dot dot
bulletAbout Our Life
bulletOur Books
bulletOur Publications
bulletHardy's Grants and Awards
bulletOur Profesional Work
bulletHardy's Interviews
bulletNatthinee's Interviews
bulletReading Schedule
bulletOur Reading Photos 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2015
bulletReading at Free Speech Open Mic 2014
bulletCameron University 2014 Service Recognition Reception and Dinner
bulletScissortail Creative Writing Festival at East Central University April 3, 2014
bulletThai-Cajun House (เรือนไทย-เคจั่น ณ เมืองไทย)
bulletThe Best Memories of Louisiana
bulletBeans & Leaves Monthly Reading on May 5, 2013
bulletReading at Emporia State University, Kansas 2012
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 1)
bulletLouisiana Book Festival 2012 at Baton Rouge, Louisiana (Part 2)
bulletLaborFest 2012 Oklahoma Open Mic
bulletMusic Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"
bulletMusic Hidden in the Memory "ร้องไห้กับฉัน"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนที่เธอไม่รัก"
bulletMusic Hidden in the Memory "เรือรักกระดาษ"
bulletMusic Hidden in the Memory "รักเธอ"
bulletMusic Hidden in the Memory "คนไม่สำคัญ"
bulletMusic Hidden in the Memory "ช่างไม่รู้เลย"
dot
Web Link
dot
bulletCybersoleiljournal
bulletKasetporpeang
bulletPantip
dot
Newsletter

dot
bulletA Terrible Beauty (Novel in English)
bulletThe best memories of my best friend: Jan - Pen (Thai)
bulletThe Khmer Mystery - Funan (The Lost City)


Blacklawrencepress


Music Hidden in the Memory "กำลังใจที่เธอไม่รู้"


เรื่องความรักไม่มีใครบังคับกันได้แน่นอน บางคนฉันก็รักเขาแทบตายแต่เขาไม่เคยรักฉันเลย แต่บางคนดีแสนดีทำไมฉันไม่เคยรักเขา ส่วนบางคนฉันไม่ได้ตั้งใจจะรักแต่กลับรักเข้าอย่างจัง ทั้งหมดเหล่านี้มันเป็นเพียงความรู้สึกของหัวใจดวงน้อย ๆ ของฉัน และก็ไม่เคยลืมคนดีคนนั้นที่ฉันไม่ได้รัก คนดีที่มีความหมายคนหนึ่งในชีวิตของฉัน

 

เรื่องราวเหตุการณ์มันเกิดขึ้นนานเป็นสิบปีแล้ว ในตอนนั้นฉันยังเด็กมาก ไม่ค่อยจะรู้เรื่องสังคมภายนอกมากนัก ไม่เคยเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้ชายที่เคยช่วยเหลือตัวเองเลย ไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรจากฉัน เพราะเขาไม่เคยบอกฉันตรง ๆ และฉันเองก็ไม่เคยถามเขาสักครั้ง และก็ปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไปเฉย ๆ

 

แม้ว่าเรื่องราวจะผ่านมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ฉันก็ไม่เคยลืม ฉันไม่ได้รักเขาแต่ทำไมฉันไม่เคยลืมเขา หรือว่าเขาคือ ผู้ชายที่ดีคนหนึ่งที่เคยเข้ามาในชีวิต ที่ฉันควรระลึกถึง ในวันนี้ฉันจึงขอเขียนเรื่องราวให้กับผู้ชายคนนี้ ผู้ชายที่ชื่อ ทรายศิลป์ หรือที่ใคร ๆ เรียกสั้น ๆ กัน พี่ทราย

 

เมื่อหลายปีที่แล้ว สมัยที่ฉันยังวัยรุ่น ยังเด็กมากและก็ไม่ค่อยจะเข้าใจเกี่ยวกับความรักเลย ในตอนนั้นฉันทำงานโรงงานซีเกทอยู่กับเพื่อนสาวหลายคน โรงงานที่ทำงานอยู่นั้น มีพนักงานผู้หญิงเยอะมาก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ฉันและเพื่อน ๆ สาวไม่มีหนุ่มมาจีบสักคน เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น เพื่อนสาวน้อยคนนักที่จะมีแฟนเป็นตัวเป็นตน

อันที่จริงพวกฉันก็ไม่ได้หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่ถึงขนาดไม่มีหนุ่มมาจีบ ฉันและเพื่อน ๆ แต่ละคนก็มีหน้าตาพอไปวัดไปวาได้ แม้จะไม่โดดเด่นเหมือนสาวงามตามเวทีประกวดต่าง ๆ แต่ถ้าหนุ่มคนใดได้ควงก็ไม่อายเพื่อนแน่นอน ถึงแม้พวกฉันจะเป็นสาวบ้านนอก เป็นแค่สาวโรงงาน แต่พวกฉันก็พอจะมีความน่ารักอยู่ในตัวเสมอ

ฉันนะเหรอ.....เพื่อน ๆ มักจะเรียกฉันว่า อ้อน อันที่จริงฉันก็มีชื่อเล่นและชื่อจริงอยู่เหมือนกัน แต่เพื่อน ๆ ในแผนกที่ทำงานอยู่ ไม่เคยมีใครเรียกชื่อเล่นที่แท้จริงของฉันเลย ทุกคนร่วมด้วยช่วยกันตั้งชื่อใหม่ให้ฉันพร้อม ๆ กัน เพื่อที่จะให้ชื่อใหม่คล้องจองกับเอกลักษณ์ของฉัน

และนับตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปทำงานในในไลน์การผลิต ฉันก็กลายเป็นคนชื่อ อ้อน ไปโดยปริยาย เรื่องของเรื่องก็ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะฉันเป็นคนที่พูดช้า พูดเสียงเอื่อย ๆ ชอบลากเสียงแต่ละคำยาวมาก พูดหวานและออดอ้อนรุ่นพี่เป็นประจำ นี่แหละคือสิ่งที่ทุกคนยกฉายานี้ให้กับฉัน ส่วนเรื่องการทำงานนะเหรอ ฉันกลับตรงข้ามกับชื่อที่เพื่อนตั้งให้หมดเลย ถึงฉันจะพูดช้าและดูเอ๋อ ๆ  ไปหน่อย แต่เวลาทำงานนั้น ฉันมักจะทำเสร็จก่อนเพื่อนทุกที

พี่อ้อขา...... งานหนูเสร็จแล้ว ช่วยเอางานตัวใหม่ให้หนูหน่อยได้ไหม ขาที่ฉันใช้เรียกชื่อเพื่อนรุ่นพี่แต่ละครั้งไม่ได้สั้น ๆ อย่างที่คนอื่นได้ยิน แต่ลากยาวเสียจนคนบางคนขนลุกเชียว

พี่อ้อมองค้อนและอมยิ้มกับน้ำเสียงของฉัน ไอ้น้องอ้อน ช่วยขาสั้น ๆ หน่อยได้ไหม นี่ถ้าเข้ากะดึกและเดินในไลน์เงียบ ๆ คนเดียว มีหวังขนลุกหัวตั้งแน่เลย

เมื่อถูกเพื่อนตำหนิฉันก็ยิ้มแก้มแดง ยอมรับว่ารู้สึกเขินอายอยู่มาก

ค่ะ.... และก็ยังลากเสียงยาวเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้สั้นกว่าตอนแรกนิดหนึ่ง ทั้งหมดเหล่านี้คือเรื่องราวและความเอ๋อเหมือนไม่ค่อยจะเต็มของฉันเอง

 

แน่นอนทุก ๆ ครั้งที่แผนกของฉันทำงานได้เกินเป้าหมาย ซุปเปอร์ไวเซอร์ก็มักจะพาไปเลี้ยงตลอด ไม่ว่าจะไปเลี้ยงตามร้านอาหารหรือภัตตาคารต่าง ๆ หรือแม้แต่จัดนำเที่ยวก็มีบ่อยครั้ง ฉันในฐานะที่เป็นน้องใหม่ไม่ได้ร้ายแต่บริสุทธิ์ใจ ก็ตามรุ่นพี่เสียเหลือเกิน ไม่ว่าพี่ ๆ จะชวนไปเที่ยวที่ไหน ฉันก็ไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง และก็ตามเพื่อนรุ่นพี่ไปตลอด

พูดไปแล้วก็เหมือนเรื่องตลก เพราะชีวิตของฉันไม่รู้อะไรจริง ๆ ฉันรู้ว่าป้ายรถเมล์ที่มารอรถรับส่งของบริษัทอยู่ตรงไหน รู้ว่าเส้นทางไปที่ทำงานคือถนนสายอะไร ส่วนห้างก็รู้แค่ไม่กี่แหล่งเท่านั้น ฉันยอมรับว่าสังคมของฉันแคบมาก จะว่าฉันอ่อนต่อโลกก็ใช่ ฉันก็ยอมรับว่าใช่และมันก็จริง ๆ เพราะฉันรู้เฉพาะในสังคมโรงงาน เรื่องราวที่รุ่นพี่เล่าให้ฟัง สิ่งที่พวกพี่ ๆ บอกสอน ดังนั้นฉันจึงมักจะทำตามและเชื่อฟังรุ่นพี่ตลอด และก็นับว่าโชคดีที่รุ่นพี่ไม่เคยพาฉันไปเสียคนเลยสักครั้ง  

ตอนที่ฉันเข้าไปทำงานในโรงงานนี้ใหม่ ๆ ฉันก็สนุกสนานกับงานพอสมควร ฉันเห็นรุ่นพี่แต่ละคนพากันแซวพวกหนุ่มวิศวกรที่มาทำงานในแผนกเป็นประจำ ตอนนั้นฉันก็ได้แต่มองอย่างไม่เข้าใจกับสิ่งที่ได้ยิน

พี่โป้งหล่อจัง คนอะไรก็ไม่รู้ รุ่นพี่พากันซุบซิบเกี่ยวกับหน้าตาของวิศวกรหนุ่มที่เพิ่งจะเดินผ่าน

ฉันส่ายหัวไม่เห็นด้วยกับความคิดของรุ่นพี่  ไม่เห็นหล่อเลย แก่ก็แก่

ฉันเองก็ไม่เข้าใจความคิดของตัวเองเหมือนกัน ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าผู้ชายที่อายุยี่สิบห้าปีขึ้นไปถือว่าแก่มาก ๆ อาจจะเป็นเพราะว่าฉันยังเด็ก จึงชอบที่จะมีความรักแบบเด็ก ๆ ชอบที่จะมองผู้ชายอายุเท่า ๆ กันมากกว่า ถ้ามีผู้ชายคนไหนมาจีบ ฉันก็มักจะถามอายุเสียก่อน ถ้าอายุเท่ากับฉันและเกินกว่าหนึ่งปี ฉันให้จีบได้และยินดีคุยด้วย แต่ถ้าอายุมากกว่านั้น ฉันมักจะหลบหน้าเป็นประจำ

ปลายปีนี้หลังจากที่รับโบนัสก้อนใหญ่ เพื่อนสนิทของฉันซึ่งเป็นรุ่นพี่ก็ได้จัดนำเที่ยวแพเธคที่จังหวัดกาญจนบุรี พี่จันทราอายุมากกว่าฉันหกปี  ส่วนพี่ ๆ ในกลุ่มก็ล้วนแต่อายุมากกว่าฉันสามปีขึ้นไป ฉันจึงกลายเป็นน้องสุดท้องในบรรดาเพื่อนฝูงทั้งหมด ถึงฉันจะอายุน้อยและดูเด็กมาก แต่ฉันก็พยายามวางตัวเหมือนเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ เวลาคิดก็คิดแบบผู้ใหญ่ เวลาวางตัวฉันก็พยายามวางตัวเป็นผู้ใหญ่ให้ดูกลมกลืนกับเพื่อน ๆ แต่ในส่วนลึก ๆ ฉันก็ยังมีความคิดเหมือนเด็กสาวคนหนึ่งเท่านั้น
              การจัดนำเที่ยวในครั้งนี้ พี่จันทราได้ร่วมทุนกับเพื่อนชายที่สนิทและคบกันนานหลายปี พี่นิสันต์เป็นเพื่อนพี่จันทราซึ่งทำงานอยู่บริษัทผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ที่ขึ้นชื่อในเมืองไทย ซึ่งบริษัทแห่งนี้ส่วนใหญ่ก็มีพนักงานชายมากกว่าพนักงานหญิง ส่วนเรื่องหน้าตาความหล่อของชายหนุ่มในบริษัทนี้นั้น ถือว่ามีครบทุกภูมิภาคของเมืองไทยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะภาคเหนือ กลาง ตก ใต้ อีสานมีหมด

               จุดประสงค์ของการนำเที่ยวแพเธคในครั้งนี้ ก็เหมือนกับการนำเอาความแตกต่างของสองบริษัทมารวมกัน เพื่อสร้างมิตรภาพที่ดีให้เป็นหนึ่งเดียวกลมเกลียวต่อกัน เพื่อสร้างความสุขให้กับพนักงานทุก ๆ คน และที่สำคัญที่สุดก็เพื่อเปิดโอกาสให้หนุ่ม ๆ บริษัทผลิตรถยนต์ได้เปิดหูเปิดตา และสาว ๆ ในบริษัทของฉันได้เห็นโลกกว้างมากขึ้น

               ก่อนกำหนดวันเดินทางไปท่องเที่ยวประมาณสิบวัน ฉันยังมาทำงานปกติ ทำโอที (ทำงานล่วงเวลา) และพ่วงโอทีเหมือนเคย ไม่ว่าจะเป็นพ่วงกะสิบหกชั่วโมง หรือแม้แต่ยี่สิบสี่ชั่วโมงพวกฉันก็ทำได้ตลอด ไม่เคยย่อท้อต่อหน้าที่การงานของตนเลยสักครั้ง

               บัตรจัดนำเที่ยวครั้งนี้จำหน่ายไปหลายวันแล้ว แต่ฉันยังมิได้ซื้อบัตรที่จะไปเที่ยวแต่อย่างใด ขณะที่นั่งทำความสะอาดตัวงาน (Pole) อยู่ในไลน์เงียบ ๆ พี่จันทราก็เดินมายื่นบัตรนำเที่ยวให้

         “น้องอ้อน ไปเที่ยวแพเธคกับพี่ไหม คนไปกันทั้งไลน์เลยนะ เราจะไปหรือเปล่าล่ะ?

พี่จันทราแกล้งถามทั้งที่รู้ว่าคำตอบคืออะไร สำหรับฉันถึงเพื่อนจะไม่มาถาม ตัวฉันก็ไปอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าฉันชอบเที่ยว แต่ฉันชอบไปกับเพื่อนมากกว่า โดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิงเยอะ ๆ

         “ไปค่ะ บัตรราคากี่บาทคะ ถามพลางควักกระเป๋าเงินออกมาด้วย ถึงแม้จะอยู่ในไลน์ของการผลิตงาน แต่งชุดสม็อค (ชุดหมีสีขาวที่คลุมตัวหมดเลย เหลือให้เห็นแต่ตา) แต่ฉันก็ไม่ชอบติดหนี้ใคร ๆ

          “สามร้อยห้าสิบบาทจ้า น้องอ้อนค่อยจ่ายพี่ตอนออกกะก็ได้นะ เพราะสนิทกันจึงไว้ใจกัน

                ฉันควักเงินออกมาสี่ร้อยบาท ไม่เอา หนูจ่ายเลยดีกว่า ไม่ชอบติดค้างใคร

           “ก็ได้ เดี๋ยวพี่จะจดชื่อเราไว้ก่อนนะ พี่จันทราจดชื่อฉันไว้เรียบร้อย

           “พี่จันทราแล้วงานนี้เหมารถบัสกี่คันเหรอ ฉันถามด้วยความอยากรู้ เพราะทุกครั้งที่บริษัทจัดนำเที่ยว ก็มักจะมีรถบัสไปไม่ต่ำกว่าสองสามคัน

            “รอบนี้สองคันจ้า แต่มีเพื่อน ๆ พี่นิสไปด้วยนะ

            “แบบนี้ก็แสดงว่าผู้ชายไปเยอะสิคะ

            “ก็ประมาณสิบกว่าคนได้มั้ง ที่เหลือก็เพื่อน ๆ ในไลน์เราเท่านั้น

                 ฉันพยักหน้าเข้าใจ ไม่ใช่ว่าดีใจที่มีผู้ชายไปเยอะ แต่หวั่นกลัวเรื่องการกินเหล้าเมายาของพวกผู้ชายมากกว่า เกรงจะมีเรื่องกันเหมือนครั้งเก่า ๆ

 

            ในวันเดินทางฉันและเพื่อน ๆ พากันเตรียมเสื้อผ้าไปเปลี่ยนเรียบร้อย เพราะพวกเราจะไปค้างกันหนึ่งคืน ฉันรู้สึกตื่นเต้นเป็นที่สุด เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยไปแพเธคเลย อยากรู้ว่าแม่น้ำแควที่ขึ้นชื่อนั้นเป็นอย่างไรบ้าง แล้วแพเธคที่เขาบอกเล่ากันว่าสนุกสนานยิ่งนักเป็นเช่นใดกันแน่ มันจะสนุกเหมือนกับดิสโก้เธคที่บ้านนอกของฉันหรือเปล่า หรือว่าเหมือนอาร์ซีเอที่ฉันเคยดูในละครทีวีก็ไม่รู้ สารพัดอย่างที่ฉันแอบจินตนาการเกี่ยวกับแพเธค

            วันนั้นฉันใส่กางเกงยีนตัวเก่งกับเสื้อยืดสีเหลืองตัวเล็ก ๆ คอกลมแขนสั้น แถมใส่รองเท้าหนังอย่างดีที่อุตส่าห์เก็บเงินซื้อมาหลายวัน มิเพียงเท่านั้นก็ยังมีเข็มขัดหนังที่มีหัวเข็มขัดลายน่ารัก ๆ คาดเอวให้ดูเทห์ไปอีกแบบ จะว่าไปแล้วฉันและเพื่อน ๆ สาวในกลุ่มก็ประมาณสาวห้าวนั่นแหละ หรือจะพูดไปอีกแบบก็พวกสาวเพื่อชีวิต (เผื่อชีวิต) ก็ว่าได้

            รถบัสมาจอดรับที่ปั๊มข้าง ๆ เซียร์รังสิต ฉันและเพื่อน ๆ รีบพากันมาขึ้นรถแต่เช้า ช่วงที่เดินมารอขึ้นรถนั้น พี่จันทราก็แนะนำให้ฉันได้รู้จักกับเพื่อน ๆ ของพี่นิสันต์

            น้องอ้อน นี่พี่นิสันต์ เพื่อนสนิทพี่เอง อันนี้พี่ปาน พี่ดล พี่เกรียง พี่ชัย พี่วุธ พี่.................หลายคน จนมาคนสุดท้าย พี่ทรายจ้า ฉันยกมือไหว้ตามมารยาท และก็รีบหลบสายตาชายหนุ่มคนสุดท้ายทันที ฉันไม่เข้าใจทำไมต้องหลบตาเขาด้วย และก็ไม่เข้าใจทำไมผู้ชายคนนี้ชอบมองฉันตลอด

            ถึงจะเป็นสาวห้าวแต่ฉันก็เป็นผู้หญิงขี้อายไม่น้อย ฉันยอมรับว่าไม่ชอบเวลาที่มีผู้ชายจ้องมอง ไม่ชอบสายตาผู้ชายเหล่านี้ที่สุด เพราะฉันไม่สามารถอ่านใจได้เลยว่าผู้ชายที่มองนั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่ แต่สำหรับฉันนั้น รู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก กลัวสายตาของผู้ชายแต่ละคน

            ในวันนั้นฉันยืนอยู่ท่ามกลางบรรดาเพื่อนสาวเป็นสิบๆ คน แต่ทำไมฉันรู้สึกเหมือนยืนอยู่คนเดียว เหมือนตัวเองเป็นเป้าสายตาคมคู่นั่น พี่ทรายเป็นผู้ชายที่หน้าตาหล่อ สูงโปร่ง ผมยาวประบ่า มีนวดเคราเหมือนผู้ชายทั่วไป การแต่งตัวสะอาดสะอ้าน นิสัยพูดน้อยแต่ยิ้มเก่ง และฉันก็ขอแถมนิสัยอย่างหนึ่งให้พี่ทราย ก็คือ มองเก่งที่สุด

            ฉันรู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ถูกผู้ชายมอง โดยเฉพาะผู้ชายที่หน้าตาดี ๆ มักจะทำให้ใจของฉันไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทุกที แต่เพราะฉันเป็นเด็กและเป็นคนตรงไปตรงมา จึงไม่ยอมเป็นเป้าให้ใครมองง่าย ๆ และก็มักจะถามอย่างข้องใจ

            มองอะไรเหรอพี่ ไม่เคยเห็นคนเหรอ คำถามของฉันดูกวน ๆ แต่แปลกคนที่ถูกถามกลับอมยิ้มถูกอกถูกใจ หรือว่าเสียงของฉันมันหวานและเอ๋อเกินไปจึงทำให้คนที่ถูกถามยังคงยิ้มอยู่เหมือนเดิม

            เปล่าครับ พี่ไม่ได้มองน้อง พี่มองคนข้างหลังน้องต่างหาก

            คำตอบของพี่ทรายทำให้ฉันหน้าแตกเป็นอย่างมาก ชนิดที่ว่าหมอแถว ๆ รังสิตไม่รับเย็บ เพราะมันแตกหาชิ้นดีไม่ได้เลย

ฉันสะบัดหน้า คิดในใจ นี่ฉันหลงผิดคิดว่าเขามองตัวเองจริง ๆ หรือนี่ หรือว่าพี่ทรายมองฉันจริง ๆ แต่แกล้งฉันเล่น ฉันรู้สึกโกรธปนอายอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเคืองเขาเป็นที่สุด แต่แก้มของฉันนี่สิมันร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

            ฉันหันไปมองเพื่อนสาว พี่จันทราหนูไปนั่งรอที่รถนะ ฉันไม่ได้รอคำตอบเพื่อนเลย และก็เดินฉับ ๆ ขึ้นมานั่งบนรถบัสทันที

            หลังจากที่ฉันหนีมานั่งที่รถ ฉันไม่รู้ว่าพี่ทรายและเพื่อน ๆ ชายพูดอะไรกันบ้าง ฉันรู้แต่ว่าเพื่อน ๆ สาวพากันแซวฉันตลอด พอได้เวลารถจะออกเดินทาง พี่นิสันต์ พี่ทราย และเพื่อนชายอีกสี่คนก็มานั่งรถคันเดียวกับฉันอีก

            ฉันบ่นในใจ ทำไมต้องมาขึ้นรถคันเดียวกันด้วย คันอื่นก็ว่างตั้งเยอะแยะ

            เมื่อพี่ทรายเดินผ่านเบาะที่ฉันนั่งอยู่พอดี เขาก็แกล้งนั่งลงข้าง ๆ ฉัน และก็หันไปมองเพื่อนชายคนอื่น ๆ

            พี่นิส ผมนั่งเบาะด้านหน้าได้ไหมพี่ ไม่อยากไปนั่งข้างหลังเลย และก็หัวเราะถูกอกถูกใจตามประสาหนุ่ม เพราะคงจะอยากรู้ว่าฉันจะทำหน้าอย่างไร

        ฉันลุกพรวดพราด ถ้าพี่อยากนั่งก็นั่ง เดี๋ยวหนูจะไปนั่งเบาะอื่น

            พี่ทรายเอามือปิดทางออกเอาไว้ พี่แค่หยอกเล่นน่า เดี๋ยวพี่ไปนั่งข้างหลังเอง

            แม้ว่าพี่ทรายจะพูดจาสุภาพ แต่ทำไมฉันต้องงอนพี่เขาด้วย ฉันไม่เข้าใจตัวเอง หรือว่าเพราะพี่เขาทำให้ฉันหน้าแตก จึงทำให้ฉันเคืองใจอยู่ตลอด

 

            ช่วงระหว่างที่รถวิ่งออกมานอกชานเมือง ทางคนขับรถก็เปิดเพลงมันส์ ๆ ให้พนักงานทุก ๆ คนเต้นรำกันสนุกสนาน พี่อ้อมเพื่อนสาวในกลุ่มเดินมาหาฉัน

            น้องอ้อนจ๋า ไปเต้นกับพี่หน่อยสิ เต้นคนเดียวไม่สนุกเลย

            คนเต้นข้างหลังตั้งเยอะแยะ พี่อ้อมก็ไปเต้นกับเขาสิ

            แต่พี่อยากเต้นกับเรามากกว่า มาม๊ะ ไปเต้นด้วยกัน ไม่พูดเปล่าแต่ดึงแขนฉันให้ลุกขึ้น

            ปกติฉันก็ชอบการเต้นรำเป็นอย่างมาก แต่ในวันนี้ฉันกลับไม่ชอบการเต้นรำ เพราะมีสายตาใครคนหนึ่งจ้องมองฉันต่างหาก

            ไปเต้นข้างหลังนะ ที่ว่างเยอะ ข้างหน้าแคบมาก ๆ เลย พี่อ้อมบอก

            ไม่เอา เต้นตรงนี้แหละฉันไม่เห็นด้วย

พี่จันทราบอกให้น้องอ้อนไปเต้นข้างหลังด้วยกัน เห็นไหมมีเพื่อน ๆ ในกลุ่มเราตั้งเยอะแหนะ พี่อ้อมพูดพลางหันไปหาเพื่อน ๆ ในกลุ่มที่เต้นรำอยู่ด้านหลัง

            ตั้งแต่คบเป็นเพื่อนกันมา ฉันไม่เคยปฏิเสธเพื่อนเลยสักครั้ง และวันนี้ก็เหมือนวันก่อน ๆ ที่ฉันไม่กล้าปฏิเสธพี่จันทรา และก็เดินตามหลังพี่อ้อมมาติด ๆ

            เบาะด้านหลังรถบัสคันนี้มีลักษณะเป็นวงกลมใหญ่ ซึ่งก็มีทางเดินกว้างพอสมควร ซึ่งขนาดความกว้างของเบาะก็นั่งได้ประมาณหกถึงเจ็ดคน พี่ทราย พี่นิสันต์ นั่งอยู่เบาะหลังสุดกับพี่จันทรา ซึ่งก็มีพี่อ้อม พี่นก พี่หญิงนั่งร่วมอยู่ด้วย และคนที่สุดท้ายก็คือฉันนั่นเอง

            เมื่อต้องสบตากับพี่ทรายอีกครั้ง ฉันอยากจะเดินกลับไปเบาะด้านหน้าเสียจริง ๆ เลย

            ไม่เอาแล้ว หนูไปนั่งข้างหน้านะ พูดยังไม่ทันจบพี่จันทราก็ลุกมาดึงแขนไว้ก่อน

            จะไปไหนล่ะ มานั่งด้วยกันก่อนสิ พี่จันทราพูดพลางยื่นน้ำแดงให้ฉันได้ดื่มด้วย ดื่มซะน้ำแดง ของชอบไม่ใช่เหรอ

            แน่นอนในบรรดาเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ฉันกับพี่จันทรากินเหล้าไม่เป็น ดังนั้นเราสองคนจึงกินน้ำแดงแทนเหล้าอยู่เสมอ จนเพื่อน ๆ บางคนแอบแซวฉันกับเพื่อนรุ่นพี่อยู่ตลอดว่า  ลูกศิษย์กุมารทอง  ส่วนเพื่อนคนอื่น ๆ ก็กินเหล้ากันเป็นแถว

            พี่ทรายคงรู้ว่าฉันเขินอายสายตาของตนเอง จึงไม่ค่อยหันมามองฉันบ่อย ๆ เหมือนก่อน และก็เลือกที่จะนั่งร้องเพลงตามจังหวะไปกับเพื่อน ๆ ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้น และไม่เขินอายมากนัก ความตื่นเต้นก็ลดลงไปได้บ้าง

            เต้นด้วยกันนะ เพลงนี้มันส์มาก ๆ เลย พี่จันทราไม่พูดเปล่าแต่ดึงมือฉันให้ลุกขึ้นมาเต้นกับเธอ

            ไม่เอา พี่จันทราไปเต้นเถอะ ขอหนูนั่งดูดีกว่า

            ไม่ได้ มาเที่ยวก็ต้องเต้นรำให้สนุกสิ นั่งอยู่เฉย ๆ ได้ยังไง มาม๊ะ เสียงพี่จันทราเอ็ดฉัน

            ที่จริงฉันก็อยากเต้นรำ เพราะจังหวะเพลงมันส์มาก ๆ แต่ฉันอายสายตาคนที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากฉันมากกว่า เพราะพี่ทรายเล่นนั่งมองฉันและพี่จันทราพลางอมยิ้มไปด้วย ในตอนนั้นฉันจำใจต้องเต้นรำกับพี่จันทราและเพื่อนสาวหลายคน ด้วยความที่ไม่อยากขัดใจเพื่อนทำให้ฉันต้องทำตามที่เพื่อนขอ และในที่สุดท่าเต้นเขียดน้อยถูกน้ำร้อนลวกของฉันก็ได้ออกงานอีกครั้ง ซึ่งก็แปลกที่มีผู้ชายคนเดียวนั่งมองท่าเต้นของฉันอย่างมีความสุข ฉันไม่รู้ว่าชายหนุ่มคนนี้น้ำลายยืดด้วยหรือเปล่า รู้แต่ว่าตาเขาหวานหยาดเยิ้มทีเดียว แถมยิ้มค้างอยู่ตลอด แม้จะมองในระยะที่ไม่ไกลมากนัก แต่ก็รู้ว่าสายตานั้นส่งยิ้มหวานมาให้ฉันเป็นระยะ ๆ

            เมื่อเต้นรำเหนื่อยฉันก็มานั่งพัก ซึ่งเพื่อน ๆ สาวที่นั่งพักอยู่ก่อนหน้านั้นก็ออกไปเต้นต่อ เหมือนจงใจทิ้งให้ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นกับพี่ทรายสองคน ฉันไม่พูดกับเขา ไม่มองหน้า และก็ทำตัวเหมือนนั่งอยู่คนเดียว ณ ที่ตรงนั้น

            เหนื่อยไหมครับ คำถามสุภาพ อ่อนโยน แต่ทำไมไม่ค่อยเข้าหูฉันเลย

            ฉันหันมามองเขานิดหนึ่ง ถ้าพี่อยากรู้ ก็ลองไปเต้นดูสิ

            ฉันไม่เข้าใจทำไมต้องตอบกวนพี่ทรายแบบนั้น ฉันควรจะสุภาพกับเขามากกว่านี้ หรือเพราะฉันยังเคืองเขาอยู่ จึงตอบแบบอยากเอาชนะเขาให้ได้ หรือว่าฉันต้องการแกล้งให้เขาหน้าแตกกันแน่

            อยากรู้เหมือนกันครับ งั้นเราไปเต้นด้วยกันไหมล่ะ

เขาไม่ตอบเปล่าแต่ทำหน้าออดอ้อนเพื่อที่จะชวนฉันไปเต้นรำด้วย คำชวนของพี่ทรายทำให้ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที และก็ไม่เข้าใจทำไมต้องกลัวด้วย

            ไม่ค่ะ หนูเหนื่อย พี่ไปเต้นกับเพื่อน ๆ เถอะ ฉันบอกปัดโดยอ้างว่าเหนื่อย ซึ่งความเหนื่อยตรงนี้มันไม่ใช่แค่การเต้นรำที่ผ่านมา แต่มันรวมไปถึงความเหนื่อยกับการต้องผจญภัยที่อยู่ใกล้ชิดกับเขาต่างหาก

        พี่ทรายไม่ได้ออกไปเต้นแต่อย่างใด และก็นั่งอยู่ไม่ไกลจากฉันมากนัก ฉันรู้ว่าพี่ทรายแอบมองฉันเป็นระยะ ๆ ในตอนนั้นฉันคิดว่าพี่ทรายคงมีความสุขกับการได้มองฉันเป็นที่สุด ส่วนฉันนะเหรอ...ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แต่ใจฉันมันเต้นผิดปกติยิ่งกว่าจังหวะเพลงมันส์ ๆ เสียอีก

 

            รถบัสวิ่งมาจอดด้านหน้าแม่น้ำแควประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ พี่จันทราและพี่นิสันต์พร้อมเพื่อนบางคนเดินไปพบกับเจ้าของแพที่ติดต่อเอาไว้ จากนั้นไม่นานเจ้าของแพก็พาพวกเราทุกคนเดินทางมารอที่ด้านหน้าแม่น้ำแคว ซึ่งเพื่อน ๆ แต่ละคนก็ช่วยกันถือข้าวของคนละไม้คนละมือ ฉันเองก็ช่วยถือกระเป๋าเป้ให้พี่จันทราด้วย ทำให้ในมือมีข้าวของเต็มไปหมด

            ให้พี่ช่วยถือไหม หนุ่มผมยาวคนเดิมถามด้วยความเป็นห่วง

            ไม่เป็นไรค่ะ หนูถือได้ ขอบคุณนะคะ คำตอบของฉันไม่ต่างกับหญิงสาวที่งอนคนรักเลย

งั้นก็ตามใจ ชายหนุ่มพูดทิ้งท้ายก่อนจะสาวเท้าเดินตรงดิ่งไปที่เรือเล็ก ๆ ด้านหน้า ฉันได้แต่มองตามด้วยความโมโห ไม่รู้เลยว่าทำไมตัวเองต้องโมโหเขาด้วย
            พอขึ้นไปบนแพที่เตรียมเอาไว้ เพื่อน ๆ ทุกคนก็สนุกสนานกันใหญ่ ส่วนฉันกลับรู้สึกไม่สนุกอีกเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ความรู้สึกต่าง ๆ ที่เคยสนุกสนานกับเพื่อน ๆ มาตลอดทาง ตอนนี้รู้สึกใจไม่ค่อยดีเลย เพราะไม่ว่าจะเคลื่อนย้ายไปมุมไหน ก็มักจะมีสายตาคู่หนึ่งคอยจับตาตลอด จนในที่สุดความจริงก็ถูกเปิดเผยขึ้นมา
         “
เฮ้ยทราย อย่าไปมองน้องเขาบ่อยสิ เดี๋ยวน้องเขากินข้าวไม่ได้เสียงพี่นิสพูดแซวด้วยความสนุกสนาน
              แม้ว่าพี่ทรายจะถูกแซวขนาดนั้น แต่ก็ไม่หยุดการกระทำของตัวเองเลย และก็กลับยิ้มอย่างถูกอกถูกใจตามประสาคนหนุ่ม ส่วนฉันนั้นก็รู้สึกเขินอายอยู่ไม่น้อย แต่ก็พยายามวางตัวธรรมดา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  
               แน่นอนเมื่อถูกมองบ่อย ๆ ก็ทำเอาคนที่นั่งตักข้าวเข้าปากรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที ฉันเองก็ไม่เข้าใจทำไมต้องรู้สึกตื่นเต้น และรู้สึกอายสายตาพี่ทรายด้วย ในบางครั้งฉันก็รู้สึกเกลียดพร้อมทั้งไม่ชอบพี่ทรายเสียอย่างนั้น สารพัดความรู้สึกที่ปะปนตีกันอยู่ในหัวใจ ซึ่งฉันไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนในชีวิต

ส่วนเพื่อน ๆ ผู้หญิงด้วยกัน ก็ถูกอกถูกใจที่ได้ยินพี่นิสันต์แซวฉัน พวกเธอพากันแซวฉันและพี่ทรายตลอด แม้จะไม่ค่อยชอบแต่ฉันก็ไม่กล้าว่าเพื่อน ๆ แต่อย่างใด และก็ได้แต่อมยิ้มอยู่อย่างนั้น สำหรับพี่ทรายนั้นก็ยิ้มหน้าบานเป็นกระด้ง

               พอทานข้าวกันเสร็จแล้ว ฉันและเพื่อน ๆ ก็พากันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉันใส่กางเกงขาสั้นขนาดเข่า เพื่อที่จะเล่นน้ำได้สะดวก เพื่อน ๆ ในกลุ่มก็พากันลงเล่นน้ำพร้อมเพรียงกัน โดยที่มีห่วงยางของทางแพคอยให้บริการทุกอย่าง ฉันเองก็ชอบเสียด้วยและก็ไม่พลาดการไปลงเล่นน้ำครั้งนี้ แม้อากาศในวันนั้นจะหนาวบ้าง แต่ผู้หญิงอย่างฉันกลับทนเป็นที่สุด และด้วยความที่เป็นเด็ก เติบโตมาจากบ้านนอกคอกนา เมื่อได้เห็นน้ำก็เหมือนเรียกอดีตเก่า ๆ สมัยเด็ก ๆ กลับคืนมาอีกครั้ง
              ฉันกระโดดโลดเต้นใส่น้ำสนุกสนานกับเพื่อน ๆ สาวโดยที่ไม่ได้สนใจใคร ๆ เลย และในขณะนั้นหนุ่ม ๆ สาว ๆ บางคนที่กินเหล้าอยู่ในวง ต่างก็พากันนั่งร้องเพลงดีดกีตาร์กันอย่างสนุกสนาน แม้ว่าเสียงเพลงที่พี่ผู้ชายในกลุ่มจะร้องเพราะพริ้งแค่ไหน แต่เสียงเพลงเหล่านี้ก็ไม่ได้ลบสายตาพี่ทรายที่ส่งมาให้ฉันเลยสักนิด

            บ่อยครั้งที่ฉันแกล้งทำเป็นไม่รู้ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็ใช่จะหลบหน้าได้ตลอด เพราะแพเธคเล็กนิดเดียว จะเดินไปทางไหนก็หนีไม่พ้นสายตาของแต่ละคน ฉันเองก็เกาะติดห่วงยางทุกครั้งที่ลงเล่นน้ำ เพราะห่างเหินการว่ายน้ำมานานหลายปี จึงทำให้ว่ายน้ำไม่เก่งเหมือนสมัยเด็ก ๆ
             พอขึ้นมาจากน้ำ ฉันกับเพื่อน ๆ ก็นั่งตากแดดกันอยู่อีกมุมหนึ่ง เพื่อรอให้เสื้อแห้งเสียก่อน ซึ่งก็คงยากที่เสื้อจะแห้งเร็วเพราะฤดูนี้เป็นฤดูหนาวเสียด้วย และก็คงต้องใช้เวลานานใช้ได้ เพื่อน ๆ หลายคนที่ไม่รู้สึกเขินอายก็เดินไปร่วมกลุ่มกับคนอื่น ๆ

ส่วนฉันนะเหรอ ก็เลือกที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นและรอจนกว่าเสื้อจะแห้งเสียก่อน ฉันไม่อยากลุกไปไหน เพราะเสื้อของฉันเปียก มันคงจะบาง เกรงว่าคนบางคนจะเห็นเนื้อเนินและสัดส่วนด้านในของฉัน อีกอย่างฉันรู้สึกอายที่จะไปนั่งร่วมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ที่มีผู้ชายร่วมวงด้วย เพราะในกลุ่มเพื่อนสนิทของฉันก็มีพี่ทรายเป็นผู้ชายหนึ่งในนั้น

                พอสักพักเพื่อนรุ่นพี่ก็เดินมาหาพร้อมผ้าขนหนูผืนหนึ่ง
           “
มีคนฝากมาให้ เอาไปห่มซะจะได้ไม่หนาวพูดพลางยิ้มให้ฉันนิดหนึ่ง
                 ด้วยความหนาวทำให้ฉันค่อย ๆ เอื้อมมือหยิบผ้าขนหนูทันที และก็ไม่ลืมถามถึงเจ้าของผ้าขนหนูด้วย

           “ผ้าขนหนูของใครเหรอพี่นก?”
                    พี่นกยิ้มอย่างมีเลศนัย ของเพื่อนพี่เองจ้า
                    เมื่อรู้ว่าผ้าขนหนูผืนนี้เป็นของเพื่อนพี่นก ฉันก็รีบเอามาห่มตัวอย่างชื่นใจ ไม่เพียงแค่นั้นนั่งซับผมตัวเองไปด้วย โดยที่ไม่ได้ใคร่รู้เลยสักนิดว่าเจ้าของผ้าคนหนูผืนนี้ชื่ออะไร พอซับผมเสร็จแล้วก็เดินไปนั่งร่วมวงกับเพื่อน ๆ ในกลุ่ม จากนั้นก็เอาผ้าขนหนูพาดไว้ที่คอด้วย และก็นั่งพูดคุยสนทนากับพี่ ๆ ในกลุ่มเหมือนเคย
                       พอนั่งลงได้ไม่นาน พี่นิสันต์ก็ดีดกีต้าร์บรรเลงเพลงหนึ่งเพลงอย่างช้า ๆ ฉันยังคงนั่งข้างเคียงพี่จันทราโดยที่มีเพื่อนสาวอีกห้าคนนั่งร่วมวงอยู่ด้วย ขณะที่เสียงกีต้าร์บรรเลงได้สักพัก พี่ทรายก็ขับร้องเพลงนี้ด้วยรอยยิ้มสดใส

 

เธอรู้ได้ยังไง ว่าไม่มีใครสักคนรักเธอ
เพราะฉันคนนี้เพิ่งเจอ คนแอบรักเธอเมื่อเช้านี้เอง
เขาฝากฉันมาบอก เขาเป็นคนเผยใจไม่เก่ง
เลยได้แต่โทรขอเพลง มอบให้เธอฟัง

เขาฝากคำพูดมา ให้ฉันบอกว่าเธอน่ารักจัง
เขาขอคิดถึงห่างๆ ส่งยิ้มให้บ้างยามเธอไม่เห็น


เขาอยากเจอเธอทุกวัน เก็บไปฝันถึงเช้าถึงเย็น
เธอทุกข์เธอสุขอยากเห็น เขาเป็นห่วงเธอทุกยาม

*
คือกำลังใจ...ฮืม... ที่เธอไม่รู้
แอบรักเธออยู่ กับคำที่เขาอยากถาม
เธออยากมีใคร บ้างไหมเมื่อใดก็ตาม
ที่หัวใจไถ่ถาม ถึงคำหนึ่งคำว่ารัก....

เขานั้นเป็นคนดี เป็นคนที่เธอน่ารู้จัก
ทุกคำที่เขาเคยฝาก ฉันมาบอกออกจากใจเขา
เขารักเธอมานาน พร้อมๆ กับการเป็นเพื่อนของเรา
ถ้าหากเธออยากเจอเขา ฉันพามาได้ทุกยาม

( * )

ที่หัวใจไถ่ถาม ถึงคำหนึ่งคำว่ารัก



                     เพื่อน ๆ ทุกคนช่วยกันขับร้องเพลงกับพี่ทราย ซึ่งก็มีแต่ฉันเท่านั้นที่ไม่ได้ร้องและก็เลือกที่จะปรบมือเป็นจังหวะให้เท่านั้น ในตอนนั้นฉันไม่ได้ตีความหมายของเพลงแต่อย่างใด กลับสนุกสนานที่ได้ฟังเพลงที่พี่ทรายร้อง โดยหารู้ไหมคนที่ร้องเพลงนี้เขาต้องการสื่ออะไรบางอย่างให้ฉันได้รู้ บ่อยครั้งที่พี่ทรายหันมาสบตาฉัน ตัวฉันเองก็หลบสายตาทุกที และก็เลือกที่จะอมยิ้มและหันไปมองเพื่อนสาวมากกว่า
                     พอทุกคนร้องเพลงจบ ต่างก็พากันปรบมือดังลั่น พี่นกหันมาถามฉันนิดหนึ่ง

                    ชอบหรือเปล่าจ๊ะ
                     ฉันพยักหน้าและก็ยิ้มเบิกบานด้วยความชอบใจ

                   ชอบค่ะ เพลงนี้ไพเราะมาก ๆ เลยฉันตอบด้วยยิ้มไปด้วย เหมือนเด็กสาวที่ไม่ค่อยจะเข้าใจคนรอบข้างมากนัก
              พี่หญิงซึ่งนั่งติด ๆ กับพี่ทรายก็หันมายิ้มให้ฉัน

เพลงนี้พี่ทรายตั้งใจร้องให้หนู และก็ขอให้พวกพี่ช่วยร้องให้ด้วยแหละ
              ด้วยความที่ฉันเป็นคนซื่อและไม่ได้คิดอะไรไกลเกินไป แม้จะรู้สึกว่าสิ่งที่เพื่อนสาวพูดนั้นมันดูแปลก ๆ แต่ฉันก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องความรักเลย หรือว่าสมองของฉันคิดอะไรช้าเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้


         “
ทำไมต้องร้องให้หนูด้วยล่ะ พี่ ๆ ก็พากันร้องด้วยกันทั้งนั้น จะมาร้องให้หนูคนเดียวได้ยังไง


                 คำตอบของฉันทำให้พี่อ้อกับพี่ตุ้มยิ้มทันที พอพี่ตุ้มได้ทีก็หันไปสะกิดพี่อ้อ

 

ไอ้อ้อ! ไปสอนน้องเอ็งหน่อยสิ มันซื่อบื่ออีกแล้ว
พี่อ้ออมยิ้มและมองฉันด้วยความเอ็นดู

 

 มันก็เป็นของมันแบบนี้แหละ ถ้ารักถ้าชอบก็บอกมันตรง ๆ ถ้าไม่บอกมันก็จะไม่ยอมเข้าใจหรอกนะ


คำตอบของพี่อ้อทำให้ฉันย้อนถามทันที ใครรักใคร ชอบใครเหรอพี่อ้อ?”
พี่อ้อยิ้มแถมส่ายหัวไปมาไม่รู้สิ ใครก็ไม่รู้รักใครชอบใคร

 

คำตอบของพี่อ้อทำให้ฉันหมดความอยากรู้ทันที เพราะคิดว่าเพื่อนสาวคงจะไม่ชอบคำถามของตัวเอง บวกกับฉันไม่ได้สนใจว่าใครจะรักใครชอบใคร สิ่งที่สนใจในตอนนั้นก็คืออาหารกับแกล้มในจานเท่านั้น จากนั้นก็นั่งทานกับแกล้มฟังพี่ ๆ แต่ละคนคุยเรื่องสนุกสนานไปพลาง ๆ ฉันชอบเสียงเพลง และชอบเสียงกีต้าร์ที่พี่ ๆ ในกลุ่มพากันบรรเลงมากที่สุด

 

ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ค่อยชอบคนกินเหล้า แต่ฉันก็ชอบกับแกล้มในจานเป็นอย่างมาก  ดังนั้นการนั่งในกลุ่มเพื่อน ๆ ที่กินเหล้านั้นก็สุขใจไปอีกอย่าง ตรงที่อาหารการกินไม่ค่อยมีใครแตะเลย และฉันก็ทำหน้าที่นักกินกับแกล้มให้กับทุก ๆ คนได้เป็นอย่างดี

พอเสื้อแห้งพอหมาด ๆ ฉันกับเพื่อน ๆ ก็พากันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉันเป็นคนที่ชอบใส่กางเกงยีนเป็นชีวิตจิตใจ ครั้งนี้ก็เหมือนเดิม ฉันกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นกางเกงยีนตัวเดิมแต่เปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ จากนั้นก็พากันมาเดินชมวิวเล่นรอบ ๆ แพ โดยที่เพื่อนบางคนเลือกที่จะเต้นรำสนุกสนานกับเพลงที่บรรเลงอยู่ ซึ่งอากาศในช่วงบายแก่ ๆ ที่เมืองกาญถือว่าดีมาก ไม่หนาวและไม่ร้อนจนเกินไป

 

ฉันชอบเดินเล่นขอบ ๆ แพเป็นที่สุด เพราะถือว่าเป็นการชมวิวที่ดูท้าทายกับสายน้ำไปอีกแบบ และก็ชอบพากันแกล้งเดินและก็ยืนขาเดียวขอบ ๆ แพเสียด้วย อันนี้ก็เป็นเพราะว่าฉันและเพื่อน ๆ อยากพิสูจน์ความแข็งแกร่งของร่างกายตัวเอง ฉันเป็นเด็กที่ชอบอะไรที่ท้าทายเป็นที่สุด มีหรือที่จะไม่เล่นยืนกระต่ายขาเดียวบนไม้กระดานเล็ก ๆ ตรงขอบแพกับเพื่อน ๆ

ด้วยความที่แพเคลื่อนที่ตลอด ทำให้ฉันหน้ามืดตามัวอีท่าไหนก็ไม่รู้ ร่างตัวเองเริ่มโซเซเอียงซ้ายเอียงขวา พอวางขาอีกข้างกะจะตั้งหลักให้ดี ตัวฉันกลับก็เอียงไปทางน้ำเสียมากกว่า และสุดท้ายก็.......

 

ตู้ม

 

เพื่อนที่เล่นกระต่ายขาเดียวกับฉันตกอกตกใจกันใหญ่ เพื่อนบางคนวิ่งไปเอาห่วงยางที่อยู่ด้านหลังแพแต่ช้ามาก บวกกับแพเคลื่อนที่ไปด้วยทำให้ฉันอยู่ห่างเพื่อนออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งในตอนนั้นฉันใส่กางเกงยีนเสียด้วย และก็ไม่มีห่วงยางให้เกาะเหมือนในตอนแรก ทำให้ร่างของฉันจมลงไปใต้น้ำเสียนาน กว่าจะผลักดันร่างตัวเองให้ลอยขึ้นมาได้ก็แสนจะลำบาก

ช่วงที่อยู่ใต้น้ำนั้น ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะหลับตาตลอด แม้ขาจะพยายามถีบตัวเองขึ้นมาบนเหนือน้ำให้ได้ แต่ทำไมมันช่างยากเย็นเสียเหลือเกิน  ถีบจนไม่มีแรงจะถีบอยู่แล้ว บวกกับว่ายน้ำไม่แข็งด้วย ร่างของฉันจึงจมลงไปเรื่อย ๆ

 

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจมไปลึกและนานแค่ไหน รู้แต่ว่าเริ่มหายใจไม่ออก ไม่มีแรงจะว่ายน้ำอีกแล้ว จากตาที่หลับอยู่ก็ลืมตาขึ้นมาทันที ในตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองต้องตายแน่เลย คงไม่มีใครมาช่วยฉันแน่ ๆ ฉันจึงหลับตาและปล่อยให้ร่างจมไปตามกระแสน้ำ

 

พอไม่นานก็ว่ามีมืออันแข่งแกร่งคว้าร่างฉันเข้าไปกอดอย่างจัง ด้วยสัญชาตญาณของลูกผู้หญิงเมื่อถูกกอดก็ต่อสู้ขัดขืนไม่ยอมให้คนที่มาช่วยกอดร่างเอาไว้ ยิ่งพอลืมตามาเห็นว่าคนที่กำลังกอดตัวเองเป็นผู้ชายเสียด้วย ฉันก็ยิ่งต่อต้าน แถมยังดึงร่างคนที่มาช่วยตัวเองจมไปในน้ำด้วยกันอีก

ฉันเริ่มหมดแรง หายใจไม่ออกอีกครั้ง คิดว่าตัวเองกับคนที่ลงมาช่วยอาจจะได้ตายคู่กัน จึงหลับตาและปล่อยวางทุกอย่าง ขณะนั้นฉันไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับตัวเองบ้าง มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่พี่จันทรากดหน้าอกอยู่ พอสักพักฉันก็พ่นน้ำออกมาเหมือนพญานาคตัวน้อย ๆ ที่หมดแรง จากนั้นก็ไอแค่ก ๆ เพราะสำลักน้ำ สายตาก็พร่ามัวไปหมดไม่รู้ว่าใครเป็นใครบ้าง ทุกคนยืนมุมเต็มไปหมด ฉันได้ยินแต่เสียงพี่จันทรา

 

ฟื้นแล้วเว้ย พอเห็นหน้าคนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ร้องไห้โห่ทันที โดยที่มีพี่จันทราโอบกอดไว้

 

ขวัญเอยขวัญจ๋า กลับมาเสียเถิด ฉันยังร้องไห้กระซิก ๆ เหมือนเด็กน้อยที่หวาดกลัว และฉันก็กลัวจริง ๆ กลัวตายเป็นที่สุด

 

น้ำตาของฉันทำให้เพื่อนรุ่นพี่เดินเข้ามาปลอบขวัญเป็นว่าเล่น ซึ่งในตอนนั้นคนที่อาสากระโดดลงไปช่วยชีวิตฉัน ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นพี่ทรายนั่นเอง โดยที่ชายหนุ่มเดินผ่านฉันไปแต่ไม่พูดไม่จาสักคำ แถมเนื้อตัวก็เปียกปอนไม่ต่างกับฉันเลยสักนิด เขาคงจะหมดแรงไม่น้อยที่เข้าไปช่วยชีวิตฉัน

 

ฉันได้แต่มองหน้าพี่ทรายด้วยสายตาที่อยากจะขอบคุณมากเป็นที่สุด จนแล้วจนเล่าฉันก็ไม่มีโอกาสได้ขอบคุณพี่ทรายเลยสักครั้ง และก็ก้มหน้าก้มตาเช็ดน้ำตาอยู่อย่างนั้น ส่วนคนที่ช่วยชีวิตกลับเดินจากไปโดยที่ทิ้งแววตาอันห่วงใยให้ได้เห็นตลอด และก็ไม่เคยมีโอกาสได้คุยกันเลย คงมีแต่เพียงสายตาของเขาที่ส่งมาให้ฉันเป็นระยะ ๆ  

พอไม่นานเพื่อน ๆ ก็พาฉันไปนอนพักด้านในแพ เมื่อคิดว่าตัวเองดีขึ้น ฉันก็ขึ้นไปนั่งที่ระเบียงชั้นบนสุดของแพ ซึ่งจัดว่าเป็นห้องนอนในส่วนของสาว ๆ ฉันนอนพักอยู่เสียนาน เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่ไหว ตัวร้อนและมีไข้เสียด้วย นับว่าโชคดีที่ได้ยาแก้ไข้จากเพื่อน ๆ ในกลุ่ม ทำให้ช่วยบรรเทาอาการไข้ได้บ้าง ค่ำคืนนั้นฉันไม่ได้สนุกกับเพื่อน ๆ เลย คงได้แต่นั่งมองเพื่อน ๆ ในกลุ่มอยู่เงียบ ๆ และก็มีสายตาคู่หนึ่งที่ห่วงใยฉันส่งมาให้เป็นระยะ ๆ เหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน


เมื่อกลับมาจากเที่ยวแพเธอ ฉันก็นอนพักยาวจนกว่าจะหายป่วย พอหายป่วยก็กลับไปทำงานเหมือนเดิม วันแรกที่กลับไปทำงานนั้นฉันได้เข้ากะดึก ซึ่งการทำงานกะดึกนั้นก็เป็นกะที่ฉันชอบมาก ๆ เพราะฉันและเพื่อน ๆ มีโอกาสได้พูดคุยสนุกสนานเต็มที่ โดยที่ไม่ต้องห่วงเหล่าบรรดาผู้จัดการมาคอยควบคุม

ช่วงที่ระหว่างนั่งทำงานอยู่นั้น ซุปเปอร์ไวเซอร์ก็เดินตรงมาที่โต๊ะของฉัน

 

 น้องอ้อนมีโทรศัพท์มาหา

ฉันรู้สึกแปลกใจนิดหนึ่งที่จู่ ๆ ก็มีคนโทรศัพท์มาหา รีบลุกขึ้นและกล่าวขอบคุณซุปเปอร์ไวเซอร์ตามมารยาท จากนั้นเดินตามหลังเธอมาติด ๆ ฉันรู้ดีว่ากฏบริษัทห้ามพนักงานรับโทรศัพท์เกินห้านาที รู้ว่าตัวเองควรทำอย่างไร ฉันไม่รู้ว่าใครโทรมาหาฉันในช่วงเวลาดึกๆ  ซึ่งตอนแรกก็คิดว่าเป็นพี่สาวจากต่างจังหวัด พอยกหูรับสาย

สวัสดีค่ะฉันกล่าวทักทายคนต้นสายด้วยถ้อยคำสุภาพ

ไม่มีเสียงคนต้นสาย เงียบอยู่สักพัก พอประมาณสิบวินาทีผ่านไป ก็ได้ยินเสียงเขาคนนั้น

 

อ้อนเหรอครับ จำพี่ทรายได้ไหม?” คนต้นสายถามไถ่ด้วยถ้อยคำที่สุภาพเช่นเดียวกัน เขาเรียกฉันว่าอ้อนเหมือนที่เพื่อน ๆ ฉันเรียก และไม่ได้เรียกชื่อเล่นจริง ๆ ของฉันแต่อย่างใด


จำได้ค่ะฉันตอบรับพี่ทรายด้วยถ้อยคำเหมือนเดิม ไม่ได้เย็นชาแต่ก็ไม่ได้ดีใจเลยที่ได้ยินเสียงเขา


หายป่วยหรือยังครับพี่ทรายถามด้วยความห่วงใย


ดีขึ้นแล้วค่ะ พี่ทรายมีอะไรหรือเปล่าคะด้วยความที่เกรงว่าซุปเปอร์ไวเซอร์จะตำหนิเอา ฉันจึงรีบ ๆ ถามพี่ทรายด้วยเหตุผลที่โทรมาหา


ไม่มีครับ พี่แค่โทรมาหา เพราะอยากรู้ว่าหายป่วยหรือยังน้ำเสียงของพี่ทรายเห็นได้เลยว่าน้อยใจกับคำถามของฉันมากทีเดียว


ถ้าพี่ทรายไม่มีอะไร หนูขอไปทำงานนะคะ เพราะเดี๋ยวซุปจะดุเอา ซุปห้ามคุยโทรศัพท์นาน

 

ในตอนนั้นฉันไม่ได้คิดอะไรมากนัก ด้วยความที่ยังเป็นเด็กจึงมักจะคิดว่ากฏระเบียบของบริษัทเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยลืมนึกถึงจิตใจคนที่โทรมาหาตนเสียสนิท


ครับ ดูแลตัวเองบ้างนะครับคือคำพูดครั้งสุดท้ายที่ฉันได้ยินจากปากพี่ทราย


พี่ทรายก็ดูแลตัวเองบ้างนะคะ


ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันก็ไม่เคยได้รับโทรศัพท์จากพี่ทรายเลย และฉันก็ไม่เคยรู้เลยว่าพี่ทรายอยู่ที่ใด รู้แต่ว่าทำงานอยู่ที่เดียวกับพี่นิสันต์

 

แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่ฉันก็ยังนึกถึงเรื่องราวในวันนั้นได้ตลอด ด้วยความที่ตัวเองยังเด็กและไม่ค่อยจะเข้าใจโลกมากนัก ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองควรจะทำคืออะไร ฉันรู้ว่า ฉันจะต้องขอบคุณพี่ทรายให้ได้ แต่ทำไมฉันไม่กล้าทำเลย  ฉันยอมรับว่า อยากจะมีโอกาสดี ๆ กว่านี้ โอกาสที่จะได้ขอบคุณคนที่ดีคนหนึ่ง แต่แปลกฉันกลับไม่มีโอกาสเลย ครั้งสุดท้ายที่คุยกับพี่ทราย ฉันตั้งใจจะขอบคุณพี่ทรายมาตลอด แต่พอได้ยินเสียงพี่ทรายความรู้สึกหลายอย่างที่อยากจะพูดก็กลับหายไป สมองของฉันมันคิดอะไรที่ช้ามาก ๆ ช้ากว่าที่ใจฉันต้องการเสียอีก

 

ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ฉันไม่เคยโกหกตัวเองว่าอยากขอบคุณพี่ทรายมากแค่ไหน แม้แต่วันนี้ที่เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับพี่ทราย ฉันก็อยากขอบคุณเขาเสียเหลือเกิน แต่ฉันไม่รู้ว่าตัวฉันจะมีโอกาสบ้างหรือไม่ หรือว่าโอกาสของฉันมันหมดไปแล้ว

 

ฉันไม่เข้าใจทำไมฉันถึงไม่ได้รักพี่ทราย ทำไมฉันถึงไม่ค่อยชอบพี่ทราย ทั้งที่พี่ทรายก็เป็นคนดี มีหน้าที่การงานที่ดี แถมยังเป็นคนที่มีบุญคุณกับฉันอีกมาก ฉันหากพี่ทรายไม่ลงไปช่วยฉันในวันนั้น ฉันก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่   

 

นอกจากนั้น เรื่องผ้าขนหนูที่พี่นกเอามาให้ฉันห่มตอนที่เล่นน้ำในแพเธค ฉันเองก็เพิ่งจะรู้ว่า คนที่เป็นเจ้าของผ้าขนหนูก็คือพี่ทรายนั่นเอง ผู้ชายที่แอบมอบไออุ่นให้ฉันโดยผ่านผ้าขนหนูผืนนั้นมาตลอด และก็ฉันก็ไม่เคยรู้ตัวเลยสักนิด ยอมรับว่าเป็นผู้หญิงที่ซื่อบื่อที่สุด

 

 

แม้ว่าฉันจะรักพี่ทรายไม่ได้ เพราะไม่เคยได้สัมผัสรักจากพี่ทรายอย่างแท้จริง และก็ไม่เข้าใจเจตนาการเข้ามาของเขาด้วย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่า ฉันจะลืมพี่ทรายไปได้เลย ฉันยังคงมีพี่ทรายอยู่ในความทรงจำเสมอมา และก็มิอาจลืมเลยสักครั้ง ถ้าไม่มีพี่ทรายในวันนั้น ก็อาจจะไม่มีฉันในวันนี้ก็ได้ และทุกท่านก็อาจจะไม่ได้อ่านเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับผู้ชายที่แสนดีคนนี้....หนึ่งในผู้ชายที่อยู่ในบทเพลงซ่อนความทรงจำของฉัน

 

 

  

 

 

  

ในวันนั้น ก็อาจจะไม่มีฉันในวันนี้ก็ได้ และทุกท่านก็อาจจะไม่ได้อ่านเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับผู้ชายที่แสนดีคนนี้....หนึ่งในผู้ชายที่อยู่ในบทเพลงซ่อนความทรงจำของฉัน



 







Copyright © 2010 All Rights Reserved by Natthinee Khot-asa Jones