเจ้าเนื้อนิดหนึ่ง ไว้นวดยาวจนดูน่าเกรงขามในสังคมโรงงาน จากที่ได้พูดคุยกันนั้น ป้าสาและลุงนวดเป็นคู่สามีภรรยาที่ใจดีกับฉันมาก ๆ

“ขอบใจ๋หลาย ๆ เด้อหนูนาง ต้มยำเป็นตาแซ่บเนาะ” ป้าสาบอกฉันก่อนจะเดินเอาถ้วยมาคืนให้

“บ่เป็นหยั่งคะ พวกนางเฮ็ดเอง คิดว่าคงสิแซ่บอยู่หรอก"

"เดี๋ยวป้าสิเอิ้นลุงหนวดให้มากิ้นข้าวนำกัน"

"ตามสบายคะป้า เดี๋ยวนางขอโตกลับก่อนเด้อค่ะ” ฉันบอกป้าสาก่อนที่จะเดินกลับมาที่ห้อง

เมื่อทุกคนพร้อม พวกเราก็นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน พอทานอาหารเสร็จแล้ว ฉันและวรรณก็เอาจานไปล้างที่ด้านล่าง ซึ่งในตอนนั้นก็มีพี่ตี๋ ซึ่งเป็นหลานชายของเจ้าของโรงงานล้างรถอยู่ด้านหน้าโรงงานด้วย พี่ตี๋ชอบหันมามองวรรณ ทั้งสองคนส่งสายตาให้กันเหมือนต้องการสื่ออะไรบางอย่าง ฉันสังเกตเห็นตลอด จึงอดสงสัยไม่ได้

“เธอชอบพี่ตี๋เหรอวรรณ” ฉันกระซิบถามวรรณ ขณะที่ล้างจานไปด้วย

“ก็น่ารักดีนะ เราไม่กล้าคิดหรอก” วรรณตอบ แต่ท่าทีเขินอายไม่น้อย

“พี่ตี๋ก็มีท่าทีเหมือนชอบเธอนะ”

“จริงเหรอ เธอคิดแบบนั้นจริง ๆ เหรอ”

“ดูแววตาก็รู้ ถ้าไม่ชอบพี่ตี๋ไม่หันมามองเธอบ่อย ๆ หรอกวรรณ” ฉันบอกเพื่อน เพราะรู้สึกแบบนั้น

ขณะที่นั่งล้างจานและคุยกับวรรณอยู่นั้น หนุ่มเดินเข้ามาที่ทางเข้าห้องพัก ในมือถือถุงพลาสติกที่มีมะม่วงเขียวเสวยหลายลูก ฉันหันไปมองนิดหนึ่ง พอเห็นหนุ่มส่งยิ้มให้ ก็อดที่จะยิ้มตอบไม่ได้

“ฝากใครเหรอ” วรรณแกล้งถาม

“ฝากณัฐ เห็นเปี๊ยกบอกว่าณัฐหิวมะม่วง”

ฉันมองหน้าหนุ่มอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน เรื่องที่ฉันบ่นอยากกินมะม่วงให้เปี๊ยกได้ยินเมื่อวานนี้ เปี๊ยกเอาไปบอกหนุ่มตอนไหนก็ไม่รู้ และวันนี้หนุ่มก็ลงทุนซื้อมะม่วงมาให้โดยไม่ถามสักคำ ฉันไม่อยากรับน้ำใจจากหนุ่มเอาไว้ เพราะไม่อยากให้หนุ่มรู้สึกว่าฉันมีใจให้เขา ยิ่งน้องต้อยแอบชอบหนุ่มอยู่ด้วย ฉันจึงไม่อยากทำร้ายจิตใจรุ่นน้อง และก็เลือกที่จะปฏิเสธ

“ณัฐรับไม่ได้หรอกนะหนุ่ม มันมากเกินไป หนุ่มเอาไปให้เพื่อน ๆ กินเหอะ”

หนุ่มยังคงยืนอยู่ที่เดิม “ผมตั้งใจซื้อมาฝากณัฐนะ รับไว้เถอะครับ”

“น้องต้อยก็อยากกินมะม่วง หนุ่มเอาขึ้นไปให้น้องต้อยไม่ดีกว่าเหรอ”

หนุ่มส่ายหัว ไม่เห็นด้วยกับที่ฉันบอก “ผมตั้งใจซื้อมาให้ณัฐนะ ณัฐก็เอาไปแบ่งน้องต้อยกินสิ”

วรรณหันมามองหน้าฉัน เหมือนต้องการจะบอกอะไรฉันสักอย่าง ฉันเริ่มมั่นใจแล้วว่าหนุ่มไม่ได้คิดอะไรกับน้องต้อยเลย และสิ่งที่เปี๊ยกพร่ำพูดกับฉันทุก ๆ วัน “พี่หนุ่มรักพี่ณัฐ ไม่ใช่พี่ต้อย” มันก็เป็นจริง ไม่อย่างงั้นหนุ่มไม่ไปซื้อมะม่วงมาฝากฉันแน่นอน

“รับไว้เถอะณัฐ หนุ่มอุตส่าห์ซื้อมาฝาก” วรรณหันมาบอกฉัน

ฉันเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของหนุ่มนิดหนึ่ง

“ขอบคุณหนุ่มมาก ๆ นะสำหรับมะม่วง วันหน้าอย่าลำบากอีกเลย บอกตรง ๆ ณัฐเกรงใจหนุ่มมาก รู้ไหม”

“ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ แค่นี้เล็กน้อย”

หนุ่มตอบพลางหันมายิ้มใจดีให้ฉันและวรรณ จากนั้นก็เดินขึ้นไปที่ห้องพักของตน

ผู้หญิงบางคนอาจจะดีใจที่มีผู้ชายมารักมาชอบ แต่แปลกการที่หนุ่มมารักฉันนั้น กลับทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก ฉันรู้ว่าน้องต้อยรักหนุ่ม และคิดว่าหนุ่มเองก็รู้ว่าน้องต้อยชอบตัวเอง แต่ฉันไม่รู้ว่าน้องต้อยจะรู้ไหมว่าหนุ่มรักฉัน วรรณได้แต่ปลอบใจฉัน ไม่ให้กังวลเรื่องน้องต้อย เพราะบางครั้งเรื่องหัวใจมันบังคับกันไม่ได้ ถ้าหากหนุ่มรักฉันจริง ๆ สักวันหนึ่งน้องต้อยก็คงจะยอมรับเอง

“ถ้าน้องต้อยถาม เราจะบอกแบบไหนล่ะ”

“ก็บอกว่าหนุ่มซื้อมาฝากเธอสิ น้องต้อยจะได้ยอมรับ”

“เรากลัวน้องต้อยเสียใจ ยิ่งน้องเขาคิดกับหนุ่มยังไง เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอวรรณ” ฉันกระซิบบอกเพื่อนสนิท

“แต่หนุ่มเขาไม่ได้รักน้องต้อยนี่หนา เรื่องความรักมันบังคับกันไม่ได้นะ หนุ่มเขารักเธอ ตัวเธอเองก็รู้ ไม่ต้องไปคิดมากเลย” วรรณให้คำแนะนำ
“แล้วถ้าน้องต้อยรู้ความจริงสักวันล่ะ”

“รู้ก็รู้สิ น้องต้อยจะได้ยอมรับความจริง”

“แต่ความจริงมันเจ็บปวดนะวรรณ เราไม่อยากให้น้องเสียใจ” ฉันยังห่วงความรู้สึกของน้องต้อยอยู่มาก

“ไม่ต้องไปห่วงมันหรอก มันก็ชอบของมันไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดจริงจังหรอก มันก็แค่คิดสนุก ๆ แซวเล่น ๆ ไปวัน ๆ” วรรณบอก

“เราจะวางตัวเฉย ๆ วรรณ เราจะไม่คบกับหนุ่มจนกว่าจะแน่ใจว่าน้องต้อยไม่ได้คิดอะไรกับหนุ่ม หรือไม่ก็จะรอจนกว่าน้องต้อยมีผู้ชายคนใหม่”

“ตามใจนะ แต่หนุ่มก็คงไม่ยอมหรอก เขารักเธอ เขาก็คงตามทำสิ่งดี ๆ ให้เธออยู่อย่างนี้ เราว่าวันหนึ่งต้องก็ต้องเข้าใจและยอมรับความจริง เราเชื่อว่าน้องต้อยไม่โกรธเธอหรอก”

ฉันพยักหน้ากับสิ่งที่วรรณบอกเล่า “ปล่อยทุกอย่างไปกับเวลาดีกว่า ถ้าเนื้อคู่หรือสวรรค์สร้างให้รักกัน ก็ต้องได้รักกันสักวัน”

“ถามจริง ๆ เธอรักหนุ่มหรือเปล่า” วรรณถาม

“เปล่า เราไม่ได้รักหนุ่มเลย ถ้าชอบนิสัยนั้น เรายอมรับว่าชอบนิสัยเขา”

“น่ากลัวหนุ่มจะอกหักจากเธอนะเนี่ย”

วรรณพูดจบก็หัวเราะสนุกสนาน ซึ่งก็ทำให้ฉันพลอยหัวเราะไปด้วย ฉันยอมรับว่าไม่ได้รู้สึกรักหนุ่มเลยสักนิด จะมีก็แต่ความรู้สึกชอบและประทับใจในความน่ารักของเขาเท่านั้น ฉันไม่รู้หรอกว่าความรักกับความชอบมันต่างกันอย่างไร แต่ตอนนั้นยอมรับว่าหัวใจยังมีความหวังกับวายุอยู่ตลอด ถึงขนาดที่ฉันไม่กล้าเปิดใจรับใครเข้ามา และคิดว่าสักวันหนึ่งคงได้พบเจอวายุอีกครั้ง และฉันก็เฝ้าคอยให้ถึงวันนั้นเร็ว ๆ

เย็นวันเสาร์นี้ มีหนังกลางแปลงมาฉายที่ลานหน้าปากซอย เนื่องมาจากลูกชายเจ้าของร้านซ่อมเครื่องยนต์บวชพระ ทำให้เจ้าภาพมีน้ำใจนำมโหรสพมาให้ผู้คนละแวกนั้นได้ชมกัน ฉันและเพื่อนๆ ต่างก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้ไปดูหนังกลางแปลง เพราะตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพ ยังไม่เคยมีโอกาสไปดูหนังกลางแปลงเลยสักครั้ง

ตอนเย็นหลังเลิกงานฉันและเพื่อนๆ พากันอาบน้ำแต่งตัวแต่หัวค่ำ พี่เทพอนุญาตให้วรรณและฉันกับเพื่อนสาวหลายคนไปดูหนังกลางแปลงด้วยกัน โดยที่มีเปี๊ยก น้าวัฒน์และหนุ่ม ๆ ในโรงงานไปดูหนังพร้อมกันด้วย

ขณะที่ฉันและวรรณนั่งรอเพื่อน ๆ สาวคนอื่น ๆ ที่ระเบียงด้านหน้า ซึ่งหนุ่มและพี่ตี๋ต่างก็นั่งคุยกันอยู่ที่ระเบียงทางเข้าโรงงาน ฉันไม่รู้หรอกว่าสองหนุ่มคุยอะไรกันบ้าง เห็นแค่หันมายิ้มให้ฉันและวรรรณเป็นระยะ ๆ เท่านั้น

“สงสัยนินทาพวกเราแน่เลย” วรรณเกริ่นขึ้น แต่ตาไม่กล้าหันไปมองสองหนุ่ม

“คงไม่หรอกมั้ง คงจะคุยกันตามประสาหนุ่ม ๆ”

ฉันตอบวรรณ ทำทีไม่สนใจเรื่องที่เพื่อนสนิทกำลังพูดอยู่ เพราะไม่อยากให้เพื่อนคิดหนักเรื่องของพี่ตี๋ ฉันรู้ว่าพี่ตี๋เองก็ชอบวรรณเหมือนกัน แต่ไม่กล้าจีบเพราะเกรงกลัวพี่เทพ ส่วนวรรณก็ไม่กล้าคบกับพี่ตี๋ เพราะเห็นว่าเป็นหลานชายของเจ้าของโรงงาน ทำให้วรรณรู้สึกถึงความแตกต่างทางฐานะ

หลังจากที่เพื่อน ๆ สาวพร้อมกันแล้ว พวกเราก็พากันเดินไปที่หน้าปากซอย โดยที่มีหนุ่ม พี่ตี๋ โอ๊ค เปี๊ยก น้าวัฒน์ และเพื่อนๆ ในโรงงานคนอื่น ๆ ไปเที่ยวพร้อมกัน หนุ่มสาวโรงงานจากโรงอื่น ๆ ก็ไปดูหนังเช่นเดียวกับพวกฉัน พอไปถึงหน้าปากซอยหนังก็เริ่มฉายแล้ว ฉันและวรรณพากันมองหาที่นั่ง พอได้ที่นั่งเหมาะเจาะ ก็พากันมานั่งเป็นกลุ่ม
หนุ่มนั่งอยู่ด้านหลังฉันติด ๆ กับพี่ตี๋ ส่วนโอ๊คนั้นก็นั่งอยู่ด้านหลังน้องต้อย ฉันเห็นน้องต้อยหันมามองฉันเป็นระยะ ๆ

“สลับที่นั่งกันไหมน้องต้อย” ฉันถามน้องต้อย เพราะคิดว่าเขาคงอยากนั่งใกล้กับหนุ่ม

“ไม่เอาหรอกพี่ณัฐ ถึงสลับไปก็แค่นั้น”

น้องต้อยตอบเหมือนเข้าใจกับภาพที่เห็น ซึ่งฉันเองก็ได้แต่พยักหน้า หนุ่มไม่ได้พูดอะไรกับฉัน ส่วนฉันก็นั่งดูหนังเฉย ๆ จะมีก็แต่โอ๊คเท่านั้นที่ชวนน้องต้อยคุยตลอด จนทำให้ฉันและวรรณอดคิดไม่ได้ว่าโอ๊คแอบชอบน้องต้อยหรือเปล่า

“ไม่ใช่โอ๊คจะจีบน้องต้อยเหรอ” เพื่อนสาวคนหนึ่งแซวขึ้น

“ห่วย! จีบอะไรพี่ โอ๊คเป็นคนขี้เล่นอย่างนี้แหละ ไปเอาจริงอะไรกับคำพูดของโอ๊ค”

“แหม๋...โอ๊คอาจจะพูดจริงๆ ก็ได้นะ” วรรณหันไปทางโอ๊ค “น้องต้อยน่ารักจริงหรือเปล่าโอ๊ค”

โอ๊คหัวเราะหึ ๆ ไม่กล้าสบตาน้องต้อย “น่าฮักครับ” และก็ตอบเป็นภาษาอีสาน

“น่าฮัก...หักอกกันหรือเปล่าโอ๊ค” น้องต้อยแกล้งพูดหยอก

“ผมบ่กล้าดอกครับ”

วันนั้นน้องต้อยถูกเพื่อนสาวหลายคนแซวเรื่องโอ๊คตลอด ฉันไม่รู้หรอกว่าน้องต้อยชอบโอ๊คหรือไม่ เพราะท่าทางของเธอยังคงเหมือนเดิม เคยพูดหยอกกับโอ๊คยังไงก็ยังเป็นแบบนั้น

“หนังจบแวะไปกินข้าวต้มด้วยกันนะ” พี่ตี๋กระซิบบอกวรรณ ซึ่งฉันได้ยินชัดเจน ได้แต่อมยิ้มอยู่ในใจ หนุ่มหันมามองฉัน

“พวกผมจะเลี้ยงเอง ไปด้วยกันนะ” หนุ่มบอกฉันอีกครั้ง

“ไม่เอาหรอก เกรงใจ” ฉันบอกหนุ่ม

“อยากเลี้ยงจริงๆ เหรอ” วรรณถามย้ำหนุ่มและพี่ตี๋

“อยากเลี้ยงจริง ๆ”

พี่ตี๋พยักหน้าและตอบรับด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง

ตอนขากลับของวันนั้น ฉันและเพื่อนสาวพากันไปนั่งกินข้าวต้มกับหนุ่ม ๆ ในโรงงาน โดยที่หนุ่ม ๆ พากันเลี้ยงอาหารพวกฉัน ฉันและเพื่อน ๆ พากันเก็บเงินคนละยี่สิบบาทช่วยออกค่าน้ำแทน แต่ปรากฏว่าหนุ่ม ๆ ไม่มีใครรับน้ำใจจากพวกฉันเลย

“บอกว่าเลี้ยงก็เลี้ยงสิครับ เก็บเงินไว้เถอะ” พี่ตี๋บอกวรรณ ซึ่งหนุ่มเองก็พูดคำเดียวกับฉัน พลางหันไปบอกเพื่อนสาวทุกคน

“ขอบคุณมากนะ” ฉันและเพื่อนสาวพูดเป็นเสียงเดียวกัน

“ไม่เป็นไรครับ” พี่ตี๋ตอบพลางยิ้มให้เพื่อนๆ ทุกคน

ช่วงระหว่างที่นั่งทานข้าวกันอยู่นั้น พจน์น้องชายของเพ็ญซึ่งเรียนรุ่นเดียวกันกับน้องต้อยก็เดินมาทักทาย ทำให้น้องต้อยมองตาค้างและยิ้มไม่หุบ

“พจน์จริงๆ เหรอนี่ ไม่น่าเชื่อเลย”

“จำเราไม่ได้เลยเหรอต้อย” พจน์พูดพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม

“โตเป็นหนุ่มหล่อเชียวนะ เราจำไม่ได้จริงๆ”

“เห็นเพ็ญบ้างหรือเปล่าพจน์” ฉันหันไปถามพจน์อย่างคุ้นเคย

“ไม่เห็นเลยพี่ณัฐ สงสัยไปนอนกกแฟนอยู่มั้ง” พจน์ตอบทำทีไม่สนใจ

“ถ้าพจน์เห็นเพ็ญ บอกด้วยนะว่าพี่ถามหา ไม่ได้เห็นหลายวันอดคิดถึงไม่ได้”

“ครับ เดี๋ยวผมจะบอกให้นะพี่”

พจน์หันไปคุยกับน้องต้อยอย่างสนิทสนม “แล้วต้อยหยุดวันไหน”

“ปกติก็วันอาทิตย์นะ ถ้ามีโอทีก็ต้องทำงาน ถ้าไม่มีก็ได้หยุด”

“แล้วเจอธีร์และณพหรือเปล่า” พจน์ถาม

“เพิ่งเจออาทิตย์ก่อน ตอนที่นัดกันไปเที่ยวสวนจตุจักรนะ”

“จริงเหรอ ไม่เห็นพวกนี้ชวนเราบ้างเลย เอางี้ดีกว่า ถ้าวันหน้าต้อยจะไปเที่ยวอีก โทรมาบอกเราบ้างนะ จะได้นัดเจอกัน”

พจน์พูดจบก็เดินไปขอปากกาเจ้าของร้านข้าวต้ม จดเบอร์โทรศัพท์ยื่นให้น้องต้อย พลางส่งยิ้มให้ ก่อนที่จะขอตัวไปทำงานต่อ

“อย่าลืมโทรหาเรานะต้อย”

“ไม่ลืมหรอก โทรไปแน่นอนจ้า”

น้องต้อยยิ้มหวาน มองตามหลังพจน์จนลับตา ฉันและเพื่อนๆ ได้แต่พากันมองหน้าน้องต้อยอย่างสงสัย สลับกับพากันมองหน้าโอ๊คไปด้วยความสงสาร เพราะคิดว่างานนี้โอ๊คอาจจะเสียใจก็เป็นได้ หลังจากที่รับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว พวกเราทุกคนก็พากันกลับห้องพัก

ฉันและเพื่อน ๆ ยังคงทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งนี้เหมือนเดิม พวกเราทุกคนมีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ ฉันยังไม่ได้ติดต่อไปหาพ่อแต่อย่างใด แต่เลือกที่จะส่งจดหมายและส่งเงินไปให้กับพี่กันต์มากกว่า เพราะอยากให้พี่กันต์ได้เอาเงินที่ฉันส่งไปให้นั้นไว้ดูแลพ่อด้วย พอไม่นานข่าวคราวเรื่องลาออกจากงานที่พี่ธนาฝากให้ฉันก็ดังไปถึงหูพี่รอง ทำให้พี่รองไม่พอใจยิ่งนัก และก็สืบหาเบอร์โทรศัพท์ของพี่เทพจากญาติคนหนึ่ง จากนั้นก็ติดต่อมาหาพี่เทพ โดยที่ฝากฝั่งพี่เทพให้ช่วยดูแลฉันด้วย

พี่เทพยังคงให้ความช่วยเหลือและดูแลฉันเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง เวลาที่มีอาหารอร่อย ๆ พี่เทพก็มักจะให้ภรรยาเอาอาหารมาแบ่งปันพวกฉันเสมอ และพวกฉันเองก็แบ่งปันพี่เทพและภรรยาเหมือนกัน

“ณัฐ อาทิตย์นี้อย่าไปไหนนะ เห็นรองโทรมาบอกว่าจะมาหา” ฉันรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากที่พี่เทพบอกว่าพี่รองจะมาหา

“พี่รองติดต่อมาหาพี่เทพเหรอคะ”

“จ้ะ โทรมาเมื่อตอนกลางวัน ตอนที่เราออกจากงานมาทำกับพี่ เรายังไม่ได้โทรบอกพี่ชายหรอกเหรอ”

“เปล่าค่ะ ณัฐไม่กล้าโทรบอกพี่รอง กลัวพี่รองจะตามให้ณัฐไปอยู่ที่รังสิตด้วย ณัฐไม่อยากไปอยู่กับพี่รอง พี่เทพช่วยณัฐหน่อยนะคะ” ฉันตอบพี่เทพด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“เออ ๆ ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปหรอก ทำงานอยู่กับวรรณที่นี่ดีแล้ว จะได้เป็นเพื่อนกัน เดี๋ยวพี่จะพูดกับรองให้เอง”

“ขอบคุณพี่เทพมากค่ะ”

หลังจากที่คุยกับพี่เทพวันนั้น ฉันก็นั่งครุ่นคิดสารพัดอย่าง อยากรู้เหลือเกินว่าอะไรทำให้พี่รองอยากมาหาฉันที่นี่ ช่วงระหว่างที่นั่งคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่ที่ระเบียงด้านหน้าหอพัก หนุ่มก็เดินมายืนข้าง ๆ ฉันหันไปยิ้มให้หนุ่มนิดหนึ่ง ไม่ได้พูดจาอะไรกับเขา

“คิดอะไรอยู่เหรอ” หนุ่มถาม ตายังมองไปยังถนนหนทางด้านหน้า

“เปล่าหรอก”

“ผมมีเรื่องจะคุยกับณัฐ”

“เรื่องอะไร คุยมาเถอะ”

“ณัฐ” หนุ่มเรียกฉันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทำให้ฉันต้องหันไปมองใบหน้าของเขา รอยยิ้มจริงใจบนใบหน้าของหนุ่ม ทำให้อดที่จะยิ้มรับไม่ได้

“มีอะไรก็พูดมาเถอะหนุ่ม ไม่ต้องมาอ้อมค้อมนะ”

“ณัฐเคยรักผมบ้างไหม” หนุ่มถาม แววตาเว้าวอนเหมือนต้องการคำตอบให้ได้

ฉันยืนนิ่ง คิดอยู่สักพัก อยากตอบคำถามอะไรก็ได้ที่ไม่ทำให้หนุ่มเสียใจ แม้ฉันจะไม่ได้รักหนุ่ม แต่ก็ยอมรับว่าชอบนิสัยที่น่ารักของเขา ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายถึงว่าฉันมีใจให้กับหนุ่ม ฉันไม่ยอมเป็นคนเห็นแก่ตัวที่กักขังหัวใจหนุ่มไว้กับตัวเอง เพราะรู้ใจตัวเองดีว่ารักใครอยู่

“หนุ่มเป็นผู้ชายที่น่ารักนะ ใครเป็นแฟนหนุ่มคงจะโชคดีมาก ๆ เลย”

“แต่ผมอยากเป็นแฟนกับณัฐ” หนุ่มตอบน้ำเสียงนุ่ม กึ่งหนักแน่น ตาของเขาหันมามองฉันตลอด เหมือนต้องการคำตอบที่แท้จริง

ฉันอมยิ้มนิด ๆ ไม่รู้ว่าควรจะดีใจไหมที่ได้ยินคำนี้ ฉันเกรงว่าตัวเองอาจจะทำให้หนุ่มเสียใจ ไม่ใช่ว่าฉันจะหักอกหนุ่มหรือทำร้ายจิตใจเขาแต่อย่างใด แต่ที่ฉันกลัวก็คือพี่รองอาจจะดึงฉันไปอยู่ที่อื่น และผลที่ตามมาอาจทำให้หนุ่มเสียใจ

“เราเป็นเพื่อนกันก็ดีแล้วนี่ อย่าเป็นแฟนกันเลย ณัฐไม่อยากทำให้หนุ่มเสียใจ”

ในวันนั้นฉันตอบหนุ่มไปตามที่รู้สึกจริงๆ ฉันยอมรับว่าไม่อยากคบและไม่อยากรักใคร ที่สำคัญฉันไม่อยากทำให้หนุ่มเสียใจไปด้วย และที่ฉันกลัวมากที่สุดก็คือพี่ชาย หากพี่รองรู้ว่าฉันมีผู้ชายมาติดพัน ความไว้วางใจของพี่ชายก็จะไม่มีให้ฉัน เพราะพี่รองไม่ชอบให้ฉันคบหากับผู้ชายคนไหน

“ผมกล้าที่จะรักผู้หญิงสักคน และผมก็ไม่เคยกลัวเจ็บ ผมจะรอณัฐเสมอ”

หนุ่มบอกฉันทิ้งท้าย ก่อนที่จะเดินกลับไปที่ห้องพักของเขา

ในวันนั้นฉันได้มองตามหนุ่มด้วยความสับสนงงงวย หนุ่มยังคงยืนยันที่จะคบหาดูใจกับฉัน สิ่งที่ได้ยินจากหนุ่มนั้น ทำให้ฉันเชื่อมั่นในความรู้สึกของเขามากขึ้น ในตอนนั้นฉันยังไม่ได้มอบความรักให้กับหนุ่ม เพราะหัวใจดวงน้อย ๆ ของฉันยังมีวายุอยู่ในใจเสมอ ความรู้สึกต่าง ๆ ที่ฉันมีต่อวายุนั้นมันยังค้างคาอยู่ที่ใจตลอด หากเมื่อไรที่ฉันรู้ว่าวายุหมดรักฉันแล้วจริงๆ ฉันก็จะพยายามตัดใจ และเปิดใจรับผู้ชายคนใหม่เข้ามาแทนที่ พิเศษสุดก็คงจะเป็นหนุ่มแน่นอน

นับวันที่ทำงานและรู้จักหนุ่มมากขึ้น ฉันยอมรับว่าหนุ่มทำดีกับฉันหลายอย่าง ในบางวันที่ออกไปข้างนอก หนุ่มก็มักจะซื้อของติดไม้ติดมือมาฝากฉันตลอด ทุกคนในโรงงานรู้ว่าหนุ่มรู้สึกอย่างไรกับฉัน ซึ่งก็มีแต่ฉันเท่านั้นที่วางตัวเหมือนเดิม ทุกคนดูไม่ออกว่าฉันรักหนุ่มหรือเปล่า ความจริงของหัวใจนั้นฉันคิดอะไรอยู่ ฉันไม่ได้ปฏิเสธความรักที่หนุ่มมอบให้ แต่ก็ไม่ได้เปิดใจรับอย่างแท้จริง ฉันยังคงให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักที่หนุ่มมีให้ ส่วนฉันก็เลือกที่จะเรียนรู้หนุ่มไปเรื่อย ๆ

วันนี้ก็เช่นเดียวกัน หนุ่มเดินทางกลับมาจากหาพี่ชายอีกซอยหนึ่ง มือก็ถือถุงหิ้วใบใหญ่มาด้วย

“ผมซื้อมาฝากณัฐ” หนุ่มยื่นของให้ ยิ้มสดใส

ฉันยังไม่ได้รับของที่หนุ่มยื่นให้ มองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ

“หนุ่มเอาอะไรมาฝากณัฐเหรอ”

“ก็เปิดดูสิ ณัฐต้องชอบแน่เลย”

“ขอบคุณมากนะ คราวหน้าหนุ่มอย่าลำบากซื้ออะไรมาให้ณัฐเลยนะ บอกตรง ๆ ณัฐเกรงใจ”

ฉันรับของมาและค่อย ๆ เปิดดูด้านใน “มะม่วงเขียวเสวยอีกแล้ว”

“พอดีเห็นเปี๊ยกบอกว่า ณัฐอยากกินนะ ก็เลยซื้อมาฝาก”

“แต่หนุ่มไม่เห็นต้องทำอย่างนี้เลยนะ ณัฐซื้อเองได้”

“ก็ผมอยากให้ณัฐนะ รับไว้เถอะนะ”

ฉันสบตาหนุ่ม ระบายลมหายใจ ยิ่งหนุ่มดีกับฉันมาก ฉันก็ยิ่งเกรงใจเขามากขึ้น

“วันหน้าหนุ่มไม่ต้องซื้ออะไรมาให้ณัฐนะ เก็บเงินเอาไว้นะดีแล้ว”

“จะเก็บไปทำไมเงิน ก็ผมอยากซื้อให้ณัฐ”

“ก็ถ้าหนุ่มมีเงินเก็บเยอะ ๆ หนุ่มก็จะมีอนาคตที่ดียังไงล่ะ”

ฉันหันไปบอกหนุ่มซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ฉันรู้ว่าหนุ่มไม่ค่อยสนใจกับสิ่งที่ฉันพูดมากนัก

เมื่อหนุ่มไม่สนใจในสิ่งที่ฉันหวังดี ฉันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ปล่อยให้เขาทำในสิ่งที่เขาต้องการ ส่วนฉันก็พยายามไม่รับสิ่งของที่เขานำมาให้

เรื่องราวระหว่างฉันและหนุ่มยังเป็นไปด้วยดี หนุ่มยังเป็นผู้ชายที่ดีเสมอต้นเสมอปลายกับฉัน และไม่เคยทำให้ฉันเสียใจเลยสักครั้ง ความรักและความจริงใจที่เขามีให้ฉันนั้น ดูบริสุทธิ์และงดงามมาก ๆ แต่น่าเสียดายที่ฉันเองยังหวาดกลัวกับคำว่ารัก เกรงว่าถ้ารักใครสักคนจะไม่สมหวัง กลัวเหลือเกินว่าพี่รองจะเข้ามาพรากฉันไปจากคนที่รัก

ทางด้านความรักของวรรณและพี่ตี๋ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด วรรณถูกพี่เทพตบหน้าโทษฐานไปดูหนังด้วยกันกับฉันและหนุ่มในวันหยุดที่ผ่านมา ฉันรู้สึกสงสารเพื่อนรักจับใจ ช่วยห้ามปรามการกระทำของพี่เทพแต่ทำไม่ได้มากนัก หลังจากที่พี่เทพตบตีวรรณเสร็จแล้ว ก็พาวรรณนั่งรถออกไปจากโรงงานเสียนาน

ในวันนั้นฉันต้องเข้างานประมาณสองทุ่ม จิตใจก็เฝ้ารอคอยวรรณกลับมา แต่ก็ไม่เห็นวรรณกลับมาสักที ฉันไม่รู้ว่าพี่เทพพาวรรณไปไหน รู้สึกเป็นกังวลห่วงใยเพื่อนไม่น้อย ได้แต่ภาวนาอยู่ลึก ๆ ว่าพี่เทพไม่ทำร้ายวรรณอีก ช่วงระหว่างที่นั่งคุมเครื่องตัดพลาสติกอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียงรถของพี่เทพวิ่งมาจอดที่หน้าโรงงาน ภาพพี่นิ่มเดินจูงมือวรรณขึ้นมาด้านในห้องพัก ทำให้ฉันหายห่วงไปบ้าง คิดว่าคงไม่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น ได้แต่ภาวนาให้ถึงช่วงหยุดพักตอนเที่ยงคืนไว ๆ เพราะตั้งใจจะได้แวะไปหาวรรณให้ได้

พอประมาณเที่ยงคืนก็ได้เวลาหยุดพักของพนักงานที่ทำงานกะดึก ฉันเดินกลับไปหาวรรณที่ห้องพักทันที เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นวรรณนั่งหน้าเศร้าดูทีวีไปพลาง ๆ ฉันรู้ว่าวรรณไม่ได้สนใจรายการในจอทีวีเลยสักนิด แต่เพราะนอนไม่หลับจึงเปิดทีวีดูไปเรื่อย ๆ

ฉันเดินมานั่งข้าง ๆ เพื่อนสนิท สบตาเพื่อนทันที “วรรณเป็นอะไรไหม พี่เทพพาวรรณไปไหนมา”

“พาไปนั่งกินสุกี้”

“ทำไมต้องพาไปกินสุกี้ พี่เทพเพิ่งตีวรรณไม่ใช่เหรอ” ฉันอดจะสงสัยไม่ได้

“ก็ใช่ พอตีเสร็จก็พาไปกินสุกี้ แล้วก็ขอโทษเรา”

“แปลกนะ แบบนี้ตบหัวแล้วลูบหลังหรือเปล่า” ฉันแกล้งพูดหยอกเพื่อนสนิท

“สงสัยกลัวเราฟ้องแม่ล่ะมั้ง ก็เลยต้องมาทำดีกับเรา”

“แล้วพี่เทพบอกหรือเปล่า ทำไมต้องตบหน้าเธอด้วย”

วรรณนั่งคิดสักพัก น้ำใส ๆ ไหลรินอีกครั้ง “พี่เทพไม่ต้องการให้เราคบกับพี่ตี๋ เราคงคบพี่ตี๋ไม่ได้แล้วแหละ”

“ทำไมจะคบไม่ได้ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“ความแตกต่างยังไงล่ะณัฐ ตราบใดที่เราทำงานอยู่ที่นี่ เราไม่ควรคบกับพี่ตี๋”

วรรณยังคงเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เธอร้องไห้สะอื้นอีกครั้ง

“หมายถึงฐานะใช่ไหม”

วรรณพยักหน้าหงึก ๆ เธอไม่พูดอะไรอีก และก็ค่อย ๆ เช็ดน้ำตา ฉันขยับตัวเข้าไปนั่งใกล้ ๆ วรรณ พลางปลอบโยนเพื่อนไปด้วย

“หลังสงกรานต์เราคงไม่ได้กลับมาทำงานที่นี่แล้ว พี่เทพจะส่งเราไปทำงานร้านอาหารที่ระยองกับพี่ชายคนรอง” วรรณหันมาบอกฉันเบา ๆ

“ถ้าวรรณไม่กลับมาทำงานที่นี่ เราก็คงไม่มาเหมือนกัน”

ฉันยอมรับว่ามีความสุขกับการทำงานอยู่ที่นี่เพราะมีเพื่อนที่น่ารักอย่างวรรณ หากไม่มีวรรณก็คงไม่มีความหมายอะไรที่ฉันจะกลับมาที่นี่อีก ที่สำคัญฉันอยากหางานอื่น ๆ ทำบ้าง งานที่ฉันมีโอกาสได้หยุดเสาร์อาทิตย์ และมีเวลาไปเรียนหนังสือเต็มที่ หรือไม่ก็งานที่มีสวัสดิการดี ๆ ให้กับพนักงาน

ฉันกับวรรณยังคงทำงานอยู่ในโรงงานแห่งนี้ จวบจนอาทิตย์สุดท้ายก่อนที่จะกลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัด ฉันและเพื่อน ๆ ก็พากันไปแวะซื้อของฝากไปให้พ่อแม่และญาติพี่น้อง จากนั้นก็พากันกลับมาห้องพัก นับตั้งแต่วรรณมีเรื่องกับพี่เทพ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่ตี๋และวรรณก็ห่างเหินไป ส่วนหนุ่มก็ยังคงแวะเวียนมาคุยกับฉันบ้าง แต่ก็ไม่ได้สนิทมากนัก และก็ไม่ได้ไปไหนมาไหนด้วยกันอีกเลย

ในวันที่ต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด ฉันและวรรณพากันเก็บเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดใส่ในรถ เพราะรู้ดีว่าคงไม่ได้กลับมาทำงานที่นี่อีก ฉันและเพื่อน ๆ โชคดีที่ไม่ต้องไปขึ้นรถที่หมอชิต เพราะพี่เทพเอารถกะบะกลับกัน ทำให้พวกเราได้ติดรถกลับบ้านไปกับพี่เทพด้วย ช่วงที่ฉันและวรรณพากันเอากระเป๋าไปไว้บนรถ หนุ่มก็เดินมาคุยกับฉัน

“ณัฐจะกลับมาทำงานที่นี่อีกไหม”

หนุ่มถาม สีหน้าดูเศร้าไม่น้อย

ฉันหันไปยิ้มให้หนุ่มนิดหนึ่ง ไม่ใช่รอยยิ้มที่สดใสเหมือนเคย แต่เป็นร้อยยิ้มเศร้า ๆ จากหัวใจของฉัน

“ยังไม่รู้เลยหนุ่ม ตอบไม่ได้”

“กลับมานะ ผมจะรอณัฐอยู่ที่นี่”

“หนุ่ม...ณัฐไม่อาจรับปากหนุ่มได้หรอกนะ ณัฐกลัวว่าจะผิดสัญญา ไม่อยากทำให้หนุ่มเสียใจ หนุ่มไม่ต้องห่วงณัฐนะ หากมีใครที่ดี ๆ ก็คบกับเขาไปเถอะนะ”

หนุ่มไม่สนใจคำพูดของฉัน เขาสบตาฉันเป็นครั้งสุดท้าย “ณัฐไม่ต้องมาบอกผมให้คบใคร ผมจะรอณัฐอยู่ที่นี่ เข้าใจไหม”

หนุ่มแสดงท่าทีหงุดหงิดกับคำพูดของฉัน เพราะคงไม่ชอบใจที่ฉันบอกให้เขาเปิดใจรับคนอื่นเข้ามา จากนั้นก็เดินขึ้นไปที่ห้องพัก ทิ้งให้ฉันมองตามหลังด้วยความสงสาร ฉันไม่ได้ดีใจเลยที่หนุ่มมาบอกว่าจะรอ แต่ฉันรู้สึกห่วงใยหัวใจของหนุ่มมากกว่า อยากให้หนุ่มเปิดใจกว้าง ๆ รับใครสักคนเข้ามา ไม่อยากให้หนุ่มมาตั้งความหวังอะไรกับฉันอีก

หลังจากที่ขนกระเป๋าเสื้อผ้าไว้บนรถเสร็จแล้ว ฉันกับวรรณก็ขึ้นมานั่งติด ๆ กัน สายตาของสองเราหันไปมองหน้าต่างตรงห้องพักของพนักงานชายโสด หนุ่มและพี่ตี๋ยืนมองฉันกับวรรณอยู่ตลอด สายตาของสองเราประสานกัน ฉันรู้ว่าวรรณคงเจ็บปวดไม่น้อย ส่วนพี่ตี๋เองก็เสียใจมากทีเดียว ทางด้านหนุ่มกับฉันนั้นก็รู้สึกไม่ต่างกับคนสองคนเลยสักนิด
รถค่อย ๆ เคลื่อนตัววิ่งไปตามเส้นทางบนถนนใหญ่ ภาพของผู้ชายสองคนที่ยืนอยู่ตรงริมหน้าต่างค่อย ๆ จางหายไป ฉันกับวรรณหันมามองหน้ากัน เหมือนต้องการให้กำลังใจกันและกัน

“เวลาจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นเอง” ฉันกระซิบบอกวรรณ เพราะรู้ว่าเพื่อนรักรู้สึกเช่นใด

ฉันกับวรรณนั่งมองภาพโรงงานแต่ละแห่งตามถนนหนทาง เราสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย ต่างคนต่างก็นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ฉันรู้ว่าวรรณเสียใจที่จะต้องจากสถานที่แห่งนี้ไป ส่วนฉันก็รู้สึกไม่ต่างกับวรรณเลย เราสองคนทิ้งความสุขและความทรงจำดี ๆ เพียงเพื่อกลับไปหาครอบครัวตัวเองที่บ้านนา

หลังจากที่กลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัดเพียงไม่นาน ฉันก็ขออนุญาตพ่อขึ้นมาทำงานกับเพ็ญที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยที่พี่รองและพี่ ๆ คนอื่น ๆ ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน แต่เพราะพ่ออนุญาตแล้วฉันจึงไม่เกรงกลัวเกี่ยวกับพี่รองเลยสักนิด และคิดว่าพี่รองคงจะไม่เข้ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของฉันอีก ในวันที่จากบ้านนาพ่อและครอบครัวต่างก็พากันเดินมาส่งที่รถ ฉันเห็นหน้าพ่อและทุกคนในครอบครัวก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ แม้ว่าฉันจะจากบ้านนาไปทำงานเมืองกรุง แต่หัวใจของฉันก็ยังอยู่ที่บ้านนาเสมอ

พอประมาณตีสี่รถก็วิ่งมาจอดที่หน้าหมอชิต ฉันถือกระเป๋าเสื้อผ้าเดินลงจากรถและข้ามถนนไปขึ้นรถที่ด้านหน้าสวนจตุจักร เพื่อที่จะต่อรถไปพระประแดง ซึ่งในช่วงเช้ารุ่งมีรถวิ่งน้อยคันมาก โชคดีที่มีคนอยู่ตรงป้ายรถเมล์เยอะ ทำให้ฉันอุ่นใจขึ้นมาบ้าง พอรถเมล์สายประพระแดงวิ่งผ่านมาจอดตรงป้าย ฉันก็รีบขึ้นไปนั่งบนรถเมล์ทันที

บรรยากาสในรถเมล์ช่วงเช้าไม่ค่อยมีคนมากนัก ทำให้มีที่นั่งว่างเยอะ ฉันเลือกที่จะนั่งเบาะที่อยู่ไม่ไกลคนขับมาก เพราะรู้สึกปลอดภัยที่สุด พอรถวิ่งมาจอดที่ป้ายสามแยกพระประแดง ฉันก็ต่อรถโดยสารมาลงที่หน้าปากซอยโรงงานเก่า จากนั้นก็นั่งวินมอร์เตอร์ไซต์ไปที่อพาร์ตเมนต์ของเพ็ญ

ฉันเดินเข้าไปด้านหน้าอพาร์ตเมนต์ และก็โทรศัพท์ให้เพ็ญลงมารับ เพราะไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ เพ็ญเดินลงมารับฉันกับแฟน ฉันยกมือไหว้แฟนเพ็ญ เพราะอายุมากกว่ากันและที่สำคัญก็มีศักดิ์เป็นญาติ ๆ กันด้วย

“มาถึงเร็วจังเลยนะ หิวอะไรหรือเปล่า” เพ็ญถาม ขณะที่เดินเคียงข้างกับฉัน

“ไม่หิวเลย แล้วเธอกับพี่รัตน์เข้ากะไหนเหรอ” พี่รัตน์ที่ฉันถามถึงนั้น ก็คือแฟนเพ็ญนั่นเอง

“พรุ่งนี้เข้ากะบ่าย ว่าแต่เธอจะไปสมัครงานวันไหนล่ะ ตอนนี้โรงงานพี่ศรกำลังเปิดรับคนงานอยู่นะ ถ้าไปเร็วโอกาสได้งานก็เร็วด้วย”

“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าเราจะไปถ่ายรูป และเอาทะเบียนบ้านกับบัตรประชาชนไปถ่ายเอกสารด้วย พอช่วงเช้าวันถัดไปเราจะไปสมัคร ว่าแต่เขารับคนเยอะหรือเปล่าล่ะ”

“รับเยอะนะ เมื่อวานเราก็เจอพี่ศรแหนะ เราก็คุยกับพี่ศรว่าจะให้เธอไปสมัครงานในโรงงานพี่เขาด้วยแหละ พี่ศรบอกว่าให้เธอใส่ชื่อพี่ศรลงไปในใบสมัครไว้ เพราะคนที่รับสมัครงานนั้นเป็นเพื่อนสนิทพี่ศร เธอจะได้งานทำยังไงล่ะ”

ฉันรู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ยินเรื่องราวจากเพ็ญ “พี่ศรให้เราใส่ชื่อเขาจริง ๆ เหรอ”

“จริงสิ แต่ถ้าเธอได้งานนี้ทำ รู้ไหมว่าต้องเสียเงินค่าประกันสองพันบาทด้วยแหละ”

“ทำไมเยอะจัง”

เมื่อได้ยินเรื่องเงินค่าประกันทำงานโรงงานนี้ที่พนักงานทุกคนต้องจ่าย ฉันก็รู้เป็นกังวลอยู่มาก เพราะไม่มีเงินสองพันบาทเลย ที่มีเหลือในกระเป๋าเงินก็แค่เจ็ดร้อยกว่าบาทเท่านั้น

“เออน่า สมัครให้ได้ก่อน เรื่องเงินค่อยว่ากันทีหลัง คงจะยืมคนไม่ยากหรอก แถวนี้ญาติ ๆ เธอก็เยอะนี่ คิดว่าขอยืมมาประกันเข้างาน เขาคงให้อยู่แล้วแหละ” เพ็ญพูดตัดบทพลางแนะทางออกให้กับฉันด้วย

พี่รัตน์ไขกุญแจห้องเข้าไปด้านใน พลางเข้าไปหยิบน้ำจากตู้เย็นมาให้ฉันได้ดื่ม

“ณัฐคงพักได้นะ ห้องเล็กไปหน่อย แต่ก็ถ้าทำงานคนละกะ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร” พี่รัตน์นั่งลงพูดคุยกับฉันและเพ็ญ รอยยิ้มใจดีส่งมาให้ฉันอยู่เสมอ

ฉันรู้จักพี่รัตน์เป็นอย่างดี เพราะเป็นหลานชายของลุงอีกหมู่บ้านหนึ่ง แม้จะไม่สนิทสนมกันมาก แต่ก็ให้ความนับถือพี่รัตน์อยู่เสมอ และก็ดีใจที่เพ็ญแต่งงานกับพี่รัตน์ เพราะพี่รัตน์เป็นผู้ชายที่น่ารักและนิสัยดีมาก ๆ

“ได้ค่ะ หนูไม่มีปัญหาอยู่แล้วพี่” ฉันตอบรับทันที

“ดีแล้วแหละ อยู่ไปก่อน ไว้ให้ได้งานทำ มีเงินเก็บค่อยขยับขยายก็ได้” พี่รัตน์บอก

จากนั้นพี่รัตน์ก็นั่งดูทีวีไปพลาง ๆ ปล่อยให้ฉันและเพ็ญนั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ ฉันและเพ็ญนั่งคุยกันจนสาย จากนั้นก็พากันลงมานั่งทานข้าวที่ร้านอาหารตามสั่ง เสร็จแล้วเพ็ญก็พาฉันไปถ่ายรูปไว้สมัครงาน พร้อมทั้งถ่ายสำเนาเอกสารสำคัญไว้ด้วย ส่วนพี่รัตน์ก็ออกไปหาญาติอีกซอยหนึ่ง

ช่วงระหว่างขากลับจากถ่ายรูป ฉันเห็นหนุ่มเดินผ่านมาหน้าปากซอยพร้อมกับโอ๊ค ฉันรู้สึกดีใจมาก ๆ ที่ได้เจอหนุ่มอีกครั้ง และก็เรียกชื่อหนุ่มทันที

“หนุ่ม....หนุ่ม”

หนุ่มหันมาทางฉันทันทีและก็ยิ้มอย่างมีความสุข จังหวะนั้นก็รีบข้ามถนนมาฝั่งเดียวกับฉันอย่างเร็ว

“นึกว่าจะไม่ได้เจอณัฐอีก ดีใจจังเลย” หนุ่มถาม รอยยิ้มสดใสเต็มใบหน้า

“ตอนแรกก็นึกว่าจะไม่ได้มา แต่คราวนี้พ่ออนุญาตแล้วด้วย ณัฐถึงขึ้นมาทำงานที่นี่ยังไงล่ะ”

ฉันเคยเล่าเรื่องราวที่พ่อไม่อนุญาตให้มาทำงานที่เมืองกรุงให้หนุ่มฟังบ้าง ซึ่งหนุ่มก็ได้แต่ปลอบใจและให้กำลังใจฉันเสมอ

“แล้วณัฐไม่กลับไปทำงานที่โรงงานเก่าเหรอ”

“ไม่ล่ะหนุ่ม ณัฐอยากหางานโรงงานอื่นทำบ้าง เห็นโรงงานอื่นเขามีสวัสดิการดี ๆ ให้พนักงาน ณัฐก็อยากทำงานที่มีสวัสดิการดี ๆ บ้าง”

หนุ่มยิ้มอย่างเข้าใจ “ก็ดีแล้วครับ ผมเองก็ไม่รู้จะไปหางานที่ไหน ชอบที่ทำงานเก่า ไม่อยากเปลี่ยนงานบ่อย ๆ”

“ถ้าหนุ่มชอบก็ทำไปเถอะ ว่าแต่พากันไปไหนเหรอ”

“พาโอ๊คไปหาเพื่อนที่ซอยโอมา แล้วณัฐล่ะ พักอยู่ที่ไหน” หนุ่มถาม

“พักอยู่กับเราเอง” เพ็ญตอบยิ้มอย่างเป็นเอง “ถามทำไม อยากไปหาณัฐเหรอ”

หนุ่มเคยรู้จักกับเพ็ญมาก่อน จึงคุยกันเหมือนเพื่อนสนิทคนหนี่ง

“ก็อยากไปเยี่ยมในวันหยุด พักอยู่ตรงไหนเหรอ”

“อพาร์ทเมนต์เจริญจันทร์ ห้อง 209 ยังไงถ้าขึ้นไปข้างบนไม่ได้ ก็กดโทรศัพท์ที่ป้อมยามด้านล่างได้ เดี๋ยวณัฐจะลงมารับ” ฉันตอบหนุ่มแทนเพ็ญ ยิ้มให้เขานิดหนึ่ง

“พอดีเลย งั้นเย็นนี้ผมมาหาณัฐได้ไหม มีอะไรอยากจะมอบให้ณัฐ”

“ได้สิ เย็นนี้ว่างพอดี แล้วหนุ่มจะมากี่โมงเหรอ”

“ประมาณสี่โมงเย็น”

“ได้ งั้นค่อยเจอกันนะ”

“ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะ แล้วจะรีบกลับมา”

หนุ่มกับโอ๊คพากันเดินไปที่หน้าปากซอย และขึ้นรถไปบ้านเพื่อนของโอ๊ค ส่วนฉันและเพ็ญก็พากันกลับมาที่ห้องพัก จากนั้นก็นั่งทานข้าวด้วยกัน พอช่วงบ่าย ๆ เพ็ญกับพี่รัตน์ก็พากันไปทำงาน ซึ่งก็ทิ้งให้ฉันนอนดูทีวีอยู่ในห้องคนเดียว

พอเวลาประมาณสี่โมงเย็น หนุ่มก็แวะมาหา ฉันไม่ได้พาหนุ่มขึ้นไปนั่งที่ห้อง เพราะคิดว่าไม่เหมาะสมที่จะอยู่กันสองต่อสองเพียงลำพัง จึงเลือกที่จะพาหนุ่มนั่งเล่นที่ม้าหินอ่อนด้านล่างของอพาร์ตเมนต์ ซึ่งก็มีร้านอาหารตามสั่งด้วย หนุ่มดูมีความสุขมากที่ได้เจอฉันอีกครั้ง ซึ่งฉันเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน

“ณัฐกลับไปเที่ยวสงกรานต์ที่บ้านสนุกไหม” หนุ่มถาม แต่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

“ก็สนุกดี พ่อก็สบายดี ยังกินเหล้าเหมือนเคย เจอพี่ชายด้วยแหละ พี่ชายสั่งห้ามไม่ให้ณัฐมาทำงานที่กรุงเทพนะเนี่ย แต่ณัฐขอพ่อแล้วด้วย และพ่อก็ให้ณัฐมาทำงาน ณัฐถึงได้ขึ้นมาทำงานยังไงล่ะ”

“แล้วถ้าพี่ชายรู้ เขาจะโกรธณัฐไหมล่ะ”

“เขาคงไม่รู้หรอก เพราะณัฐไม่ได้บอกเขา” ฉันเชื่อในสิ่งที่ตัวเองคิดเสมอ

“ผมกลัวว่าพี่ชายณัฐจะโกรธและพาณัฐไปอยู่ที่รังสิตอีก คราวนี้เราสองคนคงไม่ได้เจอกันแน่เลย”

“หนุ่มคิดมากไปได้ พี่ชายของณัฐคงไม่รู้หรอกน่า”

ช่วงระหว่างที่นั่งคุยกันอยู่นั้น แม่ค้าก็เดินมาถาม “กินอะไรดีน้อง”

“ของหนูขอข้าวผัดไก่นะคะ แตงกวาเยอะ ๆ” จากนั้นก็หันไปทางหนุ่ม “แล้วหนุ่มล่ะ”

หนุ่มหันไปสั่งอาหาร “ขอผัดกะเพราไก่ราดข้าวครับ น้ำแดงขวด น้ำแข็งสองแก้วครับ”

ฉันยิ้มทันที “ยังจำได้อีกเหรอ”

“จำได้สิ ผมรู้ว่าณัฐชอบดื่มน้ำแดง”

คำตอบของหนุ่มทำให้ฉันกลั้นยิ้มทันที ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า ถ้าเรารักใครสักคน เรามักจะจดจำสิ่งดี ๆ ที่คน ๆ นั้นรักและชอบได้เสมอ เหมือนกับที่หนุ่มจำสิ่งที่ฉันรักและชอบได้แทบทุกอย่าง

“แล้วหนุ่มได้กลับไปเที่ยวบ้านหรือเปล่า หรือว่าไปทะเลมา”

“ไปทะเลครับ มีอะไรจะให้ณัฐด้วยแหละ”

หนุ่มหยิบถุงของฝากยื่นให้ฉัน ยิ้มข่วยเขินเหมือนอยากจะเดาใจฉันว่าจะชอบของฝากที่ซื้อมาให้หรือไม่

ฉันรับถุงของฝาก ไม่ลืมที่จะกล่าวขอบคุณ ยังไม่ได้เปิดดูของข้างใน แต่ก็เลือกที่จะมองหน้าหนุ่ม เพราะรู้สึกดีใจที่ผู้ชายคนหนึ่งไม่เคยลืมฉันเลย

“หนุ่มเอาอะไรมาฝากณัฐเหรอ”

“ไม่บอก ถ้าณัฐอยากดูก็เปิดดูเองสิ” หนุ่มตอบ สายตาคอยลุ้นอยู่ว่าฉันจะชอบของฝากหรือไม่

ฉันค่อย ๆ เปิดดูของด้านใน เมื่อเห็นสิ่งของที่หนุ่มซื้อมาฝาก ก็รู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก ในชีวิตไม่เคยมีผู้ชายคนไหนซื้อของฝากน่ารัก ๆ แบบนี้ให้ฉันมาก่อน

“น่ารักมาก ๆ เลย ราคาคงแพงน่าดูเลยนะ ว่าแต่หนุ่มลำบากหรือเปล่าที่ซื้อของมาให้ณัฐ”

หนุ่มยิ้ม คงจะดีใจที่ฉันชอบของฝาก “ไม่แพงหรอกครับ ณัฐชอบไหมล่ะ”

“ชอบสิ สวยมาก ๆ เลย”

กรอบรูปสี่เหลี่ยมขนาดไม่เล็กและใหญ่เกินไป ซึ่งทำมาจากทรายสีขาวปนน้ำตาลสะอาดสะอ้าน มีเปลือกหอยสวยงามติดประดับประดาอยู่ทุก ๆ ส่วน ด้านในมีรูปฉันและหนุ่มซึ่งเคยถ่ายด้วยกันเมื่อหลายเดือนก่อน ฉันอมยิ้มทันที และรู้สึกดีใจที่หนุ่มทำเซอร์ไพร้ขนาดนี้

“สวยจริง ๆ เลยหนุ่ม ณัฐชอบมาก ๆ”

“ผมอยากให้ณัฐเก็บมันไว้ ยังไงก็อย่าทิ้งมันล่ะ ถึงแม้ว่าวันหนึ่งข้างหน้า ณัฐจะมีใครใหม่ก็ตาม เก็บมันไว้ให้ดีนะ เพราะมันแทนความรู้สึกและหัวใจของผมเชียว”

ฉันจ้องมองหนุ่ม รู้สึกซึ้งในคำพูดเขาอยู่ไม่น้อย “ไปหัดพูดหวาน ๆ มาจากใครเหรอ”

“เปล่า ผมไม่ได้หัด แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ”

“หนุ่มไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวณัฐจะเก็บรักษามันให้ดีเอง”

ฉันและหนุ่มนั่งคุยกันและรับประทานอาหารไปพลาง ๆ พอทานอาหารเสร็จแล้ว ฉันก็เดินมาส่งหนุ่มที่หน้าอพาร์ตเมนต์

“ฝากบอกเปี๊ยกกับน้าวัฒน์พร้อมทุก ๆ คนด้วยนะว่า....ณัฐคิดถึง”

“ครับ เดี๋ยวจะบอกให้ หากณัฐว่างก็ไปเยี่ยมคนที่โรงงานเก่าบ้างนะ”

“ได้เลยจ้า”

หลังจากที่หนุ่มกลับไปแล้ว ฉันก็ขึ้นมานอนดูทีวีไปพลาง ๆ และก็อ่านหนังสือที่เพ็ญซื้อมาเมื่อวานนี้ด้วย จากนั้นก็รีดเสื้อผ้าที่จะใส่ไปสมัครงานในวันพรุ่งนี้เช้าด้วย พอช่วงประมาณเที่ยงคืน เพ็ญและพี่รัตน์ก็กลับมาจากทำงาน เพ็ญและพี่รัตน์นอนอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งก็มีผ้าม่านกั้นระหว่างที่นอนของฉันและพวกเขา ฉันสวดมนต์ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ช่วยให้ฉันได้งานทำด้วย

ในเช้าวันรุ่งขึ้นฉันไปสมัครงานและได้งานทำ โดยที่มีญาติคนหนึ่งให้ฉันหยิบยืมเงินมาจ่ายค่าประกันเข้าไปทำงานในบริษัท ชีวิตการทำงานในโรงงานแห่งใหม่ถือว่าดีพอสมควร เพราะฉันได้หยุดทุก ๆ วันอาทิตย์ และได้รับสวัสดิการดี ๆ หลายอย่าง ฉันชอบงานที่ทำเป็นอย่างมาก และประทับใจเพื่อน ๆ ที่ทำงานด้วยกันมากพอสมควร

ช่วงระหว่างที่ทำงานอยู่ในโรงงานแห่งใหม่ หนุ่มก็แวะมาเยี่ยมฉันเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่บ่อยนัก ความสนิทสนมระหว่างฉันและหนุ่มก็เหมือนเดิม ไม่ได้หวานเหมือนคู่รัก และก็ไม่ได้ห่างเหินอะไร แม้ว่าฉันจะพยายามทำใจให้รู้สึกรักหนุ่ม แต่แปลกฉันไม่สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของหัวใจได้เลย ฉันยังรักหนุ่มเสมอ แต่เป็นความรักเหมือนเพื่อนชายคนหนึ่งมากกว่าที่จะเป็นแฟนกัน เพราะเส้นบาง ๆ ในหัวใจมันกั้นความรู้สึกของฉันไว้ตลอด มีเพียงความรู้สึกที่พยายามรักแต่ก็ยังทำไม่ได้ หนุ่มเองก็รู้ดีว่าฉันรู้สึกอย่างไร ซึ่งก็ไม่ได้สนใจมากนัก อาจจะเป็นเพราะว่า หนุ่มคาดหวังว่ากาลเวลาจะทำให้ฉันรักเขาได้ในวันหนึ่งข้างหน้า

จวบจนปลายเดือนที่สองที่ฉันทำงานอยู่ในโรงงานแห่งนี้ ช่วงระหว่างที่ฉันนอนพักอยู่ที่ห้องพัก เพื่อที่จะรอเข้างานคืนวันเสาร์ จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นที่ห้องพัก ฉันตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียเอื้อมไปรับโทรศัพท์ทันที

“สวัสดีค่ะ พูดสายกับใครคะ”

“ณัฐเหรอ นี่พี่รองนะ”

“พี่รอง”

ฉันตกใจเป็นอย่างมากที่พี่ชายโทรมาหา เพราะฉันไม่เคยให้เบอร์โทรพี่ชายมาก่อน และไม่คิดว่าพี่ชายจะรู้ว่าฉันกลับมาทำงานที่กรุงเทพอีกครั้ง

“เออ..พี่เอง เป็นยังไงถึงขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพอีก คำที่พี่บอกสั่งจำไม่ได้แล้วเหรอ”

“จำได้ค่ะ แต่ณัฐอยากทำงาน อยากเรียนหนังสือ”

“ไม่ต้องทำ และก็ไม่ต้องเรียน อยู่บ้านดูแลพ่อดีที่สุด” น้ำเสียงของพี่รองดูไม่พอใจมากนัก

“แต่หนูไม่อยากอยู่บ้าน และพ่อก็อนุญาตให้หนูขึ้นมาทำงานแล้วด้วย”

“เอาไว้ค่อยคุยกันตอนเจอหน้ากันก็แล้วกัน ว่าแต่พรุ่งนี้ต้องเข้างานหรือเปล่า”

“เปล่าคะ พรุ่งนี้หยุดค่ะ”

“งั้นก็มารับพี่ที่ปากซอยประมาณสี่โมงเย็นนะ แล้วพี่จะไปหา แล้วเราค่อยคุยกันเรื่องนี้”

“พี่รองจะมาทำไมคะ”

“มีธุระจะคุยด้วย อย่าลืมมารับพี่ด้วยล่ะ งั้นแค่นี้นะ”

หลังจากที่วางสายจากพี่รอง ฉันก็นอนคิดสักพัก ฉันไม่เข้าใจว่าพี่รองได้เบอร์โทรของฉันมาจากใคร คิดว่าน่าจะมีญาติ ๆ เป็นคนให้เบอร์โทรฉันกับพี่ชายไป ซึ่งในตอนนั้นฉันไม่ได้คิดโกรธเคืองญาติคนนั้นแต่อย่างใด คิดว่าพี่ชายคงอยากมาเยี่ยมมาหา หรือไม่ก็มาบอกให้ฉันตั้งใจทำงานเก็บเงิน เพื่อที่จะได้ช่วยพี่ชายปลูกบ้านหลังใหม่ให้เสร็จสิ้น

วันรุ่งเช้าฉันกลับมาจากทำงานด้วยอาการอ่อนเพลียปนเหนื่อยล้า พอกลับมาถึงห้องเพ็ญและแฟนก็ออกไปทำงานเสียแล้ว และก็คงเลิกงานในช่วงบ่าย ฉันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็เข้านอนทันที เพราะคิดว่าประมาณสี่โมงเย็นจะต้องไปรับพี่รองที่ปากซอยด้วย

ช่วงระหว่างที่หลับอยู่นั้น ฉันก็นอนฝันมากมาย ที่สำคัญฝันว่าพี่รองตบหน้าฉันหลายครั้งหลายครา ในฝันนั้นฉันร้องไห้มากมาย โกรธเคืองที่พี่ชายตบหน้า ความรู้สึกเสียใจทำให้ฉันร้องไห้ในความฝัน ฉันมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ตัวเองร้องไห้จริง ๆ และก็ลุกขึ้นไม่ยอมหลับยอมนอนอีกเลย ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาฉับพลัน เกรงว่าพี่รองจะมาทำร้ายฉันเหมือนในฝัน และก็คิดหวาดระแวงสารพัดอย่าง

ในตอนแรกฉันก็คิดว่าจะไม่ไปรับพี่ชายที่ปากซอย เพราะกลัวพี่ชายจะทำร้ายตัวเองเหมือนในความฝัน แต่พอคิดอีกที ฉันก็ไม่ควรที่จะทำตัวแบบนั้น ความฝันก็คือความฝันวันยังค่ำ ฉันจะต้องยืนอยู่บนโลกความจริงให้ได้ และกล้าที่จะเผชิญหน้ากับพี่ชาย เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มันก็คงเป็นเวรกรรมที่ฉันจะต้องยอมรับกับชีวิตตัวเอง

ฉันลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวสบาย ๆ และก็ลงไปนั่งทานข้าวที่ร้านอาหารตามสั่งชั้นล่าง พอประมาณบ่ายสามโมงสี่สิบหน้านาที ฉันก็เดินไปยืนรอพี่ชายที่หน้าปากซอย พอรถโดยสารคันหนึ่งวิ่งมาจอดที่ป้ายรถเมล์ ฉันก็เห็นพี่รองและพี่บุหงาเดินลงจากรถ

ฉันยกมือไหว้พี่ทั้งสองคนเหมือนเคย “สวัสดีคะพี่รอง สวัสดีคะพี่บุหงา”

พี่รองรับไหว้ ตามองฉันด้วยความไม่พอใจ แววตาของพี่รองที่มีให้นั้น บ่งบอกได้เลยว่าไม่ได้ดีใจที่เจอฉัน เหมือนกับสายตาผิดหวังที่ฉันไม่ได้ทำตามคำสั่งของเขา

“พักอยู่อพาร์ทเมนต์ไหน” พี่รองถาม ซึ่งก็เป็นคำถามแรกที่ฟังดูแปลกไปอีกแบบ

“ตึกโน้นค่ะ เดินเข้าไปได้ ว่าแต่พี่รองกับพี่บุหงาหิวอะไรไหมคะ”

“พี่ไม่หิว เดี๋ยวไปกันเลยดีกว่า พี่มีธุระสำคัญจะคุยด้วย”

ฉันเดินนำหน้าพี่ชายและพี่สาวมาที่ห้องพัก ระหว่างทางพี่รองกับพี่บุหงาไม่ได้คุยอะไรกับฉันสักคำ และก็คุยกันเพียงสองคนเท่านั้น ทำให้ฉันรู้สึกน้อยใจพี่ทั้งสองอยู่ลึก ๆ พอเข้ามาในห้องพัก ฉันก็เปิดน้ำในตู้เย็นเอามาให้พี่ทั้งสองได้ดื่ม และก็นั่งพับเพียบอยู่ไม่ไกลกันมากนัก

พี่รองดื่มน้ำหมดครึ่งแก้ว และวางแก้วน้ำห่างจากตัวเองออกไป พี่บุหงาหยิบขวดน้ำวางไว้ข้าง ๆ ตัวเอง เหมือนต้องการขยายพื้นที่การพูดคุยให้ปราศจากสิ่งกีดกั้น ฉันเริ่มรู้สึกแปลกใจนิด ๆ

“ใครบอกให้ขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพ” พี่รองถามแต่แววตาเหมือนเกลียดชังฉันอยู่มากทีเดียว

ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที แต่ก็พยายามข่มใจให้เข้มแข็ง

“หนูขออนุญาตพ่อแล้ว และพ่อก็ให้หนูมาทำงาน”

“แล้วจำที่พี่เคยสั่งไว้หรือเปล่า พี่บอกเราว่ายังไง จำได้ไหม”

“หนูรู้ แต่.........................................”

เพี้ยะ!

ใบหน้าของฉันสัมผัสถึงแรงฝามือตบเข้าอย่างแรง รู้สึกชาและเจ็บที่ใบหน้าเป็นอย่างมาก ร่างของฉันเซไปข้างหนึ่งแต่เอามือยันพื้นไว้ทัน มือข้างหนึ่งลูบแก้มตัวเองและก็มองหน้าพี่ชาย น้ำตาไหลรินออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“พี่รองตบหน้าหนูทำไม หนูทำอะไรผิด” เสียงสะอื้นไห้ถามพี่ชายด้วยความงุนงง

“ทำไมถึงชอบขัดคำสั่งพี่ อยากมีผัวจนตัวสั่นล่ะสิ ถึงแรดมาอยู่กับไอ้เพ็ญที่นี่” พี่รองไม่ด่าเปล่า แต่เอามือผลักหัวฉันล้มไปข้างหนึ่งด้วย

“หนูไม่ได้เป็นแบบนั้น หนูไม่เคยคิดเรื่องอย่างนั้นเลย พี่รองไม่มีวันเข้าใจหรอก”

เพี้ยะ!

“เดี๋ยวนี้กล้าเถียงพี่ใช่ไหม เก่งนักใช่ไหม

เพี้ยะ!

แรงตบหน้าจากพี่ชายสามครั้ง ทำให้ฉันหน้าวูบเป็นระยะ ๆ ใบหน้าชาจนไม่มีความรู้สึก รู้แต่ว่ามีเลือดซึมออกจากปาก และปากก็เริ่มบวม ฉันร้องไห้ตลอด ไม่กล้าสบตาพี่ชาย หันไปมองพี่สาวหวังจะให้ช่วยห้ามพี่ชาย แต่พี่บุหงากลับทำทีเป็นไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“พรุ่งนี้เก็บผ้าทั้งหมด และก็ไปอยู่กับพี่ที่รังสิต” พี่รองสั่งด้วยถ้อยคำห้วน ๆ

“หนูไม่ไป หนูไม่อยากไปอยู่รังสิต พี่รองอย่าบังคับหนูได้ไหม หนูจะทำงานที่นี่…………..”

เพี้ยะ!

“ถ้าไม่ไปจะตีให้ตายตรงนี้ จะเอาให้เป็นศพส่งกลับบ้านไปเลย จะไปหรือไม่ไป”

คำพูดของพี่ชายทำให้ฉันรู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก ตัวสั่นร้องไห้สุดขาดใจ ในตอนนั้นฉันกลัวว่าตัวเองอาจจะต้องตายเพราะพี่ชายเป็นแน่ หากฉันจะต้องตายจริง ๆ ฉันจะได้เรียนหนังสืออย่างไร แล้วฉันจะมีชีวิตกลับไปหาพ่อตามที่ได้สัญญากันเอาไว้ได้อย่างไร ฉันไม่ตอบพี่ชาย เอาแต่ร้องไห้ตลอด มือก็เช็ดน้ำตาไปด้วย นึกโกรธเคืองและแค้นพี่ชายอยู่มากทีเดียว

ทุกครั้งที่ฉันพยายามต่อต้านคำสั่งของพี่ชาย ฉันก็มักจะถูกพี่ชายตีอยู่เสมอ ฉันเองก็ไม่เข้าใจทำไมชะตาชีวิตทำให้ฉันมีพี่ชายที่โหดร้ายอย่างนี้

“พรุ่งนี้ไปหาพี่ที่รังสิต ...ห้ามเกินสี่โมงเย็น ได้ยินที่พี่พูดไหม”

พี่รองตะคอกใส่หูของฉัน มือก็ผลักที่หัวของฉันซ้ำ ๆ เหมือนต้องการบอกฉันให้จำคำพูดของตัวเองใส่สมองเอาไว้

“หนูไม่ไปไม่ได้เหรอ พี่รองอย่าบังคับหนูได้ไหม”

“ถ้าไม่ไปก็กลับไปอยู่บ้าน พี่ให้เลือกเอา จะกลับไปอยู่บ้านหรือจะไปอยู่รังสิต”

ฉันยังคงนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น ชีวิตฉันในตอนนั้นไม่มีทางเลือกมากนัก ฉันยอมรับว่ารักพ่อมากที่สุด คิดถึงพ่อจับใจ อยากจะกลับไปกอดพ่อในยามที่ฉันอ่อนแอ อยากให้พ่อปกป้องฉัน การกระทำของพี่ชายทำให้ฉันเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้น วันใดที่ฉันไม่มีพ่อ ฉันก็มักจะถูกพี่ชายรังแกอยู่เสมอ ฉันบอกตัวเองให้เข้มแข็งและอดทนให้มากที่สุด ให้สมกับที่พ่อพร่ำบอกฉันก่อนที่จะขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพ

“ก็ได้ หนูจะไปหาพี่ แต่ขอหนูไปลาออกจากงานเสียก่อน”

“พรุ่งนี้ไปลาออกจากงานแต่เช้า และก็รีบกลับรังสิตเสียล่ะ พี่จะรออยู่”

ฉันไม่ได้คุยอะไรกับพี่ชายอีกเลย ยังคงนั่งร้องไห้อยู่เหมือนเดิม ฉันยอมรับว่าช่วงเวลาในตอนนั้นอ่อนแอมากที่สุด ไม่เคยรู้สึกอ่อนแอแบบนี้มาก่อน

“หากพรุ่งนี้สี่โมงเย็น พี่ยังไม่เห็นหน้าเราโผล่ที่รังสิต ระวังตัวให้ดีก็แล้วกัน รับรองได้เป็นศพแน่”

พี่รองพูดจบก็ลุกขึ้นทันที โดยที่พี่บุหงาลุกขึ้นตามไปด้วย จากนั้นก็พากันเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉันนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ฉันรู้สึกว่าชีวิตตัวเองถูกบีดบังคับเหลือเกิน พี่รองไม่อยากให้ฉันขึ้นมากรุงเทพ ไม่อยากให้ฉันคบกับเพ็ญ เพราะกลัวฉันจะมีแฟนเหมือนกับเพ็ญ พี่รองต้องการให้ฉันเป็นน้องสาวที่อยู่ในกรอบทุกอย่าง แต่ฉันเป็นคนที่มีชีวิตและจิตใจ มีความฝันเหมือนคนอื่น ๆ เขา และฉันก็อยากทำตามฝันของตัวเองบ้าง ฉันอยากมีอิสระทำในสิ่งที่ฉันรัก ฉันรู้ดีเสมอว่าสิ่งไหนดีที่ควรจะทำ สิ่งไหนที่ไม่ควรทำ แต่น่าเสียดายที่พี่ชายไม่เคยจะเข้าใจฉันเลย


ฉันนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่เสียนาน ตาบวมแดงก่ำ ใบหน้าช้ำเป็นรอยมือของพี่ชาย ปากแตกอีกต่างหากแถมบวมเสียด้วย สภาพหน้าตาของฉันดูไม่ได้เสียเลย ใคร ๆ ที่เห็นก็รู้ว่าฉันถูกตบหน้ามาอย่างหนัก ในตอนนนั้นฉันไม่ได้กังวลถึงสภาพหน้าตาของตัวเองเลย สิ่งที่ฉันคิดอย่างเดียวก็คือจะทำอย่างไรกับเงินเดือน ๆ สุดท้ายที่ทำงานอยู่ในโรงงานแห่งนี้

ช่วงระหว่างที่นั่งคิดอะไรไปเรื่อย ๆ ฉันก็นึกได้ว่า กฏของโรงงานที่ฉันทำงานอยู่มีว่าอย่างไร ฉันบอกกับตัวเองจะต้องให้เพื่อนคนหนึ่งรับเงินเดือนแทนฉันทั้งหมด และก็ยกเงินเดือนให้เพื่อนช่วยจัดการเคลียร์หนี้ที่ค้างกับพี่ฤกษ์ ส่วนที่เหลือก็ยกให้เพื่อนไว้ใช้

พอประมาณบ่ายโมงครึ่ง เพ็ญและแฟนก็กลับมาจากทำงานล่วงเวลา ทันทีที่เพ็ญไขประตูมาเห็นสภาพใบหน้าของฉัน เธอก็ตกใจไม่น้อย

“เฮ้ย! ทำไมพี่ชายเธอทำแบบนี้เหอะ บ้าหรือเปล่าพี่ชายเธอ โหดมาก ๆ เลยนะเนี่ย”

“เราไม่รู้หรอกเพ็ญ ไม่เข้าใจเหมือนกัน รู้แต่ว่าเราต้องกลับรังสิตพรุ่งนี้”

“เธอจะไปอยู่ได้เหรอ ขนาดอยู่ไกลกัน เธอยังโดนขนาดนี้ ขืนไปอยู่ใกล้ ๆ มีหวังได้เป็นกระสอบทรายแน่เลย” เพ็ญดูห่วงใยฉันไม่น้อย

“เราต้องไปเพ็ญ ถ้าเราไม่ไป พี่รองก็จะกลับมาอีก และเขาอาจจะตีเราให้ตายก็ได้”

เพ็ญกับพี่รัตน์สงสารฉันจับใจ พยายามคิดหาวิธีอื่น ๆ เพื่อไม่ให้ฉันกลับไปหาพี่ชายที่รังสิต ฉันยอมรับว่าซาบซึ้งใจเพื่อนสนิทเป็นอย่างมาก แต่ฉันรับปากพี่ชายไว้แล้วว่าจะกลับไปหา ฉันก็ต้องรักษาคำพูดของตัวเองเอาไว้ ไม่ว่าเรื่องราวจะเลวร้ายแค่ไหน ฉันก็จะต้องกลับไปที่นั่น เพราะฉันรู้สึกว่าชีวิตถูกกำหนดให้กลับไปที่รังสิตอยู่ตลอด

“เราต้องไปจริง ๆ เพ็ญ เธอมีบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านถ่ายเอกสารไหมล่ะ เราจะเอาไปให้ฝ่ายบุคคล เซ็นมอบอำนาจให้เธอไปรับเงินเดือนแทนเรา”

“มี แล้วเธอจะเอายังไงกับเงินเดือนล่ะ”

“เงินเดือนเราคงออกประมาณสามพันกว่า ๆ เธอแบ่งเงินหนึ่งพันบาทคืนให้พี่ฤกษ์แทนเราด้วยนะ ส่วนที่เหลือเธอเก็บไว้ใช้เถอะ”

“อ้าว! แล้วเธอไม่เอาเหรอ เราเก็บไว้ให้เธอได้”

“เราคงไม่มีโอกาสกลับมาเอาหรอกเพ็ญ เธอเก็บไว้ใช้เถอะ”

“แต่เราเก็บไว้ให้เธอได้นะ วันหนึ่งเราอาจจะเจอกันสักแห่งก็ได้” เพ็ญยังยืนกราน

“ว่าแต่เธอทายาหม่องบ้างไหม ดูสิปากบวมเจ๋อเลย หน้าเป็นรอยมือเลยนะเธอนะ เห็นแล้วสงสารจริง ๆ เลย ฉันว่าฉันนะโชคดีมาก ๆ ที่เกิดมาเป็นลูกสาวคนโต ไม่ต้องมีพี่ชายนิสัยแบบนี้มาตบตี”

เพ็ญทั้งสงสารและก็สมเพชเวทนาชีวิตของฉันไม่น้อย

พี่รัตน์ลุกขึ้นไปหยิบยาหม่องยื่นให้ “ทาเสียหน่อยนะ จะได้หายบวม” และก็นั่งลงข้าง ๆ “แล้วณัฐจะบอกลุงเรื่องนี้ไหมล่ะ” พี่รัตน์ถาม

ลุงที่พี่รัตน์พูดถึงนั้นก็คือพ่อของฉันนั่นเอง ฉันส่ายหัวและก็ยังยืนกรานที่จะไม่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้พ่อได้รู้ เพราะเกรงว่าพ่อจะเสียใจและเป็นกังวลไปกับฉันด้วย

“ไม่ค่ะ หนูไม่บอกพ่อเด็ดขาด พี่รัตน์กับเพ็ญก็อย่าบอกพ่อนะ หนูไม่อยากให้พ่อคิดมาก พ่อแก่แล้ว อีกอย่างสุขภาพไม่ดีด้วย เดี๋ยวจะไม่สบายอีก”

“ตามใจ ว่าแต่หิวข้าวหรือเปล่า เดี๋ยวพี่จะลงไปซื้ออะไรมาให้” พี่รัตน์ถามฉันด้วยความเป็นห่วง พร้อมทั้งหันไปถามเพ็ญด้วย

“อะไรก็ได้ค่ะ” ฉันหยิบเงินให้พี่รัตน์ช่วยออกค่าอาหาร

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวมื้อนี้พี่เลี้ยงเอง”

คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่ฉันได้นอนพักที่อพาร์ตเมนต์แห่งนั้น ฉันและเพ็ญนอนคุยกันทั้งคืน ส่วนพี่รัตน์ก็หลับไปก่อนแล้ว เพ็ญพูดปลอบโยนต่าง ๆ นานา

“พี่ชายเธอคงจะกลัวเธอมีสามีแน่เลย” เพ็ญเกริ่นเบา ๆ

“คงจะเรื่องนี้ด้วยแหละ”

“แปลกนะ เป็นพี่ชายแท้ ๆ แต่ไม่รู้จักน้องสาวตัวเองเลย เราก็ไม่เห็นเธอรักใครนี่ กับหนุ่มก็เห็นคบเหมือนเพื่อนกันมากกว่า หรือว่าเธอ................”

“เรารักใครไม่ได้หรอกเพ็ญ เรายังเจ็บปวดจากวายุ และเราไม่พร้อมที่จะรักใคร ที่สำคัญเราขึ้นมาเมืองกรุงเพื่อที่จะทำงานเก็บเงินและเรียนหนังสือ เราไม่คิดเรื่องนั้นหรอก”

“แล้วจะไม่บอกหนุ่มให้รู้เลยเหรอ เรื่องที่เธอจะกลับรังสิต เขาน่าสงสารออกนะ ดูท่าทางเขารักเธอมากเลยนะณัฐ”

“พรุ่งนี้ขากลับจากลาออกจากงาน เราจะโทรไปบอกหนุ่ม”

ฉันนอนคุยกับเพ็ญจนถึงตอนเช้า จากนั้นก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และเข้าไปในโรงงานทันที ฉันขอพบผู้จัดการแผนก ซึ่งผู้จัดการและเพื่อน ๆ ทุกคนที่เห็นฉันต่างก็มองด้วยความสงสัย ทุกคนคงจะอยากรู้ว่าฉันไปถูกใครทำร้าย หน้าตาถึงมีรอยช้ำแดงดูไม่ได้เลย

“แจ้งความดีไหมหนู พี่ว่าแบบนี้เข้าข่ายทำร้ายร่างกายนะ” ผู้จัดการฝ่ายบุคคลแนะนำ

“ไม่เป็นไรค่ะ หนูแค่อยากมาลาออกจากงาน หนูไม่ต้องการแจ้งความ”

ฉันยอมรับไม่เคยคิดที่จะแจ้งความแต่อย่างใด เพราะไม่อยากให้เรื่องราวใหญ่โต ที่สำคัญไม่อยากให้พี่ชายเดือดร้อน แม้ว่าพี่ชายจะทำร้ายฉัน แต่ฉันก็ไม่มีวันที่จะทำร้ายพี่ชายเด็ดขาด

หลังจากที่ลาออกจากงานเสร็จแล้ว ฉันก็เซ็นเอกสารให้เพ็ญมารับเงินเดือนแทน จากนั้นก็เข้าไปร่ำลาพี่ฤกษ์และเพื่อนๆ ทุกคน

“พี่รองไม่น่าทำขนาดนี้เลยนะ” พี่ฤกษ์บ่นพึมพำ สีหน้าไม่พอใจพี่รองมากนัก

“ช่างเขาเถอะพี่ฤกษ์ หนูคงทำบุญทำกรรมไว้กับพี่รองเยอะ ถึงได้ถูกพี่ชายตีแบบนี้ บางทีถ้าหนูไปอยู่รังสิต ทุกอย่างก็อาจจะดีขึ้นก็ได้นะ”

“ไปอยู่ที่นั่นก็รักษาดูแลตัวเองให้ดี ถ้าพี่รองยังตีบ่อย ๆ ก็อย่าไปทน กลับไปอยู่บ้านดีกว่า อย่างน้อย ๆ พ่อกับพี่กันต์ก็คงจะปกป้องณัฐบ้าง” พี่ฤกษ์บอกด้วยความเป็นห่วง

ฉันยกมือไหว้พี่ฤกษ์และรุ่นพี่ทุกคนที่ทำงานด้วยกัน จากนั้นก็เดินกลับมาที่อพาร์ทเมนต์ และก็ไม่ลืมแวะโทรศัพท์บอกหนุ่ม โดยที่ไม่ได้บอกหนุ่มว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้หนุ่มแปลกใจเป็นอย่างมาก

“ณัฐจะต้องกลับรังสิตวันนี้ หนุ่มดูแลตัวเองให้ดีนะ”

“กลับตอนไหนเหรอ ทำไมต้องกลับรังสิตด้วย”

“ณัฐต้องกลับเดี๋ยวนี้เลย เหตุผลยากที่จะบอกหนุ่มได้”

“เดี๋ยวผมจะไปหา รอผมด้วยนะ”

ฉันไม่ได้รับปากหนุ่มว่าจะรอเขา แต่ก็ขึ้นไปพับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินลงมาข้างล่าง ซึ่งมีเพ็ญและพี่รัตน์เดินมาส่ง พอเดินมาถึงปากทางเข้าอพาร์ตเมนท์ก็เห็นหนุ่มลงจากวินมอร์เตอร์ไซต์พอดี ฉันมองหน้าหนุ่มด้วยความดีใจที่เขามาตามที่บอกเอาไว้

ทันทีที่หนุ่มเห็นสภาพบนใบหน้าของฉัน หนุ่มก็ตกใจไม่น้อย

“ใครทำอะไรณัฐ พี่ชายณัฐใช่ไหม”

ฉันน้ำตาซึมขึ้นมาทันที ไม่เข้าใจทำไมต้องเป็นคนอ่อนแอขนาดนี้ ทุกครั้งที่มีคนดี ๆ รักและห่วงใย ฉันมักจะปล่อยความอ่อนแอที่เก็บซ่อนเร้นเอาไว้ออกมาทั้งหมด

“ณัฐไม่เป็นไรหรอก หนุ่มไม่ต้องห่วงนะ”

“ไม่ห่วงได้ยังไง ดูสิแก้มเป็นรอยมือ แถมปากเจ๋ออย่างนี้ ผมห่วงณัฐนะ อย่าไปรังสิตเลยนะณัฐ”

น้ำเสียงอ้อนวอนของหนุ่ม ทำให้ฉันหันไปมองเขาด้วยความสงสารและเห็นใจ

“ณัฐไม่ไปไม่ได้หรอกหนุ่ม ถ้าณัฐไม่ไป พี่ชายก็ต้องมาตามอีก หนุ่มเข้าใจที่ณัฐพูดไหม”

“ผมไม่เข้าใจ ทำไมพี่ชายณัฐต้องควบคุมณัฐตลอด ผมรับไม่ได้”

“หนุ่ม........ชะตาชีวิตกำหนดให้ณัฐเป็นแบบนี้ ณัฐต้องไปจริง ๆ”

พอฉันทำท่าจะเดินออกไป หนุ่มก็เดินมาจับมือฉันดึงเอาไว้

“ณัฐอย่าไปเลยนะ ณัฐแต่งงานกับผมนะ ผมจะปกป้องณัฐเอง ผมจะไม่ยอมให้พี่ชายณัฐทำร้ายณัฐอีก”

คำพูดที่หนักแน่น น้ำเสียงอ่อนนุ่มที่จริงใจจากผู้ชายคนหนึ่งที่รักฉันมาก ทำให้ฉันรู้สึกอึ้งไม่น้อยที่ได้ยินคำนี้ ความรู้สึกทั้งดีใจและสับสนในเวลานั้น ฉันยอมรับว่าไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานเลยสักนิด ฉันอายุเพียงสิบหกปีกว่า ๆ ฉันจะแต่งงานได้อย่างไร ถึงแม้ว่าหนุ่มอายุมากกว่าฉันก็จริง แต่เขายังเด็กเกินกว่าที่จะเป็นผู้นำของฉันได้ และฉันก็คิดว่าเขายังไม่พร้อมที่จะเป็นผู้นำครอบครัวได้ หนุ่มยังมีความคิดเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป ยังต้องเรียนรู้ชีวิตวัยรุ่นอีกเยอะ ฉันยอมรับว่าไม่ต้องการที่จะเอาชีวิตตัวเองจมปลักอยู่อย่างนี้

ไม่ใช่ว่าฉันรังเกียจที่จะแต่งงานกับหนุ่ม แต่ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความพร้อมด้วย ฉันรู้ว่าเป้าหมายชีวิตตัวเองคืออะไร ฉันยอมจากพ่อและพี่น้องมาอยู่กรุงเทพเพื่อการศึกษาและเก็บเงินสร้างบ้านให้พ่อจนเสร็จ หากฉันได้ทำทุกอย่างตามฝันแล้ว ฉันก็อาจจะตกลงแต่งงานกับหนุ่มได้ ถึงแม้ว่าในตอนนี้ฉันจะไม่ได้รักเขา แต่คิดว่าความดีของเขาอาจจะทำให้ฉันรักเขาได้ในวันหนึ่ง

“หนุ่ม...ขอบคุณมากนะ ที่ดีกับณัฐตลอด แต่ณัฐคงแต่งงานกับหนุ่มตอนนี้ไม่ได้หรอก ณัฐยังเด็กเกินไป หนุ่มเองก็ยังเด็กเหมือนกับณัฐ เราสองคนมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ”

“ณัฐรังเกียจผมเหรอ” หนุ่มถาม สายตาเว้าวอนที่ถูกปฏิเสธ

“ไม่ได้รังเกียจ หนุ่มเข้าใจที่ณัฐพูดไหม หากณัฐพร้อมกว่านี้ ณัฐก็อยากจะแต่งงานกับหนุ่ม อยากอยู่กับหนุ่มเพียงคนเดียว แต่ในวันนี้ณัฐไม่พร้อม ณัฐต้องรับผิดชอบตัวเอง รับผิดชอบพ่อ รับผิดชอบครอบครัว หนุ่มเข้าใจสิ่งที่ณัฐพูดไหม”

“ผมจะรอณัฐนะ รอวันที่ณัฐพร้อม รอณัฐอยู่ที่พระประแดง รอวันที่ณัฐให้คำตอบผม”

คำพูดของหนุ่มทำให้ฉันสงสารเขาจับใจ แม้หนุ่มจะเป็นผู้ชายที่ไม่ได้เรียนจบสูงอะไร แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานดีเหมือนคนอื่น ๆ เขา แต่หนุ่มก็มีความรักและความจริงใจให้ฉันเสมอ จุดตรงนี้ฉันรู้ดีและรู้สึกมาตลอด เมื่อใดที่ไปอยู่ที่รังสิตแล้ว ฉันก็จะติดต่อกลับมาหาหนุ่มเรื่อย ๆ หากเมื่อไหร่ที่พร้อมก็จะกลับมาให้คำตอบหนุ่ม

หลังจากที่หนุ่มและเพ็ญพร้อมพี่รัตน์มาส่งฉันขึ้นรถเสร็จแล้ว หนุ่มก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม ส่วนเพ็ญและแฟนก็พากันไปธุระหาญาติอีกที่หนึ่ง ฉันแบกกระเป๋านั่งรถโดยสารมาขึ้นรถที่สามแยกพระประแดง

ระหว่างทางก็อดที่จะร้องไห้ไม่ได้ สงสารชีวิตตัวเอง สงสารหนุ่ม สงสารเพื่อน ๆ ทุกคนที่พยายามเหนี่ยวรั้งฉันเอาไว้ แต่สุดท้ายฉันก็ทิ้งพวกเขามาเพื่อที่จะทำตามคำสั่งของพี่ชาย เส้นทางชีวิตของฉันในตอนนี้ก็คงไม่ต่างกับช่วงชีวิตที่ผ่านมา เพียงแต่ฉันไม่ได้เริ่มต้นขึ้นรถจากวงเวียนใหญ่ไปรังสิตเหมือนครั้งนั้น แต่วันนี้ฉันต้องจากพระประแดงและไปอยู่ที่รังสิตตามคำสั่งของพี่ชาย

ชีวิตในวันนี้ฉันยอมทิ้งความรัก ความทรงจำ ความสุข ความเจ็บปวดไว้ที่พระประแดงทั้งหมด และเก็บหัวใจอันบอบช้ำที่จำใจกลับไปที่รังสิตอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าชะตาชีวิตตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป ฉันบอกกับตัวเองเสมอว่า เมื่อไหร่ที่ฉันพร้อมและโตกว่านี้ ฉันจะกลับมาพระประแดงอีกครั้ง

บนเส้นทางที่ชีวิตที่ฉันก้าวออกมาจากพระประแดงมีแต่เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น ฉันร้องไห้แทบทุกวันก็ว่าได้ น้ำตากลายเป็นเพื่อนสนิทของฉัน ชีวิตของฉันไม่ได้งดงามเหมือนคนอื่น ๆ เขา แต่ฉันก็ตั้งมั่นและตั้งใจต่อสู้ให้ถึงที่สุด ฉันเชื่อในความดี และเชื่อว่าถ้าเราทำดี เราก็จะได้เจอสิ่งดี ๆ



หลายปีผ่านไป ฉันมีโอกาสได้แวะไปเยี่ยมวรรณและเพ็ญที่พระประแดง เพ็ญไม่ได้ทำงานอะไรซึ่งก็มีผู้ชายคนใหม่คอยเลี้ยงดูทุกอย่าง ส่วนวรรณกลับมาทำงานโรงงานพลาสติกกับเถ้าแก่คนเดิม ซึ่งโรงงานพลาสติกแห่งนี้ได้ย้ายไปอยู่ที่โรงงานแห่งใหม่แล้ว ส่วนพี่เทพและภรรยาก็ทำงานอยู่ที่เดียวกับวรรณเช่นกัน

เมื่อเดินทางไปถึงพระประแดง วรรณกับเพ็ญก็มารับฉันที่ตัวเมืองพระประแดงและก็พาฉันนั่งรถมาลงที่ซอยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นซอยที่โรงงานพลาสติกแห่งใหม่ของเถ้าแก่ตั้งอยู่ ทางด้านหน้าปากซอยมีร้านขายอาหารหลายอย่าง วรรณและเพ็ญพาฉันแวะซื้ออาหารเข้าไปรับประทาน โดยที่มื้อนี้ฉันขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงเพื่อน ๆ ด้วย

“ตั้งแต่ได้งานทำกับโซนี่ เดี๋ยวนี้รวยใหญ่เลยนะณัฐ” วรรณแซว

“ไม่รวยหรอก ก็แค่มีโอทีเยอะ เลยทำงานเก็บเงินอย่างเดียว”

“ถ้าไม่มีที่ฝากเงิน ก็เอามาฝากบัญชีเราก็ได้นะจ้ะ”

“จ้า ขอให้รวยจริง ๆ เหอะ เดี๋ยวจะโอนไปให้”

หลังจากที่ซื้ออาหารเสร็จแล้ว ฉันกับเพื่อนสาวก็พากันเข้าไปที่ห้องพักในโรงงานของวรรณ โดยที่วรรณพักอยู่ในห้องคนเดียวภายในหอพักผู้หญิง เมื่อเดินเข้าไปด้านใน วรรณก็พาฉันเข้าไปที่ห้องของเธอ และก็พาฉันเข้าไปทักทายพี่เทพและทุก ๆ คนที่เคยรู้จักกันด้วย จากนั้นก็กลับมานั่งรับประทานอาหารด้วยกัน ช่วงระหว่างที่รับประทานอาหารกันอยู่นั้น วรรณก็ชวนฉันพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ นานา ส่วนเพ็ญเองก็ดูมีความสุขไม่น้อยไปกว่ากัน

“ว่าแต่เธอจะเอายังไงกับไอ้พี่วี เลิกกันจริง ๆ หรือว่าแยกกันอยู่” เพ็ญถามถึงพี่วีระชนผู้ชายที่ฉันเคยอยู่กินด้วย

“เราไม่รู้เลยเพ็ญ ตอนนี้แยกกันอยู่ไปก่อน หากอะไร ๆ ดีขึ้น ค่อยว่ากันอีกที”

“ถ้าเราเป็นเธอนะ เลิกแล้วเลิกเลย ไม่กลับไปหรอก”

“เราก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้น อยากให้กาลเวลาลบพี่วีไปจากความทรงจำของเรา ตอนนี้เราอยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ  ไม่อยากยุ่งกับใครเลย เรายอมรับว่ากลัวที่จะมีรักใหม่” ฉันตอบเพื่อนไปตามที่รู้สึก

“กลัวทำไม เธอก็ไม่ใช่คนหน้าตาหน้าเกลียดเนี่ย หน้าตาเธอก็น่ารักออก ถามจริง ๆ เถอะ ที่โรงงานนะมีหนุ่มมาจีบบ้างไหม” เพ็ญถามขณะที่ปั้นข้าวเหนียวจิ้มกับน้ำพริก

ฉันอมยิ้มนิดหนึ่ง “ก็มีบ้าง แต่เราไม่ได้คิดอะไร ส่วนใหญ่ก็คุยกันธรรมดา แบบเพื่อนเสียมากกว่า”

“ไม่ต้องเล่นตัวเลยเธอ มีหนุ่มมาจีบนะดีแล้ว คบเล่น ๆ ไม่เห็นเป็นไร แก้เหงาดีออก”

“แต่เราไม่ชอบหลอกใคร ถ้าเราไม่รัก เราก็บอกเขาไปตรง ๆ ไม่อยากทำให้ใครเสียใจ บอกตรง ๆ กลัวบาป”

ฉันยอมรับว่าเป็นแบบนั้นจริง ๆ หากฉันไม่ได้รักผู้ชายคนไหน ฉันก็ไม่กล้าหลอกกินอะไรเขา กลัวเวรกรรมจะตามทัน กลัวบาปกรรมจะทำให้ชีวิตของฉันไม่มีความสุข เพราะฉันยังคงมั่นและเชื่อในเรื่องคุณงามความดีตลอด

“มันจะบาปอะไรกัน ก็ในเมื่อผู้ชายมาเสนอ เราเป็นผู้หญิง ก็แค่รับ ๆ ไม่ทำร้ายจิตใจผู้ชาย ก็แค่นั่นเอง ไม่บาปหรอก เชื่อเราสิ เราทำบ่อยจะตาย ฮ่า ๆ ” เพ็ญตอบหัวเราะถูกอกถูกใจ

ฉันมองใบหน้าของเพื่อนและก็ย้อนมามองภาพชีวิตตัวเอง “แต่เราทำไม่ได้หรอกเพ็ญ เราไม่กล้า”

“เธอก็เป็นเสียอย่างนี้ เห็นไหมผู้ชายถึงได้ใจ” เพ็ญพูดพลางทำทีไม่สนใจกับคำพูดของตน

ฉันยอมรับว่าเป็นแบบที่เพ็ญพูดจริง ๆ ฉันหลอกใครไม่เป็นและเป็นผู้หญิงซื่อ ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ หลังจากที่ทานอาหารกันเสร็จแล้ว วรรณก็พาฉันเดินออกไปซื้อน้ำผลไม้ปั่นที่หน้าโรงงาน โดยที่เพ็ญนอนดูทีวีอยู่ในห้องคนเดียว

ช่วงระหว่างที่เดินลงมาข้างล่าง หัวใจของฉันแทบจะร่วงหล่นลงพื้น มือไม้สั่นไปหมด ความทรงจำเก่า ๆ ที่ผ่านไปหลายปีก็กลับคืนมาสู่ความคิดอีกครั้ง ตาสองข้างยังคงจ้องมองใครคนหนึ่งไม่กะพริบตา ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขายังคงทำงานอยู่ที่นี่

“หนุ่ม”

“ณัฐ”

ฉันและหนุ่มสบตากันอยู่เสียนาน ส่วนวรรณได้แต่มองด้วยความสงสารปนเห็นใจ และก็ขอตัวเดินออกไปเสียก่อน เพราะคงต้องการให้ฉันมีโอกาสได้อธิบายเรื่องราวให้หนุ่มได้เข้าใจบ้าง เนื่องมาจากที่ผ่านมาหนุ่มไม่เคยได้เข้าใจเกี่ยวกับชีวิตที่แท้จริงของฉันเลย

“ณัฐมีความสุขมากไหมกับการอยู่กินกับผู้ชายคนนั้น แล้วกลับมาทำไมล่ะเนี่ย”

คำพูดของหนุ่มทำให้น้ำตาของฉันไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก รู้สึกผิดทุกอย่างที่ไม่เคยบอกกล่าวให้หนุ่มได้รับรู้เรื่องราว ทำให้หนุ่มโกรธเคืองและคิดว่าฉันทิ้งเขาไปมีผู้ชายคนใหม่ ฉันไม่เคยต้องการกลับมารักหนุ่มอีกเลย วันนี้เป็นเหตุบังเอิญที่ต้องเจอกัน ฉันเพียงแค่อยากอธิบายให้หนุ่มได้เข้าใจฉันบ้าง

“หนุ่มฟังณัฐก่อนสิ”

“ผมไม่มีอะไรจะฟัง ผู้หญิงที่ทำให้หัวใจผู้ชายคนหนึ่งตายทั้งเป็น จะมีอะไรมาแก้ตัวอีกล่ะ”

“ณัฐไม่ได้มาแก้ตัว และไม่ได้มาขอให้หนุ่มรักณัฐนะ แต่ณัฐอยากอธิบายสักนิด”

“อธิบายอะไรล่ะ ผมไม่อยากฟัง” และก็ทำท่าจะเดินจากไป

ฉันหลับตาแน่นิ่ง ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเป็นระยะ ๆ เก็บความอดทนอดกลั้นไว้ในใจ แม้ว่าเรื่องราวระหว่างฉันและหนุ่มจะผ่านไปหลายปีแล้ว แต่ฉันไม่เคยลืมผู้ชายดี ๆ คนหนึ่งที่รักฉันเลยสักนิด

“ถ้าหนุ่มไม่ฟัง หนุ่มก็จะเข้าใจณัฐผิดไปตลอดชีวิต”

หนุ่มหยุดยืนกับที่ เขายืนหันหลังให้ฉัน และไม่ได้พูดอะไร ปีนี้หนุ่มโตขึ้นมาก เป็นหนุ่มแน่นกว่าเก่า เขาอายุมากกว่าฉันหนึ่งปี ซึ่งปีนั้นฉันอายุยี่สิบกว่า ๆ ส่วนหนุ่มก็คงประมาณยี่สิบสองปีได้

“ถ้าสมมุติว่า หนุ่มเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง มีความรู้สึกดี ๆ และผูกพันกับผู้ชายคนหนึ่ง ด้วยความที่ยังเด็กทำให้พี่ชายพาไปอยู่ด้วย และคอยปกป้องดูแลเพราะกลัวว่า เธอจะผิดพลาดเสียท่าให้ผู้ชายสักคน โดยที่หนุ่มไม่มีโอกาสที่จะเล่าเรื่องราวให้ผู้ชายคนนั้นฟังมากนัก แต่หัวใจยังระลึกถึงผู้ชายคนนั้นอยู่เสมอ จวบจนวันหนึ่ง หนุ่มตกเป็นของผู้ชายอีกคนหนึ่ง โดยที่ไม่ได้ตั้งใจและไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น เพราะความไร้เดียงสาต่อโลก หรือเพราะอะไรก็ตามแต่ และด้วยเหตุผลและหน้าตาของครอบครัว ทำให้หนุ่มต้องอยู่กินกับผู้ชายคนนั้น เพื่อรักษาหน้าตาชื่อเสียงวงศ์ตระกูลด้วยการต้องแต่งงาน เพื่อทำให้พ่อมีความสุข ทำให้พี่น้องทุกคนสบายใจ ทำตามความต้องการของขนบธรรมเนียมที่ถูกกำหนดไว้”

ฉันร้องไห้สะอื้นอยู่ตลอด แม้จะเล่าเรื่องราวไปด้วย

“ณัฐถามหนุ่มจริง ๆ เถอะ หนุ่มจะทำแบบไหน หนุ่มจะยอมทำให้ครอบครัวเสียใจซ้ำแล้วซ้ำอีกไหมล่ะ หรือว่าหนุ่มจะยอมทิ้งผู้ชายคนนั้น และหนีมาหาผู้ชายที่ตัวเองรัก โดยที่ตัวเองไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมแล้ว หนุ่มรับตัวเองได้ไหมล่ะ ถามจริง ๆ หนุ่มรักผู้หญิงที่ไม่บริสุทธิ์มาเป็นเมียและแม่ของลูกหนุ่มได้ไหม พ่อแม่พี่น้องของหนุ่มรับได้ไหมล่ะ”

ฉันตะโกนถามหนุ่ม น้ำตาคลอเบ้าไม่ขาดสาย

หนุ่มหันมามองฉัน น้ำตาซึมเช่นเดียวกัน

“ผมขอโทษ ผมไม่เคยรู้ ผมก็นึกว่าณัฐเก็บผ้าไปอยู่กับผู้ชายคนนั้นเสียอีก”

“หนุ่มคิดว่าณัฐง่ายแบบนั้นเชียวหรือ ถ้าณัฐง่ายจริง ๆ ณัฐคงเก็บผ้าอยู่กับหนุ่มตั้งแต่อายุสิบหกปีกว่า ๆ แล้ว ป่านนี้เราก็คงได้อยู่ด้วยกัน คงไม่พรากจากกันอย่างนี้”

“ผมขอโทษ ที่เข้าใจผิดมาตลอด”

ฉันเอามือเช็ดน้ำตาเบา ๆ เดินมานั่งที่เก้าอี้ใต้ต้นไม้ข้าง ๆ โรงงาน ส่วนวรรณนั้นเดินออกไปซื้อน้ำปั่นด้านหน้าโรงงาน ช่วงเวลานั้นมีเพียงหนุ่มกับฉันเท่านั้น หนุ่มเดินมานั่งที่เก้าอี้ติด ๆ กับฉัน เขายื่นผ้าเช็ดหน้าให้ฉันซับน้ำตา ฉันกลั้นร้องไห้อีกครั้ง ไม่เข้าใจทำไมทุกครั้งที่ฉันร้องไห้ ผู้ชายที่ดี ๆ คนหนึ่งต้องคอยยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ฉันได้ซับน้ำตาด้วย

“ณัฐอย่าเสียใจเลยนะครับ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ว่าแต่ผู้ชายคนนั้นเขาดูแลณัฐดีไหม”

ท่าทางของหนุ่มดูใจเย็นขึ้นมามากทีเดียว เขาคงตกใจไม่น้อยที่ได้ยินเรื่องราวจากฉัน ทำให้เขารู้สึกผิดที่ไม่เคยเข้าใจฉันเลย ในวันนั้นฉันพยายามหยุดร้องไห้ แต่ก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่

“ก็เรื่อย ๆ นะหนุ่ม”

“เขากับณัฐอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพเหรอ”

“เปล่า เขาเรียนหนังสืออยู่ที่ปักษ์ใต้”

“แล้วเขาขึ้นมาหาณัฐหรือเปล่าล่ะ”

“เปล่าหรอก เขามาไม่ได้หรอก”

“แล้วพ่อของณัฐล่ะ ท่านเป็นยังไงบ้าง” หนุ่มยังจำเรื่องราวพ่อของฉันได้ตลอด

“ท่านเสียแล้วล่ะหนุ่ม พอท่านเสียชีวิต ณัฐก็ยกเลิกงานแต่งงานทั้งหมด และก็ลาออกจากงานไปเรียนหนังสือต่อที่ปักษ์ใต้” ฉันหันไปมองหน้าหนุ่ม สบตาเขาอยู่ตลอด

“พอณัฐเรียนจบก็เลยกลับขึ้นมากรุงเทพก่อน แล้วเขาคนนั้นจะขึ้นมากรุงเทพไหมล่ะ” หนุ่มถาม เหมือนอยากรู้ความเป็นไประหว่างฉันกับพี่วีระชน

“ไม่รู้เลย เป็นเรื่องของอนาคต” ฉันตอบสั้น ๆ เหมือนไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว

“ณัฐกับเขาคนนั้นมีปัญหากันเหรอ มีอะไรคุยกับหนุ่มได้ตลอดนะ ดูณัฐไม่ค่อยมีความสุขเลย”

“ก็ไม่เชิงปัญหาหรอกนะ มันก็แค่เรื่องธรรมดาของคู่รัก ว่าแต่หนุ่มเถอะ มีครอบครัวหรือยังล่ะ”

“ยังครับ ผมยังรักใครไม่ได้”

“ทำไมล่ะ”

“เพราะผมไม่เคยลืมณัฐ” หนุ่มตอบสั้น ๆ หันมาสบตาฉันอย่างมีความหมาย

ฉันยิ้มเศร้า ๆ ให้หนุ่ม ไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายคนหนึ่งจะรักและเก็บฉันไว้ในความทรงจำมาตลอด ในตอนแรกฉันก็คิดว่ากาลเวลาคงจะทำให้เขาลืมฉันไปได้

“เราสองคนเป็นแค่อดีตเท่านั้นแหละ ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว หนุ่มเองก็ควรเปิดใจให้กับคนอื่นบ้างก็ดี อย่ามาจมปลักอยู่กับณัฐเลยนะ”

“ทำไมล่ะ ถ้าผมจะมีความสุขกับการได้คิดถึงณัฐอยู่อย่างนี้”

ฉันเอื้อมไปจับมือหนุ่มเบา ๆ ต้องการให้กำลังใจเขา

“แต่ความจริงของชีวิตไม่เหมือนกับความฝันนะหนุ่ม เราสองคนรักกันไม่ได้หรอกนะ ณัฐมีเขาอยู่ทั้งคน ขอให้เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันนะ”

หนุ่มมองหน้าฉัน แววตาของเขาเศร้าผิดปกติ ฉันรู้สึกสงสารหนุ่มจับใจ แต่ก็พยายามพูดเตือนให้หนุ่มยอมรับความจริง

“ก็ได้ครับ แต่หากเมื่อใดที่ณัฐไม่มีเขา ขอให้ณัฐรู้ว่าผมยังรักณัฐเสมอนะ”

“รักได้ แต่ไม่ต้องถึงกับรอณัฐตลอดชีวิตนะ ถ้าเจอใครดี ๆ ก็แต่งงานกับเขาไปเถอะ ณัฐจะยินดีและดีใจมาก ๆ หากหนุ่มมีครอบครัวที่มีความสุข”

วันนั้นฉันกับหนุ่มมีโอกาสได้ปรับความเข้าใจกัน เรื่องราวต่าง ๆ ที่หนุ่มเคยเข้าใจฉันผิดมาตลอด เขาก็ได้รู้ความจริง ถึงแม้ว่าในอนาคตข้างหน้า ฉันกับพี่วีระชนอาจจะเลิกรากันไปจริง ๆ ฉันก็ไม่อาจจะกลับมารักหนุ่มได้อีก ไม่ใช่ว่าฉันรังเกียจหนุ่ม แต่ฉันคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับหนุ่มมากกว่า ฉันพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าสิ่งที่ต้องพบเจอจะเลวร้ายแค่ไหน ฉันก็ยอมรับว่าจะไม่กลับไปเดินซ้ำรอยอดีตเก่า ๆ อีก และก็จะคอยให้กำลังใจหนุ่มอยู่ห่าง ๆ อย่างนี้ เพราะหวังว่าวันหนึ่งหนุ่มคงพบคนดี ๆ สมกับความดีที่หนุ่มได้ทำมาตลอด ฉันเองก็คงมีความสุขไม่น้อยหากหนุ่มมีชีวิตที่มีความสุข

หลังจากเจอหนุ่มในวันนั้น ฉันก็ไม่เคยเจอหนุ่มอีกเลย และก็ไม่คิดที่จะกลับไปเยี่ยมวรรณที่โรงงานพลาสติก เพราะไม่อยากให้หนุ่มคิดว่าฉันให้ความหวังอะไรกับเขา ฉันไม่ต้องการให้หนุ่มคิดว่าฉันอาจจะกลับไปรักเขาอีก ฉันอยากให้หนุ่มมีชีวิตใหม่ที่ดีโดยที่ไม่มีฉันอยู่เคียงข้าง ฉันอยากให้หนุ่มได้พบคนดี ๆ ที่คู่ควรที่สุด ผู้หญิงที่พร้อมจะรักและดูแลหนุ่มได้ทุกวินาที สำหรับฉันคนนี้ คนที่หนุ่มเคยรัก อยากขอบคุณทุกความรู้สึกดี ๆ ที่หนุ่มเคยมีให้ ฉันขอเป็นกำลังใจให้หนุ่มทุก ๆ เรื่อง และจะขอเก็บความทรงจำดี ๆ ที่เคยมีให้กันผ่านเสียงเพลง "รักเธอ" ตลอดไป



 







Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones