dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "ร้องไห้กับฉัน"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนที่เธอไม่รัก"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
bulletMusic Hidden in the Memory "ช่างไม่รู้เลย"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


Music Hidden in the Memory "ช่างไม่รู้เลย"



เวลาที่ฟังเพลง "ช่างไม่รู้เลย" ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรื่อง "เพื่อนสนิท" ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะคิดถึงเพื่อนเก่าที่เคยทำงานด้วยกัน บางทีการที่เรามีเพื่อน ไว้ใจกันและกัน เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เราไม่เคยรู้เลยว่า ในช่วงเวลานั้น ๆ ที่มอบมิตรภาพให้กัน เพื่อนอีกคนหนึ่งมีความรู้สึกกับเรามากกว่าคำว่าเพื่อน ความจริงถ้าเราไม่ต้องรับรู้อะไร ๆ ก็คงจะดี เพราะความรู้สึกของคำว่าเพื่อนก็ยังคงเหมือนเดิม แต่บางครั้งกับคนที่เราไม่ได้รัก ไม่ได้รู้สึกมากกว่าคำว่าเพื่อน เราก็รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย วางตัวไม่ถูก เกิดความรู้สึกสับสนในใจ อยากให้เพื่อนรู้สึกกับเราแค่คำว่าเพื่อนเท่านั้น อยากให้มิตรภาพยังคงเหมือนเดิม


ฉันเองเคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้มาก่อน เคยทั้งถูกรัก และเคยทั้งรักเพื่อนสนิท ฟังดูก็เหมือนเรื่องที่ตลกของความรัก แต่ก็นี่แหละเป็นชีวิตของฉัน ไม่ใช่นิยายที่เขียนแต่งสนุกไปวัน ๆ ฉันเคยเขียนเรื่องราวของเพื่อนรักคนนี้ไว้เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา จึงอดไม่ได้ที่จะเอามาเรียบเรียงใหม่ เพื่อบทเพลงซ่อนความทรงจำเพลงนี้โดยเฉพาะ เวลาที่ได้คิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ บางทีก็ทำให้ฉันแอบยิ้มให้กับโชคชะตาที่กำหนดให้ฉันเจอใครต่อใครก็ไม่รู้ แต่ทุกคนก็ล้วนแต่ดีและมีคุณค่าในความทรงจำของฉันเสมอ

ฉันยอมรับว่าความรักเป็นสิ่งที่สวยงาม ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักกี่ปี ฉันเชื่อว่าหลาย ๆ คนยังจดจำความทรงจำดี ๆ เหล่านี้ได้เสมอ ไม่ว่าคนที่รักเราและคนที่เรารัก ฉันเชื่อว่าทุก ๆ คนคงจะได้เจอมาบ้าง ฉันเองก็ไม่เคยลืมทุก ๆ คนที่เข้ามาในชีวิต สมองของฉันบันทึกข้อมูลความทรงจำไว้เป็นอย่างดี ทุกภาพทุกตอนเรื่องราวชีวิตยังคงเก็บไว้ทั้งหมด และมันก็ถูกฉันถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือออกมาตลอด


เมื่อปีที่ผ่านมาฉันได้ระลึกถึงใครคนหนึ่ง ในวันนั้นเป็นวันหยุด ฉันนอนอ่านหนังสือทั้งวัน เมื่อรู้สึกเมื่อยตาก็วางหนังสือเอาไว้ที่โต๊ะข้าง ๆ โซฟา จากนั้นก็เอนตัวนอนคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย มีอะไรบ้างที่ผู้หญิงอย่างฉันชอบคิด นอกจากเรื่องราวชีวิตในปัจุบันนี้และความฝันในอนาคตที่อยากจะทำ และก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันคิดได้ตลอด นั่นก็คือเรื่องอดีตเก่า ๆ ที่ผ่านมาหลายปีแล้ว เมื่อครั้งที่ฉันยังอายุยี่สิบปีต้น ๆ

ฉันหยิบกระเป๋าสตางค์มาเปิดดู เพื่อที่จะสำรวจดูว่านอกจากบัตรประชาชนที่กำลังจะหมดอายุอีกไม่กี่ปีแล้ว ยังมีเอกสารอะไรบ้างที่ฉันจะต้องกลับไปต่อที่เมืองไทย บัตรแต่ละอย่างถูกฉันเปิดอ่านอย่างช้า ๆ จนถึงบัตรนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ฉันยังคงเก็บติดตัวเอาไว้ อันที่จริงบัตรนักศึกษาอันนี้เคยหายไปตอนที่ฉันโดนล้วงกระเป๋าเมื่อครั้งที่ยังทำงานกับบริษัทญี่ปุ่น แต่โชคดีที่ผู้ร้ายยังใจดีคืนบัตรสำคัญต่าง ๆ ให้ฉันเอาไว้ดูต่างหน้า และพวกโจรเหล่านี้ก็เลือกเอาแต่เงินและบัตรเอทีเอ็มไปเท่านั้น

ฉันอ่านชื่อของตัวเองในบัตรนักศึกษา ก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ ฉันได้เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็จริง แต่มันก็เป็นแค่เพียงความฝันที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะฉันต้องเลือกระหว่างแต่งงานย้ายมาอยู่กับคนรักที่อเมริกา หรือว่าจะเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองไทยจนจบและแยกกันอยู่คนละประเทศ มันคงจะทรมานน่าดูหากฉันตัดสินใจทำแบบนั้น ฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยรักความฝันของตัวเองเท่าไรเมื่อเทียบกับความฝันของคนที่ฉันรัก เวลาที่ได้เห็นคนรักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและสิ่งที่เขาคาดหวัง ฉันเองก็พลอยมีความสุขกับความสำเร็จของคนรักไปด้วย

บัตรนักศึกษา มสธ. จารึกชื่อของฉันเป็นภาษาไทย ณัฐฑินี พร้อมนามสกุลอย่างชัดเจน ไม่มีรูปถ่ายติดในบัตรเหมือนบัตรนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่น ๆ บัตรเหล่านี้เป็นบัตรนักศึกษาที่ฉันทำตอนสมัครเรียนเมื่อปลายปี 2544 เวลาที่ดูบัตรนักศึกษาเก่า ๆ ของตัวเอง ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องราวในอดีต โดยเฉพาะคน ๆ หนึ่งที่มีส่วนสำคัญให้ฉันได้ถือบัตรนักศึกษาใบนี้

เมื่อปลายปี 2544 เป็นครั้งแรกที่ฉันก้าวเข้ามาทำงานในบริษัทแห่งนี้ ยอมรับว่าตื่นเต้นไม่น้อย พนักงานในแผนกที่ฉันทำงานส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย ฉันลาออกจากตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิตของบริษัทผลิตเครื่องอีเล็คทรอนิคส์ที่ขึ้นชื่อของเมืองไทย เพื่อที่จะมาทำงานเป็นเสมียนฝ่ายคลังสินค้าให้กับบริษัทญี่ปุ่นชื่อดัง

ในตอนนั้นฉันไม่เคยคิดหรอกว่าตัวเองจะได้เข้ามาทำงานในบริษัทนี้ เพราะตัวเองไม่มีคนรู้จักที่อ้างอิงในตอนสมัครงาน และก็รู้สึกภูมิใจมาก ๆ ที่ได้รับเลือกให้เข้ามาทำงานในบริษัทนี้ เพราะทุกอย่างที่ฉันก้าวเข้ามานั้น ล้วนแต่มาจากความสามารถที่ฉันมีอยู่ทั้งหมด

เด็กใหม่ในแผนกแต่ละแผนกจะต้องใส่หมวกสีเหลืองกับชุดยูนิฟอร์มเฉกเช่นสาวโรงงานทั่วไป ช่วงระหว่างที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลพาฉันเดินเข้ามาที่แผนกคลังสินค้า สายตาของเพื่อน ๆ ในแผนกเป็นสิบ ๆ คู่ต่างก็หันมามองด้วยความสงสัยใคร่อยากรู้ หากเป็นเด็กสาวอย่างฉัน หนุ่ม ๆ ก็มักจะอยากรู้มีแฟนหรือยัง เรียนจบอะไรมา หรือถ้าหากเป็นหนุ่ม ๆ ที่หน้าตาดี สาว ๆ ในแผนกเพียงไม่กี่คนที่ยังโสดก็มักจะจับตามองเป็นพิเศษ

วันนั้นฉันกับเพื่อนชาย (พี่ธงชัย) เดินตามกันมาติด ๆ พี่ธงชัยและฉันเข้ามาทำงานในบริษัทนี้พร้อมกัน เราทั้งสองทำงานแผนกเดียวกัน เพียงแต่ส่วนงานความรับผิดชอบต่างกัน ฉันมีหน้าที่เป็นเสมียนอยู่ฝ่ายคีย์เบิกจ่ายวัตถุดิบให้กับแผนกฝ่ายผลิตและฝ่ายเอ็นจิเนียร์ นอกจากนั้นก็ประสานงานเบิกจ่ายวัตถุดิบให้กับฝ่ายควบคุมคุณภาพ พร้อมทั้งติดต่อขอเบิกวัตถุดิบให้กับโรงงานอีกแห่งหนึ่งด้วย งานของฉันไม่ได้ยากมากนัก แต่ก็อาศัยความรอบคอบและความละเอียดในการคีย์ข้อมูลป้อนเข้าไปในระบบแต่ละครั้ง

ในแผนกคลังสินค้าที่ฉันทำงานอยู่นั้น มีพนักงานหญิงสี่คนและผู้ชายสี่คน ส่วนผู้จัดการที่ดูแลเกี่ยวกับฝ่ายคลังสินค้านั้นก็เป็นผู้หญิง แผนกของฉันจะเป็นคลังสินค้าแยกย่อยที่อยู่ในแผนกฝ่ายผลิตตัวขาคอนเน็คเตอร์ให้กับบริษัท พนักงานฝ่ายผลิตเป็นผู้ชายทั้งหมด มีเพียงเสมียนด้านตรวจสอบคุณภาพ (QC) และเสมียนฝ่ายผลิตเท่านั้นที่เป็นผู้หญิงเพียงไม่กี่คน

“เฮ้ย! เด็กใหม่เหรอ มีแฟนหรือยังวะ” เสียงพูดคุยของหนุ่ม ๆ ดังเล็ดลอดให้ได้ยินทุกครั้งที่ฉันและเพื่อน ๆ เดินผ่าน

“มีแล้วมั่ง หน้าตาแบบนี้ไม่เหลือให้พวกเอ็งจีบหรอก” ชายหนุ่มคนหนึ่งหันไปบอกเพื่อน ๆ ในกลุ่ม

“ไม่แน่หรอกเว้ย จริงไหมวะไอ้ต๊ะ”

ผู้ชายคนหนึ่งตอบ พลางหันไปกอดคอเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งซึ่งชื่อ ต๊ะ ฉันหันไปมองผู้ชายเจ้าของชื่อ เห็นเขามองมาทางฉันพอดี ฉันเผลอยิ้มให้เขาอย่างเป็นกันเอง ส่วนต๊ะนั้นก็ยิ้มให้ฉันเช่นเดียวกัน

“ไอ้ต๊ะ จริงไหมวะ” พี่เดี๋ยวเพื่อนรุ่นพี่ของต๊ะถามอีกครั้ง

“ผมจะไปรู้เหรอพี่ ถ้าพี่อยากรู้ก็ไปถามเอาเองสิ”

“ใครจะไปกล้าถามวะ ขืนไปถาม เดี๋ยวยัยผู้จัดการปากจัดก็ด่าอีกแหละ”

“พี่นี่ก็เป็นเสียอย่างนี้ คิดจะจีบเขา แต่ดันกลัวผู้จัดการ”

ต๊ะหัวเราะพลางทำทีเดินไปหยิบกระดาษใบงานและนั่งคิดคำนวณตัวงานที่ผลิตอยู่บนลังติด ๆ กับเครื่องจักร ฉันหันไปมองเขาและเพื่อน ๆ แต่ไม่ได้สนใจอะไร ยอมรับว่าได้ยินทุกถ้อยคำพูดที่พวกเขาสนทนากัน

หน้าตาอย่างนี้ไม่เหลือให้พวกเอ็งจีบหรอก

หากจะตีความหมายคำนี้ ทุกคนก็คิดว่าฉันมีคนรักอยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าฉันคิดอะไรอยู่ ฉันยอมรับว่าเคยมีความรักเหมือนคนอื่น ๆ เขา แต่ ณ วันนั้นหัวใจของฉันหนีความบอบช้ำอยู่อย่างเดียวดายมาเกือบสองปีแล้ว ฉันไม่เคยคิดจะมีความรักกับใครอีกเลย เพราะยังรู้สึกกลัวและเข็ดขยาดมาตลอด ฉันกลัวว่าจะถูกทิ้งและถูกทำร้ายจิตใจเหมือนในอดีต ไม่อยากเจอความรักที่ทำให้เสียน้ำตาครั้งแล้วครั้งเล่า

ช่วงระหว่างนั้นมีหนุ่ม ๆ จากบริษัทเก่ามาแจกขนมจีบให้ฉันอยู่บ้าง แต่พอฉันไม่สนใจ ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่เคยจีบก็กลับมาเป็นพี่ชายและเพื่อนที่แสนดี เขาเหล่านี้เป็นคนที่ฉันรักและนับถือเสมอ เป็นผู้ชายที่น่ารักและคอยช่วยเหลือมีน้ำใจกับฉันมาตลอด ฉันเองก็ซึ้งใจชายหนุ่มเหล่านี้เป็นอย่างมาก แม้จะไม่มีความรักแบบคนรักให้กัน แต่ฉันและเพื่อน (พี่ชายที่แสนดี) ก็ยังมอบมิตรภาพที่ดีให้กันเสมอ

ฉันทำงานอยู่แผนกคลังสินค้าประมาณสามเดือน ก็เริ่มคุ้นเคยรู้จักพี่ ๆ เพื่อน ๆ ในแผนกมากขึ้น พนักงานผู้ชายในส่วนฝ่ายผลิตที่ฉันคุยด้วยบ่อยที่สุดก็คือ ต๊ะ เพราะว่าเขาทำงานคุมเครื่องจักรอยู่ติด ๆ กับแผนกของฉัน ต๊ะเป็นผู้ชายที่อายุน้อยกว่าฉันหนึ่งปี แต่ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ทำให้ฉันคิดว่าเขาอายุเท่ากับฉันหรือไม่ก็มากกว่าเป็นแน่ ทุกครั้งที่ต๊ะต้องการเบิกวัตถุดิบในการผลิต ต๊ะก็มักจะถือโอกาสมานั่งคุยกับฉันเกี่ยวกับฉันบ่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องเรียนซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกมาคุยเป็นประจำ

ต๊ะเป็นผู้ชายผิวขาวที่จัดว่าหน้าตาดูดีสะอาดสะอ้าน เขาไม่ได้เป็นผู้ชายหล่อเข้มเหมือนอดีตคนรักของฉัน แต่เขาก็เป็นผู้ชายที่คุยสนุกและอัธยาศัยดีมาก ๆ เราสองคนเป็นเพื่อนกันที่ใคร ๆ หลายคนก็รู้เป็นอย่างดี ฉันเองก็รู้สึกว่าต๊ะเป็นเพื่อนผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ฉันสนิทและไว้ใจพอสมควร

ตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย ต๊ะก็ขึ้นมาทำงานที่บริษัทแห่งนี้และเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช (มสธ.) ในตอนนั้นฉันกำลังจะสมัครเรียนต่อ มสธ. ในระดับปริญญาตรีภาคต่อเนื่องอยู่ด้วย จึงต้องปรึกษาเรื่องสมัครเรียนกับต๊ะตลอด

“ต๊ะ แล้วถ้าเราจบ ปวส. มาแบบเนี่ย ต้องเรียนกี่ปีกี่วิชาล่ะ” ฉันถามต๊ะ

“ผมคิดว่าคงเรียนไม่นานหรอกนะ คิดว่าแค่ไม่กี่เล่มก็คงจะจบแล้ว”

ต๊ะมักจะแทนตัวเองว่า...ผม...เสมอ เขาเป็นผู้ชายที่สุภาพมาก เวลาที่ฉันหัวเราะสนุกสนานกับเรื่องตลก ๆ ฉันก็มักจะเห็นต๊ะนั่งอมยิ้มและหันมามองฉันตลอด ฉันไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร เวลาที่ฉันถาม

“ยิ้มอะไรต๊ะ”

“เปล่าครับ”

“เปล่า เราไม่เชื่อหรอก เปล่าแต่ทำไมตายังมองอยู่ มีอะไรเหรอ หน้าเรามีอะไรเปื้อนหรือเปล่า หรือว่าแก้มเราเปื้อนหมึก”

ฉันเอามือลูบแก้มตัวเองไปมา และก็ยื่นหน้าให้ต๊ะช่วยดูให้ด้วย เกรงว่าหน้าตัวเองจะเปื้อนหมึกเหมือนวันก่อน

“เปล่า ไม่มีอะไรนี่ครับ”

ต๊ะระบายยิ้มเต็มใบหน้า เขามองท่าทางของฉันอยู่ตลอด ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะถามซ้ำ

“ไม่มี แล้วต๊ะยิ้มทำไม ถ้าต๊ะเป็นเพื่อนเรา ต๊ะบอกเรามาสิ ว่าต๊ะยิ้มอะไร”

วันนั้นต๊ะไม่ยอมบอกอะไรกับฉันเลย เขาหยิบกระดาษเบิกวัตถุดิบได้ ก็เดินอมยิ้มกลับไปที่แผนกฝ่ายผลิต ทำให้ฉันนั่งลูบแก้มตัวเองไปมา อดไม่ได้จึงเดินไปขอกระจกจากเพื่อนสาวมาส่องดู เพราะอยากรู้ว่าใบหน้าตัวเองมีอะไรผิดปกติหรือเปล่า แต่พอไม่เห็นมีอะไร ฉันก็เดินไปชะเง้อมองที่เครื่องจักรซึ่งต๊ะคุมงานอยู่ เมื่อต๊ะเห็นฉันยืนมองอยู่ เขาก็ส่งยิ้มให้แต่ไกล ฉันยิ้มรับนิดหนึ่งและก็ทรุดลงนั่งบนเก้าอี้ตรงหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์

ช่วงระหว่างนั้นพี่แม็กเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ติด ๆ กับฉัน เธอมองหน้าฉันและก็ยิ้มสดใส

“เป็นอะไรเหรอ โดนเจ้าต๊ะแกล้งล่ะสิ”

“ไม่รู้แกล้งหรือเปล่า เห็นยิ้มตลอด ถามอะไรก็ไม่ยอมบอก ตอนแรกณัฐก็นึกว่าหน้าณัฐเปื้อนหมึกเสียอีก อุตส่าห์ยื่นหน้าให้ต๊ะดูชัด ๆ แต่ต๊ะกลับยิ้มอย่างเดียวและก็ไม่พูดอะไรเลย” ฉันบอกเล่าให้เพื่อนฟังไปด้วย

“แล้วไปยื่นหน้าให้มันดูทำไม ไม่กลัวมันหอมแก้มเอาเหรอ”

“หอมไม่กลัว กลัวไม่หอม และณัฐก็เชื่อว่าต๊ะไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด ต๊ะเป็นเพื่อนกับพวกเรา เพื่อนต้องไม่ทำร้ายเพื่อน จริงไหมพี่แม็ก”

ฉันตอบอย่างมั่นใจ เพราะรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเพื่อนชายคนนี้พอสมควร

“จริงจ้า เพื่อนต้องรักเพื่อน” พี่แม็กตอบและก็หัวเราะหึ ๆ

“ถูกต้องค่ะ เพื่อนต้องรักเพื่อนถึงจะเป็นเพื่อนแท้”

ฉันกับต๊ะยังคงเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเกินเลย แผนกที่ฉันทำงานเป็นแผนกใหญ่ มีแผนกย่อยฝ่ายเอ็นจิเนียร์และฝ่ายช่างซ่อมรวมอยู่ด้วยกัน ต๊ะเคยได้ยินหนุ่ม ๆ ฝ่ายช่างหยอกแซวฉันอยู่บ่อย ๆ เขาไม่ได้พูดอะไรนอกจากรอยยิ้มที่มอบให้ฉันเสมอต้นเสมอปลาย

ต๊ะรู้ว่าพี่กฤษดาหนุ่มแผนกฝ่ายช่างแอบรักฉันอยู่ เขาคงเคยได้ยินหนุ่ม ๆ ฝ่ายช่างพูดคุยเรื่องราวพี่กฤษดาให้ฟังบ้าง แต่เพราะต๊ะรู้ว่าฉันไม่ได้คิดอะไรกับหนุ่มคนไหน ทำให้เขาไม่ได้สนใจสิ่งที่ใคร ๆ พูดเกี่ยวกับตัวฉัน และต๊ะก็ไม่เคยถามฉันเลยสักครั้งว่าหัวใจของฉันเป็นของใคร เขาเป็นเพื่อนที่ให้เกียรติฉันมาตลอด

เวลาที่มีพนักงานฝ่ายผลิตหรือพวกพนักงานแผนกอื่น ๆ เอาวัตถุดิบที่ผลิตเสร็จแล้วมาส่งคืนที่แผนกคลังสินค้า ฉันก็ต้องเป็นคนที่ต้องตรวจสอบเอกสารรับคืนสินค้าต่าง ๆ เป็นประจำ วันไหนที่พนักงานชายฝ่ายคลังสินค้าไม่อยู่ในแผนก ฉันก็มักจะเดินไปตามให้ต๊ะมาช่วยยกวัตถุดิบเข้าคลังให้ตลอด และต๊ะเองก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะช่วยเหลือฉันเลยสักครั้ง

“ช่วยหน่อยนะต๊ะ พี่ธงชัยไปสูบบุหรี่อยู่ที่ด้านหลัง กว่าจะกลับก็คงหลายนาที เราไม่อยากทิ้งงานไว้แบบนี้ เดี๋ยวผู้จัดการใหญ่เดินผ่านมาเห็น ซวยแน่ ๆ เลย” เสียงอ้อนวอนของฉันทำให้ต๊ะใจอ่อนทุกที และเขาก็เป็นแบบนี้เสมอ

“เดี๋ยวผมปิดเครื่องแป๊บนะ แล้วจะตามไปช่วย”

ต๊ะเป็นผู้ชายที่มีน้ำใจ เขาเป็นคนที่น่ารักของเพื่อน ๆ ในแผนก ฉันและเพื่อน ๆ ที่ทำงานในแผนกคลังสินค้าก็ล้วนแต่ชอบเขา เวลาที่มีขนมอร่อย ๆ พวกฉันก็มักจะเอาไปแบ่งให้ต๊ะได้ทานด้วยตลอด

“ถุงนั้นจะเอาไปให้ใครเหรอณัฐ” พี่ธงชัยหันมาถาม

“อ้อ...เอาไปให้ต๊ะ เขาอุตส่าห์ช่วยยกงานให้ณัฐเมื่อสองวันก่อน อยากตอบแทนน้ำใจเขาบ้าง”

“เออ...แบ่งไปให้มันบ้างก็ดี ไอ้นี่เป็นคนดี มันขยันจริง ๆ เวลาที่เรียกให้มาช่วยยกงาน พี่ไม่เคยเห็นมันบ่นให้ได้ยินเลย ไม่เหมือนกลุ่มพวกไอ้โจ้ ไอ้พวกนั้นขี้เกียจชิบหาย”

ฉันยืนฟังพี่ธงชัยบ่นให้ฟัง และก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะตามประสา จากนั้นก็เดินเอาขนมไปให้ต๊ะ ซึ่งช่วงนั้นต๊ะกับกลุ่มเพื่อน ๆ ฝ่ายช่างนั่งอยู่หลายคน แต่ละคนหันมามองฉัน และส่งยิ้มให้ตามเคย หนุ่ม ๆ ฝ่ายช่างยังคงแซวฉันเรื่องพี่กฤษดาอยู่เสมอ ส่วนฉันไม่ได้สนใจมากนัก ได้แต่วางตัวเฉย ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และก็เลือกที่จะส่งยิ้มให้ทุก ๆ คนเหมือนที่เคยทำเป็นประจำ

“พี่ธงชัยให้เอามาฝากต๊ะ ขอบคุณมากนะที่นายช่วยเรายกงานเมื่อสองวันก่อน”

และฉันก็อ้างชื่อพี่ธงชัยตามเคย เพราะถ้าไม่อ้างชื่อพี่ธงชัย เดี๋ยวหนุ่ม ๆ คนอื่น ๆ จะคิดว่าต๊ะกับฉันมีอะไรลึกลับเป็นพิเศษ วันนั้นต๊ะรับขนมจากฉันและก็เดินไปนั่งแบ่งเพื่อน ๆ ผู้ชายทานด้วยกัน จากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีกเลย แต่ละคนคงจะเหน็ดเหนื่อยจากงานที่ทำอยู่มาก


หกเดือนผ่านไปฉันย้ายไปทำงานในออฟฟิศใหญ่ฝ่ายเอ็นจิเนียร์ งานที่ฉันทำนั้นต้องประจำอยู่แต่ในออฟฟิศ ฉันจะได้ออกมาข้างนอกออฟฟิศก็ต่อเมื่อนำตัวงานไปรีจิสเตอร์ให้กับพี่ ๆ ฝ่ายเอ็นจิเนียร์และติดต่อประสานงานบางอย่างของแผนกกับฝ่ายบุคคลรวมทั้งแผนกอื่น ๆ ฉันไม่ค่อยได้นั่งพูดคุยกับต๊ะบ่อย ๆ เหมือนที่เคยทำ จะมีก็แต่รอยยิ้มที่ส่งไปให้ต๊ะทุกครั้งที่เดินผ่านเครื่องจักรที่ต๊ะทำงานอยู่

ต่อมาไม่นาน ฉันก็ได้เข้าไปสมัครเรียนที่ มสธ. ตามคำแนะนำของต๊ะ ฉันยอมรับว่ารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แม้ว่าจะเป็นการเรียนทางไกล แต่ฉันก็ตั้งความหวังไว้เสมอว่าจะต้องเรียนให้จบ เพราะอยากรับปริญญากับเขาสักครั้ง

ก่อนวันสอบปลายภาค ต๊ะมาดักรอฉันอยู่ตรงทางออกของแผนก ซึ่งช่วงนั้นฉันกับเพื่อน ๆ กำลังจะเดินไปรูดบัตรออกกะพอดี

“ณัฐ อาทิตย์หน้ามีสอบปลายภาคเหมือนผมหรือเปล่า” ต๊ะถามและก็ยังคงเดินตามหลังฉันมาเรื่อย ๆ

“สอบสิต๊ะ เรายังอ่านหนังสือได้นิดเดียวเอง แล้วต๊ะล่ะ ได้อ่านหนังสือบ้างไหม”

ต๊ะยิ้มกรุ้มกริ่ม “ผมก็อ่านเรื่อย ๆ ครับ”

“ต๊ะยังดีนะที่ได้อ่าน ณัฐนี่นะ ทั้งคำนวณด้วย ไม่รู้จะทำได้หรือเปล่า โคตรยากเลย ตกแหง ๆ เลย”

ฉันยอมรับว่าตัวเองไม่ค่อยเข้าใจวิชาบัญชีชั้นสูงมากนัก ยิ่งมาเรียนทางไกลยิ่งปวดหัว เพราะไม่มีคนช่วยติวและสอนให้ พอมาต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง หัวสมองก็ตื้อตันไปหมด แต่เพราะฉันตั้งใจจะเรียนต่อสายบัญชี จึงคิดว่าหากมีความพยายาม ฉันก็คงจะทำตามฝันของตัวเองได้

“ยังไม่ได้สอบเลย พูดเรื่องตกเสียแล้ว ปากไม่เป็นมงคลเลยนะเนี่ย เดี๋ยวก็ตกจริง ๆ แหละ” ต๊ะหันมาตำหนิฉัน เขาเผลอระบายยิ้มออกมาด้วย

“ก็มันอดไม่ได้เนี่ยต๊ะ มันยากจริง ๆ นี่ ว่าแต่นายเหอะ เก่งบัญชีหรือเปล่าล่ะ ติวให้เราหน่อยสิ”

“ผมไม่รู้หรอก ผมไม่เคยเรียนสายบัญชี”

“ดูสิ ต๊ะเองก็ยังช่วยเราไม่ได้ สงสัยงานนี้ณัฐต้องซื้อดอกไม้ไปบนบานศาลเจ้าแล้วแหละ ต๊ะไปด้วยกันไหม”

แน่นอนฉันมีความเชื่อเรื่องแบบนี้ คิดว่าการบนบานศาลเจ้าคงจะช่วยให้ฉันสอบวิชาบัญชีชั้นสูงผ่าน

“เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อนก็ได้ ว่าแต่ณัฐจะไปไหว้พระที่ไหนเหรอ”

“ไม่ไปไกลหรอก ก็ไหว้แถว ๆ นี้แหละ”

ต๊ะหัวเราะหึ ๆ กับกิริยาท่าทางของฉัน วันนั้นพี่แม็กและต๊ะพร้อมกับฉันต่างก็ไปไหว้ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งคนแถวนวนครนับถือ เมื่อไหว้พระเสร็จแล้วพี่แม็กซ์ก็นั่งวินมอร์เตอร์ไซต์กลับเข้าไปในหมู่บ้านที่พักอาศัยอยู่ ส่วนฉันกับต๊ะต้องนั่งรถเมล์กลับไปห้องพักพร้อมกัน

ฉันและต๊ะพักอยู่คนละซอย...บนเส้นทางเดียวกัน ฉันไม่เคยไปที่ห้องต๊ะเลย และต๊ะเองก็ไม่เคยมาที่ห้องของฉัน ถึงแม้ว่าฉันและต๊ะจะเป็นเพื่อนที่สนิทกัน แต่ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะไปที่ห้องของต๊ะ แม้ว่าต๊ะจะเคยชวนฉันและเพื่อนสนิทไปเที่ยวเล่น แต่ฉันก็เลือกที่จะปฏิเสธทุกครั้ง ไม่ใช่ว่าฉันรังเกียจต๊ะ แต่เพราะฉันเคยมีอดีตเก่า ๆ ที่น่ากลัว ทำให้ฉันไม่กล้าไปห้องผู้ชายสองต่อสอง ฉันพยายามทุกอย่างเพื่อที่จะป้องกันตัวเอง เพราะไม่อยากให้ความเจ็บปวดเหมือนอดีตเก่า ๆ เดินซ้ำรอยชีวิตตัวเองอีกครั้ง

วันนั้นฉันกับต๊ะขึ้นไปนั่งบนรถเมล์ เราสองคนนั่งคุยกันไปพลาง ๆ เรื่องที่คุยนั้นก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากเรื่องเรียนแล้วก็มีแต่เรื่องานเท่านั้น ต๊ะไม่เคยถามเรื่องส่วนตัวของฉัน และฉันเองก็ไม่เคยถามเรื่องของเขา เราสองคนไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวของกันและกันให้ใครฟัง ระหว่างทางที่นั่งคุยกัน ฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะหยิบยกเรื่องหนึ่งมาบ่นให้ต๊ะฟัง

“เราไม่ชอบพี่ ๆ ฝ่ายช่างเลย ชอบล้อพี่กฤษดาให้เราอยู่เรื่อย บางทีก็แซวเราตลอด”

ต๊ะนั่งฟังเงียบ ๆ เขาอมยิ้มที่มุมปากนิด ๆ “พี่กฤษดาคงจะชอบณัฐจริง ๆ ก็ได้นะ”

“แต่เราไม่ได้คิดอะไรกับพี่กฤษนี่ต๊ะ และเราก็ไม่ชอบให้ใครมาแซวด้วย”

ฉันตอบพลางทำหน้าเศร้า ๆ ไปด้วย

“เป็นผู้หญิงก็ต้องถูกผู้ชายแซวเป็นธรรมดาแหละครับ”

“แต่เราเบื่อนะต๊ะ เวลาที่ถูกแซวบ่อย ๆ ยอมรับว่าไม่มีสมาธิในการทำงานเลย”

“ทำไมเหรอ ใจณัฐว้าวุ่นเหรอ หรือว่าหวั่นไหว”

“มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอกต๊ะ มันมีอะไรหลายอย่าง แต่เราสาบานได้นะ เราไม่ได้คิดอะไรกับพี่กฤษดาเลย”

“ถ้าไม่ได้รักเขา ก็บอกเขาไปตรง ๆ สิ ไม่เห็นต้องกลัวเลย” ต๊ะให้คำแนะนำ

“เราไม่กลัวหรอกต๊ะ แต่เรากลัวว่าคำตอบของเราจะทำให้พี่กฤษดาเสียใจ”

“เรื่องเสียใจเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชายแหละณัฐ มีรักก็ต้องมีเจ็บปะปนกัน”

“ก็ได้ เราจะทำตามที่นายแนะนำ หากเมื่อไหร่ที่เราได้ยินคำว่ารักจากพี่กฤษดา เราจะบอกความจริงให้พี่กฤษดารู้ว่าแท้จริงเรารู้สึกเช่นใด” ฉันตอบหนักแน่นอย่างคนมีความหวัง

“ถามจริง ๆ ถ้าณัฐไม่รักพี่กฤษดา แล้วณัฐรักใครเหรอ มีใครซ่อนไว้ในใจหรือเปล่า”

ต๊ะหันมาถามฉัน ซึ่งตอนนั้นฉันสบตาเขานิดหนึ่งก่อนที่มองผ่านไปทางบรรยากาศริมทาง

“เรารักใครเหรอ..........เรารักใครไม่เป็นหรอกต๊ะ หัวใจของเราไม่กล้ารักใครหรอก เรากลัวเสียใจ เราเจ็บมามากพอแล้ว เราเข็ดแล้วกับคำว่ารัก อยากอยู่เงียบ ๆ ไปสักพัก” ฉันตอบเหมือนคนไร้ความหวัง

“พูดเหมือนคนอกหักเลยนะณัฐ”

“ก็เคยอกหักนะสิ ถึงกล้าพูด”

“หน้าอย่างนี้เหรอเคยอกหัก ผมว่าณัฐหักอกผู้ชายมากกว่า”

“ต๊ะก็คิดไปเรื่อย นายไม่มีวันรู้หรอกว่าเราเคยผ่านอะไรมาบ้าง เราไม่อยากเสียใจเลยต๊ะ บางครั้งเราก็กลัวใจตัวเองเหมือนกัน กลัวไปรักคนที่เขาไม่รักเรา” ฉันบ่นเบา ๆ

คำพูดที่จริงจังของฉันทำให้ต๊ะค่อย ๆ หันมามองฉันอย่างช้า ๆ เขาคงรู้ว่าใบหน้าที่เคยยิ้มสดใสของฉันเปลี่ยนไปเป็นเศร้า และเขาคงรู้ว่าสิ่งที่ฉันพูดอยู่นั้นคงจะไม่ใช่เรื่องเล่นเป็นแน่

“อดีตมันผ่านไปแล้ว อย่าไปคิดมากเลยนะณัฐ ความรักมันก็มีสุขสมหวังเป็นธรรมดาแหละ”

“บางทีมันก็อดไม่ได้อยู่ดี เราเป็นคนที่ลืมอดีตไม่ได้เลย”

“ถ้าอดีตที่ทำให้เสียใจ ผมว่าณัฐลืมได้ก็ดีนะ” ต๊ะบอกฉัน แววตาของเขาดูห่วงใยฉันอยู่มากทีเดียว

“ขอบคุณต๊ะมากนะ ว่าแต่นายเหอะ ไม่มีความรักกับเขาเลยเหรอ แอบรักใครหรือเปล่า คนในบริษัทเราใช่ไหม”

ต๊ะหัวเราะสดใส ใบหน้าข่วยเขินนิดหนึ่ง เขาไม่กล้าสบตาฉัน ส่วนมือก็แกล้งเปิดหนังสือสลับไปมา ทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะหันไปถามซ้ำ

“ใครเหรอต๊ะ บอกเราได้ไหม เดี๋ยวเราช่วยติดต่อให้ นายจะให้เราเป็นแม่สื่อให้ก็ได้นะ”

ต๊ะสูดลมหายใจลึก ๆ ก่อนที่จะระบายยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

“เรื่องอะไรจะบอก เดี๋ยวณัฐก็ล้อผมอีก”

ฉันยกมือชูสองนิ้วสัญญา ยิ้มสดใสให้เพื่อนสนิท “เราสัญญาว่าจะไม่ล้อนายแน่นอน ด้วยเกียรติอันน้อยนิดของเรา”

“ก็ได้ ผมบอกใบ้นิดเดียวนะ ไม่บอกทั้งหมด”

“เหอะน่า ว่าแต่ใครเหรอที่นายรัก แผนกด้านบนหรือแผนกติด ๆ กับเรา”

“บริษัทเรา แต่เรื่องแผนกผมขอปิดไว้ก่อน”

“ว้า...แบบนี้จะเดาออกเหรอว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”

“แล้วณัฐจะอยากรู้ไปทำไมล่ะ ผมก็แค่แอบรักเขาเท่านั้น ผู้หญิงคนนั้นอาจจะไม่ได้รักผมเลยก็ได้” ต๊ะบอกทำทีเหมือนไม่สนใจเรื่องนี้มากนัก

“แล้วทำไมนายไม่บอกรักผู้หญิงคนนั้นตรง ๆ ไปเลยล่ะ”

“ไม่เอา ผมไม่กล้าหรอก เธอคนนั้นอาจจะมีคนรักอยู่แล้วก็ได้”

“คำก็ไม่กล้า สองคำก็ไม่กล้า เดี๋ยวนายก็ได้กินแห้วแหละ”

วันนั้นฉันตอบต๊ะแบบนั้น ไม่เคยเอะใจเลยสักนิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เพราะฉันไม่เคยคิดอะไรกับต๊ะ จึงไม่เคยสนใจเรื่องตรงนี้ หากต๊ะจะรักใครสักคน ฉันก็สนับสนุนและให้กำลังใจเพื่อนเต็มที่

เมื่อรถเมล์วิ่งมาถึงป้ายจุดหมายที่ฉันจะต้องลง ต๊ะก็หันมาทางฉัน

“ให้ผมเดินไปส่งไหม”

“ไม่ต้องหรอกจ๊ะ เดี๋ยวคนในซอยคิดว่านายเป็นแฟนเรา”

“ที่แท้ก็กลัวคนอื่น ๆ คิดว่าผมเป็นแฟนเหรอ”

“ก็แหงแหละ ไว้ให้เราอยากควงนายวันไหน แล้วเราจะบอกนายนะ”

พอรถเมล์จอดสนิท ฉันก็ก้าวลงจากรถเมล์อย่างเร็ว ไม่ลืมส่งยิ้มและโบกมือบาย ๆให้ต๊ะด้วย ฉันเห็นรอยยิ้มที่จริงใจของต๊ะส่งให้เป็นระยะ ๆ อดที่จะยิ้มในความน่ารักของเพื่อนชายคนนี้ไม่ได้

วันสอบปลายภาคเป็นวันที่ฉันต้องเข้างานกะดึก และออกกะมาประมาณหกโมงเช้า ฉันกับต๊ะต้องนั่งรถไปสอบที่โรงเรียนมัธยมในตัวเมืองจังหวัดปทุมธานี วันนั้นพอออกกะแล้ว ฉันก็รีบนั่งรถกลับมาบ้านทันที จากนั้นก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเร็ว พอเดินออกมารอแท็กซี่ที่หน้าปากซอยก็เห็นต๊ะมายืนรออยู่ ฉันเองก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก ๆ ที่ต๊ะยังคงคอยไปสอบพร้อมกับฉัน

“เราก็นึกว่านายจะไปสอบก่อนแล้ว”

“เปล่าครับ ผมเห็นว่าณัฐไปสอบครั้งแรก กลัวจะหลงทาง เลยตั้งใจมารอ”

ฉันมองหน้าต๊ะพร้อมยิ้มระบายออกมาอย่างไม่ตั้งใจ “ขอบคุณมากนะต๊ะ นายนี่น่ารักจังเลยเนาะ มีนายเป็นเพื่อนก็ดีอย่างนี้นี่เอง จะว่าไปแล้ว เราก็คงไปไม่ถูกเหมือนกัน นี่ก็กะว่าจะนั่งแท็กซี่นะเนี่ย ไว้ให้สอบเสร็จแล้วเราจะเลี้ยงข้าวนายแล้วกัน”

“ถ้าเลี้ยงข้าวที่โรงงานไม่ต้องหรอกนะครับ เพราะโรงงานเราเขาแจกข้าวฟรี” ต๊ะหยอกแซว

“รู้แหละน่า เอางี้ดีกว่า เย็นนี้เราเลี้ยงอาหารตามสั่งนายหน้าปากซอยดีไหม”


“จะดีเหรอ ผมกินเก่งนะ”

“กินเก่งจริง ๆ เหรอ งั้นเราเลี้ยงน้ำอัดลมก็แล้วกัน”

“ไม่ต้องหรอกครับ ผมเกรงใจ”

วันนั้นฉันและต๊ะนั่งแท็กซี่มาสอบที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในตัวเมืองปทุมธานี ฉันกับต๊ะเดินไปตรวจสอบรายชื่อและห้องที่ตัวเองจะต้องไปนั่งสอบ เมื่อตรวจสอบวิชาและห้องสอบเสร็จแล้ว ฉันและต๊ะต่างก็แยกย้ายกันไปเข้าห้องสอบของตัวเอง

ฉันต้องสอบสามวิชา ฉันรู้ว่าตัวเองต้องตกวิชาบัญชีชั้นสูง เพราะว่าฉันทำข้อสอบไม่ได้เลย คิดอยู่ในใจว่าจะต้องลงเรียนซ่อม และจะหาโอกาสไปเรียนเพิ่มเติมกับอาจารย์ที่หน่วยการสอนบางแห่ง วันนั้นพอสอบเสร็จสองวิชาช่วงแรก ฉันกับต๊ะก็ลงมานั่งทานอาหารกลางวันด้วยกัน

ต๊ะจ่ายค่าอาหารให้ฉันทั้งหมด แม้ว่าฉันจะยื่นเงินคืนให้ แต่ต๊ะกลับปฏิเสธและถือจานข้าวสองจานมาให้ฉันด้วย เมื่อเห็นต๊ะไม่ยอมรับเงินจากตัวเอง ฉันก็ตัดสินใจเดินไปซื้อน้ำอัดลมพร้อมน้ำแข็งมาให้ต๊ะด้วย เพราะถือว่าเป็นการมอบน้ำใจให้เพื่อน ฉันเองก็ไม่ชอบเอาเปรียบใคร ๆ ไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นใครก็ตาม ฉันก็จะไม่เอาเปรียบเป็นอันขาด

ฉันนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับต๊ะ เราสองคนตักข้าวใส่ปากและไม่ได้พูดคุยกันเลย ต๊ะชำเลืองมองฉันและก็อมยิ้มนิด ๆ

“พอทำข้อสอบได้บ้างไหมล่ะ” ต๊ะถามก่อนที่จะตักข้าวใส่ปากอีกครั้ง
ฉันแหงนมองต๊ะนิดหนึ่ง ยิ้มเศร้า ๆ “ทำได้หรือเปล่าไม่รู้ รู้อย่างเดียวว่า...ได้ทำ แหะ ๆ”

ต๊ะยิ้มเต็มใบหน้า ก่อนที่จะวางช้อนลงบนจานข้าว และก็หยิบแก้วน้ำอัดลมมาดื่มไปพลาง ๆ

“แล้วคิดว่าผ่านไหมล่ะ”

“คิดว่าไม่ผ่านหรอก ต้องเรียนใหม่อย่างเดียว”

“มันยากขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ยากสิต๊ะ เรียนบัญชีไม่ใช่ง่าย ๆ นะ ยิ่งคนที่ทำงานด้วยเรียนด้วย ยากมาก ๆ ถ้าเรียนอย่างเดียวไม่เท่าไร เพราะมีอาจารย์คอยสอนตลอด แต่ถ้าเรียนด้วยตัวเอง ยากมาก ๆ เลย พูดแล้วก็อยากออกไปเรียนอย่างเดียวจังเลย”

“ณัฐจะออกไปเรียนจริง ๆ เหรอ” ต๊ะถาม

“ถ้าสอบไม่ผ่านบ่อย ๆ อย่างนี้ เห็นทีต้องเก็บเงินสักก้อนและออกไปเรียนอย่างเดียว ไม่งั้นไม่ได้กอดใบปริญญากับเขาหรอก”

“อย่าเพิ่งออกเลยณัฐ งานดี ๆ ใช่จะหาได้ง่าย ๆ นะ”

“นั่นนะสิ เราก็คิด ๆ อยู่เหมือนกัน ว่าแต่ต๊ะเหอะ ทำข้อสอบได้บ้างไหม”

“ก็พอได้ครับ แต่ไม่รู้จะผ่านไหม”

“เราว่าต๊ะผ่านอยู่แล้ว ต๊ะเก่งจะตายแถมขยันด้วย เรานี่อ่านหนังสือทีไรหลับคาหนังสือตลอด ว่าง ๆ ต๊ะช่วยติวให้เราหน่อยนะ ช่วงพักกลางวันก็ได้”

“ติววิชาอะไรครับ”

“วิชาบัญชี”

ต๊ะหัวเราะทันที “ผมไม่ได้จบบัญชี จะติวให้ได้ยังไง ผมไม่มีความรู้เรื่องบัญชีเลย”

“ก็ต๊ะเรียนวิทย์-คณิตไม่ใช่เหรอ คนเรียนด้านนี้เก่งเลขอยู่แล้ว ต้องช่วยได้สิ”

“เอางี้ดีกว่า ไว้ว่าง ๆ ผมจะช่วยติวให้ แต่ไม่รับปากว่าผมจะทำได้หรือเปล่า”

ฉันเผลอยิ้มออกมาด้วยความดีใจ “ขอบคุณต๊ะมาก ๆ เลยนะ แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย”

ในช่วงบ่าย ฉันกับต๊ะกลับไปเข้าห้องสอบอีกครั้ง เมื่อต๊ะสอบเสร็จก็มานั่งรอฉันที่ม้าหินอ่อนด้านหน้าอาคาร ฉันนั่งทำข้อสอบเสร็จหลังเพื่อน พอส่งข้อสอบให้อาจารย์ที่คุมสอบเสร็จแล้วก็รีบลงมาข้างล่างอย่างเร็ว ยอมรับว่ารู้สึกโล่งใจที่สอบเสร็จเสียที เรื่องสอบผ่านหรือไม่ฉันไม่สนใจมากนัก รู้แต่ว่าเรื่องที่กังวลใจถูกยกออกไปจากสมองหมดแล้ว พอก้าวมาถึงร้านค้าก็เห็นต๊ะนั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ไกลนัก ฉันรู้สึกดีใจที่ต๊ะนั่งคอยฉันอยู่ตรงนั้น ตอนแรกก็คิดว่าเขาจะหนีกลับบ้านไปก่อนแล้ว

“รอนานหรือเปล่า” ฉันถามต๊ะ มือข้างหนึ่งยังถือหนังสืออยู่ ส่วนอีกข้างหนึ่งมีถุงน้ำแดงกับน้ำเป๊ปซี่เย็น ๆ ที่แวะซื้อด้วย

“สักพักครับ”

“เอ้านี่ของนาย เราซื้อมาฝาก”

ต๊ะรับถุงเป๊ปซี่ไปจากฉัน เขาดื่มนิดหนึ่งก่อนที่จะหันมายิ้มให้ฉัน

“ค่อยมีแรงหน่อย ขอบคุณนะที่ห่วงเรา”

“ไม่ได้ห่วงนายหรอก เราแค่สงสารนายมากกว่าที่อุตส่าห์มานั่งรอเรา”

“ไม่ห่วงเราจริงเหรอ” ต๊ะถามเล่น ๆ

“อยากให้ห่วงหรือเปล่าล่ะ”

“ก็อยากดิ”

“งั้นก็หายห่วงได้เลย ตราบใดที่นายเป็นเพื่อนเรา นายจะเป็นคนที่เราคอยเป็นห่วงเสมอ”

ฉันตอบต๊ะพลางเดินนำหน้ามาที่ปากซอยด้านหน้า เพื่อที่จะนั่งแท็กซี่กลับหอพัก ฉันไม่เคยรู้สึกอึดอัดใจอะไรเลยที่ต้องเดินทางไปสอบกับต๊ะสองคน ยอมรับว่ารู้สึกอบอุ่นใจที่มีต๊ะคอยอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือตลอด รู้สึกดีที่มีเพื่อนผู้ชายที่น่ารักอีกคนหนึ่ง

ระหว่างทางที่นั่งแท็กซี่กลับมาหอพักนั้น รถตรงหน้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิตนั้นก็ติดมาก ๆ ฉันกับต๊ะนั่งคุยกันเสียเพลิน มีเรื่องมากมายที่เราสองคนหยิบมาคุยกัน นอกจากนั้นต่างก็เปิดหนังสือให้กันและกันดู ต๊ะมองป้ายโฆษณาเกี่ยวกับภาพยนต์เรื่องใหม่ที่กำลังเข้าฉายในโรงหนังที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต สักพักก็หันมามองฉัน

“สอบเสร็จแล้วไปดูหนังด้วยกันไหมณัฐ” ต๊ะเอ่ยชวน

“หนังเรื่องอะไรเหรอ”

“แม่เบี้ยยังไงล่ะ หนังเรื่องงูที่เพิ่งออกมาใหม่ เห็นเพื่อน ๆ ผมบอกว่าสนุกออก”

ฉันจำได้ว่าพี่ธงชัยเคยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ให้ฟังบ้าง คิดอยู่ในใจว่าต๊ะเป็นอะไรถึงอยากมาชวนฉันไปดูหนัง โดยเฉพาะหนังที่มีฉากเรท พอเห็นต๊ะเอ่ยปากชวนก็รีบตัดบททันที

“ไม่ว่างหรอก และก็ไม่ชอบดูหนังโป๊ด้วย”

“รู้ได้ยังไงว่าหนังโป๊”

“ก็พี่ธงชัยบอกเรา” ฉันตอบทำทีไม่สนใจ

ต๊ะหัวเราะหึ ๆ “โป๊จริง ๆ เหรอ ผมไม่เห็นเพื่อน ๆ ผมพูดเลย เห็นแต่บอกให้ไปดูเอาเอง”

“ถ้าต๊ะอยากรู้ เราว่านายไปดูเองดีกว่า เพื่อน ๆ นายนะ เขาไม่เล่าความจริงให้ฟังหรอก คงจะกลัวนายใจแตกล่ะสิ นี่เราจะบอกอะไรให้เอาบุญนะต๊ะ พี่ธงชัยบอกเราว่า มีซีนน้องมะหมี่ขูดมะพร้าวด้วยแหละ คนที่เป็นนางเอกนะ โคตรเซ็กซี่เลย”

“เซ็กซี่จริง ๆ เหรอ” ต๊ะตาโตและดูสนใจเป็นอย่างมาก

“ยิ้มไม่หุบเลยนะนาย ชอบล่ะสิ ก็คงจะเซ็กซี่แหละ พี่ธงชัยถึงบอกเรากับพี่แม็กว่า ถ้าอยากสวยและเซ็กซี่ต้องไปหัดขูดมะพร้าวบ่อย ๆ เผื่อวาสนาจะได้สวยเหมือนเขา พูดไปแล้วเราก็อยากไปลองขูดมะพร้าวแถวบ้านนอกดูเหมือนกัน แหะ ๆ เผื่อมีหนุ่ม ๆ แถวบ้านตาถึงบ้าง”

คำพูดของฉันทำให้ต๊ะหัวเราะทันที “เอางั้นจริง ๆ เหรอณัฐ แฮ่ะ ๆ ผมไม่เห็นเพื่อน ๆ พูดฉากนี้ให้ฟังเลย”

“ถ้าอยากรู้นายก็ต้องไปดูเอง แต่เราก็คงไปกับนายไม่ได้หรอก เราจะกลับห้องพัก อยากกลับไปนอน ไอ้เรื่องขูดมะพร้าวนั้น เราหยอกเล่นนะ เรานะขูดมะพร้าวตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว แต่พอโตเป็นสาวยังไม่เคยได้ขูดเลยสักครั้ง เพราะแถวบ้านนอกเราเขามีเครื่องขูดมะพร้าวคอยบริการแล้วด้วย ยังไงนายอย่าลืมมาเล่าให้เราฟังบ้างนะ”

ฉันตอบต๊ะอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้สนใจเลยว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร เพราะคิดว่าเขาเป็นเพื่อน ก็คงจะเข้าใจสิ่งที่ฉันคิด อีกอย่างฉันก็ไม่ค่อยชอบไปดูหนังในโรงหนังเสียด้วย นอกเสียจากไปดูหนังกับคนที่ฉันรักเท่านั้น

“ไว้ผมไปหาซีดีมาดูดีกว่า ว่าแต่ณัฐอยากดูหรือเปล่า เดี๋ยวผมจะเอามาให้”

“อืม...ถ้าไม่โป๊จนเกินไป ก็เอามาฝากกันบ้างนะ เดี๋ยวเราจะชวนพี่แม็กมาดูด้วยกัน”

วันนั้นฉันตอบต๊ะไปแบบนั้น ไม่ได้คิดอะไรมากนัก และก็หัวเราะอีกต่างหาก เหมือนกับว่าการดูหนังที่มีฉากเรทเป็นเรื่องที่ตลก แถมยังคิดวางแผนว่าจะชวนเพื่อนสาวมาดูหนังเรื่องนี้ด้วยกันอีกด้วย ความจริงฉันและพี่แม็กก็ชอบหาหนังซีดีเรื่องดี ๆ ที่เพิ่งออกใหม่ ๆ มาดูด้วยกันเสมอ บางวันพี่แม็กก็มักจะนอนค้างที่ห้องพักของฉันเพื่อที่จะดูหนังด้วยกันเป็นประจำ

กว่ารถจะมาถึงปากซอยที่พักก็เกือบหกโมงเย็น ฉันควักเงินให้คนขับแท็กซี่ แต่ต๊ะจ่ายค่ารถตัดหน้าฉันเสียแล้ว ฉันยื่นเงินให้ต๊ะ แต่เขาก็ไม่ยอมรับและก็ทำทีไม่สนใจ

“ต๊ะ เราช่วยค่ารถนะ”

“ไม่ต้องครับ”

“ไม่เอา เราไม่อยากเอาเปรียบนาย”

“ไม่เป็นไร ถ้าอยากช่วย เลี้ยงข้าวผมแล้วกัน”

“ก็ได้ เลี้ยงก็ได้ ว่าแต่นายอยากกินอะไรล่ะ”

“อะไรก็ได้ เอาแบบอร่อย ๆ”

ฉันกับต๊ะเดินเข้าไปนั่งในร้านอาหารตามสั่งหน้าปากซอย จากนั้นก็สั่งอาหารแบบง่าย ๆ มานั่งรับประทานกันสองคน ช่วงระหว่างที่นั่งรออาหารอยู่นั้น ต๊ะขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ส่วนฉันก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไปพลาง ๆ พอต๊ะหายลับไปด้านหลัง ฉันก็หยิบเงินแบงค์ห้าร้อยหนึ่งใบใส่ไว้ด้านในหนังสือของต๊ะ เพราะรู้ว่าถ้าให้เงินกับต๊ะโดยตรง เขาคงไม่รับเงินจากฉันเป็นแน่ ดังนั้นฉันจึงต้องใช้วิธีนี้กับต๊ะ

เมื่อรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ต๊ะก็อาสาเดินมาส่งฉันที่หน้าอพาร์ทเมนต์เหมือนเคย

“ให้ผมเดินไปส่งนะ”

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวคนในซอยคิดว่านายเป็นแฟนเรา” ฉันตอบต๊ะแบบเดิมและก็คำเดิม ๆ เสียด้วย

“กลัวขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ไม่ได้กลัว แต่ไม่อยากให้ใครมาคิดแบบนั้น”

“เราไม่สามารถห้ามความคิดและความรู้สึกของคนอื่นได้หรอกณัฐ”

“แต่ถ้าเราทำได้ เราก็จะไม่ทำให้คนอื่นคิด”

“ผมถามจริง ๆ เถอะ แฟนณัฐอยู่ซอยเดียวกันเหรอ”

“เปล่า เราไม่มีแฟน”

“จริงดิ”

“ก็จริงนะสิ เราเลิกกันตั้งเกือบสองปีแล้ว เราไม่มีแฟนหรอก และเราก็ไม่ชอบยุ่งกับใคร”

ต๊ะอมยิ้ม “ไม่มีจริง ๆ นะ”

“ก็ไม่มี นายจะอยากรู้ทำไมล่ะ”

“ก็เพื่อนกัน รู้ไม่ได้เลยเหรอ” ต๊ะถามและก็เอาคำว่าเพื่อนมาอ้างอีกต่างหาก

“ได้ ๆ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”

“งั้นให้ผมไปส่งนะ แค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

ฉันมองหน้าต๊ะ รู้สึกว่าคำพูดของเขาแปลก ๆ ไป ดูเขาห่วงใยฉันมากกว่าเพื่อนเสียอีก

“นายห่วงเราเหรอ” ฉันถามต๊ะอีกครั้ง

“ครับ” ต๊ะตอบสั้น ๆ

“ไม่ต้องห่วงหรอก ไม่มีใครเขาฉุดเราหรอก”

“แค่เดินไปส่ง ผมไม่ขึ้นไปหรอก”

“เราเข้าใจ แต่เราว่านายไม่ต้องไปส่งเราหรอกนะ เรากลับเองได้ ค่อยเจอกันที่ทำงานแล้วกัน”

“เอาแบบนั้นจริง ๆ เหรอ”

“จริงจ้า เราไปก่อนนะ แล้วค่อยเจอกันนะ”

วันนั้นฉันเดินเข้าไปในซอย ซึ่งต๊ะยังคงยืนมองอยู่ที่เดิม ฉันเองก็ไม่เข้าใจทำไมต๊ะต้องคอยห่วงใยฉันด้วย ใจก็ไม่อยากคิดเลยว่าต๊ะจะคิดเกินเลยกับฉัน พอกลับมาถึงห้องพักก็รีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที จากนั้นก็ล้มตัวนอนบนที่นอนอย่างเร็ว เพราะพรุ่งนี้เช้าฉันจะต้องไปเข้างานกะเช้าเสียด้วย

ช่วงชีวิตในตอนนั้นฉันยอมรับว่าเผลอใจแอบรักผู้ชายคนหนึ่ง พี่ไม้เป็นเพื่อนของฉันที่คบกันมาเป็นปีกว่า ๆ  เขาเพิ่งจะเรียนจบและย้ายไปอยู่ที่ต่างจังหวัด ฉันกับเขาติดต่อกันเป็นระยะ ๆ ฉันไม่เคยแสดงออกให้ใครรู้ว่าฉันรักพี่ไม้มากแค่ไหน ได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ในใจ จวบจนวันหนึ่งฉันรู้ว่าพี่ไม้มีหญิงสาวที่รักอยู่แล้ว ฉันจึงได้แต่เสียใจแค่เพียงผู้เดียว รู้สึกว่าตัวเองผิดที่พยายามจะไม่รักใคร แต่สุดท้ายหัวใจก็ดันเผลอไปรักเขาจนได้

ฉันเคยบอกกับตัวเองว่า ผู้ชายคนนี้จะเป็นผู้ชายคนสุดท้ายที่ฉันรัก หากฉันผิดหวังกับผู้ชายคนนี้ ฉันคงจะไม่กล้ารักผู้ชายคนไหนอีกเลย วันนั้นฉันหอบหัวใจอันบอบช้ำกลับไปทำงาน เวลาทำงานก็ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงจะทำเอาเสียเลย พอหยุดพักรับประทานอาหารก็หลบมานั่งอยู่เงียบ ๆ ที่ม้าหินอ่อน ช่วงระหว่างที่นั่งคิดอะไรอยู่เพลิน ๆ ฉันก็ต้องสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงใครบางคน

“นั่งเศร้าอยู่นี่เอง เป็นอะไรหรือเปล่าณัฐ ไม่เห็นไปนั่งกินข้าวกับเพื่อน ๆ เลย” ต๊ะถามฉัน

“อกหัก”

“ไปอกหักตอนไหนล่ะ ยังไม่เห็นเป็นแฟนกับใครสักคน” ต๊ะถามพลางหัวเราะเหมือนไม่อยากเชื่อ

“ไม่มีใครเป็นแฟนกับเราหรอกต๊ะ เราไปแอบรักเขาเอง”

“แอบรัก” ต๊ะถามย้ำพลางหัวเราะไปด้วย

“ก็ใช่นะสิ ถ้ารู้ว่าอกหักอย่างนี้ เราคงไม่แอบรักเขาหรอก”

“แล้วตอนแอบรักมีความสุขไหมล่ะ”

“ก็มีแหละเนาะ ถ้าไม่สุขเราก็คงไม่รักหรอก”

“แล้วจะมานั่งเสียใจทำไมล่ะ เสียใจที่เขาไม่รักตัวเอง หรือเสียใจที่เขาเลือกคนอื่น” ต๊ะถาม

“เราก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน”

“ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน”

ฉันแหงนหน้ามองต๊ะอย่างไม่เข้าใจ “แล้วนายเป็นอะไรของนายล่ะ อกหักเหมือนเราเหรอ”

“ผม...ผมไม่รู้จะบอกณัฐดีไหม”

“บอกมาเถอะต๊ะ เรายินดีรับฟังเสมอ เรื่องความรักปรึกษาเราได้” ฉันบอกต๊ะด้วยน้ำเสียงราบเรียบปนห่วงใย

“ผม......”

“ผมอะไร มีอะไรติดคอเหรอถึงพูดไม่ออกสักที” ฉันตั้งหน้ารอฟังเรื่องราวจากต๊ะ

“ผมรักณัฐนะ”

น้ำเสียงของต๊ะทำให้ใจของฉันรู้สึกชาและมึนไปหมด รู้สึกสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่เคยดีใจเลยที่รู้ว่าเพื่อนสนิทคิดมากกว่าเพื่อน แต่กลับรู้สึกอึดอัดกับความรู้สึกตรงนี้มากกว่า ไม่อยากให้เพื่อนเสียใจ ฉันไม่ได้ตอบต๊ะแต่เลือกที่จะนั่งอยู่เงียบ ๆ

“ณัฐได้ยินที่ผมพูดไหม”

ฉันพยักหน้าอย่างเดียว ไม่กล้าสบตาเพื่อนสนิทอีกเลย ตั้งแต่รู้ว่าความจริงที่ต๊ะรู้สึกกับฉันเป็นเช่นใด ความไว้เนื้อเชื่อใจก็หายไป ฉันกลับรู้สึกกลัวต๊ะขึ้นมาแทนที ไม่เข้าใจทำไมต้องรู้สึกกลัวด้วย

“ณัฐเคยรักผมบ้างไหม”

ฉันนั่งอยู่เงียบ ๆ พอไม่นานก็ค่อย ๆ หันไปมองต๊ะ

“ต๊ะรักณัฐแบบเพื่อนได้ไหม แบบที่เราเป็นเพื่อนกันนะ”

“ทำไมล่ะ”

“ณัฐกลัว....กลัวว่า....”

“กลัวอะไรล่ะณัฐ บอกผมมาสิ”

“กลัวว่าต๊ะจะเสียใจ....เพราะ........” ฉันไม่กล้าตอบความจริง เพราะกลัวว่าต๊ะจะเจ็บปวดไปกว่านี้

“เพราะอะไรล่ะ บอกผมมาเถอะนะ”

“ต๊ะไม่โกรธนะถ้าณัฐบอกความจริง”

“ไม่... ผมไม่เคยโกรธณัฐเลย”

“ณัฐไม่เคยคิดกับต๊ะแบบนั้น และไม่มีวันคิดกับต๊ะเกินเพื่อนด้วย ณัฐไม่อยากเสียเพื่อนดี ๆ อย่างต๊ะไป ต๊ะเข้าใจณัฐนะ”

“ผมเข้าใจ แต่ณัฐห้ามความรู้สึกของผมไม่ได้หรอก”

วันนั้นต๊ะตอบฉันสั้น ๆ และเขาก็ไม่ได้ถามอะไรฉันอีกเลย เขานั่งกุมขมับอยู่ไม่ไกลจากฉัน ส่วนฉันได้แต่นั่งมองเขาด้วยใบหน้าที่เศร้า ฉันไม่รู้จะปลอบโยนต๊ะอย่างไร ยอมรับว่าไม่กล้าสนิทกับเขาอีกแล้ว ไม่กล้าแม้แต่จะพูดหยอกเล่นเหมือนที่เคยทำ รู้สึกกลัวสารพัดอย่าง กลัวแม้กระทั่งที่จะทำงานอยู่ในบริษัทนี้อีกต่อไป

“มันคงจะจริงอย่างที่ต๊ะพูดแหละ เราห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้จริง ๆ”

ฉันลุกขึ้นทันที เพราะคิดว่าคงจะไม่สามารถนั่งอยู่ตรงนั้นอีกต่อไปได้ ต๊ะเอื้อมมาจับมือฉันเอาไว้ เขามองหน้าฉันเศร้า ๆ

“ณัฐโกรธผมเหรอ”

ฉันส่ายหัวนิดหนึ่งก่อนที่ค่อย ๆ ดึงมือตัวเองออกมา พลางหันไปมองเพื่อนสนิทเป็นครั้งสุดท้าย น้ำตาเอ่อเบ้าเพราะไม่รู้จะพูดยังไงดี

“ต๊ะตั้งใจเรียนนะ ต่อไปต๊ะคงไม่มีคนที่ทำให้ต๊ะหวั่นไหวอีกแล้ว เรียนให้จบและก้าวไปข้างหน้าให้ดีที่สุด ณัฐจะเป็นเพื่อนและคอยเป็นกำลังใจให้ต๊ะเสมอ ณัฐไปก่อนนะ”

วันนั้นฉันหายเข้าไปในออฟฟิศเสียนาน ไม่ได้ออกมาข้างนอกจนกว่าจะได้เวลาเลิกงาน เวลาต้องไปทำงานก็ไม่กล้าเข้าไปคุยและมองหน้าต๊ะเลย ความสัมพันธ์ของฉันและต๊ะเปลี่ยนไป จากที่เคยเป็นเพื่อนสนิทและพูดคุยหยอกเล่นกันบ่อย ๆ แต่คราวนี้ฉันกลับกลัวที่จะสนิทและหยอกเล่นกับต๊ะอีก ฉันกลัวเสียใจเหมือนอดีตที่ผ่านมา ไม่อยากให้ต๊ะมีความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนที่ฉันได้รับจากพี่ไม้ คิดว่ากาลเวลาและความห่างเหินคงจะทำให้อะไร ๆ ดีขึ้น

สองอาทิตย์ผ่านไป ฉันตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อที่จะย้ายไปทำงานที่ภูเก็ตกับเพื่อนสนิท เหตุผลที่ฉันออกจากงานไม่ใช่แค่เรื่องพี่ไม้และพี่กฤษดาเท่านั้น แต่เรื่องของต๊ะก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในครั้งนี้ด้วย
วันสุดท้ายที่ฉันทำงานในบริษัทแห่งนี้ ต๊ะไม่ได้มาทำงานแต่อย่างใด เขาลาพักร้อนสองวัน ฉันกะว่าจะร่ำลาเขาด้วย แต่ก็ไม่เห็นเขา ฉันนั่งแท็กซี่กลับมาห้องพักเพื่อเตรียมแพ็คของ ระหว่างนั้นได้ยินเสียงคนเคาะประตู ฉันตะโกนถามออกไป เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนสาวที่ทำงานในบริษัทเดียวกัน

“ผมเองณัฐ” ฉันจำเสียงต๊ะได้เสมอ

“ต๊ะมาทำไม”

“ขอผมคุยด้วยสักนิดได้ไหม”

“ได้ เดี๋ยวเราออกไปนั่งคุยกันที่ร้านอาหารตามสั่งข้างล่างนะ ประมาณห้านาทีณัฐจะลงไป”

ตอนแรกฉันก็รู้สึกแปลกใจที่จู่ ๆ ต๊ะก็มาเคาะประตูห้อง เพราะร้อยวันพันปีเขาไม่กล้าขึ้นมาที่นี่เลย แต่คราวนี้ฉันคิดว่าเขาคงมีเรื่องสำคัญที่จะพูดกับฉันจริง ๆ ฉันหยิบกระเป๋าสตางต์เสร็จแล้ว ก็เดินลงมาที่ร้านค้าด้านล่าง เมื่อเห็นต๊ะนั่งดื่มน้ำอัดลมที่เขาชอบ และมีแก้วน้ำแข็งและน้ำแดงรอฉันอยู่ ฉันก็รีบเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับเขา

“เห็นเพื่อน ๆ ที่แผนกบอกว่านายลาพักร้อนเหรอ”

“ครับ ผมลาพักร้อนสองวัน”

“แล้วไม่ได้ออกไปไหนเหรอ” ฉันถามเขา

“เปล่าครับ ผมแค่อยากนอนพักให้สบายใจ”

“แล้วสบายใจหรือยังล่ะ”

ต๊ะยิ้มจาง ๆ เขาสบตาฉัน “บอกไม่ถูกเลย”

“เล่าให้เราฟังได้นะต๊ะ เรายังเป็นเพื่อนนายเสมอนะ”

“แต่ความรู้สึกของผมมันต้องการมากกว่านั้น ณัฐก็รู้” ต๊ะบอกฉันด้วยน้ำเสียงเง้างอน

ฉันนั่งเงียบสักพักก่อนที่จะตัดสินใจเล่าเรื่องราวชีวิตให้ต๊ะฟัง ซึ่งเขานั่งฟังฉันเงียบ ๆ อย่างตั้งใจ ฉันไม่ได้สบตาเขา แต่เลือกที่จะมองผ่านไปยังบรรยากาศนอกร้านมากกว่า เหมือนหัวใจของฉันมันล่องลอยอยู่กับอดีตที่ผ่านไปดั่งสายลม

“เราบอกตรง ๆ ต๊ะ เราไม่พร้อมที่จะรักใครอีกแล้ว เรากลัว และเราก็อยากอยู่เงียบ ๆ”

“แต่ณัฐไม่เห็นต้องลาออกจากงานเลยเนี่ยครับ ผมสัญญาจะไม่กวนใจณัฐอีกเลย ผมจะอยู่ห่าง ๆ จากณัฐ เมื่อไหร่ที่ณัฐต้องการผมก็ขอให้บอก ผมพร้อมจะมาหาณัฐเสมอ”

“ขอบคุณมากนะที่ต๊ะดีกับเราเสมอ แต่เราอยากออกจากงาน เราจมอยู่กับชีวิตแบบนี้มาหลายปีแล้ว โลกของเรามันแคบมาก ๆ เราอยากไปอยู่ที่ไหนก็ได้เงียบ ๆ มีชีวิตใหม่ที่ไม่เหมือนที่เดิม เราอยากเปลี่ยนตัวเองและอยากลืมทุกอย่างให้หมด”

“ถึงณัฐจะอยู่ไกลแค่ไหน แต่เชื่อผมสิ ณัฐไม่มีวันลืมอดีตเก่า ๆ ได้หรอก ณัฐเป็นคนบอกผมเองว่าเป็นคนที่ลืมยาก”

“แต่ณัฐจะพยายามนะต๊ะ”

“พยายามที่จะลืมผม เหมือนที่ณัฐพยายามจะลืมผู้ชายคนอื่น ๆ ด้วยใช่ไหม”

ฉันพยักหน้าเบา ๆ ยอมรับว่ารู้สึกแบบนั้น คิดว่าการไปอยู่ที่ไหนสักแห่งคงทำให้ฉันลืมอดีตเก่า ๆ ที่เคยเจ็บปวดไปได้

“ใช่ เราพยายามจะลืมทุก ๆ คน รวมทั้งนายด้วย”

“แบบนี้ใช่ไหมที่ณัฐกำลังจะทิ้งผมไป เหมือนที่ณัฐทิ้งผู้ชายหลาย ๆ คนที่รักณัฐ”

“ที่เราทิ้งทุก ๆ คนไป เพราะเรามีเหตุผลของเรานะต๊ะ เราอยากให้ผู้ชายทุกคนที่รักเราได้อยู่กับผู้หญิงที่รักเขา เราทิ้งเขาไปเพื่ออยากให้เขาเข้มแข็งและเจอสิ่งดี ๆ ส่วนผู้ชายที่ไม่รักเราและทำร้ายจิตใจเรานั้น เราก็แค่อยากให้เขามีโอกาสเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง คนเราเวลาอยู่ด้วยกันแล้วไม่มีความสุข เราไม่จำเป็นต้องฝืนทนไม่ใช่เหรอต๊ะ เราไม่สามารถที่จะบังคับใครให้รักเราได้ แต่เราควรจะให้โอกาสคนที่เรารักได้เลือกไม่ใช่เหรอ”

“ก็ใช่ แล้วณัฐไม่คิดเลยเหรอว่า คนที่ณัฐทิ้งไปนั้น เขาจะรู้สึกอย่างไร”

“คิดสิต๊ะ เพราะณัฐเองก็เจ็บไม่น้อยไปกว่าพวกเขา”

คงไม่มีใครเชื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันพูดกับต๊ะ ฉันยอมรับว่าตัดสินใจเด็ดขาดที่ก้าวออกมา ฉันไม่อยากอยู่เป็นความหวังให้กับผู้ชายที่ฉันไม่ได้รัก ไม่อยากทำร้ายจิตใจเขา ไม่อยากให้หัวใจของเขาถลาลึกเกี่ยวกับฉันไปมากกว่านี้ ไม่อยากเสียเพื่อนดี ๆ ไป หากวันหนึ่งที่เขาไม่ได้เห็นฉัน คงอีกไม่นานพวกเขาก็คงลืมความรู้สึกเกินเลยที่เคยมีให้ฉันไป อีกอย่างฉันกลัวความรู้สึกของตัวเองด้วย กลัวว่าฉันจะไม่สามารถเป็นคนดีของคนที่รักฉันได้ และสุดท้ายฉันก็เลือกที่จะก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับความทรงจำเก่า ๆ ที่ทอถักเป็นตัวอักษรเอาไว้ เพราะพวกเขายังเป็นคนดีที่ฉัน...ไม่ได้รักเสมอ

โชคดีนะต๊ะ เพื่อน (รัก) เพื่อนสนิทของฉัน

ฉันหยิบบัตรนักศึกษา มสธ. เก็บใส่ในกระเป๋าสตางค์ รูดซิบปิดไว้ให้มิดชิด คิดในใจว่าเพื่อนที่น่ารักอย่างต๊ะก็คงจะเรียนจบแล้ว และเขาก็คงจะมีงานดี ๆ ทำ พร้อมทั้งมีครอบครัวที่มีความมสุข ส่วนฉันก็มีครอบครัวที่มีความสุข และก็กำลังติดต่อหาที่เรียนหนังสืออยู่ ซึ่งไม่รู้เลยว่าจะได้ลงเรียนที่ไหนกันแน่ เพราะแต่ละแห่งมีหลายสาขาให้เลือกเรียนมากมาย ฉันพยายามเลือกเรียนที่ตัวเองถนัดและชอบที่สุด

เพราะความสุขที่แท้จริงของฉัน ก็คือการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการเก็บเกี่ยวความทรงจำดี ๆ เอาไว้ บทเพลงซ่อนความทรงจำ "ช่างไม่รู้เลย" ยังคงบรรเลงอย่างช้า ๆ ท่วงทำนองเหมือนดั่งกำลังใจให้กับชีวิต เสียงร้องสัมผัสเรื่องราวหลายอย่าง โดยเฉพาะใครบางคนที่ฉันเก็บความรู้สึกดี ๆ เอาไว้ในความทรงจำของฉันเสมอมา




 







Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones